*/
  • enjoyjing
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tan_saii@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2010-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 108
  • จำนวนผู้ชม : 70145
  • จำนวนผู้โหวต : 17
  • ส่ง msg :
  • โหวต 17 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by enjoyjing , ผู้อ่าน : 407 , 08:07:22 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จุดเทียนหมื่นเล่ม-เล็งดูรูเดียว

          พักนี้,รู้สึกสลดใจจริงๆ เมื่อเห็นบรรดานิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะสถาบันหลักๆของประเทศกำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับขบวนการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย ของนักศึกษา-นิสิต 14 ตุลาคม 2516,บวก-ลบ 5ปี:   

           หลายคนคงเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวประชาธิปไตย อาศัย “ธงเสรีประชาธิปไตย”  แบบสหรัฐ ฝรั่งเศส อังกฤษหรือเยอรมัน เป็นสรณะแห่งอุดมการณ์ ตามกระแสของกลุ่มชาญวิทย์-นิธิ,เอาเป็นว่าด้านหนึ่ง ต้องการสถาปนาเสรีประชาธิปไตยสากล อันเป็นการเมืองที่เปิดเสรีให้ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” นี่คือระบอบแบบยุโรป-สหรัฐที่พวกเขาได้เปรียบ ทั้งขึ้นทั้งล่องเมื่อเปิดประตูทุกบาน ทั้งหน้าบ้านแลหลังบ้าน;

           อีกด้านหนึ่ง,สถาปนาระบอบประชาธิปไตยเสรีด้วยการ รอมชอมเอาระบอบเสรีตะวันตกเข้ามา,ร่วมมือกันในลักษณะ ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย-เพราะจำยอมในด้านหนึ่งเพื่อให้สามารถอยู่รอด ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม เช่นญี่ปุ่นจำต้องรับเอา “แบบ”รัฐธรรมนูญที่สหรัฐบังคับเอาไว้ หลังสงครามโลกครั้ง ที่สอง-เยอรมันก็ด้วย,หรือกระทั่งเกาหลีใต้ที่จำยอมรับความเป็นแบบอเมริกัน-ตรงนี้ไม่ต่างอะไรกับ ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือเยอรมัน ที่จำต้องเกาะกลุ่ม(กะเตงๆไปกับ สะเอวสหรัฐ)เป็นแนวร่วมต่อต้านคอมมิวนิสต์;

           ทั้งนี้ทั้งนั้น,กลุ่มประเทศเหล่านี้ก็ได้พัฒนาความก้าวหน้าในระบอบทุนนิยมโลกที่ไปได้ดี หลายประเทศ, ประชากรมีรายได้โดยรวมๆเทียบเท่า หรือรายได้ต่อหัวดีกว่าสหรัฐอันเป็นต้นแบบเสียอีก, โดยเฉพาะ ครั้งหนึ่ง ญี่ปุ่นได้แสดงให้ปรากฏชัดเป็นชาติแรก(ในขณะที่เยอรมันไม่อาจพูดได้ว่ายิ่งใหญ่ทางรายได้ เพราะได้รวมเอาเยอรมันตะวันออกเข้ามา ทำให้ค่าเฉลี่ยลดลง)ที่บอกว่า รายรับต่อหัวของญี่ปุ่นในทางทุนนิยม มากกว่าค่าเฉลี่ยของสหรัฐ-ดูจะทำให้สหรัฐไม่พอใจ ,ญี่ปุ่นก็แก้ต่างว่าเป็นเพราะสหรัฐต้องแบบรับคนเอเชีย หรือคนอาฟรีกา เข้ามาในประเทศมากจึงทำให้ค่าเฉลี่ยของสหรัฐต่ำกว่า(จบข่าวเศรษฐกิจโลก!)

            เหล่านี้,คงไม่ต้องอธิบาย-แลเมื่อการปรากฏตัวของโลกสังคมนิยมอันมีรัสเซียเป็นผู้นำ,ตามด้วยจีน คิวบา อัลบาเนีย และมีกลุ่มยุโรปตะวันออกถูกร้อยพวงเป็นแนวสังคมนิยมที่ถูกรัสเซียผูกขาดทิศทางเศรษฐกิจ ,โดยข้ออ้างที่ต้องการ ต้านการปิดล้อมของกลุ่มทุนนิยมโลกที่เข้มแข็ง กุมเศรษฐกิจโลกเกิน 70/100-รัฐสังคมนิยมล้มเหลว เพราะต้านทานกระแสทุนนิยมโลกไม่ได้ ;เป็นผลให้การเมืองของระบอบสังคมนิยมโลกพ่ายแพ้ต่อกลุ่มทุนนิยมโลกที่เป็นกลุ่มทุนผูกขาดที่มีอนาคตสดใสกว่า.

               หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงสงครามอินโดจีน,การผูกขาดโลกของสหรัฐถูกสั่นคอน,ด้วยการเข้ามาของแนวสังคมนิยมแห่งประชาชาติประชาธิปไตย-ที่จริงๆแล้วคือสังคมประชาธิปไตยที่ยังคงรักษาความเป็นเอกภาพทางการผลิตแบบเกษตร,ที่ยังคงมีแนวอนุรักษ์ทางระบอบพื้นฐานการผลิตแบบศักดินาอย่างยาวนาน-ตรงนี้ก็เป็นการเรียกร้องต้องการ โดยทั่วไปของสังคมไทยด้วย.

               การปรากฏตัวของขบวนการนักศึกษา-นิสิตในประเทศไทยเริ่มกระทำกันอย่างจริงจัง ภายใต้กรอบความเข้าใจที่ถูกต้องที่สุด เหมาะกับสภาพสังคมไทยที่สุด:

               การต่อต้านระบอบฟัสซิสม์ทางทหารที่สหรัฐกลับนำเข้ามาใช้ในสังคมไทยทั้งๆที่ขัดกับระบอบการเมืองของสหรัฐโดยรวม;แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะทุนใหญ่สหรัฐที่ครอบงำระบอบการเมืองแบบเผด็จการสภาของสหรัฐ ในคราบของประชาธิปไตยแบบโรมัน,มวลชนชาวสหรัฐไม่เข้าใจ-จึงได้ยอมให้กองทหารสหรัฐเข้าไปกุมทิศทางทางการเมืองของประเทศ เกษตรกรรมเหล่านั้น-รวมทั้งไทย,

               เมื่อสงครามอินโดจีนได้เข้าสู่ระยะที่ นายพลโวเหวียน เกี๊ยบว่าเป็นขั้นยันทางยุทธศาสตร์( มี ขั้นรับ ขั้นยัน และขั้นรุก)แล้ว,ความสูญเสียของสหรัฐในทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร ก็ทะลวงเข้าสู่ปริมณฑลที่เป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจสหรัฐ ,ทำให้มวลชนสหรัฐ(ท่านเหล่านั้นอาจเป็นลูกหลาน ที่เป็นทหาร เพราะเป็นลูกหลานชาวสหรัฐหลากหลายเชื้อชาติต้อง เสียสภาพ คือตาย ทุพลภาพ นับห้าแสนคน,เป็นอย่างน้อย-ซึ่งคงไม่ใช่ลูกหลานกลุ่มทุนใหญ่สหรัฐกระมัง?)ไม่พอใจ,จึงเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงโดยนักศึกษาและประชาชนสหรัฐ(แท้จริงแล้ว ได้มีกลุ่มทุนนิยมผูกขาดสหรัฐที่เป็นสายพิราบ เห็นว่าควรสนับสนุนให้สหรัฐเข้ามาครอบงำในประเทศเหล่านี้ ด้วยวิธีการเดียวกับที่ใช้กับคนอเมริกันคือเปิดประชาธิปไตยเสรี ที่กลุ่มทุนครอบงำทางสภาได้-มูลนิธิ รอคกี้เฟลเล่อร์ หรือมูลนิธิที่ให้ทุนแก่ประชาชนที่ด้อยพัฒนา ทั้งเอเชีย อาฟรีกาได้ดำเนินการอยู่แต่แรก ให้ปัญญาชนหนุ่มสาวเหล่านั้นในประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้ เข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกนับสิบแห่ง,เพื่อให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ บ่มเพาะ นักศึกษาหัวก้าวหน้าของประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้เข้ามาเรียน(ต่างจากประเทศเหล่านี้ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำจะเป็นของรัฐ-ในขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำสหรัฐเป็นของเอกชน-เอกชนหรือทุนใหญ่สหรัฐครอบงำรัฐ)เพราะสังคมของเขาเป็นสังคมที่พวกนายทุนผูกขาดได้สร้างนักศึกษาเพื่อเข้าไปรับใช้สังคมผูกขาดของเขาในทุกด้าน.

             ถ้าอย่างนั้น,ทุนใหญ่สุดเข้ามาได้ก็ครอบงำสังคมไทย(ง่ายๆอย่างนี้ น้องหรี่ตาข้างเดียว-ไม่รู้หรือ? อาจารย์ที่สอนน้องเขาไม่สนใจหรอกเพราะโคตรพ่อ-แม่ของเขาก็ไม่ได้มีรากเหง้าในเมืองนี้สักกี่คน? ที่ต้องพูดตรงไปตรงมาเพราะไม่มีเวลามาทะเลาะกันแล้วโว้ย!เซ็ง,พี่กรำศึกมาตั้งแต่วัยเดียวกันกับน้องวันนี้ จน บัดนี้ชราแล้ว รวมครึ่งศตวรรษ ก็ยังสู้อยู่นะ-แถวหน้าด้วย)

               มหาวิทยาลัยเหล่านั้นมีฮาวาร์ด –คอแนล,เป็นหัวหอก-ใครที่จบออกมาจากมหาวิทยาลัยทั้งสิบของเอกชนเหล่านั้นก็จะคิดอย่างที่กลุ่มทุนใหญ่สหรัฐปรารถนาอยากให้คิด;นั่นคือ,พวกเขาย่อมต้องคิดระบอบประชาธิปไตยเสรี ที่อนุญาตให้ทุกประเทศที่กำลังพัฒนา ตามระบอบเสรี –กล่าวคือให้มีการเปิดประตูทุกบานของสังคมเหล่านั้นให้กว้าง เพื่อรองรับการเข้ามาของระบอบเสรีจอมปลอมของพวกเขา แต่เป็นเผด็จการสภาที่เขาควบคุมได้ด้วยระบอบทุนที่เหนือกว่า;คงจะแสดง ให้เห็นถึง กลอุบายของเขา: ที่พูดไป(มานี้)ก็เป็นเรื่องเล่า Classic ที่น่าเบื่อ แต่จำเป็นต้องตอกย้ำว่า-ถ้าเราเปิดเสรีให้ค้าขายแข่งกัน ผู้ที่เป็นนายทุนใหญ่เขาจะชอบระบอบเสรี –เพราะเมื่อทุกคนมีสินค้า(วันนี้ “เงิน” โดยเฉพาะดอลล่าร์ ก็เป็นยอดสินค้าด้วย  “ค่าเช่า ดอกเบี้ย”เป็นระบอบศักดินา แต่  ค่าเช่าเงิน-หรือเงินกู้ จะได้ดอกเบี้ย เป็นกำไร ก็คือระบอบศักดินาใหม่หรือระบอบทุนผูกขาดนั้นปะไรหละ!)ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน เอามาขายในตลาดเสรี ผู้ที่มีสายป่านยาวสุดจะได้เปรียบ เพราะเขาจะทำการลดราคาให้ต่ำกว่าผู้อื่น หรือต่ำกว่าทุน ค้างเอาไว้;

           ทุนน้อยก็จะค่อยๆตายไป ,สุดท้ายจะเหลือทุนใหญ่สุด,คราวนี้เขาจะเป็นเจ้าของตลาด ผูกขาดการค้าผู้เดียว,เขาจะขายราคาเท่าไรก็ได้หรือไม่ขายก็ได้,และเขาจะสำแดงเดชความเป็นผู้เผด็จการทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจก่อน  การเมือง การทหาร-สุดท้าย,เขาจะเป็นผู้เผด็จการสภา ที่เรียกว่ากลุ่มฟัสซิสม์ในที่สุด; แม้ว่าเขาจะปล่อยให้มีการเลือกตั้ง “แบบพหุนิยม”อย่างที่ท่านทูตสหรัฐกล่าวถึงวันสองวันนี้, อย่างไรเสีย,เขาจะปล่อยประชาธิปไตยแค่ไหนให้ “มวลประชาชนได้เสพย์” แต่เขาก็เป็นตัวกำหนดสองหรือสาม คนนี้เท่านั้นที่ให้เลือก(ตั้งมาให้เลือก-เสือกเอา นอกจากนี้ไม่ได้)ส่วนใครจะสะเออะเข้ามา ไม่ว่า เพราะ การเมืองไทยยังมีหัวคะแนนรองรับเอาไว้แล้ว(ซึ่งเป็นไปเอง) แต่ระบอบพรรคของเขากลั่นกรองผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาด้วยระบบที่ง่ายๆตามเจตจำนงของกลุ่มทุนผูกขาดด้านการเงินอย่างไรหละที่ชนะหมด .ในระบอบเสรีประชาธิปไตย?

            ในช่วงปี 2516หลังเดือนตุลาคมที่ได้ขับไล่เผด็จการทหารไปแล้ว-ประเทศไทยจะไปทางไหน?แท้ที่จริง,กลุ่มทุนสหรัฐสายพิราบ รอคิวอยู่เมื่อกลุ่มผูกขาดสหรัฐสายอินทรีย์พ่ายแพ้หมดรูปในสงครามอินโดจีน-นักวิชาการที่มาจากคอแนล ฮาวาร์ดและมหาวิทยาลัยทั้งสิบของอเมริกาที่ถูกเตรียมเอาไว้ก็เริ่มเข้ามาในขบวนการนักศึกษา(คงไม่ต้องย้ำกันว่า มีกลุ่มไหน?เขาอาจไม่สน หรือไม่รู้ตัว แต่เขาขายความรู้นี้พอเลี้ยงชีพได้,ไม่ได้หมายความเลวกว่าคนทำมาหากินปกติ) เขาเข้ามาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเบ่งบาน- ทางการเมือง ผ่านนักศึกษาไทยจากสำนักสหรัฐ ผ่านทางกฎหมายมหาชนที่เรียกว่าสัญญาประชาคม “อังดัว”ทั้งหลาย-ผ่านพวกโมเดิลเกรดจากเคมบริดจ์และออกฟอร์ด หรือแบบเยอรมันก็พอมี;ไม่สังเกตบ้างเลยหรือ?

               เขาออกแถลงการณ์ในวันสองวันนี้,เพื่อตกแต่งประชาธิปไตยเสรี(สากล)ที่เขาขุนเลี้ยงตามความถนัดของตนเองมาอย่างยาวนานนับครึ่งศตวรรษในประเทศไทย;พูดตรงไปตรงมา ที่สุด(มันตรงกับ)สถานทูตสหรัฐ-ท่านว่า

               หนึ่ง อย่าให้ศาลไทย ยุบพรรคนี้เพราะจะทำลายความหลากหลายในเรื่องพหุนิยม(พูดว่าความหลากหลายทางชีวภาพดีกว่ามั้ง?เอาคนไทยเป็น พืช-สัตว์ ไปแล้ว!) มันไม่ง่ายไปหรือท่านทูต:

              ระบอบประชาธิปไตยไทยที่(น่าหัวร่อของท่าน) เป็นระบอบที่พัฒนามาจาก ความเป็นเอกภาพอย่างยาวนานของประชาชนและผู้นำสูงสุดของเขา,นับจากการเข้ามาของตะวันตก ตั้งแต่ก่อนหลุยส์ที่14  เขา- พวกตะวันตกแทบจะดาหน้าเข้ามาต่อจากฝรั่งเศสในแบบเดียวกัน-จนกระทั่งภาษีปากเรือเราเก็บแทบไม่ได้เลย,และหลังรัชกาลที่สามของกรุงใหม่ เราจะเก็บพวกท่านแค่ สามเปอร์เซ็นต์,แต่ท่านฉลาดชี้โบ้ยไปที่ “กลุ่มศักดินา”ไทย เอาผลประโยชน์ไปแทน ไม่ตกไปสู่ประชาชน-

            ที่สุด,สัญญาเบาริ่งที่มีอังกฤษนำ ก็ทะลวงกำลัง ให้พวกท่าน-ดาหน้าเข้ามาอีกครั้ง หลังเราสร้างกรุงเทพไม่กี่ปี,สหรัฐตามมา หลังจากที่ช้ากว่าเขาในสมัยหลุยส์ที่14 (ตรงกับสมัยพระนารายณ์)เพราะตอนนั้นท่านยังเป็นวุ้นใต้แอกอังกฤษอยู่(น่าแปลกแฮะ!ทูตหลายคนของสหรัฐ จบจากสถาบันระดับนี้ทั้งนั้น เป็นศาสตราจารย์แขนงนี้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสอนแทนผู้เชี่ยวชาญไทยอย่างเช่นชาญวิทย์หรือนิธิได้สบายๆ-บางคนอาจเป็นเพื่อนนักเรียนห้องเดียวกันก็ได้-และที่น่ากลัว คนระดับนี้ ทำงานแทนทหารสหรัฐได้ถึงหนึ่งกองพัน –รบชนะโดยไม่เสียกระสุนแม้แต่นัดเดียวเลยทีเดียวเชียวแหละครับ!โคตรประหยัดกว่าระบอบฟัสซิสม์ทหาร-จีไอ-น้องๆไปหาอ่านดู แต่พยายามหน่อย มากกว่าแปดบรรทัดที่น้องถนัดในออนไลน์-จะได้ไม่เหนื่อยฟรีและผลาญเงินพ่อมามาเที่ยว “แฟลชมอบ” ที่ส่งเข้ามาอีก-หมายถึงระบอบเผด็จการรัฐสภา)

            ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้ร่มโพธิ์สมภาร-ไม่ได้เป็นแบบอังดัวหรืออองแก,ยอมลดอำนาจลงเป็นลำดับ จนอยู่ระดับประชาชนทั่วไป –ต่างกันนิดเดียวคือได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระประมุขซึ่งไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งอย่างทรงพระเกียรติ-อย่างถาวรด้วยความไว้วางใจ(อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด-เพราะในเหรียญดอลล่าร์ของพวกท่าน ว่าไว่ว่า-In God we trust-จากพระคัมภีร์สดุดีของกษัตริย์ดาวิด; ที่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เอามาพิมพ์ ถูกไว้วางใจจากทั่วโลกอาจไม่ต้องให้ทองคำค้ำ, เพราะ “การวางใจ”ของพสกนิกรชาวไทยต่อพระประมุขถาวรนี้ ก็เป็นแบบเดียวกัน- ถ้าระบอบ “เคารพความแตกต่าง” ทางความคิดมีอยู่จริงในระบบคิดของพวกท่าน กรุณาอย่าเบนเป็นอื่นเลยจากประชาชน-ซึ่งยอมเรียกตนเองว่าพสกนิกรของพระองค์ท่าน; ตั้งแต่ รัชกาลที่ สี่ ห้า หก และสุดท้าย2475เสมอบ่าเสมอไหล่กับระบอบทางการเมืองที่นำโดยไพร่ ที่พรรคที่ท่านว่า “ไม่ควรถูกยุบ” เขาบอกว่า ไม่พอ-ต้องให้เสด็จน้ำตามแบบ “อังดัว”จริงไหม?

            เอาอย่างนี้ดีกว่า,ถ้าการพิพากษา,ด้วยเอาความผิดที่ได้ทำเป็นหลังฐาน ในเรื่องขอบเขตทางการเมือง –ไม่เหมือนคดี แพ่งหรืออาญาทั่วไป(36นิติศาสตร์ อาจารย์ธรรมศาสตร์อย่าหลงประเด็น-ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมือง จะมหาชนก็ต้องพิจารณาเป็น “มหาชน”จริงๆไม่ใช่ มหาชนทางนิติศาสตร์ แต่มีกฎหมายเป็นบรรทัดฐาน –แต่ในการพิจารณา การเมือง ความมั่นคงและเศรษฐศาสตร์การเมืองต้องควบไปด้วย! ผมก็เชื่อว่าระบอบการเมืองในโลกของทุกประเทศจบเห่ไปนานแล้ว ถ้าเดินไปแบบพิจารณาตามการกระทำความผิดสำเร็จ(ตรงนี้ใครเป็น”ศรีธนนชัย?”)

            เอาอย่างนี้ดีกว่า “ความไม่ไว้วางใจ”ก็พอแก่การปลดประธานาธิบดีสหรัฐ ดูเหมือนจะร่วม50กระมัง?-แต่เหมือนเมื่อวานนี้เอง (ตัวอย่าง,ท่านริชาร์ด  เอ็ม นิกสัน ได้ แอบให้คนดักฟังเทปลับของอีกฝ่าย ,ศาลสูงสหรัฐจึงมีอะไรนะ Impeachment ให้หลุดจากตำแหน่งแห่งอำนาจ,เพราะอะไร,ทั้งๆที่ ฝ่ายคนไทยอย่างเราๆท่านๆ ว่ารู้ก็รู้ไปสิ,ผมไม่กระเทือนอะไร จริงไหม? คนร่วม 100,000,000(ร้อยล้าน)คนหรือเกินครึ่งหนึ่งของสหรัฐ-ไม่เห็นว่ามีใครบอกว่า ศาล(ตุลาภิวัฒน์)เสือกอะไร?แต่สำหรับประเทศไทย,ท่าน(ทูตสหรัฐ)ยกเอาคน 6,000,000คน-ตัวเลขต่างขนาดกันพอๆกับขนาดประเทศที่ใหญ่กว่ากันระหว่างสหรัฐ-ไทยเสียอีก-ฮา,เอาเป็นว่า ซีเนเตอร์ และคองเกสเซ่อร์(ผมพูดเพราะไม่รู้ภาษาของท่าน)ที่หนุนนิกสันมันถูกศาลมอง ไม่เห็นหัวสักคนหนึ่ง- แต่อีก60กว่าส.ส.ของไทยยังอยู่ครบ;ผมแนะนำท่านง่ายๆว่า-ควรศึกษาวรรณคดีไทยที่มาจากประเทศลูกกะโล่ของท่านคือประเทศอิเหนา(ครั้งหนึ่ง หนังสือพิมพ์ทางการ ของเขา เคยว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย-ขอโทษที่ใช้สิทธิพาดพิง) เรื่อง “อิเหนา” เขาว่า “ว่าเขาอิเหนาเป็นเอง!

            เอาหละ,ประเทศอื่นที่ตามมาอย่าง, อียู หรือลูกกะโล่ทั้งหลายกระทั่ง สหภาพสภาอะไรในแถบนี้ ว่าไทยไม่เป็นประชาธิปไตย; ดูสารรูปประชาธิปไตยของพวกเขา ไม่มีดีสักกระคนเดียว ทั้งข้างบ้าน เศรษฐีเล็กตัวใหญ่ มันกระเดียดไปทางเผด็จการกว่าด้วยซ้ำ ดีที่มันรวย-มันเอาอะไรมาประณามไทย,แล้วเตือนอังกฤษหรือฝรั่งเศส.หรือโคตรเผด็จการโลกอย่างฮิตเล่อร์ที่เป็นสมญานามจำไปจนโลกสลายมั้ง?ที่พวกประเทศของคุณปล่อยให้มี,ยังมาสะเออะเป็นผู้นำมาประท้วงเผด็จการไทย,จะเอามือเช็ดเลือดคนอื่นกรุณาโปรดดูมือตนเองว่า ยังมีคราบเลือดที่ล้างไม่ออกอีกไหม?ขนาดยังไม่ทันประณามเลย กลิ่นคาวเลือดฟุ้งเลย-กลบขี้ฟันหมดแล้ว!

           ความเป็นระบอบพรรคการเมือง(แบบไทยๆ ที่น่าหัวร่อของท่าน)เขาจะเป็นพหุนิยม เสรีได้หรือ?ภายใต้ระบอบเศรษฐกิจที่ “กลุ่มโซรอส” ไม่รู้ใคร-ลูกเต้าเหล่าทุนผูกขาดโลกตนไหน?ไม่รู้มีจริงหรือไม่? แต่เมื่อปี2540หรือคราวที่เกิดรัฐธรรมนูญปี40 คลอดออกมา-อันเป็นผลิตผลในน้ำเชื้อของท่านไม่ใช่หรือ?(เป็นรัฐธรรมนูญแบบไหนที่คนอย่างผมไม่จบปริญญาตรี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นส.ส.ในระบอบประชาธิปไตย-แบบพ่อของมัน ไม่ได้ ผมเรียนไม่จบ อดเป็นส.ส.-มาจากผู้ร่าง –สสร.ที่ติดใจกันนักหนาจนกระทุ่งปัจจุบันแนะให้ไปกินอสร.ก่อนแล้วกัน;

           ช่างบังเอิญซินะ เงินทุนเสรีที่เข้ามาในประเทศไทย-มันมาจากไหน ,มาอย่างไร?ไอ้เด็กอมมือพวกนี้ยังไม่หย่านมเลย,จะว่าลืมก็ไม่ได้ จะว่าโง่ก็ไม่ได้,เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เงินมันเข้าๆออกๆ-ฉิบหายไปทั่ว และโลกเสียหายเป็นแถบๆ(วันนั้นไม่ใช่เหรอที่วันนี้จึงมีความระมัดระวังด้วยข้อหาที่ว่า เงินลงทุนอาจไม่ใช่โน่นนี่นั่น,แต่ถ้ามันหลุดเข้ามาโดยโมเดลของ190ล้านผ่านได้(มันได้ส.ส.เสริมเข้ามา80-สำหรับพวกท่านเอาแค่เข้ามา 30ล้านดอลล่าร์เอง คือเป็นเงินบาท1,000ล้านบาท คูณ5 เท่าของ190ล้านบาท-มันคงเสริมกำลังให้ได้ 400คนเต็มสภา

             –นี่ถ้าพวกทุนยักษ์เข้ามา ให้ไทยเป็นฐานปล่อยจรวดไปดวงอาทิตย์-ให้เศรษฐีไปเที่ยวดวงอาทิตย์ ราคาโสหุ้ยสักห้าแสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ-เท่าจีดีพีไทย 18ล้านๆบาท มันคงยกมือให้ทั้ง400 คน, ส.ส.ที่เหลือ ห้าสิบคน อภิปรายเท่าไรๆที่ว่า เป็นไปไม่ได้ ว่า “ไปดวงอาทิตย์ ไม่ได้”เชื่อไหม?มันก็จะยกมือให้ท่านแหละครับ

             -เอาเป็นว่าสังคมไทยเป็นราชอาณาจักรเดียว

             -พรรคซึ่งมาจากมวลชนประชาชน ในท้องถิ่นเขาย่อมมีส.ส.เป็นตัวแทนเขาได้-นี่ด้านหนึ่ง แต่เขาก็ยังเป็นตัวแทน-ที่เป็นรัฎฐาธิปัตย์ทั้งประเทศ เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในระบอบรัฐสภาไทย-จะมีใครตรวจสอบอำนาจเขาได้ง่ายๆเมื่อเขาเป็นส.ส.ของประเทศไทย-ต่างจากพหุรัฐของพวกท่าน(ไปศึกษากันใหม่นะครับ!)ส.ส.ของท่านอาจเข้ามาในสภาล่างได้ ก็ยังเป็นตัวแทนของรัฎฐาธิปัตย์ “รัฐท้องถิ่น”  มิใช่ทั้งหมด,เพราะมีสภาสูงมากั้น;ดังนั้น,

             เมื่อสมาชิกสภาไทย ที่แม้จะเป็นตัวแทนท้องถิ่น,แต่กฎหมายให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของรัฎฐาธิปัตย์ไทย(ถ้าไม่เข้าใจคำว่ารัฎฐาธิปัตย์ ก็แปลง่ายๆว่า     “I am the state” ก็รู้ว่าท่านไม่มีภาษา สูงต่ำ มันเรียบเท่ากันหมด เป็นภาษาประชาธิปไตยแปลตรงๆ “กูเป็นใหญ่ในประเทศคนหนึ่งโว้ย!

             (แต่แปลกแฮะ!พอคุณศรีนวล เข้ามาเป็นหนึ่งในรัฎฐาธิปัตย์ ส่วนกลาง พอท่านมีสิทธิและเอกสิทธิของหนึ่งในรัฎฐาธิปัตย์แล้ว ย้ายค่าย-คนท้องถิ่นหยิบมือเดียวตะโกนว่า “กลับมา”กูจะเรียกผู้แทนคืน-งงหวะ?!?!-เขาให้สิทธิคนท้องถิ่นเลือกส่วนหนึ่งของรัฎฐาธิปัตย์ และเมื่อได้รับพระราชโองการแล้ว-ใครละเมิดอาจเป็นกบฏ,นี่เป็นวิถีทางที่ถูกต้อง ชอบธรรม ของ กฎหมาย ระเบียบประเพณีการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ศักดิ์สิทธิครับ!ตรงนี้คงไม่ต้องถามอีกว่าแล้วศาลซึ่งเป็นอีกอธิปไตยหนึ่ง ตามพระราชโองการ-สั่งยุติบทบาทส.ส.ได้ไหม?ถ้าเขา-ไม่เป็นที่ไว้วางใจก็พอครับ!ยังมีคนมีหน้ามาแถ-ว่า จะยุติคนที่ประชาชนเลือกไม่ได้-ประชาชนคนไหนครับ-เขียนชื่อไว้ในบัตรเลือกตั้งหรือ? หรือประชาชนโดยรวมทั้งหมดเลือกคนนี้ เท-ให้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์หรือ?ขอประทานโทษ,ถ้าแม้มีคนหนึ่ง,ในแสนคนที่ไม่เลือกนอกนั้นเลือกหมด บอกว่าไม่ตรงตามกฎหมาย ศาลยังต้องรับฟังเลยครับ-ไม่งงนะ??)

              ถ้าปล่อยเขาหลุดเข้าป่าได้คนหนึ่ง คนไทยเขากลัวขนาดไหน? ถ้าเสือโคร่งหลุดเข้าไปในเมืองของคนอินเดีย(พวกเขาจะกลัวขนาดไหน?)เป็นอันว่าผมกำลังจะพูดกับท่านทูตว่า บางทีในประเทศหนึ่งเขาเรียกว่า “พระ” อีกประเทศหนึ่งเรียก “โจร”ก็ได้ดีที่สุด ทางใครทางมัน เมื่อไม่รู้อย่า “ถลน”แปลว่า “เสือก”

             “Mind your own business!

              และวันนี้ ขบวนการนักศึกษา ที่วิจัยพบว่าอ่านหนังสือเกินหนึ่งหน้ากระดาษไหม?ถ้าไม่ใช่ข้อสอบ ;บางแห่งจุดเทียนนับพันแท่ง ,บ้างก็เปิดไปฉายมือถือนับจำนวนครบสิบกว่ามหาวิทยาลัยแล้ว,คงไม่ได้เข้าใจอะไรมากไปกว่าเดินตามๆกัน,ถ้าหรี่ตามองข้างเดียว หรือมองลอดช่องด้วยนัยน์ตาฝั่งเดียว.

             เออ!ฟังดีๆนะ,ผมไม่เชื่อว่านักศึกษาฝ่ายที่เรียนทางวิทยาศาสตร์จะไม่เข้าใจแต่สายทางสังคมศาสตร์จะเข้าใจยากสักหน่อย;

              พวกคุณเห็นไหม?เจ้าทอนกำลังปีนเสาไฟฟ้าแรงสูงสามสาย,มันขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟนับแสนโวลท์-เขาทำอะไรหรือ? ก็กำลังจะพยายามต่อไฟแสนโวลท์ เข้ามาในบ้านที่มีขนาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแค่ 191 ;หรืออย่างมากก็โหลดได้แค่ 220โวลท์,ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรเมื่อปล่อยไฟเข้ามา-โดยไม่มีหม้อแปรงไฟ,                

         รัฐธรรมนูญไทยปี50-60 หม้อแปรง ชัดๆ!

              เขาให้กู้191ล้านเศษ,ถ้ากระทำโดยไม่มีกระบวนการที่สามารถแปรงระบบการเงินที่รอบครอบเพียงพอ,กระแสเงินที่มากกว่านี้ อย่างที่เรียกว่า 100,000ล้าน ที่อุปมาดังกระแสไฟแสนโวลท์,ซึ่งหมายถึงทุนนับแสนล้านที่เคลื่อนไหวจะเข้ามาในประเทศ ในรูปประโยชน์อื่นใดที่เป็นเงินบริสุทธิ์ก็เถอะนะ,สู่ระบบการเมืองการปกครองไทยที่อยู่นอกเหนือ บีโอไอ-ผลรับจะต่างกันไหมหนอ?ที่เรียกคำอุทานเดียวกันคือ “ฉิบหาย!”การระงับไม่ให้นายทอน ต่อไฟสามสายแรงสูง แสนโวลท์นั้นคือการระงับความฉิบหาย  “ถ้าไม่มีระบบตัดไฟดีพอ”

             เป็นธรรมดาอยู่เอง สถานทูตยูเอส หรือ อียูหรือจะพวกใดก็ตามถูกตัดวงจรเหล่านี้ เขาจะพอใจหรือ? มันเหยียบตาปลาของเขาเข้าแล้ว-ใครถูกเหยียบหนัก หรือถูกเหยียบก่อนก็โอยก่อน,น้องๆทั้งหลายไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆแค่นี้ เดินต่อไปด้วยเทียนสักกี่เล็ม พร้อมหรี่ตา หรือเปิดตาข้างเดียว จะไปถึงเป้าหมายหรือ? เป้าหมายที่พูดถึงคือการหลุดกับดักความล่มจมของประเทศชาติไม่ใช่หรือ? ที่พวกน้องๆกลัว หลังจากที่บอกว่า “ตนทั้งหลายไม่ได้กลัวเผด็จการ” แต่กลัวประเทศชาติ ฉิบหาย!

             พี่ทั้งหลายที่ทำคล้ายๆกับพวกน้องๆทำวันนี้-เมื่อ50ปี,รู้หรือเปล่า?ไม่เคยล้มเลิกในอุดมการณ์เหล่านี้เลย;แม้วันนี้ก็เถอะไม่เปลี่ยนแปรงเลยเหมือนนักเคลื่อนไหวท่านหนึ่งกล่าวทำนอง-เมื่อยังสว่างอยู่ เห็นพวกเราอยู่ที่นี่-หลังจากไฟมืดดับลงสักระยะหนึ่งพอเปิดไฟอีกครั้งพวกเรายังอยู่ที่เดิม- แต่วันนี้พวกพี่ๆกลับมองเห็นเงาของพวกพี่ทั้งหลาย หมายถึงพวกน้องๆวันนี้,ไม่ได้พาดไปทางตรงกันข้ามของแสง,มันกลับย้อนไปหา ต้นแสงที่ร้อนฉ่าผิดที่ผิดทางของธรรมชาติ.

            แต่ไม่คิดแปลกใจอะไรมากหรอก มันไม่มีจริง เป็นแต่เงาพร่ามัวของความมืดหน้าตาลายเท่านั้นเอง-พักสักหน่อย เงาที่อยู่ในแสงร้อนมันแค่เพียงแวบเดียวในจินตนาการ.เชื่อพวกพี่ๆเถอะ จุดไปเถอะสักกี่หมื่นๆเล่ม เอามันทุกรั้วของมหาวิทยาลัยที่มี, มองไม่เห็นทาง(ออก)หรอกครับ!

            เออ,ขอพูดอีกหน่อย นอกจากนายทอน ก็เห็นมีชายหนุ่มอีกคน,เขาเฝ้ามองแต่ของในพิพิธภัณฑ์ชิ้นหนึ่งในประเทศ “อังดัว”ที่เขาพร่ำเรียนมา,คงคิดจะลากออกมาใช้พร้อมกับสหายร่วมอุดมการณ์ ที่พูดเสมอว่า “2475-ไม่เสด็จน้ำ”จะเอาเจ้ากิโยตินนี้มาขึ้นเรืออย่างไรนะซื?เป็นปัญหา;

             สาวกำดัด-ช่อผกา บอกว่า ยูเรก้า แล้วตะโกน ตะเบ็ง “หมาป่ามาแล้ว” แทนที่จะตะโกนให้คนในบ้านได้ยิน กลับตะโกนออกไปข้างนอกเพื่อจะให้ “คนข้างนอก” มาจับหมาป่าที่อยู่ข้างใน

             -หากที่แท้ ทุกคนต่างเข้ามา พบสุนัขน่ารักแสนซื่อที่พวกเขาชุบเลี้ยงไว้-ถ้าคนข้างนอกไม่เข้าใจ เขาอาจจะจับสุนัขที่เลี้ยงไว้ –เป็นสุนัขกตัญญูที่ไม่รู้ว่า “คนข้างนอก” มันจะเชื่อหรือไม่-แกล้งเชื่อ? และจับฆ่า,แล้วบอกว่าหมาป่าจริงๆ,หลังจากนี้ความเชื่อจะกระจายไปทั่ว-เพราะหน้าตาก็คล้ายกัน เป็นสุนัขแน่!

            นี่ถ้าถามว่า แล้ว,ขบวนการนักศึกษานิสิตออนไลน์-ผู้มาจาก นิวส์ออนไลน์มันจะเชื่อข้างไหน-น่าเป็นห่วงจังโว้ย-ฮา

             ผม ศรีภูมิ ประสานพล  เขียน เมื่อครบรอบวันเกิด ปีที่(ย่างเข้า 67ปีพอดี)

                วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน