*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 100
  • จำนวนผู้ชม : 63416
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 มกราคม 2562
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 355 , 14:49:32 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

ระบอบทาสสากล-ทักษิโณมิคก์
เมื่อเร็วๆนี้กลุ่มชี้เป้าประเทศประชาธิปไตยเสรีสานักหนึ่งบอกว่า ในสังคมอาเชี่ยน ได้กล่าวว่า ไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในกลุ่มนี้ เช่นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นประเทศประชาธิปไตยบกพร่อง
และระบุว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยผสม ฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม(ประชาธิปไตยทางการเมืองแต่ผูกขาดทางเศรษฐกิจสากล) เย้ยว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ เชยล้าหลังอะไรทานองนั้นก็ท่านสู้อุตส่าห์ถ่อชีวิตไปถึงฮาวาด คอแนวจนเป็นอาจารย์สังคมศาสตร์ชั้นสูงไม่ขายความรู้กิน ก็ไม่รู้จะทาอะไรกิน-เป็นอาชีพ ไม่ว่ากัน
กลุ่มชี้เป้า-สัญชาติตะวันตก(ผู้ผูกขาดลัทธิประชาธิปไตย)นี้เขาว่าประเทศไทยดีกว่าเขมร ลาว เวียดนาม พม่า บูรไน และติมอร์ คือเป็นกึ่งเผด็จการยังถอยหลังเข้าคลองอยู่ ว่าอย่างนั้นเถอะ
จริงๆแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาเอาบรรทัดฐานอะไรมาวัด ความเป็นลัทธิประชาธิปไตยในฝันของพวกเขา เพราะไม่เคยเรียนในประเทศของเขา และไม่เคยคิดว่าประชาธิปไตยจะดีเลวต่อสังคมไทยขนาดไหน นอกจากจะมองว่า
ประเทศไทยมีเงื่อนไขอะไรที่จะดาเนินชีวิตทางองคาพยพทางการเมืองทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน? เอาเป็นว่า หลุดจากการเป็นทาสที่อยู่ภายใต้ประชาธิปไตย-เสรีนิยมโลกแค่ไหน? นับตั้งแต่เรามีสังคมไทย หรือสังคมที่พูดภาษาและมีวัฒนธรรมแบบนี้ ที่เราสืบทอดกันมาในบริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และเกี่ยวเนื่องไปทางแหลมมาลายู จนกระทั่งไปบรรจบน้าโขง(ฝั่งลาว)และแม่น้าสาละวิน(ฝั่งพม่า) กระทั่งไปถึงเขมรที่เราถูกฝรั่งเศสบอกว่าเขามีปราสาทแบบเฉพาะของเขา(เขมร) เป็นที่สิ้นสุดแดนไทย-สยาม
ที่จริงพงศาวดารเขมรและไทยเคยร่วมกันในรุ่นแรกๆ โดยบอกว่ามาจากพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ซึ่งต่อมาเราพบว่า ประมาณปีพ.ศ.๑๖๐๐ พบว่าทั้งฝั่งเขมรและละโว้-อโยธยา มีสายมาจากชีวกราชเมืองปักษ์ใต้และต่อเนื่องมาถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่หนึ่ง(อาจหมายถึงพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ที่มาจากนครศรีธรรมราช) และเข้าใจว่าแยกกันในสมัยก่อนสุโขทัยเล็กน้อย
ซึ่งพบว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม “ประเทศไทยก็กลายเป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาอย่างมีจังหวะก้าว” หลังสนธิสัญญาเบาริ่ง-เป็นเอกสารของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
และการเป็นกึ่งเมืองขึ้นจึงเข้าใจไม่ยากว่าปัญญาชนตะวันตกย่อมต้องสร้างลัทธิแบ่งแยกและปกครองในภูมิภาคนี้ เพื่อดารงความเป็นเมืองเจ้าอาณานิคม เพื่อจะสอดคล้องกับกลุ่มบริษัทยุโรปที่ขยายตัวเข้ามาจากอินเดียเพราะเขาเป็นผู้อุปถัมภ์ปัญญาชนเหล่านั้น เช่นเดียวกับกลุ่มทีวีและหนังสือพิมพ์ถ้ารับเงินจากใครก็ต้องเชียร์เขา(จริงไหม่ มติฉันกับ กลุ่มวอยซ )
และเป็นเรื่องไม่เกินความเข้าใจว่า “ระบอบทาสทางสากล” ย่อมเกี่ยวข้องกับระบอบเสรีนิยม-ประชาธิปไตยสากลอย่างไม่ต้องสงสัย
หมายความว่าเราเป็นราชอาณาจักรหนึ่งในโลก ไม่ต่างจากญี่ปุ่น เยอรมัน จีนหรือประเทศลาว จุดมุ่งหมายแต่ละประเทศย่อมถือเอาความเป็นตัวของตัวเองเป็นหลัก ด้วยวิธีการแห่งตน รวมทั้งไทยก็ต้องเป็นแบบไทยๆ หรือจะเอาประชาธิปไตยไทย-แบบๆว่า-สหรัฐ?
นายทักษิณ-สิทธิสภาพของท่านยังเป็นคนไทยหรือเปล่าไม่แจ้งชัด เพราะคอยแต่จะโจมตีรัฐไทยสมัยนี้อยู่เสมอๆ ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลประยุทธ์ได้อานาจรัฐโดยมิชอบ(ตามหลักของสากลประชาธิปไตยตะวันตกอีกนั่นแหละซึ่งก็ไม่รู้ว่า กลุ่มประชาธิปไตยเสรีเหล่านี้ รับรองกันทั้ง๒๐๐ประเทศทั่วโลกแค่ไหน? แต่เผด็จการประชาชนล้วนๆอย่าง จีน รัสเซีย เวียดนาม คิวบา เกาหลีเหนือ หนักกว่าไทยแยะเยอะ ไม่กล้าเล่นเพราะโดนโต้กลับ แต่กับไทยลูกผสม ยาเอายาเอา ว่ากันเป็นทอดๆจนทาสในสาขาประเทศไทยก็ยาต่อไปเป็นทอดๆ จนไม่รู้ว่าเกิดผิดประเทศหรือเปล่า?-ฮา)
แต่เมื่อท่านบอกว่าคิดถึงและยังรักคนไทย(ไม่รู้เฉพาะพวกเสื้อแดงหรือรักแหล่งทามาหารับประทานอันอุดมสมบูรณ์อย่างเดียวหรือเปล่า ถ้าจะเหลืออยู่บ้างคง “รักชาติจนน้าลายไหล” วิธีคิดสายเดียวกับ เผด็จการทหารถนอม-ประภาส แต่นี่มาในคาบเผด็จการสภา เพราะกินยังไม่เสด็จ กินกันง่ายๆอย่างนี้หาที่ไหนได้! หรือเสื้ออื่นไม่รัก? และแหล่งที่ทามาหากินยาก เช่นทางใต้ ทางกรุงเทพ หรือภาคกลางด้วยหรือเปล่า เพราะ
ท่านบอกว่าถ้าไม่เลือกท่านก็ถือว่าเอาไว้ทีหลัง ซึ่งท่านลิ่วล้อ กรมเกษตรกรรมสายหนึ่งก็ได้เป็นพยานในลัทธิประชาธิปไตยทักษิโณมิคก์
ก่อนที่จะพูดถึงลัทธิแห่งระบอบทาสสากลนี้ ขอทาความเข้าใจตรงกันก่อนถึงสภาพทั่วไปของเศรษฐกิจโลก ก็ผมก็ไม่ใช่ผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์ แต่คิดว่าไม่ถึงขนาดเป็นคนหูหนวกตาบอดไม่ถึงกับไม่รู้ไม่เห็นและคิดไม่ได้ เอาเป็นว่า
การขยายตัวของเศรษฐกิจหมายเลขหนึ่งของโลก(ที่เขามีปรัชญาพื้นฐานที่ว่า อินกอดวีทรัส-เขาบันทึกในเงินตราของเขาว่า “จงวางใจในพระเจ้า” จนกระทั่งทุกประเทศวางใจในความมั่งคั่งของพวกเขา เมื่อไม่กี่ปีก็ลักไก่เพราะประเทศอื่นๆวางใจถือท่านเป็นเงินตราหลักของโลกหมายเลขหนึ่ง เขา แอบพิมพ์แบ้ง เกินจนเกิดวิกฤติซับพราม
ท่าน-สหรัฐขยายตัวประมาณ ๒เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ถ้าเขามีมวลรวมสัก ๓๐๐ล้าน ล้านบาท เขาก็จะมีเงินเพิ่มมาสักประมาณ ๗ ล้าน ล้านบาท ถ้าเป็นแบบนี้สองปีกว่าๆ เขาก็จะ สร้างมวลรวมเพิ่ม ได้เงินเพิ่มเท่ากับมีประเทศไทยอีกหนึ่งประเทศ (ที่ทั้งประเทศไทยทั้งประเทศทาเงินได้ใน ๑ปี) และถ้าเขาทาเงินต่อปีแบบนี้อีกสัก ๓๐กว่าปี เขาจะทาเงินมากเป็น “แบบๆว่า” สร้างประเทศสหรัฐได้อีกหนึ่งประเทศ ในเนื้อที่เดิม
มาถึงจีนยักษ์หมายเลขสองตอนนี้ เขาขยายตัวเมื่อปีที่แล้ว ๖.๕เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขามีพลังเศรษฐกิจ ๒๕๐ ล้าน ล้านบาท เขาจะมีรายได้เพิ่มในแต่ละปี เท่ากับมวลรวมของไทยเราหนึ่งปี(ในขณะที่สหรัฐจะต้องใช้
ถึงสองปี) เท่ากับว่าวันนี้ จีนสร้างเศรษฐกิจในกี่ปี ก็จะได้ประเทศไทยจานวนเท่านั้นประเทศ(สิบปีก็ได้ไทยสิบประเทศ) ขณะที่สหรัฐใช้สองปี
สรุป ถ้าจีนพัฒนาแบบนี้ไปอีก๑๕ปี จะได้ประเทศจีนอีกหนึ่งประเทศ
สรุปแล้วสรุปเล่า สหรัฐจึงกลัวว่าอีก๑๕ปีจีนจะมีกาลังเป็น ขนาดสองจีนรวมกัน สหรัฐมิอาจทนได้ ขนาดมีหนึ่งจีนก็หืดขึ้นคอแล้ว
สหรัฐจึงเปิดสงครามเศรษฐกิจกับจีนโดยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงสงครามนองเลือด เพราะแค่คิดก็แพ้แล้ว เพราะแพ้จีนตั้งแต่สงครามเอเชียบูรพา และแพ้กระทั่งเวียดนามตั้งแต่สงครามอินโดจีนแล้ว
ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ถึงจุดอิ่มตัวในการขยายตัวไม่ต่างสหรัฐ เท่าไรคือไม่เกิน๒เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ในขณะที่ไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเศรษฐกิจไม่ดีเท่ากับ เวียดนาม หรือพม่า ซึ่งขยายตัวประมาณ๔เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะพัฒนาอย่างนี้ไปจะได้ประเทศไทยอีกหนึ่งประเทศคงต้องใช้เวลาอีกสัก ๒๐ปี เร็วกว่าสหรัฐซึ่งจะสร้างอีกหนึ่งสหรัฐคงต้องใช้เวลาเป็น๓๐ปีดังกล่าวไปแล้ว แต่ช้ากว่าจีนซึ่งเป็นแค่๑๕ปี
ซึ่งการขยายตัวของเวียดนาม พม่าและลาวหรือเขมร มากกว่าไทยเพราะขนาดเศรษฐกิจเขาเล็กกว่า ย่อมแสดงว่าเม็ดเงินที่ไทยได้ กับประเทศเหล่านั้นเท่าๆกัน แต่เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ของเราย่อมต่ากว่าเป็นธรรมดา เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นเพราะ
เวลาซีอีโอบริษัทเขาจะจี้ว่าควรจะเข้ามาในประเทศไหน ด้วยงบตายตัว เช่นจะเข้าไทย หรือเข้าลาวก็เป็นเม็ดเงินเดียวกัน จานวนเข้ามาลงทุนเดิมและเมื่อถัวๆกันไปแต่ละประเทศในอาเชี่ยน เม็ดเงินที่เข้าแต่ละประเทศก็พอๆกัน ดังได้กล่าวไปแล้วว่าขนาดเศรษฐกิจไทยใหญ่กว่า ดังนั้นการขยายตัวเป็นเปอร์เซ็นต์ไทยจะน้อย- สหายทั้งหลายอย่าบิดเบือน ท่านทาอย่างนี้เพื่อจะเอาไปเทียบกับการหดตัวของสภาพคล่องในประเทศไทยที่ลดลง (ซึ่งเป็นปกติของโลก)
และเมื่อพรรค “เพื่อไผ”ทั้งหลายเอามาตีปี๊บว่าไทยด้อยกว่าประเทศรอบบ้าน-เพื่อประโยชน์หาเสียง มันเป็นเรื่องเศร้าใจที่ ใช้โอกาสการเลือกตั้ง มาทาลายผู้อื่น –อย่างนี้ใครกันเป็นผู้ทาลายระบอบเลือกตั้ง ไม่ต่างอะไรกับ พระสงฆ์ทาลายศาสนา ไม่ใช่ใครที่ไหนทาลาย คนในผ้าเหลืองนั่นแหละทาลาย แล้วอย่างนี้คุณ “นูโว”จึงบอกว่า ไม่ต้องเลือกตั้ง (ทั้งที่เขาก็อยากเลือกตั้ง )
แต่เพราะนักการเมืองเองมันทาลายระบอบการเลือกตั้งเอง ด้วยวิธีการน้าเน่า-อย่างนี้จะโทษใครวะ แล้วความ “เสี้ยนบนเตียง” มันคู่คนเดียวกับ “เสี้ยนเลือกตั้ง” ก็เป็นอันว่าโอกาสสะอาดจะมีหรือ?-ฮา
แต่สาหรับเวียดนาม พม่า ลาว เขมร ต้องใช้เวลาอีก ประมาณ๑๒ปีจึงจะได้ตัวเองอีกหนึ่งประเทศ
ซึ่งไทยต้องใช้ถึง๒๐ปี เมื่อผ่านไป๒๐ปีเศรษฐกิจไทยและอาเชี่ยนจะพอๆกัน ตามเป้าคือไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นเป้าหมายของประชาธิปไตยโลก คือประชาธิปไตยทางสากล-เศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อสันติสุขของโลก อย่างน้อยก็ซีกหนึ่งของโลก-และระบอบประยุทธ์กระทาการอย่างสมศักดิ์ศรี-ประเทศชั้นนา
ความคิดของผมก็เป็นแบบชาตินิยมมาแต่เกิด เพราะท่านสอนเอาไว้อย่างนั้น
การคาดการณ์ในทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ทุกประเทศมีความกังวลว่าจะลดลงประมาณ๑เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าแต่ละประเทศจะสร้างตัวเองให้มั่งคั่ง เท่ากับเป็นหนึ่งเท่าตัวต้องล่าช้า เพิ่มตัวเลขไปอีกหนึ่งปี หมายความว่าชะลออัตราเร่งลงไปประเทศละหนึ่งหรือสองปี
ส่วนใคร อย่างน้อยเป็นหนึ่งในโลกที่คิดว่าจะสร้าง “กระเป๋าตุง” เธอมาจากพรรค”เพื่อไผ” เธอคิดว่าจะเหนือกว่าทุกประเทศในโลกรวมทั้งเหนือกว่าสหรัฐ จีนหรือ ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ด้วยซ้า รวมทั้ง”จ้อวันจันทน์ “ นายใหญ่ก็อวดดีว่าจะทาได้ดีกว่า หลังจากที่ไม่ยอมน้อยหน้า กับสองศรีสมาชิกสายประชาธิปไตย ได้ทาให้ คนไทย “เป้าตุง” หรือ”เป้าแฟบ”มาแล้วได้สาเร็จไปหนึ่งคู่ หนาซ้า “ยังโบ้ย” ไปว่า ฝ่ายโน้น (ฝ่ายไม่รักประชาธิปไตย)แอบเล่นสกปรกบนความสกปรกของ “เราสอง” เป็นอันว่า “คนเล่นสกปรก” ไม่เท่ากับ “คนเห็นความสกปรก”
ดูไปดูมาเหมือน สุนัขสองตัวมันเล่นก้นกัน แว้งถามคนดูว่ามึงไม่อายหรือที่มองกู แล้วถ้าพูดมาก กูจะฟ้องแม่นะ-ฮา อีกหน่อยคงมีกฎหมายแบบใหม่จากพวกลัทธิประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิส่วนบุคคล(ที่เขาอยากแก้รัฐธรรมนูญเหลือเกิน) ต่อไปคนฆ่าคนตาย(หรือทาผิดด้านอื่น)ไม่ผิด แต่คนเห็นคนฆ่าคนตายต้องติดคุกวะ คงจะทันสมัยเสรีประชาธิปไตยดี เอากันง่ายๆว่าคนโกงจนมีคนฆ่าตัวตาย มีเงินประกันลอยนวลต่างประเทศ แต่พยานต้องขึ้นศาลทุกวันทุกเดือน บางคนเป็นพยานนอนในคุกจนผอมโซ อีกคนสองคนกิน
อย่างกับราชา ส่งรูปมาแก้เครียดรายวัน หนาซ้าลอยหน้าลอยตา เล่าว่าไปเที่ยวดูหุ่นยนต์อะโนเนะทุกวัน ต่อไป จะทุกวันจันทน์”น่าอิจฉาจัง” ผมก็จะคอยดู-ฮา
ลัทธิทาสสมัยใหม่ดารงอยู่ในรูปประชาธิปไตยเสรีของนายทาส-ตะวันตก มันดารงอยู่ได้เพราะ
มันต้องมีทาสที่อาสา เป็นนายหน้า ค้าทาสหนึ่ง
และต้องประกอบไปด้วยทาสที่อาสาเผยแพร่ความเป็นทาสเป็นข้อสอง
เท่านั้นยังไม่พอต้องมีความคิดทาส(เข้าทานอง “ควาย” ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่สุภาพ เพราะกฎหมายเดิมก็เคยพูด “หญิงคือควายผู้ชายคือคน” หรือ”ทาสคือควายที่พูดได้” ซึ่งควายบางตัวปล่อยเข้าป่า อดตายนะ คนบางคนถ้าไม่อยู่อย่างทาส “ตายก็มีครับ” สานวนที่บอกว่า “ทาสที่ไม่ยอมรับการปลดปล่อย”มันมีจริงๆ จึงมีทาสที่ไม่ยอมปลดปล่อยดารงอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย-เป็นข้อสาม
และบัดนี้ยังต้องมีผู้อาสาทาลายความเข้มแข็งของพลังสู้รบ อีกเป็นข้อสี่
เรื่องนี้มีจริง มีนิทาน”ควายๆ” เรื่องหนึ่งคือ “ทรพีและทรพา” ทรพาเป็นพ่อถูกลูกทรพี ฆ่าตาย เมื่อชนะแล้วก็ไปต่อสู้กับมนุษย์บ้าง จนวันหนึ่งหาคู่ต่อสู้ไม่ได้ จึงไปขอต่อสู้กับเทวดา ก็มีเทวดาหลายคนไม่อยากเล่นด้วย เพราะถ้าชนะก็เปล่าดาย อย่างไรก็มีชื่อว่าชนะแค่ควายตัวหนึ่ง จึงไม่ขอรับคาท้า เจ้าควายนี้ไปถึง สถานพยาบาลแห่งหนึ่งหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆไปถึงชั้นสุดยอด ก็ทานองเดียวกัน เทวดาท่านนั้น ก็คิดแบบเดียวกัน
ผมแนะนาว่า ถ้าผมเกิดไปเป็นคนในนิทาน ก็จะแนะนาว่าปล่อยไปเถอะ เพราะอย่างไรก็เป็นสันดานควาย คือหนึ่ง สันดานทาสปล่อยไม่ไป สองสันดาน-ตายเพื่อนายทาส
เราเล่นนายทาสดีกว่า นายทาสหมดอานาจเมื่อไรก็จบ-ฮา
“จ้อวันจันทน์”เปิดฉากก็เสนอทฤษฎีทาสสมัยใหม่อย่างดักดาน(ขอโทษหาคาอื่นแทนคานี้ไม่ได้)
ประการแรกเกริ่นว่า
สงครามการค้าจีน-สหรัฐจะยังคงทาให้ประเทศทั่วโลกปั่นป่วนลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ตกลงว่ามีอะไรใหม่เป็นพิเศษที่ความรู้นี้มากกว่าใครที่มีชีวิตทางองคาพยพทางสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ชาวไร่ชาวนาไทยก็รู้ ก็นั่นนะซิ
พอเปิดปากออกมาก็รู้ว่า “ย่ามเก่า” แต่ถ้าจะออกเสียงให้สะใจ ตัว”ย-ยักษ์” ต้องมีเสียงขึ้นจมูกเป็นโพเนติกแบบ ng “ เสียง หง่ยามเก่า “ ท่านเปิดฉากอย่างนี้คงไม่แคล้วไปแบบที่คิดว่า ได้กินได้ใช้ตั้งแต่ลดค่าเงินบาทสมัยท่านจิ๋ว ต่อจากนั้นก็เข้าเซ็งลี้พรรคบางพรรค และมีกลุ่ม๑๔ตุลาถอนทุนกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมจนกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่
และธุรกิจการเมืองเป็นเหตุให้เกิดมีพลังเศรษฐกิจใหม่แทรกเข้ามาหลัง “พฤษภาทมิฬ”
จนกระทั่ง พวกเขามีพลังทางเศรษฐกิจหนึ่งในสี่ของประเทศ อันเป็นธุรกิจที่เบียดขับกลุ่มเดิมที่เขา โพนทะนาว่าเป็นลัทธิผูกขาด ตามทฤษฎีของ “พวกขวดนมใหม่”และเขาเรียกว่าเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทางการเมือง และรวบเข้ากับเผด็จการทหาร(ซึ่งไพร่เงินล้านเว้าเสมอๆ-
และลืมที่จะมองตนเองว่าตนเองไม่ได้ผูกขาดแต่ ตะเภาเดียวกับลูกพี่เป็นทุนนายหน้า? ซึ่งแม้แต่นักลัทธิมาร์กซ-เฟเบี้ยน ท่านใจ บุตรท่านป๋วย บอกว่าเอาอยู่กับคนงานของตนเองให้ถูกต้องก่อนเถอะ!)
ที่จริงก็ไม่ผิดถ้าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสังคมของนานาอารยประเทศ กฎประวัติศาสตร์สังคมก็จะเป็นอย่างนั้น ว่าชนชั้นผูกขาดไทย(นายทุน)ขูดรีดคนไทยร่วมกับกลุ่มทหาร ฟังดูก็เป็นอย่างนั้น
แต่โลกนั้นไม่ได้มีพรหมแดนอีกต่อไป อ่าวไทยไม่ได้มีแค่เรือไทยวิ่งผ่าน มันถูกเรือจากมหาสมุทรอินเดียเข้ามาได้ มีเรือจากทะเลจีนใต้และจากแปซิฟิกก็เข้ามาได้ พูดกันแบบอุปมาอุปมัย อ่าวไทยไม่เพียงแต่มีฉลาม หรือปลาพะยูน แต่ยังเคยพบปลาวาฬ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และปลาใหญ่ก็ถูกปลาใหญ่กว่ากิน
แล้วถ้านายทุนใหญ่โลกหลุดเข้ามา ความเป็นทุนผูกขาดของไทย อาจเป็นปลาชะโดทะเล ไปเจอฉลามมหาสมุทรจะเหลือไหม? ก็เป็นเช่นเดียวกัน
คน “จ้อวันจันทน์” มีอะไรเปลี่ยนแปรงไหมในวิธีคิดของเขา เพราะมันเคยเป็นอาชีพอิสระของท่าน ในระบอบธุรกิจการเมือง ไม่ใช่หรือ?
ความรู้ที่สองที่ท่านเสนอคือ สร้างธุรกิจของนายทุนน้อย(เอสเอ็มอีที่รวมตัวกัน-สั่งเครื่องจักรเท็กโนโลยี่สูง-ก็มีเครื่องบิน๓๗ลาหรือเครื่องมือตรวจอะไรนั่น?) แบบร่วมประสานกันให้กระจายออกไปทั่วประเทศ ตรงนี้ ใครๆเขาก็รู้ว่าต้องทาอย่างนี้ แม้ว่ารัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้ทาโดยตรง แต่สิ่งที่ท่านประยุทธ์ทาคือการสนับสนุนนายทุนผูกขาดไทย(ที่”พวกขวดนมใหม่”บอกว่าเป็นทุนร่วมเผด็จการ กระทาการกดขี่เศรษฐกิจไทย)
แต่ถามว่าถ้าไม่ช่วยกลุ่มทุนไทยที่ถูกกล่าวหาว่า”กินปลาเล็ก”ไม่แข็งแรงขึ้นมา จะหนีทุนผูกขาดต่างชาติหรือปลาชะโดทะเลจะหนีฉลามวาฬได้หรือ?ถามท่านหน่อยเถอะ
ไอ้ที่พูดยาหอมแบบอาโนเนะถึงหุ่นยนต์ให้ขาวนาไทยเรียนรู้การใช้หุ่นยนต์ โดยต้องสู้อย่ากลัว ที่จะเอามันมาใช้
ถามว่าหุ่นยนต์ไทยอย่างเก่งก็ทาได้แค่ เอามาเล่นหนังที่เพิ่งจบไปของ ไทยทีบีเอส ของกลุ่มนักเรียนอาชีวะ แค่ตีลูกบอลเข้าเป้า มันมีหรือที่เอามาใช้ แทนคน ทางานในการเดินเอกสาร ไล่พนักงานออกทีละคนสองคน มีทางเดียว นาเข้าล้วนๆ(มิน่า-เข้าทางปลดทหาร ข้าราชการที่เขาพูดกันหนาหู แล้วไม่รู้หรือว่าจะหางานหาทุนสร้างสวัสดิการแก่พวกเขาอย่างไร?ผมจาได้เมื่อครั้งพรรคที่เซ็งลี้มาจากคนอื่นยังไม่รุ่ง ผมเคยเขียนนโยบายเอดส์ให้ท่าน ผ่านกรรมการสองสามท่าน-พวก๑๔ตุลาทีผมรู้จัก ผ่านไปถึงดร.คนหนึ่งด้านเศรษฐกิจพอถึงท่านบอกว่า ไม่จาเป็นเดี๋ยวก็หมดไปเอง-ไม่รู่ว่า-ตายเองหรือเปล่าสงสัย? พอถึงนโยบายปราบยาบ้า ตายกันมากกว่าสองพัน เพราะข้างไร่ที่ผมอยู่มันยิงจนกระสุนข้ามหัวผมไป คนค้าตายคนหนึ่งแต่วัวควายตายไปหลายตัว จึงรู้มาตั้งแต่นั้นว่า คนๆนี้ มันเป็นพวกความคิด “กลไก” ขาดไอ้นี่ เอาไอ้นั่นมาเติม ขาดไอ้นั่น เอาไอ้โน้นมาใส่ ตรงนี้มันมีปัญหา ก็ตัดมันไป)
และที่จะเอามาทาอย่างเป็นหลักเป็นฐานในระบบการผลิตที่ทันสมัย มันมิต้องนาเข้ามาล้วนๆ เหมือนกับการสร้าง อีโก้คาร์ที่ทาเงินให้ญี่ปุ่นอย่างมโหระทึก ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ฉิบหายวายป่วงเพราะยังมีการประกอบในประเทศได้
ถ้าเอามา-นาเข้าอย่างเดียวล้วนๆ ไม่ใช่แต่ในระบบอุตสาหกรรม แต่เข้ามาในระบบการผลิตของชาวนาด้านการเกษตร เอาเป็นว่าแทนรถแบคโฮ รถแทรกเตอร์ จนถึงแทนอีแต๋นที่ผลิตกันเองได้ แต่ชาวนาใช้มันล้วนๆ- นาเข้าอย่างเดียว
สังคมการเมืองแบบนายหน้า มันไม่ยิ่งรวยมโหฬารหรือครับ? “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” สุดยอดนโยบายที่ทาให้ ผู้คนเข้าถึงการแพทย์อย่างถ้วนหน้า เท่าเทียมกัน บางโรคใช้จ่ายเป็นแสนๆได้ แต่การจ่ายเงินโดยรัฐ-ดีมากเพราะเป็นภาษีของประชาชนที่เขาควรจะได้รับ
แต่ผมไม่แน่ใจว่าการนาเข้ายาล้างไต(เอาแค่เรื่องของเหลวธรรมดาๆ ยังไม่ต้องไปถึงเรือรบรถถัง จรวดต่างๆที่จะนาเข้ามาเพื่อลดกาลังรบ ลดนายพล ลดทหารเกณฑ์หันมาใช้ เครื่องสมองกลทางทหาร ระบบขีปนาวุธมากมายที่จะนาเข้ามาทดแทน ซึ่งไม่ผิดที่มันจะไม่รบกวนเงินภาษีโดยตรง เพราะเขามีวิธีที่จะขายทรัพยากรด้านอื่นแทน!) ของคนไทยที่เป็นโรคไต เขาใช้เดือนละหนึ่งคันรถปิคอัพ ไม่รู้ว่าคนหนึ่งใช้เท่าไร? ใครได้กาไรในการนาเข้า ยิ่งประสานกับขนมขบเคี้ยวสูตร “เค็มฉิบหาย” ไตคนไทยมันจะเหลือหรือ?
นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามการค้าอย่างแน่นอน และทุนนายหน้าก็ทาได้แค่นั้นคือจีทูเจี๊ยะ สาหรับประเทศไทยที่เหลือก็มีแต่ที่ดิน ป่าเสื่อมโทรมยังเหลือ?ไม่ต้องใช้เงินครับ มันจะไหลมาเองครับ-มันไม่ใช่ประเทศของพ่อค้า แต่เป็นประเทศของศักดินาหรือ?เปล่าของประชาชนตาดาๆไม่ใช่หรือ? ระบอบประยุทธ์ไม่ผิดเลย!
ระบอบทาสทักษิโณมิคก์คงไม่คิดอะไร เพราะพวกคุณนายใหญ่นายรอง และระดับควายทรพี คงกินเป็นอย่างเดียวคือพอมีอันจะกินในต่างแดนเป็นคนๆไป มิน่ามันถึงไม่สนใจกับชาตินิยม มันเป็นสากลนิยม และประชาธิปไตยสากล นั่นคือ “ระบอบทาสสากล”
แต่เห็นบ่นอยากกลับบ้านกันทุกคน เพราะหญ้าที่จะกินไปวันๆเขาไม่มีในประเทศเหล่านั้น?
ระบอบนายหน้าทักษิโณมิคก์ มันฝันกลางวันหรือเปล่า?
อนึ่งฝันว่าจะพัฒนาเชื้อเซลล์ให้อายุยืนไปถึง ๑๒๐ ปีซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเผ่าพันธุ์ที่จะมีอายุยืนของมนุษย์หลังยุคโนอาร์(ก่อนนั้นมนุษย์อายุเกือบพันปี) แค่หกสิบเศษหายนะขนาดนี้ ไปอีกหนึ่งเท่า มันจะขนาดไหน?ยิ่งมีระบอบทาสสมัยใหม่ ยังมีมวลทาสศรัทธานับล้านๆ สังคมไทยยังต้องเหนื่อยไปอีกนาน
ผมเชื่อว่าการรักษาแผ่นดินไทยของระบอบประยุทธ์คือการ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเอาผืนป่า หรือแผ่นดิน ไร่นา ไปเข้าระบอบเศรษฐกิจเงินกู้(เว้นแต่บางกรณี) ตรงกันข้าม การสนับสนุน
ให้ ประชากรไทย แต่ละคน แต่ละครัวเรือน เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ก่อน คือมีบ้าน มีที่ดินในการผลิตส่วนตัวมีเครื่องมือการผลิตส่วนตัว มีเครื่อง(สมองกล)มือสื่อสาร ส่วนตัวกับบิ๊กดาต้าร์ได้ เป็นนายเท็คโนโลยี่ มีสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิต สุขภาพ และมีความเป็นผู้ใช้แรงงานสมอง และทางกายไปได้พร้อมๆกัน
สร้างสาธารณูปโภคที่เข้าสู่ชนบท เพื่อสร้างชนบทให้เป็นเมือง ลดความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบท ซึ่งการกระทาเช่นนี้จะลดความเหลื่อมล้าระหว่างคนรวยและคนจนได้ ซึ่งความเหลื่อมล้าของสังคมกึ่งเกษตรและอุตสาหกรรมแบบไทย จะทาให้เกิดความเหลื่อมล้า
“เทียม”ที่ไม่ได้หมายความว่าสร้างความเหลื่อมล้าในกาลังทางเศรษฐกิจที่แตกต่างในการสร้างระบบผูกขาดที่คนรวยและคนจนได้เปรียบกันอย่างมากเหมือนระหว่าง กลุ่มทุนผูกขาดใหญ่ต่างชาติกับสังคมไทยที่ยากจน
แต่กลุ่มทุนผูกขาดไทยกับสังคมยากจนทั้งในชนบทและเมือง(ที่ทั้งนายใหญ่ และนายน้อย-พวกขวดนมใหม่ เห็นว่าเป็นเป้าทาลายเพราะร่วมเผด็จการทหาร)แตกต่างในการครอบครอง “โภคทรัพย์-ที่ดิน”ในด้านราคาเพราะแตกต่างในเรื่องสาธารณูปโภค กล่าวคือในกรุงทีราคา ต่อ“หนึ่งตารางวา” สูงกว่า ราคา “หนึ่งไร่”เสียด้วยซ้าในชนบท ซึ่งถูกลัทธิระบอบทาสสากล กล่าวว่าเป็นความเหลื่อมล้า?
ซึ่งความเหลื่อมล้าในการครอบครองของกลุ่มทุนใหญ่ไทย เมื่อเทียบกับประชาชนพื้นฐาน ที่มีที่ทากินบ้าง เช่าบ้าง ไม่ได้มีความแตกต่างในเชิงพลังการผลิตของสังคมในเชิงคุณภาพ เพียงเป็นความแตกต่างในเชิงปริมาณ(เป็นเพียงมิติเดียวคือแตกต่างในเชิงบวก ไม่ใช่เป็นทวีคูณหรือยกกาลังสองหรือสาม หรือสี่)
กลุ่มประยุทธ์ได้มีทิศทางลดความเหลื่อมล้าในเชิงโครงสร้างการผลิต กล่าวคือสนับสนุนให้มี “โภคทรัพย์” ส่วนตัวและครอบครัว(ปัจจัยสี่-อันเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานของประชาชนแต่ละคนในสังคม การหน่วยผลิตสมัยใหม่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย)เพื่อเป็นหน่วยการผลิตพื้นฐานของสังคม เป็นเซลล์ของการผลิตของชาติ
โดยตรง-ย่อยกว่า เอสเอ็มอี ทั้งเป็นหน่วยการผลิตทางการเกษตร ทางอุตสาหกรรม หรือเป็นการผลิตที่เป็นกลุ่มทางศาสนา ศิลปกรรม การค้นคว้าและวิจัยอิสระของเอกชน-บุคคล และข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน และครอบครัวอาชีพอิสระต่างๆที่มีอย่างกว้างขวางในสังคมไทย หนึ่งๆย่อยๆลงไป
ไม่ใช่เป็นหน่วยการผลิตแบบครอบครัว ที่ครอบครอง “โรคทรัพย์” ที่เปื่อยเน่าและกลายเป็นขยะเท็คโนโลยี่และอีเล็กโทนิคใน “สังคมทุนนิยมเมืองขึ้น”ที่รองรับสินค้าของกลุ่มทุนผูกขาดยักษ์ใหญ่ต่างชาติ และยิ่งกว่านั้นเป็นฐานรองรับขยะอีเล็กโทนิค รวมทั้งสิ่งที่เขางดใช้แล้วก็มี-ซึ่งจะหาที่ทิ้งไม่ได้อีกต่อไป เพราะโลกจะเข้าสู่มิติความมั่งคั่งทางเท็กโนโลยี่เท่าเทียมกันในเชิงคุณภาพได้หรือ?ถ้าโครงสร้างการผลิตทางสังคมแตกต่างกัน “ฟ้ากับดิน”
เราจาเป็นต้องขจัดอิทธิพลของลัทธินายหน้า-ทักษิโณมิคก์ ที่ เป็นไปตามความคิดแบบ “กลไก” ของนายใหญ่ผู้เป็นเจ้าของ “โลภทรัพย์” ที่นาเข้าส่ง-ออก “ความคิดพิษ” อาศัยกลุ่มทาสไม่ยอมปลดปล่อย เป็นคะแนนเสียงชูมือให้กาเนิดกฎหมายระบอบทาสสากล อ้างว่ามันคือเสรีประชาธิปไตยที่เป็นกระแสหลักของโลก ตีกินไปวันๆหนึ่ง
พวกเขา “ทาที”ทาลายระบอบทางชนชั้น(ลดความเหลื่อมล้า)สร้างเป้าเทียม “ระหว่างทุนผูกขาดไทยกับประชาชนไทย”เป็นปัญหาหลัก
โดยการบิดเบือนศัตรูที่เป็นเป้าจริง คือระบอบทุนจักรพรรดินายใหญ่ล้นฟ้ายิ่งกว่าเขาอีกในต่างแดน
โดยพยายามให้พวกเขา(ทุนผูกขาดไทย-ผู้ซึ่งอาจมีที่ดินในเมืองร่วมหมื่นๆไร่-อาจขยายธุรกิจการค้าขนาดใหญ่-สรรพสินค้า มีธุรกิจ น้าเมา น้ายาบารุงกาลัง หรือผูกขาดสินค้าเกษตร ซึ่งอย่างมากก็เป็นทุนของพ่อค้าคนกลาง หรือพาณิชยการ ซึ่งเติบโตมาจากการทามาค้าขายปกติ-อาจมีการเชื่อมโยงกับผู้มีอานาจ-เผด็จการทหารที่เข้าเกณฑ์ถูกปฏิเสธจากลัทธิประชาธิปไตยของพวกตะวันตก-ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันว่าเป็นเครื่องมือหรือ-อาวุธชนิดหนึ่งที่จะกระทาสงครามการค้า)น่าสงสารพวกเขาอยู่ในเป้าสะแกน ของลัทธิเลือกตั้งของเขา คือเป็นกลุ่มที่
ทาลายระบอบเลือกตั้ง-ระบอบประชาธิปไตยของเขา และต้องตีให้แตกพ่ายไปพร้อมๆกับเผด็จการทหารซึ่งเป็นเผด็จการเพื่อประชาชนมากกว่าที่จะเป็นศัตรูประชาชน
ตรงกันข้ามระบอบทาสสากล-ทักษิโณมิคก์ได้ร่วมกับทุนใหญ่ต่างชาติทาลายพลังการผลิตของพวกเขาต่างหาก ลดสภาพพลังการแข่งขันทางโครงสร้างการผลิต เหลือไว้แต่การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้มีมากหรือน้อยกว่าประชาชนในชนบท เพียงแต่ว่าเขามีอสังหาริมทรัพย์ในมหานคร และเมืองรองๆที่จะไปกว้านซื้อได้ก็เท่านั้น(มันเหลื่อมล้าเชิงปริมาณ ไม่ได้เหลื่อมล้าเชิงพลังการผลิตรถยนต์ จรวด เครื่องบินและอาวุธยุทโธปกรณ์!)
ตรงกันข้าม พวกเขากลับสร้างชนชั้นใหม่คือทุนนายหน้า-ทางการเมือง เพิ่มอีกชนชั้นหนึ่ง และขยายความเหลื่อมล้าทางสากลระหว่างประชาชนไทยที่แตกต่างกับกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติที่ครองครองทั้งฟ้าดินและน้าของโลก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับระบอบจักรพรรดินิยมโลก เสมือนเป็นมหาอาณาจักรโรมันใหม่ ไม่ต่างอะไรกับประชาธิปไตยในหมู่เขาแต่ได้ครองทาสในหมู่เรา เหมือนกันไม่มีผิดเมื่อกว่าพันปีที่แล้ว
นี่เป็นการถอยหลังเข้าครองจริงๆไม่ใช่หรือ? ถอยเป็นพันๆปี
“กู๊ดมันเดย์”ที่เขากาลังนาเข้ามา ผ่านสื่อที่เขามีหุ้นใหญ่ทั้งสิ่งพิมพ์ และเสียงจ้อและภาพที่เขาใช้ถ่ายทอดความคิด “พิษ” ของระบอบทาส-ทักษิโณมิคก์ มันฟังดูสวยหรู ดูขึงขังกังวาน แท้ที่จริงมันเป็นเสียงที่รวยรินออกมา ที่ขยายให้ดังและกังวานด้วยระบบเท็กโนโลยี่ที่ใช้เงินจานวนพอสมควร จึงดูเหมือนมีพลัง แต่แท้ที่จริงมันเป็นเสียงที่แหบแห้ง” รวยรินของลมหายใจที่ใกล้จะยุติแล้ว เป็นความกังวานของ เสียงโหยหาอาลัยมากกว่า“จ้อวันจันทน์”จะมีนานแค่ไหน? ไม่ใช่ผลเลือกตั้ง เป็นตัวตัดสิน
แต่เป็นความรู้เท่าทันของมวลมหาประชาชนที่ตกผลึกแล้ว ว่าระบอบทักษิโณมิคก์เป็นระบอบทาสสากลที่ไม่เพียงแต่ไปไม่ได้กับสังคมไทย สังคมภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ (อาเชี่ยน)ก็ไม่ได้ และสาหรับทางสากลเขาถือว่ามันได้ตายไปแล้วหลายปี มันมีชื่อว่า“ลัทธิเสรีนิยม-ปีศาจผูกขาดครองโลก”
ศรีภูมิ ประสานพล ๑๗ มกราคม ๒๕๖๒



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน