*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 60512
  • จำนวนผู้โหวต : 15
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 11 กันยายน 2562
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 281 , 20:52:02 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

          อภิปราย“ถวายสัตย์”กล้ารับผิดชอบกันไหม?

          การที่นักการเมืองหนุ่ม “หน้างิ้ว”จี้การถวายสัตย์ไม่ครบของท่านนายก เป็นประเด็น, แล้วท่านประมุขสภา คือท่านชวน เตือนว่า “เรื่องใหญ่”

              นึกถึง “คำ”ท่านชวนเตือน คนหน้าเหลี่ยมว่า

              “จะไม่ได้อยู่เมืองไทย” ไม่ใช่แค่วาจาแหลมคม,แต่เห็นทะลุปุโปร่งชวน ขนหัวลุกจริงๆ,น้องๆเอ๋ย.

                   ภาพประวัติศาสตร์ต้นๆ “อยุธยายุคปลาย” ราชทูตฝรั่งเศส(สำนึกของ อังดัว”ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง) “เดอโชมอง?”

                  พยายามให้พระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อยู่สูงกว่า ไม่สำเร็จ,เพราะขุนนางไทยต้องให้เขายื่นให้พระนารายณ์ทรง รับบนที่สูง-จึงออกแบบช่องพระแกล เป็นมุขรับพระราชสาส์น.

           ราชทูต(คน)ฝรั่งเศส-ประเทศเขาส่อ“นองเลือด 1789”เพราะ แตร์ๆม็องๆเขาสร้างกระแสเอาไว้แล้ว.

                  ไม่ยี่หระต่อ  เจ้าชาติอื่นฉันใด  เพราะ(สันดาน)เขาก็ทำอย่างนั้นกับ “เจ้า”ตนเอง,อีกสาม  “ทศวรรษ” อัมหิต ฉันนั้น!

                 เขา ยื่นพระราชสาส์นให้ต่ำจนพระนารายณ์ทรงก้มพระเศียรลง ทรงรับเสมือนก้มคำนับพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14อยู่ดี! มันคือนิสัยหรือ สันดานของชาว อังดัว

       ผมเอาเรื่องนี้มาปะหน้าเพื่อจะบอกนัยยะของคนที่มีแนวคิดแบบ “อังดัว”  

       ซึ่งก่อกระแส ให้แก่ลูกจีนหลานไทย เบาปัญญา จำนวนหนึ่ง!

               เตือนตรงนี้ว่าคุณต้องรับผิดชอบ “โรคไร้เดียงสา”

                         คะนองปากของคุณแน่นอน!

          ไม่ได้เกลียดพวกเขา-ผมใช้ซีตรองและก็ชอบจริงๆ.      

               “เดินหน้าประเทศไทย” เถอะ,ปัญหาค้างต้องแก้ไข-วางพื้นเพื่อเอาชนะการแข่งขัน,(ถ้าคิดได้ เป็นรัฐบาลที่ดี ถ้าไม่ได้-ก็ถูกฝ่ายค้านเล่นเอา)

ภาระที่มีแต่เดิมตามธรรมชาติ ต้องผ่านให้ได้.อันนี้ต้องช่วยกันทุกฝ่าย.

          (อะไรบ้าง? น้ำท่วม ภัยแล้ง แดดร้อน รถติด พีเอ็ม?โจรห้าร้อยโกงชาติ โจรปล้นราชการ รุกที่ดิน-ผิดกฎหมาย, เงินบาทแข็ง หนี้ครัวเรือนค่อนจีดีพี ปัจจัยภายนอกเช่น สงครามการค้า จีน-สหรัฐ หรือคนจนที่มีอยู่ทุกสมัย-เพราะถูกเอาเปรียบ- เงินเฟ้อต่ำ-จ่อเงินฝืดเคือง. ไม่มีที่ทำกิน-ไม่มีบ้านของตนเอง. แจกก็ยังจน หรือจนเพราะฝืดเคือง หลายอย่างเพราะบริหารพลาดก็มี)

              คนไทยต้องเผชิญ ยุคสมัยที่ต้องการ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.

               ฝ่ายประชาธิปไตย “อิเหนาเป็นเอง” ว่า “สืบทอดอำนาจ” ด้วยคิดว่า ประชาชน “เลือกท่าน เพราะความไม่รู้เท่าทัน” กระบวนการเลือกตั้งถามหาหนักหนา-ใครล่ะเสี้ยน!           

               อีกแหละ , “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่เขาเรียกตนเองว่า “ฝ่ายค้าน” ทบทวนดีๆนะ ว่า ใช่หรือ? “ฝ่ายค้าน” เป็นองค์ประกอบหนึ่งของอำนาจอธิปไตย.

              -ในทางนิตินัยอาจสำคัญกว่าฝ่ายรัฐบาลด้วยซ้ำ,

              รัฐบาลเขาเป็นฝ่ายพฤตินัย.

              ที่จริงทั้งสองฝ่ายเป็นกายเดียวกัน เพียงแต่ต่างหน้าที่-มือจับอาหารเข้าปาก และเอามาบำรุงเลี้ยงทุกส่วน,

              ปากกัดนิ้ว หรือ มือตบปาก ถือว่าไม่ปกติครับ.

              เป็นอันว่า โครงสร้างสมอง คือความสำนึก ความเข้าใจ หรือการรู้จักตนเองอาจมีปัญหา บางที หาว่าจะ ถูก “ปรับทัศนะคติ”ก็มี,หรือบางที่ใช้การตบกะบาลแทน “ปรับทัศนะคติ” ก็ได้.

              ใครทำอะไรเอาไว้ก็ต้องรับกันเอาเอง,ภายหลัง!

                ถ้าคอยปัดแข้งปัดขากันอยู่อย่างนี้, ตีรวน อย่างพวกอันตะพาน คงจบกันไม่สวย. เดี๋ยวหาว่าไม่เตือน,

                    “ฝ่ายค้าน”บทหนัก อยู่ที่การแสดงความรู้และความเข้าใจ.

                               อุดช่องที่เป็นความสูญเสีย.

                 แต่”ฝ่ายค้าน” ควรถูกเรียกว่าเป็น “อีกฝ่าย” ดีกว่ามั้ง? เล่นเกมซ้อนทางของฝ่ายมี “อำนาจรัฐ” คิดว่า เป็นหน้าที่ของ “รัฐบาลเงาหรือ?”

                เขาจึงจำเป็นต้องมี “เงาของรัฐบาล” ไปอยู่ฝ่ายค้านนั่นไง! “งูเห่า” ผิดตรงไหน?เพราะถ้าผิด ต่างคนต่างส่องใต้กระโปรงอีกฝ่าย,ควรตั้งตัวใหม่-กลับลำครับ.                

   ตีหน้าบอกว่าชอบธรรมหรือ?มั่นใจ ศักยภาพตนเองขนาดนั้นเชียวเลอะ?

        เล่นนอกสภา-คิดว่า “เกมลงถนนเป็นเกมถนัดของคุณหรือ?”

            กฎหมาย “กด”หัว, พานท้ายปืนพร้อมกระหน่ำคาง

                      (น้องจ้อ,พ่อ-ซ้ายรุนไหน?สอนหรือ?) 

                       มวลชนเขา “กว่าสองเท่า”

            และผม(ปลายแถว) ก็ไม่เป็นกลางเสียด้วย!

             พวกคุณรอสถานการณ์ทางสากล, “ที่สอง”  “ที่สี่”หรือสากลประชาธิปไตย? “ไม่พ้นคบโจร ชักน้ำเข้าลึก”ดูที่ฮ่องกงเป็นตัวอย่าง โบกธง ตาแจ๊ค ตาแซม และ เรียกไต้หวันช่วย!

                เขามี  Drugs Traffics, Wild-Animals Traffics,

                Human-Beings Traffics, Girls  Traffics, Bombs Traffics(ทางใต้)

                วันนี้ประเทศไทยมี Politics Traffics.

               “หนอนบ่อนไส้” มีจริงว่ะ!,ฮ่องกง กำลังมีการกระทำอย่างเป็นกอบเป็นกำ. ขนาดซีเนเต้อร์ยังเข้าขบวนการอย่างโฉงฉ่าง,สำมะหราอะไรกับขบวนการ นอกกฎหมาย-การเมือง ข้ามชาติ;

               สูตรการเมือง “ซีไอเอ-ประชาธิปไตยเสรี “อนาคตฮ่องกง”  ตามเคย-ฮา

                Mal-Democratic Ideologies Traffics “เว้าซื่อๆ”ศรีธนนไชยข้ามชาติ-ฮา, ออกกฎหมายโลก แต่เขาเริ่มต้นเสียเองทุกเรื่อง “เหี้ย -Reptile” อินเตอร์จนเคยตัว,มือถือสากปากถือศีล-ปากอมสาก อ้อแอ้  “โอ้มายกอด” แปลเป็นไทย “ปัดโธ่เอ๊ย!

               มันนึกจะก่อ สงครามฝิ่น สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง สงครามเอเชียบูรพา สงครามเวียดนาม สงครามอัฟกานิสถาน หรือสงครามอ่าวเปอร์เซีย และสารพัดวิกฤตการณ์ กระทั่ง “สงครามการค้า”

               มีสุนัขประเทศนี้ “เห่า” รับเอากับมัน,”ช่างน่าไม่อาย”  

               และยังมีคนในประเทศนี้เรียกมันว่า “พ่อ” อะไรก็ เดี๋ยว “ฟ้องพ่อกูนะ”

               คนพวกนี้อยู่ในกระบวนการ ที่เรียกว่า

           “ยืมท้องสุนัขเกิด” เป็นขั้นก่อนอุดมศึกษา หน้ามันออกมายังเป็นคน-ภาษาไทยเขามีชัดเจนคือ “ชิงหมาเกิด”

           -อีกขั้นหนึ่ง ระดับมหาวิทยาลัย,

           “สุนัขยืมท้องคน”ออกมา เรียกชาติสุนัข ภาษาไทยเรียก แม่งตรงๆ “ชาติหมา”

           เขาเรียกว่า   Reborn-Species Traffics ต้องมี Of The World-Hia-( ช่วยเติม  ไม้โท ให้หน่อย)ReptilesTraffics!  

         (ดร.งิ้วชรา “ว่าศาล-เล่นแรงอย่างนั้น”ปัญญาชน อ้างเป็นชาวเกษตร 

   ด้วยกัน ว่า “คำปกติ” แถมทำ ลิงหลอกเจ้าเจว็ด น่าจะใช้เครื่องเซ่นแบบลิเก

        สองมือกำเครื่องเซ่น ออกงิ้ว ประเทศไหนดูที่ “ใบหน้า”ก็รู้ อีกเว้ยเฮ้ย!

                     ผม ชาวธรรมศาสตร์ สำนักเดียวกับ “ท่านศาล”

            ผมฉุนนะ ไปว่าท่าน ถ้าว่า “มึง-ไอ้สัตว์” ก็เป็นคำสุภาพแล้วซินะ! )           

                คอนเสิร์ต   “ประเทศกูมี”

                “สมัยกู”(เป็นคำสุภาพแล้ว!) ไม่ได้มีอย่างที่มึงร้อง,

                 พวกกูชัง “เผด็จการที่ชังชาติ”

                 ชิชะ วันนี้ มึงร้องเพลง “ชิงชัง” กับ ”เผด็จการที่รักชาติ”

                และโหยหา “ประชาธิปไตยที่ชังไทย”

    ครึ่งศตวรรษ ,พวกกูสู้ในเมือง7ปี บวก2ปี ในป่าเพื่อประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่.

   วันนี้พวกมึงสู้เพื่อ “ประชาธิปไตยคนส่วนน้อย”จะเถียงหรือ? (750ลบ240ฮาดีว่ะ!)

                 (ขอสอนวิชาศิลปวัฒนธรรมสักครั้งหนึ่ง เทียบ)

                 ซิมโฟนี่หมายเลข ห้า ของเบโธเฟ่น วาทยกรระดับโลกประชันมากมาย.แสดง บทนี้เปรียบเป็นการ “ถวายสัตย์”

                 อยู่ในสำนึก(โครงสร้างทางจิตภาพ) ต่อผู้คนในโลกว่า เขาเข้าใจ ปะวารนาตนเองและเคารพต่อ “มหาคีตกวี”ท่านนี้อย่างไร?

         เป็นวงการของเขา-ทุกอย่างลงตัวตามจินตนาภาพของเขา!

              ไม่ต่างกับ นายกรัฐมนตรีไทยต้อง “ถวายสัตย์”

                     เป็นพระราชพิธี เฉพาะ ไทย-สยาม!

              ประธานาธิบดีสหรัฐต้องสาบานตน.ตามความเข้าใจของเขา,

                หรือจะว่าตามรัฐธรรมนูญก็ได้-หากต้องของใครของมัน.

      ฝึกฝนกันมามากมาย ยิ่งเล่น ยิ่งพลาด ก็มาก,ไม่ค่อยเล่นแต่ไม่ผิด มีครับ.

  แต่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น-เป็นประเพณี วัฒนธรรมครับ!

              บากหน้ารัฐประหาร เสี่ยงภัย ถูกถากถาง(ไม่ได้พูดว่าผิด-ถูก, แต่ผมว่า “ทำถูกแล้ว”) –ชั่งดู ว่า กว่าห้าปีที่เหน็ดเหนื่อย ถึง “ถวายสัตย์ไม่ครบ” ใคร?ว่า“มีเจตนา”

              ใครที่พูด,ปกติดีหรือ?รู้หลวกระดับนี้,อย่างนี้จะเป็นผู้แทนที่ดีได้หรือ?

              แฮนสมิต อีเซสติด(น่าจะเป็นวาทยกรออสเตียน)

              บรรยาย จัดจ้าน

             (ทรัมเป็ด เครื่องลม ประกายออก Tone มีแสงวาบๆ ยิบยับ ทอมโบน โด่งชัดเจน ทิมปะนี อย่างกับกลองศึก ระรัว

                     ฝ่าเท้าผู้คน ออกมา มุ่งทางเดียวคือ “แวร์ซาย”)   

              อย่างกับการปฏิวัติในฝรั่งเศสแน่ะ,คงเชื่อว่า เบโธเฟ่นเห็นการปฏิวัติฝรั่งเศส(เมื่อเขาอายุวัยออกฉกรรจ์-20ปี) ยังตรึงใจไปอีกถึง 20กว่าปี,น่าจะอายุประมาณ 40ปีที่สร้าง “Synponia no.5 in E-minor Opus 64” (ไม่แน่ใจ-ฟังนานแล้ว,จำลำดับการจัดOpusไม่ได้ถนัด)

              เมื่อเกิดการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยสหรัฐ ปี1775ออกจากจักรวรรดิอังกฤษ-ตอนนั้นเบโธเฟ่นอายุได้ 6 ขวบ,นองเลือด1789 เขาอายุประมาณ 20ปีพอดี เกิดการโค่นล้ม พระเจ้าหลุยส์ที่ 16.

               ถ้าจะลองโยงดู,ราชวงศ์ที่พยายามครอบงำประเทศสยามสมัยพระนารายณ์เมื่อประมาณ ก่อนนั้น 30ปี.

               (หลังหลุยส์ที่ 14ฟุ้งเฟ้อ ไปจรดหลุยส์ที่ 16, ฝืดเคืองจนต้อง “ยิ่งขูด”ประชาชนในประเทศหนักกว่าปกติ-เงินทองของสยามไม่มีส่วนไปช่วยราชสำนัก แวร์ซายกระมัง? เพราะก่อนนั้น,สมัยพระนารายณ์คงถูกขูดเอาไปช่วยแวร์ซายมากเหมือนกัน-หมายถึงหลุยส์ที่14จนถึงหลุยส์ที่16 เกือบ 30ปี!-จนถึง พระเพทราชาไล่ฝรั่งเศส ความมั่งคั่ง ขูดจากสยาม หดลง? ก็ จดหมายเหตุวันวลิต หรือลาลูแบร์บอกว่าในบรรดานครของชาวเอเชีย อยุธยามั่งคั่งที่สุด พลเมืองมากกว่าลอนดอนเสียอีก-ดังนั้น คงได้เงินทองไปจากอยุธยา และเมืองขึ้นสยามบ้างแหละ;เสาบางต้นหรือเครื่องตกแต่งภายในหรือทองคำเพชรนิลจินดาที่อยู่ในแวร์ซาย อาจมาจากการค้ากับอยุธยาไม่มากก็น้อย. ไม่อย่างนั้น ราชทูตโกษาปาน พระยาศรีวิศาลวาจา-ที่คุณโปบที่เล่นกับเบลล่านั่นแหละ คงไปเห็นที่แวร์ซาย พูดไม่ออก ตอนนั้นเบโธเฟ่นยังไม่เกิด,ดีไม่ดีเพลงของโมทสาร์ท ไฮเดิ้ล ทูตสยาม ผู้ติดตาม,ปีนกระไดฟัง)

               สรุปเป็น “คำโตๆ”ว่า ไทยปฏิวัติขับไล่ฝรั่งเศสออกไปก่อนโดยพระเพทราชาหลังสมเด็จพระนารายณ์สิ้นประชนม์-ทันที;จากนั้นอีก ประมาณ15ปี ,สหรัฐก็ปฏิวัติ ขับไล่กองทัพอังกฤษออกไป,อีก15ปีเกิดการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสขับไล่ราชวงศ์ที่มักรุกรานประเทศทางเอเชีย,พระราชตระกูลหลุยส์.

                เอาอย่างนี้ดีไหม?             

               ประมาณพุทธศตวรรษที่23 ปลายๆ;ฝรั่งเข้ามา ครองอิทธิพลในสยาม(ด้านดี วิทยาการ-การค้า,หม้อแกงอร่อย จัง)  แบ่งฝัก ฝ่าย “ เกิดวิถียุโรป”ตามหัวเมือง“เป็นยุคทอง”ด้วย!

                ประมาณปี 1750พระเพทราชาปฏิวัติออกจากอิทธิพลตะวันตกโดยมีฝรั่งเศสเป็นตัวแทนใหญ่.(หลังจากนั้น-เชื่อว่ามหาอำนาจตะวันตกคงสนับสนุนพม่า ไม่ด้านใดด้านหนึ่ง เข้ามามีอิทธิพลในไทย,หนุนพม่าบุกไทย,รวมทั้งหัวเมืองที่แบ่งเป็นหลายก๊ก “จนเสียกรุง”-อาวุธฝรั่งมีเต็มเมืองพม่า)

                ใครจะไปรู้ว่า ในการเมืองของอยุธยามีกบฏและการทำรัฐประหารแผนเก่าบ่อยมาก.

                 การปฏิวัติของพระเพทราชาอาจเป็นบิดาแห่งการปฏิวัติสากลก็ได้;เพราะปกติความเชื่อในคริสต์ศาสนา เขาไม่นิยมให้กบฏเพราะทุกคนต้องยอมรับอำนาจการปกครองที่ไม่ว่าดีหรือเลว-ยอมรับอำนาจการปกครอง-เพราะผู้ปกครองได้รับอำนาจจากพระเจ้า.

                การปฏิวัติของสหรัฐเกิดหลังการปฏิวัติของพระเพททราชาเกิน 25ปีและฝรั่งเศสก็ล่ากว่าสหรัฐ 15ปี-ที่ผมพูดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเพราะต้องการจะสื่อว่าวิทยาการอื่นๆ(นอกจากศาสนา ที่เข้ามาสู่คนไทยอาจยาก) แต่หลายสิ่งหลายอย่างของยุโรป เรารับมามากพอสมควร-ไม่ยาก, อย่าคิดว่าเราล้าหลัง;ยกตัวอย่าง,

                กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง ประมาณปลายอยุธยา บางทีเราอาจรับมาจากอังกฤษก็ได้ เพราะกอร์ด เฟรดริค แฮนเดล,เขาเป็นเชื้อสายเยอรมันแต่ไปทำงานให้ราชสำนักอังกฤษ, ก็ได้ประพันธ์เพลงชลมารคให้กษัตริย์อังกฤษ ในพิธีเห่เรือในแม่น้ำเทมส์-ไม่รู้ใครเลียนแบบใครหรือต่างคนต่างคิดขึ้นเอง.

           การค้าโดยพ่อค้านายทุนที่สามารถเดินเรือได้ เขาย่อมเป็นกลุ่มแนวหน้าที่พรั่งพร้อมไปด้วย ความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ติดตัวมากับกลุ่มชนของเขามากที่สุด-ต้องมี นักรบ ช่างและศิลปินอีกหลายแขนงเพราะเรือแต่ละลำมันต้องพร้อมเสมือนเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่กันเป็นปีๆ-อย่าคิดมาก ผมมันนักจิตนาการครับ!

               ที่พูดกันยาวๆจน “ลิงม่อยหลับ”ก็อยากจะพูดคำเดียวว่า “ยอมรับการรัฐประหารเถอะ” เพราะกองทัพไทยเขาเชี่ยวชาญการรัฐประหารจนเก่งกาจ.ฝรั่งคงต้องเลียนแบบ-เพราะพวกเขา(คนไทย)ทำเป็นครับ,เรียบร้อยไม่มีการนองเลือด-ที่ฝรั่ง เขาฆ่ากันตายยาวๆ “ทำไม่เป็น”.ผมไม่ได้พูดเล่นๆครับ,ฮา!

                  คนไทยชอบเล่นไพ่ครับ ,เวลาจบเกมแล้วเขาจะสลายไพ่ และสับกันใหม่,

                  เอาไพ่เก่ามาเล่นซ้ำมันก็รู้ไพ่กันหมดละซิครับ-พอเล่นการเมืองทำท่าไม่ดีก็ “รัฐประหารแม่งมันเลย” เล่นสับไพ่ใหม่-ขำจริงๆว่ะ,ไม่ได้ขำทหารแต่ขำนักการเมือง!

                  สำหรับกองทัพไทย,เขาเตรียมมาดี ถือว่า-รัฐประหารไทยปลอดภัยไว้วางใจได้.ไม่แน่จริง เขาไม่ทำ,ถ้ารบต้องชนะ ถ้าไม่ชนะอย่ารบ-เชื่อเถอะครับ!

              ถ้าจะมีอีกก็นั่งๆนิ่งๆ ไม่ต้องกระดุกกระดิก,

                 นี่ผมไม่ได้บอกว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีก.

                  ผมเรียน “Music Appreciation”และ“สำส่อน”กับ “Politics Appreciation”ถ้ามี บอกล่วงหน้าเลย  

                   เดี๋ยวนี้สะดวก “โยธินบูรณะ” เดินหน้าประเทศไทย!

               พระเพทราชารัฐประหาร (ปี่1750) ฝรั่งยุ พม่า ขัดกับไทย(อาศัยศาสนาเทียมเท็จ) ฝังตัวที่ ลำปาง ไปถึงเชียงตุง-พร้อมพม่าครอง ตอนเหนือ ร่วม200ปี,

                     ที่จริง,ล้านนาเป็นแคว้นหลวมๆร่วมกับอยุธยา

                           ตั้งแต่หลังสมัยสุโขทัย-พิษณุโลก.

     (พ.ศ.2550-2557ฝรั่งรู้จุดอ่อนไทยเหมือนพม่ารู้แหละ)

             การปราบหัวเมืองต่างๆ(หมายถึงพระเจ้าตากสิน)-หลังพม่าถูกขับไล่ในไม่ถึงข้ามปี-โดยจีน ช่วย ให้เรือหรืออื่นๆจำนวนหนึ่ง-พระเจ้าตากสินได้ดำเนินราชธานีที่กรุงธนบุรี-ร่วม15ปี.

               เปลี่ยนเป็นราชวงศ์จักรี กรุงเทพ ปี 1782(พ.ศ. 2325)

               ( History repeats itself, again and again! พระเจ้าตาก รวมหัวเมือง “ไม่เสด็จน้ำ” -เทียบได้กับรัฐประหารของ “คมช.” สุกๆดิบๆ.พระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ แนะนำให้ “ผอเจียสิน” คือพระยาตาก เปลี่ยนให้คนไทยแท้ๆเข้าปกครองกันเอง;เมื่อเปลี่ยนเป็นพระพุทธยอดฟ้า รวบรวมสำเร็จเหมือนกับ “คสช”. ต่างกันเพราะอัตราเร่งของเวลา แต่ก่อนคอยฟัง “ปืนเที่ยง”ตอนนี้ออนไลน์;

               “รัชกาลที่9”ทรงปรารภว่าระวัง! แบบ “ยูโกสลาเวีย”

               นายก สองพี่น้อง ไปป้วนเปี้ยนแถวรัฐที่แยกมาจาก “ยูโกสลาเวีย” โอ เซอร์เบีย!)

               ย้อนไปใหม่ ปี1767(หรือ2310)ไทยเสียกรุงให้พม่า,และไทยก็ได้ขับไล่ พม่าออกไปในเวลาไล่ๆกัน ดังกล่าว-แสดงว่า พม่าไม่ได้ครอบครองทั้งราชอาณาจักร-เพราะมีพระยาจักรีผู้เปิดประตูเมืองเหมือนการเสียกรุงครั้งแรก “พ.ศ.2112” (ปี ค.ศ. 1569ก่อนเสียกรุงครั้งที่2- 200ปี พอดีๆ)ผมกำลังพูดว่า  “เสียกรุงครั้งที่สอง” ก็เป็นทำนอง อีหรอบเดียวกันคือมี “พระยาจักรีผู้เปิดประตูเมืองเหมือนกัน”

                อีก 8ปี(ค.ศ.1775) สหรัฐ ปฏิวัติออกจากอังกฤษ,อีก 14ปี(ค.ศ.1789) เกิดการปฏิวัติขับไล่ จักรวรรดินิยม(แผนเก่า) หลุยส์ที่ 16(โดยกองทัพปฏิวัติประชาธิปไตย ทุนนิยมฝรั่งเศสแนว “อังดัว”)

                กลับมาในเรื่องฝันๆกันต่อ-ระหว่างการปฏิวัติ ของสหรัฐ และการปฏิวัติของฝรั่งเศส –วงการเพลงเป็นแบบ คล้าสสิคยุโรป ยังวนเวียนเป็นการเทิดทูลราชสำนักอยู่ ดูเหมือนท่านเบโธเฟ่นของเรา กำลังศึกษากับโมทสาร์ทและ ไฮเดิ้ล ซึ่งเป็นแนวหวานๆแบบฉบับที่เล่นในราชสำนัก.เบโธเฟ่น ห้าวๆ ความคิด ห่ามๆ มีแนวออกนอกตำราอยู่เรื่อย-ไม่ชอบกฎเกณฑ์.

               เพลงสมัยคลาสสิค (นิยมราชสำนัก-คนสำคัญคือโมทสาร์ทและไฮเดิ้ล –สมัยบารอค นิยมคริสต์ศาสนาจักร-คนสำคัญคือบาร์ค)อย่างเพลง “โซนาติน่า”ของไฮเดิ้ล บทหนึ่งท่านพระเจนดุริยางค์ได้ ทำการ Variation On A ThemeOf  Hayden Sonatina เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีไทยนี่เอง-เป็นอิทธิพลทางดนตรี ถึง 8ใน10ส่วนเลย,แทบจะทุก “เมโลดี้”ไม่ใช่แค่ “Theme”มาจากสำนักออสเตรีย-ไฮเดิ้ลผู้เป็นครูโมทสาร์ทนี่เอง.

               เพราะเบโธเฟ่น บ่มเพาะวัยหนุ่มของเขาเป็นแนว โรแมนติค คือเสรีนิยมทางความคิดและนิยมความรุนแรง ในเรื่องเสรีภาพ  เสมอภาคและภราดรภาพ,ประชาธิปไตยเสรี-ทุนนิยม บวก “สากล” ก็แล้วแต่.

               แม้ว่าเขาจะปฏิเสธ นโปเลียน แต่เขาก็ยังเทิดทูลการปฏิวัติฝรั่งเศส คู่กับ มหากวี “ชิลเล่อร์”เพื่อนสนิทของเขาคนหนึ่ง. ขณะที่เบโธเฟ่นเป็น “มหาคีตกวี” อีก “สองท่าน” กลายเป็น “สามมิตร-เอ้ยสามสหาย” เกอเต้ด้วย  เป็นเยอรมันทั้งสามคน. เบโธเฟ่น และชิลเล่อร์ หลงใหลใน อิสรภาพ เสมอภาคและภราดรภาพแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศสไม่รู้ลืม,มากกว่าเกอเต้.

              สุดท้ายเขาก็ได้ประพันธ์ ซิมโฟนี่หมายเลข “เก้า”ที่ยิ่งใหญ่เท่าที่ซิมโฟนี่มีมาในโลก ที่เรียกว่า คลอรัส ซิมโฟนี่ แสดงถึง “บทกวี”ที่เขาชื่นชอบของเพื่อนของเขา คือ “ชิลเล่อร์” เขาเป็นวาทยกรเอง ในขณะที่หูหนวกสนิทแล้ว-ว่ากันว่าเขาใช้หนังหน้าท้องแทนหู –แบบปลามั้ง?

             ก่อนนี้ ซิมโฟนี่หมายเลขห้า นั้น ถ้าไม่ตัดเอา ความสับสนที่เขามีต่อนโปเลียน เขาจะแต่งมันแบบโปรแกรมมิวสิค เหมือน ปาสเจอรัล(ชนบท)ซิมโฟนี่หมายเลข หก ที่ เป็นการบรรยายภาพด้วยเสียง เหมือน “Tone-Poem”-อันเป็นเวลาที่เขาสงบเยือกเย็นเมื่อไปอยู่ในชนบท เสียงนกร้อง พายุฝนอันชุ่มฉ่ำ โดยเฉพาะเห็นภาพเขา-เห็นจริงๆ เขาไม่ได้พูดก็จริง แต่ Toneมัน ก็เป็น Poem ได้ เรียกว่า Tone-Poem อย่างไรล่ะ-หือ,

              ตอนเขาลงมาจากรถม้า-ที่มีทำนองโยก โยนเหมือนนั่งรถม้าลำปาง-(หลังเดือนกันยายน เขาให้เงิน 1000 พร้อมแจก “อื่นอีก” ไปเที่ยวเมืองรอง ก็ดีนะ ลำปาง-เชียร์นโยบายท่านประยุทธ์หน่อย.)

              สมัยเด็ก ผมกับพี่ชายเห็นรถม้ามา(-คู่หนึ่ง) เราจะวิ่งไป ที่คานล้อหลัง แอบนั่ง คนละคัน-บ้านผม“ในเวียง” ไป “ห้าแยก” ย่านเป็นที่ของคุณปู่ผม(ขุนชิต ชนาพาธ) หลวง-คณะราษฎร์มั้ง ขอคืน น่าจะ 30ไร่-ดีแล้วครับ-ฮา! คนขับเขาไม่หยุดลงมาเอาแส้ไล่ได้หรอก-หยุดลงมาเฆี่ยนเด็ก ผู้โดยสารก็จะ “เซ็ง”สิครับ และเพราะแส้มันไม่ถึง หมดทางจะทำอะไรเรา!ฮา

            -คงให้อารมณ์เดียวกับ รถม้าของเบโธเฟ่นหรอกครับ-ไม่ต้องถ่อไปถึงเยอรมันโน่น. แล้วรถม้าของเบโธเฟ่น ค่อยๆหยุดและ เปลี่ยนเป็นท่วงทำนองเนิบนาบ เดินไปบนผืนดินและหยุดนิ่ง พินิจดู เขาบรรยายตอนที่ก้มค้อม ธารน้ำนิ่ง- คงละลายมาจากกราเซียมั้ง?เอาน้ำอันฉ่ำชื่นอาบหน้า ซ่านไปไปถึงหัวใจทีเดียว-บรรยายด้วยกลุ่มเครื่องสายเหมือน Divatimento,มองไปที่ลำน้ำไหลนิ่งสะอาดบริสุทธิ์ นึกถึง Violin concerto in E-minor ของ Mendosole Opus 64 โซโลอิส คือ จัชช่า ไฮฟริด มือหนึ่งของโลก- เป็นยิวเหมือนกับ Mendosole(มีปีศาจ violin อีกสองท่าน สมัยโรแมนติคคือ “โยเซพ โยคิม” และสมัยบารอค-คล้าสสิค คือนิโคโล ปากานีนี่)  บรรยากาศฉ่ำเชียบแบบเดียวกันเลย.

             ยุคบาร็อค โปรแกรมมิวสิคเพลงแรกของโลก บรรยายภาพคือ “The Four seasonsของ Vivaldy(เขาเอาชื่อเพลงนี้ เป็นชื่อที่พัก “จนเป็นความกัน” ควรให้เกียรติกัน โกงก็ว่าไป!เพราะผู้หญิงคือ“แม่”ศักดิ์ศรีของสากลมนุษยชาติ)เขาบรรยายฤดูต่างๆเห็นเป็นภาพออกมา-เบโธเฟ่เอาเท็คนิคเหล่านี้มาใช้-ไชคอฟสกี้,ดโวชาร์ค-เบโธเฟ่นแห่งโบฮีเมี่ยนใช้เช่นกัน.

            จริงๆ-ผมคงไม่ต้องไปเยอรมันเพราะฟังเพลง “ของมัน” มันกว่าเยอะ!-คนจนๆอย่างผมไปเที่ยวทั่วโลกได้เพราะอะไร เสียงเพลงนี่อย่างไร? ผม,อีก4ปีนิดๆก็70 “ขึ้นเครื่อง”ไม่เอาเลย จะไปเที่ยวเมืองนอกไม่กล้า “ไม่เคยคิดว่า” ประเทศนอกเป็นพ่อผม อย่าว่าหยาบคายเลย “กูอยู่ประเทศนี้ ได้โว้ย!

             หมายเลข เก้าก็เป็น โปรแกลมมิวสิค.

             มาถึงตอนนี้ ขอแวะหน่อย พูดถึง ดนตรี มันกว่า “การเมืองว่ะ” คลาสสิคมันเป็น Serious Music ไม่ใช่  Light Music แบ่งออกเป็น สองประเภทคือ Absolute Musicเป็นจินตนาการหรือ แอบสแตค,และProgramme Music(Tone-Poem)บรรยายภาพพจน์.

             Pathetic Symphonyหรือหมายเลข6 ของไชคอฟสกี้ ที่หดหู่อย่างดงามเลิศเลอจริงๆของคีตกวีท่านนี้ ผู้ที่เคย บรรยาย “1812 Overture”ท่านย้อนประวัติศาสตร์ที่ตนเองเกิดหรือยังไม่รู้,กล่าวถึงนโปเลียนบุกรัสเซีย.ความจริง“Symphony no. 3ของไชคอฟสกี้ก็อาจเป็นโปรแกรมมิวสิค ท่านพยายามสร้าง“ภาพพจน์”ขึ้นบ้างแล้ว มีนิกเนมบทนี้ว่า Winter.

               เป็นสงครามต่อต้านผู้รุกรานแบบ “สลับฟันปลา”รายที่สองในโลก รัสเซียต่อต้านนโปเลียน-ฝรั่งเศส.ร่วมสมัยกับเบโธเฟ่นดังกล่าว, แต่ไชคอฟสกี้ประพันธ์ในฐานะย้อนประวัติศาสตร์ แนวเพลง Patriotismมรดกบรรพบุรุษ(พ่อ) ไทยเรียก“ลัทธิมาตุภูมิ”

              รายแรกของโลก-ใครรู้ไหม?-ดูเหมือนเป็นท่านรอ.จงกล ไกรฤกษ์ เขียนเอาไว้ว่า

              สงครามสลับฟันปลา “ศึกเก้าทัพ รัชกาลที่ 1” ต่อต้านกองทัพพม่าที่ใหญ่กว่าไทยสามเท่า,เป็นสงครามที่ทันสมัย-การนำเอากองโจรเข้าไปอยู่แนวหลังพม่า,ตัดกำลังลำเลียงพม่าจน “ขาดอาหาร”เกิดขึ้นประมาณพ.ศ. 2328หรือ ค.ศ.1785(ฝรั่งเศสปฏิวัติปี 1789)

               ก่อน การต่อต้านนโปเลียนของรัสเซีย 27ปี.

               รายที่สี่ “ปาติซาน”ยูโกสลาเวีย ต่อต้านใคร?จำไม่ได้.

               ”ศึกเก้าทัพ”เกิดหลังการประกาศเอกราช ของ “วอชิงตัน” จากอังกฤษ 10ปี;แต่พระเจ้าตาก ไล่พม่าก่อนสหรัฐ 8ปี.

                สงครามสลับฟันปลาครั้งที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่สาม-โปรดอ่าน “ปัญหายุทธ์ศาสตร์สงครามจรยุทธ์จีน ต่อต้านญี่ปุ่น”ในสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง-ค.ศ. 1742-4 โดยประมาณ.

                น่าจะเกิดก่อน “การยุทธ์เดียนเบียนฟู” นำไปสู่ สัญญาเจนิวา ปี1945,          ระหว่างโฮจิมินต์-เวียดนามเหนือ กับฝรั่งเศส แบ่งเส้นขนานที่ 17 เหนือ-ใต้. หลังจากนายพลโวเหงียน เกี๊ยบ ใช้สงคราม “ประชิดป้อมค่าย”ถล่มป้อมฝรั่งเศส(คุยว่าแข็งสุดในโลก)ที่เบียนเบียนฟูราบคาบ, ถอย แพ้หมดรูป-ซึ่งทหารของ “ขุนฟ้า” (เดียนเบียนแปลว่า ฟ้า)  ล้วนเป็นคนไตกะไดนั่นแหละครับ,อาศัยตรงนั้น ในเวียดนาม-เป็นกำลังหลัก.

                คนที่พูดภาษาตระกูลไทกะไดกลุ่มนี้ น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับพวกไตเขิน เชียงตุงอีสานพม่า, ภาคเหนือ ไทย-ลาว สิบสองปันนา-เชียงรุ้งในจีน, สิบสองเจ้าไทยในเวียดนามเหนือ,ก็เรียก. เผ่าใหญ่โตมาก-ไปถึงไทยอาหม อินเดียโน่น อาจจะอยู่ประมาณพ.ศ.1700ไล่ไปจนถึงปลายยุคหินใหม่ที่เรียกวัฒนธรรมลุงซาน,ตอนใต้จีน.

              กองทัพลู่ต่างๆใต้การนำของเหมาเจ๋อตง แต่ละสายที่มีสายของเหมาเจ๋อตง เอง, จูเต๋อ สายหนึ่ง หลินเปียวสายหนึ่ง จูเอนไหลสายหนึ่ง เย่เจี้ยนอิงสายหนึ่ง และเติ้งเสี่ยวผิงสายหนึ่ง เรียงรายสลับล้อมกองทัพอันเกรียงไกลของญี่ปุ่น.จนตีญี่ปุ่นทีละกองๆ-โดยประสานยุทธวิธีกองจรยุทธ์ ,โดยร่วมกับกองทัพประจำการของเจียงไคเช็ค.

               เมื่อชนะญี่ปุ่นแล้วในสงครามโลกครั้งที่สองที่เรียก “มหาเอเชียบูรพา” สหรัฐเข้าเสียบโดยเอาอาวุธให้เจียงไคเช็คต่อไป ดำเนินสงครามปราบปรามกองทัพแดงของเหมาเจ๋อตง,แต่เหมาเจ๋อตงได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็น สงครามประชาชน –การปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย สามัคคีทุกชนชาติโดยใช้สงครามชาวนาเป็นรูปการต่อสู้เอก,ใช้ชนบทล้อมเมืองและค่อยๆยึดเมืองทีละเมือง ในที่สุด.

            และการยุทธ์ที่ใหญ่ที่สุดคือนานกิง, มีผลให้เจียงไคเช็คต้องหนีข้ามทะเลไปเกาะฟอร์โมซา-ใต้หวัน. ก่อนที่จะเข้ายึดนานกิง  เหมาเจ๋อตงได้เขียน สรรนิพนธ์เรื่อง “เจียงไคเช็คตกอยู่ในวงล้อมของปวงชนแล้ว”

             ก่อน พนมเปญ จะแตก หรือเวียงจันทน์แตก หรือกรุงไซ่ง่อนจะถูกครอบครอง, สรรนิพนธ์เหมา นี้ถือเป็น “ความคิดเหมาเจ๋อตง”เป็นสูตรที่ปฏิบัติตามดีที่สุด.

            จีนประกาศเอกราชวันที่ 1ตุลาคม ปี 1949.(คงจัดการฮ่องกง ก่อนถึงวันชาติแน่!)

           จริงๆแล้วความคิดเหมาเจ๋อตงได้นำมาใช้ในสงครามปลดแอกไทยอย่างยาวนาน นับจาก พ.ศ.2504 และได้ใช้อย่างเต็มที่ วันที่ 7 สิงหาคม 2508-เสียงปืนแตก. จนถึง2515 และเมื่อกองทัพหุ่นถนอม-ประภาส “ล้อมปราบ”ล้มเหลวที่การยุทธ์เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย,ทำให้เกิด ขบวนการ 14 ตุลาคม 2516.พรรคคอมมิวนิสต์แห่งระเทศไทยใช้ ความคิดเหมาเจ๋อตงนี้แหละที่ “ใช้ชนบทล้อมเมือง” โดยสร้างฐานที่มั่นในชนบท.

            แต่เมื่อเกิด ขบวนการนักศึกษาประชาชน “สิบสี่ตุลา” ก็ปรับใหม่เป็น “ใช้การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเป็นการต่อสู้เอก ประสานการต่อสู้ ทุกรูปแบบ” และเมื่อมีคนหนีเข้าป่ามากมาย ก็กำลังจะเปลี่ยนเป็น “ป่าประสานเมือง” เรียกว่า “ขั้นยัน” อาจต้องสูญเสียเป็นล้านๆคน.

            คุณูปการใหญ่หลวง “พระประมุข” ทรงให้นโยบาย 66/23หรือ22พลเอกเปรม-ประกาศนิรโทษกรรม  “ป่าประสานเมืองของพคท.”หยุดชงัก

         คือความสำเร็จ ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ควร “แซ่ซ้องสรรเสริญ”

              ใครล่ะ,จะไม่ยินดี -นับตั้งแต่ปี 2475 ถึงประมาณ ปี 2525ครึ่งศตวรรษพอดี-ถือว่าเริ่มจะเสด็จน้ำแล้วครับ-สิ้นสุดการต่อสู้ขั้นแตกหักทางการเมืองแล้ว.

             ปี 2535 “พฤษภาทมิฬ”  ต้องไม่มีรัฐบาลทหารหุ่นเชิดอีก,

             ประชาชนไทยไม่ยอม,

             พระบารมีปกเกล้าชาวไทยเช่นเดิม!.

           “ใคร? ยังไม่ยอมให้เสด็จน้ำ”

       รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเสรี ปี 2540 สร้าง “เผด็จการสภา-เสมือนเกลียวตัวเมีย” เหมาะเหม็งกับ “ลัทธิเมืองขึ้นสมัยใหม่-เป็นเกลียวตัวผู้”สำส่อน ความใคร่เกือบสำเร็จ!

       ปัญญาชนไทย คอแนล-อังดัว สหรัฐ-อียู เชียร์แขก

       -โหย หิว จัง!ไม่เสด็จน้ำ?

        สุนัข “ติดเก้ง” ตูดชนกัน “จวนๆ แล้ว”

        เผด็จการทหาร “รักชาติ” ทนบ่ไหว?ฟาด ตรงกลางหลุด ปี 2557      

             พวก“ประเทศกูมี” (นับเลขเป็น,แต่ คูณ หาร งง!)

                เผด็จการทหาร“รักชาติ” ทลาย เผด็จการสภา “ชังชาติ”!

                                   “ลบ คูณ ลบ”เป็น “บวก”  

                            “ปฏิเสธ ซ้อน ปฏิเสธ” ได้ภาค “รับ”

                ประชาธิปไตยจ๋าสู้มัน-เท่ากับ “ขวดกระแทกหิน”

           อนึ่ง, “2475 ไม่เสด็จน้ำ;

         “ถวายสัตย์ไม่ครบ(2562)อยากอภิปรายนักหนา? เป็นหนังม้วนเดียวกันใช่ไหม?

         “เช็คล้ำหน้าเองเถอะ”เห็น“พระยาจักรีใหม่”แน่!

           กลับตัวตอนนี้ก็ไม่สายครับ-อย่ากลัวว่าเป็น “งูเห่า”เลยครับ!

              หมายเลข 6 ของไชคอฟสกี้รันทดจริงๆ บรรเลงได้ดี คือเบอร์ลิน ฟิลฮามอนิค วาทยกร –สุบิน เมธา นี่เป็นโรแมนตอนปลายๆแล้ว, จวนจะเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 20,บางทีก็เรียกว่าPatriotism มาถึงการคิดถึงชาติบ้านเมือง ก่อน-และเขาใช้ “1812 Overture”ปลุกจิตสำนึกในความเป็นชาติ ซึ่งกำลังแผ่กระจายไปทั่วโลก(ยุโรป)ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง-เFinlandia(Tone-Poem) ช็อง สิเยริอุส

            (ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป-เดี๋ยวนี้ไม่ธรรมดา น้องนางรุ่นใหม่-แว่นส้มเชียว,จะให้ไทยมีการศึกษาแบบ “ฟินแลนด์” –ถ้าไม่เริ่มจาก “รักชาติ” แต่ติดตามพวก “ชังชาติ”จะไปได้หรือ?แว่นส้มมัน “ลายตา” เปลี่ยนสี ดูท่าจะเดินถูกกว่านี้)

                 ชอง สิเบริอุสเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ เปรียบประดุจเบโธเฟ่นแห่งเขาฟยอร์ช.

                 หรือ อันโทนิน ดโวชาร์ค หรือเบโธเฟ่นแห่งโบฮิเมี่ยนผู้ประพันธ์ หมายเลขเก้า โปรแกรมมิวสิค “From The New World

            ก่อนจะพัฒนาชาติ “ถ้าชังชาติ”จะไปไหนรอดหรือครับ-ด่าเช้ากลางวันเย็น จะทำอะไรได้.

              สังเกตดูดีๆ ที่เขาผ่านจิตสำนึกระบอบประชาธิปไตยไปแล้วต้องเข้าสู่ความสามัคคีของชาติเป็นอันดับต่อไปทั้งนั้นแหละ-“พอเลยพวกมึง!

              กลับมาเบโธเฟ่นใหม่ หมายเลขห้าที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ที่หลาย วาทยกร มักนำเอามาประชันกัน.เขาใช้บันไดเสียง E-minorซึ่ง เร้าอารมณ์ และยิ่งใหญ่จนขนหัวลุก.(แผดลึกผ่านหนังหน้าท้องก็ได้)  เป็นระยะเวลาที่ไม่ห่างกันมากนักเมื่อเขาแต่ง “เอมเปอเรอ คอนแชโต้” ซึ่งเป็นคอนแชโต้ ที่ปะทะสังสรรค์ระหว่าง ออเคสตร้าและเปียอาโน ที่ยอดเยี่ยมที่สุดหนึ่งในสี่ อีกสามคือ ทูไนท์มายเลิฟ ของไชคอฟสกี้, ของ กรีค ชาวนอเวเยี่ยน-บรรยาย ผาโตรก จากธารน้ำแข็งดึกดำบรรพ์ “ฟยอร์ช” และระลอกคลื่นแห่งทะเลเหนือ ได้งดงามจริงๆ-ผมไม่เคยไป ดูรูปถ่ายเอาครับ, และโชแปง.

            เขาชอบ Eroica บททีสามที่สุดในบรรดา แปดบท(มีคนถามเขา ขณะที่ยังไม่มีบทที่ 9) ถ้าไม่ขัดกับนโปเลียนและก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน,เขาได้นำบทกวีของซิลเล่อร์มาประพันธ์เป็น“หมายเลขเก้า”ย้อนกลับมาหวนระลึกถึง การปฏิวัติฝรั่งเศสอีกทีหนึ่ง,แต่ไต่“ขดลวด”ขึ้นอีกชั้น

 “พัฒนาแนวคิดประชาธิปไตย”สู่สังคมอุดมคติ! “มาร์กซิสม์” ก็แบบหนึ่งในนั้น!

               หมายเลขเก้า ไปไกลกว่านั้น-เขาไม่ยินยอมแน่ ให้ประชาธิปไตยทุนนิยมของเขาเข้าสู่การผูกขาดอย่างไม่ต้องสงสัย;สหายทั้งหลายที่หลงใหลลัทธิเสรีประชาธิปไตยนั้น,มักติดวังวนแห่งประชาธิปไตยผูกขาดในที่สุด.ไม่ใช่ความใฝ่ฝันของเบโธเฟ่น.

       “ล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7ก็ไม่ทรงยินยอมให้ อำนาจอธิปไตยตกเป็นของคณะหนึ่งใดคณะใด” ใช่ไหม?

                ถ้ารู้ว่าประชาธิปไตยสหรัฐคือการรุนราน-ใหม่กว่า “โบนาปาร์ต” คงลุกมาเปลี่ยนมูฟเม้นที่สี่-ห้า(หมายเลขเก้า มี ห้ามูฟเม้นต์) “จักรพรรดินิยมอเมริกาจงพินาศ!

        แฝดสยาม-หว่องฮ่องกง ว่า “จักรวรรดิจีน”มาแทน, ดร.สุวินัยฮากลิ้ง,  ตรรกะกฎหมายบวกกับเศรษฐศาสตร์การเมือง  เป็น “สุนัขวางไข่”มั้ง?พ่อมึงแน่ะสอน-ทุเรศโว้ย!

                เบโธเฟ่น กลับชาติมา “ดมีทรี โชสตาโกวิช” รูปแบบ “Formalism”(วัตถุนิยมวิภาษวิธี) คือ “ซิมโฟนี่หมายเลข 5บรรยายการปฏิวัติของชาวรัสเซีย(มัก บิดเบือนว่าทำลายระบอบซาร์-แท้จริงทำลาย นายทุนต่างชาติที่ “โค่นซาร์ก่อน” ระบอบทุนนิยมต่างหากที่ทำลายระบอบศักดินา) คนที่มาคู่กับเขาในฐานะนักวัตถุนิยมแห่งดนตรี คือ เซอเก้ โปรโกเฟียฟ.

                 -รับรางวัล “เลนิน” จากสตาลิน-รับทีหลังโชสตาวิช,

              “ฟังยาก”,ล้ำยุค “แอบสแตก” ไกลกว่า “คิวบิกมิวสิค”(เบล่า บาต็อค และสตราวินสกี้) –จิตรกรรม “ปิกาโซ่” “เซซาน”แหละ,

                  โมสาร์ท –เบโธเฟ่นอย่างไร,โปรโกเฟียฟ-โชสตาโกวิช ก็เป็นอย่างนั้น.

                  หลังจาก “หมายเลข เก้า” เบโธเฟ่น ออกแสดง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดลัทธิต่อต้านทุนนิยมซึ่งไปไกลกว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยแล้ว,โดยการนำของชนชั้นกรรมาชีพ.

     ผลงานโดดเด่นทาง “บรรณศิลป์” ของมาร์กซ-เองเกลรับช่วง “คีตศิลป์”ของเบโธเฟ่นช่วงท้าย-ไม่นาน ก็เกิด “คอมมูนปารีส” ต้นแบบของการปฏิวัติสังคมนิยมเป็น “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” ไม่หยุดแค่การเมือง “สามมิติ”,หาก เสมอภาค ทางเศรษฐกิจ  เป็นระบอบประชาธิปไตย “สี่มิติ” อธิปไตยประชาชนแท้จริง!

              ใกล้เคียงกับปรัชญาพื้นฐานของซิมโฟนี่หมายเลขเก้าที่สุด-จากบทกวีของ “ชิลเล่อร์”  

              ปี1812 นโปเลียนบุกรัสเซีย ไชคอฟสกี้ได้บรรยายเชิงประวัติศาสตร์ “1812 Overture” หลังเหตุการณ์ครึ่งศตวรรษ.

               ก่อนนั้น สักห้าหกปี นโปเลียนบุกออสเตรีย เริ่มฉายแวว “ลัทธิล่าเมืองขึ้น” หลังประกาศตนเป็นจักรพรรดิ ทั้งๆที่โค่นระบอบกษัตริย์ไปแล้ว-ปี1789.

      เป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว- “เหตุไฉนใยฉะหนอ” ความเท่าเทียมกัน มีเฉพาะในประเทศตนเอง แต่กับประเทศด้อยกว่าจึง “หยามเหยียด”รุกรานเขา.

             “ประชาธิปไตยโรมันนี่หว่า”นโปเลียนไม่ต่างอะไรกับ “กงสุลใหญ่ –ซีซ่าร์” –เป็นเหตุให้(กำลังชมว่านโปเลียนขึ้นมาจากระบอบประชาธิปไตย) เบโธเฟ่น แต่ง ซินโฟเนีย หมายเลข 3 Eroica”ในสองมูฟเม้นต์แรก เชิดชู “โบนาปาร์ต”ตั้งใจจะเป็นชื่อเพลง ผู้นำแห่ง เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ, แต่พอบุกออสเตรีย มูฟเม้นต์ที่สาม  เบโธเฟ่น ใส่ท่วงทำนอง “แห่ศพ”  “ไปตายเสียไป๊”, ไม่ต้องเดาก็ได้ มุฟเม้นต์ที่สี่ พูดว่า “ไปลงนรกเถิด-นโปลี-ออง โบนาปาร์เต้!

             ตอนนั้นเขาแต่ง “เอมเปอเรอคอนแชโต้”ยอดที่สุด-หาฟังเถอะ

        “ประเทศกูมี” ถ่อย ขนาด ! เฟกนิวส์มีได้ “เฟกซอง กูก็มี”

             ในขณะที่เสียงปืนใหญ่ของฝรั่งเศส แทบทะลุเข้าไปที่ฝาบ้านของเขา-ทั้งผิดหวังในผู้นำที่ทลายความฝันของเขา “เอมเปอเรอคอนแชโต้” จึงออกมาอย่างยิ่งใหญ่ ทรงพลังไปด้วยความฉิบหายวายวอดก็มี.น่าจะเป็นคำสอนที่จะพร่ำสอนนโปเลียน โบนาปาร์ตที่หยิ่งผยอง จนเต็มจิตใจที่สุดเท่าที่เขาจะบอกได้-ว่า “มึงฉิบหายแน่” แม้นายทหารฝรั่งเศสที่รับผิดชอบเข้าถล่มออสเตรียของนโป้เลียน ก็ขอฟังการบรรเลงนี้ให้ได้.เขาเอ่ยปากว่าเป็นสุดยอด “คอนแชโต้”เพราะคงเข้าใจว่า “จักรพรรดิ นโปเลียนคงฉิบหายแน่!” แต่คงพูดไม่ออก.

             สังเกตดีๆ สามผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างจิตสำนึกแห่ง เสรีประชาธิปไตยบริสุทธิ์ของเยอรมันก็พอแก่การสร้างให้เยอรมันก้าวเข้าสู่การปฏิวัติทุนนิยมประชาธิปไตยได้ราบรื่นกว่า สหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศสเสียอีก;อย่างไรก็ตาม,การเข้าถึงระบอบทุนนิยมของเยอรมันไปได้ดี สมบูรณ์และไม่มีการนองเลือดหรือรุนแรงเพราะ,(แต่ที่ฮิตเล่อร์รุนแรงจนถล่มโลกคงไม่เกี่ยว-ไม่รู้ไปกินยาอะไร?)

              ถ้าอ่านระบอบศักดินาเยอรมัน-ยุโรปก่อนเข้าสู่ทุนนิยมของ มาร์กซ ที่อาจารย์ธเนศ พี่ชายภรรยาผมแปลมานับสี่สิบปีได้, ท่านพูดให้ผมฟังบ่อย,และท่านส่งให้ผมอ่านไม่กี่เดือนมานี้(แต่ผมไม่ได้คิดอย่างท่านหลายอย่าง)

             เยอรมันเป็นสังคมของพวกอารยัน-อินโดยูโรเปียน เขาจะมีระบอบขุนนางที่แยกกันห่างๆไม่เกี่ยวกัน แต่เมื่อเขาเกิดสงครามจะรวมตัวเป็นสหพันธ์ หรือบางครั้งเป็นสภา,การที่เขามีระบอบขุนนางเป็นเอกเทศทำให้สังคมพัฒนาชนชั้นนายทุนได้รวดเร็ว.

          ผู้ประกอบการอิสระมีการว่าจ้างคนงานอย่างแข็งขัน,เกิดชนชั้นกรรมาชีพก่อนสังคมอื่น-เมื่อรวมกับจิตสำนึก เสรีภาพ(อิสรภาพ) เสมอภาค และภราดรภาพของศิลปะและประเพณีชั้นแนวหน้าอย่างเบโธเฟ่น ชิลเล่อร์ หรือเกอร์เต้, ย่อมแสดงให้เห็นว่าความคิดระบอบประชาธิปไตย และการมีสหพันธ์แต่ดั้งเดิมของระบอบขุนนางของเขา,มีสภาเมื่อมีเหตุการณ์จำเป็น.ทำให้ระบอบ เยอรมัน ที่เรียกว่า “วิถีการผลิตศักดินาก่อนทุนนิยม ยุโรป-เยอรมัน” ก้าวรวดเร็ว-

              เป็นเองจากฐานจิตสำนึก ผลัก กำหนดภาวะวิสัยได้.

              การเข้าสู่สังคมทุนนิยมไทย-ไม่ยาก เหมือนจีน เวียดนาม(แบบเอเชีย)เพราะ“วิถีการผลิตไทย”มีลักษณะ แบบเยอรมันกึ่งหนึ่ง-คล้ายญี่ปุ่น.

              การเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยไทย, แม้จะล่าช้า แต่ไม่ได้ผ่านการนองเลือดใหญ่โต,จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า กระบวนการประชาธิปไตยจะเอาแบบ “อังดัว”นั้นเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี!

             จิตสำนึกความเสมอภาคของไทยมีมานาน ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์ –ศรีปราชญ์ แม้จะถูกลงโทษประหารชีวิตก็เพราะเขารัก เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพเช่นกัน.

              นางสนมผู้หนึ่ง สรรพยอกศรีปราชญ์

              “หะหายกระต่ายเต้น ชมแข มันบ่เจียมตัวแล้”

              ศรีปราชญ์ตอบ “เว้นแต่เราเจ้าข้า อยู่พื้นเดียวกัน” น่าจะอยู่ประมาณค.ศ.1740คงอยู่ในสมัยคลาสสิคในยุโรป-ยังไม่มีจิตสำนึกประชาธิปไตยเท่าไร?พวกเขายังเต็มไปด้วยศิลปะในรั้วในวัง-ศรีปราชญ์ไปไกลกว่ายุคสมัยมาก จนอยู่ในสังคมไม่ได้. ก่อนสหรัฐปฏิวัติร่วม 30ปี ,ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส50ปี น้องๆ บัลซัค ไล่หลังอังกฤษสักครึ่งศตวรรษเอง.

             พระมหามนตรีทรัพย์ “อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเลียวหนาม มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม” กระแซะแระเล็มใคร?รัชกาลที่สามก็พอรับได้ อย่างมากก็แค่เตือน-ไม่ถึงกับเอาไปตัดหัว.

             “อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี ทำมโหรีที่เคหา ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอ ล่อกามา”ที่สุนทรภู่ กระแซะใคร?ถ้าเป็นประเทศจีนคงคอขาด,เข้าหลักประหาร “หัวสุนัข”ของเปาบุ้นจิ้นแน่. แต่อย่างมากก็ เหม็นขี้หน้าสุนทรภู่ ตกอับไม่อยากเรียกมาร่ายกลอนให้เหมือนเก่า-สุนทรภู่ว่าใคร? เพราะ”ทศพิธราชธรรม”แม้กระทั่งสมัยนั้นยังปรานี,พวกคุณอะไรกันนักกันหนา!

             เทียนวรรณ ร้องขอ “ปาเลียเม้นประเด็นขำ” โฉงฉ่างในสมัยรัชกาลที่ห้า ก่อน ดร.ซุนยัดเซ็นอีกมั้ง?พระองค์ท่านรับฟัง แต่ก็เตรียมการอยู่.

             ”ไอ้ที่เสี้ยนเลือกตั้ง” เมื่อต้นปี แล้วอีกสองเดือนก็มีเลือกตั้ง จะเสี้ยนหาอะไรวะ!แล้วไง? พอได้มาก็หาว่าปริ่มน้ำ-ก็ชนะกันอยู่ ถึงจะปริ่มน้ำ “เลือกตั้งแล้วมันออกอย่างนี้,ไงล่ะ?”

             นั่นอย่างไรล่ะ,จิตสำนึกเลียนแบบ-ระบอบ “อังดัว”

              เรามี “อังดัว”ท่านปรีดี, “อังดัว”เหล่ก็มี “ได้ทุนพระเจ้าอยู่หัวก็มี”

             อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย อาจารย์ผมว่า “คิงสกอล่า”ผมสอบได้แน่ ท่านบอกว่า ถ้าไม่เพลินกับ “รักบี้”เกินไป. ไม่ใช่อะไรหรอกครับ อย่าพูดไป อายเขา “กลัวเครื่องบินตก” กลัวขึ้นเครื่อง ไม่รู้เป็นอย่างไร?ให้ตั๋วมาก็ไม่เอา จินตนาการสูงเกินไปมั้ง?

             อย่างนี้ก็มี-ไม่ใช่อะไร,นักฟุตบอลของฮอลแลนด์ ตีนระดับสุดยอดของโลก มันยังไม่ขอขึ้น –อุตส่าห์ไปเรือก็มี,ฟังมันก็เข้าใจว่ะ!ผมชอบอียูตรงนี้แหละมีรถไฟเป็นเครือข่าย.

             “วันเบลท์วันโรดของจีน” ผมชอบ รออยู่!

          พูดถึง “อังดัว” –อดีตประธานสภา “อังดัว” หน้างิ้ว มีอีกเยอะ!

              ถึงสมัย “ชาญเดอโกล”เป็นการผสมผเสระหว่าง:

              ระบอบ “จักรพรรดิเลือกตั้ง-สหรัฐ”

              ระบอบรัฐสภาอังกฤษที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

              สุดท้ายคือระบอบเยเนอราริสซิมโม่-ระบอบขุนศึก(เลือกตั้ง) รวมอยู่ที่นายพลชาญ เดอโกลรุ่นเดียวกับกลุ่มเผด็จการไทย (ถนอมหลัง พ.ศ. 2512และท่านประยุทธ์ ปี2562)

              (อีกสองสามประเทศ“เยเนอรัลริสสิโม่” คือ ฟานซิสโก้ ฟรังโก้ สเปนและตีโต้แห่ง ยูโกสลาเวีย.)

              ลุงแซมก็เฉียดฉิว ท่านจอร์ช วอชิงตัน แลที่สำคัญ นายพลแมคอาเธอร์ก็จวนจะเป็นเช่นนั้น-อย่างน้อยๆวีรกรรมที่ เอารัฐธรรมนูญสหรัฐวางกรอบให้ญี่ปุ่นใช้ก็คือท่านนายพลห้าดาว แมคอาเธอ่ร์นี่เอง.

              เปลี่ยนให้นายพลห้าดาว “ไอเซ่นฮาว”เป็นประธานาธิบดี แต่ประชาชนสหรัฐผู้มีปืนทุกบ้านไม่ยอมหรอกครับ-ถึงได้ยิงกัน. ทุกวันนี้ จะห้ามเขาไม่มีปืนไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขา ศักดิ์สิทธิ์ แก้ยากกว่าใครทั้งหมด; ทรัมป์ขึ้นมาใหม่ๆ พวกประชาธิปไตยสหรัฐบางกลุ่มบอกให้ทหารอเมริกัน “รัฐประหารเถอะ” แต่ทำไม่ได้ เพราะความสามารถไม่พอ-ฮา.

              ซ้ายไทย ว่าทรัมป์เป็น “ขวาจัด” แล้ว นิยมทหารสหรัฐ “จัดง่าว-ก๋า”      

              นี่แน่ะ,ถ้าจะเรียน เริ่มตรงนี้เลย;

              ผู้นำแบบท่านประยุทธ์เป็นแบบระบอบรัฐสภา มีอำนาจคล้าย “เดอโกล”มีลักษณะเดียวกับ “ประธานคณะรัฐมนตรี” ดูไม่ออกหรือ? ลักษณะการเลือกคุณประยุทธ์ เป็น นัยยะ เลือกตรง- บัตรใบเดียว “ควบรวม” ผู้แทนราษฎร์รองรับ—เรียกได้เลยว่า รับผิดชอบผ่านสภาด้วยตนเองหรือไม่ก็ได้? ผู้แทนพรรค รับผิดชอบร่วมได้?

             แต่ไม่เรียก “ประธานคณะรัฐมนตรี”ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้เป็นโดย “พฤตินัย” ทีท่านเอาคนที่ไม่เป็นส.ส.เข้ามาได้บางส่วน เป็น  “ Chief of Staff” กลุ่มหนึ่ง(เหมือนเดอโกลที่มีอำนาจทางทหารที่มั่นคงพร้อมดูแลให้อยู่ยาว)รัฐธรรมนูญ “ประชามติ”ผ่าน ว่าอย่างนี้-อ่า!

           ไทยเราไกลกว่า, ฝรั่งเศสมีอำนาจในระบอบรัฐสภากว่าอังกฤษ, แต่ฝรั่งเศสไม่มีพระมหากษัตริย์; ของไทยครบสูตร แห่งการปกครอง!

                      “ราชอาณาจักรแห่งประชาธิปไตย”

                        ราชประชาสมาศัย-ไม่นองเลือด

                      ไม่ใช่สัญญาประชาคม-ที่นองเลือด

                                จบเสด็จน้ำแล้ว    ระบอบ ประชา

                                 อธิปไตยปวงชนชอบ     ยิ่งแล้ว

                                 หากมิ่งมหาราชครอบ    ครองอยู่ เหนือสยาม

                                  ไทยทั้งผองคราดแคล้ว  ผ่องด้าว เกริกไกล

               ไทยคล้ายสเปน แต่ไทยหนักแน่นแกร่งกว่าเยอะ ฉลาดกว่าฝรั่ง! “สเปน ไม่เอาระบอบกษัตริย์” แต่เมื่อเร็วๆนี้ กลับต้อง อัญเชิญกษัตริย์  ฮวน คารอส กลับมารับราชบัลลังก์ใหม่.วันหนึ่งเขาจะเป็นแบบกลุ่มสะแกนดิเนเวีย.

               ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่ไม่ว่า

               เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย “เลือกตั้ง”ระบอบรัฐสภา

               หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย “เลือกตั้ง”ที่มี ทหารที่มีอำนาจทางทหาร

               หรือระบอบการ “เลือกตั้ง” และแยกระบอบรัฐสภาต่างหาก มีประธานาธิบดี

       ถ้าถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนผูกขาด จะเข้าสู่ “เผด็จการฟัสซิสม์”นี่สิสำคัญ

               ไม่ว่าทั้งสภาแบบไหน?สิ่งที่เขาเกรงกลัวที่สุด เป็น “เผด็จการ” ที่ถูกกลุ่มทุนใหญ่ต่างชาติที่เข้าสู่การผูกขาดทางสากลต่างหาก-วันหนึ่งกลุ่มทุนผูกขาดไทยจะมีส่วนในกลไกการเมือง –ไม่เป็นปัญหา;

              แต่เมื่อไร,กลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติเข้ามา กลุ่มทุนผูกขาดไทย จะค่อยๆล้มหายตายจากไป, ดังนั้น,กลุ่มพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งกำลังต่อต้านกลุ่มทุนผูกขาดไทย,โดยอ้างว่าเป็นการเร่งให้เกิด “รวยกระจุด-จนกระจาย” ความเหลื่อมล้ำนั้นจริงอยู่.

          แต่การข่มเหงนายทุนไทย ให้อ่อนกำลังลง แล้วเป็นการโยนประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติได้ไป-ที่สำคัญไปสอดคล้องกับระบอบเสรีประชาธิปไตยทางการเมืองของเขา-จะกลายเป็นว่า ประเทศไทยจะเป็นระบอบกึ่งเมืองขึ้นทันที.

               เพราะโภคทรัพย์ทั้งหมด มันไหลออกทะเล คงไม่หวนกลับมา, ในขณะที่กลุ่มทุนผูกขาดไทย โภคทรัพย์ยังวนเวียนอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง,ถ้ารัฐบาลไม่สามารถนำมันมา กลับมาสู่มวลชนคนยากจนทั้งในเมืองและชนบท-ค่อยว่ากัน.

               จะทำอย่างไรกับเขาดีหล่ะ-“แต่ที่จะเตะหมูเข้าปากหมา-กลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติ”ก็คงจะมีแต่กลุ่มนายหน้าขายชาติก็เท่านั้นเอง.

              กลุ่มทุนขุนศึก นายหน้าขายชาติเราได้ล้มเลิกตัดแขนขาไปแล้วตั้งแต่ 14ตุลาคม 2516 เป็นลำดับมา,ก็เหลือแต่กลุ่มทุนที่อาศัยสภา-เผด็จการ สภาที่ได้ชำระสะสางกันบ้างแล้วที่รับใช้กลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติ “ที่เรียกว่า เปิดวงการธุรกิจการเมืองนั้นแหละ!

              นั่นเขาใช้ระบอบเผด็จการทหาร ,ส่วนวันนี้ เขาใช้เผด็จการสภา สมัยนั้นเรียก “ขุนศึกนายหน้า” สมัยนี้ระวังก็แต่รัฐบาลพลเรือน เขาเรียกว่า กลุ่มทุนนายหน้า-ขายชาติ,เป็นข้อหาหนักหน่วงกว่ามาก-เพราะชื่อเสียงเรียงนามของมัน เป็นนักประชาธิปไตย “มันเป็นหมาป่าในคราบหนังแกะ” มีตา มีหูดูไม่ออกหรือ?

              สหรัฐหรืออียูมันสนับสนุนใครสุดลิ่มทิ่มประตู-โอกาสนายหน้าพลเรือน เป็นคนขายชาติมากกว่า ในวันนี้!สูงกว่า,แล้วอย่าหาว่า สหรัฐกำลังอี๋อ๋อกับรัฐบาลประยุทธ์ล่ะ หันมาจ้องท่านประยุทธ์กันใหญ่.

              อย่างนี้ก็ต้องชั่งกันแล้วแหละ!ก็ต้องช่วยกันจับตาดูว่า เส้นสนกลนัยมันพัวพันกับใคร? คำตอบของน้ำหนักมีอยู่แล้วหล่ะ;

              ระหว่างคน “รักชาติ”กับ “ชังชาติ”มันจะเหมือนกันได้อย่างไร?ทุกวันนี้เขาดูที่ผลประโยชน์ตกไปอยู่กับใครไม่ใช่หรือ? ปัญหาไม่ใช่เรื่อง “โง่” หรือ “ฉลาด” ก่อน,

              ถ้ามาตกกับคนไทยก็ “รักชาติ”. ถ้าเป็นไปเพื่อต่างชาติมันก็ “ขายชาติ”

           ระบอบรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข,ไปไกลกว่าฝรั่งเศสมาก,เป็นแบบฉบับล้ำเลิศในโลก-

        “พระมหากษัตริย์ไทยอันทรงรัศมีแห่งทศพิธราชธรรม”

  ไม่ต้องปฏิวัติ เพียงขอ ทรงพระราชทานให้ เพราะทรง “ทศพิธราชธรรม”

              ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตอนหนึ่งในสมัยกษัตริย์ “โซโลมอน”ชาวฮิบรู

               “มีหญิงสองคน ต่างมีบุตรพร้อมกัน และคลอดวันเดียวกัน; แต่เมื่อหญิงคนหนึ่งนอนทับลูกตัวเองตาย,เมื่อตื่นมาจึงเอาลูกที่ตายไปเปลี่ยน.

               หญิงที่ลูกตัวเองไม่ตายตื่นขึ้น พบว่าเด็กตายเป็นลูกของอีกคนหนึ่ง.

               ทั้งสองจึงไปแจ้งความกับ กษัตริย์ โซโลมอน,พระองค์

               สั่งให้แบ่งเด็ก”เป็น” ออกสองท่อน.

               หญิงที่เป็น “แม่แท้” ตกใจ จึงบอกว่าไม่ใช่ลูกของเธอ-

               เพราะ “ยอมลูกจากไป” ดีกว่า “ลูกตาย”

               “แม่เทียม”บอกว่า “แบ่งเลย.”

           พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ทรง “ทศพิธราชธรรม”

 สละอำนาจให้“คณะราษฎร์” ผู้คลั่งประชาธิปไตยสหรัฐ-ฝรั่งเศส        

              พระองค์ทรงเป็น “แม่แท้” ถ้าเกิด รบราฆ่าฟัน   

       ต้องสูญเสีย ทั้งสองฝ่าย(นับล้านเหมือนรัสเซียหรือฝรั่งเศส)  

             ทรงยอมให้ “อำนาจ”แก่ คณะราษฎร์(แม่เทียม)

        แม้“ประชาชน”อาจอยู่ในความยากลำบาก ต้องตกอยู่ใต้

             เผด็จการทหาร หรือเผด็จการสภา(หุ่น)ต่างชาติ.

           “คณะราษฎร์”ต้องรับผิดชอบครับ!

           เราเข้าสู่ประชาธิปไตยที่เป็นระยะผ่านที่จำเป็นแบบ     

                ตะวันตกเมื่อสองสามทศวรรษที่แล้ว.

               ช้ากว่า:แต่ไม่มีการสูญเสียนับล้านๆ!

             รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ 2475                                        

              ได้รับ พระราชทานนั้น “ชอบธรรม”แล้ว.

              พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นผู้ทรง “พระคุณ”เหนือราชาทั้งปวง,จึงทรงพระศิริยศเป็น “มหาราชา” สมควรแก่คำสดุดี โดยทรง “ทศพิธราชธรรม”

                 พระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้ทรง “พระเดช”เหนือราชาทั้งปวง,ที่ทรงพระศิริยศเป็นมหาจักรพรรดิที่น่าเกรงขาม. พระมหากษัตริย์ไทยทรงไม่ใช้สงครามรุกราน.

                ดังนั้น,ไม่จำเป็นต้อง “อธิบาย” ความหมายของ “สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและรัฐธรรมนูญ”ตามหลักใดใดทางรัฐศาสตร์ “วอลสตรีท”หรือกฎหมายมหาชน- “อังดัว”

               สหราชอาณาจักรอังกฤษ หรือราชอาณาจักรไทยใช้ คำว่า Constitution Monarchy

               ไม่เหมือนกันทีเดียว;ใช้คำไหนดี ในคำเหล่านี้

              Constitutional(Parliamented)  Monarchy(นี่แบบอังกฤษ)

              Constitutional  Republic(แบบสหรัฐอเมริกา-ประธานาธิบดี รับผิดชอบต่อสภาน้อยมาก)

              Parliamentary Republic(แบบฝรั่งเศส-ประธานาธิบดีจะต้องรับผิดชอบต่อสภาเป็นกึ่งนายก กึ่งประธานาธิบดี)

             Constitutional Parliament(แบบเยอรมัน-คล้ายไทยแต่ไม่มีพระมหากษัตริย์)

              Monarchyed    Parliament(คงเป็นแบบญี่ปุ่น)เพราะรัฐธรรมนูญถูกจำกัด

              Constitution-Monarchy(สามัญนามเกี่ยวกับ พระราชาธิบดีและรัฐธรรมนูญ-เป็นคำกลางของการมีระบอบราชาธิบดี และมีรัฐธรรมนูญ อาจมีความเหลื่อมกันในเชิงอำนาจหรือพระราชอำนาจ, แตกต่างกันไปทั่วโลก.)

             Constitutioned Monarchy เหมือนภูฐาน,บรูไนหรือเปล่า?ทรงอยู่เหนือรัฐธรรมนูญคล้ายช่วงรัชกาลหก-ใครว่าไม่มีรัฐธรรมนูญ?

           ซึ่งไม่ใช่ Absolute Monarchyแน่นอน!

             Monarchyed Constitutionalism(รัชกาลที่เจ็ดเป็นต้นมา-เป็นเชิงกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ ที่ยังเป็นกึ่งอุดมการณ์)

             Monarchical Constitutionalism(คล้ายสมัยรัชกาลที่หก โดยเฉพาะพระองค์ทรงค่อยๆฝึกฝนขึ้นมา-ดูเหมือนจะเป็น “ดุสิตสภา”?)

                รัฐธรรมนูญไทย ล้ม แก้แล้วแก้อีก คงสองสาระ คือ:

    ประการแรก เป็นราชอาณาจักร(Kingdom)หนึ่งเดียว มีเอกราช  ห้ามแบ่งแยก.

    ประการที่สอง ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข.

               อาตี๋น้อย ว่าการปฏิวัติ2475ยังไม่เสด็จน้ำใช่เปล่า?-อาตี๋เอ้ย!ไทยมีรัฐธรรมนูญ ขาด13ขวบครบ100-ตอนนั้น ก๋งลื้อมาจากซัวเถาแล้วหรือ? ยังไม่จบ คนไทยคงโง่มั้ง?

              “Monarchical(Monarchyed) Constitutionalism” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า-เสด็จน้ำจริงๆก็คงเรียกว่า,

        Monarchical-Constitutioned Parliament

         เป็นของพระราชทาน “ตามรัฐธรรมนูญ” ทุกฉบับ.

  Monachyed US.- Constitutional Parliament

       ญี่ปุ่น(เขาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญใคร)เพราะแพ้สงคราม,

                 เราไม่ได้แพ้สงคราม เหมือนญี่ปุ่น

       (MonarchicalหรือMonarched มีผลไม่ต่างกัน)

     แต่ถ้าปล่อยให้เกิดรัฐธรรมนูญเสรีประชาธิปไตย(ของเขา)  

  ครอบงำผ่าน “เผด็จการสภา”ซึ่งเราโดนเขาครอบงำได้แน่นอน;  

           ดังนั้น,“พระราชอำนาจ”ของสยามจะอยู่ใต้

            รัฐธรรมนูญที่เรียก ร้องกันเสียเหลือเกิน

      ว่าเป็นของ“ต้องเสด็จน้ำ”แบบที่พวกเขาปรารถนา   

    ก็ไม่ต่างอะไรกับ  ของญี่ปุ่น- ซึ่งไม่รู้ว่า “กองทัพของเรา” จะ

   ถูกจำกัดแบบกองทัพญี่ปุ่นวันไหน-วันนี้พวกหนุ่มๆที่เรียกพวก

             มันว่าพ่อ,เห็นพร่ำแต่พูดว่าจะปฏิรูปกองทัพ.

    ถ้า “พระราชอำนาจ สยาม”อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แบบของเขา!

    เอางี้ดีกว่า ว่ามึงจะเอาแบบของ “วอลสตรีท”หรือ “อังดัว”มา 

          ที่พวกมึงว่า “เสรี-สากล” อะไรของพวกมึงนั่นหนะ

                  ฟังไอ้สองตัวดีๆ,จะรู้ความหมายของมัน

                    2475 คนหนึ่งว่า “ไม่เสด็จน้ำ”

          คนหนึ่งพูดว่า “ถวายสัตย์ไม่ครบ” หนังม้วนเดียวกัน,

         กูแยกเสียงดนตรีเป็นร้อยชิ้น ว่าเขาสื่ออะไร?ยังได้เลย,

เหตุไฉนไยฉะหนอ,กูจะแยก “มึงแค่สองคน-เออสาม อีกหนึ่งหญิง”ไม่ได้!

    พวกมึงรู้ใช่ไหมว่าปัญญาชนแถวมธ.-จุฬาที่ใฝ่หา “วอลสตรีท”  

      และ “อังดัว” เต็มไปหมด. มันเรียกหา รัฐธรรมนูญปี 40         

     พระราชอำนาจอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แห่งเสรี-สากลที่ถูกมัน    

    ครอบงำได้ หมายความว่า เอกราชของเราอยู่ใต้ใคร-พวกมึง

  สำมะคันมากจริงๆ กูเห็นพวกมึงเป็นพวก “ชังชาติ”มานานแล้ว!

             นโปเลียนถูกสหพันธมิตรใต้การนำของ ดยุค เวลิงตัน, โจมตีจนพ่ายแพ้ที่วอเตอร์ลู,ลุดวิด ฟานเบโธเฟ่น ได้ประพันธ์ ผลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่ง-สรรเสริญชัยชนะของเขาชื่อ     Wellington Victory เป็นโปรแกมมิคสิค บรรยายทัพอันสง่างามเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงของทหารอังกฤษที่ไวและหนักแน่นกว่าของนโปเลียน; มีการใช้เสียงทางออเคสเตรชั่นที่เห็นภาพ แบบ Tone Poem-เขาสะใจในชัยชนะของสหพันธมิตรมาก.

             ( ลองฟัง เวลลิงตันวิตตอรี่ ของเบโธเฟ่น วงที่บรรเลงได้ดีที่สุดคือ “เบอร์ลินฟิล ฮามอนึค-คู่แฝดอิสราเอลฟิลฮามอนึค เฮอเบิร์ต ฟอน คารายาน วาทยากร)

             และได้จับนโปเลียนไปปล่อยเกาะเอลบา หลังจากนั้นก็กลับมามีอำนาจ (โดยให้น้องสาว –เอ้ยไม่ใช่)อีกและถูกไปปล่อยเกาะ(เซอเบีย –เอ้ยไม่ใช่)เป็นเกาะเอลบา เดิม สับสนแล้วต้องหยุดจ้อแล้วผม!

             พอแล้ว   จบเสร็จเสด็จน้ำ    ทุกคราล่ายเลี้ยว

                    เผด็จการรัฐสภา           มอดม้วย

                    2 4 7 5 เวียนมา         จังใด๋ หนาเฮ้ย

                    ไพร่กี่หมื่นหลวยถ้วย       เอิ้กอ้าก ธิปไตย-ฮา 

              เรียนไม่ว่า แต่เอามาใช้นี่สิ-โคตรเก๋าสิ้นดี;

              แถมตัวแทนเกือบครึ่งหนึ่งเอาเป็นเอาตายกับมัน-กูละเซ็งที่สุด.ทั้งหมดในสมัยนโปเลียนนั้น เขาเอาให้มึง “เรียนรู้”ไม่ใช่ให้พวกมึง  “ลอกเลียน” โว้ย!

             แต่วันสองวันนี้ ดร. อังดัว-โภคิน พูดเข้าท่านะ สมกับเป็น “ลูกชาย”ท่านนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย-ระดับเดียวกับ ศรีบูรพาหรือ เสนีย์ เสาวพงศ์ อุทธรณ์ พลกุล(ท่านงาแซง)

             ตั้งแต่เห็นมาเขาพูดถูก สมกับเป็นนักกฎหมายจริง!

               “ แก้ได้ แต่ห้ามแตะต้องสองข้อแรก” เพราะท่านเข้าใจว่าเสด็จน้ำแล้ว,เพิ่งจะรู้ว่าลูกไม้นี้  ตกไม่ไกลต้นเกินไป.

                เอ “อีกฝ่าย” ทั้งหลาย จะเช็คล้ำหน้ากันเองหรือเปล่า? เพราะไอ้ตี๋น้อยจะพาพังเสียก่อน, มัน “ล้ำหน้าไปก่อนบอล ไกลเลย” รอหน้าประตูเฉย ทำท่าบลอคผู้รักษาประตูฝ่าย “อำนาจรัฐเลย”!

                ไม่รู้ว่ามันแข่งบอลใช้อเมริกันฟุตบอลมั้ง?

                ดีไม่ดีมันคิดว่า กำลัง “เล่นรักบี้” พอประตูโดด รับบอล มันคงกะจะเข้าชาร์ดให้หงายและจับบอลวิ่งวางทรัยแหงๆ.

               กรรมการงงไม่รู้จะเป่านกหวีดยังไง-ก็นานแล้วนะ!

               ส่วนบุตรที่รักของใครหว่า?มันตามประกบหัวหน้าทีมพนันของผม มันจะรอตัดบอลรอให้เขา รับลูกบอล ที่มันนึกว่าเป็นลูกหนำเลียบยักษ์,ถ้า เบอร์ห้า “บ้าเห่อ”หัวหน้าทีม เล่นผิดๆถูกๆ รับบอล “ไม่ครบสูตร”มันจะตัดเกมด้วยเข้าชาร์ดท้อง แบบ รักบี้ หรือเข้าตัดลูกบอล-

               ท่ามันจะเล่น รักบี้(แบบอังกฤษ) ฟุตบอล(แบบอองลี)หรืออเมริกันฟุตบอล;แต่อีกด้านลูกพี่กำลัง“เล่น-บิ๊กไบ้ท์”เร่งแรงแซงทางโค้ง-ดูท่าจะ“แหกโค้ง”ตายข้างสนามหรือเปล่า?เล่นขับ “บิ๊กไบ้ท์” 750cc. รู้จักตัวเองก็จริง แต่ไม่รู้จักสนาม-ลู่วิ่ง,คงคิดว่าที่นั่งคนดูเป็นลู่แข่งด้วย!

            กลับมาฟัง การควบคุมเพลง  “หมายเลขห้าของ เบโธเฟ่น” ใหม่.

                ออตโตเคมเปอรเร่อร์ สุขุมเดินเรียบรื่น มีเหงาอยู่บ้างในที แต่ก็กระหึ่มกังวาน,คงเห็นว่าชีวิตของเบโธเฟ่นองอาจกล้าหาญ สุขุมขึ้น-คงช่วย ทั้งที่แรงมากๆ.

                 เฮอเบิร์ด ฟอนคารายาน สง่างามเป็นออเคสเตชั่น ที่สมบูรณ์แบบ,คงเข้าใจว่าท่านเบโธเฟ่นเป็นผู้เปิดลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตยทางการดนตรี,ซึ่งไม่มีการเคลื่อนไหวทางการปฏิวัติทุนนิยมในเยอรมันเหมือนในฝรั่งเศสหรืออังกฤษที่ริเริ่มชาติแรก-แต่เขาพอใจมากว่า. รูปการจิตสำนึกแห่งเสรีนิยมของ “มหาคีตกวีท่านนี้”เหนือทุกคนในสากลโลกแล้ว.คารายานบอกเราอย่างนั้นจริงๆ.

                  อันโท โดราติ ระมัดระวังอักขระวิธีและจังหวะที่เทิดทูล คีตกวีท่านนี้มาก จนรู้ว่าทุกโน้ตของท่าน “ศักดิ์สิทธิ” กระมัง-จึงควบคุมวงอย่างนั้น.

                  สุบิน เมธา อารมณ์ใหม่ ตวัด”หาง” วาทยกรอินเดียเชื้อสายยิวผู้นี้ ละเมียดระมัยมาก จนออกหน้า ทั้งที่เล่นวงอิสราเอลฟิลฮามอนิค คูแฝด เบอร์ลินฟิลฮามอนิค ของคารายาน,

                  ฟัง แปลกหูเหมือนมาจากคนละกลุ่ม!

            ท่านประยุทธ์(วาทยกรควบคุมวงการเมือง) ผมไม่ได้ฟัง ถนัดชัด ไม่มีอะไรนี่ครับ,95/100 ผมเชื่อว่าไม่มีใครติดใจ!ย่อมพลาดได้.สภาพลเรือน ผ่อนคลาย ไม่เคร่งครัดเหมือน สภากลาโหมมั้ง?ถ้าอ่านครบเปะ“พรืด”หลับกันหมด!ท่านอาจ เลอะ.

            5/100,เอ้า, 5ล้านคน(ไม่คิดเรื่องปากท้อง)ต้องเคารพเขา-ท่านชวนทำถูกแล้ว!คนมัน คลั่งอภิปราย เศรษฐีใหม่ พวกปัญญาชนร้อนวิชา-อวดฉลาด?สมัยหน้าจะมากี่คน?เต็มที่ไปเลยน้อง. “หนังแห้ง บ่เกยปอง”-ฮา

              จีดีพีไทย20,000,000,000,000(15-20ล้านๆ,เพื่อคำนวณง่ายๆ) หารด้วย (365 ทอนเหลือ )200วันทำการ(18 ก.ย. 2562 )

           -เสียหาย100,000,000,000.(เล่นนายก ทั้งวัน อย่าว่าผิดพรบ.คอมเลย! เหมือน ใครเผารถไฟฟ้ากทม.ฉิบหาย สองสายเลยว่ะ-ช่วยด้วย“กูคิดผิด?”!หนักกว่า เผา ปี 53 “ซีด-ด-ด”ขนลุกว่ะ, กูก็ว่าของกูอย่างนี้ กูหิว กูผิดหรือ?)

       ก๋งไอ้ธอน จากซัวเถา หนึ่งเที่ยวได้ “หมื่นล้าน”-ไปมาถึง “สิบชาติ”เลยว่ะ!

              โหวตก็แพ้ กระทู้ก็ไม่มี?ประชาธิปไตย “อังดัว” เปลี่ยนเป็น “อภิปราย”กระทุ้ง-หยั่งอะไร หือ?

              แก่นของรัฐธรรมสองประการ คือ ประเทศไทยแบ่งแยกไม่ได้ และประชาธิปไตยไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข;

   “พระราชพิธี”นี้เป็น ปะรมเอกสิทธิของพระมหากษัตริย์ไทย-เป็นสมมุติเทพ.

              รัฐธรรมนูญไทย-พระมหากษัตริย์ทรง “พระราชทานพิธี” นี้.

              และรัฐธรรมนูญ “แบบฉบับ” แรก พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.       กระทั่งปัจจุบัน เป็น “พระราชอำนาจ”ส่วนพระองค์.

                ระวัง “เช็คล้ำหน้า” แล้ว!

      นายกรัฐมนตรี-คือตัวแทนของทั้งรัฐสภา,ต้องถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์.

      “อำนาจวินิจฉัยว่าสำเร็จหรือไม่-ไม่ใช่อำนาจผู้แทนแน่นอน!

       “ถวายสัตย์ครบหรือไม่” ไม่ใช่ประเด็น, แต่พระราชพิธีทรงเปิด ทรงทอดพระเนตร ทรงสดับฟัง และทรงปิด, โดยพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว.

                           -ใครจะวินิจฉัยได้หรือ?                 

        “ฝ่ายค้าน” หรือ “ทั้งสภา” อันมีคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีท่านนายกเป็นตัวแทนทั้งหมด.พระราชพิธีผ่าน หมดข้อสงสัย!

            เพราะ ความเป็นคนที่มีรากทางวัฒนธรรมของระบอบประเพณีไทยที่ตื้นเขิน, แค่มองหน้าก็พอจะรู้กันได้,ไม่ต้องสาธยายกันมาก, พฤติกรรมห่างไกลจากความเข้าใจ-ไม่รู้กาลเทศะ.

            วันนี้กลับโบกธงไตรรงค์สะบัดพลิ้ว-จนผิดสังเกต.

               จริงๆแล้วอันความ “ศักดิ์สิทธิและความบริสุทธิ์”  ฝรั่งมันเข้าใจกว่าเราอีก

               “มันทำไขสือ!(อาตี๋ทำตาใส“ล้ำหน้า”)ทำแบบ“หัวมงกุฎ ท้ายกิ้งกือ”

                คุณรู้หรือเปล่า?ที่เขาสาบานตนก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเอาจริงนะครับไม่ใช่พูดลอยๆให้คนฟัง(ประชาชนฟัง)ถึงเขาจะมีวิทยาการสูงส่งเพียงใด-เขาก็เคารพวิถีแห่งการ “ต้องสาบานตน”ต่อพระพักตร์พระเจ้า.

                เขาตรงไปตรงมา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง-เขาพูดและสาบานต่อ “สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น” เท่ากับว่า “อยู่หน้าต่อหน้า –พระพักตร์พระเจ้าจริง”ไม่ได้อวดดี อวดลองของเหมือนพวกคุณ-ปัญญาชนผู้ลอกเลียน “ตำราเหล่านั้น” เพียงด้านเดียว.

                “อังดัว” “อองแก”หรือ “ตาแซม” ฝรั่ง-เจ้าของหลักสูตรประชาธิปไตยสากล-ว่า “ประชาชน”ที่เลือกคุณ,เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม.

                และถือว่าผู้แทนมีอำนาจอธิปไตยนั้น,คือคุณ “ผู้แทน”เองที่จะรับอำนาจนั้น?โดยผ่านรัฐสภา.ไปถึงคณะรัฐมนตรีและที่สุดท้าย-นายกรัฐมนตรี.

                ซึ่ง,ยังไม่สมบูรณ์-เว้นแต่ต้อง ผ่าน “พระราชพิธีถวายสัตย์” เฉกเช่นการสาบานตน ของพวกเขา!

                   พวกฝรั่งส่วนใหญ่เขาก็เป็นแบบโรมันและยิวโบราณ ที่กฎหมายของเขามีพื้นฐานจากรัฐโบราณเหล่านี้.ว่าด้วย,ความบริสุทธิ์คือความศักดิสิทธิอันดำรงอยู่ของพระเจ้า  “พระยะโฮวาห์” มีมากจนกระทั่ง แม้ตั้งต้น “เอ่ยด้วยวาจาถึงพระนามของพระองค์”ยังไม่ได้เลย

             เพราะเขาเชื่อว่า ลิ้นมนุษย์ไม่บริสุทธิ์.

   “ยะโฮวาห์”ความหมาย “ผู้เป็นอย่างที่เป็น”ไม่ใช่พระนาม,เป็นแต่คำที่ “เล็ง”ถึงพระองค์ เท่านั้น!

                   ความบาปของมนุษย์ไปไม่ถึง แม้จะเอ่ยพระนามของพระองค์ด้วยคำพูด(จริงๆแล้วพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าเสียงไปถึง)เพราะระหว่างโลกและอวกาศเสียงจะหยุดอยู่แค่ชั้นบรรยากาศ เพราะเสียง ออกมาเพราะอากาศสั่นสะเทือน.

                 -ระหว่างโลกและสวรรค์มียิ่งกว่าอวกาศคั่นอยู่(พูดอย่างกับผมไปเห็นมา-ฮา)

                  ความหมาย พระยาโฮวาห์ “เป็นอย่างที่พระองค์ทรงเป็น”(I am who I am.)

                  ในคำฮิบรูก็ไม่กล้า ออกเสียง กับคำว่า “พระยะโฮวาห์”-เป็นคำที่จะพาดพิงไปถึงก็ไม่สมควรเอ่ย ด้วยซ้ำ(โมเสส จะพูดคนแรกว่า พระยะโฮวาห์ –ที่หมายความว่า “เป็นอย่างที่เป็น” ก่อนโมเสสเขาพูดก่อนนั้นว่า พระ “ผู้เป็นเจ้า” ของ ฮับราฮัม หรือของอิสอัค หรือของยาโคบ)

                  “ยะโฮวาห์” เป็นคำที่ เล็งถึงพระนามที่ “บริสุทธิ์”จนหยั่งรู้ไม่ได้ หลังสมัยโมเสส ก็ไม่มีใคร กล้า เรียก “ยะโฮวาห์” และเขาจะทำอย่างไรหล่ะ?

                  คนฮิบรู ก็แค่อ้าปาก ทำริมฝีปากตาม “พยัญชนะ” สามตัวคือเพียง “ย – ฮ- ว”ที่ยังไม่เติม “สระ” นั่นคือยังไม่มีการเคลื่อนไหวของลิ้น ให้เกิด “มีเสียง”ออกมา. เพราะถ้ามีเสียง สระ “อะ” หลัง ย-ยักษ์ และ สระ”โอ” หลัง ฮ-นกฮูก  หรือสระ “อา” หลัง ว-แหวน.

             จะเป็นเสียง “ยะโฮวา”ออกมา ถือว่าเอาลิ้นที่ “เขาว่าสกปรก” มาเกี่ยวข้องกับพระนามของพระองค์ เขาทำผิดบาป “ผิดพระบัญญัติ สิบประการ” ในข้อแรกคือ –อย่าเอ่ยพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร-

            เอาละซี เราจะเข้าใจได้ไหมเนี่ย?

          แต่คนไทยกลับเข้าใจได้ดีที่สุดเชื่อเถอะครับ!

               แค่ก้มหัวจรดพื้น หรือยกมือเทียมฟ้า ก็เรียกพระองค์แล้ว,ถ้าอยากจะเอ่ยเสียเหลือเกิน ก็เพียงแต่ทำปาก “ ย ฮ ว”  รูปปาก กลมบ้าง รีบ้าง และรูปไข่ “แบบใบ้ๆ” ไม่ใช้  “ลิ้น”แตะเป็นเสียง.

            เดี๋ยวนี้ผมก็เป็นนักเทศน์คนหนึ่ง-แต่งตั้งโดยพระเจ้า(จะมาไม้ไหนหรือ?)

            นักเทศน์จากสหรัฐที่แม้แต่โอบาม่าก็ต้องยอมฟังและให้เขาวางมืออธิษฐานที่หน้าผาก.เขาบอกว่า เขาอิจฉาคนไทยมากที่ “คนไทย มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,”สำหรับอเมริกันชนอย่างพวกเขา,ไม่มี และไม่เข้าใจ!

            เขาจะสอนอย่างไรดึ?ถึงพระบัญญัติ(สิบประการของโมเสส)สามสี่ข้อแรก ที่พาดพิงถึงพระองค์คือ อย่ามีรูปอื่นใดแทนพระองค์  อย่าเอ่ยพระนามของพระองค์ไม่สมควร เป็นต้น.

           เขาบอกว่า เขาเทศนาให้คนฝรั่งฟังยากมาก ข้อนี้ที่ว่าด้วยเรื่อง “พระนามพระเจ้า” ไม่เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะเป็นพวกอนาคต-รุ่นใหม่ไปแล้ว (แต่เอ; รัฐธรรมนูญเขาก็ยังศักดิ์สิทธิคือสำนึกทางกฎหมายของเขาศักดิ์สิทธิเสมอเพราะอะไร?)

            ก็เพราะว่าพิธีสาบานตนของเขา ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเอ่ยขึ้นมาต่อหน้าพระพักตร์ พระเจ้าครับ –ไม่ใช่ต่อหน้าประชาชนที่เลือกเขาครับ!

            ศักดิ์สิทธิ์ เพราะพระเจ้าของเขาที่เขายำเกรง!ทรงมองดูอยู่.

            ในขณะที่คนหรือประชาชน(ที่เขาว่าเป็นเจ้าของอธิปไตยทั้งมวล) ปิดไฟใส่กลอน นอน ก็ไม่มีใคร(ประชาชนคนไหน)เห็น;

            หรือปิดสื่อปิดหูปิดตา ประชาชนก็จบ –ก็ที่คุณไม่ยอมให้ปิดสื่อเพราะว่าปิดแล้วประชาชนจะโง่!จริงไหม,เพี่ย?

            “การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ของคนไทยเป็นแบบนั้น”

            เปี๊ยบเลย-ท่านบอกว่าอย่างนั้น(ให้ภาพของการเข้าเฝ้าพระเจ้าที่ถูกต้องทีเดียว!)-แม้ทรงเป็นองค์สมมุติเทพ(แม้,เทพสูงสุดของเราทรงเป็น “ผู้ไม่เหมือน”พระเจ้าสูงสุดของเขา)

             เพราะเมื่อการถวายสัตย์ ต่อหน้าพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์ไทย ย่อมเป็นสมมุติเทพ เราทำถูกต้องแล้วที่เขาอิจฉา-แต่ แต่ แต่

             เหตุไฉนใยฉะหนอ จึงก้าวล่วง,ผมไม่ได้หมายถึง “การถวายสัตย์”ของคุณประยุทธ์ก้าวล่วงเพราะ “ถวายไม่หมด”

             โดยพวกเขา(อีกฝ่าย)

            เอาประชาชนเป็นตัวตั้งในเรื่อง “การถวายสัตย์?”

            (ผมไม่เชื่อว่าเป็นทุกคนนะ)

             และยังอวดอ้างว่า “ตนเอง”ทำหน้าที่แทน ประชาชนเพราะเป็นผู้แทน!

             คุณประยุทธ์ไม่ได้ถวายตัวต่อหน้าประชาชน ในพิธีนี้แบบที่ท่าน(อีกฝ่าย)คิด;แต่เป็น “ต่อหน้าพระพักตร์ พระมหากษัตริย์” ผู้ทรงเป็น “พระองค์แทน” ทรงความศักดิสิทธิสูงสุดของประชาชนไทยทั้งมวล-โดยเป็น “สมมุติเทพ”.

              พูดให้ตรงที่สุด –ทรงเป็น “พระประมุข” เพราะทรงเป็น

          “พระองค์”แทนสูงสุด พระองค์เดียว(ของประชาชนไทยทั้งมวล) ในการประกอบ “พระราชพิธีถวายสัตย์

              ของผู้น้อยกว่า:กล่าวคือ,

              ฝ่าย บริหาร(ประกอบด้วย คณะรัฐบาล ซึ่งแยกออกมาพิเศษจาก สมาชิกรัฐสภาทั้งมวล)-คือฝ่ายอำนาจอธิปไตย,และถ้า ร่วมกับสภา  เป็นสองในสามของอำนาจอธิปไตย-ด้านหนึ่ง;

         เฉพาะฝ่ายบริหารเท่านั้น?-ที่ถวายสัตย์,หรือ เป็นตัวแทนรับผิดชอบ ทั้งสภา?(ตอบกันเอง)

               อีกอธิปไตยหนึ่ง เป็นแบบพิเศษต่างหากคือ ศาลยุติธรรม มีหน้าที่ นั่งพระบัลลังก์ ต่างพระเนตร พระกรรฐ์ ต้องปฏิญาณในแบบของท่านต่างหาก.               

              ประชาชน เป็นสักขีพยานตอนไหน?

               “บัลลังก์ที่ศาลนั่ง”  เป็นพยาน-เพียงพอแล้ว!

               อาโก งิ้วชรา  “ศาล”ต้องมาจากประชาชน ตรงๆหรือ?เห็นพรรคพวกว่าอย่างนั้น!เลือกตั้ง “นายแพทย์”มั้ง  ฮาว่ะ?

               “เป็นเอดส์”โหวตเปล่า? ทุกอย่างเลยมึง งิ้วชรา!

             ข้อผิดพลาดของคุณประยุทธ์ ,หรือ?ความมี “ทศพิธราชธรรม”ทรงทอดพระเนตรเห็นครับ!  ผู้แทนราษฎร์ตอบแทน หรือเป็น ตะลาการได้หรือ?

             พิธีนี้พระองค์ทรง“เปิด”ใครจะ“ปิด”และถ้าทรง“ปิด”แล้วใครจะ”เปิด”?หรือทรงพอพระทัยแล้ว,ใครจะพอใจแทน ทรงไม่พอพระทัย-ใครจะสำแดงแทน?

               มติมหาชน หรือสัญญาประชาคม ที่ผ่านการชำระ สาบานตนของประชาธิปไตยสากล หรือเสรีแบบไหนก็ตามของพวกเขาทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิของกฎหมายฉันใด;ในขณะที่,

               มติมหาชน สัญญาประชาคม(กฎหมายทั้งปวง กระทั้งรัฐธรรมนูญ)ต้องผ่านพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไทย,จึงจะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ก็ฉันนั้น!

               นี่คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

               และประชาธิปไตยไทยไม่ว่าจะมองในมิติไหน ? เพราะมันไม่ใช่เป็นเพียงประชาธิปไตยสากลเท่านั้น แต่เป็นประชาธิปไตย “สาม-สากลโลก”ด้วยซ้ำ.

               ผมไม่ได้เล่นคำนะ เป็นประชาธิปไตย “ไตรโลกนาถ”ครับ

               ถ้ากฎหมายไทยไม่เริ่มแบบนี้ จะศักดิ์สิทธิได้หรือ? และถ้าฝ่ายบริหารคือสภา (รวมทั้งฝ่ายค้านด้วย) ไม่เริ่มแบบนี้ การบริหารและสภาจะยั่งยืนหรือ? การเลือกตั้งจะยั่งยืนหรือ? ระบอบประชาธิปไตยไทยจะยั่งยืนหรือ?

            คุณอยากได้ประชาธิปไตย แบบ “อังดัว”(ต้องผ่านเข้าสู่สัญญาประชาคมแบบฝรั่งเศสหรือ?) ถามก่อน ไม่เสด็จน้ำหรือ! พ่อมดทางกฎหมายเล็งแล้ว “เพียงวลีเดียว”-พึงระมัดระวังให้มากๆ!

               หรือแบบ “อองแก” (เพลงชาติเขา กอด เซฟเดอะควีน -คุณเป็นคริสเตียนแบบเขาหรือ?)

               หรือแบบ “ตาแซม”(นายกเอาจริงเอาจัง สาบานแบบประธานาธิบดี สหรัฐต่อพระพักตร์พระเจ้าได้หรือ?คุณเป็นคริสเตียนอย่างเขาหรือ? )

               ในทางกฎหมายแบบเสรีประชาธิปไตยของเขา-หรือของเรา “แจ้งกับใจอยู่แล้วทุกคน –ผมไม่ต้องย้ำ”

                ว่า บุคคลจะก้าวล่วงความเชื่อของผู้อื่นมิได้ พูดง่ายๆว่าจะทำการละเมิดทางศาสนาซึ่งกันและกัน โดย “ใครก็ว่าของใครดีกว่า-ได้ เพราะคุณเลือกของคุณแล้ว”

                แต่,ห้าม ดูหมิ่นเหยียดหยามความเชื่อผู้อื่น –เป็นรัฐธรรมนูญสากลไม่ใช่หรือ?“ผู้อื่น” ในที่นี้ คือ “ประชาชนคนใดใด” ก็ละเมิดมิได้ ถ้าเขาเชื่ออย่างนั้น.

             ถ้าคุณประยุทธ์ “ถวายสัตย์ไม่ครบ”ละเมิดใคร? ไปศาล เรื่องปกติ!

             ประชาธิปไตยคือ “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ”  เป็นเอกสิทธิของแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกันที่ต้อง ครบในทุกคน และต้องเคารพและไม่ละเมิด;ไม่ใช่เพียงแค่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งหมดอย่างเดียว,

              เข้าใจไม่ได้ครับ “อำนาจเหล่านั้น” ยัดใส่ขวดแล้วให้ผู้แทนถือ-นี่อย่างไรล่ะ? จึงอ้างว่า “กูมาจากประชาชน” อะไรที่นักการเมืองทำคือประชาชนสั่ง!

         ทั้งหมด ทั้งปวง ที่พูดมาถึงตรงนี้ “หยุดได้แล้วครับ!

         ขอร้องครับ “ท้องผมหิว”อ่า!

            ขอย้ำว่า “แม้ประธานาธิบดีสหรัฐ-ต้นแบบประชาธิปไตยสากล ของพวกคุณ-ผู้ที่เขาถูกเลือกมากับมือประชาชน ท่านยังสาบาน ตัว –หน้าต่อหน้าพระเจ้า-

         ไม่ได้สาบานตัวต่อ “ประชาชนผู้เลือกเขา”ไปถามนายทรัมป์ก็ได้ –ไป๊!

                 อาศัยว่ายุคสมัย เปลี่ยนไปเพราะประเทศในโลกนี้ต่างถือ “ลัทธิมือใครยาวสาวได้สาวเอา”เป็นกลศาสตร์นิวตันตามปกติ และเป็นชีววิทยารุ่นเก่า คือ “สัตว์ป่าที่เข้มแข็งกว่าเท่านั้น จึงจะอยู่รอด”ของดาร์วิน.

            ฐานะทางสังคมอาจจะดีกว่าเขา,หรืออาจมีกลุ่มทุนทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าเป็นพื้นฐาน หรือ มีการจัดตั้งกลไกทางการเมืองแบบใหม่ที่ได้เปรียบเพราะกุมอำนาจการสื่อสารได้ดีกว่า-

             ตลอดจนเข้าสู่ยุคที่ “เด็กดอง”กำลังมีบทบาทสูง เพราะเป็นกำลังแรงงานที่ต้องกุมความเป็นไปของอนาคต ที่ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่า เข้าครอบงำวิถีชีวิต และวิธีคิดที่ไปกันได้ –ในฐานะที่ครอบงำโดยเกือบจะสิ้นเชิงแล้ว.สากลนิยมกระมัง?

               ตัวอย่างในฮ่องกง พวกเขากล้าชักธงชาติ “ตาแซม” และ “ตาแจ็ค” ต่อหน้าต่อตาชาวโลก สำแดงความเป็นทาสอย่างเปิดเผย.ในประเทศเราก็มีทูตหรือทูตานุทูต หรือกระบอกเสียงของเขาเข้ามา อ้างเสรีภาพการแสดงออกเข้ามาเฉยๆก็มี.

                วันสองวันนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ ประท้วง สมาชิกสภาคองเกสสหรัฐบางคนที่ กล่าวสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง-มันถูกต้องหรือ?ที่สหรัฐจะแทรกแซงเขา หรือเข้าใจว่าคนของพระเจ้าเหนือผู้อื่น;

                แต่ผิดครับ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า“ของของซีซ่าส์ก็ถวายซีซ่าส์ ของของพระเจ้าก็ถวายแก่พระเจ้า” ตรงกับรัฐธรรมนูญสากล(ไม่ใช่ประชาธิปไตยสากล-เสรีนะ)“ถ้าภาษีจ่ายรัฐ เงินถวาย จ่ายวัด”

               แล้วคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเสพย์ชีวิต เสพย์สื่อ เสพย์ติดความฟุ้งเฟ้อชั่วครั้งชั่วคราวได้ไปวันๆหนึ่ง,ตามความเป็นจริงของโลกที่เหลือเวลาน้อยสำหรับ“องคาพยพแห่งความเป็นมนุษย์ ที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี  ไร้ความเห็นอกเห็นใจกัน และพร่องคุณธรรม” มันกำลังพ่ายแพ้ต่อ ลัทธิ “นิยมวัตถุ” ซึ่งมนุษย์มิอาจเอาชนะธรรมชาติของกลไก โลก ที่น่าจะเรียกว่า “โลกียสถาน”ลงไปทุกทีๆ.

             นายบุตรที่รักของใครเอ่ย, ผมพูดกับคุณตรงไปตรงมาเลย คุณบอกว่า การกล่าวถวายสัตย์ไม่ตรงหรือไม่ครบหรืออะไรดังว่า ของท่านนายกรัฐมนตรี,ผมถามว่า “ผิดรัฐธรรมนูญ” เพราะเป็นนัยทาง อักขระหรือไม่ “ตามตัวอักษร”ใช่ไหม?

                   ถ้ากฎหมายเขาเอาตามตัวอักษร? เราจะมีนักกฎหมาย ศาล,หรือกระบวนการ ทางกฎหมาย-เอากันง่ายๆว่า จะมีทนายเอาไว้ทำไม?

                   เพราะถ้าเราจะเอาอย่างนั้น ก็แค่อ่านออกเขียนได้ก็พอ!คงต้องรออีกหนึ่งมหายุคหนึ่ง เพื่อจะได้เรียน “อังดัว”กันทุกคน.

                    ตำรวจ “กางกฎหมาย” มาตรานั้นเท่านั้นเท่านี้; ป่วยการที่จะไปหาทนาย หรือป่วยการที่จะไปหาอัยการ ,ที่สุดคงไม่ต้องมีบัลลังก์ให้ศาลมานั่งเพราะ บางทีหาคนถือปืนสักกลุ่มหนึ่ง ให้ครูสอนภาษาไทยอ่านให้ครบ,จะจับผู้ร้ายก็จบที่ครูภาษาไทย และกลุ่มถืออาวุธสักสามเท่าของผู้ต้องหาพอครับ!

               ท่านชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาหรือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่ผมคิดว่า ท่านยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศเล็กๆอย่างเราอันเป็นตัวแทนของราษฎร์ ทั้งประเทศคนหนึ่ง มานาน(ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดตรัง ตามกฎหมาย)-เป็นประมุขของผู้แทนตลอดกาลนานแล้ว(ฟังๆกันไว้มั่งนะหนู),กล่าว เป็นนัยๆเตือนไว้งดงามพอสมควรแล้วทำนองว่า –เป็นเรื่องใหญ่นะ!

              และวันนี้ท่านปล่อยให้ทำได้ –เพราะถ้าดื้อตาใสก็รับผิดชอบกันเอาเองนะ!

                    “กระทู้-กระทุ้ง” อยากใช้ “เอกสิทธิ”พูดในสภาเต็มแก่!

                 ใหญ่มาก- พอๆกับ วลี(ของลูกพี่ที่เข้าสภาไม่ได้)ที่ว่า “ 2475ไม่เสด็จน้ำ”

         การพูดว่า “ถวายสัตย์ไม่ครบ” มีเนื้อหาและ เป็น “ภาคขยาย” เดียวกับ “2475ไม่เสด็จน้ำ” หนังม้วนเดียวกัน!

                     ผมเป็นคนในประเทศ(ยังมีคนนอกอยู่?-ฮา)นี้ถือว่า 2475เสด็จน้ำแล้ว,แต่ที่วุ่นวายเป็นเวลา “เท่าไร”น้า? แปดสิบเก้าสิบปีเพราะ,มีคนในที่อยู่  ใน “อุ้งเท้า”มหาอำนาจนั้นนั่นแหละ!.

             อันว่า คนที่เกี่ยวข้องเป็น นักกฎหมาย(พูดโดยรวม)กับประชาชนที่รู้หลวกกฎหมาย ที่จริงมันต่างกันแค่การลงทะเบียนประทับตรา กับไม่มีตราประทับว่า “จบกฎหมาย”เท่านั้นเอง.

                  ไม่ทราบว่า ในทาง “นิติปรัชญา” ว่า ไม่มีประชาชนคนไหนอ้างไม่รู้กฎหมายนั้นเป็น เพราะโดยพื้นฐาน ในสำนึกของมนุษย์-เขา “รู้กฎแห่งความอยู่รอดและอยู่ร่วมกัน”อยู่แล้ว, ผู้ที่ออกกฎหมายทุกคนจึงพูดว่า “คุณอย่าหลอกตัวเองว่า ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี”นะ.ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญกว่า!

                  โดยเฉพาะสำคัญกว่า กฎของ”อังดัว”อย่างพวกคุณ ที่เรียกว่า สาธารณชน หรือมหาชน หรือสัญญาประชาคมอะไรของคุณ, ที่ประชาชนอันมองไม่เห็นหน้า อีกมหึมา ที่เขาไม่ได้มาสันยิงสันยาอะไรกับพวกคุณ.ว่ารัฐธรรมนูญของพวกคุณนั้นใหญ่กว่าทุกสิ่งอย่าง.

                  รัฐธรรมนูญ “ตาแซม” หรือ “อังดัว” มันศักดิ์สิทธิที่สุด เพราะมันเขียนด้วยเลือดของผู้แพ้เป็นหมึก-แต่ด้วยปลายดาบและกระบอกปืนของผู้ชนะ,ในที่สุด!

                  แต่สำหรับเรา ประเทศเราปกครองด้วยระบอบ “ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”ครับ-เหมาะและศักดิ์สิทธิแก่ประชาชนไทยครับ.

                “แถลงการณ์ของคณะราษฎร์ 2475

     มีคุณภาพ ตามมาตรฐาน “ฎีกาขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ”

     ผู้ทรงพระราชทานคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์แห่ง  

                ตัวแทนอธิปไตยของประชาชนชาวไทย,       

            รัฐธรรมนูญทุกฉบับ ให้ความหมายแบบนี้ทั้งสิ้น.

                ผมอาจจะอัญเชิญข้อความของพระองค์ท่านไม่ครบ-และไม่ต้องให้ผม “คัดลอก”ใหม่นะ?เพราะผมก็ไม่ได้กำลัง “ถวายสัตย์”

             “พระองค์ทรงมอบอำนาจให้แก่ประชาชน

                   ไม่ใช่แก่คณะบุคคลใดคณะหนึ่ง”

            ( “ไม่เสด็จน้ำ”มีความหมายว่า -ตามแบบ “อังดัว”หรือ “ตาแซม” – คือไม่ต้องการ ของที่ “ทรงพระราชทานให้” แต่อยากปล่อยให้สุกแล้วหล่น หรืออยากสอยเองหรือ?อย่างที่ในปี 1789 หลุยส์ที่16  หรือปี1775สหรัฐ-ประกาศอิสรภาพจากจักรภพอังกฤษ  -ตอบซิว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น?”)

             ความหมาย “คณะหนึ่งใด”ของล้นเกล้า คือ นายหน้าของ “อังดัว” และ “ตาแซม”ด้วยครับ!

         เอา “ประชาธิปไตยสากล”เข้ามา คือ “นายหน้าของเขา”

                “อำนาจทรงระราชทานให้ประชาชน”

              ผ่านระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเลือก ก็มาเป็นรัฐสภา และ คณะบริหารที่ออกมาจากสภา:
              ผ่าน การเข้าส่วนใน “พระราชพิธีถวายสัตย์”

              เป็นการรับผิดชอบของ นายกรัฐมนตรีไทย ต่อพระราชพิธีเฉพาะท่านผู้เดียว ตามรัฐธรรมนูญ,

              ท่านนายกประยุทธ์ “ถวายสัตย์”  แทนคณะรัฐมนตรี หรือแทนทั้งสภา”ต่อเบื้องพระพักตร์.

              -เป็น “ปะรมเอกสิทธิ”(ปรมาภิไธย)  ทั้งสัมพัทธ์และสัมพันธ์กับ  “รัฐธรรมนูญ” ที่ได้รับพระราชทานมา จากสถาบันพระมหากษัตริย์.

              แปรอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ตามรัฐธรรมนูญ “ไม่ลิขิต” สู่รัฐสภา  โดย“พระราชพิธีถวายสัตย์” พระราชทานเฉพาะนายกรัฐมนตรีแทนทั้งรัฐสภา.

                (ขณะเดียวกัน) เสมือนตราพระราชลัญจกรที่ประทับว่า “ผู้แทนราษฎร” ได้รับอำนาจทางการนิติบัญญัติและการบริหารเด็ดขาดจากอธิปไตยของประชาชนแล้ว มีเอกสิทธินี้ (สัมพันธ์ สัมพัทธ์) หนึ่งวาระ-ไม่เกิน สี่ปี.

                 “ทศพิธราชธรรม”เป็น “รัฐบัญญัติ”แบบหนึ่ง อันกำเนิดจากความภักดีและศรัทธา เกิดขึ้นมาจากพสกนิกรในราชอาณาจักรแห่งพระราชอำนาจดั้งเดิม(ดั่งมาจากสวรรค์-อย่างที่ “ฮอบ”พูด)และเชื่อมประสานกับปวงประชาชนทางการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับอาณาเขตแผ่นดิน “ทำให้” เกิดสัญญาประชาคม อันมาจากพระบรมราชธรรมนุญาติให้มี และทรงพระราชทานจากฉันทานุมัติแห่งมหาประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ศักดิ์สิทธิ.   

              “สัญญาประชาคมไทย” ไม่เหมือน สหรัฐที่แลกมาด้วยกำลังอาวุธ ตัดประเทศขาดจากจักรภพอังกฤษ กำเนิดเป็นรัฐธรรมนูญสหรัฐโดยปริยาย; และไม่ได้มาโดย การช่วงชิงด้วยกำลังอาวุธเหมือนในฝรั่งเศสซึ่งขาดจาก “ขนบ”และกฎเกณฑ์ทางการเมืองการปกครอง-เข้าสู่บริบทกฎหมายสัญญาประชาคมใหม่ของพวกเขา.

                    แต่ไทยเรียก “ราชประชาสมาศรัย” ครับ!

                มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันในเรื่องการส่งผ่าน“รัฎฐาธิปัตย์”คือ“ความเชื่อ ความศรัทธา ความไว้วางใจ” ตามแต่องคาพยพแห่งอำนาจอธิปไตยนั้นๆซึ่งแตกต่างกัน แต่ละรัฐ-เป็นสัญญาประชาคมสากล.

                    ราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญเป็น “ของพระราชทาน” จากพระหัตถ์ตามที่รัฐธรรมนูญระบุชัดเจน.

                   โดยเนื้อหา ท่าน “ถวายสัตย์”ตามรัฐธรรมนูญ, บางข้อความไม่ตรงตามอักษร-ซึ่งเป็นความผิดพลาดต่อเบื้องพระพักตร์ “ที่ทศพิธราชธรรม ทรงทอดพระเนตรเห็น” ในพระราชวินิจฉัย-ใคร ก้าวล่วงได้?

            การ “ถวายสัตย์”ของพลเอกประยุทธ์ใครบอกว่าไม่ครบนั้น,อย่าเอาประชาธิปไตยเสรีหรือสากล มาแปดเปื้อนเด็ดขาด-

                การสาบานตนของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ- ผิด ถูก เป็น “สิทธิอำนาจ”แห่งพระเจ้าของเขา,ไม่มีใครกล่าว “อภิปราย?”?ผลออกมาตามคำสาบานที่เขาให้ไว้ต่อพระเจ้าของเขา อัน ต่างความเชื่อ ศรัทธา การวางใจ ไม่เหมือนกับเรา.

                ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เหมือนกับการ “ถวายสัตย์”ในความเชื่อแบบไทยๆ!

            หรือแม้แต่ “King can do no wrong” ของชาว “อองแก”ที่ว่าจะเป็นแบบเราก็เป็นคนละประเทศอยู่ดี.จะคล้ายก็ว่าไป –แต่ไม่เกี่ยวกัน.

            สำคัญที่สุด  ใครคิดว่ามีความผิดพลาด ที่ตรงไหน?ที่กระทบแม้นใกล้ ผงธุลีเบื้องยุคลบาท “ย่อมไม่มีที่ตำหนิได้” ย่อมเคลื่อนไหวประการใดไม่ได้.(เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดนี่ประการที่สอง)            

           เว้นแต่มีความเข้าใจเดียวคือ “เมื่อทรงเปิด ก็ไม่มีใครปิด ,เมื่อทรงปิดก็ไม่มีใครเปิด”-เป็นความหมายของการไม่ระคายเคือง-แม้กระทั่งฝุ่นที่อยู่แทบพระบาท.

             ประชาชนไทยเข้าใจและน้อมรับเช่นนี้เสมอมา!

             ดังนั้น,มีใครใดใดในประเทศนี้ที่จะ “ให้ทรงเข้ามาให้มีการถวายใหม่?” เว้นแต่คนไม่รู้กาลเทศะ หรือ “คนต่างชาติ”เท่านั้นเอง!

              ความเป็น “อังดัว”ที่อวดดี, ได้ มีเจตนาที่จะเข้าเฝ้า “ถวายระราชสาส์น” ,โดยไม่ยอมหมอบคลานต่อสมเด็จพระนารายณ์-เพราะอ้างว่าผู้เชิญพระราชสาส์นย่อมเป็นตัวแทนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14,ซึ่งสำหรับสยาม จะอ้างไม่ได้ ถ้าตัวจริงเสียงจริงไม่มา(ย่อมนั่งเสมอกันมิได้.)

              ก็เอาตัวจริงที่เห็นเป็น “ผู้อัญเชิญ”มา “เป็นเกณฑ์”เพราะคนไทยมีจินตนาการ-ไม่เหมือนกัน.

             พระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ ไม่ได้สูงกว่าผู้เชิญครับ!

             เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของเมืองระหว่างประเทศ;แต่สำหรับการเมืองในประเทศ,วันนี้,จะเล่นล้ำเส้นกันขนาดนี้แล้วหรือ?

             จึงตีความได้สองอย่างที่เป็นอื่นไปนอกจากนี้ไม่ได้คือ:

              “ชังชาติ”กล่าวคือ “ลบหลู่”เอากฎหมายของสากล ประชาธิปไตย มาเหนือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระประมุขหรือ?นี่คือ ประการที่หนึ่ง.

               และ,“หนึ่งประเทศสองความคิด ว่าด้วยรัฐ?” กำลังดำรงอยู่;

               นี่คือประการที่สอง,

               ด้านหนึ่ง,“ประมุขแห่งราชอาณาจักร” ย่อมหมายถึงทรงเป็น The First of the People-เมื่อมีการสร้างสรรค์ “รัฐธรรมนูญ”?ที่ทรงมีพระเดชา แห่ง “ทศพิธราชธรรม” ทรงพระราชอำนาจพระราชทาน “รัฐธรรมนูญ” ที่ถูกสร้าง,(ตามแบบMonarchical Constitutioned PaliaMent)

                เฉกเช่นอำนาจอธิปไตยประชาชน ที่สร้าง-ทั้งสัมพัทธ์และสัมพันธ์กัน เป็นหนึ่งเดียว-ต่างวาระ ต่างพระราชพิธี-กรรม แห่ง(พระ)องคาพยพ-ที่เหลื่อมลำดับกัน.

                เพราะทรงเป็น พระประมุขผู้ ทรงปราศจาก ข้อผิดพลาดทั้งสิ้น   King can do no Wrong!(ตามแบบConstitutional Monachy)

               นี่คือรัฐหนึ่ง-เป็นแบบ ไทยเองไม่ใช่หรือ?นี่สำเร็จแล้วจาก2475ถึง2557 (การเปลี่ยนแปรง-เริ่มจากการรัฐประหาร ปี 2557,โดยสัญญาประชาคมใหม่-รัฐธรรมนูญปี 2560เป็นพยานรับแล้ว.)

                เลือกตั้งปี2562 ได้ยืนยันถึงการเป็นผู้นำรัฐบาลของท่านประยุทธ์แม้ “เสียปริ่มน้ำ” ที่ถูกต้อง ตามระบอบรัฐสภา-พร้อมความสมบูรณ์แล้ว ในพระราชพิธี “ถวายสัตย์”ของพลเอกประยุทธ์นายกรัฐมนตรี ต่อเบื้องพระพักตร์-พระปรมาภิไธย!

                อีกด้านหนึ่ง; เอาธรรมนูญแห่ง เสรีประชาธิปไตย หรือสากลประชาธิปไตย(ตรงไหน? ที่เพิ่มเติมเข้ามาในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย)

               -หรือที่ว่า “2475-ไม่เสด็จน้ำ”

             ไม่น่าจะเป็นเจตจำนงของคณะราษฎร์อันได้ยอมรับโดยดุษฎีถึงการ  รับพระราชทานรัฐธรรมนูญ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว “ฉบับถาวร” วันที่ 10 ธันวาคม 2475 คือ “วันรัฐธรรมนูญ”เป็นพยานถึงการยอมรับของคณะราษฎร์ ที่ใครต้อง “การสืบทอด”ตามนัยยะอะไรอีกหรือ?

             “การถวายสัตย์ไม่ครบ”ทั้งๆที่สำเร็จแล้ว, ใครเป็น ตะลาการ วินิจฉัยว่าไม่ครบ?-ผู้แทนราษฎร์มีอำนาจนั้นหรือ?

 ดื้อรั้นจะทำ,ใครไปห้ามเล่า-ทำได้ เชิญ,แต่เพื่อประโยชน์อะไรกันหว่า?

              อนึ่ง, (ตัวอย่าง)ไม่ใช่การเมืองไทย ใช่ไหม?

               เป็นนิทานของรัฐแบบต่างๆแห่ง “ระบอบประชาธิปไตยประชาชน” ซึ่งไม่เหมือนกับเรา,

                  คนจำพวกหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่า เป็นพวก “สุ่มเสี่ยงเอียงซ้าย”

                  -ถือเป็นผู้ทรยศกลุ่มหนึ่ง ด้วยเหตุสองด้าน.

               ด้านหนึ่ง เสนอวิธีให้เอาประชาชนเป็นข้ออ้าง-ใช้การต่อสู้ทุกรูปแบบ ถ้าเอาสภาเป็นเวที เคลื่อนไหวได้ก็จะดี-ฮา.

                เตรียม “นำคนไปตาย”อย่างที่เกิดในฮ่องกง หรือเทียนอันเหมิน,-เออ,คล้ายปี ๕๓ นิดๆของใครเอ่ย!ไม่ต้องร้อนตัว เรียกว่า “ไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา” น่าจะเป็นหนังกำลังภายใน,ไม่ใช่เรื่องจริงมั้ง?

             อีกด้านหนึ่ง เสนอสิ่งที่เรียกว่าแนวทางทำให้เกิดความวุ่นวายและนำไปสู่การรัฐประหารตามหลักการเลนินคือ

                หนึ่ง  สร้างสะถานการณ์ให้รัฐบริหารไม่ได้ 

              สอง  ให้รัฐไม่เป็นที่ยอมรับของมวลชน รถติด แดดร้อน ข้าวยากหมากแพง มีคนอยากตาย  นานาประเทศไม่มาลงทุน  โยนเลวๆให้ “แม่งมัน”รับหมดอะไรๆก็ได้ที่คนไม่เอา การปกครองนี้.

               สาม กลไกรัฐขวางกันเอง ล้มระเนระนาด เดินหน้าไม่ได้

             และต้องพร้อมด้วยแก้ว สามประการ คือมี พรรค มีกองทัพ(ตรงนี้พวกนี้มันคิดผิด –มันไปหาเอาดาบหน้า นี่แหละ”ไม่ใช่”ของจริง)

              และแนวร่วม ซึ่งก็มีพวกที่ถูกเรียกไปชำระเร็วๆนี้-ให้ชำระคดีแพ่งแต่ “ยกฟ้องอาญา”เสมือนเพื่อการปองดอง-นิรโทษกรรม?บางพวกเข็ด แต่บางพวกไม่เข็ด.

             แต่ คนที่ก่อการนี้ในอดีตของประเทศ “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” จะเป็นผู้ทรยศเนื่องจาก “มักใช้การวินาศกรรมในเมือง”

               โดยประสานการเคลื่อนไหวมวลชน-ลงถนนเป็นเกราะบังหน้าก่อน (ผมไม่ได้ว่าใครนะครับ แต่ดักหน้าใครไม่รู้ว่ะ)สุมกำลังเข้ายึดอำนาจ นำไปสู่ความสูญเสียของผู้คนมากมาย แน่นอน

          –เขาถูกกำจัดโดยพรรคปฏิวัติ(บอลเชวิค)ทันที!เพราะทำให้ผู้คนล้มตายโดยไม่จำเป็น ซึ่งไม่ว่าจะปกครองแบบไหน ถ้าทำให้ประชาชนล้มตายก็มีความผิด,ทั้งขั้นทั้งล่อง ละว่ะเฮ้ย!

                “ทรอสกี้” เอ็งกำลังทำอะไรอยู่?

                คงไม่มีใครยอมให้เกิดเหตุเช่นนี้ ในประเทศของใครแล้ว.

                “คนแดนไกล” สากล(เช่นนโปเลียน  โบนาปาร์ต) ไม่มีแผ่นดินอยู่! ผมไม่ได้ว่าใคร แต่เตือน “กูเตือนทุกเรื่อง” เพราะกูเป็นคน “ขี้เหม็นคาวเลือด-คลื่นไส้”

                ท่านประธานชวนเตือนเอาไว้ว่าเรื่องใหญ่ “ฟังกันไว้บ้างนะน้องๆ”

                นั่นเขาใช้ชีวิตพอจะคุ้มบ้างแล้ว 70ปี,ปล่อยเขาไปไกลๆ.
                เกิน
40ปีกันกี่คนล่ะ หนุ่มๆทั้งหลาย?

                นี่ไม่ได้ยุให้เป็นงูเห่านะ ออกมาเถอะ.

                 เราต้องการรักษาชีวิต ของทุกคน รวมทั้งต้องเดินหน้าประเทศไทยได้แล้ว-เพื่อคนส่วนใหญ่ที่ยากลำบาก. หยุดคลั่งการเมืองได้แล้ว-เราลำบากมามาก.

                ปล่อยให้ประชาชนได้เกี่ยวเก็บสิ่งดีๆของประเทศที่งดงามแลอุดมสมบูรณ์กันบ้าง เหนื่อยแล้วหล่ะ.

                รัฐธรรมนูญ สากล-เสรี ประชาธิปไตย ต้องการให้ประเทศไทยใช้,

              เหมือนสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 –ประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 23.ที่เข้ามาในประเทศไทย.เมื่อร่วม300ปี,

              เหมือน สนธิสัญญาเบาริ่ง เมื่ออังกฤษ เข้ามาบังคับไทยเมื่อร่วม200ปี, แล้วใครตามมา.

              พวกตามมาเหล่านั้นหน้าตามัน ต่างกันตรงไหน ปัจจุบันนี้ คือ ยูเอส  อียู-ผิดนิดเดียว, วันนี้สหรัฐนำ อังกฤษตาม.

             รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยสากลของเขาที่พยายาม “ยัด”ให้เราใช้มาอย่างยาวนาน (กระทั่งปี 2560) ยังจะเปลี่ยนเนื้อแทรกเข้ามา “เหมือน”สนธิสัญญาเบาริ่งไม่มีผิด(ทุกคน-นักวิชาการกองพะเนินเทินทึก –มีมติแล้วไม่ใช่หรือว่าการเข้ามาของสนธิสัญญาเบาริ่งเป็นการแปร “ประเทศเป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา และกึ่งทุนนิยม”อย่างมีจังหวะก้าว เป็นกระบวนการของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”) 

              ถ้าคิดแบบ “อังดัว” ไม่ปรับให้อยู่ในระบอบประเพณีการปกครองไทย. “เสด็จน้ำแปลว่าอะไร?”จงยุติได้แล้วครับ.

                “หลุยส์”(คงไม่ใช่หลุยส์วิตองแน่!) และใครๆเขาก็นับเลขเป็นเหมือนคุณ “ 14 15 16”และใครๆเขาก็รู้ว่า เกิดอะไรในปี ค.ศ. 1789.

                  ขอร้องเถอะ  “คำขอร้อง” ไม่ใช่วัฒนธรรมของระบอบ “เสรี” ประชาธิปไตย-หรือสากล ผมรู้;

                  ผมรู้ เพราะสิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค พวกคุณจะได้มาด้วยการต่อสู้-โห่ฮิ้ว! แต่ผมเป็นผู้เคารพในระบอบรัฐธรรมนูญไทยที่ “ปกครองด้วย ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ซึ่งอย่างน้อย-มีการขอร้องและร้องขอกันได้ครับ “ที่นี่ไม่ใช่สนามรบครับ!”และก็ไม่คิดครบกับ”โจร”

            นายชวน หลีกภัย เคยเตือนเอาไว้ไม่ใช่หรือว่า “เรื่องใหญ่”ที่พวกคุณจะทำ.

           -เออ!อย่าให้มันไปถึงซึ่งสำเร็จโดยเจตนาแล้ว,เลย!คงจะลอยนวลลำบาก-เอาตัวเองให้หลุดเถอะนะ,บ่วงนี้ยิ่งดิ้นยิ่งรัดตัวเอง!

            แผ่นดินนี้ประชาชนไม่ใช้ปืนครับ-ให้หมอใช้เข็มฉีดยา ปล่อยทหารใช้ปืน –แบ่งงานกันทำตามหน้าที่!

           ถ้าวันนี้หยุด, แปลว่า ไม่มีเรื่องเช่นนี้อีก (เอกสิทธิ์ในสภามันก็มีข้อจำกัด)-เชื่อผมเถอะครับ,คำพูดไม่ถูกกาลเทศะที่ผ่านๆมา ก็เป็นเพียง เด็กอมมือที่เคยพูด ก็ไม่มีใครถือสาหาความ-ก็ดูจากวันนี้พรุ่งนี้ของพวกคุณแหละครับ.เป็นโอกาสของพวกคุณแล้วหล่ะ “หยุดวันนี้” หลุดหมดทุกอย่าง- (เขาก็อยู่แดนไกลแล้ว) แบกกันต่อไปทำไม?

                                          7กันยายน 2562

                                            ศรีภูมิ ประสานพล

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน