*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 100
  • จำนวนผู้ชม : 63416
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< พฤศจิกายน 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน 2561
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 425 , 16:03:27 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          ล้มเสรี-ประชาธิปไตย

    สถาปนาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น     

    ประมุขให้สำเร็จในเร็ววัน ตามรัฐธรรมนูญไทย  

                 (เพราะอุยเอี๋ยน-ไทยยังมี)

     ดูเหมือนพรรคการเมืองทั้งหลายแหล่เข้าใจผิดแทบทุกพรรคว่า “เสรีประชาธิปไตย”กับ “ประชาธิปไตย”เป็นเรื่องเดียวกัน

           ในรัฐธรรมนูญไทยกล่าวถึงประเทศไทย-จะเป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยนัยแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดว่าคือ “ประเทศไทยปกครอง(โดยหลักทางการเมือง)ด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

           ถูกต้องนะครับ เข้าใจตรงกันนะ ใครจะเถียงหรือฟ้องร้องผมเชิญครับ

            แต่ในโลกนี้ เขาพูดว่า โลกควรจะต้องปกครองโดยเสรีประชาธิปไตย คำนี้มันเป็นการบิดเบือน เพราะคำว่า “เสรี”ที่เติมนำหน้าประชาธิปไตยนั้น มันกำกวม เพราะเสรีมันมาจากคำว่า “เลเซอร์-แฟร์”คือการค้าเสรี เมื่อบวกกับประชาธิปไตย ฟังดูเหมือนเป็นระบอบการเมือง แต่แท้จริงมันเป็นระบอบการค้าเสรี ที่ประเทศใหญ่กินประเทศเล็กได้เหมือนกับ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”

            สหรัฐสามารถเอาทหารไปล้อมเกาหลีเหนือ หรือไปล้อมอิหร่าน หรือสหรัฐอยู่ๆ สร้างกำแพงระหว่างเม็กซิโก สหรัฐเอากันง่ายๆ และปิดผู้อพยพไม่ให้เข้าเมืองและอื่นๆ มันก็เป็นเสรีประชาธิปไตยสหรัฐครับ นั่นหมายความว่าอยู่ในข่ายของเสรีประชาธิปไตยใช่ไหมครับ แท้จริงเสรีประชาธิปไตยมันเป็นระบอบเศรษฐกิจที่ตายไปแล้ว และกำลังจะตาย เพราะเป็นรูปแบบหนึ่งของระบอบทางเศรษฐกิจผูกขาดต่างชาตินั่นเอง

         ประชาธิปไตยเสรีในประเทศไทย มีไม่ได้ และที่มีมันคือระบอบเดียวกันที่เป็นอีกชื่อหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดี คือ “ระบอบทักษิโณมิค”นั่นเอง เรามีแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป และก็สู้อุตส่าห์สร้างรัฐธรรมนูญปี ๖๐ขึ้นมาเพื่อจะทำลายสิ่งผิดๆเหล่านี้ไม่ใช่หรือ?เพราะ“อุยเอี๋ยน-ประเทศกูก็มี”

        ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า เขาเป็นพรรคเสรีประชาธิปไตย ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าทางออกฟอร์ดเขาสอนอย่างนี้หรือ?คำว่าประชาธิปไตยคือเสรีภาพทางการเมืองใครชอบใครก็เลือกเพราะมนุษย์เท่าเทียมกันจริงไหม? แต่เสรีการค้ามันจะเท่ากันได้ไหม? ไม่อย่างนั้น เขาฮั้วกันประมูล หรือเขาลดราคาเพื่อทำลายคู่แข่งที่อ่อนแอกว่า ผูกขาดตัดตอน มันก็เสรีไม่ใช่หรือ? แต่เรายอมได้ไหม?

              แล้วอย่างนี้จะมีโรงงานยาสูบ รถไฟ หรือปตท.หรืออะไรที่ป้องกันระบอบผูกขาดจากต่างชาติ(เสรีการค้า)เพื่อยับยั้งการผูกขาดจากต่างชาติไม่ใช่หรือ และกองสลากให้ฝรั่งมันมีเสรีที่จะมาตั้ง หรือบ่อนกาสิโน ถ้าเสรี มันก็ฉิบหายใช่ไหม?

          สังคมการเมืองไทยเริ่มเปิดศักราชใหม่อย่างที่เรียกว่า “สามก๊ก” จะมีก๊กอะไรบ้างไม่ต้องเทียบกัน ว่าก๊กนั้น ก๊กนี้เป็นก๊กอะไร ท่านมาร์คหัวหน้าพรรค-ไม่ใช่มาร์ก-เลนินนะเขาว่าเอาไว้ ก็หยวนๆน่า

           สำนวนไทยที่ว่า “พระยาจักรีผู้เปิดประตูเมือง”ก็ติดปากมาตั้งแต่ครั้งกระโน้น มันยังคงใช้ได้ เพราะ วันนี้ ก็มีกลุ่มคนหลายกลุ่มเฉพาะอย่างยิ่งสื่อบางสื่อ ไม่ต้องอธิบายว่าเขาเปิดประตูเมืองอย่างไร?

           ทั้งหมดเป็นยุทธศาสตร์ หลังการเข้ามาแล้วของ “สามก๊ก”อันเป็นที่มาของการเขียนนิยายสามก๊กฉบับภาษาไทย-พระยาพระคลังหน ผมเชื่อว่าพระเจ้าตากทรงศึกษา “สามก๊ก” และรัชกาลที่หนึ่งจึงจัดให้มีการแปลสามก๊กในเวลาต่อไปถือว่าเป็น “ตำราพิชัยสงคราม”ไทยโดยปริยาย

           และก็ไม่ผิดนักที่ สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงก็เป็นตำราพิชัยสงคราม ใหม่ของไทยโดยปริยาย จริงไหม?ท่านจิ๋วของเราก็ชอบ-เป็นนายทหารไทยที่ศึกษาจนทะลุจนหลงลืมอะไรๆไปอีกเยอะ-ติดอ่างอยู่คำเดียว “รัฐ รัฐ รัฐ กะบาน บาน บาน แห่ง แห่ง ชาด(สีแดง)” และดูเหมือนจะนำมาซึ่ง กลยุทธ์ของหลายๆพรรคการเมืองไทย

          ดังนั้น “อุยเอี๋ยน” ทหารเอกรุ่นสุดท้ายชั้น ลิโป้ กวนอู ไทยก็มีเหมือนกันในกองทัพไทย

          อุยเอี๋ยนเป็นนายทหาร ติดลบ เพราะเขาซุ่มซ่อนยาวนาน และอยู่เจียมตัวถนอมตัวมาก เมื่ออยู่ท่ามกลางนายทหารหลักชั้นทหารเสือของเล่าปี่ คือ กวนอู เตียวหุย ฮองตง ม้าเฉียว จูล่ง ซึ้งทั้งหมดนี้สู้กัน ขับเคี่ยวกัน สามร้อยเพลงหยุดรบ และต่ออีกสามร้อยเพลง จากเช้ายันค่ำไม่มีการแพ้

           อุยเอี๋ยนเป็นทหารระดับนี้ แต่เป็นคลื่นรุ่นหลัง ถูกจัดเป็นทหารเสือ ปิดท้าย เข้าทำนอง เป็นแค่ “พระยา” แต่เรียกว่า “ท่านเจ้าคุณ”เป็น “พระยาพานทอง” เหมือนกับ “เจ้าพระยา” คนหนึ่ง  

            ดังนั้น ผมก็เสนอว่า “อุยเอี๋ยน”ประเทศไทยก็มี-ไม่ลองถามท่านเจ้าคุณประวิตรซิครับ-ฮา อย่างน้อยๆมีคำพูดที่หลงออกมาจากปากของท่าน กระเดียดไปทางระบอบอุปถัมภ์ที่ว่า “ไม่รู้จักคุณข้าวแดงแกงร้อน”เช่น เดียวกันประเทศนี้ กูก็มี

            ประเทศนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ พอสื่อต่างชาติเสนอข่าวไทยในแง่ลบ เช่นบอกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังจะชะลอตัวลง พวกเขาจะกระจายเสียงทันที ทั้งที่ ก่อนที่เขา(สำนักข่าวต่างประเทศทั่วไป)จะเสนอข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ เขาก็จะรายงานว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวอันเป็นผลของสงครามการค้า สหรัฐ-จีน ซึ่งทั้งโลกก็จะ “โดนด้วย” เขา(สำนักข่าวระบอบทักษิณ)จะเสนอข่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะขาลง(เพราะผลพวงของรัฐประหาร เป็นต้น-มีเนื้อหาบิดเบือน –เอ็กแซดเจอเรด)แต่เว้นที่จะพูดถึงเป็นภาวะของโลก-เขาจะตัดตัวที่เป็นกันหมดทุกประเทศออก เหลือไว้แต่เฉพาะประเทศที่อยู่ในภาวะสืบทอดอำนาจ เท่านั้นที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง?-ฮา

           แต่เมื่อดูพื้นเพของคนเหล่านั้น เห็นชัดว่าพวกเขาน่าจะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมของเขาที่ไม่ได้หยั่งรากมาเป็นไทยมาก่อน อาจเป็นเพราะสถานศึกษาของเขา อาจมาจากเมืองนอกเมืองนา หรือความเป็นบรรพบุรุษที่(เมื่อเทียบดูแล้ว)ไม่มีความผูกพันกับสังคมไทยมากนัก ผมคงไม่ต้องพูดเพื่อให้เกิดความคิดรังเกียจทางเชื้อชาติ เพราะตรงนี้ ไม่ใช่ประเด็นของความรักชาติรักท้องถิ่นของตนเอง

         เราพิสูจน์ได้ ไม่ยาก ผมมีความผูกพันกับเด็กกระเหรี่ยง และครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ที่เมื่อก่อนและเวลานี้ด้วยถูก นโยบายอซิมิเลชั่น(รังเกียจเดียดฉันท์คนต่างด้าวท้าวต่างแดน )มานาน

         และเมื่อเราหันไปดูคนจีนรุ่นที่เข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก่อนหลังเล็กน้อย ก็ถูกนโยบายอซิมิเลชั่นมาก่อนประมาณ๖๐ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย  เพราะในยุคหนึ่งก็คือยุคปี๒๕๐๐ที่ว่าผ่านมาไม่น้อยกว่า๖๐ปีนี้ สยาม(เผด็จการที่ถูกออกแบบมาจากหลักสูตรสหรัฐ-ไม่ต้องเอ่ยว่าเป็นกลุ่มไหน ที่เพลง “ประเทศกูมี”ไม่ได้แยกแยะ-ดูๆไปไม่ต่างอะไรกับบิดเบือนเพราะพูดด้านเดียว คล้ายจะ “โยง”-พวกนี้ก็ชอบโยง โดยเอากลุ่มประยุทธ์เป็นทหารกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มยุคโน้น-จอมพลป.และจอมพลสฤทดิ์)ได้เสนอแนวคิดหลงชาติไม่ใช่เพราะว่าในสังคมไทยมันมีความหลงชาติมาก่อน หากเป็นเพราะความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ตามแบบตะวันตก มันได้เสนอสิ่งที่นำไปสู่ นโยบาย แบ่งแยกและปกครอง-จากพวกตะวันตก จนบัดนี้น่าจะเป็นเวลาร่วมสองร้อยปีเห็นจะได้(เอากันเฉพาะสมัยรัชกาลที่ห้าเป็นต้นมา)

         พวกเขาแยกสิงคโปร์ออกจากมาเลเซียจนได้ ขณะที่ในมาเลเซียเขาทำไม่ได้(ลองสังเกตให้ดีๆ นายมหาเธ่และอับราฮิม กำลังจะเบียดขับ คนจีนมาเลย์ที่ครองเศรษฐกิจ กำลังโดน อย่างน้อยๆ เขาไม่ค่อยเอานโยบายจีนต่อภูมิภาคนี้เท่าไร)ไม่ต่างอะไรกับสหรัฐก็เป็นนโยบายชาตินิยม(แต่เชื้อชาติอย่างสหรัฐมันจะเอาอังกฤษ หรือเยอรมันเป็นหลัก หรือจะเอาเชื้อชาติฝรั่งเศสก็ไม่เข้าท่า เอาเป็นว่า “ชาติคาวบอย”ดีไหม?)

         ส่วนในไทยเอา จีนกับไทยมาทะเลาะกัน ก็เห็นจะโดนกันหนักมาตั้งแต่สมัยหลวงวิจิตรวาทการ ว่าไทยอพยพมาจากจีน เพราะจีนรุกราน(ซึ่งตั้งแต่ตะวันตกเข้ามาหลังรัชกาลที่ ๓ จีน-ไม่ใช่โพ้นทะเล-จีนสมัยฮ่องเต้ กับไทย ก็จะถูกเบียดคับออกไปอย่างมีจังหวะก้าว ถ้าสังเกตดีๆศิลปะไทยสมัยรัชกาลที่ สาม จะรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมจีน อย่างน้อยๆความมั่งคั่งของไทยจะร่วมกับจีนจนอาจเรียกว่า ไทยคือจีนน้อย เพราะหลังจากการสร้างกรุง คนไทยเหลือน้อย คนจีนเข้ามาอยู่เมืองไทยมากมาย เราอาจพูดได้ว่า ไทยรัตนโกสินทร์ ถ้ามองจากชาติพันธุ์ก็คือชาติที่มีส่วนผสมทางชนชาติ หลายหลากที่มีคนจีนเป็นส่วนประกอบหลัก- มากกว่าผู้อื่น และภาษาพูดประเพณี เข้ามาอยู่ในสยามมากที่สุด รองจากคนไทย-ที่เป็นเผ่าผสมอยู่ดีแต่เดิม ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่มีคนจีนเข้ามาผสม ทุกครั้งเมื่อไทย-สยามถูกทำลายเมืองตลอดเวลานับพันๆปี ทั้งการล่มสลายของอาณาจักรพนม-ฟูนันเมื่อประมาณพ.ศ.๑๑๐๐ และสมัยศรีวิชัยเมื่อประมาณพ.ศ.๑๕๖๐ จีนเข้ามาผสมทุกครั้ง รวมทั้งสุดท้าย สมัยพระเจ้าตากอย่างที่รู้ๆกัน

          และวันนี้ไม่เกินหนึ่งร้อยปีก็มีกระแสเข้ามา ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็มีรุ่นล่าสุด

         และในสมัยรัชกาลที่ ๖-ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเล็กน้อย เมื่อรัชกาลที่ ๖ทรงไปศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยแซนเฮริ์ทของอังกฤษ ในยุโรปเขาเรียกกันว่าเป็นสมัยแห่งชาตินิยม

         ในรัสเซียไชคอฟสกี้ ประพันธ์ผลงานเพลงคลาสสิค โอเวอเจ้อร์ ๑๘๑๒

สเมธาน่า  สิเบริอุส หรือแวคเน้อร์ หรือในสหรัฐโกดาอี้ ล้วนประพันธ์ผลงานที่รักชาติและหลงชาติ ทั้งหมดนี้เป็นลัทธิ “ชาติสังคม” ที่ไม่ใช่ความรักในเผ่าพันธุ์-เป็นข้ออ้าง แต่แท้ที่จริงเป็นลัทธิที่ก่อกระแสมาจากนายทุนแห่งชาติที่ยังไม่ถึงขั้นผูกขาดในทางสากล แต่เป็นระยะที่ต่างปลุกกระแสใช้ของในประเทศเพื่ออุดหนุนทุนแห่งชาตินั่นเอง

        ที่สุดก็เริ่มก่อกระแสสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพราะทุนผูกขาดแห่งชาติของยุโรปกำลังก่อตัวขึ้น และสร้างอิทธิพลนานาชาติของตนเองขึ้นมา-เพราะตกลงกันไม่ได้ จึงใช้รูปแบบการเมืองสูงสุด นั่นคือ “สงคราม”เหมาเจ๋อตงพูดในสรรนิพนธ์เหมาว่า สงครามคือรูปแบบการต่อสู้ทางการเมืองขั้นสูงสุด

        ไทยก็ถูกกระแสนี้ให้เข้าร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัชกาลที่ ๖ จำเป็นต้องเลือกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และในการเลือกนั้นจำต้องยึดนโยบายสากล-แบ่งโลกของเขาโดยปริยาย และเมื่อนโยบายตะวันตกรุกรานเอเชีย เราจำเป็นต้องตามเขา –ซึ่งหนึ่งในนโยบายนั้นคือถือเอาจีนเป็นจักรวรรดิยุคเก่า ต้องถูกล้มเลิกเพื่อการก้าวเข้ามาของจักรพรรดินิยมยุคใหม่

           แต่จุดเปลี่ยนของจักรวรรดิเก่า(ศักดินานิยม)มาเป็นจุดเปลี่ยนสู่จักรพรรดินิยมแผนใหม่-อยู่ที่ข้อต่อโซ่ที่อ่อนเปราะที่สุด (ท่านเลนินเสนอเอาไว้และเป็นจริงตลอดกาล ร้อยปีพอดี)คือราชวงศ์โรมานอฟในรัสเซีย ซึ่งได้เป็นรัฐกึ่งศักดินานิยมที่มีชนชั้นกรรมมาชีพและนายทุนผูกขาดยุโรปที่เข้ามาในรัสเซีย เข้มแข่งร่วมกัน(ระยะนี้ผู้ที่ต้องการโค่นจักรวรรดิโรมานอฟคือกลุ่มทุนผูกขาดยุโรป และชนชั้นกรรมมาชีพและชนชั้นนายทุนน้อยและนายทุนชาติแห่งรัสเซีย แต่เลนินได้ใช้โอกาสนี้สร้างพรรคของกรรมาชีพ นายทุนน้อย และนายทุนชาติเข้ามาเป็นพรรคปฏิวัติบอลเชวิค เพื่อเก็บดอกผลแย่งอำนาจของจักรวรรดิเก่า-เมื่อล้มแล้ว ฉวยโอกาสตอนที่กลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติยุโรปยัง กัดกันเองในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสร้างรัฐอิสระชนชั้น กรรมกร ชาวนา นายทุนน้อยและนายทุนชาติ ที่ปราศจากการครอบงำของทุนต่างชาติ อย่างชาญฉลาดเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาและสำเร็จ ต่างจากคอมมูนปารีสที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นสองสามทศวรรษ ทำไม่สำเร็จเพราะนายทุนผูกขาดต่างชาติไม่ได้กัดกันเอง แต่รวมตัวกันถล่มคอมมูนปารีส จนทำลายได้ในที่สุด)

        ในเมืองไทย เอกสารทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองไทยจึงต่อต้าน “ยิวแห่งบูรพาทิศ-คือจีน” เพราะดูจะมีแนวโน้มเป็นแบบรัสเซีย จึงได้มีแนวคิดประชาธิปไตยเสรีเข้ามาในเมืองไทยโดยกระแสของกลุ่มทุนผูกขาดตะวันตกพยายามเผยแพร่ลัทธิ “เสรีประชาธิปไตย”ซึ่งมีกระแส “ปาเลียเม้นต์ประเด็นขำ”ตั้งแต่ก่อนนั้น โดยเทียนวรรณ-สมัยรัชกาลที่ห้า-ซึ่งตอนนั้นกระแสประชาธิปไตย จากนายทุนสากลกระจายไปทั่วโลก และทุนตอนนั้นยังไม่ออกออกฤทธิ์ “การผูกขาด” ในระดับโลก

           กระแสประชาธิปไตย โดยชนชั้นกลางในไทยปะทุขึ้น เป็นฉากแรกของการปฏิวัติ๒๔๗๕ในไทย คือร.ศ.๑๓๐ คือประมาณปีพ.ศ. ๒๔๔๐

           กระแสทุนนิยม-และแฝงไปด้วยการเข้ามาชองนายทุนผูกขาด-ลัทธิล่าเมืองขึ้นสมัยใหม่-มาในรูปประชาธิปไตยเสรี ชอบการเลือกตั้ง-เป็นธรรมดา การเลือกตั้งนายทุนชอบ แต่ทุนใหญ่สุดก็จะชนะ-จริงไหม? ก็เป็น น้ำผึ้งอาบยาพิษเข้ามาด้วย-กลุ่มทุนผูกขาดซึ่งกำลังเพาะบ่มกำลังในสหรัฐตอนนั้นมันก็มาพร้อมกับเสรีประชาธิปไตยนั่นแหละ  และกระแสการปฏิวัติสังคมนิยมก็มาพร้อมๆกันอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ยอดปิรามิดของสังคมไทยลงมาสู่ชนชั้นกลาง แต่จะถึงรากหญ้าหรือเปล่ายังไม่รู้

         พวกนี้เขาเข้ามาพร้อมกับ “ความทันสมัย”ซึ่งเราไม่ได้ต่อต้าน แต่ต้องรู้เท่าทันครับ –อย่างที่ท่านลุงตู่ สอนเด็กๆว่า “ต้องรู้เท่าทัน” และประวัติศาสตร์และความรู้ทางการเมืองและทางสังคมไทยก็เริ่มถูกมอมเมาจากพวกต่างชาติ-โดยกลุ่มทุนตะวันตกเริ่ม บิดเบือน-ประการแรก ไทยอพยพมาจากจีน เพราะจีนรุกราน ตั้งแต่ประมาณปลายศตวรรษ๑๗๐๐(ซึ่งสมัยนั้นก็ไม่ใช่จีนฮั่นปกครอง แต่เป็นราชวงศ์มองโกลอีกต่างหาก-จะบิดจะเบือนก็ยังเลอะๆเลือนๆ ไม่ใช่คนจีนรุกรานเสียเมื่อไหร่ล่ะ

         ผมว่าการที่ชนชั้นปกครองสมัยนั้นๆ-หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ใช้ความเชื่อและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือน เป็นเครื่องมือ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ใช้ระบบการศึกษาและกฎหมายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์)ข่มเหงคนจีนเอามาเป็น สรณะหลักปรากฏชัดหลังการเข้ามาของจอมพลสฤทดิ์ ที่เมื่อมีการเลือกตั้งก็ใช้ พรรคชาติสังคม เป็นพรรคหลอกลวงในระบบสภา เหมือนพรรคเสรีมนังคสิลาในสมัยจอมพลป. หรือพรรคสหประชาไทยในสมัยจอมพลถนอม-ประภาส และพรรคสามัคคีธรรมในสมัย “บิกสุ”

         แต่ช้าก่อนสหาย อาจมีใครคิดว่า พรรคที่ชื่อเดียวกับ นโยบาย”ประชารัฐ”คือพรรคชนิดเดียวกันนั้น

         แหมเหมือนกันมากทีเดียว แต่จงฉุกคิดใหม่(คิดใหม่ทำใหม่ได้ คิดใหม่ทำใหม่อีกครั้งไม่ได้หรือพวก)ว่า พรรคนี้ จะเหมือนกับพรรคนั้น ถือว่าความคิดนี้เป็นเชิง “กลไก”มากไป

         ไม่เข้าใจว่า พรรคนี้เกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญที่แยกให้เห็นชัดเจนว่า เป็นพรรคใน “ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” กล่าวคือระบอบประยุทธ์ เป็นระบอบที่ไม่ใช่ “เสรีประชาธิปไตย”ตามก้นสหรัฐและอียู-ตะวันตก แต่เป็นระบอบเศรษฐกิจแบบผสมที่ไม่ยอมขึ้นต่อพวกตะวันตกโดยตรง สังเกตง่ายๆว่า

         “พวกมัน คัดค้านตั้งแต่วันแรก”  “โลกล้อมประเทศ” จนบัดนี้ในสมัยทรัมป์ หมดแรงเพราะหันกลับไปหานโยบายชาตินิยม อเมริกันต้องมาก่อน–หนีตายทางเศรษฐกิจ ทำให้เราสามารถดำเนินระบอบเศรษฐกิจแบบผสมได้เป็นอย่างอิสระ ครบจีนได้ สามารถเป็นผู้นำโลกได้เพราะมีอาเชี่ยนเป็นอิสระและก็มีหลายประเทศรับรองว่า ทำถูกต้องครับ

           เอาเป็นว่าเป็นระบอบเผด็จการกึ่งทหารแบบก่อนๆ ในเชิง “รูปแบบทางการเมือง” เท่านั้น แต่มีรูปแบบทางเศรษฐกิจแบบอิสระ ซึ่งทหารเก่าที่เป็นเผด็จการ “จัดๆ” นั้นขึ้นต่อสหรัฐและอียู     

          และเมื่อจะเป็นอิสระทั้งที จึงจำเป็นต้องเสริมความเข้มแข็งให้ตนเอง ไม่อย่างนั้นอันตราย ต่างจากระบอบทักษิโณมิค หรือเสรีประชาธิปไตยที่แม้รูปแบบเป็น “รูปแบบประชาธิปไตยกว่า” แต่เมื่อยังขึ้นต่อนายทุนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเป็นระบอบ “เศรษฐกิจแบบเมืองพึ่ง-นายทุนผูกขาด” ที่เรียกว่า เป็น           “เผด็จการสภาฟัสซิสซ์-จะปฎิเสธอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นครับ” ไอ้พวกไร้เดียงสาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพรรคขวดนมใหม่หรือพวก “เพื่อไผ”ทั้งหลาย

         กลับมาที่ ถ้าจีนในไทยลืมตาอ้าปากมา ทั้งเป็นเจ้าสัวใหญ่ หรือมีตำแหน่งสูงในวงราชการ แล้วจะหันมาแก้เผ็ดที่อาป๋าหรืออาม้าตัวเองเคยถูกข่มเหงมาก่อน และเมื่อได้กลายมาเป็นศักดินาใหม่ มีที่ดินมากมายมีฐานะทางสังคมสูงเทียบเท่าคนไทยทั่วไปหรือกุมฐานะทางเศรษฐกิจส่วนสำคัญ มันเกิดขึ้นมาเพราะผลของกฎที่ว่า “เมื่อมีแรงกดก็มีแรงต้าน” ก็คงเนื่องมาจากความกดดันเหล่านี้ดังกล่าวมานั่นเอง

           และเลยเถิด คิดจะล้มระบบเจ้าขุนมูลนายเดิม  โดยถือเอา ทุนนิยมจากต่างชาติ ที่นำเอาระบบชนชั้นสมัยใหม่เข้ามาเป็นเกณฑ์ใหม่เพื่อดำเนินชีวิตทางสังคมที่โลกถือเป็นกระแสหลัก ที่เรียกว่า ทุนนิยมเสรี

           กล่าวคือสะท้อนออกมาเป็น การต่อสู้รื้อทำลายโครงสร้างทางการเมืองเก่า และเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยเสรี” และเป็นโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่เป็นแบบ –สากล ที่อะไรที่เป็นวัฒนธรรมแต่เดิมไทย-สยามที่หลีกไม่ได้ที่จะเป็น “ระบบอุปถัมภ์” เช่น “คุณข้าวแดงแกงร้อน” หรือ “แปะเกาะโต๊ะ แม้ว “ มันก็คือๆกั๋น-ฮา และมีกองรักษาการที่ถือว่าเป็น “ระบอบอำนาจนิยม” โดยถือเอาทหารเป็นเป้าหมาย “รื้อทิ้ง” ในวิธีคิดของพวกเขา เขาก็เร่งระดม กระแสประชาธิปไตยเสรี ที่จะรวมศูนย์ต่อต้านไปหมด ฉวยโอกาสนี้ ล้างหมดกระทั่ง มาตรา ๑๑๒ก็ถือโอกาสจะลบเลือน

          อย่างเช่นคนที่ลืมตาอ้าปากได้ดีแล้ว ตะโกนว่าพรรคผมมันพรรค    “ไพร่ไฮโซ” เคยขายเตี๋ยว เยาวราช  และตอนนี้ “เจ้าพ่อ”ขายอะไหล่ไม่รู้มีอะหลั่ยไต้หวันปนหรือเปล่า? ไม่ต้องพูดถึงว่า ถูกกดดันมาก่อน?ความคิดที่ถูกเหยียดหยามมาก่อนว่า  “เสื่อผืนหมอนใบ” ก็ควรหันมาใช้วิจารณญาณดีๆ (เพราะมันเป็นของกลุ่มทหารกลุ่มเดียว-ที่ถือลัทธิสหรัฐ-เผด็จการฟัสซิสทหาร มันเอาเข้ามาตั้งแต่สมัยจอมพลป.และจอมพลสฤทษ์ และต้องแยกแยะให้ออก อย่าเหมารวม มันคนละกลุ่มกับ “เผด็จการครึ่งใบ” เปรม-ประยุทธ์

        เขาโหมกระพือว่าระบอบ”เปรม-ประยุทธ์”เป็นพวกระบอบเก่า ล้าหลัง สืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร วัฒนธรรมศักดินา ซึ่งรวมถือวิธีคิดทางชนชั้นดั้งเดิมของคนไทยทั่วไป ก็ถูกกระแสวิภาคนี้ถูกกระหน่ำตามไปด้วย-โปรดใช้สมองข้างซ้ายช่วยคิดพิเคราะห์ด้วย ไม่อย่างนั้น มัน”ฉิบหายๆๆ”กันหมด

          คนไทยทั่วไปอย่างผมไม่รู้เรื่องด้วย-ผมเองก็ไล่ไปไล่มาก็เป็นคนจีนอพยพทั้งนั้นทั้งโคตร

          แม่ผมเล่าว่ายายของแม่เป็นบุตรีของหลวงเมืองพิชัย และหนีตามจีนผมเปีย-ค้าฝิ่นมาจากคุ้งเจ้าเมืองพิชัย และเกิดเถาเหล่ากอที่พิษณุโลก ถ้าท่านยายทวดของผมเป็นเชื้อพระยาพิชัยดาบหัก ก็หลีกไม่พ้นที่จะมีเชื้อจีนที่มากับพระเจ้าตากอยู่ดี ไล่ประวัติผมขึ้นไปก็ตัน ตรงที่มีเชื้อสายจีนในรอบสองร้อยกว่าปี เราทั้งหลายที่เรียกว่าไทยนั้นหมายถึงคนที่พูดภาษาไทย แต่ไม่วายที่จะเป็นสำเนียงจีนกันแทบทั้งนั้น จึงไม่มีอะไรน่าสงสัยในหมู่คนไทยทุกภาคทั่วประเทศ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ไทยถูกสหรัฐและพันธมิตรออกนโยบายแบ่งแยกและปกครองอย่างแยบยล เอาคำว่าจีนคือคอมมิวนิสต์มาเป็นการรุกรานของจีน(สหรัฐอียูมันสร้างลัทธิโดมิโนขึ้นมาเพิ่มแบ่งแยกและปกครอง ไทย-จีน รวมทั้งไทย-อินโดจีนด้วย)

        และยังสร้างประวัติศาสตร์รองรับว่าไทยถูกจีนตีถอยมาตั้งแต่ครั้งขุนบรม ประมาณพ.ศ.๑๗๐๐ และมาตั้งกรุงสุโขทัยประมาณพ.ศ.๑๘๐๐ นับเป็นชนชาติมหัศจรรย์ซินะที่สร้างสังคมทั้งสังคมใหม่ภายในหนึ่งร้อยปี ทั้งที่การสร้างชาติรุ่นนั้น ในระบอบสังคมยุค ยังไม่ถึง ๑.๐ที่มันต้องใช้พันปีเป็นอย่างน้อย เหมือนปัจจุบัน(ยุคนี้จะ ๔.๐ แล้วและกำลังมี ๕จี สร้างสังคมใหม่ที่เขาสร้างมาหลายร้อยปี บวกยุทธศาสตร์อีก๒๐ปี ยังไม่สามารถสร้างความเป็นไทยสมัยใหม่ได้จริงแค่ไหน? )

         หนึ่งร้อยปีที่ออกจาก เขา “อัลไต” และมาสร้างสุโขทัย -ไทยที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แค่ร้อยปี-มันเป็นเรื่องหลอกกันชัดๆ

         ทางคุณย่าผมที่เป็นคุณนายของขุนชิตชนาพาธ ก็เป็นคนจีนแถวห้องแถวหน้าวัดเพลงวิปัสสนา(สามแยกไฟฉาย)เอาเป็นว่าไล่ไปไล่มา ทั้งสายพ่อ สายแม่ผมในระยะสองร้อยกว่าปีเป็นจีนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นจีนหมดทั้งโคตรอาจมีเขมร พม่า หรือยิว(ปนมากับพวกเซไมติคบ้าง) อินเดียอย่างละ๐.๑เปอร์เซ็นต์ก็ได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

          ต่างจากคนจีนที่หลั่งไหลเข้ามาหลัง ช่วงการปฏิวัติใหญ่จีน ที่ถูกกลั่นแกล้ง อย่างน้อยๆว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ซึ่งแท้ที่จริงกว่าครึ่งเป็นพวกก๊กมินตั๋ง-ผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกับสหรัฐเสียด้วยซ้ำ-ฮา

          จีนหยั่งรากลึกในดินแดนไทยอย่างผมและอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ถูกนโยบายจักรพรรดินิยมสหรัฐที่เข้ามาทางเผด็จการทหารสมัยสี่สิบปีขึ้นไป ที่ข่มเหงคนจีน –แต่รอดตัวไป เพราะเป็นไทยผสมโรงไปหมดแล้ว และเหล่านี้ก็ผสมโรง ข่มเหงจีนที่เข้ามาใหม่ ทางวัฒนธรรม และได้เปรียบคือครองพื้นที่ก่อน

          แต่ลูกเจ๊กหลานจีน ที่เพิ่งจะเข้ามาในช่วงก่อนหรือหลังนั้น เอาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ดูจะมีบรรพบุรุษที่ถูกข่มเหง ผมเชื่อว่าลูกหลานของเขากลุ่มนี้แหละดูจะไม่พอใจรัฐบาลไทยหรือรัฐราชการหรืออะไรๆที่ดูจะเป็น วังวนการถูกหลอกให้หลงไปกันกระแสชาตินิยม

         ตอนสมัยเด็กๆ “ไอ้เล้ง” เตี่ยมันสอนว่า เมาเซตุงดี แต่ผมบอกว่า ไม่ดี (เพราะทางการไทย-ขี้ข้าสหรัฐมันสอน) พอไอ้เล้ง ไอ้ นิด ไอ้น้อย ที่พ่อเป็นจีนมันเริ่มเรียนหมอ เป็นพ่อค้ามีเงิน มันก็บอกว่า รัฐบาล ข้าราชการและอื่นๆที่เป็นรากฐานขององค์การปกครองและกฎหมายต้องเปลี่ยนหมด บางทีก้าวล่วงไปถึงไม่เอาวัฒนธรรมไทยเปลี่ยนให้หมดไปเลย(เพราะกูเสียเปรียบโว้ย!?)ประชาธิปไตยสุดๆไปเลย

          เสรีประชาธิปไตย ทุกประตูไปเลย-ช้าก่อนสหาย มันเข้าทางเขาครับ มันเข้าทางเพราะ “เสรีประชาธิปไตย” มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรม การเมืองการศึกษาและศิลปะ และวิธีคิด ความเท่าเทียมกันได้ แต่ “เสรีประชาธิปไตย”ทางเศรษฐกิจไม่มีครับ เป็นเรื่องหลอกลวง

         ทั้งๆที่ความคิดนี้ (การเกลียดวัฒนธรรมไทย)มาจากสหรัฐและชาติตะวันตกมาแบ่งแยกและปกครอง

         และคนเหล่านี้ผมเชื่อว่า หลายคน คงเป็นแบบ “นายแดนไกล”ที่ถูกข่มเหงมาก่อน พอเกิดกระแสทุนนิยมทางเศรษฐกิจ ถ้าเป็นทางการเมืองเขาเรียกว่า  “เสรีประชาธิปไตย”ถ้าเป็นวัฒนธรรมก็วัฒนธรรมตะวันตกซึ่งกินความถึงศิลปะ ระเบียบประเพณีอื่นที่เป็นแบบตะวันตก ดังกล่าว

           พวกเขาเสนอให้เข้ามาแทนที่ระบอบไทยเดิม ที่เรียกว่า “ระบบอุปถัมภ์” ”ระบบศักดินา” พวก “ล้าหลัง” ต้องขจัดออกไป ขัดขวางความเจริญ เอาเป็นว่าแทนที่จะเกลียด “ต้นตำหรับ”ที่ พ่อแม่พี่น้องของลูกเจ๊กหลานจีน ที่ถูกพวกเขา เสี้ยมคนไทย(จีนที่หยั่งรากแล้ว)รังเกียจ จีนคนรุ่นหลังเหล่านี้ กลับมาเกลียดคนไทย(จีนรากลึกแล้ว)ที่ถูกเสี้ยมให้ “ฟัดกัน” มันถูกหรือครับ   

          และกลายเป็นว่าไปเข้าข้าง พวกสหรัฐและตะวันตก เพื่อที่จะมารังเกียจคนไทยที่เคยเหยียดหยามพวกเขา พวกมั่งมีร่ำรวยในระดับที่ไม่เลวกว่าคนไทยแต่เดิม กลับไปเอานโยบาย เผด็จการสภาของสหรัฐ(มาในมาดใหม่หลังจากระบบเผด็จการทหารที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าทั่วโลก) และขนเอาขี้ข้าตะวันตกมาเหยียดหยามคนไทย ในรูปเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก(สากล)

          แปลกแฮะ สมัยนั้น พวกนั้น(เอากันตรงๆคือฝรั่ง)มันมาสอนให้คนไทย(จีนหยั่งรากแล้ว)เกลียดคนจีน(เสื่อผืนหมอนใบ) ด้วยวิธีการของ “เผด็จการฟัสซิสทหาร”

          แต่ตอนนี้ ฝรั่งมันมาสอนให้คนจีนหรือคนที่นับเทือกเถาเหล่าไม่หยั่งรากในไทยมากนัก เมื่อมีส่วนก้ำกึ่งในอำนาจรัฐ ได้เอา “เผด็จการสภาฟัสซิส-นัยหนึ่ง เสรีประชาธิปไตย”มาใช้กับสังคมไทยที่เป็นคนจีนเสียส่วนใหญ่แต่มีวัฒนธรรมไทยหยั่งรากมานานเกินร้อยปีขึ้นไป

          ยอมรับว่าวิธีการแบ่งแยกและปกครองของพวกมันล้ำยุค “ฉิบหาย”จริงๆ มันสามารถ กำหนดวิธีคิดของคนไทยถึงขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าในระยะสามร้อยปีที่พวกตะวันตกมันมาครอบครองประเทศเอเชีย อาฟรีกา มันมีระบอบสังคมที่เราก้าวไม่ถึงมันสักที แม้จะเลียนแบบมันมาเป็นระยะเวลาเดียวกันคือกว่าสามร้อยปีแล้ว

         คล้ายๆกับว่า วันนี้เราอายุ๓๐ปี เขามีอายุ ๕๐ ดังนั้นเมื่อเรารอไปปี๒๐ปี เราก็จะมีอายุตามทันเขา  แต่อีก๒๐ปีที่เรารอ เขาก็จะมีอายุเลยไปอีก๒๐ปีคือ๗๐ปี เมื่อไหร่?เราจะทันละครับ

          เพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะความเป็นระบบทุนนิยมของมันสูงขึ้นๆสูงขึ้น อย่างที่มาร์กซพูดว่า  “ทุนนิยมจะยืดวันตายของมันได้ ด้วยการพัฒนาเท็กโนโลยี่-หรือเรียกง่ายๆว่ามีแทกติดวิธีการแยบยล”

          มันสามารถ พัฒนาสูงสุดขั้นผูกขาดได้ โดยการเน้นคำว่า “เสรี”ทั้งๆที่มันกำลังผูกขาดตัดตอน

          มันสามารถเอารัดเอาเปรียบเราได้ ขณะที่มันพูดว่า “ไม่เอารัดเอาเปรียบ”ต้องเท่าเทียมกัน

          เช่นถ้ามันจะแข่งรถยนต์  ต้องใช้ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน ๒๐๐๐ซีซี ทุกคนใช้เครื่องสองพันซีซีเพื่อจะแสดงให้เห็นว่า การระเบิดเครื่องยนต์ต้องใช้ลูกสูบที่กินน้ำมันไม่เกิน สองพันซีซี เท่ากันหมด

         แต่ของมัน(ศรีทนนชัย)เพิ่มวาวไอดีบวกน้ำมัน อีก๘วาว ไอเสียอีก๘วาว  เป็นสิบหกวาว ขณะที่ของเราเท็กโนโลยี่แค่แปดวาว เป็นอันว่าแรงม้าเรา ๑๒๐ ของมัน ๑๖๐ ใครชนะครับ?  ยิ่งเท็คนิคอิตาเลียน-อัลฟ่าโรเมโอ มันใช้วาวสิบหกวาวเหมือน สี่เอจีอี-โตโยต้าซฺลิก้า แต่มันเหนือกว่านั้น มันใช้ บ่าวาวชัน เปิดปิด ไอดีไอเสียกว้างกว่า บ่าวาวป้าน ดูดน้ำมันมากขึ้นแรงม้าไปอีก “อักโข” แรงม้า๑๖๐ตัวของอิทาเลี่ยนมันจึงหนักหน่วงกว่า “ไอ้ยุ่น” ๑๖๐ตัว ครั้นจะพัฒนาบ่าวาวชันเหมือนกับมัน ก็ทำยากเพราะบ่าวาวชันมันต้องอาศัยเหล็กแกร่งกว่า ดังนั้นถ้าจะหาเหล็กแกร่งต้องเอาเหล็กจากสวีเดน หรือเหล็กที่ “อัลซาส-ลอเรน”ถ้าจะขอซื้อมันก็แพง และมันไม่ขายมีกฎหมายผูกขาด เอากับมันซิครับ ในโลกนี้กฎหมายผูกขาดลิขสิทธิ์ มันครองคุ้มกันตั้งแต่มันออกกฎ “ประชาธิปไตย”แล้วครับผม “เสรีประชาธิปไตย”จะใช้ทางเศรษฐกิจได้ไหม?ดังนั้นใครตะโกน “เสรีประชาธิปไตย” ก็ไม่ต่างอะไรกับ ตะโกน “กูอยากเป็นทาส”ทางเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย-ฮาฉิบหายนะ

           ขนาดที่เราปลูกกัญชาได้ดีกว่ามัน มันยังชิงคิดค้นยาเอาไว้ก่อน และวางกฎหมายลิขสิทธิ์กัน-ทางสากล เอาไว้-ถ้าเราละเมิดมัน มันก็เกณฑ์ขี้ข้ามาบอยคอตและร่วมประท้วง  ยิ่งมันมี “พระยาจักรีผู้เปิดประตูเมือง” เต็มไปหมดคอยยกป้ายประท้วง มีตราเอ็นจิโออยู่ที่หน้าผาก แต่มีตรา เมดอินยูเอสเอ อยู่ที่ก้น ทั้งสองกลีบ สักประทับเอาไว้-ฮาอีกแย้ว!

           ในโลกนี้มันบอกว่าการค้าต้องเสรี ห้ามขึ้นกำแพงภาษี แต่ว่ามันไม่ขึ้นกำแพงภาษีเหมือนกับเรา แต่มันบอกว่า ถ้าสินค้าของ ยู ที่เป็นการเกษตร ต้องไม่มีหนอนหรือเชื้อรา เอาเข้ามาในประเทศมันไม่ได้

           อย่างพริกเผ็ดๆของเรา ตอนเก็บมันสวย แต่ทิ้งไว้สามวันมันจะเป็นจุด เขาเรียกว่าเป็นแอนแทกโนส  แต่ถ้าของมันส่งเข้ามา มันจะฉีดยา แก้แอนแทกโนส พอทิ้งไว้สามวันของมันไม่เป็นโรคราจุดจ้ำๆ

           แต่เมื่อเราฉีดยาเหมือนกับมันได้ ไม่เป็นแอนแทรกโนสเหมือนกับมัน

            แต่เท็กโนโลยี่ของมันไปถึงขั้นที่ใช้เชื้อราที่ไม่เป็นอันตราย มาฉีดกับพริกได้ มันก็จะออกกฎใหม่ว่า พริกต้องไม่มียาเชื้อรา เช่น เบโนบิว หรือคาเบนดาซิม ที่เป็นสารตกค้าง  แต่เชื้อราต้านเชื้อราที่เราจะใช้ฉีดสู้กับมัน(เพราะไม่มีพิษตกค้าง) ต้องซื้อจากมันจะแพงมาก พอเราเอามาฉีดต้นทุนของเราสูงกว่ามัน และเมื่อเราเอาไปขายมันจะแพงกว่าของมัน แล้วใครจะซื้อของเรากินและถ้าเราจะผลิตยาตัวนั้นเอง มันก็ออกกฎหมายลิขสิทธิ์ที่มันจดก่อนแล้ว ถ้าเราดื้อจะค้นคว้าเองมันก็บอกว่า ให้ประเทศที่ยอมกฎข้อนี้ บอยคอตเรา ไม่ใช่แต่เรื่องนี้มันจะรุกลามไปถึงขอบเขตการค้าอื่นๆอีก และมันก็เกณฑ์ “พระยาจักรีผู้เปิดประตูเมืองอีก”

            และน่าตกใจ มันไม่ใช้ “พระยาจักรีผู้เปิดประตูเมือง”กันแล้ว มันไม่ใช้เพราะมันกำลังให้พระยาจักรี เหล่านี้ ผ่าน “ระบอบรัฐสภาฟัสซิส-ระบอบเผด็จการสภา ระบอบทักษิโณมิค” ที่คิดมาตั้งแต่ปี๒๕๔๐เศษ ทดลองใช้ได้ผลดีแฮะ เป็น “สมเด็จเจ้าพระยามหาศักดิเสพย์ โชว์(กลาง)ดึกราษฎร์เศรษฐี” ตีสองตีสามก็ทำงานได้  ถ้าไม่ยุบไปก่อน มันก็จะไม่ให้มีประตูเมืองเปิดและปิด-เพราะไม่อยากใช้ “พระยาจักรีผู้เปิดประตูเมือง “ อีกแล้ว มันจะสร้างเมืองที่ไม่มีประตู เปิดอ้าซ่าไปเลย-ฮาไม่ออกละทีนี้  เพราะจุกไปหมด!

            นี่แหละที่เขาเรียกว่า “การค้าเสรี”ที่เป็นการผูกขาด ยิ่งกว่าการผูกขาด ตรงนี้เราจึงอาจพูดได้ว่า มันอาศัยประชาธิปไตยเลือกตั้ง แต่มันถูกผูกขาดโดยทุนผูกขาดต่างชาติ ผ่านสภา คือ”ฟัสซิสม์ทางสภา”อย่างไรล่ะ

            กลับมาตรงเรื่องเชื้อชาติ-ชาตินิยม พวกตะวันตกกำลังใช้ “เกลือจิ้มเกลือ” คือเอาคนจีนที่ไม่หยั่งรากเป็นไทยเท่าไหร่?มาชนกับคนจีนที่หยั่งรากแล้ว  ที่มันเคยขนเอาลัทธิ “ฟัสซิสทหาร”(เข้ามาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)ที่คนไทยที่หยั่งรากลึกแล้ว ข่มเหงคนจีนที่เอาเสื่อผืนหมอนใบเพิ่งเข้ามา

           และตอนนี้ สหรัฐและตะวันตกวันนี้ กำลัง ให้คนจีนที่หยั่งรากทางสังคมไทยน้อยกว่า ใช้ “ฟัสซิสสภา”ข่มเหงคนจีนที่หยั่งรากลึกแล้ว(คนที่เรียกว่าไทย) ผมขอย้ำว่า (ทั้งๆที่พูดบ่อยมากแล้ว ว่าความหมายของฟัสซิสไม่ใช่ แถวตรง ขวาหันซ้ายหัน หัวเราะไม่ได้ ขี้ไม่ออก ห้ามขี้ห้ามเยี่ยว เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า ฮิตเล่อร์ มุโสลินี โตโจ หรือสฤทดิ์ ถนอม-ประภาสนะครับ ฟัสซิสคือระบบการปกครองที่มีกลุ่มทุนใหญ่ โดยเฉพาะต่างชาติ-วันนี้คือสหรัฐและประเทศตะวันตก ทำการบงการการเมืองอีกประเทศที่อ่อนแอกว่า-เป็นได้ทั้งเผด็จการทหาร และเผด็จการสภาและเข้ามาได้ทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม การศึกษาและศิลปะ ที่ว่าฟัสซิสเพราะการผูกขาดของทุน”ผูกขาด”มันทำให้คนที่อยู่ในระบบนั้นเป็นทาส ทุกตารางนิ้ว มันจะให้พวกหนึ่งรวยสุดขีด อีกพวกหนึ่งจน จนไม่เหลือ อย่างที่ท่าน เปลื้อง วรรณศรี กล่าวใน บทกวีของท่านที่ว่า “ โอ้ว่าอนิจจาความทุกข์ คือคุกขังคนจนผอง ทรมานชอกช้ำจำจอง ทุกข์ครองเช่นนี้ปีเดือน”)

           ตกลงวันนี้ผมกำลังพูดถึงเรื่องราวของคนที่มีรากเหง้าวัฒนธรรมของจีนที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นไทย-สยามแล้ว ตามแบบฉบับของสังคมแบบเมลติ้งพอต ซึ่งถือว่าเป็นราชอาณาจักรแบบสหพันธรัฐรุ่นแรกๆของโลก ถ้าจะพูดใหม่ก็เรียกว่าสหรัฐรุ่นแรกของโลก

          และได้วิวัฒนาการมาเป็นสหรัฐที่ไม่ใช่สาธารณรัฐ-สหรัฐ แต่เป็นสหรัฐที่ถูกรวมศูนย์แล้ว เป็นราชอาณาจักรไทยที่รัฐเล็กน้อยต่างๆถูกยุบและผสมผสานกันทางเผ่าพันธุ์เป็นหนึ่งเดียว-นานแล้ว

         ย้อนมาหาวาทกรรมของท่านอภิสิทธิ์ที่ว่าไทยกำลังเป็นสามก๊ก อย่างที่เกริ่นไว้ -ก็อย่างนั้นแหละ ตั้งแต่ต้นว่าไม่ต้องถามว่าใครเป็นก๊กไหน?

          วันนี้เหมือนสามก๊กตรงที่ว่า-ไทยก็มีอุยเอี๋ยน-ฮา

         ก็ขอท้าวความว่า อุยเอี๋ยนคือใคร?

         ในสมัยเล่าเสี้ยน-ลูกเล่าปี่ ขงเบ้งผู้บัญชาทหารสูงสุดได้แต่งตั้งทหารเอก สี่ห้าคน คือกวนอู เตียวหุย ฮองตง-ขุนพลชรา จูล่ง ม้าเฉียว และทหารเสืออุยเอี๋ยนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน(คล้ายผู้บัญชากองพลหนึ่ง)

        ครานั้นขงเบ้งจะทำพิธีต่ออายุ(ไม่รู้สืบทอดอำนาจหรือเปล่า?-ฮา) ปรากฏว่าไม่รู้แกล้งหรือบังเอิญ อุยเอี๋ยนเดินเข้าไปอย่างซุ่มซ่ามเข้าไปในพิธีที่กำลังจัดทำโดย หลวงพ่อจีน-เรียกหมกซือหรือเปล่าไม่รู้? อุยเอี๋ยน เดินเตะเชิงเทียนหลักต่ออายุ ของขงเบ้ง(สืบทอดอำนาจของใครเอ่ย?-ฮา) ล้มและดับ ขงเบ้งสดุ้งและทอดใจใหญ่ว่าเห็นทีจะ เป็นเรื่อง “ฟ้าลิขิต”

       สายตาของขงเบ้งจึงเบนมาหา อุยเอี๋ยนซึ่งเป็นนายทหารชั้นเลิศคนหนึ่งและเขาหนุ่มสุด ถ้าหมดทหารเอกห้าคนนั้น คนที่จะเป็นทหารหลักของอาณาจักร(ก๊กเล่าปี่-เล่าเสี้ยน)คงหนีไม่พ้นอุยเอี๋ยน

       ขงเบ้งจึงเตรียมวางแผนให้ ขุนพลเกียงอุยจัดการอุยเอี๋ยนหลังจากที่ตนเองตาย เกียงอุยเป็นใคร?

       เขาเคยเป็นนายทหารของแคว้นอิสระแคว้นหนึ่ง เมื่อจูล่งนายทหารที่ขงเบ้งรักที่สุด ได้รับบัญชาให้ไปปราบแคว้นนี้ แต่ทำอย่างไรก็ตีไม่แตกเพราะแคว้นนี้แก้เกมส์ขงเบ้งได้ทุกเกมส์ จึงวางแผนให้จูล่งเข้าประจัญบานโดยตรง

ปรากฏว่าจูล่งเข้าไปต่อสู้กับนายทัพคนนั้นที่แก้เกมส์(ทางสมองของขงเบ้งได้)

จูล่งประหลาดใจที่พบว่าฝีมือทวนของขุนพลฝ่ายนี้ที่ชื่อเกียงอุย(เขามาจากไหนไม่มีใครรู้)แต่ต้านเพลงทวนของจูล่งได้หลายร้อยเพลง

        จูล่งกลับมาหาขงเบ้ง แล้วรำเพลงทวนของเกียงอุยให้ขงเบ้งดู ขงเบ้งประทับใจมากเพราะคนผู้นี้เก่งทั้งบุ๋นและบู๊-หาตัวจับยากจริงๆ(ผมแปลเป็นไทยว่า เกียง”หว่ายุย” หรือ “หว่ายุด”)

        จึงวางแผนให้เกียงอุยขัดกับเจ้าก๊กนั้น-นางเตียวอ้ายเสี้ยน และก็สำเร็จ สามารถเอาขุนพลเกียงอุยเข้ามาสวามิภักดิ์ขงเบ้งได้

         เขาจึงวางแผนให้เกียงอุยสืบทอดอำนาจทางบุ๋น จากขงเบ้ง และสืบทอดทางบู้จากจูล่ง และก็สำเร็จ

         แต่เมื่อพบว่าอุยเอี๋ยนก็มีลักษณะเดียวกันกับเกียงอุย  ขงเบ้งมองดูอุยเอี๋ยนเสมือนเป็น คนคดในข้องอในกระดูก เข้าทำนอง “ไม่น่าจะรู้บุญคุณข้าวแดงแกงร้อน”-หุยฮา และทำลายพิธีต่ออายุ(สืบทอดอำนาจ?-ฮา)ขงเบ้ง เพ่งพินิจดูอุยเอี๋ยนอาจทำดื้อตาใส ตั้งใจหรือไม่-ไม่รู้? แต่เริ่มไม่ไว้ใจ เพราะไปสวามิภักดิ์ ไท้รักษาอาว์เหลี่ยม สมัยนั้นเขาเรียกว่า เป็นทั้ง ระบอบอุปถัมภ์ และระบอบอำนาจนิยมเหมือนกัน บ้างก็ว่าการเอ่ยคำว่า “ไม่รู้จักบุญคุณข้าวแดงแกงร้อน” เป็น “ระบอบอุปถัมภ์”ของเผด็จการทหาร แล้วก็น่าจะพูดว่า “ให้นายทหารมาเกาะโต๊ะ” ก็เป็น “ระบอบอุปถัมภ์”ของเผด็จการสภาปาเลียเม้นท์ ไม่ได้หรืออย่างไร?-ฮา

          อย่าว่ากันไปเลย เพราะเดี๋ยวเล่าเรื่อง “สามก๊ก”ยังไม่พอ ต้องเล่าเรื่องนิยาย “อิเหนา” อีก เรื่อง “ว่าเขาอิเหนาเป็นเอง”

         ก็สังคมไทยเป็นอย่างนี้ เผด็จการทหารหรือสภา จะ “เลือก” หรือจะ “ลาก” ถ้าประชาชนไม่ว่าอะไร ก็เพราะประชาชนเป็นอย่างนั้น-เข้าทำนองถ้าเลือกพรรคโจรเข้ามา แสดงว่าประชาชนที่เลือกคงต้องคิดแบบโจร แล้วอย่างไรละครับ –เพราะมันมาจากการเลือกตั้งนี่!?   

         ขงเบ้งจึงวางแผนให้เกียงอุย กับอุยเอี๋ยนขี่ม้าคู่กันให้เกียงอุยตามหลัง และแหย่ให้อุยเอี๋ยน ตะโกนอะไรก็ได้(เพราะตอนตะโกนจะไม่ระวังตัว) แล้วให้เกียงอุยตัดคอตอนนั้น เพราะรู้ว่าระหว่างเกียงอุยกับอุยเอี๋ยนนั้นฝีมือใช่ว่าจะต่างกันมาก อุนเอี๋ยนเป็นทหารที่มีพลังพอๆกับลิโปิ และเตียวหุยทีเดียว

        เมื่อสิ้นขงเบ้ง เกียงอุยก็เดินตามแผนนั้น เป็นจริงอย่างว่า เมื่อหมดขงเบ้งและจูล่ง ใครจะใหญ่สุดในแผ่นดินพระเจ้าเล่าเสี้ยน

       ไม่ยากที่เกียงอุยจะสร้างแผนนั้นขึ้นมาตามอย่างขงเบ้ง และสมจริงดังคาด สิ่งที่อุยเอี๋ยน ต้องการจะตะโกนคือ “ในแผ่นดินนี้กูใหญ่ที่สุด”(เลือกตั้งอีกก็แพ้พวกกู-อะไรก็คงคือๆอย่างนี้แหละ)หลังจากนั้นก็เป็นดังคาดคนที่เป็นวีรชนคือคนตาย เกียงอุยก็สังหารอุยเอี๋ยนนักเลงโตแห่งแผ่นดินสามก๊กเพราะการผยองของเขาเอง

       ก็เป็นอันว่า

              จบเสร็จเสด็จเสียมก๊ก      เล่าขาน กันมา

           พาราวิปริตคิดการ               ร้ายร้าย

            อันตะพานประกาศกาย        หมายมุ่งฮุบไทย

            มีอันเป็นไปไร้                     แผ่นดินตามๆกันนา-ฮา

         สามก๊กจบแล้ว แต่เสียมก๊กมันกว่าเยอะ เพราะ “นางโซดาลั้ง” กำลังจะครอบครองเสียง ยอดนิยมในไท่ก๊ก แทน “เกียงหว่ายุด” นี่เขาเรียกกันว่า เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ว่าอย่างนั้น แต่ก็แว่วๆมาว่า เสียงจาก ไทยโพ้นทะเล กฎหมายเสียมก๊กไม่ให้เสียงนั้นมาเกี่ยวข้อง เพราะว่าขาดกัน ดังนั้นนางโซดาลั้งเป็นขี้ ไม่ใช่ไส้ อาจถูกลอยแพ้เอาขี้มาป้ายเผื่อ กลยุทธ์ลวงฆ่า “ยืมดาบอื่นสังหาร”ขุนพลมากมาย ต้องหนีตายไปเป็น “ไท้รักษาอาว์เหลี่ยม” แต่เดิม “เหล่าทอง”เคยประจำ ไท้รักษาอาว์เหลี่ยม จู่ๆหันมา หานางโซดาลั้ง ไม่รู้เป็นกลลวง ตอกย้ำ “ยืมดาบอื่นสังหาร” กลยุทธ์ “ปลิดขี้ทิ้ง คงไส้ไว้” ถ้าตายหมดก็ดี ถ้ารอดก็จะ “โหนและโยก”อย่างเมามันแน่ ตามวิสัยพรรค “ไส้เดือน”สองเพศเอาเป็นว่า นั่นคือการปั่นจนล่อเป้า-ฮา นางโซดาลั้งทำอะไรหรือ? จึงแหกโผแหกโค้งเข้ามา แต่ถ้าดู “โพของร.ร.จองหงวน” ที่กุนซือใหญ่ออกมาอยู่พรรคจ๊กก๊ก แล้วให้กุนซือ ที่มีเชื้อณ.จังซีลอน(ภาษามาเลย์ว่า “บูกิต”)เป็นเกาะที่พวกฮั่นไปเที่ยว และเรือคว่ำตายหลายศพ พวกฮั่นจึงเที่ยวน้อยลง

        ณ.จังซีลอนคนนี้เคยเป็นหนึ่งในก๊กที่ต่อต้าน อาว์เหลี่ยม-นางเตียวอ้ายเสี้ยน อย่างรุนแรง โพร.ร.จองหงวน ย่าน “บางก้าปี้” อาจทำโพ ให้นางโซดาลั้ง ดังทะลุ ตั่งอี่-นายก ล่อเป้าให้นาง “ฉิหาย” ไปเลยเพราะกฎ “เส้าหลิน “ข้อหนึ่ง”บอกว่า ถ้า “คนโพ้นทะเล”เข้ามาครอบงำ อ้ายอีตนไหนใน ก้วนไหน ให้ยุบขบวนการเปาเปียวนั้นได้เลย

         โปรดติดตามเสียมก๊ก  ไท่ก๊ก ด้วยตนเองต่อไป ระหว่าง ก๊ก “ประชาที่จะตาย” กับ ก๊ก “ต่ออายุขงเบ้ง” มีเหลี่ยมคู น่าดูจริง ใครอ่าน “สามก๊ก” สามจบคบไม่ได้ แต่ ถ้า ใครอยู่ในวังวนแห่งนี้ ที่เรียกกันว่า “ทิ้งอุดมการณ์เอาไว้ก่อน  วันนี้ เอาอุดมกิน -อยู่ สมบูรณ์พูนสุข อยู่ข้างหน้า” จะครบกันได้อย่างไร? เขาว่าเอาไว้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

        งานนี้ ยังไม่ทันเริ่มหาเสียง ไม่เริ่มเรื่อง(ไม่ทันอ่าน)ก็คบยากเสียแล้ว อย่าว่าแต่อ่านจบแรกเลยครับ    

       ศรีภูมิ ประสานพล ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑       



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน