*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 93
  • จำนวนผู้ชม : 59596
  • จำนวนผู้โหวต : 15
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม 2562
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 395 , 10:06:15 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

                      ฤาปล้นชาติ,ขายชาติ—เสียกรุงมีจริง?                                                                          

                   สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ต้องคิดถึง-สี่มิติ, จะคิด-สามมิติ, เล่นตามแรงดึงดูดโลก “นิวตัน”มันไม่พอ;สร้างผลกระเทือนแค่ถูกรังแกหรือ?  ลากเข้าสภา,แล้วไปเล่นถึงการเมืองนอกประเทศ, คงต้องกฎ “ไอน์สไตน์”อย่างเดียวเท่านั้น!

                   ใครคิดว่าเป็นเรื่อง แค่“วีรชน” ? อาจไม่ใช่ แต่ “เอาเบี้ยมาแลกขุน”ไม่ใช่แค่ขุนหากเป็นขุนทัพใหญ่ทีเดียว.

                   กรณียุให้เป็นวีรชนคนดัง มันเกิดขึ้นเสมอในหมู่พวก “นายทุนการเมือง”เพื่อกินพื้นที่,ก็ปกติและหากมากว่านั้นเขาเรียกว่า “ลัทธิฉวยโอกาส” ร่วมกับ “ลัทธิวีรชน”รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และถ้าเชื่อมกับเจ้านายใหญ่นายหน้ากลุ่มผูกขาดต่างชาติ ไม่ใช่แค่คิดปล้นชาติแต่ที่เรียกว่า ขั้นเอาให้ “เสียกรุง”

                      เสียกรุงครั้งที่สาม,ปิดประตูได้ ไม่มี-รู้จักประวัติศาสตร์ไทยน้อยไป และไปถึงโน่น,ว่าไม่มีสงครามโลกครั้งที่สาม ก็เป็นความคิด เฉกเดียวกัน,รู้จักประวัติศาสตร์โลกน้อยไป!

                      วันนี้,เอาแค่เป็นคนมีชื่อเสียง มีตำแหน่งหน้าที่ชั้นสูงสักหน่อย  พอรู้กฎหมายสามัญที่จะป้องกันตนเองได้ หรือมีเส้นสายบารมีอยู่พอตัว?เขาเรียกว่าต้นทุนใหม่ตามรัฐธรรมนูญใหม่-เมื่อเทียบกับส.ส.เขต มันต้นทุนรัฐธรรมนูญแบบเก่า-ไปถามตาเหลิม,เขารู้ดีกว่าผม.

                      คนไม่ชอบท่านประยุทธ์ก็ไม่น้อย-เอาแค่ห้าเปอร์เซ็นต์,ลองด่าคุณประยุทธ์ออกสื่อสักสามวัน,คะแนนหกเจ็ดแสนมีอยู่แล้ว,ที่ว่าพรรคของเขาได้คะแนนและมีปาตี้ริสต์ล้วนๆเพราะรัฐธรรมนูญ๖๐นั้น;มีดีสำหรับบางคน!ที่ฝีปากไปกับสื่อสมัยใหม่ได้,ถ้าจะอวดคงไม่เต็มปากว่า “ประชาชนชอบ” พอจะให้เป็นส.ส.เขต-นั่นอีกเรื่อง?

                      สำหรับกรณี “ถูกซ้อม”มองได้สองประเด็น

                      ด้านหนึ่ง เป็นเรื่องเพราะไปเหยียบตาปลาใครเขา,ก็น่าจะพอสันนิษฐานไปตามเรื่อง

                     อีกด้านหนึ่ง มันพยายามโยงไปถึงโน่น,การเมืองโลก ;นี่อย่างไรล่ะเป็นประเด็น, มันเข้าทฤษฎีผมแล้วครับ  มี “จำเลย”แน่นอนหากเคลื่อนไหวผิดสังเกตอีกนิดหนึ่ง!                  

                    และวันนี้ก็น่าจะมีอีกคู่สู่ยุค “รัฐธรรมนูญปี๖๐” เป็นสองกุมารจากธรรมศาสตร์

                    “รัฐธรรมนูญ๕๐มั้ง”สองกุมารราม-นักโต้วาที,ใครวะเข้าใจวางแผน?

                    ปีโน้นสองกุมาร “ศิลปากร” สุจิตต์-ขรรค์ชัย “เมดอิน ยูเอสเอ”อันนี้ทรงคุณค่าแก่การยอมรับ!

               ส่วนสอง “กุมารจุฬา” ไม่มี,แต่ไป ไขว้เอาเด็กจุฬาอินเตอร์กับ “เด็กกางร่มฮ่องกง”เล่นของสูง-กล้าเล่นก็เพราะผู้ใหญ่ขี้ขลาดหนุนอยู่?ใหญ่ถึงไหน ก็คงใหญ่ถึงอียูมั้ง!แต่พูดไปก็ไม่น่ากลัว,เพราะหน้าตา “อี”มันดูออกว่า “รักหรือชังชาติ”

                   และอีก,นายอะไร?เพิ่งพ้นคดี-พูดกำกวมว่า ถ้าเคลื่อนไหวใน “กรอบสภา” คงแก้รัฐธรรมนูญปี๖๐ยาก –ชมเชยกันเสียเหลือเกิน-รัฐธรรมนูญปี ๒๔๗๕ -๒๕๑๗ และ๒๕๔๐.(ทั้งสามฉบับ ,มีอีกสองฉบับที่พวกเขาชอบ ส่วนใหญ่มักจะร่างหลังไล่เผด็จการออกไป ,เจ้านี่มันไม่รู้จึงไม่เอามาพูด)

                   คาบคัมภีร์มากไป มั้ง;ประสานการต่อสู้ทุกรูปแบบ,นั่นมันต้องมีปืนคุมอยู่ข้างหลัง. จบแล้ว-ยุให้ไปตาย-นี่!

                   ภาษาของพวกคุณเขาเรียกว่าฉวยโอกาสเอียงซ้าย-รู้หรือเปล่า?พวกพาคนไปตายนั่นแหละ!                 

                   ๒๔๗๕,มีอะไรในนั้นหรือ?อย่าพล่ามให้มากความเลย:

                ออกตัวเอาไว้ก่อนเลยว่า “กบฏบวรเดช”ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรื้อฟื้นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างแน่นอน,เหตุใดผมจึงพูดอย่างนี้,เพราะว่าเป็นการกระทำโดยพลการต่างหาก-ไม่มีอำนาจใดจากสถาบันสูงสุดเข้ามากำกับเลยครับ.

                    ที่ว่างาน “ปฏิวัติไม่ใช่งานเย็บปักถักร้อย”นี่ข้อหนึ่ง ,

                    ข้อสอง การได้อำนาจรัฐจากใคร?อาจยาก แต่ที่ยากกว่าคือ “การรักษาอำนาจรัฐ”

                เหตุไฉนใยฉะหนอ! คณะราษฎร์จึงลอยนวลอย่างสบาย.ทั้งสองข้อไม่เข้าข่ายการปฏิวัติเอาเลย.

                    ผมพูดไว้แล้วว่า “กบฏบวรเดช” ไม่ถือว่าเป็นผู้ปฏิปักษ์ปฏิวัติมาจากสถาบันสูงสุด:

                 แต่ แต่ แต่ ให้ไปสามสี่แต่เลย สหาย!พวกคาบคัมภีร์,ทั้งหลาย.

                   ถ้าท่านไปอ่านงานแปลของอาจารย์ ธเนศร์ อาภรณ์สุวรรณ( พี่ชายแท้ๆภรรยาผม)ของมาร์กที่ว่าด้วยเรื่อง “สังคมศักดินาเยอรมัน ก่อนทุนนิยม”,เล่มบางๆ -ท่านส่งมาให้ผมอ่านไม่นาน-ที่จริงท่านเคยคุยๆกันเมื่อสี่สิบปีที่แล้วซึ่งท่านแปลอยู่นานมากแล้ว.

                  แต่เชื่อเถอะจะใช้ไปอีกนาน,โดยเฉพาะเข็มมุ่งสู่การเมืองท้องถิ่นซึ่งจะเป็นจุดชี้ขาดทิศทางของระบอบประยุทธ์และระบอบทักษิโณมิค,ว่า;

                   “ระบอบรักชาติ และระบอบชังชาติ”( อย่างน้อยๆจะพิสูจน์ว่า ใครรักชาติใครชังชาติ)ใครจะวางอยู่บนแผ่นดินไทยได้สง่างามกว่ากัน และเป็นของจริง?

                   แม้หลายอย่าง ทัศนะทางการเมืองท่านอาจต่างกับผมก็ไม่น้อย,ซึ่งขณะเดียวกันผม ก็ย่อมต่างจากท่านชาญวิทย์-นิธิ ก็ไม่เบาแหละ!เป็นธรรมดาเราคงไม่ต้องเชื่อฟังอาจารย์ทั้งหมด-แต่ศิษย์ไม่คิดล้างครู ,นี่เป็นหัวใจของคนไทยครับ.

                สิ่งที่สำเหนียกต่อไปคือ “๒๔๗๕”ไม่ใช่การล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์?อีกต่างหาก,เมื่อไม่ใช่ ,แล้วใครจะฟื้นขึ้นมาล่ะครับ?

                   หากแต่เป็นการเคลื่อนไหว “ส่วนหนึ่ง” ของการปฏิวัติประชาธิปไตยออกจาก “อิทธิพลของสังคมการเมืองแบบศักดินาสวามิภักดิ์”-ที่ถูกกลุ่มขุนนางแบบเก่าครอบครองอยู่:

                 ระบอบพระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้เป็นจุดรวมศูนย์ของระบอบศักดินาตั้งแต่โบราณเหมือนประเทศในเอเชียทั่วไปโดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นระบอบศักดินาแบบวิถีเอเชีย.แต่ความเป็นศูนย์รวมที่แน่นอนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย-สยาม,อย่างนี้ไม่ต้องสงสัย.หลายอย่างเป็นศูนย์ชั้นนำเชิงเศรษฐกิจ การเมือง สังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย.

                  หลายครั้งอาจเป็นศูนย์กลางของระบอบศักดินาไทยเบ็ดเสร็จ-บางส่วน บางระยะ,ไม่ใช่ครอบครอง  “ปัจจัยการผลิตแบบศักดินาของทั้งสังคมอย่างถาวร” พูดตรงที่สุดคือปัจจัยการผลิตของสังคมศักดินา ที่เรียกว่า “เจ้าศักดินา และไพร่”ไม่ได้รวมศูนย์เป็นของพระมหากษัตริย์ไทย-สยาม, โดยตรง;เพราะเป็นการผลัดราชวงศ์ขึ้นมาควบคุมอาณาจักรทำนองสหพันธ์ เวียนกันจากสองสามแคว้นรอบลุ่มเจ้าพระยา ด้วยซ้ำ-เสมอๆ.             

                  พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์สยามบางครั้งก็รวมศูนย์เอาฐานสามสี่ฐานซึ่งเป็นชั้นบน ตั้งเหนือนครศรีธรรมราช ละโว้-อโยธยา  สุพรรณภูมิ และพิษณุโลก-สุโขทัย :โดย,

                  แต่ละแคว้น-โดยรวบเอาเมืองรอบๆเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง-อย่างนครศรีธรรมราชก็รวมเอาเมือง๑๒นักษัตร,หรือพิษณุโลก-สุโขทัยก็มี อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร แพร่ เพชรบูรณ์;จากนั้นอาจมีกลุ่มล้านนา เขมร หรือลาวหรือตอนเหนือของแหลมมาลายู เป็นฐานล่างสุด-เจ้าประเทศราช-ไม่ใช่แบบปิรามิดแต่แบบเจดีย์.

                 ทั้งหมดทั้งปวงไม่ได้เป็นแบบจักรวรรดิ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบอบ “ไพร่และเจ้าที่ดินโดยตรง”เมืองเหล่านั้น ยังคงกระทำการกดขี่ผู้คนในฐานะเจ้าของปัจจัยการผลิตผูกขาดโดยเจ้าเมือง โดย“เจ้าขุนมูลนาย”เหล่านั้น.

                 มีอยู่ครั้งเดียวคือสมัยอยุธยาตอนกลาง ได้มีการ รวมศูนย์เข้าสู่ระบอบศักดินาแบบเอเชียเบ็ดเสร็จโดยพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและเป็นแบบฉบับการปกครองแบบศักดินาที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย.

                 แลก็จบลงด้วย “กงกรรมกงเกวียน”คือสูงสุดก็คือพบจุดจบ-กลุ่ม “เจ้าขุนมูลนาย”ที่อยู่ในราชอาณาจักร เช่นเชียงใหม่ แม้แต่พิษณุโลกเอง-พระมหาธรรมราชาแห่งพิษณุโลก ก็ได้ “ใส่เกียร์ว่าง” ให้บุเรงนองเข้ายึดอยุธยาอันเป็นราชวงศ์ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ-เริ่มจากสมเด็จพระจักรพรรดิ-ตามพระนาม –“พระเจ้าช้างเผือก”ได้ตั้งตนเป็นผู้รวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จ,ที่พระบรมไตรโลกนาถทรงทำได้เพราะราชอาณาจักรไม่ได้เป็นชั้นจักรวรรดิ, เพราะตอนนั้นเชียงใหม่เป็นอิสระโดยการปกครองของกษัตริย์ที่มีพระนามความหมายเดียวกันคือพระเจ้าติโลกราช.

                  จบลงตรงนี้ก่อน,ด้วยสัจธรรมที่ว่า “จักรพรรดิ” ซึ่งมีฐานะไม่ต่างจาก “มหาราชา” ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงถูกให้เป็นเช่นนี้เสมอ-อย่างแรกไม่ถูกกับสังคมศักดินาไทย แต่อย่างหลังถูกและจริงทีเดียว” ซึ่งสังคมไทยค้นพบด้วยตนเองตั้งแต่บรรพกาล!

                 ทวนอีกครั้ง; แต่การรวมศูนย์แบบเบ็ดเสร็จแบบจีนหรือชาติอื่นๆในเอเชียกระทั่ง “จักรวาทิน”ของพม่า ไม่เหมาะสำหรับ ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์-เยอรมันกึ่งเอเชียของระบอบการปกครองก่อนทุนนิยมของสยามประเทศ-ซึ่งอยู่ในหลักทฤษฎีของชาวลัทธิมาร์กทุกประการ,และเมื่อฝืนครั้งใด-นำไปสู่การเสียกรุงครั้งแรก และครั้งที่สอง –โดย”ทฤษฎีเดี่ยวกัน”  

             ระบอบศักดินาไทยเป็นแบบวิถียุโรป-ผสมรวมศูนย์แบบเอเชีย, จึงมักแสดงออกแบบ “พ่อกับลูก” ในหลายๆสมัยในบางเมือง-โดยกลุ่มขุนนางศักดินาที่ครองหัวเมืองต่างๆที่ครอบครองปัจจัยการผลิต คิดค่าเช่าดอกเบี้ยเองอิสระ นั้นไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ อันดับชั้นจากส่วนกลางไปกินเมือง.

                จากคำอธิบายโดยทฤษฎีมาร์กซิสม์,คำว่า “ครอบครองอิสระ”นั้นเป็นแบบเยอรมัน-ยุโรป(สังคมรัสเซีย-เป็นแบบผสม เยอรมัน-สลาฟ ก็เป็นทำนองของ ไทย คือเยอรมัน-เอเชีย,ผมเรียกว่า เยอรมัน-สยาม ดีไหม? ซึ่งศักดินาของสลาฟก็คล้ายเอเชียที่มาจากจีนน่าจะมาจากราชวงศ์มองโกลของจีน,ตรงนี้ค่อยศึกษากันในที่อื่น)-ซึ่งการสร้างรัฐศักดินาแบบอิสระเป็นนวัตกรรมทางสังคมของเผ่าอินโดยุโรเปียน, มาร์กได้อ้างจากไบเบิลว่าเผ่านี้เป็นชนเร่รอน แต่มีพัฒนาทางการเมืองที่ไต่มาเป็นระบอบศักดินาได้ไวและสามารถเข้าสู่ทุนนิยมได้ก่อนสังคมแบบอื่น-ที่จริงชนเผ่านี้ เป็นพวกที่เข้ามาเขตอาหรับจากตอนเหนือ,ถ้าหมายถึงตะวันออกกลางเขาเรียก  “เปอร์เซีย-มีเดีย”และ เป็นพวก “อารยัน”ที่เข้ามาครอบครองอินเดียในยุครามเกียรติ์นั่นแหละ-ลักษณะพิเศษของคนเหล่านี้จะมีเขตอำนาจรัฐเหนืออาณาบริเวณระบอบเจ้าที่ดินที่กระจายตัวออก ,เมื่อเกิดสงครามจะรวมกันเป็นสหพันธ์ หรือสภา และเมื่อเป็นสถานการณ์ปกติ จะแยกเป็นนคร และกินผลแห่งผลผลิตแบบเกษตรกรรมรอบๆคุ้มเจ้าที่ดินหรืออาจเรียกว่าปราสาทของตนเอง,ในภาคเหนือมีคุ้มเจ้าลำปาง เจ้าพะเยา เจ้าลำพูน เจ้าเชียงใหม่-ไปถึงเชียงตุงหรือเมืองเซ่าหรือหลวงพระบางสืบทอดเป็นอิสระจนมาถึงยุคใกล้นี้;ความจริงลัทธิ “ครอบครองอิสระของศักดินายุโรป” อาจมาจาก ชาวโยนกที่เข้ามาปะปนกับสังคมนาคนครทางกลุ่มไทยและลาวก่อนแล้วอาจไล่ไปถึงประมาณปีพ..ศ.๗๐๐ที่พวกเขา ชาว”โยนก”อันเป็นสัญชาติกรีซสายหนึ่งเข้ามา-เรื่องนี้ค่อยพูดกัน)พระมหากษัตริย์ไทยแทบไม่มีพระองค์ไหนเป็น “จักรพรรดิ หรือฮ่องเต้ เช่นจีน หรือจักรพรรดิเวียดนาม-เช่นเบาได๋หรือแม้จักรพรรดิญี่ปุ่น-อย่างมากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยแต่เดิม จะถูกยกให้เป็น มหาราชาแม้ปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน และที่จะตั้งให้เป็นจักรพรรดิ ไม่ใช่ “คติ”ไทย,ซึ่งโดยนัยนี้ย่อมมาจากการที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ “ปัจจัยการผลิตของระบอบศักดินาทั้งราชอาณาจักรแบบเบ็ดเสร็จ”-ไม่ต่างจากศักดินายุโรป-เยอรมันมากนัก”

               พูดตรงไปตรงมา, ในสมัยรัชกาลที่ห้า-ใกล้แค่นี้เอง, มีอำนาจขุนนางใหญ่ที่เสมอเคียงกับพระมหากษัตริย์ใน “รัชกาลตอนต้น”เหมือนอย่าง ระบอบโชกุน-ญี่ปุ่น!เขามีคนในบังคับของเขา ที่จับกุม คุมขังโดยไม่ต้องใช้อาญาแผ่นดินกลางถ้าไม่ถึงขั้น “ซ่องสุม”.

             ในรัชกาลที่สาม,พระมหากษัตริย์เป็นกึ่ง กะดุมพี-พ่อค้าวาณิช ด้วยซ้ำ,ทันสมัยที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์แห่งเอเชีย เพราะที่นี่กรุงเทพ,เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิชมาพบปะกันมากมาย-กว่าเมืองใดในเอเชียอันสืบมาแต่ครั้งอยุธยา.

                 “เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว” พระองค์เป็นพ่อค้าวาณิช เพื่อจะแข่งกับต่างชาติที่เข้ามาในดินแดนแถวนี้ สังคมไทยจึงเป็น “กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา และกึ่งทุนนิยม”ตั้งแต่บัดนั้น.

                   และก่อนกรุงเทพ,การขึ้นเสวยราชย์ของพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อจะรวบรวมสังคมศักดินาแบบกระจาย-แบบยุโรป เข้ามาเป็นแบบรวมศูนย์.ทำให้พระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้-จีน ส่งพระราชสาร มาเตือน “ผอแจสิน คือพระยาสิน” ให้พระเจ้าตากสินอย่าปกครองแบบเดิม แต่ให้พวกเขา-คนสยามดูแลกันเอง.(สยามตอนนั้นแยกออกเป็นเจ้าพิษณุโลก,เจ้าพระฝาง ก๊กของกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้านคร หรือกระทั่งเจ้าเมืองจันทบุรีหรือระยองเป็นต้น-ตรงนี้ไม่ต่างอะไรกับการเป็น อาณาเขตของ “เจ้าขุนมูลนาย-ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์”แบบเยอรมัน)

                  พระเจ้าตากสินได้ รับการสถาปนาเป็น “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่๔”(ถ้าผมจำไม่ผิด)อาจเป็นได้ทรงสละให้พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเป็นพระมหากษัตริย์แทนเพื่อลดแรงเสียดทานจากจีน. ที่มี ข้อมูลหลายตอนพอจะเชื่อได้ว่า การที่จีนให้กองเรือหรือทุนในการกู้ชาติ(จีนจึงมีบทบาทชี้นำพอสมควร)ไม่ใช่ปราบดาภิเษกขึ้นมา.

               หลังเสียกรุงครั้งที่สอง,ไทย กลับมากู้ชาติและฟื้นระบอบศักดินาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์อำนาจแบบเอเชีย-ซึ่งจีนไม่เห็นด้วยดังกล่าวจึงออกพระราชสารเตือน,เพราะจีนในฐานะผู้ปกป้องทางตอนใต้,ไม่ใช่เพราะเป็นเมืองขึ้นของเขา แต่เป็นกึ่งเมืองพึ่งของจีน –ถ้าไม่เชื่อฟังจีน,จีนไม่ค้าขายด้วย;

                ไม่ต่างอะไรกับสหรัฐ-อียูบอกว่า “ถ้ามึงไม่เป็นประชาธิปไตยแบบกูๆก็จะไม่เล่นด้วย” ตัดโน่น นี่นั่น เหมือนกันเปี๊ยบเลยว่ะ!ไม่ต้องแปลกใจสองท่านไป บรัสเซล โดยคนหนึ่งแยกไปเบลเยี่ยม, อีกคนหนึ่งไปเบอร์ลิน ขณะที่อีกคนหนึ่งไปเยอรมัน, และเมื่อกลับอีกคนหนึ่งกลับเมืองไทยอีกคนคงบอกว่า กูอยู่กรุงเทพ-ฮา,เพราะว่าเขาเชื่อว่าคนที่เลือกพวกเขานั้นคงไม่รู้ว่า ไปที่เดียวกัน;นั่นนะซินะ คนที่อยู่ “แดนใกล้” และคนที่อยู่ “แดนไกล” คนที่เลือกพวกเขาก็ไม่รู้ว่า “ฮั้ว”หรือไม่?

               ไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยแล้วตัดสิทธิ์ สินค้าเข้าอียู,ขณะที่เวียดนาม-เขาบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยแน่-เพราะเขาเป็นเผด็จการสังคมนิยม,ทำไมได้รับสิทธิ?

               เรื่องแบบนี้เขาเรียกว่า “มีพระยาจักรี”ผู้เตรียมเปิดประตูเมือง คอยเคลื่อนไหวอยู่-คล้ายๆก่อนกรุงแตก

             เนื่องจากว่าระบอบการปกครองไทยต้องขับเคี่ยวกับกลุ่มขุนนางเจ้าพระยามหานครมาอย่างยาวนาน;ครั้งสุดท้ายคือการพ่ายแพ้ต่ออำนาจขุนนางหัวเมืองและเจ้าประเทศราช อย่างเชียงใหม่ นครศรีธรรมราช แม้แต่ระบอบรัฐมาลายูภาคใต้ หรือทุกอาณาบริเวณทางอีสานที่ขึ้นต่อทั้งประเทศราช อย่างลาวและเขมร:กล่าวคือ,

               การเสียกรุงครั้งที่สอง,ระบอบศักดินาหัวเมืองทั้งหลายดังกล่าวมา,ได้ทำการกบฏร่วมกับกองทัพต่างชาติคือพม่าทำลายระบอบรวมศูนย์ของการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ไทย-แบบจีนที่สถาปนาเป็นแบบเอเชียตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา-ไปอ่าน จิตร ภูมิศักดิ์เรื่องไหนก็ได้,จะพบความข้อนี้!

            ความจริงการปฏิวัติ-รัฐประหารของพระเพทราชา-อันเป็นตัวแทนของขุนนางแบบโชกุน (ระบอบขุนนาง,ศักดินาสวามิภักดิ์)ต่อพระนารายณ์มหาราช-ที่กลุ่มพระเพทราชาต้องการไม่ให้ไทยขึ้นต่อต่างชาติ-ฝรั่งเศส ,ก็ได้บั่นทอนกระบวนทัศน์ระบอบรวมศูนย์อำนาจรัฐกลางของรัฐสยาม ที่เป็นระบอบรวมศูนย์แบบเอเชีย-จีน ไปแล้วส่วนหนึ่ง.

              จนกระทั่ง-ในราชวงศ์แห่งพระเพทราชานั้นเอง,เป็นตัวแทนหนึ่งของระบอบขุนนาง-แบบสวามิภักดิ์ ก็ล้มลงในปี๒๓๑๐ –เสียกรุงครั้งที่สอง.เพราะพระองค์ก็กำลังจะทำการรวมศูนย์แบบเดิมใหม่,เพื่อจะเป็นจ้าวแห่งระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ทั้งหลายเป็นรวมศูนย์แบบเอเชีย-วนเวียน?-

               สหายทั้งหลาย อย่ามีความคิดแบบกลไก,หลายครั้งอาจมีการกระทำที่วนเวียนหรือถอยหลัง-ก็ไม่ใช่ล้าหลัง มันกลับก้าวหน้าต่อไปเหมือนขดลวดที่เพิ่มชั้นแห่งการพัฒนาสูงขึ้น-เทียบกับระบอบประยุทธ์ที่เหมือนจะถอย ที่แท้มันหมุนวนสูงขึ้นต่างหาก!

                -เป็นเพราะระบอบขุนนางศักดินาสวามิภักดิ์ทั้งในอาณาจักรสยาม(เจ้านครที่พระเจ้าตากต้องไปปราบทีหลัง,หรือเจ้าพระฝาง หรือเจ้าพิษณุโลก กระทั่งเจ้าจันทบุรี หรือทางเมืองประเทศราชในอีสานที่ขึ้นต่อเขมรและลาว,ทั้งหมดนี้กบฏต่อราชวงศ์ “บ้านพลูหลวง”ที่มาจากสายสุพรรณภูมิของพระเพทราชา-ที่แปรตนเองจากขุนนางศักดินาสวามิภักดิ์เป็นพระมหากษัตริย์รวมศูนย์แบบเอเชีย.(และเสียกรุงเพราะพวกเขาสวิงเข้าไปหาพม่า หรือบางเมืองไม่สนใจ,ตรงกันข้ามฉวยโอกาสแยกตัว,ตั้งตัวเป็นเจ้าเองก็มี)

               ดังนั้น,ที่ให้สหาย เข้าใจ โดยผมแจกสี่ “แต่”ให้ท่านไปเลยว่า ตัวท่านเองหรือบรรดาลูกเจ๊กหลานเจ๊กที่ไม่เข้าถึงแก่นประวัติศาสตร์ไทย-แม้จะเข้าสถาบันชั้นสูง จุฬา -ธรรมศาสตร์ และตอนนี้บางชนเผ่าที่เพิ่งได้สัญชาติไทย,รวมทั้งลูกชาวนาชาวไร่ไทยที่ถูกมอมเมาด้วยลัทธิบริโภคนิยม-บอกว่าไม่เอา “สืบทอดอำนาจ”อยากได้ประชาธิปไตยสากล,ไม่รู้ว่าคิดแต่ให้ประเทศเจริญมีออนไลน์กับหุ่นยนต์แค่นั้นหรือ?

                เพราะยังเข้าใจไม่ถ่องแท้-อย่าเล่นตามๆกันไปง่ายๆเลย,ไม่รู้จริง เฉยก่อนดีกว่า.

                ไม่อย่างนั้น หญิงนั้นคงไม่ คิด “เอ็ดจูเคตสภา” โดยการแต่งกายเพื่อ(เรียกเสียง ฮา-โดยไม่ตั้งใจ)ม้ง กระเหรี่ยง เพราะเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่ง และที่ฮาจัดๆคือสาวจากสแกนดิเนเวีย  บอกว่าให้เอาภาษาถิ่นเข้ามาแจมด้วย-งั้นก็เอา(รุ่ม)ล่ามเข้ามาด้วย และให้จ้างอาลักษณ์ชนเผ่าอีกน่าจะสิบเผ่ามั้ง-ปะหน้าด้วย “ทานาคา” เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล แล้วเห็นทีคุณชวนต้องไปเพิ่มงบ สร้างสภาออกแบบห้องพิเศษ  ที่ดินยังเหลือให้สร้างสนามฟุตบอลให้ทีม”หน้าหยก-อังดัว”ได้ลง “เล่นบอล”ได้ทันทีเมื่ออกจากสภาและเจ้าเก่าให้คุณศักดิ์สยามพาคุณเนวินแต่งชุดเล่นบอลรอ ไม่ใช่อะไร รอตบกระบาลทีหนึ่งฐาน “ไม่รู้กาลเทศะ” ก่อนเล่นบอล-ตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีออนไลน์ –เลื่อนใช้สภาใหม่ไปอีกสักสามปี,ส่วนงบไปยืมกับ “ไพร่หมื่นล้าน”เขาให้กู้ไม่ใช่เหรอ? ตามข้อเสนอของ “อีน้องอีนาย”-อะไรจะ  “ศรีธนนไชย” ขนาดน้าน-น-น!

               นี่มันกลุ่มเด็กไม่ประสีประสา เลือกมันเข้ามา, “กุมารครองเมือง?” หรือเป็นแผนของมันให้เรา ไม่เอาคะแนนตกน้ำวะ?เพราะมันทั้งขบวนเลย-พลอยทำให้เกลียดรัฐธรรมนูญ ๖๐หรืออย่างไร?ไอ้เด็กงอแงพ่อแม่ไม่สั่งสอน”

            กลับมา ๒๔๗๕ใหม่,ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ไทย-โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นจอมทัพไทยเป็นนักการทหารที่ไม่แพ้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าหัวอยู่หัวที่ทรงจบจากโรงเรียนนายร้อย แซนเฮิร์ด ประเทศอังกฤษ;

               ถ้าจอมทัพอย่างพระองค์ไม่ทรงเห็นด้วย-แม้นจะผิดเวลาไปบ้าง;ในเรื่องเวลาที่ต่างกันในเรื่องพระราชทานรัฐธรรมนูญ,เพราะอย่างน้อยถ้าพระราชทานรัฐธรรมนูญผลีผลาม,กลุ่มระบอบขุนนางศักดินาสวามิภักดิ์เก่าอาจจะกระทำการรุนแรงกว่าคณะราษฎร์ที่ไม่มีมวลชนสักเท่าไร ,ก็ได้.

              พระองค์ทรงสามารถต่อกรกับคณะราษฎร์ได้ระยะหนึ่งแน่นอน, ในขณะที่คณะราษฎร์ยังไม่มีมวลชนสักเท่าไร -บางกรม-กองทหารถูกหลอกเข้ามาปฏิวัติโดยคณะราษฎร์ก็มี?

             อย่างน้อยๆมีเหตุผลอยู่สองประการในความชอบธรรมที่ระบอบแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์มีคือการเป็นที่เคารพรักของประชาชนอันเป็นเหตุให้พระองค์ย่อมไม่ต้องการให้ใครสูญเสียและล้มตาย,อันเป็นห้วงเวลาที่มหาชนกำลังทุกข์ยากลำบากในภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก,และข่าวสงครามโลกครั้งที่สองก็มีอยู่.

                “การปฏิวัติไม่ใช่งานเย็บปักถักร้อย”ไม่ง่ายจริงๆ.

               ที่เรียกว่าการปฏิวัติ๒๔๗๕นั้น ไม่เคยมีใครยอมรับว่าเป็นการปฏิวัติ,แต่เป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญที่ล้มเลิกระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ที่ดำเนินมายาวนาน โดยเฉพาะแสดงออกมาอย่างเต็มที่ในกลุ่มผู้มีอำนาจแบบโชกุนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า- การเลิกทาสนั้นเป็นการปฏิรูปเพื่อทำลายขุมกำลัง,มูลนาย,กลุ่มขุนนางที่มีตัวแทนคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยะวงศ์  และการปฏิรูปนี้เป็นพระปรีชาสามารถของ พระเจ้าแผ่นดินไทยโดยแท้.

           เป็นการผลักดันสังคมไทยให้เข้าสู่ทุนนิยม,เพราะการปลดปล่อยทาสนั้น จะสนองการทำงานในโรงงานและกิจการหัตถะอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น.ที่สุนทรภู่ รจนาว่า “ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโยงยางสาย ที่ปลายเสา ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน”

             โรงเลื่อย โรงสีข้าว การต่อเรืออื่นๆมากมายเกิดจากพระมหากษัตริย์แห่งสยามที่ทรงความคิดกึ่งทุนนิยม-เพื่อจะสร้างกลุ่มทุนไทยให้สู้ต่างชาติได้,ในขณะที่กลุ่มขุนนางเก่ายังเป็นศักดินา เก็บค่าเช่า ดอกเบี้ยอยู่!ความคิดทุนนิยมได้เพาะหน่ออ่อนแห่งระบอบประชาธิปไตย,ไม่ต้องสงสัย.

             การส่งลูกท่านหลานเธอและเอาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเข้ามาเป็นใครล่ะ,ถ้าไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์สยาม.ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ห่างจากพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสโดยแท้-ที่พวกหัวก้าวหน้าดร. “อังดัว” อย่างท่านปรีดี เป็นตัวแทน และ “อังดัว”ร้อนวิชาอีกมากมายในระบอบสมัยใหม่-ผู้คลั่ง วอแต มองเตสกิเออ คลั่งสัญญาประชาคม.

            ปฏิวัติจากชั้นบนครับผม!ไม่ได้มีพลังดันจากชนชั้นทาสหรือกลุ่มไพร่อะไรหรอกครับ,เพราะพระองค์มีสถานะเป็นกึ่งทุนนิยมครับผม; อย่าเอาทฤษฎี “อังดัว”หรือการปฏิวัตินองเลือดมาใช้.

              และไม่แน่ “กบฏบวรเดช”อาจเป็นตัวแทนของผู้กุมอำนาจแบบศักดินาสวามิภักดิ์เดิมด้วยซ้ำ!โดยพฤติกรรม(DE FACTO)อาจเหมือนกับเป็นตัวแทนสถาบันพระมหากษัตริย์. แต่โดยพฤตินัย(DE FANCO)ไม่ใช่,เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระประสงค์ในการพระราชรัฐธรรมนูญ-อันทำให้กลุ่มขุนนางเก่า,ศักดินาสวามิภักดิ์-อาจไม่พอใจด้วยซ้ำ-บางทีพวกเขาก็อาจคิดกบฏก่อน!

          ที่พวกคุณเรียกว่าการปฏิวัติ๒๔๗๕นั้นกระทำโดยคณะราษฎร์,แท้ที่จริงเป็นการกระทำการ “รัฐประหาร”ธรรมดาชัดเจนที่สุด!

             -โดยกำลังสร้างระบอบขุนนาง-ขุนศึกศักดินาแบบใหม่นั่นแหละ.

             -โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาของระบอบขุนนางใหม่ให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ;         

            ซึ่งสถาบันแห่งพระมหากษัตริย์ไทยอย่างน้อยตั้งแต่รัชกาลที่ สาม สี่ ห้า และหก ,สุดท้ายรัชกาลที่เจ็ดได้ทรงกระทำการปฏิรูปมาโดยตลอด-เป็นระยะๆ;โปรดฟังอีกแล้วคิดตามช้าๆ,

            พูดตรงไปตรงมาอีกครั้งหนึ่งคือ; การปฏิรูปทั้งหมดตั้งแต่สมัยรัยกาลที่สามจนถึง-แม้กระทั่งรัชกาลที่เก้า,มาจากสถาบันพระมหากษัตริย์สยามและเมื่อรวมกันแล้ว การเข้าสู่สังคมทุนนิยม(ทางเศรษฐกิจ)และก้าวเข้าสู่กึ่งประชาธิปไตยเป็นไปโดยการนำของสถาบันพระมหากษัตริย์สยามส่วนใหญ่,ล้วนๆ.

             คณะราษฎร์หรือกลุ่มขุนศึก-ขุนนางใหม่,ฉวยโอกาสจากความร้อนวิชาที่ไปรับเอาวิธีคิดในการปฏิวัติแบบฝรั่งเศสและสหรัฐเข้ามาใช้-เพื่อสร้างคณะผู้เผด็จการใหม่ครับ!ผ่านการรัฐประหาร!

          กรุณาฟังชัดๆ,คิดให้ดีๆตามนี้นะครับ,

            การรัฐประหารในปี๒๔๗๕นั้นเป็นต้นแบบการปฏิวัติรัฐประหารอย่างเดียวกับ การปฏิวัติของจอมพลป. พิบูลสงคราม การปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,และที่สำคัญการปฏิวัติของจอมพลถนอม ๒๕๑๔-ปฏิวัติ-รัฐประหารตัวเอง-เขาเรียกว่า “ชักว่าวทางการเมือง”ศัพท์ของท่าน ยอดธง ทับทิวไม้.

           วันนั้น,ผมแข่ง “รักบี้”รับหน้าที่ฟูลแบค พุ่งชนศีรษะอีกฝ่าย  ต้องหามส่งโรงพยาบาลจุฬา-หลังจากที่กลับบ้านเพราะ “ชักกลางสนาม”-พอสองทุ่มยังไม่ทันหัวถึงหมอน ก็ได้ยินประกาศของคณะปฏิวัติตนเองโดยโฆษกเจ้าประจำ “อาคม มกรานนท์”ของพลเอกถนอมกิติขจร,ผมเพิ่ง”ชักตาตั้ง” มาหยกๆกลับมาพบ “ท่านชักว่าวทางการเมือง”-ใครจะทนไหว เพราะมันทุเรศสิ้นดี ที่แท้เป็นการบงการของสหรัฐ ที่ให้มีการล้อมปราบ ที่เพชรบูรณ์ พิษณุโลกและเลย เพราะสหรัฐคิดว่ากองทัพปลดแอกประชาชนไทยจะคุกคามฐานทัพสหรัฐที่กำลังทำสงครามทิ้งระเบิดในอินโดจีนอย่างขนานใหญ่.

          -การยุทธ์ครั้งนั้นเกิดในปีต่อมาเพราะต้องใช้งบทางทหารมากมาย-เกรงว่าสภาจะไม่อนุมัติ,จึงทำการรัฐประหาร “ชักว่าวทางการเมือง”  ทั้งที่พรรคสหประชาไทยของเขาครองเสียงข้างมากเด็ดขาด,ไม่ต่างจากเผด็จการสภาของทักษิณ,ยิ่งลักษณ์-การยุทธ์นั่นเกิดขึ้นในปี๒๕๑๕ ฝ่ายรัฐบาลสูญเสียอย่างมาก,เป็นเหตุให้เกิดการปะทุของ “ขบบวนการ๑๔ตุลาคมที่ยิ่งใหญ่” ปฏิวัติขับไล่กลุ่มถนอม-ประภาส.

             นักปราชญ์ปัญญาชนที่เข้าใจถ่องแท้แค่ไหนไม่ทราบ?ว่า-ระบอบประยุทธ์จะทำการ “ชักว่าวทางการเมือง” เหมือนครั้งนั้น,ผมไม่เชื่อเพราะท่านไม่ใช่คนมีกิเลสตัณหาอะไรมากมายขนาดนั้น.

             การปรากฏตัวของท่านพลเอกประยุทธ์ต่างกับกลุ่มถนอม-ประภาสอย่างสิ้นเชิง,เพราะคนบงการท่านคือมวลมหาชนอันไพศาล,ในขณะที่กลุ่มถนอม-ประภาสเกิดจากการบงการของสหรัฐโดยตรง.

          เรื่องของเผด็จการสภาที่มาจากการเลือกตั้งของ “ผู้แทนราษฎร” หรือ เผด็จการทหารที่ ที่ผ่านการเลือกตั้ง ของ “ผู้แทนราษฎร” ไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุดที่ต้องใส่ใจ;แต่,

          ที่ต้องใส่ใจว่า ,เหตุไฉนใยฉะหนอ ,พฤติกรรมทางการเมืองของกลุ่มถนอม-ประภาส และทิศทางทางการเมืองของเผด็จการสภาของคน “แดนไกล” และลูกหลานอนาคตของพวกเขา “คนแดนใกล้”จึงแส่หาลัทธิจักรพรรดินิยมสมัยใหม่ของกลุ่มสหรัฐและอียู;พวกเขาเล่นเพลงเดียวกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยแก่กันและกัน.

           “คนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็อยู่เหมือนไทยด้วยกัน (ผมจำไม่ได้,ช่วยต่อให้ที)เฝ้าขยันทำกินเก็บเกี่ยวสินของไทย  แต่ใจนั้นเป็นทาสของมัน –หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้ เป็นคน-หนักแผ่นดิน!

           ก่อนที่จะพูดถึง “คำปรารภของล้นเกล้ารัชกาลที่เจ็ด”ผู้ทรงเป็นผู้นำที่แท้จริงพระองค์หนึ่งในการร่วมปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่สำคัญ;คือการเปลี่ยนแปรง๒๔๗๕,หากพระองค์ไม่ทรงร่วมอยู่ด้วย-ก็คงกระทำการสำเร็จได้ยาก แต่กระนั้น,ไม่มีใครขวางกั้นพลังแห่งการเปลี่ยนแปรงของประวัติศาสตร์ได้,บางทีอาจเลื่อนไปสู่ความรุนแรงยิ่งกว่าอาจจะพร้อมๆกับจีนหรือเวียดนามเหนือ-ผู้คนอาจสูญเสียนับกว่าหนึ่งในสิบของประชากรคือประมาณสองหรือสามล้านคน,ไม่ต้องสงสัย.

            ต่อไปนี้เป็นระบบการคำนวณที่ไม่ยากกว่าความคิด “ไอน์สไตน์”

            โจทย์มีอยู่ว่า:

            ปู่ ย่า ตา ยายผมเป็นจีนสองคน, ส่วนของภรรยาผมเป็นจีนสี่คน,แต่ทุกคนมีตัวตนอยู่แล้วในประเทศนี้ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแน่นอน!

            เราทั้งสองจึงยกมือพนมท่วมหัวเพราะว่า, ถ้าไทยมีการนองเลือดเพราะเหตุการณ์ปฏิวัติแบบจีนหรือเวียดนามเหนือช่วงสงครามโลก,ถ้าพระองค์ทรงเป็นแบบกษัตริย์รัสเซียหรือฝรั่งเศส-เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แท้(สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่ใช่อย่างที่ถูกกล่าวหา เพราะได้ผ่านการปฏิรูปจากชั้นบนลงมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม-ดังกล่าวมาแล้ว.)

           ถ้าแต่ละ “ครอบครัว”ในประเทศไทย

            มี ปู ย่า ตา ยาย และพ่อแม่ ฝั่ง(ชาย)ผมมี๖คน,

            ขณะที่ ปู่ ย่า ตา ยาย และพ่อแม่ ฝั่งภรรยาผม(หญิง) มี๖คน

            รวมทั้งสิ้นประกอบเป็นประชากร หนึ่งครัวเรือนใหญ่ ๑๒ คน

            ในช่วงนั้นมีประชากร๑๘ล้านคน อาจตายถึง๒ล้านคนตามกฎการปฏิวัตินองเลือด๑๐เปอร์เซ็นต์

            แสดงว่า,ถ้าใน๑๒คนนั้นที่เป็นฝั่งชาย(ผม)หรือฝั่งหญิง(ภรรยาผม) ตายเพราะสงครามปฏิวัติคนหนึ่ง

             ก็ยังไม่ถึง๑๐เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่จะตายไปในสงครามปฏิวัติ, อาจเพิ่มอีกคนหนึ่ง แต่ถ้าไม่ก็จะไปเพิ่มครอบครัวอื่น!

             ครัวเรือนใหญ่นี้ย่อมต้องไม่มีผม หรือภรรยาผม-ใครคนใดคนหนึ่งแน่นอน.

             แสดงว่ารุ่นลูกของผมหรือหลานผมย่อมไม่มีน้ำเชื้อของผมจากผม หรือจากไข่มดลูกภรรยาผม

             ใครคนใดคนหนึ่งต้องไปแต่งงานกับอีกคู่หนึ่งซึ่ง จะไม่ปรากฏแบบที่เป็นลูกของเราในวันนี้ และหลานของเราในวันนี้.

              ดังนั้น, ครอบครัวใดใดในประเทศนี้เสี่ยงจะเป็นเช่นนี้-หนึ่งในสิบของประชากรครัวเรือน!

              พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีเลิศประเสริฐแท้-เพราะทรงให้เรามีครบทั้งพ่อแม่ ลูกหลานในวันนี้อย่างที่เป็นอยู่พร้อมในพ.ศ.๒๕๖๒-เราทั้งครอบครัวใหม่ที่มี พ่อแม่ ลูกๆหลานๆจึงนั่งคุกเข่าต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ แห่งพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตอนนี้อย่างไรล่ะครับ!

              แต่ไม่แปลกใจ, คนที่มีปู่ ย่า ตา ยาย เข้ามาอยู่เมืองไทยหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง;แม้ว่าเขาจะผ่านสถาบันชั้นสูงจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง,เขาเพียงแต่รู้ข้อเท็จจริงที่เขาสอนๆกันมา ตาม กฎ “นิวตัน”,เขาจะซาบซึ้งใจเท่ากับเราไหม?หนอ,เพราะดูเหมือนพวกเขาตะเบ็งเซ็งแซ่อยู่จนขยมทั้งแผ่นดิน,แม้ในสื่อทุกชนิด,ถามหา การปฏิวัติ ๒๔๗๕ที่ “ไม่เสด็จน้ำ”ใช่ไหม?

              พวกคุณถามหาการปฏิวัติที่นองเลือดใช่หรือเปล่า?มันเรียบร้อยแล้ว,พวกคุณจึงจะมาเสวยสุขเป็น “ไพร่หมื่นล้าน”ใช่ไหม ?ช่วยตอบให้ที “กล้าหาญหน่อย” ดังๆเลย!

              ทั้งหมดนี้ อาจจะซับซ้อนกว่ากฎของ “นิวตัว” ,แต่ไม่เกินกว่ากฎของ “ไอน์สไตน์” ที่พอจะเข้าใจได้?

             ก็แน่ละซี,เพราะปู ย่า ตา ยาย ของท่าน หรือของภรรยาท่าน,มาอยู่หลังจากนั้น จึงไม่รู้สึกรู้สา,มาทำกินมาเก็บเกี่ยวสินในถิ่นของพระราชา,วันหนึ่งข้างหน้า เราพบว่าท่านไม่สนใจกลับ ถลนแบ่งแยกเหยียดหยามกัน-เราก็จะไม่ทำอะไรให้พวกท่านหรอกครับ,แต่ถ้าเหลืออด,เราก็จะใช้ภาษิตของปู่ย่าตายายบางส่วนที่สอนจากเมืองจีนว่า “ไอ้เนรคุณ”,แต่ถ้าเราพบว่า “ขายชาติ” ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

         “ข้าพเจ้ายินดีที่จะสละอำนาจของข้าพเจ้าที่มีอยู่แต่เดิมให้แก่ปวงชน แต่ไม่ยินดีที่จะสละอำนาจให้แก่คณะบุคคลใด” ผมอาจคัดลอกตามพระราชสารไม่ตรง แต่ไม่ผิดไปจากพระเจตนาของพระองค์แน่นอน-พูดกี่ครั้งก็เนื้อหาอย่างนี้แหละครับ!

                ในนั้นพระเจตนารมณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทยตรงกันในปีแห่งการเปลี่ยนแปรง ๒๔๗๕;พวกคุณต่างหากมีเจตนาอะไรแฝงอยู่เล่า,ในการสืบทอดการรัฐประหาร ๒๔๗๕ในเรื่องอะไรใช่ไหม?ใครกันแน่เป็น “จำเลย”แห่งประวัติศาสตร์นี้?

           ถาม,เพื่อความแน่ใจอีกนิดหนึ่ง:ว่า,

           พวกคุณอยู่ตรงไหน?พร้อมกับกลุ่มประชาชนของพวกคุณครับ!”รักหรือชังชาติ?”

                     อนึ่ง,ผมเชื่อว่านับวัน คนที่ไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้ง-นอนหลับทับสิทธิ,เมื่อเขาเข้ามาลงคะแนนครั้งหน้าเขาจะเอาข้างกลุ่มเผด็จการ,ตามวาทกรรมของคุณ(ตรงนี้ที่ว่า คนที่ชอบเผด็จการ,แล้วไปลงให้ “เผด็จการ” เขาไม่เป็นพวก “รักประชาธิปไตย” –เอาตรงๆ ถ้าเลือก “กลุ่มท่านประยุทธ์”ย่อมเป็นพวก “สืบทอดอำนาจ” คงเป็นเพราะพวกคุณคิดว่า ใครที่ไม่ลงคะแนน “ตามกู” ซึ่ง  ตั้งชื่อตนเองว่า “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” แสดงว่า เอาเผด็จการ?

                  พวกคุณไม่คิดกลับกันหรือว่า “คุณเป็นพวกประชาธิปไตย”ของ  “เผด็จการสภาของใคร?”ที่ท่านเชื่อมันทุกอย่างทั้งที่มันไม่ได้อยู่ในประเทศนี้.

                     เอาเถอะ “คนที่รักเผด็จการทหาร”นี้ เขาเพิ่มมากขึ้นแน่นอน,เพราะมันสงบ และมีดีของท่าน,คอยดู!เพราะเขาเริ่มหันเข้าหาสภาแล้ว ด้วยสาเหตุที่ “อำนาจทุน”นายหน้าที่ครองสภามันถูกกำจัดไปทีละส่วน-การ “ลงถนน”ไม่จำเป็นอีกต่อไป นั่นอย่างไรล่ะ,ยังมองไม่ออกอีกหรือ?

                   ที่บอกว่าเขาๆได้เป็น ผู้จัดตั้งรัฐบาลเพราะ ได้เปรียบเรื่อง รัฐธรรมนูญ-ก็ของเขา กรรมการ-ก็ของเขา หรือสมาชิกสภาสูง-ก็ของเขา;

                   ถามว่าที่เคยมีอยู่เต็มสภาจนเป็นเผด็จการสภา-ก่อนปี๒๕๕๗,มันหมายความว่าอะไร?ถ้าประชาชนเข้าใจว่าพวกคุณถูกกระทำให้เสียเปรียบทุกด้าน.แล้วเหตุไฉนหลักทฤษฎีของพวกคุณก็พูดว่าประชาชนเป็นต้นธารแห่งทุกสิ่งย่อมตัดสินได้ดีที่สุด,จากการเลือกตั้ง-แล้วไง?

                    ทำไฉน,ไม่แห่มาลงให้กลุ่มของพวกคุณที่มากพรรค-จิ้มไปพรรคไหนก็ไม่เอาทหาร-กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลครั้งแรกก็ไม่เห็นใครเอาทหาร,ทำไฉนพวกคุณไม่ชนะให้ขาด,ถ้าประชาชนรักพวกคุณจริง อย่าง มหาเด่-โมฮัมหมัดข้างบ้านนี่เอง,พอหมดวาระเป็นรัฐบาลก็มีอายุครบร้อยพอดี พวกเขายังเลือกเข้ามาเลย.

                      ทางเดียวที่เขามองพวกคุณคือ “ไอ้ขี้แพ้ชวนตี” ;เคยเล่นกีฬากันบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าชนิดไหน ,แพ้มากแพ้น้อย กรรมการเข้าข้างบ้าง.ถ้าอีกฝ่ายจะเอาเปรียบ,ยิ่งถ้าไม่มีกรรมการมันยิ่งแพ้กันไปใหญ่,โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลไม่จัดให้มีการเลือกตั้ง เป็นเผด็จการเหมือนเดิม-พวกคุณยิ่งแพ้ไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลย!

                   การที่จะหวังว่าจะมี “เผด็จการสภาหุ่น”ของพวกต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลเหมือนก่อนปี๒๕๕๗-เพราะ “เดอะคอมปานี  แฮส โน  บอร์ดเดอร์” ฝันไปเถอะ “มันจบแล้วนาย” พวกมันสหรัฐ-อียูทำได้สองสามอย่างคือ,ไม่อยากมาลงทุน ,ห้ามสินค้านำเข้า ,ไม่เป็นประชาธิปไตย-ไม่มั่นคง,เอออีกอย่าง-ลืมไป,ก็หาคนในประเทศนี้แหละ โพนทะนา “สำรอก-ชังชาติ”อยู่ทุกวันนี้แหละ-ฮา.

             และเพิ่งนึกได้!อีกอย่าง,มันเคยทำมาเป็นประจำคือลอบฆ่า ลอบสังหารหรือบางครั้ง;อย่าง เช่น”ซ้อมปางตาย”นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่-ที่เห็น สองฝ่ายตีกัน-สร้างสถานการณ์ “โยน”ไฟเข้าไป-มันถนัดนัก ,ลองเอาประเด็นนี้เข้าสู่ “สภา”?

                 –เอ้ย,ไม่ใช่,เข้าสู่สมองของพวกเราๆท่านๆได้จะดีไหม?

                  บ้างก็ว่า จับแพะแน่งานนี้!

               ผมว่าโคตรแพะ “ซีไอเอ”ไม่ต้องใช้เงิน ดีกว่ามั้ง?, ถ้าโยนให้มันไป,ยิ่งเป็นการเมืองระดับโลก(ที่กลุ่มสื่อโลกก็จะเอาเรื่อง”จ่า”ไปท่องสื่อโลกอีกแย้ว-ดังนั้นมันต้องเอา “แพะโลก” มาพูดด้วย-มันเป็น”ประชาธิปไตย-สากล”ไม่ใช่เลอะ?

             ประสบการณ์ของผม,ร่วมชุมนุมตั้งแต่ปี๒๕๑๖-๑๔ตุลาคม, อายุผมตอนนั้นก็๑๙ปี(ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว )ไม่ใช่เท่านี้ทีอยู่แต่สนามหลวง สนามธรรมศาสตร์ (ไปชลบุรี เชียงใหม่ ขึ้นเขาออกค่ายชนบท ไปสุราษฎร์-ช่องช้าง,ก็ไปแล้ว)ตอนนี้อายุเข้า๖๖ปี,ครั้งหลังสุดคือ กปกส.นับแล้วเกินร้อยครั้ง;ในนั้นทั้งร้อยครั้ง:

                 ไปแจกใบปลิว, ติดโปสเตอร์ทั้งเป็น “นักจัดตั้งมวลชน”สร้างม็อบเองก็มี,แทบทุกครั้ง,มีคนเจ็บคนตาย-ไปปลุกม็อบหรือเดินไปตามถนนตะโกนด่าเผด็จการจนคนตามเป็นขบวนก็มี.

                 ครั้งหนึ่งไปช่วย “ไทยการ์ด” (เขาไปร้องเรียนนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์)เขารับจ้างเฝ้าฐานทัพสหรัฐไม่รู้ใครกินหัวคิว-คงเป็นทหารยุค เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์เป็นผู้บัญชาการทหาร.เราช่วยเขาจัดชุมนุมที่สนามหลวง มีเฉพาะพวกเขาร่วมพันคน- ตรงนี้มีการยิงกัน,ผมเสี่ยงมาก,แต่ไม่น่ากลัว –มันไม่เกี่ยวนโยบายของมัน-สหรัฐ,ซีไอเอไม่ทำผมเพราะ มันเกี่ยวแต่ทหารเผด็จการกันเองที่สหรัฐมอบเงินมาแล้ว-ไม่มีใครทำผม,เราประท้วงทหารที่เป็นเผด็จการ,ผมไม่ถูกทำร้ายเพราะเขามีวิจารณญาณพอ-เชื่อเถอะ!

            วันนี้ถามว่าผมกลัวซีไอเอไหม?-ไม่เคยกลัวเลยเพราะพวกมันเป็นคริสต์เตียนที่หลงผิด, บางทีมันอาจจะกลัวผมก็ได้ เพราะผมเป็นนักอธิษฐาน ;และอธิษฐานให้มันทุกวันเลยว่า ,ขอให้พวกมึงฉิบหาย-พินาศไปไวๆ และมันกำลังเป็นจริงขึ้นทุกๆวัน-ฮาดีว่ะ!

                ในโลกของคริสต์เตียน-การเมืองหรือลัทธิอื่นไม่เข้าใจ,คนพวกนี้ที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดโลก กว่าหรือมากกว่าครึ่งเป็นยิวส่วนใหญ่-คนเหล่านี้เป็นผู้ที่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงใน “สงครามฝ่ายวิญญาณ”ในฐานะกลุ่มคนที่นับถือพวกซาตาน-ต้านพระคริสต์(คริสต์เตียน-พวกเขาไม่เอารูปเคารพ และเชื่อว่า “เงินตรา”นั่นแหละเป็นรูปเคารพ อย่างพระอาเทมิสแห่งกรีซที่ต่อต้านพระเจ้า ;คนเหล่านี้หลงมัวเมาสุดขีด กระทั่งฆ่าคนได้ถ้าเขาพ้นผิด-คือจับไม่ได้,นี่เป็นพื้นฐานของกฎหมายสากลที่ว่า,เมื่อไม่มี”จำเลย”ก็ไม่มีการลงโทษ-ใครคนหนึ่งที่แดน “ไกลโพ้น”มันก็เป็นสานุศิษย์ของกลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะเขามีวิญญาณเดียวกัน-คลั่ง “เงินตรา” เป็นพิเศษ!)

              ความจริงโลกยุคต่อไปไม่ใช่โลกของ “ไอที”หรือ “เอไอ” นั่นมันเป็นจุดสุดท้ายของวิทยาการต่างหาก;เพราะมนุษย์จะเอาวัตถุเหล่านี้ซึ่งมันคือเศษโลหะที่มีประจุไฟฟ้า เอามาแทน ความ “ตรากตรำ” ทั้งหมดที่มนุษย์จำต้องรับภายใต้กลศาสตร์ในโลกนี้ ที่ทุกคนต้อง “กระเสือกกระสน” อย่างที่เรียกว่า “พยุงตัวเหนือน้ำไม่ให้จม”-อันเป็นบ่อเกิดแห่งการใช้แรงงาน,และในการใช้แรงงานนั้นก็มีผู้ที่ฉวยโอกาสในการใช้แรงงานของคนทั้งสังคม,กินส่วนต่าง หรือที่เรียกว่า “แรงงานส่วนเกิน” Surplus Value –และนี่คือที่มาร์กเรียกว่า ส่วนที่ถูกเก็บรวบรวมเป็นทุน –ผู้ครอบครองทุนคือเอกชน-นายทุน และเมื่อทุนต่อสู้ทุนด้วยกันจึงเป็น “ทุนผูกขาด” และมันจะรวมกันเป็นกลุ่มทุนผูกขาด-คุมการเมืองท้องที่ การเมืองแห่งรัฐและระหว่างประเทศ-และคนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะอยู่ใต้อำนาจซาตานซึ่งเป็นผู้ควบคุมกลศาสตร์โลกและจักรวาล.

            คนเหล่านี้ต้องเป็นคนพิเศษผิดมนุษย์จริงๆจึงจะก้าวเข้าสู่การครองโลก-ใครวิปริตที่สุดจะเป็นจ้าวของพวกเขา-และหุ่นยนต์จึงเป็นเป้าหมายของมันที่จะผลิตมันขึ้นและผูกขาด เพื่อวันนั้นเขาก็จะผูกขาดความฝันเฟื่องในจิตใจมนุษย์ที่จะให้มันนำเอาซึ่งความ “ตรากตรำ”ออกไป อัน,มนุษย์ ต้องเหน็ดเหนือ อ่อนล้ากับมัน ในโลกแห่งกลศาสตร์-แห่งวัตถุคือโลกมนุษย์.

            และการต่อสู้ยุคใหม่นี้จะเข้าสู่การแสวงหาของอันเป็นที่สุดแห่งสังคมผู้บริโภค-นั่นคือหุ่นยนต์นั่นเอง.

            และวันหนึ่งก็จะพูดพร้อมกันว่า “มันจบแล้วนาย” เพราะการแสวงหาก็จะถูกจ้าวโลก-การเงิน “ปล้น”ต่อไปนั่นคือความคิด ความจดจ่อเพื่อที่จะเอาชนะใจจ้าวโลกนั้น ด้วยการ “ซื้อมัน”นั่นคือต้องขาย “ความคิด ขายศรัทธาหรือขาย วิญญาณ”  ให้แก่จ้าวโลกนั้นที่เรียกว่า “จ้าวทาสสมัยใหม่สุด”,ย้อนเข้าสู่สังคมครองทาส โดยเป็นทาสทางวิญญาณที่รุนแรงกว่าสังคมครองทาสโบราณที่ไม่มีเสรีภาพแค่ทางร่างกาย-ซึ่งมนุษย์ทนได้จนปฏิวัติเปลี่ยนเป็นสังคมที่ดีขึ้น”

             -แต่ในยุคสุดท้ายนี้ ,เป็นทาสที่น่ากลัวกว่า; การจำจองด้วยร่างกายที่พอทนได้,แต่ทางจิตวิญญาณนั้นรุนแรงกว่ามาก แม้จะคิดก็หมดเวลาคิด-เราจะเอาอย่างนั้นเลยเหรอ?

             ถึงวันนั้น โลกแห่งกายภาพและจิตวิญญาณจะบรรจบกัน “กว่าจะรู้ก็สายแล้ว” มนุษย์จะกลายเป็นทาสที่สมบูรณ์ทั้งกายและวิญญาณ-เพราะเขาไม่มีเสรีภาพแม้แต่จะคิด,เพราะเราถูกกำหนดไว้ใต้ระบบผูกขาดโดยสิ้นเชิง!คอยดู.ความคิดนี้ไปไกลกว่า “โพสโมเดิร์น?”

              ผมจะไม่พูดว่าพระเจ้ามีจริง? ,แต่ความคิดชั่วสุดๆของพวกนี้-อย่างพิสดารมีจริง;

             เพราะสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีคนตายมากขนาดนั้นอาจ “๑๐ล้านคน” ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคะเนไม่ได้,แต่เป็นเพราะความละโมบที่เขามีเพื่อจะแบ่งโลกกัน-เป็นเหตุให้มันสร้างสงครามขึ้นมา.

             และในสงครามโลกครั้งที่สองพวกเขาก็คาดคะเนได้ว่าต้องตายมากเป็นอีก๑๐เท่าคือเกือบ๑๐๐ล้านคน ซึ่งระเบิดที่ทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ-ไม่ใช่เขาคาดคะเนไม่ได้ว่าจะมีคนตายขนาดนี้-เขารู้ถึงการกระทำทุกขั้นตอนของเขา.

             และสงครามโลกครั้งที่สามที่กำลังจะเกิดขึ้น,เขาก็คาดคะเนได้ว่าตายอีก๑๐หรือ๒๐เท่า,คือพันล้านหรือสองพันล้านคน คือหนึ่งในสามของประชากรโลก –ไม่ใช่ว่าเขาคาดคะเนไม่ได้ ,เขามีเจตจำนงเช่นนั้นด้วย:

            เพราะภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นกัมมันตภาพรังสีที่ปกคุมโลกนับร้อยๆปีหลังสงครามโลกที่สาม, เขาก็สามารถควบคุมมนุษย์ที่เหลือให้ขังอยู่ในอุโมงค์หรืออาคารขนาดมหึมาที่ควบคุมมนุษย์ให้ทำงานให้แก่เขา-เข้าสู่สังคมครองทาสสมัยใหม่กับคนประมาณ ๔๐๐๐ล้านคนที่เหลืออย่างพอเหมาะของเขา-เชื่อเถอะเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ.

            พวกคุณไม่คิดบ้างหรือว่าสงครามที่จะต้องเกิดแน่นอน จะไม่นำมาซึ่งสิ่งที่ผมจินตนาการ-ใครจะมั่งคั่งสร้างอุโมงค์และอาคารเช่นนี้ได้(แม้แต่รัฐก็อยู่ใต้อำนาจมัน;แม้วันนี้รัฐทั้ง๕๐กว่าของสหรัฐ,ก็อยู่ใต้อำนาจมันก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งระยะหนึ่งแล้ว,สาธารณูปโภคโลก-มันจะคุมหมด)ภายใต้บรรยากาศกัมมันตรังสีนับร้อยๆปีและใครที่ปรารถนาจะอยู่รอด,ก็จำต้องอยู่ในอาคารหรืออุโมงค์นี้ -เป็นทาสเขาทั้ง “ร่างกาย และจิตใจ” ความคิดนี้เข้าใจได้ทุกคน ใช่แต่ผม?ผู้เดียว.

             ร่วม๔๐ปีมาแล้ว,ผมเคย,จับปืนเข้าป่าเป็นหน่วยโฆษณาติดอาวุธ,จัดชุมนุมเล่นดนตรี เปิดการแสดงกับชุมชนในฐานที่มั่น ถืออาวุธล้อมเวที,ถ้าฝ่ายรัฐบาลสมัยทหารหุ่นสหรัฐสี่สิบปีที่แล้ว,เข้ามาพร้อมยิงก็มี-เรียกว่าปิดหมู่บ้านเปิดอภิปรายต้านรัฐบาลด้วยกองกำลังอาวุธก็มี-ถ้าไม่ใช่นโยบายของป๋าเปรมและผู้สืบสันดาน(ต้องใช้คำนี้,เดี๋ยวอีกฝ่ายว่า”สืบทอดอำนาจ”)-อย่างคุณประยุทธ์ก็คงไม่มีวันนี้ “ท่านทั้งหลาย” จะเอาอะไรอีก,ไม่รบราฆ่าฟันกันก็ดีแล้วนี่!พวกคุณ “ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”นี่หว่า.

            กลับบ้านเถอะ ,อย่าไปเชื่อ “ไอ้บ่างช่างยุเลย”ที่ผมเตือนพวกคุณไม่ใช่ว่าผมจะได้อะไร? เป็นส.ส.หรือสว.ก็ไม่เอากับเขาหรอก, เห็นเป็นลมเป็นแล้ง เข้าโรงพยาบาลขณะประชุมสภาก็กลัวแล้ว “เครียดว่ะ” นอนนั่งอยู่กับบ้านสบายใจ-สามสิบบาทรักษาทุกโรค-หรือเบี้ยชรา พอแล้ว.

                 ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ การสูญเสียทางการเมือง “เจ้าตัวไม่ได้หรอกครับ” ไอ้ที่ได้ก็บ่างช่างยุ ทั้งนั้น ,ไอ้ที่ตี หรือที่ฟันกัน มันอาจหมั่นไส้กัน,ก็มี หรือบางทีนายไม่ได้สั่ง จัดการเองก็มี-แล้วเจ้านายที่ไหน(ระบอบอุปถัมภ์-ก็รู้ไม่ใช่หรือว่ามี?เขาก็เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ก็มี-เพราะกูอาจทำไม่ถูก “ไม่ซื่อต่อหน้าที่” แต่กูก็มีวัฒนธรรมว่ะ,ไม่เนรคุณลูกน้องที่สู้อุตส่าห์ช่วย)ไม่เคยเห็นใครถูกจับได้สักคนหนึ่ง,แล้วอย่า “เวอ่ร์”ไปแจ้งเอา ๑๕๗อีกล่ะ!

             เพราะการเมืองมันเป็นเรื่องการแจกฟรี -ทั้ง ลด แลก แจก แถม ให้ใคร ?ก็ให้ประชาชนผู้ทุกข์ยาก,เป็นเรื่องการเสียสละส่วนน้อยเพื่อคนส่วนใหญ่,ไม่ใช่เหรอ?

                ไอ้ที่มาเรียกร้องเอา “ให้เยียวยา”-มันเป็นคนอื่นทั้งนั้น จะเป็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง-พ่อแม่พี่น้องที่มาเรียกเอาทุกปีทุกปี ไม่รู้หรือว่าก็ห้ามลูกหลานว่า “อย่าไป อย่าไป”ในวันนั้น ชี้ตัวได้เลย,มีเหรอบอกว่าไปเถอะลูก ช่วยประชาชน,ถ้าเห็นด้วยก็จะบอกว่า ปล่อยให้คนอื่นทำเถิด-อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ และวันนี้มากินบุญอะไรกับลูกๆ.เขาคือวีรชนไปแล้ว.

                นิสิต จิรโสภณ(นักศึกษามช.ถูกผลักตกรถไฟ เพราะเขียนหนังสือ ใน”อธิปัตย์”กล่าวเปิดโปงสหรัฐ) แสง รุ่งนิรันดรกุล(นักศึกษารามคำแหง ถูกยิงตายหลังจัดนิทรรศการในรามคำแหงเรื่องสหรัฐ-จักรพรรดินิยมอเมริกา) อมเรศ ไชยสะอาด พ่อหลวงอินถา สีบุญเรือง(ไม่รู้สาเหตุว่าถูกยิงเรื่องอะไร?) อาจารย์ชวินทร์ สระคำ(ท่านถูกยิงหลังเปิดโปง “ซีไอเอ”ร่วมกับอีกสองคน คือ บุญเย็น วอทอง และยอดธง ทับทิวไม้ ผมฟังท่านด้วยความเป็นห่วงที่หอประชุม เอที-เดี๋ยวนี้รื้อแล้ว ก็ถูกยิงตายจริงๆ) ดร. บุญสนอง บุญโยทะยาน(ก่อนตายท่านเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมผู้ต่อต้านสหรัฐอย่างแข็งขัน ถูกยิงในรถซีตรอง ผมไปรดน้ำศพ ลูกปืนฝังที่แก้มและหน้าอก,อย่างเคนเนดี้ถูกยิงแน่ะ)

               –ท่านทราบไหม?ชัดเจนเลยว่ามีสองคนอย่างน้อยหรือเกินสี่คนที่ถูก”ซีไอเอ” ฆ่าตาย ทุกเรื่องนั้นจับไม่ได้และอีก-ที่จับไม่ได้เพราะประชาชนสองฝ่ายฆ่ากันในที่ชุมนุม เพราะเห็นต่าง แต่ไม่มีใครเอาธุระ.

               พวกมึง-คนรุ่นใหม่, จงรู้ไว้ด้วยว่า เขาต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาสจนเข้าสู่ความเข้าใจสูงสุดว่าแท้จริง สหรัฐอยู่เบื้องหลัง โดยการแทรกแซงเพื่อทำสงครามอินโดจีน-นั่นอย่างไรล่ะเพื่อรักษาฐานทัพในไทยนับสิบแห่ง,ที่ทิ้งระเบิดในเวียดนาม เขมรและลาว!ไม่ใช่เผด็จการทหารลอยๆ,โว้ย,โง่ฉิบหาย.

               -การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์หลายครั้ง พบศพลอยมาที่แม่น้ำเจ้าพระยา,บางทีหน่วยรักษาความปลอดภัยที่จัดตั้งช่วยตัวเอง(เพราะบางครั้งมีคนเอาระเบิด เอางูเห่า-ไม่ใช่งูเห่าสภานะ นี่กัดตายนะ เอามาวาง)เขาฆ่ากันทิ้งน้ำก็มี-เพราะฆ่าผิดถูกไม่รู้-พวกเดียวกันเองก็มี ในที่ชุมนุมโดยที่คิดว่าเป็นสายให้ตำรวจก็มี-ก็ไม่เป็นธุระกล่าวโทษกัน,ทุกคนเสี่ยงตายฟรี!

              หลัง๑๔ตุลาคม ๒๕๑๖ถนอม-ประภาสออกแล้ว,เป็นสมัยท่านคึกฤทธิ์ ปราโมช(รัฐธรรมนูญ๒๕๑๗อย่างไรล่ะ?) ในกรณีคัดค้านเรือมายาเกซ ที่สหรัฐเอาเรือบรรทุกเครื่องบิน มายาเกซผ่านน่านน้ำไทย –ฐานทัพก็เอาออกไปแล้ว.

             ผมได้รับการขอร้องจากองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ให้นำการประชุมหน้าหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์,เพื่อปลุกกระแส-ไม่เกี่ยวกับเผด็จการตรงไหน!

              มีผู้ฟังอยู่กว่าห้าร้อยคน-ตอนเย็น-พอเสร็จผมก็กลับบ้านช่วงหัวค่ำ,ขณะที่ผมเดินตัดสนามหลวง ก็มีชายผมยาวรุ่งรังมีหนวดเคราที่ฟังการอภิปรายของผมเดินตามมา,พอผมกระโดดขึ้นรถเมย์สายสองจะมาลงที่หน้าไทยพาณิชย์ ประตูน้ำถนนเพชรบุรีตัดใหม่;ผมทำทีแกล้งจะลง,มันก็ขยับ,ผมจึงรู้ว่า”มึงแน่ละจะเล่นกู”

            พอผมลงที่ย่านประตูน้ำ ตลาดเฉลิมโลก ฝั่งซ้าย, มันกระโดดลงตามประกบ-ดูเหมือนมันหอบบางสิ่งบางอย่างมาด้วย-ห่อหนังสือพิมพ์.ตรงนั้น,เมื่อก่อนมันไม่เจริญเท่าไร.ผมจึงวิ่งข้ามถนนไปฝั่งสำนักงานใหญ่ไทยพาณิชย์,โดยพยายามวิ่งตัดหน้ารถยนต์ ถ้ามันตามมา,มันก็อาจโดนรถยนต์-เป็นอาวุธลับของผม ชนตายแน่,(ยุทธวิธีของ “ซามูไรตาบอด”-วิธีที่เสมอกัน-ดับเทียนสู้,ถึงมันจะมีอาวุธมันใช้ไม่ได้ ;รถยนต์บนท้องถนนคืออาวุธ,ผมกลายเป็นได้เปรียบเพราะเลือกเอาคันไหนได้ก่อน)มันข้ามตามไป-ผมก็วิ่งตัดหน้ารถยนต์กลับมาโดยเลือกเอาคันใหญ่ๆที่กระชั้นชิด –ทีเดียวถ้าเอ็งพลาด!

              ผมรู้ว่ามันเอาจริง,ผมจึงวิ่งไปที่ตลาดประตูน้ำ,คนพลุกพล่าน-มันตามมา ,มันไม่ใช่คนบ้าแต่มีการฝึกฝน ผมจึงตะโกนไปหามันว่า “ระวัง” แล้วก้มลงทำทีจะควักเอาอาวุธที่ขากางเกง-มันผงะและคิดสักพัก-จึงจากไป.

              วันรุ่งขึ้นยังมีการชุมนุมต่อไปอีก,ผมเอาเอกสารเกี่ยวกับสหรัฐแทรกแซงไทยให้ประชาชนที่สนามหลวงอ่านและศึกษากัน เราแยกกันเป็นสิบๆกลุ่ม ผมเห็นมันมาใกล้ๆกลุ่มของเรา-ผมกระซิบว่าไอ้นี่น่าจะเป็นสายสันติบาล,ผมเล่าให้พวกเขาฟัง,มีสองคนพาพวกอีกสองสามคนตามไปที่ชายคนนั้นตะโกนว่า “ถ้ากูเจออีก มึงตายแน่”

             หลังจากนั้นไม่เจอมันอีกเลย ;เพราะหนึ่ง,เพราะมันอาจโดนกระทืบไม่รู้ใครทำ? หรือว่าสายลับคนนั้นมันเผยตัวแล้ว ต้องเปลี่ยนคนอื่น,ผมไม่รู้,แต่ที่รู้แน่ๆว่าเราแตะต้องด่าว่าเผด็จการ-ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ,หากเมื่อไรเราแตะต้องผลประโยชน์สหรัฐเป็นเรื่องทุกครั้ง.

              จากนั้นมีการก่อขบวนไปตามถนนจากสนามหลวงไปสถานทูตสหรัฐ และพวกเราโดนระเบิดปาลงมาจากชั้นบนสุดของสยามสแควร์เก่า-ปทุมวัน ตายทันทีสามคน,บาดเจ็บนอนเรียงกันร้อง โอยๆกว่าเจ็ดสิบคน –ห่างจากผมไม่ถึงร้อยเมตร,แรงระเบิดแน่นหน้าอกหายใจอึกอัดสองสามวินาที-สะเก็ดไม่ถึงผม เพราะมันกระจายฝังเข้าในร่างของประชาชนกว่า๗๐คน.ที่นอนระเนระนาด.โดยเฉพาะร่างของท่านหนึ่งเละหมด รับแรงไม่ต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์–เข้าใจว่าเป็นวีรชนผู้เอาตัวเองคร่อมลูกระเบิด-กันพี่น้องประชาชนอันเป็นที่รักของเขา-จึงยอมตาย.

             วันนี้เราไม่รู้ว่าพวกเขาใช้วิธีการอะไรแทรกแซงเรามากไปกว่า –พวกอ้างเผด็จการประยุทธ์ว่าทำให้บ้านเมืองเสียหาย,พร้อมๆกันไปกับพวกอะไรๆก็ประชาธิปไตยสากลอันมีสหรัฐเป็นแกน อะไรๆก็เดี๋ยวพ่อ-สหรัฐไม่พอใจ,กระทั่งสื่อ เอบีซี ซีบีเอส บีบีสี หรือองค์กรมนุษย์ชน(พิเศษ) เหคุไฉนใยฉะหนอ –มันเป็นเสียงเดียวกับพวก “ชังขี้หน้าชาติ”มันรับกันทอดๆอย่างกับประชุมลับ-ก่อนทำงานตรงไหนสักแห่งในประเทศไทยหรือในโลกนี้!

                  ผมผ่านทั้งใต้ดิน-บนดินจนเลิกรากันไปเพราะนิรโทษกรรม ไม่อย่างนั้นคงต้องมีเวรกรรมกันต่อไป-ขอบคุณทหาร ขอบคุณพระบารมีปกเกล้าเหล่าชาวไทย;คนไทยหลุดออกมาจากการนองเลือดยุ่งยาก-ยิงกันตาย.ยังเสือกถลนกลับไปอีกหรือ?

                   สามจังหวัดภาคใต้ หรือระเบิดเป็นแถวจากสามจังหวัดชายแดน จนถึงหัวหินเมื่อเร็วๆนี้ “ดมมือได้”แต่พูดไม่ได้ว่า กลิ่นอุจาระนี้เป็นของใคร? หรือกรณีศาลเอราวัณ-ใหญ่โตอย่างนั้น,ใคร?คนในประเทศนี้หรือ?

                     ผมอยู่เพชรบุรี มีข่าวระเบิด,ต้องวิ่งไปบนบ้านดูว่าลูก”อยู่-หาย”ไปกรุงเทพหรือเปล่า?คนไทยมันจะทำทำไม?เพราะใครในประเทศนี้ “เจ็บ –ตาย”อาจเป็นคนที่เกี่ยวกับเรา.

                     ขนาดที่ท่านครูครอง จันดาวงศ์ และท่านรวม วงศ์พันธ์ ที่ถูกยิงเป้าสมัยสฤษดิ์ ธนรัชน์ ก่อนจะถูกลั่นด้วยกระสุน ยังตะโกนว่า “จักรพรรดินิมอเมริกา จงพินาศ” ยังบันทึกแค่ว่า   “เผด็จการจงพินาศ”  มันเก่งจริงๆ.

                     สำหรับการเมือง-คนไทยด้วยกันไม่ฆ่ากันเองหรอกครับ. ถ้าไม่ต่างคนต่างได้ปืนมาคนละกระบอกและถูก “ยุยง” ยกเว้นไทยแต่ตัว -ใจเป็นทาส-เชื่อผมเถอะ!

                     ปี๒๕๖๒ ,เห็นคนถูกซ้อมเรื่องการเมืองยิ่งคิดว่าเกิดอะไรอีกแล้ว?

                 และถ้าจะถือว่า,หากไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้,ก็คงเป็นเพราะฝ่ายทหารผู้กุมอำนาจรัฐแน่ะ,เป็นผู้ทำ;เป็นตรรกวิทยาโง่ๆที่โลกนี้รู้แกวกันหมดแล้ว.

                    จับไม่ได้-หลวงรับไปเถอะ,เข้าใจกันผิดหรือเปล่าครับว่าท่านไม่ใช่ทศกรรฐ์-ถึงเป็นทศกรรฐ์ กร ที่เหลือและอีกเก้า พักตร์มัน “โขน”ทั้งนั้น-ไม่รู้ขยับได้หรือเปล่า?

                    ประการแรกผมก็ไม่เคยเห็นเรื่องของการเมือง-จับใครได้สักครั้งเดียว-ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเผด็จการสภา หรือฝ่ายเผด็จการทหารที่ถึงผู้บงการ ,ตลอดเวลาสี่สิบปีที่ผมร่วมชุมนุมที่มีการนองเลือดเป็นร้อยครั้งแล้ว!

                   ประการที่สอง ,เป็นสัจธรรมแน่นอนอย่างหนึ่งคือประชาชนแปลว่า “ผู้ต้องสูญเสียอยู่ร่ำไป”,ไม่ว่าเขาจะอยู่ฝ่ายไหน?ยิ่งเมื่อเป็นผู้ทุกข์ยาก อย่างมาก ก็เยียวยากันไป.

                 ซึ่ง,เมื่อถึงวันนี้,ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่ากระจายข่าวหรือสันนิษฐานใครกันเลยเว้นแต่โยนให้ต่างชาติมันดีไหม?เพราะเหตุใหญ่ใจความ,มันเป็นฝ่ายยุแยงตะแคงรั่วก่อน;เพราะว่า คำDivide and Rule ไม่มีในภาษาไทยว่ะ,มีแต่ “ศรีธนนไชย” ได้แต่พูดว่า “อย่าให้กูจับได้ก็แล้วกัน”ปล่อยให้เป็นหน้าทีของกระบวนการยุติธรรมเถอะนะ.

                 ถ้าเหตุมาจากความขัดแย้งกันเอง,ก็ทำอย่างไรได้พวกเขาก็เคยถูกกระทำมาก่อน,ขณะที่คนถูกกระทำมันก็อ้างโดนถูกกระทำ-ก่อน,ที่ถูกกระทำมาก่อน-เท้าความว่าถูกกระทำก่อนโน้น.เฮ้ยพอทีเถอะน่า,ผมก็เสี่ยงนะ “ขอทีเถอะ” คนที่ขอทีอย่างผม ก็อาจถูกแบ่งมาทีสองที-เมื่อไหร่จะจบวะ!

                คนที่เสียคนสุดท้ายคือ “ประชาชน” ไหนว่า รักประชาชนอย่างไรล่ะ? โกหกนี่หว่า!

                ศรีภูมิ ประสานพล ๑๗กรกฎาคม ๒๕๖๒         

          

        



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน