*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 108
  • จำนวนผู้ชม : 70200
  • จำนวนผู้โหวต : 17
  • ส่ง msg :
  • โหวต 17 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 505 , 09:53:21 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

     “อย่ายุบพรรคอนาคตใหม่”

     ขาดคุณสมบัติของนักวิชาการและนักประชาธิปไตยที่สุด,สำหรับคนที่เสนอกลุ่มนี้!

                 ไม่ทราบว่าท่านผู้มีชื่อเสียง ชาญวิทย์-คงไม่ต้อง เปิดด้วยคำ “ดร.”หรือนามสกุล หรือ กิตติคุณประเทศนี้ ยาวเหยียด ปิดท้ายชื่อท่าน;ถ้าจะฟ้องร้องผมๆ ก็จะไม่ ทำเป็น ศรีทะนนชัยว่า, ผมไม่ได้ว่า ท่านชาญวิทย์นะ ผมจะไม่โยกเป็น “ไอ้ชาญ” เพื่อนกิน-เที่ยว บ้านอยู่หนองหมาว้อโน่นแน่ะ,ชาญวิทย์นี้แน่!

                 แต่ถ้าท่านชาญวิทย์ว่าผม “หมิ่นประมาท” และให้ผมกราบเท้าท่าน  ผมจะกราบท่านทันทีโดยไม่รอช้า-วันละสามเวลา,เพราะท่านเป็นอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิทยาให้ผมครับ.ตอนนี้ก็เขียนไปไหว้ท่านไปนะครับ-จะบอกให้.

                 อย่างไรก็ตาม,ในเรื่องเดียวกัน เราก็สามารถเสนอหรือกระทั่งเห็นต่างมติของศาลได้ (เพราะในคณะลูกขุนหรือกรรมการศาลยังไม่ตรงกัน)เว้นแต่ว่าตัดสินไปแล้ว.จะผิดหรือจะถูก ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน.

                 ผมกำลังพูดเรื่องเดียวกัน ที่เป็นบรรทัดฐานระหว่างศิษย์และอาจารย์ด้วย;แต่ผมบอกตรงๆว่าสังคมไทยยังตามไม่ทันในสิ่งที่ผมพูด หรือระหว่างอาจารย์กับศาล-ถ้ารู้กาลเทศะ; ในระดับทั้งสังคมก็ไม่ควร,จะเอาอย่างอาโก ผู้จุดธูปไหว้ศาลพระภูมิแทน กระทั่งหัวล้างข้างแตก ไม่เข็ดก็ตามใจครับ: ผมพูดได้เต็มปากว่าราศีของท่านปรมาจารย์ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้,ท่านขายได้ถึงยุคหน้า ไม่ต่างจากเซเดย์ขายได้เกือบร้อยปีหรือคุณจิตร ภูมิศักดิ์ ขายได้พอๆกันหรือท่านชาญวิทย์จะเอาไว้ขายแค่สองสามอาทิตย์นี้แล้วจบ-เพราะท่านมาถึงครึ่งหนึ่งของทั้งสองแล้ว- บอกตรงๆท่านดร.โก ในสายตาของผมไม่ต่างอะไรกับอาโกเจ้าของร้านกาแฟ-ไม่ได้ว่าไม่เท่าเทียมกันนะ,แต่บรรทัดฐานไม่สมศักดิ์ศรีดีกรีที่มีมา-จะเอาอย่างนั้นหรือครับ?

                 เพราะชื่อและเกียรติ “ยี่ห้อ”นี้คือใคร?ก็พอแล้ว!และ(but also)อีกท่านคือท่านสุชาติ สวัสดิศรี(คำว่า “ท่าน”ที่นำหน้าชื่อสุชาติ สวัสดิศรี นี้ ผมถือว่าเป็น “ท่าน”แบบที่เรียกว่า “ท่านถวัลย์” ท่านถวัลย์-ผมเคยนิยามท่านแรงมากว่า “ภาพของท่านไม่ใช่จิตรกรรมอย่างสากลนิยม” เช่นปิกาสโซ่ แต่ท่านคือช่างที่ฝีมือสูงสุด ตามแบบฉบับ “ข่างศิลป์”โบราณที่มีมา แสดงออกในรูปแบบตะวันตก-ต่างจากท่าน กมล ทัศนาญชลี ซึ่งจิตรกรรมของท่านประสานระหว่างสยาม-สากล,In the mean time  ท่านคง ทำห่อปาก ปลายหนวดสองข้างทิ่มลง คล้ายจะพูดว่า “เอ็ง-ศรีภูมิเป็นใครวะ?”แรกๆก็ดูจะปึ่งๆ และก่อนท่านสิ้นชีพตักษัย(ผมเต็มใจใช้คำนี้) ท่านพอใจและย้ำ “คำของผมเอง”นี้หลายครั้ง! ผมเคยไปดูกรรมวิธีสะเก็ดภาพของท่าน –ผ่านโอเว่อร์เฮด ต่อหน้าท่านคึกฤทธิ์ ปราโมช ที่หอประชุมเล็ก-คงไม่มีหอไหนดังเท่ากับหอประชุมเล็กธรรมศาสตร์, และอีก “ท่าน”คือ “ท่านอังคาร” ก็เป็น “ท่าน”ในแบบเดียวกับท่านสุชาติ –เป็นที่เคารพของผม;คิดขึ้นได้ว่า “ภาพชุดรามเกียรติ์-มิติสากลของท่านถวัลย์”ได้แสดงที่ บริติชเคาซิล สยามสะแคว(มีอีกสถาบันนอกรั้วมหาวิทยาลัยคือAUA)ซึ่งผมเป็นขาประจำของห้องสมุดนี้, ตั้งแต่เรียนเตรียมอุดม เพราะเป็นเส้นทางเดินกลับบ้านไปประตูน้ำและเมื่อกลับมาเรียนที่ธรรมศาสตร์-ไม่จบอยู่ดี หลังผมออกมาจากป่า ที่จะแวะไปเสมอคือสำนักสิงห์สนามหลวง –โลกหนังสือ แห่งสยามสะแควของใครหล่ะ?วันนั้น,วันที่ติดตั้งภาพนับกว่าสิบภาพของท่านถวัลย์ ช่างศิลป์กว่าสิบคน กำลังวางสะปอร์ตไลท์ ไฟ ฉายไปแต่ละภาพ ยังไม่เสร็จดี ท่านอังคารไปยืนกอดอกดูด้วยความภูมิใจแทนเพื่อน,ทันใดนั้น มีใครไปเหยียบสายไฟ แสงไฟบางดวงดับ-ขอย้ำยังเป็นการเตรียมงาน ยังไม่ได้เปิดแสดง ท่านอังคาร รีบวิ่งไปที่ไฟที่ดับ ปีนตรงโน้นทีตรงนี้ทีเหมือน “เจ๊กตื่นไฟ”ผมไม่ได้เหยียดหยามเจ๊กนะ แต่แบบนั้นจริงๆ ท่านถวัลย์ กอดอกดูเพื่อนรักด้วยความเข้าใจ ชาวศิลปากรที่ยังเรียนไม่จบที่อยากไปชมก่อน ต่างหันมามองหน้ากัน และพูดว่า “กระหายขนาดนี้เลยหรือ?ท่านอังคาร!” หลุดนิดหน่อย ศิลปินไม่ยอมผ่านง่ายๆ-แต่เรื่องการเมือง มันเป็นคนละแนวครับท่าน,บางทีก็เลยตามเลย.

                -เรื่องอดีตส.ส.พัทลุงไม่ยอมหยุด ก็ถูกต้องแล้ว,แต่ยุ่ง จนประเทศแทบอดไปหลายมื้อ อย่างไรหละท่าน?เส้นแบ่งระหว่างศรีทะนนชัย ที่ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ วิจัยจนเป็นต้นแบบ นับร่วมสามสิบปี-บางทีมันก็ประจานจิตใจได้ดี-มันฟ้องไปจนวันตายได้;ผมอ่านท่านกิเลนประลองเชิงใน ไทยรัฐ เรื่อง เยธรรมมา หรือทุกข์มาจากเหตุ อันเป็นคำสรุปของ อริยะสัจ4 โดยท่าน อัสสะชิซึ่งเป็นหนึ่งใน เบญจาวรรค ทั้งห้า-เขาเคยถือความเชื่อของพวกยิวมาก่อน,เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าไม่เป็นตามนั้น “ถือศีลอด” จึงจากไปเพราะพระพุทธองค์ ล้มเลิก หันไปประกอบชีวิตปกติ,แต่แล้วก็กลับมาและบรรลุธรรม,แต่วันนี้ผมเชื่อพระเยซูเพราะการดับเหตุแห่งทุกข์,ผมไม่มีปัญญากระทำได้ด้วยการ “ไปดับด้วยแรงหรือปัญญาตน” แต่พระเจ้าเท่านั้นที่ดับให้ได้-พูดจริงๆไม่ได้พูดเล่น, ถ้าจะดับ,ก็ตรงใจกลางของตนเองคือ        

                “การให้”เพราะเป็นเสรีภาพของมนุษย์ทุกคน,โดยเฉพาะให้สิ่งที่ตนเองมีอยู่แน่ๆ ไม่ไปเอาจากคนอื่นมาให้,ทุกคนมี อย่าโกหกกันเลย,และที่รู้ๆ อย่าปิดเลย “ทุกคนมีภัยอยู่ในตัวเสมอ

             -และสิ่งเดียวที่เป็นการดับทุกข์สูงสุดที่เราไม่ควรเก็บไว้คือ แจกแหลกไปเลย “ภัยจะเก็บไว้ทำไมหละ?”ก็เพราะไม่ว่าภัยไหน?  “ภัยเป็นไฟ” หอบไว้ทำไม? จง “อ-ภัย” คือเอาไปเลย “ภัย” พระคัมภีร์บอกเสมอ “จงฉลาดและไม่มีภัย” ทุกฝ่ายครับ-ตรงกับพุทธศาสนาเปะเลย-“อภัยทาน”อาตมาขอบิณฑบาต สาธุ ,พระเยซูคริสต์รับไว้แต่ผู้เดียว อาเมน!

              ปล่อยวางให้พระเจ้าจัดการดีไหม?ถ้าทำไม่ได้ ก็ขอให้ทำได้เถอะท่านให้ได้ครับ.

                 เพราะพระคัมภีร์ว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดชอบธรรม ไม่มีแม้แต่คนเดียว” ที่อ้างโน่นนี่นั่นเพราะ “สมหรือไม่สมประโยชน์ตนเอง”ทั้งนั้น.

                 อนึ่ง และ,ถ้าส.ส.ท่านนั้นแพ้แล้วก็อย่าแก้แค้นก็จบ-อ้างว่าทำให้ถูกต้อง-ตามกฎหมาย,ศรีทะนนชัยอีกแย้ว ใครเขาก็ดูออก?

                 ธนาธรและพรรคของเขา มีสามเรื่องต้องพูด,เออ หรือห้าก็ได้: ถ้าไม่ยุบพรรคท่าน หรือไม่ก็ ทำอะไรสักอย่างกับกรรมการพรรค;ไอ้ที่ว่าตามสปิริต,เมื่อจ่า(ลูกน้องประยุทธ์มั้ง?) ยิงคนตายนับสิบๆ ประยุทธ์ต้องลาออก(เออ.ไม่เห็นหรือ?ต้นแบบประชาธิปไตยโลกที่ท่านยกย่อง- มันยิงกันเป็นว่าเล่น ปีละกี่ครั้งหละ ไม่เห็น “ไอ้ทรัมป์”มันลาออกเลย.

                ไหนๆก็ “ดัดจริต”เป็นนักประชาธิปไตย ก็น่าดัดจริตต่อไป เพราะพรรคของคนตั้ง6,000,000กว่าบวกปราชญ์ทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่อีกหนึ่งท่าน,จะเสียหายเพราะเงิน190ล้านเป็นเหตุ“ทำดัดจริตเป็นประชาธิปไตย”ไม่ได้หรือ? ลาออกทั้งคณะก็จบ;แค่นี้ก็พอจะรู้ว่า-ที่ทำท่าจะเกณฑ์คนหกล้าน และเดือดร้อนอาจารย์ที่อาจเสื่อม ความเป็นปรมาจารย์เอาไว้ในวันสองวันนี้แหละ-เชื่อผมเถอะครับ ทุกฝ่ายนั่นแหละ “อนาคตใหม่ของประชาธิปไตยไทย”ยิ่งกว่าริบหรี่-ความหวังของท่านอาจารย์ชาญวิทย์ ยังมีอีกหรือ?หลอกตัวเองหรือเปล่าเนี่ย?

                ยิ่งกว่านั้น(คงต้อง) ก็ไปรื้อเอาพรรค ปะดามีของคุณทักษิณกลับมาใหม่? ถึงจะถูก ,ก็หมายความว่าฉีกรัฐธรรมนูญปี50และ60นั่นเอง,คงจะสะใจใครต่อใครพอสมควร,เพราะรัฐธรรมนูญสองฉบับนี้ตั้งใจจะปราบโกงจริง(แม้จะเริ่มหัดตั้งไข่)และกลับมาเริ่มต้นรัฐธรรมนูญปี40-ของบรรดาชนชั้นผู้ปกครองที่เป็นทีมของชนชั้นปัญญาชนนายทุนน้อย (เผด็จการชนชั้นนายทุนน้อย)

                ทำไมผมถึงพูดว่าเผด็จการ เพราะ,รัฐธรรมนูญนี้ซึ่งเป็นการร่างโดย “ตน” เพียงหยิบมือเดียว(ผมถามว่าคนที่จบปริญญาตรีในประเทศที่ด้อยพัฒนานี้,มีกี่คนเมื่อ เทียบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ)

                รัฐธรรมนูญปี40ของราชอาณาจักรไทย(ตั้งแต่ตอนนั้น)กำหนดว่า,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องจบปริญญาตรี(อันเป็นแบบ-Model ให้ปี50และ60คงคาตาใจติดต่อกันมา-ช่างน่าสงสาร,รวมทั้งตัวกระผมด้วย)

                รัฐธรรมนูญสหรัฐอันเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญโลก ท่านก็รู้,เพราะดร.คอแนล คงเข้าใจดีและ”อังดัว” หรือ “อองแก” คงไม่ต่างกัน.

                NO TAX NO REPRESENTTRATIVE ท่านบอกว่า คนที่เสียภาษีคือคนที่จะมีผู้แทน,และคนที่ (มีหน้าที่เลือกผู้แทน)เสียภาษีก็มีสิทธิเป็นผู้แทนได้ -เว้นแต่ไม่ถูกเลือก -คนที่จบปริญญาตรีเสียภาษีมากกว่า?หรือฉลาดกว่า หรือมีอภิสิทธิกว่า หรือเป็นพลเมืองมากกว่า,เขาเป็นผู้แทนได้สมศักดิศรีกว่าหรือ?

                เหตุไฉนใยฉะหนอ(มาถึงตรงนี้?) รัฐธรรมนูญปี40 จึงได้ คัด(เลือก)แทนประชาชนว่า ถ้าไม่จบปริญญาตรี,อย่าเลือกนะ,อะไรวะ-งงหวะ;ถ้าประชาชนคนหนึ่ง บอกว่า “โง่กว่ากูอีก ไม่จบปริญญาตรี กูไม่ลงให้หรอก”ก็เป็นวิจารณญาณของท่าน-หรือถ้า “ไอ้นี่ -ไม่จบขี้หมาอะไรเลย-แต่มันหาเงินสุจริต จนรวย จะเลือกมันเผื่อมันจะมีอะไรดีๆมาบอก” ทำไฉนท่านจึงเป็นประชาธิปไตยในหมู่คณะที่ตนเองถนัดครับ-ถนัดนั่งบนหอคอยงาช้างเหมือน “พวกเรา”ไม่ว่า?

                 คงเป็นคติว่า “คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด”ตามตรรกศาสตร์ของดาร์วิน “คือคนแข็งแรงกว่าจะชนะ” มันสะท้อนประชาธิปไตยสมัยทาสแห่งกรุงโรม-พลเมืองโรมมีสิทธิเสรีภาพและเป็นเจ้าของอธิปไตยผ่านสภา-ยกเว้น คนที่เป็นทาส; ที่แท้จริง(พวกเขา)ค้ำจุนโครงสร้างทางสังคมของทั้งประเทศ;ไม่เพียงแต่เป็นฐานที่คอย แบกเสาไม่รู้จักกี่ต้น(ไปถามท่านรองนายกคนที่ปิดปากบ่อยๆกันไวรัส โควิท-19ดู) ของของสภาเกียกกาย ก็เถอะ. อย่างน้อยๆก็กินภาษีของพวกเขา-สมัยโบราณ,ยังเอาไปฝังทั้งเป็น เพื่อวางเสามุมเมืองอย่างเดียวก็มี-ในอดีตทั้งไกลและใกล้.

                 ผมนึกไม่ถึงว่าลัทธิ “การวางศิลาหลักเมืองหรือกำแพงเมือง”ยังมี อยู่ในกากเดนความคิดของท่านทั้งหลาย,มันเสมือนกลิ่นซากคน หรือสัตว์ที่ออกตุๆในบริเวณนั้นๆ,มันแตะจมูกผมทุกวี่วัน!

                เสียงตะโกนอยากมีรัฐธรรมนูญไวๆ,ต่อมาอยากเลือกตั้งไวๆ,หรืออยากมีรัฐบาลไวๆ ,กระทั่ง “พวกมึงออกไปไวๆ” มาจากคนกลุ่มเดียวกันเพราะกลิ่นซากเดนตุๆ จะเป็นซากคนตายหรืออื่นๆ, มันออกมาจากไรฟันของคนกลุ่มนี้;กลิ่นจากไรฟันของพวกหมาป่าไฮยีน่าที่รุมทึ้งวัวป่าเคราะห์ร้ายตัวหนึ่งมันประจานความเป็นยอดห่วงโซ่ของสัตว์ในป่า-มันยังฟ้องคละคลุ้งไปหมดฉันใด;กลิ่นจากไรฟันของพวกท่านก็ฟ้องไปทั้งระบอบการเมืองไทย-ชนชั้นปัญญาชนไทยยังคงมีอภิสิทธิเสมอ-แต่ไม่ว่ากัน เพราะเขาเป็นเด็กเป็นอนาคต วันหนึ่งเขาจะเป็นยอดห่วงโซ่ “ทุกคนให้อภัยเสมอๆ”

                ถ้าเป็นอย่างนี้, ระบอบ “สัตว์การเมือง”ในประเทศนี้ ยังคงควรให้ชนชั้นนี้ เป็น “กลุ่มอภิสิทธิชน” กลุ่มหนึ่งอยู่ดีละหรือ ที่อ้างสิทธิอันชอบธรรม ตาม ลัทธิครองความเป็นเจ้าโลกเสรี-ประชาธิปไตยสากล,

                 e.g.

                บอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์2563-การแปรอักษรล้อ เช่น  ฟ ห ก ด เ ส ว ง จะว่าใครสักคนไม่มีใครว่า เพราะเป็นประเพณีแต่ก็เพราะ มีสุนัขเอาไปผสมโรง ฉันใดก็ดี,ไม่มีปัญหา;  แต่เมื่อ,อยู่ภายใต้กฎหมาย อภิสิทธิชน พึงปราม อยู่ในขอบเขต หยุดแต่กระตุ้นต่อม “คิด”แต่ว่า,ที่จะไปขยายต่อ,เป็นกระแสทางการเมืองนั้นผิด!

                 ช่างน่าละอาย และสมเพท ที่สุด!ประเทศไทยถูกโกง(ท่านก็สอนเองว่า ต้นและใจกลาง การโกง คือโกงการเมืองก่อน)มีมาตั้งแต่หลังปฏิวัติ2475- ก่อนนั้นไม่ต้องพูดถึง,ทั้งจากฝั่งเผด็จการทหารและเผด็จการพลเรือน(พอใจไหมท่านอาจารย์ หรือไม่พอใจเพราะไม่ควรว่าพลเรือนโกงด้วย?ต้องว่าทหารฝ่ายเดียว ?)            

                 ผมไม่รู้ว่า “ใครทำผิด” พรรคไหนทำผิด แต่รู้อย่างเดียวว่า: “ใครมีอำนาจครอบครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย”หรืออีกอย่าง “ชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็แน่ไซร้เพื่อนชั้นนั้น ยามใดนายทุนเขียน คนก็เปลี่ยนกลายเป็นหมา อกเอ๋ยอนิจจา นี่แหละหวา ยุติธรรม”

                  ถ้าให้เงินกู้ “ร่วมสองร้อยล้าน” ทั้งที่รู้ว่า มันเอ็นพีแอล แง๋แก๋ มันจะต่างอะไรกับให้ใช้ฟรีๆ;ระดับ “ไพร่หมื่นล้าน”ผมคงไม่กลัว เพราะอันดับมันแค่ไม่เกินที่สามสิบของประเทศ (แต่นั่นมัน Modelเดิมแบบ ทุนขุนศึกนายหน้า หรือกลุ่มทุนนายหน้า ต่างชาติ ท่านก็อาจทำเองได้ ด้วย “ทุนชาติ” ผมก็ไม่ได้ว่าความสามารถพวกท่านไม่มี “ด้วยทุนชาติ” ที่กระจอก-คำหมาดๆของอาจารย์แก้วสรรสัมภาษณ์กับคมชัดลึก,เออนี่หรือ? เอาไปเทียบกับทุนผูกขาดไทย ที่ “ตี๋น้อย” มัก โบ้ยไป ให้มอง คือกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดแบบพรรครัฐบาล ที่เลี้ยง โต๊ะจีนนั่น ,ว่าที่จริงกลุ่มทุนผูกขาดไทยมันก็ยังกระจอก,เพราะระดับอันดับสามสิบของไทย ยังกระจอกในสายตาอาจารย์ –แต่ทุนนายหน้า ทักษิโนมิคสมัยสิบปีก่อนยัง4,000กว่าล้าน แต่รู้ใหม่นายหน้าแดนไกลนี้ ยัง “อยู่ที่ร่วม” ในอันดับ ที่พันหรือ 500; และ เออ,ก็ไม่ต้องยุบพรรคก็ได้เพราะมันยังกระจอกไป!)

                 แต่, นี่คือโมเดล เพราะนี้,ถ้านายแจ็คหม่า หรือนายบิลเกดให้กู้บ้าง(อย่าคิดว่าหลุดเข้ามาไม่ได้นะ-เพราะโคโลน่าสายพันธุ์ “โควิท-19” มันยังหลุด สายพันธุกรรมของ ลัทธิ “ทุนนิยม”มันกลายพันธุ์ซับซ้อนกว่ามากครับ;โมเดิล “190 ล้าน”เป็นแค่นำร่องเท่านั้นเอง,ได้มาตั้ง เกือบ 80คน(มีตัวช่วย-ต้อนมาแค่พรรคเดียว)

                 ถ้าผมลงทุนสักสิบเท่า -1,000ล้านเอง,ผมคงได้ทั้งสองสภา-จริงไหมเพี่ย!

                 ยิ่งถ้าประมูลหมาดๆ(5จี เรื่องเดียวแสนกว่าล้านเกือบ 1เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีไทยแล้ว,ร่วม 100,000ล้านและอะไรต่อมิอะไรจนท่วมจีดีพีไทย ที่มีประมาณ18,000,000ล้านบาท)ลงทุนโครงสร้างทางสภาไทยแค่นี้มัน “ธรรมดา”ครับผม!เพราะของล่อใจทุนต่างชาติมีบานเบอะ!

                 เพราะท่านทั้งหลายก็ทราบแล้วไม่ใช่หรือว่า  “คอรัปชั่นในประเทศนี้”มันอาจเท่ากับ 30เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี-แปลเป็นภาษาของคนไม่จบปริญญาอย่างผมก็คือ,ถ้ากางเกงขาสั้นของหนุ่มหล่อคนหนึ่ง(เอาเป็นว่าเสือใบ)ขาดไป “30เปอร์เซ็นต์” ไม่เพียงแต่พวงทั้งพวงของท่านช้างหน้า มันออกมาหมดทั้งแท่ง แถมไข่สอง และด้านหลัง-ถ้าเพศสภาพที่พวกท่านก็ยอมรับว่าเท่าเทียมกัน ก็พอเหลือให้เปิดช่องให้เพศสภาพของพวกป่าเดียวกัน ได้-ถลุงหมดตูดนะซิครับ,หน้าหลังเกลี้ยง-แค่นี้โลกสมัยใหม่เขาก็เรียกว่า “ล่อนจ้อน”แล้วหละ!สำหรับนายแบบ190ล้าน.

                    จบข่าว เบรคนิวส์!  

             ที่จริงผมเจตนาเขียนเรื่อง “มิติการเมืองไทย-จีน” พอเห็นข่าวนี้เข้ามาจึงเอา เรื่องด่วนๆนี้มาคุยก่อน,เพราะใกล้วันนั้นจะมาแล้ว-ยุบหนอพองหนอ!                                                 

             (ต่อไปนี้เป็นTopics ที่ผมจงใจจะเขียน-ผู้ไม่สนใจ ไม่จำเป็นต้องอ่าน เพราะน้องๆป็อกเก็ตบุ๊ก สองสามร้อยหน้า ร้อยกว่าบาท นี่อ่านฟรีครับ)

      มิติลุ่มลึกการเมืองไทย-จีน

                (ตอนที่1)

    วันนี้(หลายวันแล้ว)ได้อ่านความเห็นของเด็กรุ่นใหม่(ปากอมมืออยู่มั่ง?)บอกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น;อันสะเทือนไปทั่วโลกคือ,ทหารคนหนึ่งถืออาวุธร้อยแปด ยิงคนตายที่โคราชในศูนย์การค้ายอดนิยมของจังหวัดนครราชสีมา(๑. ดู,ภาคผนวกเมืองโคราช)ซึ่งถือว่าเป็นเมืองอันดับสองของประเทศไทย ต่อจากกรุงเทพ)เจ้าคนนี้บอกว่าเป็นการสะท้อนความกดดันของการต่อสู้ทางชนชั้น:

           แหม-ฟังดูผมเป็นปลื้มที่เด็กจากพรรคอมขวดนมใหม่,มันรู้จักอ้างทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้นมาอธิบาย,ในขณะเดียวกันก็อ่านหนังสือ”มติใครวะ?” หน้าสามหรืออะไรนี่,สรุปว่า,สถานการณ์รัฐบาลสืบทอดอำนาจของสามป. มันกำลังเทียบเคียงได้กับ สมัยก่อนสิบสี่ตุลาคม 2516,กำลังจะรอเวลาที่จะ “ขับไล่”  สามผู้สืบอำนาจเผด็จการแบบ สามทรราช “ถนอม ประภาส ณรงค์”

           โดยเอาขบวนล้อการเมืองของชาวบอล-ประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์เป็น “ข้อสังเกต”ชูโรง;ผมได้แต่หดหู่,ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับคนพวกนี้,

           ในวันเดียวกันนี้,

           หน้าสามของมติใครวะ,ผมเคยพูดสัพยอกว่า “ดัดจริตแห่งดัดจริต”นานมาแล้ว เพราะความคิด “วัตถุนิยมเชิงกลศาสตร์”ของคนพวกนี้ –มันเป็นอะไรไป,เห็นเป็น “กงจักร” เอ้ย-ไม่ใช่เป็น “กลไก”นาฬิกาสวิส-ดูมันเรียบง่าย ดูเป็นตรรกะบัญญัติ ไตรยางค์อย่างไรชอบกล;

           ถ้ามีมือก็ต้องมีตีน ถ้ามีตีนก็ต้องมี กบาล,

           ถ้าพูดในสภาไม่ได้ก็พูดตามถนนและถ้าพูดไม่ได้ก็พูดใน“ป่า”(ไม่ได้ยุให้ เข้าป่า จับปืนนะ) ดูเข้าท่าหน่อย,เพราะมันดันไปพูดที่สหรัฐโอละพ่อ, การต่อสู้ทางชนชั้นของพวกเขา มันไฉน “ตายพราย”อย่างนั้น! เออคำว่า “ตายพราย”เหมาะเจาะจริงๆ มันคล้ายต้นกล้วย ตายพราย-หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี,มันยิ่งกว่าโรคชรา.มันเป็นพวกอนุรักษ์นิยมของชาวลัทธิมาร์กซ-เขาว่าระดับ “ตำนาน”ทีเดียวจะว่าลัทธิแก้ก็ใหญ่ไป เอาเป็นว่า “พวกโรคไร้เดียงสา”

           เรื่องแรก,เขาว่าทหาร จ่าสิบเอก นั่นมันถูกลูกพี่กดขี่ข่มเหง! เท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ เพราะทั้งโจทย์ จำเลยก็ไปในที่สงบกันแล้ว,แต่ที่นักการเมืองรุ่นอมมือ ลากไปเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น,มันดูจะพิกลพิการละมั้ง?ไอ้ที่ว่าพันเอกหรือจ่าสิบเอกนั้น เขายังเรียกว่า”ชนชั้นเดียวกันอยู่” ว่ากันตามทฤษฎี-มันเหมือนพ่อค้าใหญ่กว่า โกงพ่อค้าเล็กกว่า,เป็นความขัดแย้งทางสังคมปกตินั่นแหละ.

           จะขออธิบาย “เปรียบเทียบ” ให้สั้นๆว่า,กรรมการพรรคอย่างคุณธนาธรหรือปิยบุตรหรือคุณช่อ ก็รับผิดชอบสูงหน่อย ส่วนสมาชิกพรรคก็เป็นชั้นเดียวกันแต่อำนาจลดหลั่นกันไป;เราก็ยังพูดไม่ได้ ว่าพวกสามคนนี่เป็นชนชั้นผู้ปกครองและสมาชิกธรรมดาเป็นผู้ถูกครอง ยังไม่ได้ครับ,

           ยกเว้น “ไพร่ห้าพันล้าน” ที่ปล่อยเงินกู้ ร่วมสองร้อยล้านให้กับพรรคนั้น,นี่แหละกำลังเรียกว่าเป็นคนละชนชั้นกับ ชาวพรรคและสมาชิกครับ-เขาย่อมเป็นผู้ให้คุณให้โทษได้เด็ดขาดกว่า,อาจเป็นการต่างชนชั้นกันแบบ,นายทุนกับกรรมกร(เป็นการปกครองอย่างในตึกอันมีชื่อของเขาแหละ!) หรือ ศักดินาที่ให้เงินกู้กับเกษตรกรนั่นอย่างไรหละ!

           มันจึงต้องสอบกันว่า,เป็นระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบเจ้าขุนมูลนายครับผม-อันนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับศาลรัฐธรรมนูญนะ,นี่เป็นเรื่องทางความคิดในหมู่นักทฤษฎีปฏิวัติ(ไม่เกี่ยวกับผิดถูกในรัฐธรรมนูญ)

           เรื่องนี้(ขอย้ำ อย่าโยงครับ)ตามความเข้าใจของผม,อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายหรือเรื่อง ทีเขาทำผิดทำถูก แล้วจะเป็น “การกดดันศาล” ถ้าเป็นทำนองนั้นผมก็ขอโทษ.

           แต่ความเข้าใจของผมคิดว่า มันควรจะทำความเข้าใจกันให้ทั่วกันว่า,ถ้าเกิดกู้กันในระดับนี้ได้ คือ,จะตีความว่าเสมือนเป็นการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง;ด้านหนึ่ง คนที่ให้กู้ดูจะแปลกๆเพราะ อันว่าการลงทุนทางการเมืองมันไม่แน่ ไม่นอนเอามากๆ(ถ้าทำกันได้)ปกติชนที่เป็นนายเงินมันคงไม่คิดเสี่ยง,หรือถ้าจะบอกว่าเขากล้าเสี่ยงทั้งๆที่ตอนนั้น(ตรงนี้ไม่รู้ว่าให้กู้ก่อนหรือหลังการยุบพรรคอะไรนั่นเห็นมีนายจาตุรนคนหนึ่ง,และหมดสิทธิเลือกตั้ง เขาจึงให้มวลชนของเขาเทคะแนนให้ฝั่งนี้) เอาเป็นอันว่า,ไม่รู้ว่าพรรคคนหนุ่มสาว มันจะได้ส.ส.สักเท่าไร?ถ้าเล่นกันแบบไม่มีคะแนน มาช่วย)เอาเป็นว่าการให้กู้เกือบ200ล้านนั่นมันจะสูญไหมเนี่ย?ถ้าผมเป็นนายทุนคงคิดว่า ไม่เอาดีกว่า.

           แต่ถ้าเจ้าตัวบอกว่า “พ่อ แม่กูรวย” ไม่ว่ากันครับเรื่องของมึง!

           แต่กูว่า หนึ่ง ใครจะเชื่อมึงวะ,สอง-ถ้าไม่โง่งึมจนไม่อาจรู้ว่า ถ้าเกิดมีเจ้าบุญทุ่มกลุ่มหนึ่งมาจากเมืองนอกมันอยากลงทุนธุรกิจการเมืองบ้าง ถ้าการกู้ทำได้นะ?มันให้มาสัก1,000ล้าน(ไม่ต้องถามนะครับว่าทุนต่างชาติเข้ามาไม่ได้ มันเข้ามาได้ง่ายกว่า ไวรัดโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่เสียอีก-ไม่ต้องทำเป็น “ซื่อบื้อ” โคตรดัดจริตว่ะ!)คุณจะชนะเขาหรือ?เว้นแต่ว่าผสมโรงพวกเดียวกัน!นี่คุณลงไป200ล้าน(ดีไม่ดี มันถือเป็น “โมเดล” ญี่ปุ่นเรียก “กิมิกาเซ่” อาหรับแปลแล้วความว่า “ระเบิดพลีชีพ” ขึ้นมา-ตายแล้วให้ไปเกิดเป็นเซอเบียบ้าง ไปนอนโดฮา-เว้นแต่บางคนไปเข้าแถวรอแจกอาหารในปารีส เฮ เฮ้ ได้ทุกวัน “ยุ่งตายห่ะ”) ยังได้มาตั้ง 80คน,แล้ว ห้าเท่าของพวกคุณมิได้ 400คน-เต็มสภาล่างไปแล้วหรือ?อย่าคิดว่าเขาหานอมินีไม่ได้ หรือเขาไม่มีนักวางแผนอย่างพวกคุณ,เขาอาจหานักการศึกษาที่เยี่ยมกว่า “น้องแว่นส้ม”มาได้ตั้งหลายคน-หานักกฎหมายระดับ “อังดัว”นับสิบคน ได้เลยแหละเรียงหน้ามาตั้งแต่ อังดัว ปรีดี มากมายแถวธรรมศาสตร์ก็แยะเยอะ-เพราะอังดัวเหล่านี้มัน ถือแค่ “สัญญาประชาคม” เป็นกฎหมาย “I AM the STATEมันแทบจะเอาส.ส.คนหนึ่งเป็นรัฎฐาธืปัตย์เลยแหละ! 

            เห็นอย่างนี้(กลับมาพูดเรื่องทฤษฎีความขัดแย้งทางชนชั้น ต่อ)ทำให้นึกถึง “นายโหวง”ที่เป็นนักศึกษาแพทย์ผู้นำคนสำคัญ,วันนั้นดูเหมือนจะเป็นปีประมาณ2518,ตอนนั้นมีการยุให้นักศึกษาแตกคอกับชาวนักเรียนอาชีวะ,แล้วทางนักศึกษาก็จัดเวทีอภิปรายที่หอประชุม เอที(ทุบไปแล้ว)ในธรรมศาสตร์, นายโหวงพูดบนเวทีกับนายสมาน เลือดวงศ์หัด- นายกนักศึกษาสมัยนั้น- สมานก็พูดพอรู้เรื่อง,แต่นายโหวง มันขึ้นจ้อ ความคิดเหมาเจ๋อตง เรื่องลัทธิมาร์กซ “ว่าด้วยทฤษฎีความขัดแย้ง” เช่น ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างอะไรต้องสำเหนียก ความขัดแย้งรองคืออะไรต้องเทียบดู,วันหนึ่งความขัดแย้งรองอาจจะขึ้นมาเป็นความขัดแย้งหลัก,และด้านหลักของความขัดแย้งก็ไม่เหมือนกัน;เออ,ถ้ามัน(ไอ้โหวง)ถนัดวิทยาศาสตร์ มันน่าจะหันหลังไปหากระดานและโยง นักศึกษาเป็นอย่างไร? นักเรียนอาชีวะมันอยู่จุดไหน,และรัฐบาลเผด็จการสมัยนั้นกับประชาชนเป็นอย่างไร?

           พอมันพูดจบ “กู(ผมเอง)เลยหันไปหาเพื่อนๆที่นั่งฟังอยู่ว่ามันพูดอะไรวะ?” พวกเราก็ก้มหน้าและต่างมองหน้ากันว่า “เขียนจดหมายน้อยถามมันดีไหม?” ว่าไอ้โหวง มึงกำลังพูดเรื่องอะไรวะ?โคตรจินตนาการเลย.

           สักพักหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่ง ชี้ไปที่โต๊ะ-เราก็พบหนังสือว่าด้วยความขัดแย้งของเหมาเจ๋อตงบนโต๊ะที่นายโหวงถือมาเป็นเอกสาร,มันก็ยังหน้าดำพูด “ว่าด้วยความขัดแย้ง”อยู่นั่นแหละหน้าดำคร่ำเคียดใหญ่เลยและมองมาที่เรา เหมือนว่าเราสนใจขนาดหนัก-อยากจะเอาน้ำไปลูบหน้ามันจริงๆ ,เพื่อนอีกคนบอกว่า “มันกำลังร้อนวิชา”เพิ่งจะพิมพ์ขายออกมาใหม่ๆนี่!

              วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า(ทุกๆ สี่ปีหรือห้าปี)ก็จะมีนักศึกษาแต่ละปีออกมาด้วยภาวะร้อนวิชาแบบนี้เสมอๆ และมันน่าฉงนจริงๆ ชนชั้นปัญญาชนที่เป็นชนชั้นปกครอง(เอาตามทฤษฎีของเขา)ในมหาวิทยาลัย;ท่านไม่เบื่อหรือ?พายเรือแจวแต่ละปี,ก็พาลูกศิษย์ลงเรือต่อต้านชนชั้นปกครองประเทศ(ไม่ว่าเลือกตั้งหรือรัฐประหาร)เหมือนเดิม; จากจอมพลแปลก(ว่ากันว่าท่านชื่อแปลกเพราะ ใบหูของท่านมันอยู่ต่ำกว่าระดับตามาก,ถ้าสรวมแว่น –จะถูกเรียกว่า “แว่นแลบน”เขาว่ามาอย่างนี้) พิบูลสงคราม,มาเป็นจอมพลสฤษดิ์(ท่านผู้นี้ไม่แปลกเพราะคนมีอำนาจโบราณหน่อย มีภรรยามาก-ก่อนสิ้นชีพตักษัย ที่โรงพยาบาลวอเต้อร์ลีด ในฮูสตัน เท็กซัส ด้วยภาวะไตวาย,ท่านร้องเพลง “ร้อยชู้ลือเท่าเนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้แม่ได้” เพิ่งจะรู้เหรอครับ?)มาเป็นกลุ่มถนอม-ประภาส(สำหรับท่านถนอมนั้น อยากรู้ที่ว่า “ยิ้มสยาม” ก็เห็นจะมาจากท่านนี้แหละ ไปหารูปดูว่ายิ้มสยามเป็นอย่างไร?ส่วนท่านประภาสหรือ ท่านตุ๊นั่น ชอบไปซื้อสินค้าที่สนามหลวง ตอนนั้นสวนจตุจักรไม่มี,แต่มีที่สนามหลวง ตอนหลังสั่งให้ย้าย เพราะตรงนี้มักเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ,ผมอยู่ธรรมศาสตร์และมักไปทำกิจกรรมวันอาทิตย์เคยเห็นท่านประภาสแต่ง “เสื้อยีด กางเกงขาสั้นลายสะก็อต” ตัวแดงสรวมแว่นตาดำ ดูไปเหมือนลูกหมูเลย ไม่มีมาตรเผด็จการทรราชเลย ท่านไปซื้อกล้วยน้ำว้าหวีหนึ่ง เขาบอกว่าหวีละสองบาท ท่านต่อสามหวีห้า-พูดทีเล่นทีจริง และหันมายิ้มแหยๆกับผม-ผมก็จ้องดูเพราะ ต่างไม่มีใครกลัวใคร(นี่พูดเรื่องจริงนะ นักศึกษาพร้อมจะแลกหมัด-ไม่อย่างนั้นไม่ยอมจับปืนเข้าป่าหรอกครับ-เตรียมแล้วถ้ามึงเล่นกู ก็ จับปืนเข้าป่าสู้กัน นานสองนาน ที่สุดซื้อไปหวีเดียว-ผมว่าจะเจียดค่าบุหรี่ไปซื้อให้ท่านจัง-แต่มาคิดว่าท่านรวยเป็นพันล้าน ถ้าเทียบตอนนี้ ท่านทักษิณยังจนกว่านะ)

          และต่อมา,เป็นรัฐบาลหอย-ไปหาคำอธิบายเองว่า “หอยอย่างไร?”ต่อมาครึ่งใบ ป๋าเปรม, รัฐบาลสุจินดา และมาถึงนี่ “สามป.”เอากันหนักๆ(เอาไปเทียบว่าสามทรราชได้อย่างไร?) สามผู้สืบทอดอำนาจนี้แหละ!

          และพวก “นอสอพลอ” มาจากน.ส,พ.บางฉบับพูดแต่เผด็จการ สืบทอดอำนาจ,จนแล้วจนรอด เวียนอยู่ในอ่าง,เมื่อไหร่จะหลุดจากวงจร “ความคิดอุบาทว์” เสียที; ว่าแต่เรื่อง “วงจรอุบาทว์”ของการเมืองไทยเป็นอย่างเดียว?

         เรื่องของนาโหวง คือเรื่อง “ตัดตีนเข้ากับเกือก” เอาเรื่องจริงมาพูดเพื่อให้เข้าใจ(แบบว่า)ให้มันยาก-ตามทฤษฎีที่มันยากอยู่แล้ว.

         ส่วนเรื่องของนสพ. “มติใครวะ” เป็นเรื่องดัดจริตแห่งดัดจริตธรรมดา อ่านเอามัน!

         ส่วนเรื่องของพวกเด็กอมมือที่พูดว่าด้วยการต่อสู้ทางชนชั้น,เขาเรียกเอากฎบัญญัติไตรยางค์มาพูดโยงไปมาเพื่อให้ “งงหัวเล่น”

         ถ้าพูดกันตามหลักลัทธิเลนิน ซึ่งเหมาเจ๋อตงก็ยังถือว่าตนเองไม่มีสิ่งใหม่ นอกจากความเข้าใจเดิมที่อาศัยการอธิบายของสตาลินนั่นเอง,ส่วนทางโฮจิมินต์ก็บอกว่าตนเองเป็นนักเลนินเอาตรงๆ;

             ผมต้องการจะสื่อว่า “การต่อสู้ทางชนชั้นนั้น”อันเป็นทฤษฎีพื้นฐานของมาร์กซ-เองเกลนี้พัฒนามาจากหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์

           -ที่หมายถึงการปรากฏตัวของมนุษย์ที่มีสัญชาติญาณแห่งการต่อสู้เอาชนะธรรมชาติซึ่งเป็นปกติวิสัยของมนุษย์; การต่อสู้ทางชนชั้นก็คือการต่อสู้ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง,แต่ในทางตรงกันข้าม,เพราะมนุษย์นั้น(ที่มีวิสัยการต่อสู้)เขาก็มักถือการเอาชนะ “ผู้อื่น” เป็น “การต่อสู้ทางธรรมชาติ”อย่างหนึ่ง ก็คือกฎเดิมที่มาร์กซ-เองเกล ก็ยอมรับว่า “ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมพ่ายแพ้” ตามกฎดาร์วิน จึงเข้าสู่ประเด็นเดิมที่ว่าเมื่อเขากดขี่ผู้อื่น(ด้วยความเข้มแข็งกว่าทางร่างกายหรือทางความคิดหรือความเฉลียวฉลาดกว่า) นั่นแหละจึงนำไปสู่การต่อสู้ทางชนชั้น

            -การต่อสู้ทางชนชั้นในระยะประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยทาส(ดูหนังเรื่อง สปาตาคัส –ที่นักแสดง “เคิร์ก ดักกราส”เพิ่งเสียชีวิต) สมัยศักดินา ที่ปฏิวัติในฝรั่งเศส ปี1789 ถึงปฏิวัติชนกรรมมาชีพ(ในรัสเซีย และการปลดแอกในจีน) จึงล้วนเป็นการต่อสู้ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง-แทนที่, กลายเป็นระยะ ที่ “จำเป็น” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้-นั่นคือการต่อสู้ทางชนชั้น,จึงเป็นด้านหลักของความขัดแย้งทางสังคม.

            แต่แท้จริง,ถ้าถือเอากฎนี้เช่นกัน-ถ้าคนที่ฉลาดเฉลียวกว่าจะรู้จักการต่อสู้เอาชนะธรรมชาติของตนเอง ที่ไม่ยอมใช้การเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์(มันอาจเข้าสู่การต่อสู้ทางความเชื่อและศาสนาเข้าไปบ้างแล้วเพราะเป็นปริมณฑลของภาวะจิตวิญญาณ)ก็ยังเป็นภาระใจกลางของการต่อสู้ทางธรรมชาติในด้านหนึ่ง-มันจึงมีสองกระแสคือ,เอออาจเป็นสามกระแสคือ เอาชนะธรรมชาติของตนเองด้านหนึ่ง ประการที่สอง,หรือจะเอาชนะหักหาญผู้อื่นด้วยความได้เปรียบกว่า หรือแนวที่สาม ร่วมกันเอาชนะภัยธรรมชาติที่เรามองไม่เห็นและไม่สามารถกำหนดหรือรู้เท่าทันได้.

            เรามาถึงจุดกึ่งกลางระหว่างทางสามแพร่งคือ:

            แพร่งแรก, ต่อสู้ทางชนชั้นแบบสัตว์ป่า,

            แพร่งที่สอง ต่อสู้กับธรรมชาติ ทั้งธรรมชาติของตนเองและโลกธรรมชาติ(ตามยถากรรม)

            แพร่งที่สาม คือต่อสู้กับตนเอง เพื่อจะสร้างแนวร่วมมือกันต่อสู้ทางธรรมชาติ.

            ตรงนี้ผมจะไม่พูดว่าอะไรควรเป็นเป้าหมายของตนเอง! เพราะมนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือก และการเลือกของตนเองย่อมส่งผลที่ตนเองต้องรับผิดชอบไปอย่างเลี่ยงไม่ได้.

          และทั้งหมดนี้ที่พูดมาล้วนเป็นมิติ ทางทฤษฎีที่มาจากความคิดเหมาเจ๋อตงที่ส่งความสัมพันธ์ผ่านมาในเชิงทฤษฎีทางการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุด-เป็นความสัมพันธ์ทางความคิดระหว่างไทย-จีน หนักหน่วงและซึมลึกที่สุดในสังคมการเมืองไทยสายหนึ่ง นอกจากสาย เสรีประชาธิปไตย-สากล.

            หนังสือของ “ต้วนลี่เซิง”ผมอ่านนานมากแล้ว-เป็นเรื่องที่จีนเขาบันทึกถึงดินแดนตอนใต้ที่มีกลุ่มประเทศในอาเชี่ยนเสียส่วนใหญ่,ประเทศไทยน่าจะเป็นตัวเอก:เป็นการอธิบายถึงมิติไทยจีนที่อยู่ในระยะเริ่มแรกน่าจะไปถึงประมาณพ.ศ.456 ถึงพระเจ้าฮั่นโกโจทีเดียว,

            ผมพอจะจำความได้สักสามสี่เรื่องที่สำคัญ น่าจะอยู่ประมาณหลังการมาของชนจากอินเดียที่อพยพเข้ามาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คงอยู่ประมาณพ.ศ.200,ในเรื่อง ผมคาดว่า  ประมาณ พ.ศ. 400-600,เป็นว่าก่อนบันทึกของชาวปโตเลมี พ.ศ.ก่อน 700 (ผมพยายามจะอุดช่องว่างที่ขาดๆเกิน ในเรื่องราวโบราณของอดีตที่ผ่านมาของแผ่นดินไทยและใกล้เคียง)

            ชาดกมหาชนกที่เกิดก่อนพุทธกาล ก็ได้เล่าว่าสุวรรณภูมิ มีตัวตนอยู่จริง และมีการค้าทางสำเภากับอินเดีย,ความง่ายๆที่เราจับได้คือ “ที่นี่เป็นแดนทอง” เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ,ใครที่จะแสวงหาความมั่งคั่งก็ต้องมาที่นี่;ตรงนี้เราพบว่ามีการทำเหมืองโลหะ และใช้เครื่องมือโลหะก่อนสมัย2500ปีล่วงมาแล้วเป็นอย่างน้อย.

            และก็พบทั้งขวานมีบ่า และไม่มีบ่าอยู่ร่วมกัน-แสดงว่าในยุคหินใหม่ได้ติดต่อกับทางตะวันออกของอินเดียนานแล้ว,ก็อุดช่องว่างเวลาความเจริญของดินแดนนี้ไปถึง 3,000ปีขึ้นไปแล้ว ซึ่งเข้าใจว่าคนที่นี่เป็นผู้บุกเบิกวัฒนธรรมที่สูงของตนเองมาก่อน แล้วก็มี;เช่นการเดินเรือปากน้ำและชายฝั่งทะเล การเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงควาย การปลูกข้าวเป็นต้น(แต่การมีราชอาณาจักรหรือการมีภาษาที่เรียกว่าเป็นยุคประวัติศาสตร์นั้น ยังไม่ปรากฏ,เว้นแต่ เราพบกลองมโหระทึก-ดองซอนกระจายอยู่ทั่วไป,ซึ่งเสมือนมีการรวมตัวเป็นชุมชนที่ทำสงครามชนชั้นในระดับหนึ่ง-แต่จากการสำรวจอายุน่าจะอยู่300ปีก่อนพ.ศ. ที่เรียกว่ายุคสำมะริดตอนกลางยังไม่ถึงตอนปลายคือยุคเหล็ก-ตรงนี้ผมเชื่อว่ายุคเหล็กของเราเกิดขึ้นมาช่วง ต้นสมัยพุทธกาลพอดี,แต่เป็นเหล็กที่มาจากที่อื่น อันเป็นเหล็กดีที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งท่านเซเดย์ได้ ฉงนสงสัยว่า การสกัด “ไหหิน” ที่ทุ่งไหหินนั้นเป็นเหล็กชั้นดีระดับของพวกฮิตไท,ท่านบอกว่ามันเข้ามาอย่างไร?ท่านเซเดย์ “อังดัว”รุ่นเก๋า บอกว่า คนที่นี่ไม่น่าจะฉลาดเอง ผมก็เชื่อว่าจริง เพราะ ในช่วงนั้นมีกลุ่มคนจากทางตะวันตกเข้ามา ผสมผสานกับคนที่นี่ กลายเป็นนาคพันธุ์-สิงหลวัติบ้าง กลายเป็นโยนกนาคนครบ้าง ศักราชเราอาจเอามาเป็นแค่พ.ศ. 1500 เพราะเพดานของเราถูกกดเอาไว้แค่พ.ศ.1700 ที่อพยพมาจากจีน,ก็โดยความเชื่อของท่านอังดัวเซเดย์เอง.

              ยังห่างชั้นกับยุคประวัติศาสตร์จีนที่มีมาก่อนร่วม700ปี,คือยุคราชวงศ์เซียง-แต่ผมเคยอ่านโบราณคดีที่หอสมุดธรรมศาสตร์นานมากแล้ว ว่าเขาพบมัมมี-แบบห่อมัด “กาสัง” ที่ตอนใต้ของจีน เขาว่าเป็นมัมมีของชนชาติไต ดูเหมือนอายุประมาณ700-400B.C.ดูจะเข้าข่ายทฤษฎีของผมที่เชื่อว่า มีพวกยิวมากับพวกโยนกซึ่งเป็นกรีซสายหนึ่งที่รอนแรมมาตั้งแต่การโจมตีของเนบูคัดเนสซา ก่อนพ.ศ.ประมาณห้าสิบปี-ในหนังสือของท่านธรรมทาส พาณิชบอกว่าพวกเขาหมายถึงโยนกได้เข้ามา ในนามศากยวงศ์และมาเป็นราชวงศ์ “คิวถัน”หรือราชวงศ์โคตม ที่จีนบันทึกว่าเป็นกษัตริย์แคว้นเช้กโท้หรือแดนดินแดง-อยู่ทางใต้โน่น

           ย้อนกลับมาดูช่วงพ.ศ.400ถึง 600ในหนังสือของ “ต้วนหลีเซิง”

           น่าจะอยู่ประมาณสมัยอูตี่หรืออูติหม่างผู้สืบทอดจากพระเจ้าฮั่นโกใจ;ก่อนนั้นก็มีราชวงศ์จิ๋นซีอ๋อง ก่อนนั้นก็เป็นราชวงศ์จิ๋นหรือโจว,ประวัติศาสตร์จีน เริ่มจากราชวงศ์เซียง ตกประมาณ1000ปีก่อนพุทธกาล-ตรงกับประมาณสมัยโลหะตอนต้น “บ้านเชียง” ซึ่งไทยยังไม่มีการบันทึกอะไรเป็นของตนเอง,ถือว่าเราเป็นวุ้นอยู่เลย เราจะรู้ เรื่องของเราก็จากที่เขาบันทึก.

         พระเจ้าอู้ติหรืออู๋ติหม่าง(ดูเหมือนในพงศาวดารเหนือหรือตำนานอะไรสักอย่างเคยพูดถึง “อู๋ติหม่าง”เหมือนกัน) ที่เป็นรุ่นที่สองต่อจากพระเจ้าฮั่นโกโจ เหมือนจะอยู่ระหว่างพ.ศ.300ปลายๆถึงพ.ศ.456 ตอนนี้ซือหม่าเชี่ยนก็ได้ประดิษฐ์นาฬิกาแดด และมีปฏิทินจีนใช้จนถึงจนถึงปัจจุบัน ที่ว่าด้วย ตรุษจีน สารทจีนอะไรนี่หละ.

         ดังนั้น,เราอาจพูดได้ว่า,อู๋ตี่หม่างเป็นพระองค์คนแรกที่ติดต่อทางทะเลไปอินเดีย เพราะได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเรื่องปฏิทินและดวงดาว ที่เป็นความรู้จากทางตะวันตกผ่านอินเดีย-ไปถึงโรมันได้(ก่อนนี้,จีนต้องทำศึกไปทางเอเชียกลาง และทางเกาหลี มองโกเลียเสียเป็นส่วนใหญ่ เราพบว่ามีการสงครามกับพวกเย่ ทางตอนใต้ซึ่งติดพันกับการขยายมาทางกวางตุ้งและยูนนานก่อนนี้แล้ว-ผมพอจะจำได้ว่าสำหรับต่ำกว่ายูนนาน จีนไม่ยอมบุกเข้ามาทางแผ่นดิน(ดงดิบ)นี้เพราะเต็มไปด้วยโรคภัย ไข้ป่า(เรียกว่าเป็นดินแดนคนป่าร้อยจำพวก)

         พอมาถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เราเรียกว่า โคโลน่าอู๋ฮั่นหรือต่อมาเรียกว่า โควิท19,เราพบว่าสาเหตุที่จีนโบราณเป็นต้นมาไม่อยากยึดครองที่นี่เพราะเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ;คงเป็นเพราะที่นี่เขาอาจป่าเถื่อนอยู่-มียุงชุม ไข้ป่า หรือที่เรียกว่าต้องใช้ “เวชศาสตร์เขตร้อน”เท่านั้นซึ่งทั่วโลกเขาจัดให้ไทยมี RANK ความรู้และเข้าใจด้านนี้สูงมาอย่างยาวนาน-คนไทย-สยามอยู่ได้ครับแม้จะ “ไดอะเลีย”ประจำ ท้องเสียบ่อย-แต่ไม่ถึง เดสมอเร่,คนไทยซัดลาภน้ำตก จู๊ดๆสองสามครั้งก็หยุด พรุ่งเอาปูปลาร้าต่อ-ผมเห็นแล้วยังหนาวแทน-พูดคำเดียวง่ายๆว่า “ธาตุแข็ง”(ตรงนี้ผมเดาว่าจู๊ดบ่อยๆอาจเป็นผลดี เพราะเชื้อพวกนี้มันตัวโต และเป็นที่อาศัยของไวรัส พอมันถ่ายมันก็พาพาไวรัดออกไปพร้อมกับมัน-ไวรัดน่าจะเป็นปาราสิตของมันถ้าไม่มีเชื้อโรคเหล่านี้มันจะตาย-แพทย์แผนใหม่บอกว่าน้ำหูน้ำลายเป็นบ้านของมัน,อย่างเวลาท้องเสีย เอะอะก็ “โรโมติ้ว”ไม่ได้ขอข้าโฆษณานะ,ท่านว่าอันตรายเพราะเชื้อมันจะกลับ “รวมศูนย์”กำลังทหารเพิ่มขึ้น เขาว่าปล่อยมัน “จู๊ดๆ”ออกมา และให้กินน้ำอุ่นผสมเกลือหรือสมัยใหม่ “น้ำอัดลม”กันช็อค ขาดน้ำเดี๋ยวก็หาย)

          เอาเป็นว่าเวชศาสตร์เขตร้อยของเราดีเลิศ.และก็เชื่อว่าหมอ “หัวโต๋”ที่ผ่าตัดสมองได้-แต่เก่งอย่างไรก็ตายเพราะความเก่ง,ท่านฮัวโต๋ว่า อาการแบบโจโฉต้องผ่าสมองเอาฝีออก เมื่อโจโฉเห็นศีรษะของกวนอู และทำตาเถลือกถลนใส่โจโฉ ท่านถึงกับน็อคปวดหัวเป็นเดือน เรียกหมอ ฮัวโต๋มา ก็เมื่อโจโฉช่างระแวงคิดว่า แนะนำให้ผ่าหัว,โจโฉบอกว่า “มึงคิดจะฆ่ากู แง๋แก๋”ผ่าหัวก็ตายซิวะ เอาไอ้ หมอนี่(the doctor-not the guy)ไปฆ่าเสีย.

        แต่สำหรับคนไทยเรามีหมอ “ชีวกหรือชีวกะ” เล่ากันว่าเป็นหมอของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคนในดินแดนสยามโบราณที่เรียกว่า เป็นชาวกะ หรือเราคงได้ยิน “ชีวกราช”จากนครศรีธรรมราช ขึ้นมาตีละโว้ และสืบวงศ์มาเป็นสุริยวรมันที่1(อาจเป็นพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ในพงศาวดารเหนือ)แต่ในบันทึกจีนบอกว่าแถวนี้มีหมอชีวก-แต่บอกว่าอยู่ประมาณปีพ.ศ.1,000 คงประมาณสมัยของการบันทึก ที่เรียกว่า “เหลียงซู”หลังอาณาจักรฟูนันสลาย,

       หมอชีวกนั้นมีสร้อยหรือนามสกุล โกมารภัทร หรือบุตรของสตรีผู้ไม่มีพ่อ-บางทีอาจถูกเหยียดเป็นประมาณ “หญิงบริการ”สมัยนั้น.

       ผมเชื่อว่าเมื่อพวกยิวเข้ามาที่ดินแดนไทยเมื่อประมาณต้นพุทธกาล ได้นำเอาพระคัมภีร์เก่าเข้ามาด้วยตอนนั้นยังไม่มีพระคัมภีร์ใหม่(พระเยซูยังไม่เกิด)และพระธรรม เลวีนิติ หรือ เลวีติกัต หมายถึงเผ่าหนึ่งในสิบสองของยิวคือ เผ่าเลวีซึ่งเป็นเผ่าปุโรหิต คล้ายๆ “วรรณะพราหมณ์” เขามีบัญญัติมากมาย และในบทที่ 11 เป็นเรื่องห้ามกิน โน่นนี่นั่น,หมูก็ห้ามกินเพราะเป็นสัตว์(ข้อ7)เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบ และมีกีบผ่า แต่ไม่เคี้ยวเอื้องเป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า.หรืออูฐ(ข้อ4)เพราะมันเคี้ยวเอื้องแต่ไม่แยกกีบ เป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า.และข้อ19 นกกระสาดำ นกระสาตามชนิดของมัน นกหัวขวานและค้างคาว-ว้าว น่ากลัวจัง!

         ก็อย่างที่เขาว่ากัน ค้างคาว อูฐก็มีส่วนให้เกิดไวรัด เมิส์อ หรือซาร์;ปกติคนไทยก็ไม่กินพวกเหล่านี้อยู่แล้ว จึงไม่เป็นอะไรมากเมื่ออยู่ในเขตดงดิบที่จีนไม่ยอมเข้ามาอาศัยอยู่และไม่กล้าปกครอง โดยเฉพาะอาหารการกินหลายชนิด-เราจึงไม่กลัวว่าประเทศจีนจะยึดครองไทย จะเอาไปทำไม?จะหาของกินในเมืองไทยก็ไม่รู้มีโรคอะไรบ้าง?ยิ่งเวลากองทัพจีนเข้ามาอาจเคยกินอะไรแปลกๆและก็ “กองทัพเดินด้วยท้อง”เอาท้องมาฝากสัตว์แปลกๆในไทยคงลงแดงตายไปไม่ใช่น้อยจึงบอกว่า ประเทศนี้ค้าขายได้ แต่ อย่ายึดครอง-อันตราย!

          ที่จริง,จีน แม้จะมีการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม เช่นการฝังเข็ม(หรือผ่าตัด-สมอง แบบฮัวโต๋-แต่ถ้าผิดเส้นก็ “หัวโต” เอาไม่อยู่อักเสบตายห่าตายโหง ดูไม่จืด อาจตายง่ายๆ,โจโฉจึงบอกว่า “มึงจะฆ่ากูหรือ?”ไอ้หมอหัวโต,สังเกตดีๆแห่ของคนจีน ขาดไม่ได้คือเอา “หัวโตมาสรวม”เดินโด่ๆเด่นทีเดียว ผมมักจะเดินตามเด็กสรวมหุ่นหัวโต) แต่การแพทย์จีนก็ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ประมาณสมัยอูติหม่าง กษัตริย์รุ่นที่สองของราชวงศ์ฮั่น(โกโจ)เมื่อจีนเรียนรู้จากการเดินทาง(เส้นทางสายไหม)ทางทะเลผ่านเอเชียอาคเนย์,และการแพทย์ของอินเดียก็มาจากกรุงโรมที่พัฒนามาจากอิยิปต์และเมโสโปเตเมีย.เราจึงไม่ต้องแปลกใจว่าการเลือกพืชบางชนิดของคนในดินแดนไทยที่เรียกว่าเครื่องเทศทั้งหลายนั้นที่แท้ก็เป็นสินค้าออกจากที่นี่,ทั้งไปทางตะวันตก และไปทางตะวันออก-เราพบว่า อาหารไทย โดยเนื้อแท้แล้วเป็นยานั่นเอง การกินอาหารไทยจึงเข้า ข่ายปรัชญาการแพทย์ไทยคือ “กันดีกว่าแก้” ยาไทยที่เป็นตำหรับอาจไม่มีแบบจีน,แต่การกินอาหารพืชผักสมุนไพรไทยเป็นยา ไปก่อนแล้ว-ตามคติกันดีกว่าแก้ เพราะเมื่อแย่แล้วแก้ไม่ทัน,คนไทยจึงแก้นวดๆทาๆ กินๆให้ตามประมาณครบห้าหมู่ ไม่กินหมู(การกินหมูมาจากจีน)คนไทยกิน กุ้ง หอย ปู ปลา,โดยเฉพาะอูฐไม่เคยกิน เพราะไม่มี; ที่สำคัญแม้จะมีเต็มไปหมด จนฝรั่งต้องมาเที่ยวดู ส่องดู คือค้างคาว คนไทยเก็บขี้ค้าวคาวให้ต้นไม้กินก่อนถึงค่อยกินผัก-แม้จะเป็นผลิตผลของ “ขี้ค้าวคาว”และคนไทยก็กินข้าว ที่เป็นผลิตผลของ “ขี้วัว” ตำนานของไทยที่จะสถาปนา พระเจ้าอู่ทองซึ่งว่ากันว่ามาจากเมืองจีน คือต้องอยู่อย่างไทยก่อน คือ หนึ่ง เอาธนูยิงไปและวกกลับมาหาตัวได้ไหม?สองกิน “ขี้วัว” พระเจ้าอู่ทองบอกว่า สบายมาก ลงไปในครองและยิงธนูออกไปลูกธนูก็วกลอยมาตามน้ำหาพระองค์,คือคนไทยต้องรู้จักลงน้ำในคลอง เพราะคนไทยอยู่ที่ลุ่มน้ำส่วนการกินมูลวัวยิ่งสบายมาก “พระเจ้าอู่ทอง”ที่มาจากจีน อาบน้ำเสร็จก็ขึ้นมาปะแป้ง คลุกขี้ดิน-ดินสอพลอง เหมือนซิงฮกไส้ หรือซิงออกไซด์ และก็ใส่ผ้าขาวม้า คอยปัดยุง กิน “ขี้วัว”สบายๆ ในชามเปิบด้วยมือ ข้าวก็มาจากนา ที่วัวควายมันขี้เป็นปุ๋ยให้ข้าว,พระเจ้าอู่ทองทำได้จึงกลายเป็นกษัตริย์ไทย –ตำนานเขาเล่ามา ตรงนี้น่าจะหมายถึงเจ้าอุย(วิชัย)ที่ถูกเนรเทศออกมาจากจีนสมัยก่อนหลีซือ หมิงๆ เป็นลูกเขยของกษัตริย์เหลียงองค์สุดท้าย เจ้าอุยได้พระราชธิดาที่อาจเป็นน้องสาวของหลี่ซื่อหมิงต้นราชวงศ์ถัง-และเจ้าอุยอาจถูกเนรเทศ เอาเรือรบมาถึง500ลำมาขึ้นที่แถวๆกุบบุรี ต่อมาได้เป็นกษัตริย์ศรีวิชัย-นี่เรื่องมันยาว ค่อยคุยกันใหม่.

            กลับมาเรื่องการกินอีกที อะไรที่คนไทยห้ามนั่นคล้ายๆพวกอิสลาม ซึ่งเขาเอามาจากพระคัมภีร์กุรอ่านที่เกี่ยวข้อตรงกับพระคัมภีร์เก่าของคริสเตียน-แต่ผมเชื่อกลับกันกับท่าน “อังดัว”เซเดย์:คนไทยอพยพมาทางตะวันออก จากเมโสโปเตียเมีย ผ่านภูเขานับพัน แม่น้ำนับร้อยสาย-นี่คนไทยใหญ่เขาเล่ามานะ(ไม่เห็นเหมือนเซเดย์พูดเลยว่ามาจากภูเขาอัลไต อย่าว่าแต่เมื่อก่อนเลยเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครอยู่ได้ พวก”อังดัว”แท้ดูถูกคนไทย,ว่ามาจากที่โคตรแร้นแค้น ท่านอุตส่าห์ไปหาค้นคว้าที่ห่วยๆมา เพื่อจะบอกว่า ไทยมาแทนที่เขมร และเขมรก็เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เอาเรือรบมาปิดอ่าวไทย และยึดจันทบุรีได้ อ้างว่าคนไทยไม่ใช่เจ้าของประเทศมาก่อน ดูซิ,พวกที่มาจากอังดัว ทั้งหลายจนบัดนี้ มันก็”ชังชาติ”เพราะมันถูกสอนว่า “คนไทยไม่ได้เรื่อง”ทำอะไรผิดหมด ทหารไทยสืบทอดอำนาจ คนไทยโง่ไม่รู้เท่าทัน ต้องให้อังดัวปกครองมั้ง?-ถุย-ฮา!

            เอาว่า ค้างคาว อูฐ อีแร้ง คนปกติที่ไม่เลียนแบบใครก็ไม่กินครับ(คนไทยคงจำจากพระคัมภีร์เก่า-เลวีนิติ บทที่ 11ข้อที่19 คนไทยเดินทางมาไกล พระคัมภีร์ผุขาดหมดบันทึกอะไรไม่ได้ จำกระท่อนกระแท่น-มุขปาฐะ.   

         อย่างไรก็ดี,การเดินทางไปอินเดียของจีน น่าจะไปทางทะเลกึ่งหนึ่งและไปทางบกอีกกึ่งหนึ่ง;ประมาณนี้ เขาอาศัยเมืองกวางตุ้งหรือไหหลำ มาทางแม่น้ำแดง ผ่านเข้ามาทางตอนเหนือของไทย มาตามลำน้ำโขง ไปออกสาลวินหรืออิรวดี และไปอินเดียที่เรียกว่ากรุงปาตลีบุตรตามลำน้ำคงคา-พรหมบุตร.

          ผมเชื่อว่าแถวนครพนมหรือเวียงจันทน์ ไปจนเมืองห้างหลวง(เมืองหางที่พระนเรศวรสิ้นพระชนม์ที่นั่นเพราะตรงนี้ก่อนที่จะไปรบพม่าในช่วงนั้นพระองค์ได้พบว่า ที่นี่เป็นเมืองโบราณของพระมหากษัตริย์ไทยใหญ่ จึงทำพิธีบวงสรวงถึงเจ็ดวัน-แสดงว่าอาจเก่าไปถึงสมัยพ.ศ.400.

          พอหมดราชวงศ์ฮั่นโกโจ ก็สู่สมัย “สามก๊ก”การค้าหรือการติดต่อเชิงวัฒนธรรมน่าจะเบาบางลง,แต่ก็มีราชทูตคังไถ่ของจีน-น่าจะเป็นพวกของ ก๊กซุนกวนมาทำราชไมตรีกับอาณาจักรพนมหรือฟูนัน(ซึ่งท่านเซเดย์-อีกแล้วพวกนี้มันเอา ราชอาณาจักรไทยไปไว้ที่เขมร,เพราะคงคิดว่าเขมรเป็นเมืองขึ้นของเขา เขาน่าจะใหญ่กว่าไทยแฮะ“อังดัว”ทั้งหลายมันจึงดูแปลกๆ อย่างที่พวกที่จบจาก “อังดัว”กระเดียดไปทางดูถูกคนไทย “ชังชาติ” นั่นแหละ,เซเดย์บอกว่าก่อนพ.ศ.1700ไม่มีคนไทยที่นี่-แต่พอพบรูปปั้นนูนต่ำแถวราชบุรีของคุณปรีณา-เออพูดผิด-ไม่ไกลจากเล้าไก่ของเธอเท่าไร. พบคาถา เยธรรมมา พูดถึง “บุญแห่งพระฤาษี-ชู ศรีสมาธิคุปตะ” ท่านตัดเอาคำแปล ที่ ว่า “ชู” ออก แต่ท่านอาจารย์ปรีดาไปพบเข้าท่านบอกว่า ฤาษีนี่ชื่อ “ชู” เขมร จีน มอญ ข่าที่ไหนชื่อ “ชู” คนไทยมาโผล่ที่ราชบุรีแล้ว ประมาณปีพ.ศ. 1200; เพราะอะไร?ท่านเซเดย์บอกว่า “ศรีวิชัยอยู่ที่ปาเล็มบัง” ไปยกให้อินโดนีเซียอีกแย้ว,เพราะประมาณปี พ.ศ.นี้พระเจ้าศรีวิชัยสั่งให้มหาอุปราชชุมนุมเรือรบสองร้อยลำที่ปากแม่น้ำ(ส่งมหาอุปราช ศรีชัยนาถ) –แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วอีกไม่กี่วันคือร่วมสองเดือน ปาเล็มบังก็เป็นของศรีวิชัย-ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ท่านอี้จิงเดินเรือผ่านมาพอดีว่า เมือง “โม้โล้ยู” ก็ได้กลายเป็นเมืองขึ้นของศรีวิชัยแล้ว-ความก็เลยแตกว่า-ถ้ามีคนไทยที่ราชบุรีแล้ว สมมุติว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของศรีวิชัยที่นครปฐม หรือแถวไชยา,ปากน้ำหรือปากอ่าวอะไรหนอที่เป็นที่ชุมนุมของเรือรบนับสองร้อยลำ ก็มีปากน้ำแม่กลองหรือปากน้ำ “ท่าฉลอม และมหาชัย”ตามเพลงของคุณชรินทร์ที่แสนไพเราะน่าจะเหมาะที่สุด,ลองไปดูกองเรือหาปลาขนาดใหญ่ กลุ่มไหนบ้าง? ที่พอจะมีในอ่าวใหญ่ประมาณจุได้เป็นพัน แต่ละลำพะเยิบพะยาบ ถ้าเปลี่ยนเอาธงศึกไว้ทุกลำ มองดูเหมือนติดอาวุธโล้คลื่นน่าเกรงขามทีเดียว, พวกเซเดย์คงทนไม่ได้ เพราะราชอาณาจักรศรีวิชัยและฟูนันนั้น-กองทัพนโปเลียนโบนาปาร์ตดูจะจืดลงทันที,เพราะจีนบันทึกว่าอาณาจักรฟูนันกว้าง ไปทางบกและทะเล  20,000ลี้ ลองเอา3หรือ 4หาร,ก็จะตกประมาณ 5,000กม. ส่วนศรีวิชัยประมาณ 5,000ลี้ในทะเล; ฟูนันคงไปถึงยูนนาน-เชียงรุ้ง ลุ่มน้ำแดงในเวียดนาม มาลายูทั้งหมด-ว่ากันว่าไปถึง ปิชิว –บางท่านว่าคือบาหลีไม่ต้องแปลกใจโคตรบูรณ์ที่นครพนมเป็นเมืองท่าทางตะวันออก ไปออกมะละแหม่ง-พม่าภาคใต้ทั้งหมดด้วย-ยุทธศาสตร์ของทะเลจีนใต้ สมดังที่จีนให้พระนามของกษัตริย์ฟูนันว่า “แม่ทัพผู้รักษาความสงบภาคใต้” )

            ช่วงสมัยสามก๊ก,ก็อาศัยบันทึกของปโทเลมีปีพ.ศ.700โดยท่านได้อ้างการเดินทางของ อเล็กซานเดอร์ผู้ได้เดินเรือมาที่สุวรรณภูมิตกประมาณพ.ศ.600, เขาบอกพิกัดแบบโบราณมาที่ดินแดนไทยโดยตรง-ก่อนที่จะไปกวางตุ้งของจีน;เขาพูดถึงที่นี่ว่าเป็นแดนทอง “เคอเสไชเนนโกส”ตรงกับที่จีนเรียกว่า “กิมหลิน” ตอนนั้นไม่ได้พูดถึงฟูนัน(ราชทูตคังไถ่กลับได้อ้างถึงฟูนัน-ตอนหนึ่งว่าเรือสำเภา ใบเจ็ดสายระหว่างอินเดียและฟูนันจุคนได้ถึง 600คน,ทางอินเดียส่งม้าให้กษัตริย์ฟูนัน ซึ่งจีนยอมรับว่าพวกเขาเก่งทางเรือมากกว่าจีนซึ่งยังไม่รู้เรื่องอะไรมาก)ดินแดนไทยมีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นทะเลภายใน,แคว้นหรือรัฐแต่ละรัฐมีความสัมพันธ์กันแบบอิสระต่อกันคล้ายเป็นนครรัฐหรือแคว้น ที่อาจเป็นแบบสหพันธรํฐ:

            ท่านจันทน์ได้ถ่ายทอด ละติจูดหรือลองติจูดของเมืองต่างๆน่าจะถูกไม่ถึงครึ่งหนึ่ง,คงเป็นเพราะยังติดอยู่สองสามเรื่องคือ ลุ่มเจ้าพระยานั้นยังไม่เชื่อว่าเป็นทะเลภายใน-อาจเป็นการเดินเรือเข้าไปในลักษณะ ปากน้ำใหญ่.

            ประการต่อมา,ยังติดอยู่ที่เน้นการเดินเรือแบบชายฝั่งอย่างเดียวคืออ้อมแหลมมาลายูเป็นหลัก,ในขณะที่การเดินเรือแบบแรกๆนั้นเป็นการเดินเรือแบบชายฝั่งเข้ามาตามแผ่นดิน และอาศัยการเดินทางของลูกหาบลัดเลาะไปตามเขาและลำน้ำที่มีมาแต่ดั้งเดิมเป็นสำคัญ.

            ประการที่สาม,ความเชื่อที่ว่าสุวรรณภูมิเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมของตนเองที่โดดเด่นอยู่ก่อนแล้ว-จึงเป็นเหตุให้เป็นดินแดนที่ผู้คนแสวงหาและเดินทางมาโดยตรง ,ไม่ใช่เพียงแต่ทางผ่านหรือแดนกลางอย่างเดียว-เราพูดตรงไปตรงมาที่สุดคือ มีเมืองหรือนครรัฐที่พัฒนาเป็นแหล่งอารยธรรมหนึ่งของโลกด้วย.

              ท่านจันทน์วางเบอราไบไว้ที่มะริตตามอย่างพันเอกเยรินี(ผู้ที่พยายามจะถอดรหัสเมืองต่างๆในดินแดนแถบนี้ ประมาณปี2452ในหนังสือว่าด้วยเรื่องภูมิศาสตร์ของ ปโตเลมี)

              แต่พอมาเมืองท่าตักโกละพันเอกเยเรนีกลับเอาไปวางที่ตะวันตกเพราะเรียงลำดับการเดินเรือลงมา,ต่อมาเป็นบาลองก้า อ่าวเพอริมูล่า และสามรัฐ-พันเอกเยรินีได้วางเมืองเหล่านี้ตามละติจูดถูกต้อง และแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นเมือง ที่เรียงรายตามอ่าวสยามในสมัยโน้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นทะเลภายใน(ในขณะที่ท่านจันทน์กลับเอาเมืองท่าตักโกละไปที่อ่าวบ้านดอน เพราะคิดว่าเรือของอเล็กซานเดอร์-ผู้เดินเรือจริงๆเมื่อประมาณพ.ศ. 600กว่า, ก่อนการกำเนิดอาณาจักรพนมหรือฟูนัน)

             แต่ผมขอพูดใหม่(ไม่ใช่อวดเก่งอะไรหรอก-เหตุเพราะผมเขียนปี 2563,มีหลักฐานและความเชื่อใหม่ที่ใกล้ความจริงเกิดขึ้นในโลกแล้ว-โดยเฉพาะผมเห็นน้ำท่วมเมื่อปี61และท่านประยุทธ์บอกให้ขุดคลอง D9 ที่เพชรบุรี และผ่านที่ดินที่ผมเคยไปปลูกบ้าน ที่อำเภอท่ายาง เพชรบุรี, เพื่อตัดน้ำระบายออกทะเลก่อน บรรเทาไม่ให้ท่วมตัวเมืองเพชรบุรีอันเป็นที่ราบลุ่มเหมือนกรุงเทพ; ผมทำคริสตจักรอยู่หลายปีที่ริมคลองเดิมนั้น-ก่อนที่จะขยายคลองระบายน้ำขนาดเท่ากับสร้างแม่น้ำเพชรอีกหนึ่งสาย) เพราะว่าทั้งพันเอกเยรินี และท่านจันทน์เอาเมือง “เบอราไบ” ไปไว้ที่ทางตะวันตกคือที่มะริต จึงทำให้ท่านจันทน์วางตักโกละไปที่อ่าวบ้านดอน-สุราษฎร์ธานี;พันเอกเยรินี,ไม่ใช่คนไทยจึง พาต่อไปเรื่อยตามบันทึกของอเล็กซานเดอร์ “ผู้เดินเรือจริง” เองเมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว.

            ผมจึงให้เราตั้งสติใหม่ว่า “ท่านอเล็กซานเดอร์กำลังบรรยายพิกัด ตามละติจูด และลองติจูด ด้วยการเดินเรือล้วนๆจากประเทศสยามโบราณจนไปทะลุเมืองกวางตุ้งครับ”เขียนถึงตอนนี้ก็คิดถึงเรือสำราญ ที่เป็นปัญหาเข้าๆออกๆและถูกห้ามเพราะเรื่องของ ไวรัสอู่ฮั่น—เอ้ยไม่ใช่ โควิท 19 ต่างหาก- เขาเปลี่ยนชื่อแล้ว!

             เอาเป็นว่าอเล็กซานเดอร์ข้ามเขาตะนาวศรีมาแล้ว,และคงให้ลูกหาบกระเหรี่ยงเผ่าเดียวกับ “บิลลี่ พอราจี” พาขึ้น-ข้ามมา-ผมไม่ได้พูดเล่นนะ,เพราะอาจารย์สอนศาสนาชาวกระเหรี่ยงท่านว่าชนเผ่ากระเหรี่ยงอาศัยอยู่แถบนี้นับสองพันปีแล้ว,ก็ลองไปถาม “ยาขอบ” โชติ แพร่พันธ์ ดูว่า จางเลงกาโบเป็นคนกระเหรี่ยงคนของบุเรงนองพาทัพบุเรงนองมาที่นี่ได้อย่างไร?(กรุณาทนฟังคนอวดสหวิทยาการอย่างผมสักระยะหนึ่งนะครับ)

           ท่านออกจาก “เมืองเบอรไบ” มุ่งหน้าลัดเลาะไปตามชายฝั่ง ที่เยื้องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือบ้าง และมุ่งไปทางอาทิตย์อุทัย บ้างก็ดิ่งขึ้นเหนือก็มี:สมมุติว่า,

            เมืองอะไรหนอริบหรี่เหลือเกิน มันพริบพรี-เบอราบี เบอราไบที่ไหนกันนะ?

            ผมคงไม่ต้องทำการ RECONSTRUCTIONคำนี้อีกนะ,เพราะเพชรบุรีนี่เองคือ “เบอราไบ” ของอเล็กซานเดอร์และปโทเลมี,ผมขนลุกขนพองไปหมดแล้ว,

            เมื่อท่านอเล็กซานเดอร์ เดินทางผ่านแหลมหลวงเดี๋ยวนี้เหลือแต่ชื่อ(คงเล่นน้ำที่ชะอำบ้างแหละ) ไปออก อ่าวบางตะบูน เข้าแม่กลอง ไปที่คูบัว-ราชบุรี,คงไม่ได้แวะไปที่รางบัวไปหาคุณปรีณาเพราะท่าน “ทวี”ก็ยังไม่เกิด,ตรงนี้หรือแถวนี้-นี้คือ “ท่าตักโกละ” คนกระเหรี่ยงที่เขาเข้ามาทำงานเป็นแรงงานข้ามชาติ เขาจะมาที่ “อะนาทา” คือเขาทางตะวันตก ต้นน้ำ ภาชี และจะมาพื้นล่างเพื่อไปทำงานที่ในเมืองราชบุรี หรือจะไปสมุทรสาครก็ตามแต่,จุดนัดพบแถวๆสวนผึ้ง เขาเรียกว่า “ตักโกล่าง”ถ้าให้คนกรีซพูดว่า “ตักโกล่าง” ก็คง “ตะโกละ”ไม่ต้องเดา(ทะเลคงขึ้นไปถึงตรงภาชีที่จะมาออกแม่กลองนี่แหละครับ.

          เมืองบาลองก้าก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเรือจะไต่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่าเมือง “พระลังกา” หรือ ปลังกา หรือ บาลองกา อาจเป็นเมืองพงตึก(กาญจนบุรี)หรืออาจเป็นเมืองอู่ทอง-จริงๆแล้วผมชอบให้บาลองก้าเป็นเมืองอู่ทองมาก, เพราะต่อจากนี้ไปเป็นอ่าว “เพอริมูล่า”(เพราะผมชอบลากเป็นพรหมบุรี)

          แต่ก็พบความจริงว่า,ศูนย์กลางของสหพันธรัฐที่นี่น่าจะเป็น “อู่ทอง”คือสามรัฐสมศักดิ์ศรีที่สุด;ตรงนี้เราพบว่ามีแม่น้ำสายหนึ่งที่มีชื่อมากเหลือเกิน,หลุดมาจาก เจ้าพระยา-สะแกกรังก็แยกออกมาเป็นแม่น้ำมะขามเฒ่า-จากชัยนาถ หันคา เดิมบางนางบวช(ผมเคยไปออกค่ายที่นี่นานมากแล้ว-พี่ชายก็ได้ภรรยาและอยู่ที่นี่, ลูกสาวคนโตของผมก็เผอิญมาได้สามีเป็นคนเดิมบางนางบวชอีก ตรงนี้เขาว่าน้ำลึกมากขนาดที่ช้างยังจมเลย.ออกไปทางตะวันออกไม่กี่กิโลเมตร,มีสันดอยทรายแบบชายทะเลที่ชะอำ-ดูไม่มีเหตุผลเลย,แต่เมื่อดูบันทึกปโทเลมีแล้วที่นี่คือทะเลอย่างเดียวกับที่ เขาไปเที่ยวหัวหิน-ชะอำเปะเลย.

              ระหว่างนี้,มีเมือง “ปาราสซา” เราพบว่าระหว่างพระปะแดงที่จะไปได้ทั้ง ท่ามหาชัยและเจ้าพระยา มีเมืองปากลัด-คงเป็นเมืองที่มีน้ำลัดออกสองแม่น้ำนี้,อาจเป็นเพราะตรงปากน้ำ มักมีดอนดินหรือดินแดนสามเหลี่ยมปากน้ำ  น้ำจะแยกออกเป็นสองสาย,หรืออาจมีการขุดตอนหลังเพื่อติดต่อสองแม่น้ำได้,เมืองปากลัดหรือ ปากาสซา หรือปาราสซา คงอยู่ระหว่างแม่น้ำท่าจีนที่กำลังแยกออกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา,ตรงนครสวรรค์ปัจจุบัน.

             และแม่น้ำที่เขาเรียกว่า “แม่น้ำโซบาน่า”ก็คือแม่น้ำแห่งสุวรรณภูมิ หรือต้นแม่น้ำ เจ้าพระยาของเรานี้เอง-เมื่อเวลาผ่านไปสักร้อยสองร้อยปี(ประมาณพ.ศ.1,000 ก็จะเกิดสันดอนปากแม่น้ำที่เป็นเกาะ อโยธยา ที่แต่เดิมอาจเรียกเป็นอย่างอื่น,เราจะพบว่าด้านตะวันตกก็มีสภาพเป็นเกาะแล้ว อาจคือเกาะลังกาที่ต่อมาคือเกาะคามลังกา และที่สุดคือเกาะศรีวิชัย(ในบันทึกอาหรับสมัย ไบแซนไทน์ประมาณปี พ.ศ. 1400เศษ และข้างๆมีเกาะที่เขาเรียกว่า “รามิ”หรือเกาะราม,จะเป็นเกาะอื่นไม่ได้นอกจาก “อโยธยา-ศรีรามเทพนคร” ของพระรามมั้ง?)

              ผมขนหัวลุกชัน,แม้จะค้นพบมาแล้วนับสามสิบปี –ไม่อยากจะบอกใครเดี๋ยวหาว่า “ผมบ้า”ไปแล้ว ที่จริงแอบเป็นคนบ้าใบ้อยู่ตั้งนาน!

              “พินทนบาสติ”เป็นเมืองต่อไป,ที่เรือของท่านอเล็กซานเดอร์ดิ่งมาทางตะวันออกเฉียงใต้,ไม่เชื่ออย่าลบหลู่,ลองให้ชาวกรีซ,วันนี้ก็ได้พูดว่า “พุทธบาตร” มันคงมีลิ้นพันกันไปมาและจบลงที่ พิน ทน บา ส ติ(สะตังไม่มีแน่ๆ) 

              และดิ่งมาที่ “เกาะองครักษ์”มีเมืองดงละคร ที่สภาพเป็นเกาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตะวันออก-ตรงนี้เป็นทะเลอย่างแน่นอนเพราะเคยพบกระดูกปลาวาฬที่นี่และหลายๆอย่างที่บอกว่าบางปะกงเป็นทะเล.เมืองที่อเล็กซานเดอร์ออกเสียงว่า “อักกราดา” จะลากไป “องครักษ์”มันจะน่าเกลียดไปมั้ง ,แล้วมันจะไทยทันสมัยไปหน่อย เหมือนที่ผมเคยลากคำว่าผ้า “กำมัน”คือผ้า “ขาวม้า” เราดีๆนี่เอง เพราะเฉาต้ากวน(สมัยก่อนพ่อขุนผาเมือง)หรือทูตจีนราชวงศ์เหลียง(ก่อนสมัยถัง)เห็นชาวเมืองแถบนี้นุ่ง “กำมัน” ผมไม่ชอบคิดมาก “มันคือผ้าขาวม้า” ละโว้ยเฮ้ย!

             และเมื่อเรือดิ่งลงมาอีกเล็กน้อยก็พบเมือง “ซาไบ”ผมคิดว่า ซาบา หรือชวาหรืออะไรนี่ ดูรุงรังไปหมด.มาจบลงง่ายๆคือ “ศรีโพธิ” หรือ “ศรีพะโล” ในสมัยถัง ตรงกับสมัยศรีวิชัย พ.ศ.ประมาณ1220 บันทึกจีนเรียก “โพโลเกียสือ”ในชั้นหลังๆ.

             ต่อจากนั้น,มาถึงแหลมใหญ่ –ก็คงเป็นแหลมที่เกิดขึ้นระหว่างแม่น้ำบางปะกงไหลมาเลาะฝั่งเกิดเป็นแหลมออกมาระหว่างทะเลสมัยนั้น.

             ต่อจากนี้, ละติจูด และลองติจูด ที่เคย บอกกลุ่มเมืองกลุ่มแรกดังกล่าวมาแสดงระยะห่างแต่ละเมือง ห่างกันหนึ่งองศา หรือครึ่งของครึ่งองศา เมืองต่อไป เป็นต่างกันนับสิบองศา(ลองติจูด)และสี่ห้าองศา(ละติจูด) แสดงว่า เมือง “กันติการา” ที่อยู่ไปทางทะเลจีนใต้ (ผมไม่ได้ลากเองนะ) คือ “กวางตุ้ง” ไม่รู้ถ้าใครขายก๋วยเตี๋ยวกวางตุ้งให้ชาวกรีซแถวๆบางลำพู,ลองให้เขาพูดว่า ก๋วยเตี๋ยวกวางตุ้งอร่อยไหม? ถ้าเขาตอบว่า “สปาเก็ตตี้ กันติการา ดีริเชียส”เป็นอันว่า เรื่อง “ขี้โม้” ของนาย “ศรีภูมิ ประสานพล”ใกล้ความจริงมากครับ!

              พักเท่านี้ไว้ก่อน,

๑.เมืองโคราช:จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่ามาจากคำ อองโก เลียด, อองโกคือ นครหรือเมืองศูนย์กลาง, เราจึงไม่ต้องแปลกใจว่าความสำคัญของเมืองนี้อยู่ในระดับรองๆนครวัด-นครธมทีเดียวถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ของภาคอีสานทั้งหมด เป็นเมืองเชื่อมต่อไปถึงลาวใต้และอุบลราชธานี,ไปอีสานเหนือเกือบทุกเมือง กล่าวคือไปขอนแก่น อุดร หนองคายและไปถึงเวียงจันทน์ หรืออาจแยกไปทางนครพนม-มุกดาหาร;

              ท่านอาจารย์ศรีศักรเคยมองๆและอธิบายคู่ไปกับเมืองทุ่งยั้ง ว่าอาจเป็นเมืองใดเมืองหนึ่ง(แต่ผมก็ขอโทษ อาจสับสนกับคุณจิตรก็เคยพูดทำนองนั้น-ซึ่งคุณจิตรก็ได้เสนอว่าเมืองราดอาจอยู่ลุ่มน้ำกก จาก คำว่า “เนะสยามกุก”บนระเบียงปราสาทนครวัด) บอกว่าอาจเป็นเมือง “ราด” ของพ่อขุนผาเมือง, เจ้าเมืองราดซึ่งโยงไปว่าพ่อขุนผาเมืองเป็นพระราชบุตรเขยของกษัตริย์เขมรและท่านจันทน์ จิรายุ รัชนี โยงไปถึง โน่นแน่ะที่ต่อมาเป็นพระเจ้าอินทรวรมัน-กษัตริย์เขมร ที่ได้พระแสงขรรค์ชัยศรีเป็นสมบัติและได้กลายเป็นผู้สืบสันตติวงศ์เขมร และยกพระนามศรีอินทราทิตย์ให้พ่อขุนบางกลางหาว พร้อมทั้งให้เป็นกษัตริย์สุโขทัย-ตรงนี้มีความเชื่อว่าพ่อขุนผาเมืองมีอาวุโสกว่าพ่อขุนบางกลาวหาว,ผู้เป็นบิดาของพ่อขุนรามคำแหง; และเข้าใจว่าต้องมีชื่อที่ใหญ่กว่า “ศรีอินทราทิตย์” และมีเมืองที่ใหญ่กว่าสุโขทัย ที่พ่อขุนผาเมืองถูกสถาปนาเอาไว้แล้ว,อย่างไรก็ตาม,ผมกลับมองไปที่เมืองราชบุรีมากว่าเพราะเมืองนี้ยังคงสืบทอดความสำคัญจากทวารวดี และศรีวิชัยและสามารถไปถึงเขมร,ผ่านทางเรือได้ดีเยี่ยม-เพราะท่านศรีศรัทธาซึ่งเดินทางไปลังกา,ท่านเป็นหลานของพ่อขุนผาเมืองกลับออกพม่าทางราชบุรี-ทำไมไม่เดินทางออกทางแม่สอด ถ้า ทั้งหมดทั้งปวงอยู่ทางภาคเหนือหมด.

           อย่างไรก็ตาม,เมืองโคราชเป็นเมืองสำคัญมาก,ถึงขนาดที่กบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์กวาดต้อนผู้คนและเตรียมแยกอีสานออกไป-และก็คุกคามกรุงเทพไม่เบาทีเดียว;

           แม้ในสมัยอยุธยา,หลังจากพระนเรศวรประกาศอิสรภาพและบุกเขมร จับเจ้านายเขมรประหาร,พระองค์ได้กวาดต้อนผู้คนจากศรีสัชนาลัย(กลายเป็นเมืองร้างเพราะต้อนไปทั้งเมือง,ว่างั้นเถอะ)  อันเป็นเมืองสำคัญ(ชั้นลูกหลวง)ของพิษณุโลก ที่เป็นฐานที่มั่นใหญ่ของพระองค์ เอามาไว้ที่โคราช-ดังนั้นเราจะพบว่าเพลงโคราช,นักแหล่เพลงโคราชร้อง วันที่มีการไว้ทุกข์ให้ผู้ที่สูญเสียในห้างใหญ่โคราช เหตุจากจ่าคลั่ง บาดเจ็บ ตายมากมาย ท่านร้องเพลงโคราชซึ่งไปเหมือนกับเพลงสุโขทัยทีเดียว-แต่ผมก็ฟังไม่รู้เรื่องทั้งหมดนะ,เอาประมาณๆทำนองก็พอ,คนโคราชจึงเป็นคนที่มีเชื้อแถวเดียวกับสามเผ่าพันธุ์ปะปนกลมกลืนกันที่สุดคือเป็นทั้งเขมร ลาว ไทย(พิษณุโลก-สุโขทัย) อย่างละไม่น้อยหน้ากัน,และในสมัยพลเอกเปรม ก่อนปี2530มีการรัฐประหารโดยการนำของพลเอกอะไร จิตรปฏิมา-ท่านเปรมของเราถอยไปที่โคราช สามารถต้านรัฐประหารได้ในเวลารวดเร็ว,ทำให้คิดว่าที่นี่เป็นเขตยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งทีเดียวแหละ.

           นอกจากนี้เมืองโคราชยังติดต่อกับภาคตะวันออก(E.E.C.)ได้ดีมากทีเดียว-จับตาเมืองนี้ให้ดีๆ เพราะน่าจะเป็นเมืองแห่งอินโดจีนอีกเมืองหนึ่ง.

            ไหนๆมาถึงตอนนี้แล้ว,เราเข้าถึงพุทธศตวรรษที่8,เมื่อเราเริ่มความเป็นราชอาณาจักรที่กระชับอำนาจมากขึ้น,แคว้นหรือนครรัฐที่ท่านอเล็กซานเดอร์เห็นกระจัดกระจาย,ทางจีนก็เข้าสู่สมัยฮั่นตอนปลาย,กล่าวคือมีการรวบรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยกลุ่มของลูกหลานโจโฉ-เข้าสู่จักรวรรดิฮั่นใหม่.

            ในระยะปลายสมัยสามก๊ก,เราก็ได้รู้เรื่องราวพอสมควรของอาณาจักรพนมหรือฟูนัน,ท่านบอกว่า,

  1. อาณาจักรพนมมีเมืองหลวงชื่อเตมู อยู่ลึกเข้าไปตามละน้ำใหญ่,จากปากอ่าว 500ลี้,ซึ่งในช่วงหนึ่งอาณาจักรนี้กว้างถึง 5,000ลี้.

  2. ฟูนันหรือพนมตีไปถึงแคว้นเชีย-ชิ หรือเชีย-ชู(ราชทูตฟูนันไปจีนต้องออกจากแคว้นนี้และวิ่งเรือไปทางตะวันตกเฉียงเหนือจึงจะเข้าปากน้ำอินเดียไปถึงปาตลีบุตรใช้เวลาเป็นปี)

  3.  ไปถึงฉูตูคุน(คงจะหมายถึงศรีเกษตรในพม่า, บางแห่งว่า คิวถูคุน(ท่านจันทน์จิรายุว่าอยู่ทางอ่าวบ้านดอน เพราะเข้าใจว่าฟูนัน ไปตีเชียชะ และต่อไปที่ฉูตูคุน และไปตุนสุน,แต่บันทึกจีนบอกว่า ความกว้างของฟูนัน 5,000ลี้-ย่อมแสดงว่าพูดถึงอาณาบริเวณโดยรอบ-สรุปแล้ว ,ไม่ได้หมายความว่าตีเมืองนั้นและต่อไปเมืองนี้;บันทึกนี้ยังสรุปว่าสุดท้ายไปตี “จินหลิน”แปลว่าแดนทอง,ชัดเจนว่า กิมหลิน(ในหลังๆจีนเรียก อวดท้งหรืออู่ทอง) อาจอยู่ใกล้เมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่กว่าจะตีได้ก็ต้องเอาเป็นเมืองสุดท้าย,บางทีเมืองกิมหลิน อาจอยู่ติดต่อกับฟูนันก็ได้-แต่ไปตีเมืองรอบๆเพื่อปิดล้อมและยึดในที่สุด.

  4. ในอีกที่หนึ่งกล่าวว่า: เริ่ม ศรีเกษตร เกียมม้อลังกา,ถัดไปเป็นโทโลตี่ อีซานาปุระ โมโหจามปา มีทะเลเล็กคั่นอยู่เป็นผันผัน อยู่ไม่ไกลจากฟูนัน งงไปหมดว่าอะไรตรงไหน?แต่ที่แน่ๆบันทึกของจีนค่อนข้างเป็นหลักฐานถึงการติดต่อระหว่างดินแดนประเทศไทยกับจีน ไม่ขาดความสัมพันธ์กันเลย แม้จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปรงในจีนอยู่เสมอๆ,แม้กระทั่งในสมัยที่จีนแตกออกเป็นก๊กเหล่า อย่างน้อยบางก๊กของจีนก็ยังรับรองดินแดนไทย;ไม่ต้องแปลกใจแผ่นดินแห่งการปฏิวัติตลอดกาลของจีน, กระทั่ง ช่วงปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย จีนยังติดต่อกับไทยไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง!

  5.  หลังสมัยฟูนัน,ได้มีราชทูตจากจีนมาที่นี่-บันทึกของราชวงศ์เหลียงหรือ เหลียงซู,พูดถึงแคว้น “หลังหยาสิ้ว” ที่จีนใช้อักษร “หลังหยา”แปลว่าหมาป่า เพราะคำในภาษาจีนเป็นคำที่ออกมาจากภาพเป็นคำๆ พอออกเสียงทับศัพท์มักจะเอาคำที่ใช้มาแทนเช่นบางที ไท่แปลทำนองว่า “ดี”เป็นบวกก็เอามาแทน. ไท่กว๋อก็มี-บางทีเราอาจดีใจว่าจีนยกย่องว่าไทยเป็นพี่ใหญ่ แต่หลายครั้ง “ฮวนนั้ง”แปลว่าคนป่าก็มี แล้วแต่ดวง-เอ้ยแล้วแต่อารมณ์มากกว่า!อย่างพักนี้มีโรคห่า(อะไรวะ?)ระบาด เอ้ยไม่ใช่ โรคโควิท-19,เราก็ได้ยิน จงกว๋อ –ไท่กว๋อ เจียหยู-แปลว่าไทย-จีนสู้ๆ;สมัยที่พันธมิตรไล่คุณทักษิณเขาไปรวมตัวกันที่ปราณบุรี แต่ก็มีชนเผ่าแถวๆนั้นเขาคงชอบคุณทักษิณ มีประมาณสองสามร้อยคน,แต่งตัวเหมือนยามตามห้างสีคล้ายทหารอากาศ เขาตะโกนพร้อมกันว่า “จักสิน จู้ๆ”หลังจากปี2549ท่านเลยถูกปฏิวัติกลายเป็น “จักสินจู๋ๆ”ใช้ใครไม่ใช้ พูดไม่ชัดกลายเป็น จู๋ตามระเบียบ,มาวันนี้พูดให้ดีนะ “อัศวินสีส้ม”ของเรามีใครเชียร์ ดูให้ดีๆ-อาตี๋น้อย-เจียหยู,อาจเป็นตี๋น้อย “เสียรู้”เพราะคนข้างๆอาจอยากนำขึ้นมา.ก็ได้นะ,ดีไม่ดีนอกจากจะเชียร์กลายเป็น-ท้าทายไถลลื่น ตีลังกาไปนอนที่ที่ไม่พึงประสงค์ก็ได้.

     สรุป,กลับมาหาคำหลังหยา ปกติจีนเรียก ประเทศซีลอนว่า หลังหยาแทนลังกา แต่ หลังหยาสิ้ว แทนที่อื่นแน่ๆซึ่งหมายถึง คามลังกาหรือเกียมม้อลังกาซึ่งอยู่ระหว่างศรีเกษตรและทวารวดี.

        ในตำนาน “ไซอิ๋ว”ของหลวงจีนซวนจั้ง หรือพระถังซำจั๋ง ท่านเดินทางผ่านที่นี่ มีพวกปีศาจหมาป่า อาจหมายถึงแถวๆนี้ก็ได้-ท่านเป็นภิกษุที่เดินทางไปจีนคนที่สอง-คนแรกชื่อฟาเหียน  และต่อจากท่านคือท่านอี้จิง-หลวงจีนสองสามท่านนี้ อยู่ในสมัยที่ชื่อเสียงของอาณาจักรฟูนันจางหายไปแล้ว;อย่างไรก็ตาม,การไม่บอกอะไรๆที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรฟูนัน-กลับทำให้เราพอเข้าใจ-เห็นภาพของฟูนัน และก่อนฟูนันได้ดี!

ประการแรก,อาณาจักรฟูนันเป็นจักรวรรดิจริงๆ เพราะการก่อตัวของอาณาจักรที่รุกรานผู้อื่นมักจะจบลงเมื่อหมดอำนาจเสมอๆ: เราไม่รู้ว่าพวกอินโดยุโรเปี้ยนผู้รุกรานชาติอื่นค่อนครึ่งยูเรียเซีย มาจากจุดไหน?หรือเจงกีสข่าน หรือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ท่านมาอย่างไรแน่ คงจะเป็นเพราะไม่มีใครกล่าวถึงหรือกระทั่งบุเรงนองก็เถอะ.

ประการที่สอง,เราจะพบว่าก่อนมีอาณาจักรฟูนัน-ตามบันทึกการเดินทางในพุทธศตวรรษที่7เราเห็นชื่อเมืองต่างๆเรียงรายกันในภาษากระเดียดไปทางสำเนียงกรีซหรือตะวันตก ของท่านอเล็กซานเดอร์;

         เมืองแรกเบอรบี(เพชรบุรี-ตามความเห็นของผมนายศรีภูมิ) ต่อจากนั้นเป็นตักโกละ(ท่านจันทน์ให้ไปทางใต้เพราะท่านคิดว่าเบอราบีอยู่ทางอันดามันหรือเหนือขึ้นไป)แต่ผมเห็นเป็นฝั่งอ่าวไทย,เพราะท่านอเล็กซานเดอร์บรรยายการเดินทาง –โดยเรือ ที่ต้องเป็นการเดินทางที่เรียงราย รู้จักกันดี.

        เอาละ,ตรงนี้ผมถือโอกาส,บรรยายภาพของการเดินทางมาที่ประมาณมะริต(ที่ท่านจันทน์ฉงนว่า ปะลิสาคือเมืองอะไร?ทั้งๆที่อยู่ทางอันดามันที่เรือของท่านอเล็กซานเดอร์มาขึ้นที่นี่-แต่คนทั้งหลายไปเอา เบอราไบ มาอยู่ที่นี่;เมืองปะลิสาคือมีปะลิตหรือมะลิตอย่างไม่ต้องสงสัย,นอกจากนี้ ท่านอเล็กซานเดอร์ได้บรรยายถึงแม่น้ำสามสาย “ที่ไหลจากภูเขาเดียวกัน และลงทะเลที่(อยู่)ทางเดียวกัน”

        ท่านจันทน์บอกว่า เป็นแม่น้ำกันตัง ปากพนังและ แม่น้ำสุราษฎร์,ก็ดูจะสมเหตุสมผล แต่แม่น้ำเหล่านี้แม้จะมาจากภูเขาลูกเดียวกันคือเขาหลวง ซึ่งผมก็เคย “เข้าป่า”แถบนี้มาก่อน,แต่แม่น้ำสามสายนี้ไหลไปคนละทิศละทาง ไปคนละอ่าว คนละทะเลเลย.

         ท่านอเล็กซานเดอร์มาที่บริเวณนี้จริงๆไม่ได้อ้างใคร-ท่านขึ้นที่เมืองปะลิสา คือมะริตและข้ามเขามา(เขาตะนาวศรี) เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ที่เรียกว่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน,ตรงนี้ลูกหาบที่อาจเป็นชนชาติกระเหรี่ยงที่พวกท่านว่าท่านอยู่ที่นี่นับสองพันปีมาแล้ว; พวกเขาบอกว่า ถ้าจะไปดินแดนสยามที่อยู่ลึกเข้าไปในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ตอนนั้นเป็นทะเล(หรือทะเลเล็ก,เราจะเลือกแม่น้ำสายไหนก็ลงทะเลเดียวกัน ที่ไปทะเลเล็กแห่งแดนทอง-สามรัฐนั้นในบันทึกของจีน และเป็นเส้นทางเดินทางไปกินก๋วยเตี๋ยวกวางตุ้ง-ต้นแบบ)

           เพราะตรงนั้นเป็นหัวของแม่น้ำสามสาย,ถ้าไปทางเหนือเขาใช้แม่น้ำภาชี ไปออกคูบัวคือเมืองตักโกละแล้วไปทางราบถึงคูบัว.

           ถ้าจะไปเมืองเบอราไบก็เลือกหัวน้ำที่สองคือแม่น้ำเพชรไปลงพริบพรีหรือเบอราไบ(บี)หรือเลือกสายใต้คือแม่น้ำปราณบุรี(ปาลันดา)เราอาจไปลงเรือที่สามร้อยยอดที่จีนรู้จักดี.

           อนึ่ง,เพราะท่านจันทน์ยังไม่เชื่อว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นทะเลจนไปถึงปากน้ำโพ และต่อจากนั้นขึ้นไปเป็นทะเลเล็ก ที่ไปถึงพิจิตร สามง่ามและท่วมเมืองสองแควเสมือนเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ต่อจากบึงบอระเพ็ดขึ้นไป,จึงทำให้วางพิกัดเมือง เกาะ แก่งต่างๆไปลงที่ภาคใต้หมด;

           ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมืองอย่างโคกครนคร เมืองนี้อาจอยู่แถวๆสมุทรสงคราม,ร่องลอยอย่างเช่นแถววัดโกรกกราก(ตรงนี้อาจเป็นทะเลตื้นที่เรือสำเภาวิ่งเข้าไป-ท้องเรืออาจโดนพื้นดินใต้น้ำเสียดสี พอมาเมืองนี้อาจต้องมีเสียงท้องเรือโกรกกรากก็ได้,บางครั้งเรื่องนี้คงต้องเดาบ้าง เหมือนแต่งโบราณวัตถุก็คงต้องปั้นเสริมตามรูปดั้งเดิม อาศัยเหลี่ยมเดิมหรือความกลมเดิมเสริมให้-อย่างท่านไมเคิล ไร้ท ผู้รักเมืองไทยยิ่งกว่าคนไทยหลายคน ที่ไปทางไม่รักไม่ว่า แต่ “ชัง” ทำให้ประวัติโบราณคดีไทย ลื่นไหล แต่บางครั้งเกือบเลื่อนไหลไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับ “เลื่อนลอย”)

           บันทึกจีนได้พูดเสนอว่า มีทะเลเล็กคั่นอยู่-ฟังดูเลื่อนลอย,แต่เมื่อครั้งผมเรียนที่เตรียมอุดมพญาไท ผมมักไปดูเขาจัดนิทรรศการของคณะต่างๆในจุฬาเสมอๆ-ผมไปดูที่คณะธรณีวิทยาเขาวาดผังแผ่นที่ทางภูมิศาสตร์ของบริเวณอ่าวไทย(ประมาณเกือบ50ปีมาแล้ว เห็นจะได้)รุ่นพี่เขาอธิบายว่าเมื่อสมัยโน้น ลุ่มเจ้าพระยาเป็นทะเล แต่พอเป็นยุคน้ำแข็ง

         (น้ำคงจะไปกองที่ขั้วโลกมาก-ผมเดาเอาเองตามปะสาเด็กเรียนไม่ดีแต่ชอบคิดแผลงๆ เช่นไปสอบเตรียมอุดมเขาสอบห้าวิชา แต่ผมสอบสี่วิชา ส่งคณิตศาสตร์กระดาษเปล่าทั้งที่เก่งคณิตศาสตร์เรียนวิศวะก็อาจจะได้-ผมสอบเข้าศิลปะขาดวิชาคณิตศาสตร์ แต่ผมได้ที่48 ใน6,000คน-อาจารย์บอกว่าถ้าไม่นับคณิตศาสตร์ผมจะได้ที่หนึ่งของผู้สอบเข้าเตรียมอุดมแผนกศิลปะทันที-ที่พูดนี่ผมไม่ได้อวดเก่งนะแต่จะบอกว่า ถ้าคุณเอาปริญญาตรีมาวัดคนที่จะสมัคร เป็นสมาชิกรัฐสภาคุณจะขาดคนอย่างผมเข้าไปในสภา ซึ่งมีอีกมากมาย-มหาศาลครับผม;คนประเภทผมมีเยอะมาก,ตัวอย่างผมเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง ตั้งแต่ประถมหนึ่งถึงม.ศ.3,พอดีพ่อผมเป็นมาสเต้อร์อัสสัมชัญได้เรียนฟรีกับลูกเฒ่าแก่ทั้งหลาย-ชั้นอนุบาลผมได้ที่หนึ่งและก็ได้ที่หนึ่งของพวกประถมหนึ่งเสมอๆ,พอมาเข้าอัสสัมชัญ แต่,เมื่อผมย้ายมาจากประถมหนึ่งก็ขึ้นประถมสองผม เข้าเรียนในห้องเดียวกับ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าห้องและเรียนเก่งมากที่หนึ่งตลอดม้วนเดียวจบถึงม.ศ.สาม ผมไม่รู้อะไรเพราะที่นี่เขามีมาตรฐานสูง มาสเต้อร์บอกว่าถ้าอันไหนตอบไม่ได้ก็เว้นไป,พอสอบกลางปีผมขีด เว้นไปและหันไปเล่นกับเพื่อน ผลออกมาผมสอบได้ที่สุดท้าย 13เปอร์เซ็นต์-มีใครทำได้! ท่านอเนก ได้ที่หนึ่งดูเหมือนจะ90กว่าเปอร์เซ็นต์-เป็นอันว่าผมต้องกลับไปเรียนประถมหนึ่งใหม่ครับ,แต่ก็แอบภูมิใจแทนท่านอเนก เพราะท่านที่หนึ่งยันป้ายจนไปต่ออัสสัมชัญบางรัก และเข้าแพทย์จุฬา,แต่,ผมก็แอบภูมิใจลึกๆ ที่มาสเต้อร์คนหนึ่งท่านย้ายมาจากมงฟอร์ตวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านสอนภาษาไทยและก็สอนวิทยาศาสตร์ด้วย ท่านคงสอนท่านทักษิณด้วย(เพราะรู้จาก สองสามวันนี้เลี้ยงรุ่น มงฟอร์ดครบรอบปี ที่ท่านทักษิณ ออกจาก “มงฟอร์ด-ม.ศ.3” ห่างจากผม 5ปี,มงฟอร์ตเป็นเครือเดียว ที่สนิทกับอัสสัมชัญ ลำปาง,ที่ท่านมาสเตอร์ท่านนี้ เคยอยู่มงฟอร์ตนับสิบปี, มาอยู่อัสสัมชัญ ลำปาง ท่านเป็นครูประจำชั้นของผมตอนม.ศ.สอง ผมสอบตก ท่านคุยกับพ่อผมจนดึก,พ่อผมไม่เคยกินเหล้า แต่กลับมา เมาหนัก ร้องไห้; ว่า,ถ้าเทอมหน้าซึ่งเป็นการสอบไล่ผมสอบตกก็คงไม่ต้องเรียน,พ่อผมบอกว่ามาสเตอร์ที่มาจากมงฟอร์ตบอกว่า ความจริงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ผมเก่งมาก เอนกก็เอนกเถอะหรือใครก็ได้สู้ผมไม่ได้,แต่เมื่อท่านสอนภาษาไทย ท่านอ่านเรียงความของผม ท่านว่าเหนือชั้นมาก,ที่เตรียมอุดม วิชาภูมิศาสตร์ ผมสอบอัตนัย หัวข้อ,เรื่องหนึ่งโจทย์ให้ทำแหล่ง “ปลูกข้าวไทย” ท่านเป็นหัวหน้าวิชานี้จบภูมิศาสตร์อักษรจุฬา ได้เข้ามาในห้องถามชื่อผม ว่าเป็นใคร?ท่านบอกว่านึกว่าจะเป็นคนที่ได้ที่หนึ่ง ที่แท้ เป็นคนที่ไม่ได้คะแนนเกินกว่า50เปอร์เซ็นต์เท่าไร-ผ่านอย่างเฉียดฉิว และท่านพูดว่า ตั้งแต่สอนมาและตรวจข้อสอบมานับเกือบสามสิบปี ไม่เคยมีใครเขียนได้ดีขนาดนี้ กระทั่งเด็กที่จบจุฬาก็เถอะทำได้หรือเปล่า?ผมก็ได้แต่ซึมเศร้าเพราะรู้แก่ใจดีว่าตนเองและอีกหลายคนในโลก;รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา,รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี และการเอาตัวรอดอย่างเดียวคนเดียว-สุนัขอาจทำได้ดีกว่าเรา,แต่ที่เอาตัวรอดนั้นคือรอดทั้งตัวเองและผู้อื่นด้วย นั่นคือเป้าหมายของมนุษย์ทุกคน ,การเอาตัวเองรอดผู้เดียวไม่มีทางเอาชนะ “สุนัขตัวหนึ่ง” ได้หรอก,แต่คนนั้นต้องพาผู้อื่นให้รอดด้วย-แต่ละวันของมนุษย์จะมีความหมายอะไรเมื่อตายไปแล้ว ได้แต่กระดูกทำอะไรไม่ได้ดีกว่าสัตว์(เป็นปุ๋ย ให้แค่ฟอสฟอรัสและแคลเซี่ยม) แต่ความดีหรือความชั่วนั้น หมายถึง ทำให้คนอื่นรอดคือ “ยอดดีที่สุด” และทำให้ผู้อื่นไม่รอดนั้นเลวๆกว่าสุนัขตัวหนึ่ง-แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรต่อโลก แต่มันก็ไม่ได้ทำลายโลก)

         เราพบว่าร่องน้ำจาก ปิง-วัง ที่มาบรรจบกันแถวๆตาก และยม-น่านมาบรรจบกันแถวๆพิจิตร และเมื่อมาบรรจบกันที่นครสวรรค์นั้น ร่องน้ำเจ้าพระยาจริงจะไปทางตะวันตก หลังจากรวมกับสะแกกรัง ก็จะไหลไปตามลำน้ำมะขามเฒ่า เป็นลำน้ำสุพรรณ และต่อมาเป็นลำน้ำท่าจีนและที่สุดไปออกทะเลที่มหาชัย;ยังไม่พอก็ไหลไปตาม ร่องน้ำลึกของอ่าวไทย และมีแม่น้ำ แม่กลองที่รวมกับแม่น้ำภาชีแล้ว และไหลมาเป็นแม่กลอง และไปรวมกับ แม่น้ำท่าจีน ต่อไปก็รวมกับแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี(รวมกันในอ่าวไทย-แถวๆสามร้อยยอด) และไหลไปรวมกับแม่น้ำโขง(จินตนาการเอาเอง,สุดท้ายไหลไปออกที่ไหล่ทวีปที่ลึกไปถึง “มินดาเนาดีฟ”ที่อาจเรียกว่าลึกที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง.

           แต่เมื่อหิมะละลายทั่วโลกเมื่อหลักหมื่นปีที่แล้ว,น้ำก็ท่วมโลกขึ้นมา(ไม่รู้เขาเอาเรือโนอาร์มาลอยตอนนี้หรือเปล่าไม่ทราบ?-ไปถามพระเจ้าดูเอาก็แล้วกัน)

            แต่น้ำทะเลก็ยังขังอยู่ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา,ตรงนี้อาจเรียกในภาษาบันทึกของจีนว่า “ชางไห่”หมายถึงอ่าวไทย ที่กินลึกเข้าไปถึงนครสวรรค์ และช่วงนั้นขึ้นไปถึงพิษณุโลกที่อยู่ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันก็เป็นทะเลสาบน้ำจืดแบบบึงบอระเพ็ดจนไปถึงบึงสีไฟ เมืองสองแคว(ตรงนี้บันทึกจีนเรียกว่า ทะเลเล็ก)แต่ “ชางไห่ ไม่ใช่แค่ปากน้ำแม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยาและบางปะกง,แต่ไปถึงโน่นแน่ะ ปากน้ำโผล่(โพ) แถวๆสิงห์บุรี มีสันดอนทรายใหญ่อาจเป็นแบบชะอำก็ได้.

            ผมจึงจดจำมาตั้งแต่ครั้งนั้น,เมื่อจิตร ภูมิศักดิ์เขียนถึง “สังคมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก่อนสุโขทัย” ท่านทะลุเพดานประวัติศาสตร์ของ “อังดัว”เซเดย์ว่าไทยเพิ่งมาอยู่แหลมทองเมื่อก่อนพ.ศ.1800ไม่นานหลังจากที่หนีกุบไลข่านมาจากจีน-ทำให้ไทยเป็นชาติ “นิดเดียว” เมื่อเทียบกับเขมร-ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นไทยยังแย่กว่ากระเหรี่ยง เพราะท่านว่าอยู่แถวเทือกเขาตะนาวศรีตั้งสองพันปีมาแล้ว;สังเกตให้ดีๆ,พระพุทธรูปปางลีลาที่งดงามที่สุดของสุโขทัย(คนเร่ร่อน ที่เพิ่งจะย้ายมาจากภูเขาอันไตได้สัก 50ปี มันมีปัญญาจะสะสมประสบการณ์ปั้นได้ขนาดนั้นหรือ เอาแค่ปั้นดินหรือขี้ผึ้ง และเอาปูนพอก เป็นแบบ แล้วถอดออกมา เอาทองสำมะริดเทลงไป และอีท่าไหนไม่รู้ก็แกะแบบออกมา นิ้วเล็กๆที่ละเอียดยังไม่มีฟองอากาศกลมๆ ที่ทำให้นิ้วหายไป มาให้แต่งใหม่เลยลองไปหล่อปูนปาสเต้อร์ดูจะรู้ว่าต้องแต่งเสริมทีหลังยุ่งแย่เลย; สมัยนี้คงเอาเหล็กหรือโลหะเชื่อมอุดทีหลัง ถ้าสมัยโน้นทำได้ ก็ “โคตรเก่งยิ่งไปอีก” เอาเป็นว่าเขาทำเบ้าได้ดี กระบวนการหล่อ และซึมโลหะลึกทั่วทั้งแบบได้ก็นับว่าเลิศแล้ว-นี่ถ้าหล่อเฟืองของเกียร์รถอย่างโตโยต้า หรือนิสสันหรือเบนส์ก็ได้ ก็คงหล่อเป็นกันแล้วตั้งแต่ตอนนั้น-แต่เป็นเพราะคนไทยเขาไม่คิดเรื่องนี้ เขาไปติดอยู่เรื่องการหลุดพ้นไปโน่น และสังคมสมัยนั้น หัดควาย วัวพูดกับมันให้ไถนาได้ก็พอแล้ว มาทำหุ่นยนต์เครื่องยนต์เดี๋ยวเดือดร้อนต้องคิดวิธีขุดน้ำมันมาใช้อีกวุ่นวาย เอาตามสภาพ,ถ้ามาคิดทำยานยนต์เหมือนขงเบ้ง อีแต๋นคงมีตั้งแต่สมัยสุโขทัยโน่นแน่ะ-ท่านเซเดย์อาจยกย่องคนไทยอย่างเหลือเชื่อก็ได้มั้ง? มาแค่ไม่กี่ปี,ตีได้หมด ไปถึงแม่สอดออกไปมอญของมะกะโท และไปโผล่มะละแหม่งเชื่อมอินเดีย ผังเมืองวัดวาอารามเนรมิตด้วยความฉลาดอย่างใหญ่หลวง,ดูไม่เหมือนพวกรอนแรมร่อนเร่เลยนะ เก่งจริงๆนะคนไทยในความหมายของ “อังดัว”เซเดย์-แต่ที่เห็นๆ “อังดัว”ทั้งหลายที่กลับมาเมืองไทยล้วนดูถูกโคตรเหง้าคนไทยทั้งสิ้น จะจับปืนเป็นทหารทีก็ว่า “ทหารเป็นแต่สืบทอดอำนาจ” พอจะมาเป็นประชาธิปไตยก็ไม่เป็นแบบเสรีเหมือนสากลเขา,ในสายตาของพวกอังดัว มันเห็นคนไทย โง่ เลว ไปหมด!

         ขนาดเถียงกันว่า “เมืองไทยหมายังไม่อดตายเลย-อุดมสมบูรณ์แค่ไหน? พวกมันยังเถียงว่า เพราะหมาไทยมัน “แดกได้ทุกอย่าง” มันจะอดตายอย่างไร ขนาดอุดจาระมันยังแย่งกินกันคาตูดได้ มันจึงไม่อดตาย ; แต่หมาฝรั่งมันอดตายเพราะมันถูกฝึกให้กินเนื้อ ดูแลฉีดยาให้อย่างดี ,พอปล่อยมันก็อดตาย หรือช่วยตัวเองไม่ได้ –ไม่ใช่ว่าเมืองไทยอุดมสมบูรณ์-ดูมันพูด อะไรๆก็อังดัว อะไรก็ลุงแซม อะไรก็อองแก,สังเกตดีๆคนพวกนี้จะมีเมียฝรั่ง,พอเกิดอะไรขึ้น เมื่อไทยมันทะเลาะกัน-ถ้าจุดติด มันแห่ไปเมืองเมียมันแน่,สำหรับบางคน อย่างไรกูต้องรวยเอาไว้ก่อน เผื่อถูกเนรเทศไปนานๆ,

         และสังเกตให้ดีๆมันพุ่งเป้าไปที่ไหน-ขนาดที่กฎหมายเขาเตรียมอุดช่องเอาไว้ มันยังอุตส่าห์เล่นกฎหมายฉบับนี้ 112อย่างไรละครับ,และทำไม่ได้มันก็จะไปเล่นกฎหมายที่กัน 112 และถ้ามีกฎหมายที่กัน112 เช่นมาตรา1,2,3มันก็จะเล่นมาตรานี้ และถ้ามีรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า(ทั้งๆที่มีทุกฉบับตั้งแต่ “อังดัวปรีดี”2475ที่ยังไม่เสด็จน้ำของมัน)

          มันยังบอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย-อันมีใครเป็นประมุข มันก็ยังประหยัดหน้ากระดาษของมัน-ไม่เขียนให้ครบเอาดื้อๆ,แต่พอใครพูดไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ  แต่เนื้อหาครบ มันกลับบอกว่าเอาให้ครบ-เขาเรียกว่าพวก ศรีทะนนชัย.

         มันชังชาติไทย ก็ไม่ใช่ว่าพวกคนรุ่นใหม่นี้เป็นคนจีน-คนจีนมากมายและก็เป็นส่วนมากเสียด้วย,เขาก็รักประเทศไทยอันเป็นถิ่นทำมาหากิน เป็นถิ่นที่ยืนหยัดร่วมกับเมืองจีนมานานนับพันๆปี; ไอ้เด็กที่ไม่รักแผ่นดินเกิดอย่างพวกจีนในฮ่องกง หรือไต้หวัน เขาไม่รักจีนก็เพราะมันอยู่กับฝรั่ง-พ่อที่สองของมันมานาน,ดังนั้นการ “ชังชาติ” ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติหรือศาสนาไหนมันเกี่ยวกับการเห็นกงจักรเป็นดอกบัวครับ,และมาแบ่งแยกระหว่างจีน-ไทย เขมร หรือกระเหรี่ยง ม้ง มอญ:การชังชาติเป็นผลิตผลของการ “พล่ามสอน”ของฝรั่งล่าเมืองขึ้นทั้งแบบเก่าแบบใหม่หรือแบบสังคมออนไลน์ก็ตาม,โดยลัทธิของกระแสทุนนิยมที่มันไม่เลือกชาติ ศาสนา-ถ้ามันไม่ยุให้แตกแยก มันก็เข้ามาผสมโรง ครอบงำไม่ได้!

            และที่จารึก ถ้ำเขางู-ราชบุรี(แถวนั้นเป็นเขตนอกเมืองตอนนี้ไปไม่ค่อยสะดวกเพราะมีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมกันพอสมควร น่าจะดูแลมากกว่านี้ แต่ผมไปนานแล้วน่าจะดีขึ้น ต้องขอโทษด้วย-ถ้าน่าเที่ยวกันบ้างแล้ว)

            พบคาถา เยธรรมมา(ท่านกิเลน ประลองเชิงได้อธิบายในหน้าสามของไทยรัฐ เสียละเอียดว่าหมายถึง ธรรมอันเป็นต้นเหตุแห่งการดับทุกข์ของท่านอัสสชิซึ่งเป็นปัญจวัคคี คนที่ห้า ที่ใช้อธิบาย อริยะสัตสี่ได้ดี)

          เขาเขียน ที่ใต้ ฐานพระรูปนูนต่ำสมัยทวารวดี อายุๆไปถึงประมาณพ.ศ.1200 ตรงกับสมัยราชวงศ์ถังตอนต้น;ช่วงนี้ท่านหลวงจีนคนสำคัญคนที่สามได้เดินทางไปอินเดียและแวะพำนักที่ศรีวิชัยหลายเดือนเพื่อจะเตรียมตัวไปศึกษาต่อที่นั่น:เขาเขียนว่า,บุญแห่งพระฤาษี (ชู)ศรีสมาธิคุปตะ ที่วงเล็บชูเพราะท่านเซเดย์คัดลอกเอาไป แต่กาคำว่า “ชู” ออกไป ท่านอาจารย์ปรีดา ศรีชลาลัยสงสัยว่าท่านเซเดย์หรือจะไม่รู้ว่า คำว่า”ชู”เป็นชื่อของฤาษีท่านนี้,และสืบไปทั่วแล้ว เขมร ข่า มอญ ม้งหรือจีน ไม่มีใครชื่อนี้เลย,

           มีแต่คนไทยเท่านั้น,และผมไม่ได้พูดเล่นๆนะ กับอีกชนชาติหนึ่งที่มีคนชื่อ “ชู” และความหมายเดียวกันว่า ช่วย ซ่วย ซอย(กั๋น) คือชนชาติยิว-คำว่า เยซู  หรือชื่อ โยชูวา บุตรนูน(แม่ทัพที่สืบทอดอำนาจจากคสช.-เอ้ยไม่ใช่ จากโมเสส  และร่วมกับ คาเรฟบุตรเยฟูเน พาชนชาติอิสราเอลเข้าแผ่นดินคานาอัน ได้สำเร็จ)แปลว่าผู้ช่วยครับผม!    

          อืม-พูดแล้วอดขนลุกไม่ได้.

          ถ้าเราเข้าใจว่า(พิสูจน์แล้วว่า) มีคนไทยอยู่ที่นี่แล้วคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ แห่งกลุ่ม “มติใครแล้วโว้ย?” คงไม่ต้องพูดปากเปียกปากแฉะว่า “คนไทยอยู่ที่นี่!”และยิ่งกว่านั้นดูเหมือนจะเป็น “มาชุมดา” ก็พูดไม่ผิด เมื่อรู้ว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยากว่าพันปีขึ้นไปเป็นทะเล, และร่วมสองพันปี มีทะเลเล็กขึ้นไปถึงสองแคว-พิษณุโลก;และราชอาณาจักรฟูนันก็อยู่ในละแวกนี้,ปล่อยให้ท่านเซเดย์ยกให้เขมรหมด-ผมไม่ได้เกลียดอังดัวนะ เพราะผมก็ชอบรถซีตรอง และยังไม่เอาไปไหนทั้งๆที่ยังหาช่างไม่ได้นับสิบปีมาแล้วมั้ง?แต่ไม่รู้เป็นอย่างไร อังดัวหรือสานุศิษย์อังดัวทั้งที่เป็นไทยหรือ จีนๆไทยๆก็ไม่ยักชอบคนไทยหรือชอบแต่ปากแข็งว่าไม่ชอบ?

            อะไรๆมันง่ายและ “ใช่เลย”ไปแทบทุกเรื่องถ้ายอมรับสองเรื่อง คือคนไทยอยู่ที่นี่เท่าๆกับ เริ่มสมัยพุทธกาล และที่ลุ่มเจ้าพระยาเป็นทะเลมาก่อน-สองเรื่องเท่านั้นเอง!

            แม่น้ำสามสายที่ว่านี้,ไหลจากตะนาวศรีที่ยอดเขาประมาณพะเนินทุ่งขึ้นเหนือคือภาชี ท่านอเล็กซาเดอร์เรียกตามคนสมัยนั้นว่า แม่น้ำ คริสซอนน่า;ในขณะที่อีกสองแม่น้ำนั้นท่านเรียก แม่น้ำอัตตาบา ,ผมจะเล่นกลให้ชื่อว่าแม่น้ำเพชรบุรี,ส่วนแม่น้ำที่สามเรียกว่า แม่น้ำปาลันดา-โอ้โฮ,เกือบสองพันปี ยังเรียกไม่เปลี่ยนแปรงเลยหรือ “ป-ราณ-ฑะ”แถมมี เมืองชื่อ “ปราณบุรี”อีกแน่ะที่อเล็กซานเดอร์ไม่เว้นที่จะพูดถึงเมื่อประมาณพ.ศ.600ปลายๆศตวรรษที่เจ็ดหรืออาจปีพ.ศ.680.

           นี่มาอย่างไรหรือ?อย่าลืมว่าพระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณะทูตมาถึงสองคนในบริเวณนี้เมื่อมาประกาศลัทธิ “ธรรมเภรี”เมื่อประมาณพ.ศ.200.นักปราชญอินเดียบอกว่าเสมือนเป็นอาณานิคมอินเดียในไทยเมื่อคนอินเดียหลั่งไหลเข้ามาในสมัยนั้น,ชื่อเมืองในดินแดนนี้เป็นอินเดียก็มากเช่น อโยธยา สุราษฎร์ ศรีธรรมโศก:แม่น้ำก็มี,กฤษณา คงคา.

            แม่น้ำคริสซอนน่าคือแม่น้ำกฤษณา และคือแม่น้ำแม่กลองที่ไหลมาจากภาชีรวมกับแควน้อย แควใหญ่นี่เอง;ยิ่งกว่านั้นใต้แม่น้ำกฤษณาลง จะเป็นเกาะลังกา,พอท่านย้ายมาจากอินเดียก็ไม่ลืมยกเอาเกาะลังกามาด้วย,นั่นคือเกาะหลังหยาสิ้ว หรือคามลังกา หรือเมืองนครปฐมปัจจุบันซึ่งคราวนั้นเป็นเกาะ-และถ้ายอมรับว่าชื่อเดิมของนครปฐมคือเกาะลังกาในอินแดนไทย จะมีข้อกังขาอีกมากมายถึงคำที่เดี่ยวข้องกับคำนี้ และหมายถึงอะไรเราจะเข้าใจอีกนับร้อยอย่างทีเดียวในเรื่องของประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย.

          บันทึกจีนได้พูดถึงนครศรีวิชัยถูกทำลายลง(อาจจะประมาณปีพ.ศ. 1546)โดยราเชนทรโจฬะจากอินเดียใต้. เมืองเลงเกียเสีย และเมืองคังคะนครก็ดับไหม้ พร้อมๆกัน(ถ้าเรายอมรับว่าศรีวิชัยคือนครปฐมและมีชื่อว่าเกาะลังกา, เลงเกเสียถูกทำลาย จีนเขายังเข้าใจว่าชื่อนครปฐมนั้นคือ เกาะลังกา,และผมก็เคยสงสัยว่า “คังคะนคร”ที่คู่กับเลงเกเสียก็คือเมืองธนบุรี หรือเกาะบางกอกน้อย และเกาะบางกอกใหญ่หรือกรุงเทพ-ธนบุรี เพียงแต่ข้ามฝั่งเท่านั้นเอง  “คังคะกับธน(บัตร)ความหมายเดียวกัน”นั่นอย่างไรล่ะ

           (กรุงบาบิโลนหรือกรุงแบกแดดหรือนครรัฐเออร์ที่เก่าแก่ที่สุด ก็วนเวียนรอบอ่าว-ปากน้ำไทกรีส-ยูเฟรตีสนั่นแหละ;ศรีวิชัยหรืออาจลึกไปถึงจักรวรรดิฟูนัน, อโยธยาหรือกรุงเทพก็วนเวียนอยู่ปากน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนอยู่นั่นแหละไม่ได้อยู่ชวา หรือไชยาที่ไหน?)เรารู้เราจากจีนแทบจะทั้งนั้นเพราะเขาบันทึกจดจำเราเสมอๆไม่ขาดสักยุคเดียว เมื่อประเทศเราแทบจะสิ้นชาติ-จีนก็จะจดจำแทนเรา,ถือว่าเป็นมิตรในยามยากจริงๆ “จงกว๋อ-ไท่กว๋อ เจี่ยหยู!”เป็นไทยตรงว่า พี่น้องจีน-ไทยสู้ๆ(สู้กับใคร?สหรัฐซิ-เอ้ยไม่ใช่,โควิท-19)

         สำหรับอังดัวหละ?ไม่ต้องไล่หรือสู้กับมันหรอกครับ-ยุบพรรคมันหรือ?ไม่ต้องครับ “เรียกให้มาอ่านเรื่องของผมให้จบก็พอ!”เผื่อจะตาสว่างขึ้น.

         ผมว่ามาถึงจุดนี้ไม่ต้องยุ่งยาก,เรียกร้องคนโน้นลาออก คนนี้ลาออกเพื่อสปิริตประชาธิปไตย-เขาสงสัยพวกคุณในเรื่องการกู้เงินหรือ ไม่ชอบมาพากลว่าอาจครอบงำพรรค,ลาออกเป็นตัวอย่าง ไม่ต้องรอให้ตัดสิน “ว่าเขาอิเหนาเป็นเองนี่หว่า!

          เออ,ยังไม่ได้พูดว่าแม่น้ำเพชร มันเกี่ยวกับชื่อแม่น้ำอะไรอีกชื่อหนึ่งในสามที่ท่านอเล็กซานเดอร์พูดถึง ลืมไปจริงๆ เพราะหันมาเข้าการเมืองสมัยใหม่(ที่บางครั้งไม่พูด,เดี๋ยวหาว่าไม่สนใจการบ้านการเมือง-ไม่ทันสมัย)

           คือแม่น้ำอาดาบา: คลองD9ที่ท่านประยุทธ์เร่งให้ขุดขึ้น เป็นการลอกเลียนแบบย้อนยุคอย่างหนึ่งของแม่น้ำเพชร-ที่แต่ก่อนเมื่อรวมกับลำแม่ประจันแล้ว จะพุ่งออกทะเลเลย แต่เนื่องจากความแรงในฤดูน้ำหลาก ทรายดินตะกอนมันมามาก,จึงตื้น น้ำไปไม่ได้ในฤดูปกติ; แม่น้ำเพชรจึงเดินเลาะขึ้นเหนือ จาก ออกทะเลทางตะวันออก,กลายเป็นเฉียงขึ้นเหนือไปเรื่อย,ปัจจุบันไปออกทะเลที่อ่าวบางตะบูน ตรงกันข้ามกับแม่กลอง-ที่ไหลจากคูบัวและตื้นเขินและออกไป เฉียงทางตะวันออกเล็กน้อยในปัจจุบันเหมือนกัน.

          สมัยอเล็กซานเดอร์ประมาณ 1,800ปีกว่ามาแล้ว,แม่น้ำเพชรออกไปตรงๆผ่านตอนใต้ของเขาลูกช้าง มาทางหนองประดู่ และไปทางเขานายางที่มีค้างคาวมากตอนห้าโมงเย็นและไปออกที่ใต้เขานางพันธุรัต(ตรงนี้มีเมืองเก่าพอๆกับที่คูบัวและที่ปากน้ำปราณ-ก่อนทวารวดีหลายร้อยปี) ตรงนั้นปากน้ำจะอยู่ที่บ้าน “หนองตาพต” ตาพต หรือตะพต คือดาบส หรือ “ดาบา” พอเรือจากทะเลมาถึงปากน้ำเพชรสมัยนั้น-ผมคงไม่มั่วขนาดที่ว่า “พบแล้ว ถึงแล้ว อ้า-ดาบา แล้วแผลงแม่น้ำเพชรเป็น “อาดาบา”นะครับ;คุณจิตร ภูมิศักดิ์ เคยบอกว่า เมื่อคนอินโดยูโรเปี้ยนจะพูดถึงชื่ออะไรมักมี prefix เสียง เอส หรืออา เสมอ,เช่นเรียก ซามว่า อาซาม สะเปนว่า เอสปาน่า เรียก สิณฑุเป็น อินฑิสหรืออินเดีย,

         แต่มาอาซ้อข้างบ้านผมที่ลำปาง พอตรุษจีนท่านจะแจกสตางค์ พวกเรา จะมาที่บ้าน บอกอา-อ๊อดใหญ่(พี่ชายผม)เอาไปสองบัก อาอ๊อดน้อย(ผมเอง)หกสะนึ๋ง,และอาจิ๋ม(น้องสาวคนเล็ก เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อแล้วเพราะความหมายน่ารักดีเกินไป)บักเลียว,คงไม่ต้องReconstruction;คำว่า อาดาบาก็เป็นการเรียก “ดาบด หรือตาพต” ตามปกติ ของคนต่างเผ่าพันธุ์.

   จบตอนที่หนึ่ง!

  ศรีภูมิ ประสานพล 20 กุมภาพันธ์ 2563


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน