• สองท้าวก้าวไป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : taz_hock@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2014-04-22
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 8546
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
HAPPY FEET WALKERS
เมื่อเท้าถูกสร้างมาให้เดิน.เราจึงออกเดินทาง เมื่อตาถูกสร้างมาให้เห็น.เราจึงออกไปเห็น เมื่อสมองถูกสร้างมาให้จำ.เราจึงออกไปบันทึกเรื่องราว หากกล้องถูกสร้างมาให้บันทึกภาพ.มันจะเป็นภาพแห่งความทรงจำ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/everest3passes
วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน 2557
Posted by สองท้าวก้าวไป , ผู้อ่าน : 5224 , 13:27:05 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ศุภฤกษ์ โหวตเรื่องนี้

         อีกครั้ง!!! เมื่อ2เด็กกรุง ผู้ไม่เคยพิชิตยอดใดในสยาม ฝันอยากจะไปเยือนดินแดนแห่งภูเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโล
เหมือนเคย รูทที่คนส่วนใหญ่เค้าเลือกที่จะเดินกันเราไม่เดิน สองพี่น้องขาลุยเลยต้องขอเลือกแบบไม่ธรรมดานิด ๆ
เรื่องราวแห่งการข้าม 3 high passes ในแถบ SOLU KHUMBU ( KONGMA LA 5, CHO LA , RENJO LA PASS  ) อันหฤโหด และการพิชิตยอด Chukkung Ri  , Kalapathar, และ Gokyo Ri ที่ล้วนแต่มีความสูงมากกว่า 5000 เมตร เป็นครั้งแรก!!!  เหนื่อยถึงขีดสุด หนาวที่สุดในชีวิต ถึงกับต้องเสียน้ำตา แต่สิ่งเหล่านั้นกลับหายไปพลันเมื่อความอลังการณ์ ยิ่งใหญ่และสวยงามของธรรมชาติ ช่วยปัดเป่าความอ่อนล้าเหล่านั้นให้มลายหายไป
         คุณเคยมั้ยที่ได้เห็น 4 ใน10 ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก ในที่ที่เดียวกัน !? ( สำหรับเรา มันโคตรรรเยี่ยมยอดเลยว่ะ 5555)
 

 

         การเดินทางครั้งนี้นับเป็นครั้ง ที่ 3 แล้วกับการเดินทางไปเทรคกิ้ง ณ ประเทศเนปาลภายในรอบ 1 ปี หลายคนถามว่า "มีอะไร ทำไมติดใจนัก" เราสองคนตอบได้ไม่ชัดนักว่าเพราะอะไร นั่นอาจเป็นเพราะพวกเรายังคงค้นหาตอบนั้นอยู่ รู้แต่เพียงว่า " THE MOUNTAINS ARE CALLING AND I MUST GO" ตามที่ JOHN MUIR ได้กล่าวไว้

 

 

     

           ถ้าถามว่าการเดินใน route นี้ยากมั้ย ? เราสองคนตอบได้เลยว่า "ยากกก" ยากกว่าสองครั้งที่ผ่านมา (มากกก)  แต่ถ้าใจเราเชื่อว่าเราทำได้ มันก้คงไม่ยากเกินความพยายาม  " IT SEEMS IMPOSSIBLE UNTIL IT'S DONE " ( NELSON MANDELA) ...yes, exactly!! ตามนั้นเลยค่าคุณลุง NELSON ( เพราะเรา done แล้วไงถึงกลับมาบอกได้ว่ามัน possible!! ฮิฮิ )

         สำหรับคนที่ไม่เคยเทรคกิ้งมาก่อนถ้าได้ลองมาสัมผัสด้วยตัวคุณเอง คุณก้อจะได้พบกับสองคำตอบเท่านั้น นั่นก้คือถ้าไม่หลงรัก ติดใจ เหมือนเสพย์ติด ทำให้ต้องกลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ก้เข็ดขยาด บอกลา บ้าย บาย " no see you again next time " นะจ้ะ

 

         เส้นทางที่เราเลือกที่จะมุ่งสู่  Mt. Everest ในครั้งนี้โดยปกติจะมีเทรกเกอร์ค่อนข้างบางตาอยู่แล้ว ยิ่งเป็นช่วงต้นฤดูกาลของการเทรกกิ้งบนเทือกเขาหิมาลัยในแถบนี้ด้วยคนยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ เมื่อเทียบกับ main route ที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินขึ้นสู่ basecamp โดยตรง นักเดินทางบางท่านอาจจะรวมเอา Gokyo rounte เข้ามาด้วย โดยการดินข้าม Cho La Pass ที่เราได้ยืนคำรำลือมาว่า “เหนื่อยมากกก” แต่เราคิดว่าไหนๆ จะออกเดินทางทั้งทีแล้ว เราก้ขอเลือกเส้นทางที่จะสามารถนำเราไปสัมผัสความยิ่งใหญ่อลังการที่ธรรมชาติบรรจงสรรสร้างดั่งกับเหมือนจะเดินเข้าไปใกล้ราวกับมือเอื้อมถึงได้ หลายๆมุมหลายๆองศา ในทริปเดียวเลยน่าจะคุ้มดี สุดท้ายเลยมาลงตัวที่ route 3 high passes นั่นคือ  KOMGMA LA 5535 m, CHO LA 5420, และ RENJO LA PASS 5360 m รวมไปถึงการพิชิตยอด  CHUKKUNG RI 5550 m, Kalapathar 5550 m, และ Gokyo Ri5483 m. 

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก ( http://besthike.files.wordpress.com/2009/11/everest-3-passes-map.gif?w=450&h=518)

      

            เราวางแผนล่วงหน้ากันเป็นเดือน ตอนเตรียมแผนการ เราเตรียมฟิตร่างกายกันเต็มที่ เพราะหลังจากศึกษาหาข้อมูลก้อทำให้รู้ว่าเส้นทางนี้ต้อง โหดมากกก โหดกว่าสองครั้งที่ผ่านมา ในเขต Annapurna และ Langtang  เพราะนี่จะเป็นการเดินที่ระดับความสูงมากกว่า 5000 เมตรเป็นครั้งแรก ในการพิชิตยอด และข้าม pass ตลอดเส้นทางนี้ แต่เมื่อเราสองคนได้ไปสัมผัสของจริง รับประสบการณ์ชีวิตมาแล้วก้อได้พบว่ามัน " โหด " ( โค - ตะ- ระ ) กว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ - -" แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วเราก้อสู้เต็มที่ !! เฮ้ !ลุย !

       เราใช้เวลาไปทั้งหมด 18 วันในการเดินเทรคอย่างเดียว อีก 6 วันใน Kathmandu และอีก 1 วันกับการดีเลย์ของเครื่องบินที่ต้องรอและรออยู่ที่สนามบินใน Kathmandu และ Mumbai ที่อินเดีย รวมทั้งหมดทั้งสิ้นตลอดทริปเป็นเวลา 25 วัน

 

 

              ก่อนออกเดินทางที่จะไปเดินเท้านั้น เรามีเวลา 1 วันเต็มๆในเมือง Kathmandu พวกเราสองคนจัดการเตรียมเอกสาร แลกเงิน เตรียมของเสร็จ ก้อขอไปกราบสักการะ ไหว้พระ ขอพร ที่ Boudhanath วัดพุทธ ศุนย์กลางจิตใจ ของชาวพุทธในแถบเทือกเขาหิมาลัยเพื่อเป็นศิริมงคลในการเดินทาง ตามแบบฉบับของนักปีนเขาสมัยก่อนหรือแม้แต่ในปัจจุบันที่ยังคงปฏิบัติกันอยู่ก่อนที่จะไปพิชิตยอดเขาไม่ว่า Everest หรือ summit อื่นๆก้ตาม

 

            Boudhanath เป็นวัดพุทธที่ว่าไปน่าจะใหญ่ที่สุดในเนปาลแห่งนี้ ชาวพุทธไม่ว่าจะอยู่บนเขาห่างไกลซักเท่าไหร่ ในชีวิตนึงต้องมาสักการะ กราบไหว้พระที่ Boudhanath ให้ได้ซักครั้ง เป็นที่สังเกตุได้เลยว่าแต่ละบ้านบนเขา โดยเฉพาะในแถบ Solu Khumbu ที่ได้ไปมาจะมีรูปภาพของพระสถูปที่ Boudhanath หรือภาพครอบครัวที่ถ่ายกับ Bodhanath ประดับอยู่เพื่อเป็นสิริมงคล ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ

 

      

         ชาวพุทธที่นี่ให้ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะสิ่งยัวยุต่างๆ ในประเทศนั้นมีไม่มาก การอุทิศตนและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดยังมีให้เห็นจนชินตา โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในหุบเขาชีวิตหลักนอกจากทำมาหากินตามความพอเพียงแล้ว การอุทิศตนต่อศาสนาเป็นส่วนสำคัญในชีวิต

 

          เมื่อเดินไปภายรอบสถูป เราเห็นผู้คนหลั่งไหลเข้ามากราบสักการะบูชา เรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน บ้างก้อเดินหมุนวงล้อท่องบทสวดมนต์ บ้างก้อนั่งอ่านบทสวดมนต์อยู่ตามร่มไม้ และหลายต่อหลายนก้อกราบไหว้บูชาในแบบชาวพุทธทิเบต หรือ อัษฎางคประดิษฐ์ ยืนตรงก้มกราบให้ร่างกายสัมผัสกับพื้นดิน และยืดมืออกไปให้สุด ซึ่งแลดูยิ่งจะหนักกว่าการ ซิทอัพ ออกกำลังเพื่อหน้าท้องอันแบนราบซะอีก ดังนั้นการไหว้พระแบบนี้คงเป็นการถ่ายทอดการฝึกฝน อดทน เพื่ออุทิศตนต่อพระศาสนาได้เป็นอย่างดี

 

 

         วันรุ่งขึ้นเป็นวัน  D - DAY เริ่มต้นการเดินทางสู้อ้อมกอดแห่งเทือกเขาหิมาลัย การเดินทางไปแถบ Solu Khumbu นั้นสามารถเริ่มต้นด้วยการนั่งรถบัสแล้วเดินขึ้นไปจาก Jiri ถึง Lukla ใช้เวลาอีก 10 วันหรือจะเลือกทางลัดแบบที่คนส่วนใหญ่เลือกกัน นั่นก้อคือนั่งเครื่องบินเล็กสู่เมือง Lukla จุดเริ่มต้นสู่ Everest แน่นอนว่าเราสองคนเลือกที่จะประหยัดเวลาขอนั่งเครื่อง ไม่อย่างงั้น ถ้าต้องเดินเป็นเดือนๆมีหวังกลับมาหน้าเกรียมที่บ้านจำไม่ได้แถมคงโดนไล่ตะเพิดแน่นอน 

         เราจัดการจองตั๋วล่วงหน้าเป็นเดือนผ่านทางเพื่อนที่เคยผูกมิตรไว้ นอกจากเพื่อนจะไม่ได้ค่านายหน้าแล้ว ยังจัดแจง ติดต่อ ให้คนมาดูแลจัดการเช็คอิน โหลดกระเป๋า ที่แสนโกลาหลให้อีก งานนี้ดูแล้วไม่น่าได้กำไรแถมเข้าเนื้ออีกตะหาก ยังไงต้องขอบคุณ Manil แห่ง Mountain Guide Trek เป็นอย่างยิ่ง (ขอโฆษณาให้นิดนึง ของเค้าดีจริง 55 , ติดต่อหลังไมค์ได้นะค้าาา)

      เที่ยวบินไป Lukla เป็นที่ร่ำรือกันว่ามีการ cancel flight บ่อยมากเพระาสภาพอากาศ นักบินต้องให้แน่ใจว่าบินขึ้นไปแล้วจะเจอกับสภาพอากาศที่ดี วันใดมีเมฆมอกหมากก้เตรียมใจไว้ได้เลย หลายๆคนเคยเล่าไว้ว่าอาจจะต้องไปนั่งรอเก้อที่สนามบินอยู่ 2-3วันแน่ะ 

      หลังจากที่เรานั่งรอลุ้น ตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าจะได้บินหรือไม่ได้บินซัก 2 ชั่วโมง พนักงานตะโกนว่าเที่ยวบินของเราพร้อมบินแล้ว " เย้ นึกว่าต้องรอเก้อ แบบที่หลายๆคนได้รับประสบการณ์แล้วกลับมาบอกเล่าให้ฟัง " 

       เครื่องบินขนาดไม่เกิน 15 ที่นั่ง รวมนักบิน 2 และแอร์ 1 แล้ว พร้อมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พี่ปูนโดนชี้ไปนั่งหน้าสุด เราก้อต้องนั่งหลังสุดกับคุณแอร์ " ก้อดีไปจะได้ถ่ายรูปกันคนละมุม" แฮะๆ

 

 

          การได้นั่งเครื่องบินได้เห็นวิวภูเขาหิมาลับแบบชัดๆจากมุมสูงนี่ก้ช่าง " งามแท้ ไม่แพ้นั่ง ฮ." นะค้าาา เอ้า!! แค่นี้ก้คุ้มแล้วเว้ย !! แต่เปล่าเลย การเดินไต่ภูเขาขึ้นไปด้วยความเหนื่อยล้าด้วยตัวของเราเองมันทำให้เรารู้สึกว่า " ถ้าไม่เดินขึ้นมาเลือกที่จะนั่ง ฮ. ชมหิมาลัยแบบไฮโซๆ ความรู้สึกจะไม่สวยเหมือนเดินขึ้นมาเองขนาดนี้นะเนี่ย " ใช้เวลา 37 นาทีโดยประมาณเราก้มาถึง Tenzing Hillary Aiport แห่งเมือง Lukla สนามบินซึ่งตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาหิมาลัย

 

 

 

         หลายคนกล่าวว่า Lukla เป็น1 ในสนามบินที่น่ากลัวและอันตรายที่สุด เพราะตั้งอยู่กลางหุบเขา และมีรันเวย์ที่สั้นมาก เราได้คุยกับคุณลุงอังกฤษคนนึง แกบอกว่าขอยอมเดินขึ้นมา 10 วันถึง Lukla ดีกว่านั่งเครื่องบินมา ( อุเหม่ ขนาดนั้นเลย! ) เอาเข้าจริงกสรนั่งเครื่องมามันก้ตื่นเต้นดีแท้ นักบินนำเครื่องลงอย่างชำนาญการ แตะพื้นปุ๊ป เลี้ยวเข้าจอดปั๊ปดูง่ายดายอย่างกะจอดรถยนต์เทียบฟุตบาทน่ะ

         พอลงเครื่องยังไม่ถึง 2 นาทีก้มีคนเข้ามาทัก ไกด์ของเรานั่นเอง Bhim Bahadur Magar เป็นคนท้องถิ่นชาว Sherpa บ้านของ Bhim อยู่ลงจากเมือง Lukla ใช้เวลาเดินเท้า 2 วัน Bhim พูดภาษาอังกฤษไม่เก่งนัก แต่พูดญี่ปุ่นได้ แต่มีไกด์ไม่กี่คนนักที่จะมีประสบการณ์ข้าม 3 high passes ในแถบนี้ และ Bhim ก้อเคยข้ามมาแล้ว 3 ครั้ง นั่นเป็นเหตุผล  ที่ Bhim ถูกเลือกมาให้เรา และเราก้ดีใจที่มี Bhim คอยนำทาง ดูแล ทุกอย่างเป็นอย่างดี จากนี้เราเป็นเพื่อน เป็น Didi และ Bhai ( พี่สาว และ น้องชาย ) ไม่ใช่ไกด์กับลูกค้าอีกต่อไป

 

 

         เราเดินลัดเลาะสนามบิน เข้าหมู่บ้าน แวะเข้าห้องน้ำ เรียบร้อยก้อออกเดินเท้า เราเดินผ่านประตูที่เปรียบเสมือนประตูสู่ Everest และประตูเมืองที่ทำขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ Pasang Lhamu Sherpa หญิงชาว Sherpa คนแรกที่พิชิตยอดเขา Chomolungma ชื่อท้องถิ่นที่ชาว Sherpa เรียก ภูเขา Everest กัน

 

 

         จุดหมายปลายทางวันนี้อยู่ที่เมือง Monjo หรือ Monzo ที่ระดับความสูง 2835 เมตร เส้นทางวันนี้ขึ้นๆลงๆ พวกเราจึงไม่สาหัส เดินสบายๆ ชมนกชมไม้ชมภูเขากันไป ตลอดเส้นทางเราจะเห็น ลูกหาบ และ Yaks ม้าบ้าง วัวบ้าง ขนอาหารและของใช้ต่างๆ ลำเลียงสู่หมู่บ้านข้างบน เพื่อรอต้อนรับบรรดา trekkers ในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงอย่างเต็มตัวในไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

 

 

            เราเดินเลาะแม่น้ำ Dudh Koshi , Dudh แปลว่านม เป็นที่มาของชื่อ แม่น้ำที่มีสีเหมือนนมนั่นเอง ซึ่งไหลลงมาจากภูเขาสูงข้างบน

 

         ตลอดเส้นทางเราเดินผ่านหมู่บ้าน น้อยๆ มากมาย ที่มีที่พักให้นักท่องเที่ยวพักทานอาหาร จิบชา พักขา ในแต่ละหมู่บ้านจะมี

สถูป และ Mani Wall  ที่สร้างขึ้นจากความศรัทธา ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่มีให้เห็นตลอดการเดินทาง

 

 

 

 

 

 

         เราข้ามสะพานแล้วสะพานเล่า แต่ละสะพานจะมีธงมนต์ผูกติดไว้ เหมือนได้ยินมาว่าสะพานจะทอดผ่านหุบเขา ซึ่งเป็นทางลม ดังนั้นธงมนต์ที่เปรียบเสมือนการสวดมนต์ก้อจะถูกลมพัดลอยขึ้นไปสู่เบื้องบน และคำอวยพรจากเบื้องบนก้จะพัดกลับลงมาสู่เรา ( แหม่ รู้สึกอิ่มเอมเวลาข้ามสะพาน ) แต่อีกด้านนึงนั้น ในเมื่อเป็นทางลม เวลาที่เราข้ามสะพานเราจะรู้สึกหนาวมากกกก เราพยายามจะเดินให้เร็วที่สุด แต่ลักษณะของสะพานที่เหมือนตกท้องช้าง ทำให้แต่ละครั้งมันเหนื่อยและเดินได้หน่วงและหนืดมาก ไม่นับรวมว่าถ้าหากมีลูกหาบ แบกของหนักตามหลังมา นอกจากต้องรีบเดินเพราะเกรงใจเพราะเค้าขนของหนักมากแล้ว แต่พี่ๆลูกหาบสร้างแรงสั่นสะเทือนจากแรงปฏิกิริยาจากแรงโน้มถ่วงโลก " โอ้ววว ไอ้เราก้เด้งไปเด้งมา " กว่าจะเดินพ้นสะพานเราก้หอบแฮกๆแล้ว

ปล. ข้างหน้าที่เหมือนเด็กประถม นั่นคือ บิมบิมเพื่อนผู้นำทางของเราเอง

 

 

         พี่ปูนใส่หมวกที่เขียน Thailand เพื่อที่คนผ่านไปมาจะได้ไม่ต้องถามว่า " Namaste! Which country? " หรือทัก " Konnichiwa" , "Nihao Ma" , "An yong " แอ๊ด แอ๊ด แอ๊ด ผิดทุกข้อค่ะ 55+ เราเดินไป หอบไป หายใจไป สักพักก้ได้ยินเสียงคนตะโกนมาว่า " Thailand Fighting !! " เราแหงนหน้ามองแล้วพบกับครอบครัวจากมาเลเซียซึ่งกำลังเดินสวนลงมา เราทักทายกันเหมือนญาติที่สนิทสนมกัน คุณแม่เข้ามาทักและกอดพวกเราเหมือนเป็นลูก สอบถามได้ความว่าพวกเค้าตั้งใจจะไปถึง Tengboche เพื่อไปเยือนวัดพุทธที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา แต่สมาชิกคนนึงเกิดป่วยซะก่อนเลยต้องเดินย้อนกลับก่อนกำหนด ทักทายเสร็จก้อชักภาพกันเล็กน้อย  

 

 

 

         ผ่านไป 2 -3 ชั่วโมง เราก้เคลื่อนตัวมาถึง Phakding ซึ่งคนส่วนใหญ่เลือกที่พักแรมที่นี่เป็นคืนแรก แต่พวกเราขอเลือกที่จะเดินไปต่ออีกยังหมู่บ้าน เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะได้ไม่เหนื่อยมาก เราพักทานอาหารกลางวันกันที่ Sherpa Eco Lodge ที่พักสะอาดสะอ้าน อาหารอร่อย สงบ เพราะไม่มีคนพักเลย ฮาๆ ( แต่ของเค้าดีจริงๆเพราะเราได้มีโอกาสกลับมาพักตอนขาลง ) เพื่อความปลอดภัย ข้าวผัดไข่กับมันฝรั่งทอด ดูจะเป็นอาหารที่อิ่มทองและแน่นอน รับทานได้แบบอร่อยๆ 

 

 

         หลังจากพักผึ่งพุงเสร็จเราก้อออกเดินทางต่อ บรรยากาศข้างทางวันนี้เป็นต้นไม้ใหญ่ๆ เขียวๆ ให้ร่มเงา ตอนเดินก้อร้อนจักกะแร้เปียก แต่พอหยุดปุ๊ป สะท้านหนาว ทั้งลม ทั้งเหงื่อเปียกๆ สั่นกระดิ๊กๆ 

 

 

 

 

           และแล้วไม่นานนนักเราก้มาถึง Monjo ภายในเวลา 1 ชั่วโมงนิดๆ ที่ซุกหัวนอนคืนนี้ Mount Kailash Lodge ห้องสะอาด มีห้องน้ำในตัว มีน้ำร้อน( หมายถึง ร้อนน้อยอ่ะนะคะ ) และที่สำคัญอยู่ชั้น 3 และห้องสุดท้าย !!  ก้อไม่อะไรหรอกแค่เดินมา 4 -5 ชั่วโมงเอง ขาก้อสั่น เดินก้เริ่มเอียงเท่านั้นเอง ฮาๆ 

         อาบน้ำอาบท่าเสร็จก้ออกมาสำรวจหมู่บ้าน จากที่สังเกตุน่าจะมีซัก 4 -5 โรงแรม และมีโรงแรมหรูมากอยู่แห่งหนึ่ง เดินเจอเด็กน้อยโผล่ออกมาจากบ้านต้อนรับนักเดินทางพร้อมร้องทัก " นมัสเต " แหม่จะน่ารักขนาดนี้พี่ให้ 10/10 คะแนนค่า :)

 

           กลับเข้าโรงแรมทานอาหารเย็น ที่นี่เราได้เจอกับกลุ่มคนญี่ปุ่น ไกด์ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นได้คุยกับบิมบิมถามไถ่กันว่าพวกเราจะไปไหน ได้ยินเสียงพี่เค้าตะโกนออกมา " eehhhh!!! ( แบบญึ่ปุ่น นึกออกมั้ย 55 ) it's very difficult !! " พร้อมทำหน้าแบบตกใจ อ้าวเฮ้ยพี่ !! ชักหวั่นๆแล้วสิ ฟังแล้วใจห่อเหี่ยว จะรอดมั้ยเนี่ยยยสองเราพี่น้อง - -"                         

         ยังไม่ทัน 2 ทุ่มก้อกลับเข้าห้องพักผ่อน นอนสะท้านกับความหนาว ฟังเสียง yaks เดินกระโตงกระเตง " แต๊ง แต๊ง" ขนของในคืนอันเหน็บหนาวตลอดทั้งคืน (ขอบคุณนะคุณ yaks ที่อุตส่าขน supplies มารองรับ demands จากพวกเรา...แต้งกิ้วหลายเด้อ )

 

 

 

** จบวันที่ 1 Lukla 2840 เมตร - Monjo 2835 เมตร เคลื่อนตัวไต่ระดับขึ้นมา -5 เมตร เอ๊ะยังไง!!?? รู้สึกไม่คืบไปข้างหน้าแถมยังถอยหลังด้วยอ่ะ 

 

-----------------------------------------------------------------------

 

 DAY 2 MONJO - NAMCHE BAZAR

             อรุณสวสัดิ์เช้าวันที่ 2 ตื่นมาด้วยเสียงกระเดื่อง (ที่ขนกันไม่หยุดทั้งคืน)  อากาศดี สดชื่น แจ่มใส วันนี้พวกเราเตรียมออกเดินทางสู่ Namche Bazar เมืองศูนย์กลางแห่งแถบ Khumbu  

 

 

            หลังจากตื่นนอน เก็บข้าวของเข้ากระเป๋าเป้ แบกขึ้นหลังเตรียมพร้อมจะออกจากห้อง เราก้ไขกุญแจ ( ระบบล็อคต้องไขจากข้างใน ) แต่แล้ว... " ม่ายย " ไขกุญแจไม่ออก ทำยังไงก้ไม่ออก ไม่รู้ประตูบวมน้ำหรือหนาวหรือยังไง ซวยแล้วทำไงดี ?? ห้องอยู่ชั้น 3 แล้วอยู่ข้างในสุด และเท่าที่เห็นไม่มีคนพักชั้นเดียวกันเลย จะตะโกนก้คงไม่มีใครได้ยิน

            นึกขึ้นได้ " เฮ้ย ในห้องน้ำมีหน้าต่าง ลองไปเปิดดูดิ๊ ว่าเปิดแล้วมันออกไปไหนได้ " พี่ปูนก้เลยโผล่ไปดู อ้อ !! ออกไปจะเป็นตรงบันไดเชื่อมต่อชั้นพอดี เอาวะ!! ปีนเลยละกัน แล้วค่อยไปไขประตูจากข้างนอก พี่ปูนเสียสละตะเกียกตะกายปีนโถส้วมออกนอกหน้าต่างไป และแล้วในที่สุดเราก้ได้ออกจากห้อง ฮาๆๆๆ ตลกดีแท้


 

         เมื่อรอดออกมาได้ ( เหมือนรอดตาย 55 ) เราก้อทานอาหารเช้า จิบของร้อน สร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย แล้วเราก้ บ้าย บาย Monjo มุ่งหน้าสู่ Namche อากาศวันนี้สบายๆไม่หนาวมาก 

 

 

            เราเดินข้ามผ่านแม่น้ำ Dudh Kosi อีกครั้ง

 

 

         บรรยากาศต้นไม้เขียวๆเริ่มบางตา เราเริ่มรู้สึกได้ว่าเริ่มไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ การเดินเริ่มช้าลง แต่ละก้าวที่ก้าวไปช่างอืดเหมือนหอยทาก " BISTARI BISTARI ZOOM ZOOM" ( ค่อยๆไป ช้าๆ ) กลายเป็นประโยคที่บิมบิมพูดติดปาก 

 

 

         ผ่านไป 2 -3 ชั่วโมงเราก้มาถึง Namche Bazar และโอ้วว !! มันใหญ่มากก เดินเข้ามาถึงหน้าหมู่บ้านมีสถูปสีขาวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ผู้คนที่นี่ดูคึกคัก สดใส บรรดาหนุ่มๆสาวๆ ซักผ้ากันไป หัวเราะต่อกระซิกกันไป ดูมีชีวิตชีวาดี

 

 

            Namche Bazar เสมือนศูนย์กลางความเจริญแห่ง Khumbu ในหมู่บ้านนั้นเต็มไปด้วย โรงแรม ร้านค้าต่างๆ ทั้ง อุปกรณ์เดินป่า ปีนเขา ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านอินเตอร์เนต ผับ บลา บลา บลา มากมายเต็มทั้งสองข้างทาง ใครขาดเหลืออะไรหาซื้อจากที่นี่ได้ทุกอย่าง ถึงแม้จะไม่ใช่ของแท้ แต่ในสถานการณ์ในความหนาวเข้ากระดูก มันก้ใช้งานได้ดีทีเดียว เดี๊ยนคอนเฟิร์ม! 

 

 

 

            เราเดินมาเรื่อยๆจนถึง Shangri la Hotel บ้านพักสะอาด สะอ้าน มีน้ำร้อนจี๋ให้อาบ มีไวไฟเนตให้ใช้ มีคุณยาย คุณแม่ คุณน้องๆน่ารักคอยรับแขกผู้มาเยือน เราพักทานอาหารก่อนจะออกไปสำรวจหมู่บ้าน มองไปเห็นคุณยายนั่งมองพวกเราอยู่ ในมือก้หมุนลูกประคำไป พร้อม งึมงัมๆอยู่ในคอ เราเลยขออนุญาติชวนคุณยายมาถ่ายรูปด้วย ถ่ายเสร็จคุณยายขอเช็คภาพ เมื่อได้เห็นภาพแล้วถึงกับยิ้มออกมาเชียว :)  

 

 

          บิมบิมให้เวลาพวกเรานอนผึ่งพุงเหมือนเคย หลังจากที่เรางีบไปได้แป็ปนึง บิมก้อพาเราเดินขึ้นเขาไปหลังๆหมู่บ้าน ข้างบนนั้นเป็นเขต national park 

 

         ภายในมีห้องจัดนิทรรศการให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว เดินไปที่มุมห้องเราได้เห็นชุดของ Tenzing Norgay Sherpa ที่ใช้สวมใส่ตอนปีนขึ้นไปพิชิต Everest ชุดแลดูเก่าตามกาลเวลา แต่มันก้ดูหนักมากด้วย ทั้งรองเท้าเอยทั้งหน้ากากเอย ถังออกซิเจนอีกอ่ะ ผู้ชายคนนี้สุดยอดเลยย แต่เราไม่กล้าถ่ายรูปมาเพราะกลัว บรึ๋ยๆๆ ><"

         เดินออกมานอกตัวห้องจัดแสดง เราสามารถเห็นวิวสวยๆจากตรงนี้ได้ มองไปฝั่งตรงข้ามสามารถที่จะเห็น Kongde Ri แต่เนื่องจากวันนี้มีเมฆหมอกเยอะเป็นพิเศษ เราเลยเห็นวิวไม่ชัดเท่าไหร่      

 

 

 

            จากนั้นเราก้อเดินลงมาชม Sherpa Museum ที่รวบรวมเอาข้าวของ เครื่องใช้ โบราณมาจัดแสดงไว้ ค่าเข้าชมคนละ 150 รูปี

 

 

            เปิดประตูเข้าบ้านไปนั้นเราเจอกับกองอึ Yaks ตั้งเรียงรายแน่นขนาดอยู่ชั้นล่าง ซึ่งชาวบ้านที่นี่จะเก็บเอาไว้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม บิมบิมบอกให้เราสองคนขึ้นไปนะ เด๋วเค้าจะรออยู่ข้างล่าง เราสองคนก้เดินขึ้นบรรไดไปในความมืด ข้างบนเต็มไปด้วย ข้าวของ เครื่องใช้ ถ้วย ชาม โบราณ ถัดเข้าไปจะมีห้องสวดมนต์ บรรยากาศภายในดูวังเวง เหมือนยังมีคนอยู่ ทรายเลยไม่กล้ายกกล้องขึ้นมาถ่าย เพราะกลัวถ่ายติดอะไรมา รูปที่ได้เลยมาก้อเลยมาจากกล้องพี่ปูน ฮาๆๆ ( มิน่าล่ะ ! บิมถึงจะนั่งรอข้างนอก หึๆ กลัวเหมือนกันใช่ป่ะล่ะ บอกพี่ตรงๆก้ได้น้อง)

 

 

 

 

 

 

 

 

         เดินออกจากตัวบ้านมา จะมีโรงแรมซึ่งตั้งอยู่ติดกัน โรงแรมแห่งนี้มีห้องจัดแสดง รวบรวมข้อมูลของผู้ที่พิชิตยอดเขา Everest เราเห็นภาพถ่ายมากมายทั้งชาวต่างชาติ ซึ่งบางคนพิชิตมากกว่า 1 ครั้ง มีชาว sherpa หลายๆคนเช่นกัน บางคนก้อถอดเสื้อท้าทายความหนาวบนจุดที่สูงที่สุดในโลก และยังมีพระที่ยังใส่ชุดพระยืนอยู่บนยอด Everest " สงสัยเป็นการปีนขึ้นไปฝึกตน  pilgimage expedition " อะไรทำนอนองนั้น 

         แต่ในอีกมุมนึงของห้องก้อมีรายชื่อของผู้ที่ขึ้นไปบน Everest แต่แล้วก้ไม่ได้กลับลงมาหลายต่อหลายชีวิตเช่นเดียวกัน เราสองคนได้แต่คิดว่าในที่สุดแล้วพวกเค้าเหล่านั้นคงได้หลับพักผ่อนอยู่ท่ามกลางภูเขาที่พวกเค้ารักอย่างสงบแล้วนั่นเอง

ขอ RIP แด่ทุกชีวิตค่ะ 

         เดินกลับลงมาแวะช้อป ซื้อถุงมือเพิ่มกันคนละคู่ เพราะดูท่าแล้วคู่ที่มีอยู่ไม่น่ารอด ( ซึ่งก้จริงดังว่า ) เข้าที่พักทานอาหาร เล่นเนต ส่งข่าวคราวถึงที่บ้าน " ยังอยู่ดีค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง " 

 

** จบการเดินทางวันที่ 2 Monjo 2840 m - Namche Bazar 3420 m ไต่ระดับขึ้นมา 580 เมตร ( ก้อโอนะ มีความก้าวหน้า แต่ที่ผ่านมาก้อก้าวไปข้างหน้าทั้งวัน แต่เมื่อวานทำไมมันความสูงต่ำกว่าที่เริ่มเดินล่ะ 55 )

 

----------------------------------------------------------------

 

 DAY 3 : NAMCHE BAZAR - KHUMJUNG


            " Ommmmmm...." เสียงเป่าสังข์ที่ดังมาจากวัดข้างบนหมู่บ้านก้องกังวานปลุกเราให้ตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ เรางัวเงียลุกขึ้นล้างหน้าล้างตายัดของใส่กระเป๋าตามเดิม หลังทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก้อพร้อมออกเดินทางสู่ Khumjung 

            บิมบิมพาเราเดินลัดเลาะขึ้นไปอีกด้านนึงของหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของวัดที่เราได้ยินเสียงที่ดังขึ้นในตอนเช้า 

 

 

 

เดินผ่านวัด น้องหมาวิ่งออกมาเหมือนจะจู่โจม แต่ไม่เห่า ไม่ทำอะไร แค่มองเฉยๆ แถมมองกล้องด้วย :)

 

 

         พ้นจากหมู่บ้านขึ้นไปบรรยากาศของต้นไม้ใหญ่ๆเขียวๆเริ่มหายไป กลายเป็นไม้พุ่มเตี้ยและหินใหญ่ๆ เราเดินซิกแซกๆไต่ระดับขึ้นไปทีละน้อยๆ ในที่สุดเราก้เคลื่อนตัวมาถึง Syangboche Airport ซึ่งเป็นสนามบินที่ใช้ขนส่งข้าวของให้กับ Hotel Everest View ที่อยู่ถัดอยู่ไปด้านบน 

 

 

         เราเดินตัดผ่านสนามบินเพื่อเดินต่อขึ้นไปบนเขาด้านบน บนนี้เราสามารถแยกไปสู่หมู่บ้าน Khumjung ได้โดยตรงเลย แต่เนื่องจากวันนี้เรามีเวลาเหลือเฟือไม่ต่องรีบร้อน เราเลยอ้อมตัดไปอีกด้านเพื่อที่จะไปชมวิวที่ Everest View Hotel กันก่อน

           เดินเลี้ยวโค้งมาไม่นานนัก  " โอ้ววววว....นี่หรือ Everest " เมฆหมอกที่ปกคลุมค่อยๆเคลื่อนตัวออกจาก Everest เหมือนม่านที่เปิดฉากการแสดง ( เว่อร์มาก 55 ) นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วยสองตาของเรา แค่มองเห็นจากที่ไกลๆยังได้ฟีลลิ่งอิ่มเอมขนาดนี้ ถ้าเราได้เขยิบเข้าไปใกล้อีกจะฟินขนาดไหนเนี่ยยย เราเดินลัดเลาะเขาต่อไปโดยมี Amadablam ยืนตระหง่านอย่างเด่นชัดตลอดเวลาที่เราเดิน

           ในที่สุดเราก้มาถึง Hotel Everest View โรงแรมแสนจะไฮโซที่เป็นที่นิยมของนักเดินทางมีกระตังค์ บิมบิมบอกว่าจากห้องพักทุกห้องในโรงแรมสามารถนอนกลิ้งถ่ายรูป Everest และภูเขาสวยๆ ได้อย่างชัดเจนในวันที่อากาศสดใส

   โดยลำพังนักเดินทางแบกเป้สุดประหยัดอย่างเราคงไม่มีโอกาสเข้าพัก หรือถ้าจะเข้าไปนั่งจิบชากินขนมราคาแพงคงต้องคิดแล้วคิดอีก ขอยอมดูวิวจากด้านนอกโรงแรมดีกว่า แต่ทว่าด้วยบารมีของบิมบิม ผู้ที่ดูเหมือนจะรู้จักไปซะทู้กคนในแถบนี้ ได้เจรจาคุยขอเพื่อนที่ทำงานอยู่ในโรงแรมให้เราได้เข้าไปนั่งพักเท้า กินน้ำกินท่า ( ที่เราแบกมาเอง ) และถ่ายรูปสวยๆจากด้านในโรงแรม

         วันนี้อากาศไม่ถึงกับดีมาก เพราะเมฆยังคงปกคลุม Everest เป็นระยะๆ แต่รูปที่ถ่ายได้มาก้สวยเหมือนภาพวาดเลยทีเดียว หลังจากที่เราพักหายเหนื่อย ก้เดินเลาะไปอีกด้านนึงของโรงแรมสู่ Khumjung

 

         เราค่อยๆเดินย่ำโคลนที่เกิดจากการละลายของหิมะไปอย่างช้า เกร็งขาขมิบก้นกลัวลื่นล้มตะคริวจะกิน ฮาๆ ทางค่อยๆลาดลงสู่ Khumjung ที่ตั้งอยู่ข้างล่าง

 

 

หมู่บ้านแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่มากทีเดียวและครอบคลุมบริเวณกว้างๆ เราเดินไปท้ายหมู่บ้านเข้าสู่ที่พักวันนี้ Danfe Lodge

เปิดประตูเข้าไปเราสองคนก้ผงะทำตัวไม่ถูก เพราะเจอกับน้องเณรกำลังนั่งดูมวยปล้ำอยู่ บ้านนี้เป็นกิจการของครอบครัวน้องเณร คุณพ่อทำงานเป็น Chef อยู่ที่ Hotel Everest View ด้านบน บ้านนี้เลยดูแลโดยคุณแม่และน้าๆ

เราสั่งอาหารกลางวันทานตามปกติ แต่มองไปรอบๆบ้านก้ไม่เห็นมีใครเลยนอกจากน้องเณร เราก้ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะนึกว่ามีคนอยู่ในครัว แต่เปล่าเลยจ้าาา น้องเณรเดินเข้าไปในครัวจัดแจงทำอาหารที่เราสั่ง

" จะดีเหรอวะ " เราสองคนทำตัวไม่ถูก งงๆ ว่าจะดีมั้ยให้พระทำอาหารให้เนี่ย แต่ไม่นานักข้าวผัดไข่กลิ่นหอมฉุยถูกยกมาโดยน้องเณรผู้ทำเองและเสิร์ฟเอง " ยังไงดีๆ " อยู่บ้านเราเคยแต่ถวายอาหารให้แก่พระสงฆ์ผู้เจริญ มานี่พระกำลังจะมาเสิร์ฟอาหาร เราสองคนหันคุยกัน " เฮ้ยๆ ต้องหาผ้ามาทอดมั้ย" 555 ไม่ทันแล้ว ข้าวผัดไข่ถูกวางลงตรงหน้า บอกเลยข้าวผัดไข่ฝีมือน้องเณรนี่อร่อยกว่าๆหลายๆที่ที่เคยรับทานมา ( สงสัยจะได้รับพรสวรรค์มาจากคุณพ่อผู้เป็น Chef แหงเลย ) 

 

 หลังจากอิ่มทองนอนผึ่งพุงกันเรียบร้อยเราก้ออกเดินเล่นไปสำรวจรอบๆหมู่บ้าน บิมบิมพาเราเดินไปอีกด้านนึงของหมู่บ้านที่เราได้เห็นสถูปขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และถัดเข้าไปเป็นที่ตั้งของ Hillary School ที่ตั้งขึ้นโดย Sir Edmund Hillary ผู้พิชิตยอดเอเวอเรสต์คนแรกของโลก

โรงเรียนแห่งนี้ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรของผู้ใจบุญต่างๆมากมายให้เด็กๆในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงได้มีโอกาสเรียนหนังสือ 

เดินเลาะโรงเรียนขึ้นเขาไปหน่อย เราได้เข้าไปเยี่ยมชม monastery ประจำหมู่บ้าน ภายในกำลังมีการสวดมนต์อยู่และดูเหมือนว่าพระที่นี่ก้เริ่มสวดมนต์กันตั้งแต่เช้าไปจนเย็น เราเลยนั่งอยู่ด้านนอกดูบรรยากาศรอบๆ เห็นบิมกับเด็กน้อยคนนึงหยอกล้อ คิกๆคัก ถ่าย selfie กัน น่ารักดี ( เห็นมั้ย รู้จักคนนู้นคนนี้ เยอะไปหมดจริงๆ )

 

 

 

 

 

ออกจากวัดเราเดินกลับที่พัก ตลอดทางเห็นชาวบ้านออกแรงขยันขันแข็งปลูกมันฝรั่งท่ามกลางแสงแดดและลมที่หนาวเย็น 

 

กลับสู่บ้านพัก ที่หน้าบ้านกำลังมีการแข่งขัน Cricket อยู่ เด็กที่นี่สามารถเล่นเกมส์นี้ได้กันทั้งวี้ทั้งวันไม่รู่จักเหน็ดเหนื่อย แต่ว่าไปอาจเป็นเพราะเด็กน้อยต้องหากิจกรรมสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายเพื่อต้านทานความหนาวจากลมที่โชยมาตลอดทั้งวันและคืน

 

 

คืนนี้บ้านพักเป็นของเรา ฮาๆ ไม่มีแขกคนอื่นในบ้านพักเลย แต่จะว่าไปเราไม่เห็นนักเดินทางคนไหนในหมู่บ้านเลยยย หรือเราจะโผล่มาพักที่นี่กันสองคน ?? แต่ก้อดีเตาผิงจะเป็นของเรา ตกเย็นทานข้าวเย็นเสร็จสั่ง Popcorn นั่งดูละครหลังข่าวกับน้องเณรและแม่ๆ อบอุ่นมาก มีบริการเติม Popcorn ด้วย น่ารักจริงๆ 

หลังละครจบพวกเราก้แยกย้ายกันไปนอน ( เหมือนอยู่บ้านเลย ) เรายัดตัวเข้าไปในถุงนอน คลุมทับด้วยผ้าห่มนุ่มผืนหนา ผ่านคืนอันเหน็บหนาวไปได้อีกคืน 

** จบวันที่ 3 Namche Bazar 3420m   - Khumjung 3780 m เดินขึ้นมา 360 m อย่างชิวๆสบายๆ

 

*****************************

DAY 4 KHUMJUNG – PANGBOCHE

      อรุณสวัสดิ์เช้าวันที่ 4 เสียง Yaks เดิน ก๊องแก๊งๆ ขนของกันตั้งแต่อรุณแรกของวัน เราตื่นเช้าแหงนหน้าออกมองไปนอกหน้าต่าง ก้เห็นภูเขา Ama dablam ยืนสง่ารับแสงตะวันอยู่ เราสองคนจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้เผื่อ 30 นาทีเสมอ เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะเราต้องตื่นขึ้นมานั่งทำใจก่อน (ที่จะฝืนตัวเองต้านความหนาว ) ถึงจะยอมตัดใจดึงตัวเองออกจากถุงนอนลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันในทุกๆเช้า 

 

 

         หลังจากจัดแจงยัดของใส่กระเป๋า ทานอาหารเช้า เรียบร้อย ก็ได้เวลาบอกลาน้องเณร คุณแม่ และหมู่บ้าน Khumjung วันนี้เรามุ่งหน้าไปยัง Pangboche จากแผนเดิมที่จะนอนที่ Tengboche แต่เพื่อเป็นการร่นระยะทางของวันต่อไป เราก้เลยขอเดินต่อไปอีกหน่อยถึง Pangboche

 

          เราเดินเลาะออกไปทางหลังหมู่บ้าน สวนกับเด็กๆที่เดินขึ้นมาเรียนหนังสือที่ HillarySchool ทำให้นึกถึงตอนเราเป็นเด็ก พวกเราไม่ค่อยอยากจะตื่นเช้าไปเรียนหนังสือเลย แต่เด็กๆที่นี่ต้องตื่นตั้งตาเช้าแต่เช้า เดินฝ่าความหนาว บางคนอาจจะต้องเดินขึ้นเขามามากกว่า 1 ชั่วโมงเพื่อมาเรียนหนังสือด้วยซ้ำไป ( อายเด็กๆมันเลยเนอะ  แหะๆ) 

 

 

 

                 ต้นไม้เขียวให้ร่มเงาเริ่มมีกลับมาให้เห็นทั้งสองข้างทาง เราเดินเลาะแม่น้ำผ่านเขาลูกแล้วลูกเล่า วันนี้ระหว่างทางได้มีโอกาสเจอกับกลุ่มคนไทย เย้ !!! ปกติไม่เค้ยไม่เคยเจอคนไทยเวลามาเทรคเลยยย " เดินไปเรื่อยๆครับเด๋วก้ถึง" ( พี่ๆออกแนวจะให้กำลังใจกัน หรือแนวแบบให้ปลงเถอะนี่แหละธรรมชาติของการเดินป่าขึ้นเขา ฮาๆๆ ) พี่ๆมากัน5-6คน มีผู้หญิงลุยเดี่ยวคนนึง  ( เจ๋งมาก ) คุยกันไปมา ( มีการอัดวิดีโอด้วย 555 และหน้าพวกหนูแบบว่าเหงือกมากก) ได้ความว่าพี่เค้ากำลังเดินลง ไป Gokyo และข้าม CholaPass มา เราก้ตื่นเต้นถามว่าข้ามPass เป็นไงกันมั่งพี่ๆเค้าก้ตอบมาว่า “ โคตรนานเลย ทำไมไม่ถึงซักที.” เอิ่มม หัวใจพวกเราสองคนเริ่มหดตัวอีกครั้ง นึกในใจ “ แล้วตรูสองหน่อจะรอดมั้ยเนี่ย ?? ” แต่อย่างว่าตัดสินใจแล้วถอยไม่ได้ ได้แค่ไหนค่อยว่ากันขึ้นอยู่กับแรงกายและแรงใจ โบกมือ อวยพร ลาเพื่อนร่วมชาติ ก้ออกเดินต่อ และไม่นานนนักเราก้เห็นสถูปอยู่ไกลๆเป็นสัญลักษณ์ว่าใกล้ถึงจุดหมายต่อไปแล้ว ในที่าุดก้จิงดังว่าเราก้มาถึง Tengboche ได้อย่างสบายๆ

 

 

 

 

         Tengboche Monastery เป็นวัดพุทธที่ใหญ่มากที่สุดในแถบ Khumbu เมื่อก่อนเคยเกิดเหตุแผ่นดินไหวทำให้วัดนี้ได้รับความเสียหาย แต่ด้วยความร่วมมือและช่วยเหลือจากต่างชาติ ทำให้วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณาการขึ้นมาใหม่ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อสมัยก่อนที่ทิเบตมีเรื่องมีราวกับมหาประเทศอย่างจีนในตอนนั้น ทำให้มีผู้อพยพข้ามเทือกเข้าหิมาลัย ฝ่าความเหน็บหนาว ข้าม Pass ที่สูงมาก มีอาการหิมะกัดตามมืิและเท้า แต่ในที่สุดก้นำพาเอาหนังสือธรรมะ เอกสารต่างๆ และโบราณวัตถุทางศาสนา มาไว้ที่ Tenboche แห่งนี้

 

 

      วัดแห่งนี้จะมีเทศกาลประจำปี ไม่แน่ใจว่าเดือนอะไร จะมีพิธีกรรมทางศาสนา มีการรำหน้ากาก ซึ่งคนจะมาร่มงานเยอะมากๆ และได้ยินมาว่าในช่วงนั้นของแต่ละปี จะมีการเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้าชม รวมถึงพวกที่มาตั้งแค้มป์บริเวณโดยรอบวัดด้วย เพื่อนำเงินไปบำรุงวัดและส่วนอื่นๆต่อไป

         เราพักทานอาหารกลางวันกันที่นี่ เจ้าของบ้านเดินเข้ามาทักทายและเล่าให้เราฟังว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนมีหนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่นอายุ 17 ปี !!! มาปีน IslandPeak แต่ด้วยประสบกับสภาพร่างกายที่ไปต่อไม่ไหวทำให้เค้าและไกด์ 1 คนต้องกลับลงมา น้องคนนั้นสัญญากับตัวเองไว้ว่าอีก3ปีข้างหน้า เมื่อเค้าทำงานพิเศษเก็บตังค์ได้จำนวนหนึ่งแล้วจะกลับมาที่นี่และพิชิตยอด Ama dablam ซึ่งแน่นนอนว่ามีความท้าทายมากกว่าทั้งในเรื่องความสูง และความยากที่ต้องใช้เทคนิคมากขึ้น พวกเราฟังแล้วอึ้ง ทึ่ง !! สุดยอดเลยเด็กคนนี้  เอาวะ!! เราสองคนแค่ข้าม Pass เองต้องทำให้ได้สิ ทำให้นึกถึงคำที่พวกเราพูดเสมอว่า " เมื่อยังมีแรงก้จะขอทำซะตอนนี้ ก่อนสังขารจะมาครอบงำเราซะก่อน แล้วจำทำตามฝันไม่ไหวนะ ฮาๆๆ"  ต้องขอบคุณคุณพ่อประจำบ้านพักสำหรับเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ และแรงขับเคลื่อนให้เราสู้ต่อไป ไม่ถอยกรูดซะก่อน 

      หลังเพิ่มพลังกันเสร็จเราก้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ Pangboche ผ่านหลังหมู่บ้าน Tenboche ไปนั้นเราก้เดินเลาะป่าไป ในส่วนเงียบๆ จะมี Manastery เล็กๆ ดูเงียบสงบ และเรียบง่าย ซึ่งเป็นสำนักแม่ชีนั่นเอง

      วันนี้รู้สึกเหมือนจะป่วยเลย ด้วยอากาศที่เด๋วร้อนเด๋วหนาว เดินไปก้เหงือซกจักกะแร้เปียก พอหยุดลมหนาวก้พัดปะทะร่าง ร่างกายเริ่มสับสนเหมือนจะเป็นหวัดนิดๆ ทางวันนี้ไต่ขึ้นมารื่อยๆ ไม่หวือหวา หรือชันมากนัก แต่เหนื่อยจัง แต่ในที่สุดเราก้ลากตัวเองมาถึง Pangboche ได้ แต่เด๋วก่อนจอร์จ ! มันยังไม่จบแค่นั้นน่ะสิ  Pangboche เป็นหมู่บ้านที่ยาวมาก มีทั้ง Upper และ Lower Pangboche เหมือนโดนกั่นแกล้งยังไงไม่รู้ที่พักวันนี้อยู่ Upper ที่ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกเกือบท้ายหมู่บ้านนั่นแหละ เฮ้อออ!! ท่องไว้ๆ “ เพื่อพรุ่งนี้ เพื่อพรุ่งนี้ ” เราจะได้ไม่ต้องเดินไต่ระดับแต่เช้าไง  

      วันนี้เราพักที่ Om Kailash Lodge เหมือนเช่นเคยที่พักเป็นของเรา และเหมือนหมู่บ้านจะเป็นของเราเหมือนกัน ทำไมหนอออเราไม่เห็นเทรคเกอร์คนอื่นเลย ไปไหนกันหมดอ่ะจะ ?? เราสองคนรู้สึกเปลี่ยวนะค้าา 55

      วันนี้โชคดีหลายยย มีน้ำร้อนจี๋ให้อาบกันเป็นหวัด สบายใจสุดๆ ที่ตลกก้คือพี่ปูนล้างตัว ฟอกสบู่เสร็จ น้ำดันหยุดร้อน ฮาๆๆๆๆ!!! เดินกลับเข้ามาในห้องสั่นดิกๆ ทรายถามพี่ปูนเปนไรอ่ะ " น้ำจู่ๆก้หยุดร้อนอ่ะดิ๊ แก้สหมดป่าววะ " ได้ไงทรายยังไม่ได้อาบเลย

เพื่อความชัวร์เดินไปถามเจ้าของบ้าน " ขออาบน้ำร้อนได้มั้ยคะ "?? " Of course, hot water is ready for you " นึกในใจ เอาให้แน่นะ ถ้าไม่ร้อนไม่ยอมจ่ายค่าอาบน้ำ 300 รูปีจิงๆด้วย สรุปว่าน้ำร้อนนนนสะใจ ( ซวยไปนะเจ้ 555 )

      อาบน้ำเสร็จเข้ามานั่งสั่น ดิกๆ ที่ห้องอาหาร คุณพี่คงเห็นแล้วว่าไอ้สองตัวนี้ดูท่าจะไม่ไหว สั่นเหมือนหมาตกน้ำ  “ Do you need fire …warm? ” เป็นที่เข้าใจได้ว่าพี่สาวแสนดีจะจุดเตาผิงให้เรา เรารีบตอบพร้อมยิ้มกว่างปากฉีก  “YES!! PLEASE ”  จากวินาทีนั้นเราก้นั่งยึดเตาไม่ลุกไปไหนเลย อากาศมันหนาวมาก รู้สึกว่าคืนนี้นอนไม่หลับแน่ เราสั่งน้ำร้อนกระติกใหญ่เข้าห้องถ่ายใส่กระบอกน้ำ แล้วเอาไปนอนกอดซุกตัวอยู่ในถุงนอน ถึงมันจะคงความร้อนอยู่ได้ซักชั่วโมงนึง แต่ก้อนานพอที่จะทำให้เราเคลิ้มหลับลงได้

 

** จบการเดินทางวันที่ 4 Khumjing 3780 m – Pangboche  3930  m เดินขึ้นมาอีกหน่อย 150 m. ( เองเหรออ )

ขออภัยวันนี้รูปน้อย เจ้าช้างน้อยกล้องที่ห้อยติดคอดันแบตหมด ได้เวลาเสียตังค์ชาร์จแล้วสิ หมดไป150 รูปี ก้อโอเคอ่ะ

 

--------------------------------------------------------

DAY 5 PANGBOCHE –DINGBOCHE

         เข้าสู่วันที่ 5 ของการเดินทาง วันนี้เราไม่เร่งรีบเพราะระยะการเดินทางไม่นานมากนัก แต่เราสองคนเริ่มชินกับการตื่นแต่เช้าแล้ว หลังจากทานอาหารเช้า แพ็คของเรียบร้อย เราก้ออกเดินทางมุ่งสู่ Dingboche 

         หลังจากออกจากตัวหมู่บ้านไปไม่นานนัก เราเริ่มกลับไปเดินลัดเลาะตามสันเขาอีกครั้ง เราเดินตามสายน้ำ Imja Khola ที่ไหลมาจาก ImjaTse หรือ Island Peak พีคยอดฮิตของนักปีนเขานั่นเอง 

 

 

 

 

            ไม่นานมากนักเราก้มาถึงหมู่บ้าน Somare ต้องบอกก่อนว่า ตลอดการเดินทางหลายวันที่ผ่านมาเราก้เริ่มเสี้ยน คิดถึงอาหารไทยมาก พอมาถึงหมู่บ้านนี้เจอสติกเกอร์ลาบ น้ำตก” เข้าไปนี่รู้สึกทรมานใจมากเลย ( อยากมาก ) สมาชิก trekkingthai คนใดเอาไปแปะไว้ขอบอกว่า ทำร้ายจิตใจกันได้ลงคอ ฮือๆๆ T T

 

 

      ตลอดการเดินทางยังคงมีลูกหาบขนของกันอย่างต่อเนื่อง เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่ง เหมือนตู้เย็น อย่าบอกนะว่าแบกตู้เย็นมา ( ด้วยคนคนเดียวเนี่ยนะ?! ) จะใช่หรือไม่ใช่ขอบอกว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดเท่าตู้เย็นจริงๆนะ

 

 

         ผ่าน Somare มาไม่นาน เราก้ผ่านหมู่บ้าน Osho แวะพักทานน้ำ พักขากันซักหน่อย มีหมารูปหล่อประจำถิ่นเดินมาต้อนรับ

 

 

 

 

         เราออกเดินทางต่อไและไม่นานนักเราก้มาถึงทางแยก แยกซ้ายจะผ่านไปยัง Pheriche ซึ่งจะเป็นทางขึ้นสู่  Everest Base Camp โดยตรง แต่เนื่องจากเราสองคนต้องไปสำรวจเส้นทาง Kongma La Pass กันก่อน เลยต้องแยกไปอีกทางสู่ Dingboche 

 

 

         เราเดินเลียบ Imja Khola ไปเรื่อยๆ มองไปฝั่งตรงข้ามสามารถเห็นเส้นทางสู่ Ama dablam Basecamp ได้ ต้นไม้เขียวๆ สูงๆ เริ่มหายไป กลับกลายเป็นไม้พุ่มเตี้ยเลียบๆพื้น ตามสภาพอากาศและภูมิประเทศที่เริ่มสูงและหนาวมากขึ้น

 

 

 

 

         เดินต่อไปเรื่อยๆ ก้าวต่อก้าว และแล้วเราก้มองเห็นสถูปมาแต่ไกลๆ ถึงแล้วสินะ Dingboche หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่พอควร มีโรงแรมมากกว่า 10 แห่งเห็นจะได้ แต่วันนี้เราพักที่ Dingboche Guesthouse and Lodge บ้านพักเรียบง่าย มีห้องน้ำภายในเยอะ 

 

 

 

         หลังจากเพิ่มพลังทานอาหารกลางวันเสร็จ บิมบิมพาเราขึ้นไปเดินเล่นหลังหมู่บ้านเพื่อปรับระดับความดันภายในร่างกาย ตามหลักการของ Mountaineering ที่ให้เรา  “ climb high, sleep low"  เราไต่ขึ้นเขาหลังหมู่บ้าน Dingboche ขึ้นไปซักประมาณ 400 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สวยมากทีเดียว จากตรงนี้เรามองเห็น Makalu, Ama Dablam, Chukhung and Numbur ได้เลย แต่ ณ ตอนนี้Ama dablam ชัดเจนมาก ราวกับเอามือไปแตะได้เลย

 

 

 

         บรรยากาศโดยรอบเหมือนกับทะเลทราย เวิ้งว้าง กว้างใหญ่ แต่ก้เป็นทะเลทรายที่หนาวมั่กๆ   ลมโชยอย่างแรง อย่างแรง โบกสะบัดธงมนต์ปลิวไสวสวยงามอยู่เหนือหมู่บ้าน Dingboche เราใช้เวลาถ่ายรูป วิดิโอ นู่นนี่นั่นกันเต็มที่ เอาให้คุ้มกับที่ลากตัวขึ้นมาได้ แต่ขอบอกว่าคุ้มหลายเด้อ :)

 

 

 

            สุดท้ายก้ตัดใจทิ้งวิวสวยๆ เดินกลับเข้าบ้านพัก ระหว่างทางแวะเล่นเนตที่ Sherpa Internet Café ครึ่งชั่วโมง 400 รูปี ช่ายยยย มันแพงมาก แล้วก้อืดมากกกด้วย ไม่คุ้มเลย แต่พอส่งข้อความบอกที่บ้านได้ว่า “ ที่ความสูง 4300 เมตรโดยประมาณ  ปวดหัวนิดหน่อย แต่พวกเราบ่เป็นหยังเด้อออ หนาวถึงลำไส้ อ้ากกกส์ ”

            วันนี้ที่พักดูคึกคักมาก เพราะมีเพื่อนร่วมชายคามากมาย เพราะหมู่บ้านนี้เป็นจุดเชื่อมต่อสองทาง สามารถมาจากหมู่บ้านใกล้เคียงได้เช่นเดียวกัน  

            มีกลุ่มอังกฤษกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งไล่เรียงอายุไปตั้งแต่วัยรุ่นจนถึง สูงวัย สองสาววัย 20 ต้นๆมีอาการป่วยแพ้ความสูง ดูงอมแงม และเปื่อยมากเลย น่าสงสาร สาธุขอให้เราสองคนผ่านความสูงไปได้ด้วยดีด้วยเถิดดด เพี้ยง!!

            อีกด้านนึง สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจากอินเดีย มา Honeymoon !! ( คิดดีแล้วเหรอพี่ พาภรรยามา honeymoon แบบนี้ !? ) แล้วก้อดังว่าตัวสามีแลดูจะชื่นชอบกับการเทรคกิ้งเป็นครั้งแรก แต่ถามคุณภรรยาก่อนมามั้ยล่ะ เธอดูจะไม่แฮปปี้เท่าไหร่ ( กลับไปนี่ไม่รู้จะรักกันมากขึ้น หรือว่า...บายยยดาร์ลิ่งนะ 555 )

          อาหารเย็นพร้อมเสิร์ฟ เราสองคนทานอาหารบ้านๆตามเดิม มองไปฝั่งกรุ๊ปอังกฤษ เริ่มจากการแจกผ้าร้อนก่อน ตามด้วย Appetizers, soup และตามด้วย main course และตบท้ายด้วย dessert และ จิบชา ( ทำไมคุณภาพชีวิตมันต่างกับพวกเรายังงี้อ่ะ - - )

          นั่งทานข้าวไป อิ่มนานแล้วแหละ แต่นั่งแช่จน 2 ทุ่มกว่าๆ ทุกคนเริ่มกลับเข้าห้อง เป็นสัญญาณว่าเราก้ต้องกลับเข้าห้องได้แล้ว หมดเวลาผิงไฟอุ่นๆแล้วสิ ตัดใจยอมเดินฝ่าความหนาวไปยังห้องพักอีกด้านนึง ออกไปทำธุระส่วนตัวก่อนนอน “แก๊งๆๆ เสียงเฉาะน้ำในถังตักราดส้วม....พี่ปูนนนน....น้ำในส้วมมันเป็นเสลอปี้อ่ะ” เอาแล้วสิความหนาวแบบติดลบมาเยือนเราแล้ว

         “ Small pot of hot water, please” เราทำตามสูตรเดิม สั่งน้ำร้อนถ่ายใส่กระติกเอาไปนอนกอด บรึ๋ยๆๆ คืนนี้หนาวแซบบบบเว่อร์ ฮาๆๆๆ

 

** จบการเดินทางวันที่ 5 Pangboche 3860 m – Dingboche ที่ 4360 m ไต่ระดับมา 500 เมตรแน่ะ!! มีพัฒนาการที่ดีนะ

 

----------------------------------------------

DAY 6 DINGBOCHE – CHUKKUNG

 

                เกือบๆ 1 อาทิตย์แล้วสินะ ที่พวกเราออกเดินเท้าสู่อ้อมกอดของหิมาลัย มากี่ครั้งๆ ก็ได้รับความรู้สึกที่แตกต่างออกไปทุกครั้ง ที่นี่ช่างยิ่งใหญ่ มีอะไรที่ให้เราได้สำรวจ สัมผัส เรียนรู้ ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ

            เราสองคนตื่นตั้งแต่เช้าเพราะความหนาวเหน็บ แต่ก้นั่งแช่ รอเวลาให้แดดเริ่มออก สร้างความอุ่น เพื่อที่ตอนเดินจะได้ไม่ทรมานร่างกายมากนัก

               เราเดินตัดลำธาร ไต่ระดับเรื่อยๆอย่างคงที่ระหว่างภูเขาทั้งสองฝั่งที่ขนาบข้างเรามา อากาศหนาวทิ่มกระดูก เพราะลมดูเหมือนจะกรูมาทางที่เราเดินอย่างเต็มอัตรา สิ่งที่เรากลัวก้เกิดขึ้นจริงซะแล้ววว อาการปวดหัวเริ่มเกิดขึ้นกับพวกเราทั้งสองคน ( ถือซะว่าเป็นประสบการณ์ แพ้ความสูงขั้นต้นละกัน )

 

 

         เรายังฝืนเดินต่อ เรื่อย ช้าๆ เหนื่อยมากก ทนกับอาการปวดหัวอีก แต่เราก้มาถึง Bibre จากตรงนี้ไปเราเริ่มไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่  Chukkung ระหว่างทางเห็นชาวบ้านแบกตะกร้า ในมือมีอุปกรณ์ขุดซักอย่าง ก้มๆเงยๆ ขุดๆ อยู่ไกล “ เค้าหาถั่งเช่า กันป่าววะ ? ” พวกเราสองคนหันคุยกัน จะได้ค้นหาเก็บไปโด๊ปคุณพ่อซะหน่อย 555

 

 

            ทางสู่ Chukkung วันนี้ สามารถนับจำนวนนักเดินทางได้เลย มีแค่เรา 3 คน คู่อเมริกัน Kelly และ Deckor ( ที่เป็นผู้ร่วมข้าม 3 pass กับพวกเรา ) และนักเดินทางชาวเสปน Pablo ผู้ฉายเดี่ยว

             ทั้ง 2 คณะเดินมาจากข้างหลังเรา แวะทักทายตามปกติ แต่หนุ่มเสปนนี่เจ๋งวะ พูดภาษเนปาลีได้ด้วย “ @#$#%$% ….blah blah” เค้าถามเส้นทางกับบิมบิมของเรา  ไม่นานนักพวกเค้าก้ผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว และหายไปจากสายตาที่มองเห็นอย่างเร็วมากกก

             ในที่สุดเราก้ลากสังขารมาถึง Chukkung จนได้ อาการปวดหัวเริ่มหนักขึ้น เริ่มคลื่นไส้ บิมบอกให้เราทานอะไรหน่อยจะได้กินยา Onion Soup ท่าจะดี เราพยายามทำตามคำแนะนำ สั่งซุปหัวหอม กับกระเทียม คนละถ้วย “ แม่เจ้าเว้ยยย....ซุปนี่ใส่เครื่องเทศด้วยอ่ะ...ไม่ได้เรื่องมากนะ แต่ ณ อาการตอนนั้น เจอกลิ่นกะหรี่เข้าไป หัวแทบจะระเบิดเลย ”

            ในเมื่อทานไม่ได้ ต้องพยายามนั่งซดของเหลวเข้าไป ทานยา กลับเข้าห้องนอน พี่ปูนรู้สึกดีขึ้นหลังจากทานยาไมเกรน นั่งนวดหัวให้น้อง ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพี่สาวแสนดี ที่ทำให้อาการปวดหัวดีขึ้น

                ผ่านไป 2-3 ชั่วโมง บิมเห็นว่าไม่ได้การ กลัวพวกเราจะนอนนานเกินไป เข้ามาตามให้ไปนั่งห้องรวม บิมบอกว่า “เห็นเราเป็นอย่างนี้ เค้าก้รู้สึกไม่ดี ไม่ค่อยสบายใจเลย แต่พอเราหาย ยิ้มได้ เค้าก้ดีใจนะ.” ( ซึ้งอ่ะน้อง 55 )

                ที่พักวันนี้คึกคักมากอีกแล้ว ไม่ใช่อะไรหรอก ที่นี่เต็มไปด้วยบรรดานักปีนเขาตัวจริงที่มาพักที่นี่เพื่อปีน IslandPeak คนที่เพิ่งกลับลงมาก้ฉลองชัยกันใหญ่ คนที่กำลังจะขึ้นก้ดูตื่นเต้นประหม่า มากมาย พวกเรากลายเป็นตัวประหลาดไปเลย เพราะเราไม่ได้มาปีนPeak แต่บรรดาไกด์ๆของคนอื่นก้ยิ้มทักทายเรากันอย่างเป็นกันเอง แต่กับลูกทีมตัวเองนี่ดูขึงขัง ดุดัน เคร่งครัดมาก ( ก็นะการปีนPeak ไม่ใช่เรื่องเล่น ) เห็นเช็คอุปกรณ์กันครั้งแล้วครั้งเล่า ฝึกเดินโดยใช้ crampons อีก เท่ห์มากกก ชักอยากจะลองกะเค้ามั่งแล้วดิ

             ตะวันกำลังตกดิน แสงสุดท้ายทอดลงยัง Ama dablam อย่างสวยงาม จากที่พักของเราเหมือนอยุ่ข้างๆนี่เอง

 

                ด้วยความที่หิวมากเพราะทานกลางวันทานไม่ลง หลังจากหายเปื่อย ขอจัดเต็มกับ Sherpa Stew และ Yak Steak ( ช่ายเรากินเนื้อ Yaks แต่มันก้อร่อยดีอ่ะ ไม่โกหกหรอกเหมือนกินเนิ้อวัว ) ที่กินเนี่ยเพราะพรุ่งนี้ต้องไปพิชิตยอด ChukkungRi ที่ความสูงเกือบ 5550 เมตร งานหินงานแรกมาเยือนก้ตุนพลังงานซะตั้งแต่คืนนี้เลย     

               อิ่มแล้ว ก้ยืนแช่เตาผิง จนทุกคนสลายตัว เช่นเดียวกับเมื่อคืน น้ำในห้องน้ำกลายเป็นเสลอปี้อีกแล้ว แถมน้ำที่ขังอยู่โถยังกลายเป็นน้ำแข็ง จะนั่งยองๆทีก้ต้องเกร็งกลัวลื่นตกส้วม ความซวยมาเยือนอีก หลังจากที่จิบน้ำกันไป 2 กระติกใหญ่ทำให้ต้องตื่นเข้าห้องน้ำตอนหนาวๆ 5-6 รอบ เฮ้อออ การเข้าห้องน้ำยามดึกนี่มันเหนื่อยจังเลย

 

** จบการเดินทางวันที่ 6 Dingboche 4360 เมตร สู่ Chukkung 4730 เมตร ไต่มา 360 เมตร ( พูดเป็นเล่น!! ทำไมวันนี้มันเหนื่อยอย่างนี้ )

 

วันนี้ถ่ายรูปน้อยมาก ป่วยค่ะขออภัย ไม่อยากหยิบกล้องขึ้นมาทำอะไรเลย        

 

--------------------------------------------------------

 

 DAY 7 CHUKKUNG RI

      หนาวเหลือเกินนนน ตื่นมาเช้านี้ไม่รู้อุณหภูมิเท่าไหร่ รู้แต่ว่ากระบอกน้ำที่ตั้งไว้บนหัวนอนกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้วววว แค่เห็นก้สะท้านไม่อยากออกจากห้องเลย
      โชคดีที่วันนี้เจ้าของบ้านใจดีต้มน้ำร้อนเทใส่กระติกใหญ่ตั้งกลางแดด ไว้ให้แขกสำหรับล้างหน้าล้างตาแปรงฟัน :) ( นึกว่าต้องซื้อน้ำมาแปรงฟันซะแล้ว)

      1 อาทิตย์แล้วสินะ ที่พวกเรามาใช้ชีวิตอยู่บนเขา เวลาผ่านไปเร็วแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว จากแผนเดิมที่จะใช้เวลา 2 วันที่ Chukkung เพื่อปรับสภาพร่างกาย และกะไว้ว่าจะไปเยือน Island Peak Basecamp ซะหน่อย แต่เนื่องจากเมื่อวานป่วยเลยอดไป นอนอยู่ Chukkung ทั้งวัน ไม่เป็นไรวันนี้มีภารกิจรอเราอยู่ จะว่าไปถ้าเราเป็นนักเรียนอาจเรียกว่าเป็นการ pre-test ก้ว่าได้เพราะ
ก่อนที่พวกเราจะข้าม Kongma La Pass ในวันพรุ่งนี้ วันนี้เราไปซ้อมเดินขึ้นยอด Chukkung Ri ที่ความสูง 5546 เมตรกันก่อน ( ที่สำคัญวันนี้ไม่ต่องแบกเป้ด้วย ฮาๆ )

หลังจากทานข้าวเพิ่มพลังกันเสร็จเรียบร้อยเราก้พร้อมออกเดินทาง

 


 

         เราเดินตัดลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งลัดเลาะเนินเขาขึ้นไปเรื่อยๆ วันนี้เราไม่ต้องแบกเป้ 10 กว่าโล แค่สะพายกล้อง  เหมือนจะเดินตัวปลิว แต่เปล่าเลย การเดินขึ้นที่สูงกว่า 5000 เมตรขึ้นไปมันทำให้เรารับรู้ได้ว่า ก้าวไป4-5ก้าวมันก้เหนื่อยได้ เมื่อระดับออกซิเจนภายในร่างกายลดลงเราก้หยุดกันถี่ขึ้น เดินขึ้นมาได้ 2 ชั่วโมงก้ว่าๆเจอลานกว้างๆไอ้เราก้นึกว่าถึงแล้ววว ไหงบิมบิมชี้ขึ้นไปบนยอดนู่นนนน (โอ้ยยย นี่ครึ่งทางเองหรอเนี่ยยย)

 

 

 

 

 

 

       เหนื่อยยยยยย!! แต่นั่นก้คงเป็นภาวะปกติของการปีนเขา555 ก้าว หยุด ก้าว หยุด ไปเรื่อยๆ ลื่นสันทราย สะปี๊ดสะป๊าด ในที่สุดเราก้ไต่มาถึงยอด Chukkung Ri ที่ 5546 เมตร ลมพัดแรงโบกสะบัดธงมนต์เป็นสัญญลักษณ์ว่าเรามาถึงจุดหมายแล้ว

 

 

 

         จากจุดนี้มองไป360องศา ต่างรายรอบไปด้วยภูเขาที่ยิ่งใหญ่ Kongma La Pass อยู่ตรงนู้นนนนนนน ( ไกลลิบๆ) มองมาอีกฝั่งเราเห็นทั้ง Makalu, Baruntse, และ Ama dablam ได้อย่างชัดเจน ยอด Imja Tse อยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง Imja Lake ก้เป็นน้ำแข็งมีไอเย็นๆลอยขึ้นมาประทะกับแสงแดด สวยงดงามมาก

 


 


 

 

 

 

         ตามเอกสารอ้างอิงกล่าวไว้ว่า การเดินถึงยอด Chukkung Ri ไปและกลับใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จริงอยู่ที่ขาขึ้นเราก้เดินช้าแบบ Thai Speed ใช้เวลาไป 4 ชั่วโมงหน่อยๆ แต่ขาลงขอให้บอกพวกเราถนัดมาก เดินรวดเดียวไม่หยุดพักแบบ Sherpa Speed ถึงที่พักภายใน 1 ชั่วโมง ( ฮาาา บิมอึ้งไปเลยย ) 

         กลับเข้าที่พักนั่งตากแดด (อยู่บ้านเราน่ะไม่มีทางมานั่งตากแดดหรอก) สร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย เราได้เจอสามีภรรยาชาวญี่ปุ่น เดินมาจาก Dingboche แล้วก้จะเดินกลับแค่เดินขึ้นมาปรับสภาพร่างกายกันเฉยๆ ( ขยันจิง ) อาศัยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่มีอยู่น้อยนิด ทักทายเล็กน้อย คุณภรรยาชอบใจใหญ่แบ่งลูกอมชาเขียวให้เรากินด้วย แหะๆๆ ( ป่าวตลกรับประทานนะค้าา )

      นั่งอยู่ได้ไม่นาน ทนสภาพลมแรงๆไม่ไหวจริงๆก้กลับไปนั่งแช่อยู่ห้องรวม คุยกับคนนู้นทีคนนี้ทีแลดูทุกคนจะชอบสยามประเทศของเรานะ:) ทุกคนเม้ามอยถึงประสบการณ์การปีน Island Peak ไอ้คนที่เตรียมตัวก้ดูเครียดๆกันไป เจอกลุ่มหนุ่มสาวศรีลังกา 3 คน บวกกับเยอรมันอีกคนนึงเตรียมออกเดินทางพรุ่งนี้ ดูแล้วแต่ละคนอายุไม่เกิน20 ( สุดยอดอ่ะ อายุขนาดนี้ตอนนั้นเราทำอะไรกันอยู่หนอ) บรรยากาศคึกคัก คนมากมาย นั่งกันเต็มห้อง สุดท้ายก้ถึงเวลาโดนไล่ไปนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า 

      มาตรฐานอ้างอิงไว้ว่า การข้าม Kongma La Pass ใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง เรากะไว้เลยว่า 10 เผื่อไว้เลยว่าช้ามากเพราะต้องแบกเป้ด้วย ต้องเหนื่อยกว่าขึ้น Chukkung Ri วันนี้เป็นแน่ และจะเริ่มออกเดินกันทันทีที่แดดออก ( ฮาๆมีต่อรอง ไม่งั้นหนาวทะลุปอดจริงๆ ไม่ไหวๆ สำหรับสาวเมืองร้อนแบบเราๆ )

      ก่อนเข้านอนสั่งน้ำร้อนตามเคยเทใส่กระบอกน้ำกะเอาไปนอนกอด ยัดตัวเข้าไปในถุงนอน แต่แล้วววว โจ๊กกก !!! น้ำรั่ววว!! ม่ายยย !!! ปากกระบอกน้ำแตก!!! ( ทำไมอ่ะ หนาวไปเหรอ) ซวย ซวย นอกจากไม่มีกระบอกให้นอนกอด ยังต้องนอนในถุงนอนชื้นๆอีกอ่ะ ซวยดีแท้ 


** จบการเดินทางวันที่ 7 จาก Chukkung 4730 เมตร สู่ยอด Chukung Ri ที่ 5546 เมตร ไต่ขึ้นไปเดินเล่นมาประมาณ 800 เมตร

ผ่านค่ำคืนนี้ไปอย่างทุลักทุเล ต้องตื่นขึ้นมาโช๊คคคอากาศเข้าปอด บางทีเหมือนนอนอยู่แล้วรู้สึกจะจมน้ำ - -" 
( ออกซิเจนจ๋าชั้นต้องการเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน )

 

-----------------------------------------------------

 

DAY 8 CHUKKUNG - KONGMA LA PASS - LOBUCHE

       เริ่มต้นเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ด้วยภารกิจข้าม pass แรกกับการข้าม Kongma La วันนี้เราตื่นเตรียมตัวกันตั้งแต่เช้า จัดการยัดอาหารเข้าปาก เตรียมออกเดินทางเมื่อแดดเริ่มฉายแสง

      ไม่รู้จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะถึงจุดหมาย ปลายทางในวันนี้ เลยขอเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย รอแล้วรออีกห้องน้ำวุ่นวายมากก รออยู่นานไม่ไหวแล้ววุ้ย ยังงี้ไม่ได้เริ่มออกเดินทางซักที แสงตะวันเริ่มออกแล้ว

      บิมบิมเห็นว่านานเกิน ตัดสินใจชี้ไปที่ห้องไม้สี่เหลี่ยมจตุรัสห้องนึงที่ตั้งอยู่หลังกำแพงหิน 
" You can use Sherpa toilet "  ( อะไรวะ sherpa toilet ? ) ฟังดู local ดีแฮะไม่ลองไม่รู้ขี้เกียจรอห้องน้ำแขกแล้ว

   ทรายตัดสินใจปีนป่ายข้ามกำแพงไป เปิดประตูเข้าไปในห้องไม้สี่เหลี่ยมจตุรัสเล็กๆ " แม่เจ้าโว้ยยยยย !!! คุณหลอกดาววว!!! บิมแกล้งกันป่าววะเนี่ย!!! " 

      ภายในไม่มีไรเลย ปูด้วยไม้กระดาน ไม่มีโถ ไม่มีคานใดๆ มีแต่รูขนาดเท่าจานข้าวเจาะทะลุลงไปจากพื้นไม้ ภาพของกองอึ yaks ที่ museum วนกลับเข้ามาในหัว แต่ภาพที่เห็นตรงหน้านี่มัน amazing ยิ่งกว่าเพราะมันไม่ใช่ของ yaks แต่เป็นของคน!!! ที่แลดูจะผ่านการใช้งานมาร่วมหลายปีเห็นจะได้ (ขออธิบายแค่นี้ที่เหลือจะเก็บไว้ในความทรงจำส่วนลึกที่สุด -  -" )

      ฮือๆๆ หันซ้ายหันขวา คิดไปมาอย่างรวดเร็ว เอาวะ!!! ไหนๆก้หลวมตัวเข้ามาแล้ว ฉี่ให้เสร็จๆไปเว้ย!! 

      เดินออกมาปีนกำแพงกลับมา โวยวาย บ่นนู่นนี่ เป็นภาษาไทยเหมือนหมีอมผึ้ง บิมบิมก้ขำใหญ่ ( เออออนะ! จำไว้ๆ ตลกนักใช่มั้ยเรา หึๆ) ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตละกันนะ นี่แหละหนอความดิบของการเดินป่าเดินเขา ฮิฮิ

 

 

      

         พร้อมแล้วเราก้อได้ฤกษ์ออกเดินทาง ลัดเลาะลำธารน้ำแข็ง ข้ามเนินเขาแล้ว เนินเขาเล่า มองข้ามไปที่เขาลูกหน้าดูเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยว ผู้ร่วมเดินทางข้าม pass แลดูจะไม่มีใครนอกจากเรา สามคน และ Kelly กับ Deckor หนุ่มสาวชาวอเมริกัน ที่เราเรียกคู่นี้ว่า "หน่วยเคลื่อนที่เร็ว" เพราะเดินเร็วสุดยอด เห็นหลังไวๆอยู่บนยอดเขาลูกหน้านู่นนนแล้ว

      ลมพัดแรงปะทะร่างกาย น้ำมูกไหลหยดย้อยกัดจมูกจนเหวอะไปหมด เอาผ้าบัฟเช็ดหมุนจนครบรอบแล้ว ผ้าบัฟชื้นไปทั้งผืนหมด
บิมบิมคงทนไม่ไหวกับอีสองพี่น้องคู่นี้ จัดแจงเปิดกระเป๋าควักทิชชูขึ้นมาแทบจะเช็ดน้ำมูกให้ ฮาๆ( กลายเป็นเด็กขี้มูกทั้งพี่ทั้งน้อง )

 


 

         ยิ่งสูงขึ้นไปอากาศยิ่งหนาว อากาศเริ่มเบาบาง เราก้เริ่มหยุดบ่อยขึ้น เดินผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แหงนหน้ามองขึ้นไปก้คิดเสมอว่ายอดนี้แหละๆ แต่ผ่านไป 3-4 ยอดก้ยังไม่ใช่ ( อารายว้า )

 


 

      เราเดินเลาะขอบเขา ทางค่อนข้างลื่นเป็น landslide ไม่รู้ที่เหนื่อยนี่เพราะลุ้น ( กลัวตกเขา  กลิ้งตกเหวลงไป ) หรือว่าอะไร

 


 

 

 

 

            และแล้วหลังจากไต่ข้ามมาหลายเนินเขาเหลือเกิน เราก้เจอทะเลสาบแรก ( ไม่เห็นเหมือนในรูปเลย ) แหงสิตอนนี้ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว มองย้อนกลับไปจากที่เราเดินจากมาเห็น Makalu และ Ama dablam ตัดกับวิวหิมะนี่ช่างสวยดีแท้ เรากะว่าข้ามยอดนี่ไปคงถึง Kongma La กันซะที แต่มันก้ยังไม่ใช่อีก กลับกลายเป็นทางราบปกคลุมไปด้วยหิมะกว้างไกล บิมบิมชี้ขึ้นไปนู่นนนนบนยอดนู้นนที่เราเห็นธงปลิวสไวอยู่ไกลลิบๆ ผ่านไป 5 ชั่วโมงแล้ว เราควรจะอยู่บนยอด Kongma La ณ เวลานี้แต่เราก้ยังไปไม่ถึง  

 


 

 

 

      เพลง ความเชื่อของพี่ตูนบอดี้แสลม ลอยเข้ามาในหัว " มันเกือบจะล้มมันเหนื่อยมันล้าเหมือนแทบขาดใจ เดินมาจนท้อไม่เจอจุดหมายปลายทางที่ฝัน จะกลับดีไหมถ้าเดินต่อไปยากเย็นขนาดนั้น ยังถามใจ " ( ชั้นไม่กลับหรอกนะ ถ่อมาขนาดนี้แล้วข้าน้อยขอก้าวต่อไปข้างหน้าดีกว่า)

      เริ่มหมดแรงแล้ว ทั้งสูง ทั้งหนาว ทั้งเริ่มหนักกับกระเป๋าที่แบกติดหลังมาหลายชั่วโมง 

      พักทานขนมเพิ่มพลัง ยัดอาหารไม่ค่อยลงเลยฝืดคอมากๆ แต่ต้องฝืนเพราะรู้ว่าเราต้องการพลังงานเพื่อให้ก้าวต่อไปให้ได้

เราเดินต่อ ตัดผ่านลานหิมะกว้างไกล จนมาเจอกับอีก 2 ทะเลสาบ แน่แล้ว!!! ยอดข้างหน้านี้คือ Kongma La Pass ไม่ผิดแน่

 

 

 

         เฮือกสุดท้าย เรารวบรวมพลังงานปีนป่ายสันหินทรายขึ้นสู่ยอด Kongma La ทางค่อนข้างลื่นเพราะเป็นทรายและกรวดเล็กๆ ยิ่งสูงขึ้นไปทางยิ่งแคบลง มองดูแล้วไม่มีทางที่คนจะเดินสวนกันได้เป็นแน่ บางช่วงบางตอนเราต้องถอดถุงมือออกเพื่อเอานิ้วจิกลงไปเกาะหินให้แน่น เพื่อให้ผ่านทางอันหฤโหดไปได้ (  ลุ้น เกร็ง และกลั้นหายใจจนเหนื่อยเลย )

 

 

 

         ในที่สุดธงที่สะบัดอยู่บนยอดนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ณ ตอนนั้นแทบจะเรียกว่าคืบคลานสู่ยอดเลยก้ว่าได้ ไม่น่าเชื่อเลยจากจุดที่เรานั่งพักเมื่อกี้ที่เห็นยอดแล้ว เราใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงกว่าจะพาตัวเองมาสู่บนนี้ได้ ทำให้นึกถึงกฎ 3 ข้อของ mountaineering ที่ว่า " It's always further than it looks. It's always taller than it looks. And it's always harder than it looks" จริงตามนั้นแท้

 

 

            มองไปรอบๆจาก Kongma La Pass วิวสวยงามเหมือนดั่งภาพวาด หันกลับมามองอีกด้านเห็นจุดหมายปลายทาง Lobuche ซึ่งดูเหมือนอยู่ไม่ไกล เราแทบจะไม่ได้นั่งพัก เพราะบนยอดนั้นมีบริเเวณแคบมากๆ ไม่มีที่ให้นั่งเลย แต่ในใจของเราสองคนเริ่มเป็นกังวล เพราะเราล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็นมาสามชั่วโมงแล้ว

 


 

 

 

 

         ณ เวลานั้นเป็นเวลาบ่าย 3 โมง ถ้าเราใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงกว่าจะถึง Lobuche. เราต้องรีบแล้วไม่งั้นมีหวังตะวันตกดินก่อนเป็นแน่  รวบรวบสติและกำลัง เริ่มเดินลงจาก pass สู่ Lobuche ขาเริ่มอ่อนแรงประกอบกับทางเดินเป็นหินและหินที่ไม่ค่อยมั่นคง ขาเราพลิกไปพลิกมา ตกร่องหินบ้าง สูญเสียพลังงานสุดๆ บางช่วงเป็น landslide. และชันมากเราลื่น ป๊าดดด !!!ไสลเดอร์ลงมา ไหนๆก้ก้นจ้ำเบ้าแล้วให้ลุกขึ้นก้ลื่นอยู่ดี เลยไถลตูดมันลงมาซะเลย กว่าจะลงมาสู่ทางราบได้พลังงานถูกสูบไปเยอะเลย

 

 

 

 

 

         2 ชั่วโมงผ่านไป น้ำในกระบอกเริ่มร่อยหรอ หนทางข้างหน้ามองไปไม่เห็นซักที เรามองไปข้างหน้าเห็นคนสองคนตะโกนมา โบกมือไหวๆอยู่ไกลๆ ดูเหมือนกำลังหลงทาง

      เมื่อเราขยับเข้าไปใกล้ จึงเห็นได้ว่าเป็นคู่สามีภรรยาชาวเกาหลีกำลังหลงทางอยู่ ท่าทางของทั้งสองคนดูอิดโรยและหมดแรงเหมือนกัน
      เราพยายามทักทายและถามไปว่า "หลงทางเหรอคะ" เค้าตอบเกาหลีกลับมาอย่างยาวว่า " blah blah $>$<#\> blah blah " ( โอเคค่ะ ตามนั้น หนูเข้าใจมากเลย555 )

แล้วเราก้ได้เพื่อนร่วมทางมาอีกสองคน มองไปทางข้างหน้าเป็นสันหินขึ้นลงขึ้นลงประมานหลายสิบสัน แค่เห็นขาก้เริ่มสั่นแล้ววว

 


 

      พี่ปูนเริ่มดูอาการไม่ดี หายใจไม่ทัน หน้าซีดปากซีด ทรายบอกว่าให้พี่ปูนดื่มน้ำให้หมดปากม่วงแล้วนะ 555 

      คุณพ่อเกาหลีดูหมดแรงแล้วจิงๆ เดินไปก้ร้องโหยหวนไปแบบหายใจไม่เต็มปอด

      ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า อากาศเริ่มเย็นลงอีก ลมพัดแรงตีหน้าจนชา น้ำมูกไหล หายใจกันไม่ออก
      " คุณพระอาทิตย์ขาาา อยู่กับหนูนานอีกนิดได้มั้ยค่ะ "
      " คุณลมขา พัดหนูเบาๆหน่อยได้มั้ยคะ หนูเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว" จิตใจเริ่มหดหู่

 

      เป็นเวลา 6 โมงเย็นกว่าๆ แสงตะวันลาลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มเข้าปกคลุม ร่างกายบอกว่าเราเริ่มไม่ไหวแล้ว ขาสั่น แต่พยายามไม่คิดถึงมัน รู้แต่ว่าใจเรายอมแพ้ไม่ได้ ถ้าเรายอมแพ้ คุณแม่ต้องไม่ปลื้มเป็นแน่ ถ้าลูกสาวสองคนต้องมานอนหนาวตายอยู่กลางเทือกเขาหิมาลัย 

      " พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ มันยากเกินไปสำหรับพี่ " พี่ปูนพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ทรายไม่พูดอะไร เพราะรู้ว่าใจคนนึงต้องหนักแน่นไว้ก่อนจะท้อทั้งสองคนไม่ได้

      ข้ามไปหลายเนินแล้วไม่ถึงซักที เริ่มมีอาการวูบๆคล้ายจะเป็นลม ทรายควักเอาบิสกิตมะพร้าวยัดใส่ปากเพิ่มน้ำตาลให้ร่างกายไปต่อให้ได้ พี่ปูนปฏิเสธเช่นเคย ( เหนื่อยจนกลืนไม่ลง )

      หันไปเห็นคุณพ่อแม่เกาหลีแล้ว ดูแย่จิงๆ ทรายส่งบิสกิตให้ " ทานซะหน่อยค่ะ คุณต้องการพลังงาน " คุณพ่อรีบยื่นมือออกมารับอย่างไม่ลังเล  " blah blah blah " ประมาณว่าขอบอกขอบใจใหญ่ คงหิวมากสินะคะ

      ฝืนพาร่างตัวเองข้ามสันแล้วสันเล่า ไม่นานนักมีไกด์คนนึงโผล่มารับพ่อแม่เกาหลี ( อ้าวววก้มีไกด์นี่หว่า แล้วทำไมถึงทิ้งเค้าไปล่ะ งงเว้ย )  เราโบกมือลากันตรงนั้น

 

 

      " พี่ขอโทษ " พี่ปูนพูดอีก
      " นี่ถ้าพี่ปูนพูดอีกจะโกรธแล้วนะ " เริ่มเหวี่ยงใส่กันด้วยความเหนื่อย "ไม่มีใครผิดหรอก ถ้าผิดทรายผิดเองที่ลากพี่ปูนมาเดินเส้นทางนี้ โอเคจบนะ!! "

      ความมืดมิดปกคลุมเต็มอัตรา เรามองเห็นทางไม่ชัดเจนแล้ว หยิบ head torch ขึ้นมาติดหัว มองหน้ามองตากัน ไม่ต้องพูดอะไร รู้แค่ว่ายังไงต้องไปให้ถึง

      หรืออาการกลัวตายเป็นอย่างนี้เหรอ?? เมื่อแรงหมดแล้ว แต่ต้องฝืนสู้เพื่อเอาชีวิตรอด อะดรีนาลินหลั่งออกมา หัวใจเต้นแรง ขาที่ไร้เรี่ยวแรงเดินตะกุกตะกัก เดินร่วง ตกซอกหิน พลิกไปมา แต่ยังกัดฟันเดินต่อไป

      ได้กลิ่นฟืน!!! เราสองพี่น้องโวยวายด้วยความดีใจ มองไปไม่เห็นแสงใดๆ แต่ได้กลิ่นฟืน (น้ำตาซึม) หมู่บ้านคงอยู่ไม่ไกลแล้ว เรามองหน้ากันอึกครั้ง ยกกระติกน้ำที่มีน้ำเหลืออยู่ 2-3 อึก ซึ่งตอนน้ันน้ำก้กลายเป็นเสลอปี้ไปอีกแล้ว แบ่งกันคนละอึก " เอ้าเว้ย เฮือกสุดท้ายแล้ว พยักหน้าให้กัน ไป!! "

      เสียงเพลงพี่ตูนลอยกลับมาอีกครั้ง "แม้ท้อแท้สักกี่ทียังมีหวัง แม้พลาดพลั้งสักกี่ครั้งยังฝันไกล
แม้ฉันล้มฉันก็คงไม่ตาย ฉันยังไม่ตายฉันยังคงหายใจ "

      "ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป
แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป " ( นึกแล้วน้ำตาซึม เพลงพี่ตูนนี่แทงใจดำทุกประโยค เคยมาเดินข้าม pass ป่าวคะเนี่ย 55 )

       เราหันไปขอโทษบิมบิม " ขอโทษนะบิม ที่เราพามาติดอยู่กลางเขานานขนาดนี้ นี่ก้12 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว "
ตามคำพูดติดปากของบิมบิม " it's ok, no problem. " :)

      เราเดินท่ามกลางความมืดมิดอยู่เกือบๆชั่วโมง และแล้วแสงไฟจากหมู่บ้าน พร้อมเสียงคนคึกคักลอยมาแต่ไกล ( ใจเริ่มชื้นขึ้นทาบ้าง )

      ด้วยความที่มืดมาก หาที่พักกันไม่เจอ บิมบิมบอกให้เรารอตรงนี้เค้าจะเดินไปหาบ้านก่อน ขาของเราตอนนั้น สั่นเข้าขั้นสูงสุด แรงหมดจิงๆแล้ว ในที่สุดก้หาที่พักเจอ เราถึง Lobuche ในเวลา 19.30 โดยประมาณ ทำลายทุกสถิติกับการข้าม Kongma La ด้วยเวลา 13 ชั่วโมง!!!

      เปิดประตูเข้าห้องรวม เป็นเวลาอาหารเย็น คนเต็มห้องแน่นขนัด เสียงคึกคักเงียบสงัดลงทันทีที่เราเปิดประตูเข้าไป ทุกสายตาจับจ้องมาที่เราสองคน สภาพตอนนั้นแทบจะร่วงลงกับพื้น ฝรั่งใจดีรีบกุลีกุจอเขยิบให้เรานั่ง ถามเราใหญ่ว่าไปไหนกันมาทำไมมาถึงเอาป่านนี้

เสียงแหบแห้ง จากความหนาวและความเหนื่อยตอบออกไปเท่าที่แรงยังมี

" Oh my godddd!! You must be very tired! Take a rest and have a cup of hot tea might be good for you! " พร้อมส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นมาให้ ( ใช่ค่า หนูเหนื่อยกันสุดๆ ที่สุดในชีวิตแล้ว)

บิมพาเราไปที่ห้องพัก ทันทีที่ประตูปิดลง เราแผ่หลาลงบนเตียง ขาสั่นผลักๆไม่หยุด น้ำตาเริ่มซึม สองพี่น้องโผกอดกัน ทีนี้ก้บ่อน้ำตาแตก ( ดราม่าสุด ) 

บิมเปิดประตูกลับเข้ามาเอาถุงนอนมาให้ เจอฉากดราม่าของสองพี่น้อง ( ซึ่งตอนนั้นไม่อายที่จะร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นเลย) บิมคงสะเทือนอารมณ์มาก แกะถุงนอน กางออกและแทบจะห่มให้เราทั้งสอง 

" ถ้าพร้อมแล้ว ออกไปทานข้าวนะ "
ชูนิ้วโอเคเป็นสัญญาณตอบรับ

" พี่ขอโทษ นี่มันเหนื่อยที่สุดในชีวิตพี่แล้วแหละ "
" เออ ทรายก้ขอโทษ ที่พามาลำบากขนาดนี้ " ( ยอมรับว่าวันนี้เหนื่อยที่สุดในชีวิต แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต เราไม่รู้หรอกว่าวันนึงเราจะล้มลงเมื่อไหร่ ร่างกายเราจะรวนไปตอนไหน ตราบใดที่ยังมีแรง มีโอกาส มีฝัน ก้ออยากทำในสิ่งที่ฝัน ในตอนที่โอกาสยังเอื้อเฟื้อแก่เรา ) ปล่อยโฮและร้องไห้กันอีกยก ฮาๆ

" ถ้าไม่ใช่เราสองพี่น้อง ก้คงไม่มีใครบ้ามากับเราหรอก ทะเลาะกัน เหวี่ยงกัน สนุกกัน มีความสุขกัน เหมาะที่สุดก้พี่กับน้องเนี่ยแหละ ไม่ต้องมานั่งเกรงใจ อึดอัดกัน "

      สงบสติอารมณ์เสร็จ เดินออกไปทานข้าว
ลูกหาบรีบกระโจนออกจากเตาผิง ลุกให้เราเข้าไปนั่งผิงไฟ ( ขอบคุนค่ะ ใจดีกันสุดๆเลย)
ฝรั่งหัวทอง รีบเดินเข้ามานั่งคุย ทักญี่ปุ่น ทักเกาหลี 
" คนไทยค่ะ " อ้ออ ชวนคุยบลาๆๆๆ ( พี่หนูเหนื่อย)
โชคดีแท้วันนี้มี ไวไว ( ย้ำไวไวนะ ไม่ใช่รารานู้ดเดิ้ลซุป ) อร่อยสุดๆไปเลย

      ฝรั่งยังคงพยายามชวนคุย ชวนเล่นไพ่ ชวนนู่นนี่นั่น ( พี่ปล่อยหนูสองคนเต๊อะ สมองหนูคิดไม่ทันหรอกตอนนี้เบลอสุดๆ)

      บิมเล่าว่าประสบการณ์ข้าม pass 3-4 ครั้งที่ผ่านมาของเค้าไม่เคยหินขนาดนี้ วันนี้สภาพอากาศและสภาพหนทางที่มีหิมะปกคลุมมันยากจริงๆ

      รีบกินรีบกลับเข้าห้อง ขอพักร่างที่ชำรุดอย่างเต็มที่ บิมบิมรู้ใจสั่งน้ำร้อนมาไว้ให้ในห้อง คืนนี้นอนหลับเป็นตายแน่ เหนื่อยสุดๆ 

** จบการเดินทางวันที่ 8 Chukkung  4730m ข้าม Kongma La ที่ 5535m สู่ Lobuche  ที่ 4930m ( ปีนขึ้น 800 กว่าเมตร ปีนลง เกือบๆ 400 เมตร )

1 pass ผ่านไป เหลืออีก 2 pass พร้อมยอด Kalapathar และ Gokyo Ri ที่รอเราอยู่ หนทางนี้อีกยาวไกล  " ฟิ้ววววว!!!! "

 

-------------------------------------------------

DAY 9 LOBUCHE – GORAKSHEP

 

         ความเหนื่อยล้าจากการข้าม pass เมื่อวานทำให้เราหลับสบาย ไม่ตื่นขึ้นเพราะความหนาวอย่างที่เคยๆ เช้านี้ตื่นขึ้นมางัวเงียๆ ตายังลืมไม่เต็มที่ มองไปเตียงข้างๆ   เอ้ยยยย ใครมานอนอยู่กะเราวะเนี่ยยย ? ” ขยี้ตามองอีกที

      “ พี่ปูนนน เป็นอะไรอ่ะ”  ใบหน้าของพี่ปูนมีอาการบวมเปล่งเหมือนลูกโป่ง ริมฝีปากบวม ตาบวมตุ่ย มือก้บวม ดูรวมๆแล้วเหมือนนกเพนกวิน 555 หรือว่านี่คืออาการของ AMS ไหนลองสำรวจตัวเองซิ

      “ ปวดหัวมั้ย... มึนหัวป่าว... จะอ้วกมั้ย ??? ” พี่ปูนตอบแค่ว่า ปวดหัวนิดหน่อย ”

       เราคุยกันว่าจะเอายังไง ถ้าไม่ไหวก้พักที่นี่กันก่อนแล้วค่อยว่ากัน แต่ตามประสาลูกคนกลางขี้เกรงใจ (หรือขี้เกียจฟังน้องบ่นไม่รู้  ฮาๆ )  ตอบกลับมาว่าพี่ไหว ”

       เมื่อตัดสินใจที่จะเดินทางต่อ เราก้ลุกขึ้นเตรียมตัวยัดของเข้ากระเป๋า  เมื่อได้ขยับร่างกายนิดๆหน่อยๆ พอให้เลือดหมุนเวียน อาการบวมของพี่ปูนก้ค่อยๆยุบตัวลง

 

 

         วันนี้จุดหมายปลายทางอยู่ที่  Gorakshep ระยะเวลาเดินเท้าประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ไอ้เราก้กะจะเอื่อยเฉื่อยนิดนึง แต่บิมบิมบอกว่าที่พักมีน้อย รีบหน่อยก้ดีเด๋วไม่มีห้องนอนแล้วต้องนอนห้องทานข้าว ( แอบคิดในใจ หรือจะแกล้งเดินช้าๆดีวะ นองห้องอาหารนี่มันอุ่นกว่านอนในห้องตั้งเยอะเลยนะ 55 )

       หลังจากที่ปลีกวิเวกไปเกือบอาทิตย์ เมื่อได้กลับเข้าสู่เส้นทางสายหลัก ก็ได้เจอบรรดาเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆบ้าง ทั้งคนทั้ง Yaks เดินกันขวักไขว่ไปหมด 

 

 

 

 

      เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลพิชิตยอด Everest แล้ว ทั้งคน ทั้งวัว ทั้ง Yaks ขนของเต็มอัตรามุ่งหน้าสู่ Basecamp ทางวันนี้เป็นสันๆ ดอนๆ หินๆ ขึ้นอันนู้น ลงอันนี้  ไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่ถึงซักทีนะ

      

 

 

 

 

       พี่ปูนเริ่มรู้สึกป่วย เดินได้ช้าลง และเหนื่อยมากก บวกกับลมแรงที่พัดปะทะร่างตลอดเวลาทำให้ป่วยได้จิงๆ

ตัดสินใจบอกกับบิมบิมไว้ว่า ถ้าพี่ปูนไม่ไหวเด๋วให้นอนพักรอที่ Gorakshep แล้วเราสองคนค่อยไปเดินเล่นที่ Basecamp กัน 

 

 

 

 

      ค่อยๆคลืบคลานมาเรื่อยๆ เราก้นำพาร่างที่ไม่ค่อยสมบูรณ์มาถึง Gorakshep จนได้ ด้วยเวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ

เปิดประตูเข้าที่พักปุ๊ป คุณพ่อแม่เกาหลีร้องโวยวาย โบกมือทักทาย ดีอกดีใจที่ได้เจอกันอีก

      “ blah blah blah….” ฟังออกคำเดียว ( จากการดูซีรีย์เกาหลีมา ) ก้คำว่า ขอบคุณนั้นแหละ 555

      ไอ้เราสองคนก้ยิ้มอย่างเดียว ( ฟังไม่รุเรื่องอ่าค่ะ ยิ้มไว้ก่อนพ่อแม่สอนไว้ )

      สองสามีภรรยาจับไม้จับมือ พยายามสื่อสารด้วยท่าทางต่างๆนาๆ ประมาณว่าขอให้เค้าทั้งสองได้เลี้ยงอาหาร ชา กาแฟ หรืออะไรก้ได้เป็นการตอบแทนได้มั้ย ที่เราได้ช่วยเหลือแบ่งขนมให้กินในวันนั้น

      “ ไม่เปนไรหรอกค่า เรื่องแค่นี้เอง พวกคุณยังอยู่สบายดีก้ดีใจแล้วละคะ ” ด้วยความที่ค้างคาใจอยากรู้มากเลยเดินไปถามไกด์ของพ่อแม่เกาหลี  วันนั้นคุณหายไปไหนมา ทำไมถึงทิ้งเค้าทั้งสองคนไว้กลางเขายังงั้นอ่ะ ”

      เค้าเล่าว่า ก้มาด้วยกันแหละ พอข้าม pass แล้ว เค้าก้เดินนำมาก่อนเพราะเค้าต้องแบกของหนัก แต่ไม่คิดว่าสองคนจะเดินช้าและจะหลงทาง ( คิดในใจยังงี้มันใช้ไม่ได้นะ  เห็นยังงี้บิมบิมของเราสุดยอดไปเลยว่ะ 55 )

      คุณแม่เกาหลีเดินกลับมาพร้อม ช็อกโกแลต ลูกอม เต็มกำมือ มาให้พวกเราเพื่อเป็นการขอบคุณ 

 

 

      เมื่อเก็บของเข้าห้องเรียบร้อย บิมบิมถามทรายพร้อมยัง ? พร้อมอะไรหรออ ? ไป basecamp กันไง !!  

      ณ เวลานั้นบอกตรงๆว่าเหนื่อยเหมือนจะเป็นไข้ อาจเพราะร่างกายอ่อนล้าจากการเดิน 13 ชั่วโมงเมื่อวาน

      ลังเลช่างใจอยู่นาน เสียดายโอกาสที่มาถึงแล้ว แต่ถ้าไป basecamp วันนี้ พุ่งนี้ต้องเปื่อยไม่มีแรงปีน Kalapathar แน่ๆ ถ้าต้องเลือกเอาซักอย่าง ขอเลือก Kalapathar ละกัน

      เป็นห่วงพี่อ่ะ ไม่อยากทิ้งไว้คนเดียว” ( อันที่จริงตัวเองนี่โคตรเหนื่อยเลย อ้างพี่ไปงั้นแหละ 55 )

      “ it’s ok, no problem” บิมบิมก้บอกว่าดีแล้วส่วนตัวเค้าถ้าเต้องเลือกก้เลือก Kalapthar ดีกว่าวิวสวยกว่า

 

      หลังจากนั่งหลังขดหลังแข็ง ต้านความหนาวได้ไม่นาน หิมะก้ตกโปรยปรายลงมาไม่หยุดหย่อน ( โชคดีแท้ไอ้ทรายเอ๋ยยย ขืนไป basecamp ละก้บิมบิมมีหวังแบกพี่ทรายกลับลงมา Gorakshep แน่นอน )

      ไม่เคยหนาวขนาดนี้มาก่อนเลยชีวิตนี้ หนาวจนปวดหลัง ซดน้ำไปสองกระติกแล้ว วิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำเป็นว่าเล่น ไม่ต้องพูดถึงห้องน้ำ น้ำเป็นวุ้นๆ ต้องทำการเคาะผิวน้ำแข็งที่เคลือบหน้าซะก่อนถึงจะตักน้ำราดได้ ทำธุระทีไอน้ำลอยพวยพุ่งยังกับน้ำเดือด ฮาๆๆ

       ที่พักเริ่มแน่นขนัด ทุกคนเริ่มกระสับกระส่าย เดินวนไปมาเพราะความหนาว และแล้วคุณพ่อสูงวัยชาวอังกฤษตัดสินใจเรียกร้องให้มีการจุดเตาผิงก่อน 6 โมงเย็น คุณพ่อยกเหตุผลด้านการตลาดนู่น นี่ นั่น ( ตลกดี )  สุดท้ายเจ้าของบ้านก้เดินมาจุดเตาให้ ( อย่างไม่ค่อยเต็มใจ ) บนเตามีป้ายเขียนไว้ว่า นี่ไม่ใช่ที่สำหรับใครคนใดคนนึง ไม่ควรจะมานั่งแช่ครองเตา ”ทุกคนและดูจะเพิกเฉย ( รวมถึงเราด้วย ไม่ไหวๆจิงๆอ่ะมันหนาวมาก ) กะจะโยนป้ายเข้าไปในเตาเผาเป็นเชื้อเพลิงซะเลย ฮาๆๆ

       ที่นี่เราได้กลับมาเจอสามีภรรยาชาวญี่ปุ่นที่แบ่งลูกอมให้อีกครั้ง ที่ไหนได้ เค้ามากันกรุ๊ปใหญ่มาก มีพ่อแม่ลูก เพื่อนลูกอีกรวม 6-7 คน คุณแม่แนะนำเราให้ลูกๆได้รู้จัก ลูกๆก้อยากคุยใหญ่ “ blah blah blah…...” ( ใส่ภาษาญี่ปุ่นอีกแล้ว)

      แปลจับใจความได้ประมาณว่า มาจากเมืองไทยเหรอ คงหนาวมากสินะจ้ะ อากาศเมืองไทยร้อนนน มาเจอที่นี่คงต้องหนาวมากแน่ๆเลย  ne! )  ใช่เลย!! ใช่เลยค่ะพี่สาว พี่สาวเข้าใจใช่มั้ยค่ะ ( งั้นคุณพี่คงไม่ว่าอะรที่หนูจะนั่งแช่ครองเตาผิงอยู่ตรงนี้ อิอิ ) แต่ทุกคนนั่งแช่ไม่มีใครลุกไปไหนนะ

       หิมะตกตั้งแต่บ่ายๆยันค่ำไม่มีวี่แววที่จะหยุด คนเปิดประตูทีสะท้านกันไปทั้งห้อง ซักพักมีคุณลุงไกด์ของใครไม่รู้เดินมาหา  “ How are you feeling ?” ใครวะ??  ก้อดีค่ะ” ยิ้มไว้ก่อนจำไม่ได้ว่าใคร

      คุณลุงบอกว่าเห็นเราสองคนวันนั้นที่ข้าม Kongma La กันมาถึง Lobuche วันนั้นเราสองคนดูแย่กันมากๆเลย เหนื่อยหมดแรง แต่วันนี้เค้าเห็นเราแล้วรู้สึกว่า วันนี้ดูสดใสขึ้น เค้าดีใจนะ  ( ทำไมคุณลุงน่ารักขนาดนี้อ่ะ  ความประทับใจระหว่างการเดินทางเกิดขึ้นได้เสมอ )

       ยิ่งดึกยิ่งหนาว ถึงเวลาอาหารค่ำ ไม่อยากลุกจากเตาเลยกลัวเสียม้า บิมบิมรู้ใจไม่ต้องพูดอะไรลุกขึ้นมานั่งเสียบทำทีมานั่งผิงไฟ แต่ที่ไหนได้มานั่งจองที่ไว้ให้เรานั่นแหละ ฮาๆๆ

       คุณพ่อชาวอังกฤษเห็นท่าว่าเราสองคนจะหนาวเอามาก สั่งน้ำร้อนใส่กระบอกใหญ่สองกระบอก ยื่นส่งมาให้เรา

      “ ถือเอาไว้ก่อนนะ จะได้อุ่นๆ ถ้าไม่รังเกียจซุกเค้าไปในเสื้อก้อได้นะ ” ( คุณพ่อขา น้ำตาแทบไหลด้วยความซาบซึ้ง หนูจะรังเกียจทำไม คุณพ่อน่าจะรังเกียจมากกว่าถ้าหนูจะซุกมันเข้าไปในเสื้อจริงๆ แต่หนูเกรงใจ ฮาๆ )

       ได้เวลาตัดใจเข้านอนหรือเข้าตู้เย็นไม่รู้ บิมมิมเคาะห้อง  “ Didi, blanket ”  (พี่สาว ผ้าห่มมาแล้ว) บิมบิมจัดแจงไปขอผ้าห่มพิเศษมาให้ โดยที่เราไม่ได้ขอ วันนี้เราเลยมีผ้าห่มสองผืน พร้อมถุงนอน แต่เอาจิงๆมันก้ยังไม่อุ่นพอ

      “ thank you bhai”  ( ขอบใจน้องชาย ) บิมบิมหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ บอกพุ่งนี้เด๋วตี 5 มาปลุกนะ เตรียมขึ้น Kalapathar แต่เช้า เพราะถ้าสายเด๋วฟ้าปิด

      ( เออได้ เด๋วจะตื่นตั้งแต่ตี 4 .30 รอเลย )

 

** จบการเดินทางวันที่ 9 Lobuche 4930 m สู่  Gorakshep ที่ 5160 เมตร ขึ้นมา 200 เมตรกว่าเอง เหนื่อยใช้ได้เลยกับความสูงที่เพิ่มขึ้น

 

ปล. แล้วปีหน้าฟ้าใหม่เจอกัน เราต้องกลับมาแก้มือเดินทางสู่ Everest Basecamp ให้จงได้ เค้าสัญญา !!

 

 -------------------------------------------------------

 

DAY 10 KALAPATHAR – LOBUCHE

 

                วันนี้ตื่นกันตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง ลุกขึ้นตรียมตัว ยัดคุกกี้เข้าปากกันตั้งแต่เช้าเป็นการเพิ่มน้ำตาลในร่างกาย เสียงคนเริ่มตื่นและบางคนเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่ตี 5 แล้ว บิมบิมเคาะประตูเพื่อให้แน่ใจว่าเราลุกขึ้นจากที่นอนแล้ว

            ตี 5 ครึ่งเราเริ่มออกเดินทาง ฝ่าความหนาวออกไปตั้งแต่ตะวันยังไม่สาดส่อง เราเดินข้ามลานกว้างที่แลดูเหมือนทะเลทรายปีนป่ายขึ้นไปสู่ Kalapathar ลมหนาวพัดปะทะร่างกาย ทิ่มเข้าไปถึงกระดูก ทั้งหนาว ทั้งน้ำมูกไหล หายใจไม่ออก เราเดินไปได้ไม่ถึงชั่วโมงดี เริ่มมีอาการสั่น เท้าทั้งสองข้างมีอาการชาจากความเหน็บหนาว

 

 

      “ ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว” เราทั้งสองตัวสั้นเป็นเจ้าเข้า แต่ก้ยังฝืนเดินต่อไปได้ซักชั่วโมง ก้าวต่อก้าว เดินไปทีละนิดๆ เท้าและมือทั้ง 2 ชาสนิท หูทั้งสองแข็งเหมือนแทบจะหลุดออกจากใบหน้า

“ พี่ไม่ไหวแล้วว่ะ” พี่ปูนกล่าวออกมาด้วยเสียงท้อแท้และเหนื่อยยล้า

 “ ทรายขึ้นไปกับบิมละกัน เด๋วพี่กลับลงไปรอข้างล่าง” ความรู้สึกผิดหวังท้อแท้ เข้าครอบงำ คำถามประดังประเดเข้ามาในหัว  “ เรามาที่นี่เพื่ออะไร ” เพื่อมาเห็น Everest ไม่ใช่เหรอ ?? เมื่อวานก้อผิดหวังไปทีแล้วเพราะไม่มีแรงขึ้นไป basecamp ถ้าวันนี้ขึ้นไม่ถึง Kalapathar อีกนี่เรามาที่นี่กันทำไม เพื่ออะไรอ่ะ??  ( น้ำตาเริ่มซึมเล็กน้อย )

ดูท่าจะไม่ไหวแล้วจิงๆ ความรู้สึกสับสน อยากไปให้ถึง แต่ร่างกายไม่ไหว ณ เวลานั้น ก็ต้องคิดถึงชีวิตรอดไว้ก่อน

ถ้าจะลง ก็ต้องลงด้วยกัน จะปล่อยกลับไปคนเดียวได้ไง ” ดูท่าต้องเป็นลมเป็นแล้งหมดแรงแน่นอน

 

ความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ ลังเล สับสน เกิดขึ้นตลอดเวลา เราทั้งสองคนมองหน้า สู้กันอีกซักตั้งเว้ย!! เราฝืนเดินต่อไปช้าๆ ก้าว หยุด ก้าว หอบ ลมพัดแรงเต็มกำลังศึก “ พี่ไม่ไหวจิงๆวะ ”  ( ตอนนั้นอยากจะร้องไห้ แต่เอาวะเราก้ทำได้ดีที่สุดของเราแล้ว )

ทรายตัดสินใจตะโกนเรียกบิม ส่งสัญญาณมือว่า ไม่ไหว ข้าน้อยยอมแพ้ 

 “ You want to go down. ” เราพะยักหน้า บิมบิมคงผิดหวังไปไม่ต่างจากเรา ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมาทำให้เรารู้ใจ และ สนิทกันมากขึ้น ความหวังที่จะพาเราพิชิตยอดให้สำเร็จของบิมเหมือนจะทลายลงเช่นกัน

 

 

 

      เราเริ่มหันหลังเดินกลับด้วยความเสียใจ และสิ้นหวัง ทันใดนั้นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างถูกส่งมาเพื่อให้เราฮึดสู้ใหม่

      แสงตะวันเริ่มสาดส่องสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย เราหยุดชะงัก “ เฮ้ยพระอาทิตย์ออกแล้ว” เราหยุดพักหายใจ แล้วทันใดนั้น  “ You can do it!! You can do it!!” สองพี่น้องลูกคุณพ่ออังกฤษเพิ่งเดินลงมาจากยอด

“ มือกับเท้าเราชาไปหมดแล้ว” ไม่ได้นะตบมือแรงๆแล้วก้าวต่อไป “ You can do it!! ”

ผู้คนเริ่มเดินสวนลงมา เหมือนคนเหล่านั้นจะถูกส่งมาจากสวรรค์มาให้กำลังใจพวกเรา

 “ You have to be there, it’s amazing!!”

“ พอดีพี่หนูรู้สึกไม่ค่อยจะสบายนะคะ”

Just take it slowly, you can do it, you deserve to be up there. Look how far you’ve come now !! ” ( กำลังใจล้นหลามมาก แต่มันก้เหมือนอีกตั้งครึ่งทางนะคะนั่น )

    พี่ปูนรู้สึกอุ่นขึ้นหลังจากที่ได้รับแสงแดดอ่อนๆ และตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

   เราพยักหน้าบอกบิมบิม  “ Let’s go up bhai !! ” บิมบิมยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ที่เราไม่ยอมแพ้

  “ You go first I’ll take care of your sister ” เอางั้นหรอ งั้นพี่นำไปก่อนนะ ทรายเริ่มเดินปีนป่ายต่อไป หันกลับมามองพี่สาวเป็นระยะๆ บิมคอย ส่งน้ำ ส่งลูกอมให้พี่ปูนกินตลอดทาง

 

 

 

         ความผิดหวังเลือนหายไป ความฝันสู่ยอด Kalapathar ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อเราเขยิบขึ้นไปทีละนิดๆ

           เสาธงมนต์ ที่มองไกลๆเหมือนเสาอากาศ ตระหง่านอยู่บนยอด Kalapathar ในที่สุด!!! “ Kalapathar หนูมาแล้ววค่า” นั่งหมดแรงอยู่บนหินก้อนนึง มองย้อนไปพี่ปูนกำลังเดินไต่ตามขึ้นมา

 

 

 

         นั่งนิ่งๆบันทึกภาพต่างๆเข้าหัวสมอง นี่เอง Everest สุดยอดไปเลยยย จากตรงนี้เราสามารถมองเห็น basecamp ได้ ก็ไม่เลวนะ เห็นเต้นท์หลายสิบหลังสีสันสดใสอยู่ลิบๆตรงนั้น

 

 

 

 

 

 

         มีนกน้อยสีสดใสต้อนรับเราอยู่ สำหรับชัยชนะเล็กๆของสองพี่น้อง 55

 

 

       ที่นี่เราได้เจอกับ Kelly and Deckor หน่วยเคลื่อนที่เร็วอีกครั้ง ตามมาด้วยคุณพ่อและแม่เกาหลีที่เดินตามหลังมา  ทุกคนดูแฮปปี้ที่ได้บังเอิญมาเจอกันบนยอดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      ถ่ายรูปกันซะเต็มอิ่ม ก็ได้เวลาเคลื่อนตัวลงเตรียมกับ Lobuche เราเดินแบบ Sherpa speed กลับสู่ Gorakshep แต่แล้วอะดรีนาลินแห่งความสุขเริ่มหมดลง พี่ปูนเริ่มหมดเรี่ยวแรงอีกครั้ง ใกล้จะถึงแล้วอีกนิดเดียว พี่ปูนมีอาการหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม 

 

 

 

 

 

      ต้องประคับประคองกันไป เกือบจะถึงที่พักแล้วแต่พี่ปูนก้าวขาไม่ออก หน้าจะทิ่มอย่างเดียว

      “ อย่าเพิ่งล้มๆ อีกนิดเดียว ” ลากพี่ปูนกลับสู่ ที่พักได้สำเร็จ 

 

 

      พี่ปูนหมดแรงราบคาบ เอาหน้าฟุบโต๊ะ ทุกสายตาเริ่มจับจ้องมาที่เราอีกครั้ง

      “ เอายังไงไหวมั้ย . ” คุยปรึกษากันเห็นว่าจะเป็นการดีกว่าที่จะฝืนกลับลงไปนอนที่ Lobuche ซึ่งมีระดับความสูงที่ต่ำกว่า อาจจะดีต่อสภาพร่างกายมากกว่าที่จะทนอยู่ที่ Gorakshep ซึ่งสูง 5000 กว่าๆ

       เจ้าของบ้านบอกให้เรา check out ก่อน 11 โมง ไม่งั้นจะคิดค่าห้องเพิ่มขึ้นอีกวัน ( อะไรวะไม่ใจเลยอ่ะ ... แต่อีก 10 นาที 11 โมงแล้วนี่หว่า !!! )

      ทรายรีบกระโดดลุกรีบกลับเข้าไปในห้อง ยัดของใส่กระเป๋า บิมบิมเข้ามาช่วยเก็บถุงนอน ยัดข้าวของ โอ้ยย ฮา แล้วก้แบกกระเป๋าออกมาจากห้องสองคนอย่างทุลักทุเล ในเวลา 11 โมงพอดี

       หลังจากพี่ปูนได้เติมน้ำตาลด้วย hot chocolate และหลับไปได้ซักงีบ เราก้ออกเดินทางกลับสู่ Lobuche

      คอยบอกกันตลอดทางว่าอีกนิดเดียว อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว แต่ก้ผ่านไปเกือบๆ 3- 4 ชั่วโมงนั้นแหละ ( ก็คนมันป่วยนี่หน่า เนอะเจ้ )

 

      ถึง Lobuche เรากลับมานอนที่เดิมอีกครั้ง พี่ปูนหลับใหล หมดเรี่ยวแรง โชคดีอีกแล้วที่หลังจากที่เราถึงที่พักได้ไม่นาน หิมะก้โปรยลงมาอีกครั้ง

 

      ที่นี่เราได้เจอกับหนุ่มชาวเวียตนาม ผู้ซึ่งไม่เคยเห็นหิมะมาก่อนเลยในชีวิต ในขณะที่คนอื่นนั่งหนาวขดอยู่ในห้อง เค้าออกไปยืนสัมผัสหิมะอยู่ข้างนอกนั่น  หน้าตาเค้าช่างดูอิ่มเอม มีความสุข และน้ำตาซึมไปด้วยความประทับใจ

 

      เรายังได้เจอกับคุณแม่ ญี่ปุ่น และลูกชายสุดหล่อ ลูกครึ่งอังกฤษ มาทำภารกิจพิชิต Kalapathar และ basecamp เพื่อระดมทุนทำการกุศลให้กับเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งทางสมอง ( ซึ้งเลย แค่ฟังก้อิ่มบุญแล้ว ไม่รู้จะช่วยยังไง เป็นกำลังใจให้นะคะ )

 

      ต่างที่มา ต่างความฝัน จุดมุ่งหมายอาจจะต่างกัน แต่รับรองสุดท้ายทุกคนแฮปปี้ ฟินไปตามๆกัน เพราะที่นี้นั้นสวยสุดยอดจริงๆ

 

** จบการเดินทางวันที่ 9 Gorakshep 5160 เมตร สู่  Kalapathar ที่ 5545 เมตร เหนื่อยโฮกกกก

ย้อนหลับลงมาสู่ Lobuche ที่ 4930 เมตร สบายๆ   

 

------------------------------------------------------

 

DAY 11 LOBUCHE – DZONGLA

 

                ผลจากการที่หิมะตกตั้งแต่ค่อนบ่ายเมื่อวานยันค่ำ เช้านี้ลืมตาตื่นมามองออกไปนอกหน้าต่างหิมะขาวโพลน น้ำในกระบอกเป็นน้ำแข็งอีกแล้ว ( แล้วมันจะละลายทันกินไม่เนี่ยย  -  -  )

 

 

 

 

               อาการหน้าบวมของพี่ปูนนั้น เกิดขึ้นทุกวัน จนหายตกใจกันแล้ว แต่เมื่อใจยังสู้ ร่างกายยังไหว พี่ปูนก้พร้อมจะก้าวเดินต่อไป เราปรึกษาบิมบิมกับอาการบวมบนใบหน้าว่าควรทำยังไงดี ตกลงกันว่าวันนี้เราจะเดินทางไป Dzongla ซึ่งใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงเม่านั้น หลังจากนั้นจะให้นอนพักยาวตลอดบ่าย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นเราคงต้องย้อนกลับลงไปคลีนิคที่ Pheriche แล้วโบกมือลาการเทรคกิ้ง บ้าย บาย กลับสู่เมืองกรุง

                พี่ปูนโชว์รูปที่ถ่ายตอนมีอาการหน้าบวมให้ดูเพื่อปรึกษาหารือว่าซีเรียสมั้ยที่เป็นเนี่ย แต่เจ้าของที่พักแต่งตัว แร๊พโย่ว ( ซึ่งดูขึงขัง เงียบๆ ไม่ค่อยไม่พูดไม่ค่อยจา  ถึงกับกล่าวออกมาว่า “ Facebook profile picture” 555 ( แอบตลกนะเรา หน้าเป่งยังงี้เนี่ยนะ )  

 

              เมื่่อตอนตี 5-6 โมง เช้านี้เราได้ยินเสียง ฮ. ดังกระหึ่มก้องไปทั้งหมู่บ้าน ในใจก้นึกสงสัยอยู่แล้วว่าทำไมมาบินกันตั้งแต่เช้า พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะโผล่ออกมาเลย ( แต่ก้นอนต่อ แหะๆ ) เช้านี้เราจึงได้รับข่าวที่ไม่ดีนักว่า มี Sherpa คนนึงเสียชีวิตจากอาการแพ้ความสูง เสียง ฮ. ที่เราได้ยินนั้น พยายามพาร่างของ Sherpa ผู้นั้นมาลงมาจาก basecamp เพื่อมาที่ Lobuche ซึ่งมีลานจอด ฮ. เพื่อที่จะแบกลงไปสู่คลินิกที่ Pheriche ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ด้วยปัญหาบางประการทำให้นำเครื่องลงไม่ได้ ทำให้นักบินตัดสินใจพาเค้าตรงสู่ Kathmandu แต่แล้ว Sherpa ผู้นั้นก้ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา นับเป็นการเสียชีวิตรายแรกของการปีน Everest ของฤดูกาล 2014 นี่ ( ซึ่งหลังจากที่เรากลับมาได้รับข่าวร้ายมากขึ้นกับโศกนาฏกกรรม ในวันที่ 18 เมษา ที่โลกได้สูญเสียอีกหลายสิบชีวิตไปกับเหตุการณ์หิมะถล่มเหนือ EBC ) ...RIP

                ทานอาหารเช้ากันเสร็จ เราก้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ Dzongla ตลอดทางนั้นปกคลุมไปด้วยหิมะขาวประปราย แต่อย่างไรก้ดีฝูง yaks มากมายยังคงแข็งขัน ขนเสบียง ข้าวของ แบบไม่มีวันหยุด   

 

 

 

 

 

 

         

 

 

 

            เราเดินขนานเส้นที่ไป Doughla ไปเรื่อยๆ มองไปฝั่งตรงข้ามเห็น Tombstone ที่สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ผู้ที่เสียชีวิตจากการพิชิตยอดเอเวอเรสต์ ( และยังคงมีจำนวนอนุสรณ์ที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปี เศร้าใจ T T )

 

 

 

 

               อีกด้านนึงมีเต้นท์ตั้งเรียงรายสีสันสดใส ของบรรดานักปีนป่ายที่เตรียมพิชิตยอด Lobuche เต้นท์นึงสำหรับครัว อีกหนึ่งห้องอาหาร อีกหลังห้องพยาบาล แล้วก้เต้นท์เล็กๆส่วนบุคคล 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            หนทางวันนี้ไม่ได้โหดอะไรมากมาย เรียกว่าเป็นวันที่ง่ายและสบายที่สุดตั้งแต่เดินกันมาเลยก้ว่าได้ ชาวท้องถิ่นจึงนิยามการเดินสู่ Dzongla ว่าเป็น “ Nepali flat ” คือไม่ต้องปีนป่ายหวือหวา แค่ขึ้นๆลงๆ นิดหน่อย ( แต่ก้ยังเหนื่อยยยยยอยู่ดีนั่นแหละ ) ไอ้ที่จะมาเหนื่อย ก็มาเหนื่อยเอาตรงที่ลุ้น เก้ๆ กังๆ กลัวจะตกเขาเพราะทางบางช่วงแคบมากก แถมบิมบิมบอกว่าให้รีบเดินนะ เด๋วหินเล็กหินน้อยจะร่วงลงมา อันตราย!! 

 

 

 

         เดินเกร็งๆอยู่นานสองนานในที่สุดเราก้พ้นทางแคบๆ ซักที ใกล้ถึงที่หมาย เมฆก้เริ่มตั้งเค้ามาไกลๆ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงเราก้มาถึง Dzongla คืนนี้เราพักที่ The Mountain Home ดูท่าจะเป็นที่พักที่เพิ่งเปิดใหม่ ทางเดินทางเท้าข้างนอกยังไม่เสร็จดี ภายในไม่ต้องพูดถึง ใหม่เอี่ยมถอดด้าม เตียงถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นผ้าห่มผ้าปูที่นอนนี่ใหม่ ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อนอย่างแน่นอน เพราะผ้าห่มยังแข็งๆอยู่เลย

         เหมือนเทวดานางฟ้าคอยคุ้มครองรอเวลาให้เราเดินถึงที่หมาย ทันใดที่เราเข้าถึงที่พักหิมะก้โปรยปรายลงมาอีกแล้ววว บิมบิมเคาะห้องพร้อมถือกะละมังบรรจุน้ำร้อนมาให้เราถึงที่ห้อง เอามือแช่ไว้นะจะได้อุ่นๆ อาจช่วยให้อาการมือบวมลดลง ” ( เจ๋งอ่ะ บิมบิมสุดยอดไปเลย ) เราทิ้งตัวลงนอน พักผ่อนให้เต็มที่ เตรียมตัวข้าม Cho la Pass ในวันรุ่งขึ้น

 

 

 

 

               ตื่นมาก้อบ่ายกว่าๆ บิมบิมเคาะห้องบอกข้างนอกจุดเตาผิงแล้ว พูดเป็นเล่น!!จุดเตาบริการให้แต่วันเลยเหรอ ” ไม่รอช้าตรงดิ่งไปนั่งผิงไฟ ทันที

                หากสมาชิกท่านใดมีโอกาสแวะเวียนไปแถว Dzongla กรุณาจำชื่อ “The Mountain Home” ไว้นะคะ ประทับใจสุดๆ เจ้าของบ้านดูเหมือนเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว มีลูกชายตัวน้อยๆ คุณพ่อคุณแม่อายุดูแล้วน่าจะเด็กกว่าพวกเราซะอีก แต่ทำงานด้วยใจ แม่เลี้ยงลูกไป เก็บโต๊ะไป คุณพ่อนี่ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ปูทางหน้าบ้าน คอยเติมฟืน ทำอาหาร เสิร์ฟอาหาร ขนาดหิมะตกยังออกไปปูหินหน้าบ้าน ใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความสุขตลอดเวลา ไอ้เราสองคนเห็นก้พลอยยิ้มตามไปด้วย 

 

 

 

 

 

 

 

               เราผ่านวันอันแสนเหน็บหนาวไปอย่างอบอุ่น เพราะเตาผิงร้อนแรงตลอดเวลา แต่แอบเป็นกังวลหน่อยๆ ถ้าหิมะตกมากขนาดนี้ พรุ่งนี้การข้าม Cho la ของเราจะเป็นสภาพไหนหนอ ?? ดูเพื่อนๆร่วมชายคาที่เพิ่งข้าม Cho la มาจากอีกฟากนึง รองเท้าเฉอะแฉะกันไปหมด แถมมีอาการเป็นหวัดงอมแงม และทุกคนก้มีความเห็นตรงกันว่า “ It was hardddd!! ”

            “เราจะรอดมั้ยบิม??”

            พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” 55555

 

 ** จบวันที่ 11 Lobuche 4910 สู่ Dzongla ที่ 4830 เมตร ( เอาอีกแล้ว ความสูงลดลง 80 เมตร ทั้งๆที่เราก้าวไปข้างหน้าเหมือนจะเดินขึ้นด้วยนะ?? แต่ก้อนะ เค้าถึงเรียกว่า Nepali flat ไง สภาพทำใจ )

                 

 

-------------------------------------------------------

 

DAY 12 DZONGLA – CHO LA PASS – DRAGNAG

 

            เช้าแล้ววว!!  ตื่นมาด้วยความฉงนสงสัย มองออกไปหิมะขาวโพลนเช่นเคย แล้ววันนี้เราจะได้ข้าม Pass หรือไม่? จัดแจงยัดสัมภาระเก็บใส่กระเป๋า ( ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรนักหรอก เพราะแทบจะไม่ได้เอาอะไรออกมาเลย นอนทั้งชุดที่ใส่เดินทั้งวันนั่นนแหละ ฮาๆๆ )

                “ ว่าไงบิม คิดว่าจะข้าม Pass ได้มั้ย ?? ”

               “ it’s ok, no problem!” อีกแล้วอ๋อ ถ้าคิดว่างั้นก้ลุย!!

 

 

            จากประสบการณ์การข้าม Kongma La ด้วยเวลา 13 ชั่วโมง เราจึงไม่ประมาทศักยภาพตัวเอง ว่าวันนี้จากเวลาปกติของคนทั่วไป เราอาจใช้ถึง 10-12 ก็เป็นได้ ไม่รอช้าเรารีบออกเดินทาง (ไม่อยากเดินภายใต้แสงจันทร์อีกแล้ววว )

 

 

 

 

               โบกมือลา Dzongla มุ่งน่าขึ้นสู่  Cho la Pass หิมะขาวปกคลุมไปทุกทิศทุกทาง  ผลจากการที่หิมะเยอะนั้น ทำให้ช่วงเวลาที่ต้องปีนป่ายหินสูงชัน ผ่านไปอย่างทุลักทุเล จริงอยู่การข้ามPass ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์พิเศษอะไร แต่อาจต้องใช่วิชาลิงบ้างพอสมควร เล่นเอาหอบแฮกๆอยู่หลายต่อหลายครา

 

 

 

 

 

 

 

               หลังจากไต่ขึ้นไปชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า นั่นอะไรรร!!! ธงมนต์ๆๆๆ !!! เกิดอาการลิงโลด ก็ไม่เลวนี่หว่าวันนี้แป๊ปเดียวก้ถึงแล้ว แต่ปัดโถ่!! ที่ไหนได้ บิมบอกว่าไม่ใช่ตรงนี้ซะหน่อย ( อ้าววววว ไอ้เราก้นึกว่าใช่ )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            เรายังคงเดินต่อไป ลัดเลาะเชิงเขาผ่าน Cho la Glacier พระอาทิตย์ยังคงสาดส่อง แต่ลมพัดแรงมากก

            ในขณะที่กำลังถ่ายรูปเพลินๆ  “ทรายย!!!” ทั้งพี่ปูนและบิมตะโกนขึ้นพร้อมกัน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ มองขึ้นไปเหมือนหิมะจะถล่มลงมาใส่ตัวจากลมแรงที่พัดปะทะภูเขา เอาไงดีวะ! ซอกหิน ไหล่ทาง อะไรก้ไม่มีให้หลบ ( สงสัยต้องกระโจนกลับเข้าไปในกองหิมะข้างทาง 55 ) แต่ที่ไหนได้ ที่ร่วงลงมาก้แค่หิมะก้อนเล็กเท่านั้น ปัดโถ่!

 

 

 

 

 

 

 

 

               ถึงกระนั้น เราเริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้ ประวัติคนโดนหิมะถล่มตายแถวนี้ก้ใช่ว่าไม่มี

               ลมพัดแรงพาเอาหิมะรอบข้างโชยปกปิดหนทางข้างหน้าทำให้เรามองเห็นทางไม่ชัดนัก หิมะท่วมสูงมาก ก้าวต่อก้าวตามรอยเท้าก่อนหน้านี้ลึกลงไปถึงหัวเข่า

                บิมบิมหายไปแล้ว เดินนำไปข้างหน้าแต่หิมะพัดท่วมถ้นจนเรามองไม่เห็นทาง

                ความรู้สึกหวาดกลัวกลับเข้ามาลึกๆในใจ  ทั้งอากาศ ทั้งสภาพทาง และร่างกายเริ่มแย่ลงไปทุกที

               ลมยังคงพัดแรงต่อเนื่อง ท้าทายใจสองพี่น้อง  เราจะรอให้ลมหยุดไม่ได้นะ” ( ไม่งั้นตายแน่ โดนหิมะกลบแหงม ) รวบรวมสติและกำลัง ฮึดก้าวฝ่ากระแสลมและหิมะมุ่งหน้าต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

               เดินๆ ก้มๆ เงยๆ พยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน ปีนป่ายขึ้นมา อ้าวว ถึงแล้วหรอ” อันนี้ของจริงซะด้วย 

               ธงมนต์ปลิวสะบัด อยู่เหนือ Cho la Pass ถึงอีตอนนี้ ไอ้เจ้ากล้องตัวดีเกิดอาการสำลักความหนาว ปิดตัวเองไปดื้อๆซะงั้น

            “ ไอ้เจ้ากล้องบ้า แกจะทำอย่างงี้กะชั้นไม่ได้นะ ชั้นอุตส่าห์กระเสือกกระสนขึ้นมาถึงบนนี้อ่ะ ฮือออๆๆ ”

               ไม่มีทางเลือกต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำการชุบชีวิต เราเอาแบตออกมาจากกล้อง ถูๆๆๆๆ สร้างความอบอุ่น ทรายถู บิมถู พี่ปูนถู จนครบวงแล้วใส่กลับเข้าไปแล้วก้....ติด!!...แล้วก้ดับไป เหมือนโดนกลั่นแกล้ง โทสับไอโฟนทั้งของพี่ทั้งน้องก้นอนหลับสบายหมดแรงกันหมด ความหวังสุดท้ายแบไม่มีทางเลือก ก็ต้องโทสับบิมบิมแล้วแหละ แหะๆ เอาวะดีกว่าไม่ได้รูปเลย แล้วราก้ได้รูปมาอย่างที่เห็น

 

 

 

 

 

 

 

 

                 ถึงยอดแล้ว งานขาลงก้งานง่าย ทุลักทุแลเล็กน้อยในช่วงที่ไต่หิมะลงมา ลื่นปื้ดป้าดกันตามเคย แต่ก้สนุกดี ถึงช่วงเวลาเดินทางราบสู่ Dragnag ไม่ต้องหยุดพัก ไปได้อย่างสบายๆ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 8 ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้นเราก้ถึง Dragnag ( โอ้มีพัฒนาการขึ้นเยอะเลย อาจเป็นเพราะข้าม Kongma La มาได้ การข้าม Cho la Pass เลยไม่ใช่งานยากนัก )

                ที่พักของเราคืนนี้ Tashi FriendshipLodge and Restaurant   ถึงที่พักบิมยกกะละมังพร้อมน้ำร้อนมาให้เราแช่มือ ลดอาการบวมกันตามเคย คุณพ่อเจ้าของบ้านจุดเตาผิงให้เรากันตั้งแต่บ่ายๆ แถมยังคอยสอดส่องเติมขี้ yaks ตลอดเวลา

                ตกเย็น “ you’re dinner is ready” คุณพ่อยกอาหารมาเสิร์ฟ แต่ที่พิเศษคือ ก่อนอาหารมีการเสิร์ฟผ้าร้อนให้ด้วยยย

                ของหนูเหรอคะ ?? ” ปลื้มปริ่มมาก เกือบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่เคยๆ อยู่แบบดิบๆ มาตลอด ที่นี่มีบริการผ้าร้อน เพิ่งนึ่งสดๆตรงนั้นเลย สุดยอดดด!!  

                หมดไป 1000 รูปี ค่าชาร์จโทสับ และแบตกล้อง เราจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีกก !! เด๋วต้องกลับมาถ่ายรูปใหม่เลยนะเฟร้ยเฮ้ย ! คุณพ่อคงเหนจ่ายเยอะ เลยไม่คิดค่าห้อง ขอบพระคุณค่ะ J

                วันนี้เจอคุณลุงญี่ปุ่นอีกแล้ว มาคนเดียว แต่มีไกด์และลูกหาบ 3 คน ( แบ่งให้ช่วยหนูแบกซักคนมั้ยคะ 55 ) เหมือนเช่นเคย  คนไทยหรอ คงหนาวแย่เลยสินะ เมืองไทยนะร้อนจะตายเนอะ ” บ้านหนูมันร้อนเหมือนทะเลทรายเป็นที่เลื่องลือขนาดนั้นเลยเหรอคะ ฮาๆๆ คงเข้าใจสินะคะว่าพวกเรานะหนาวมากกก

 

** จบการเดินทางวันที่ 12 Dzongla 4830 m ข้าม  Cho La Pass ที่ 5420 เมตร ไต่ลงสู่ Dragnag ที่ 4700 เมตร ไต่ขึ้น Pass ไป 700 เมตร  แล้วกลับลงมาสู่ความสูงประมาณเดิม ( ก้อดีนะวันนี้ สนุกดี ไม่เหนื่อยมาก )

 

 

--------------------------------------------------------

 

DAY 13 DRAGNAG - GOKYO

      เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 สัปดาห์สุดท้ายของการเดินทาง เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าเร็วแบบไม่รู้ตัว ไป Gokyo กันเถอะ !! นับตั้งแต่จบทริปเทรคกิ้งครั้งแรกที่ Annapurna เป้าหมายต่อไปที่เราตั้งไว้เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต คือการได้ไปเยือน Gokyo เฝ้ารอมานานหลายเดือน วันนี้แล้วสินะ หึหึ 

 

 

         วันนี้เราไม่รีบไม่ร้อน เพราะใช้เวลาอย่างมากก้อไม่น่าเกิน 3 ชั่วโมง เราเลยนั่งเฉื่อยๆ รอจนพระอาทิตย์ส่องแสง ช่วงแรกของการเดินนั้น ทางราบๆเรียบๆ ไม่ได้หวือหวาอะไร เดินชมนก ชมวัว ไปอย่างสบายใจ แถวๆนี้มี Tibetan peacock ให้เห็นตลอดทางบิมบอกว่าชาวท้องถิ่นเรียกนกนี้ว่า "Kumba"

 

 

 

 

 

 

 

       เราเดิน nepali flat มาได้ไม่เท่าไหร่ เริ่มต้องไต่ขึ้นอีกแล้วสิน่ะ

 

 

 

         ข้ามพ้นสันเขาไอ้เราก้อนึกว่าจะถึงแล้ว แต่เปล่าเลยกลับกลายเป็นเนินหินกรวดละลานตา เราเดินไต่เนินแล้วเนินเล่า ผ่านทะเลสาบน้อยใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            วันนี้ได้มีโอกาสเดินสวนกลับกลุ่มนักเดินทางชาวออสเตรีย เราหยุดพูดคุยกัน เค้าบอกว่าเค้าไม่เคยเจอคนไทยมาเทรคเลย ( หนูก้เพิ่งเจอแค่กลุ่มเดียวเองคะ ) แต่ประโยคสนทนาที่โดนใจก้คือ  “ you must miss your good Thai fooooodd!! ” โอ้ยแทงใจดำ อย่าพูดถึงมันสิคะ หนูอยากจะร้องไห้ ” ทีนี้ก้ฮากันทั้งวง ฮาๆๆ โบกมือบ้ายบายอวยพรขอให้โชคดี แล้วเราก้มุ่งหน้าสู่ Gokyo ในอีกไม่กี่อึดใจเท่านั้น 

 

 

 

               เดินปีนป่ายสู่เนินเขาสุดท้าย เอ้า ถึงแล้วหรอ ” ทะเลนสาบสีเขียวอมฟ้าที่เคยวาดภาพไว้กลับกลายเป็นหิมะ ขาวโพลนจนเราไม่ทันสังเกตเห็นว่านี่คือทะเลสาบแห่ง Gokyo 

 

 

 

 

            เมฆหมอกปกคลุมไปทั้งหมู่บ้าน หนาจนเราแทบมองไม่เห็นภูเขาที่รายล้อมอยู่ คงทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งหง่าวในที่พัก คืนนี้เราพักกัน Ngawang Friendship ห้องพัก ห้องน้ำ ได้รับการดูแลได้อย่างสะอาดสะอ้านน่าอยู่

 

 

 

 

 

         เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ฟ้าค่อยเริ่มเปิด เราเลยออกไปเดินเล่นสำรวจรอบๆทะเลสาบ ถึงแม้เราจะไม่ได้รับความงามแบบทะเลสาบสีเขียมอมฟ้าอะไรแบบนั้น แต่ทะเลสาบแบบขาวโพลนๆนี่ก้งามไปอีกแบบ ( เห็นแล้วอยากจะลงไปเล่น ice skating ซะจริงๆ )

 

 

 

 

 

 

 

         กลับเข้าบ้านพัก เอ้า! มาได้ไง เราเจอกับเพื่อนเสปนและอเมริกัน ที่เคยพักที่เดียวกันที่ Lobuche ตอนนั้นเราเดินลง พวกเค้ากำลังจะเดินขึ้นไป Gorakshep แต่ไหงตอนนี้ไล่ตามเรามาทันแล้วล่ะเนี่ยยย  สองคนนี้เดินรวบวันอึดสุดๆ ยิงยาวจาก Dzongla ถึง Gokyo ในวันเดียว แถมยังถึงเร็วซะด้วยย แต่ก้ดูสภาพหมดเรี่ยวหมดแรง

         Carson เดินเข้ามาพร้อมเสื่อเปียกโชก คงไม่มีใครเดินแล้วเหงื่อแตกพลักขนาดนี้ ในวันที่อากาศหนาวขนาดนี้ใช่มั้ยเนี่ย ” ฮาๆ ก็จริงของเธออ่ะ คนอื่นเค้าหนาวกันจะเป็นจะตาย

         เราใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายยันไปยังหัวค่ำ ไปกับการเล่นไพ่ 4 คน เล่นเกมส์เดิมผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า (เป็นการฆ่าเวลาทีดีทีเดียว ) อากาศภายนอกขมุกขมัวเป็นเครื่องปลอบใจที่เราไม่มีโอกาสไปเยือนทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ เพราะถ้าไปอาจจะเหนื่อยเปล่า เพราะฟ้าปิดตลอดวัน แถมหิมะก้ร่วงหล่นปรอยๆด้วย เก็บแรงไว้ขึ้น GokyoRi พรุ่งนี้ดีกว่า

 

 

 

 

         คืนนี้ที่พักทุกห้องถูกครอบครองไปด้วยนักเดินทางชาวเสปนกลุ่มเบ้อเริ่ม อีกทึกเฮฮาทั้งวัน

       เรานั่งล้อมรอบเตาผิง คุณพี่ไกด์สองคนนั่งจ้องเราอยู่นาน ตัดสินใจเอ่ยขึ้น

      “ Thai Japanese Chinese Korean Nepali look the same. When I first saw you I thought you are Sherpa ”

      “ 555 ค่ะพี่หนูรู้ คนเค้าทักหนูอย่างนี้ตลอดทางแหละคะ แล้วพี่สาวหนูอ่ะเหมือนมั้ย?? ”

      “ You look like Nepali ” 55 ขำกันใหญ่ ( ใช่ซิพวกตาสองชั้น ฮาๆ )

 

      Subaratri (ราตรีสวัสดิ์) ทุกคนๆ เราแยกตัวออกไปนอน บิมบิมขอผ้าห่มผืนที่ 2 ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แต่กระนั้นก็ยากที่จะข่มตานอนผ่านคืนอันเหน็บหนาวไปได้ คืนนี้คุณพี่เสปนห้องข้างๆดูท่าจะแย่ ไอตลอดทั้งคืน ( เหมือนไอกรอกหูเลยล่ะ ) ท่าจะไม่ได้นอนเลยทีเดียว พาลพาทำให้เรานอนไม่หลับไปด้วย สงสารจัง ( ทั้งคุณพี่และตัวเอง -..- )

 

** จบการเดินทางวันที่ 13 Dragnag 4700 m สู่ Gokyo 4790 m. ขึ้นมาเพียงแค่ 90 เมตรเท่านั้น แต่ความสูงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป

 

 

--------------------------------------------

 

 

DAY 14 GOKYO – GOKYO RI

 

         เรานัดบิมกันไว้ว่าเราจะเริ่มออกเดินตอน 6 โมงเช้า ก็กะกันไว้ว่าตื่นซักตี 5 ครึ่งล้างหน้าล้างตา ยัดคุกกี้เข้าปากเพิ่มพลังงาน แต่ยังไม่ทันจะตี 4 เลย กลุ่มเสปนลุกขึ้นจัดข้าวจัดของกันอึกทึกครึกโครมไปทั้งหลัง มุ่งหน้าขึ้น GokyoRi  กันตั้งแต่ตี 4 คงกะเอาให้ทันพระอาทิตย์ขึ้น

         6 โมงเช้าเราพร้อมออกเดินทาง เดินเข้าไปในห้องอาหาร โอ้โห!! กลุ่มเสปนตื่นมาทานอาหารเช้ากันเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว 

          ไม่รอช้าเราเริ่มออกเดินทาง ก่อนที่ฟ้าจะปิดในช่วงสายๆของวัน เดินลัดเลาะทะเลสาบใหญ่ไป ปีนป่ายขึ้นเนินสูงชัน เริ่มรู้สึกได้ว่าร่างกายของเราทั้งสอง ถึกและบึกบึนขึ้น สมหญิงสุดๆ แหะๆ เดินกันไปได้เรื่อยๆ

 

 

 

 

 

 

 

           เมื่อเราเริ่มเดินไต่ระดับขึ้นมาได้ซักระยะหนึ่ง เราหันมองกลับไปทำให้เราได้รู้ว่าธรรมชาตินี่ยิ่งใหญ่มากกก มนุษย์เรานี่เหมือนมดตัวเล็กๆบนโลกมนุษย์ใบนี้นี่เอง เริ่มชักสูง เริ่มเหนื่อย วันนี้บิมก้ออารมณ์ดีชวนคุยตลอดทาง ไอ้เราก้เดินไปหายใจไม่ทันอยู่แล้ว สนทนากับบิมไปด้วยนี่เหนื่อยตาถลนเลยล่ะ 555

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         ฮึบ!! “ This is the second top ” บิมกล่าวจ้ะน้อง ถ้ามันไม่ใช่ top ก้อคือไม่ใช่ ไม่ต้องมี second top หรอกพวกพี่รับได้ เงยหน้ามองขึ้นไป ดูเหมือนจะอีกไม่ไกลเท่าไหร่นัก จากจุดที่เราหยุดพักนี้ เราเริ่มเห็นทั้ง Everest Lhote Nupse และ Makalu แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         “ Sai my name sai my name…” ( cover มาจาก say my name ของ destiny child )เสียงร้องเพลงล้อเลียนดังมาแต่ไกล Carson และ Pablo เพื่อนชาวเมกันและเสปนซึ่งออกมาทีหลังเราซัก 1 ชั่วโมงก้ไล่หลังมาทันแล้ว

            ทราย : ไม่เหนื่อยเหรอจ้ะ มีอารมณ์ร้องเพลงด้วย ”

            Carson: “ I’m fu…ing.. tired!!” 555

          เราทุกคนรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย ไต่ขึ้นสู่ยอด GokyoRi กลุ่มเสปนที่ออกมากันตั้งแต่ตี 4 โบกมือรอทักทายเราอยู่  

 

 

 

            “ How’s Thailand ?? ” ตอนแรกก้งงๆ ถามเรื่องการเมืองเหรอ 555  เห็นหลายคนถามกันจัง ตอบไม่ถูกเลย แต่ทันระลึกได้ว่าเค้าคงถามว่า สบายดีมั้ยมากกว่ามั้ง แหะๆ

            “ หนู  Happy มากค่ะ ณ จุดนี้.” แต่ก้อแอบงงอยู่เหมือนกัน ออกมากันตั้งแต่ตี 4 กว่าๆ เพิ่งถึงกันหรรอคะ??

            “ I’m very happy too!!” ทุกคนจับมือทักทาย แม้แต่ไกด์ๆของกลุ่มเสปนยังเดินเข้ามาจับมือแสดงความยินดีกับพวกเรา น่ารักดีกับความเป็นมิตรของคนที่นี่ 

 

            โอ้โหหห มันยิ่งใหญ่มากกก ทุกวินาทีบนยอด Gokyo Ri มันช่างมีค่า กับการที่เราสองพี่น้องที่กระเสือกกระสนทิ้งชีวิตเด็กกรุงมาเป็นเด็กดอย (สูง) กระดึ๊บกันขึ้นมาถึงตรงนี้ได้ การที่ได้เห็น Everest Makalu Cho Oyu และ Lhotse 4 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก ณ ที่ที่เดียวกันมันช่างเป็นความรู้สึกที่  อิ่ม” จริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         ตามวิถีชาวพุทธ เราทั้งสองยกมือประนมไหว้และสวดมนต์ต่อหน้าองค์พระพุทธรูปที่มีคนนิมนต์ขึ้นไปบนยอด GokyoRi เดินเรื่อยไปอีกฝั่งของยอด Gokyo ก้อได้เห็นคุณลุงเกาหลียืนประนมมือไหว้ภูเขาอยู่เช่นเดียวกัน คุณลุงก้อดูอิ่มเอมไม่แพ้กัน คงจะกำลังสวดมนต์ต่อองค์ Miyolangsangma ที่คอยปกปักษ์รักษาคุ้มครอง Chomolungma อยู่เป็นแน่ 

 

 

 

 

 

 

 

      ทุกคนดูมีความสุข อากาศก้เป็นใจ ฟ้าสวยสดใส มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจน ใช้เวลากันไปบนนั้นนานกันพักใหญ่ ถ่ายรูป นั่งทานขนม ซึมซับบรยากาศเก็บใส่หน่วยความทรงจำอัดแน่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         ได้เวลาโบกมือลา GokyoRiขอบพระคุณที่ให้เรา 2 พี่น้องได้ขึ้นมาชมความงามบนนี้นะคะ ”

         ขาลงเรานี่แทบจะวิ่งลงมาเลย แบบพวกไกด์เค้าทำกัน แต่แล้ว เอ๊ะๆๆนั่นใคร?? เรามีโอกาสได้เจอพ่อแม่เกาหลีกันอีกครั้ง คุณพ่อยังคงดูเหนื่อยตลอดเวลาเหมือนเดิม แต่ถึงอย่างไรพวกเค้าก้ไม่ยอมแพ้ยังคงเดินทางมาต่อจนมาถึงที่นี่ ทำให้นึกถึง คำของจีนที่ว่า “ Be not afraid of going slowly, be afraid of standing still ” ( แต่ที่เราเดินก้เดินช้าพอๆกับพ่อแม่เกาหลีนั่นแหละ 555 )

 

 

 

 

 

 

         เราตะโกนทักทาย คุณพ่อคุณแม่มองขึ้นมาร้องดีใจกันใหญ่ คุณพ่อรีบถอดถุงมืออกมาส่งภาษาเกาหลีและภาษามือ พอแปลความได้ว่า ขอเค้าจับหน้าจับตาด้วยมือเปล่าๆหน่อยได้มั้ย 555 ขอกอดด้วยนะ ตลกดีแต่น่ารักมากๆเลย ถึงเราจะสื่อสารกันไม่เข้าใจกัน แต่เรารับรู้ถึงความจริงใจ และความห่วงใยที่มีให้ได้

 

 

 

 

      บิมคุยกับไกด์ของเค้าทั้ง2  และได้ความมาว่า ความตั้งใจเดิม คือคุณพ่อแม่เกาหลีจะข้าม 3 Passes เหมือนกัน แต่หลังจากข้าม Kongma La ต่อด้วย Kalapathar อีก ทำให้หมดเรี่ยวแรง เดินย้อนลงไป Pheriche ขึ้นมาอีกทางสู่ Gokyo ยอมไม่ข้าม Chola และ Renjo La pass แล้ว เพราะคงไม่ไหว พวกเค้าทั้งสองดีใจที่เราผ่าน Cho la กันมาได้อย่างปลอดภัย มือพลางจับจมูกและชี้ไปที่จมูกตัวเองว่า จมูกพวกเรานี่เหวอะกันถ้วนหน้า ฮาๆๆ    

     โบกมือลา อวยพร สวมกอด ล่ำลากันครั้งสุดท้าย เพราะจากนี้ไปเราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก พวกเค้ามองพวกเราเดินลง โบกมือบ้ายบาย จนต่างคนต่างลับตากันไป

      เดินลงมาสู่ Gokyo ริมขอบๆทะเลสาบเริ่มละลายพอเห็นเป็นสีฟ้าบ้างแล้ว เป็ดน้อย 2 ตัวเล่นน้ำ ดำผุดดำว่ายกันสนุกสนาน ดูไม่รู้สึกสะท้านต่อความเหน็บหนาว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         กลับเข้าที่พัก กลุ่มพี่ๆเสปนนอนสลบกันที่ห้องอาหาร ท่าจะหมดแรงและออมแรง เพราะพวกเค้าต้องมุ่งหน้าต่อไปยัง Dragnag วันเดียวกันนี้ เพื่อที่จะข้าม Cho la ในวันต่อไป

        ยังไม่ทันจะบ่ายเลย หิมะตกลงมาอีกแล้ว อากาศปิด ข้างนอกดูหนาวเหน็บ แม้แต่ Yaks ยังมายืนรอหน้าประตูบ้าน สงสัยอยากจะขอเข้ามาหาไออุ่นข้างในน่าสงสาร พวกเค้าก้หนาวเหมือนกันเนอะ

 

 

 

      เราก้นอนสลบกันตลอดบ่าย ในห้องอาหารนั่นแหละ อุ่นกว่าในห้องเยอะเลย บรรดาลูกหาบกับไกด์และเจ้าของบ้านก้ตั้งวงเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนาน คืนนี้คงได้นอนหลับอย่างเต็มที่ หึๆ เพราะเหลือไม่กี่คนในบ้าน แล้ว

      พวกเราสองคนเริ่มชาชินกับความหนาวทำให้แต่ละคืนผ่านไปได้แบบไม่ยากลำบากเท่าไหร่แล้ว ( ที่ว่ามาไม่ใช่ไม่หนาวนะคะ แต่หนาวจนชาไปหมดแล้วต่างหาก ฮาๆ )

 

** จบการเดินทางวันที่ 14 Gokyo ที่4790 เมตร สู่ยอด GokyoRi ที่5483 เมตร สรุปปีนขึ้นไปชมวิวยามเช้ามา เกือบ 700 เมตร ( มิน่าละตั้ง 700 เมตร ถึงว่าทำไมเหนื่อยๆ อิอิ )

 

 

---------------------------------------

 

DAY 15 GOKYO – RENJO LA PASS – LUNGDEN

 

                ตื่นมาเช้านี้ของการเดินทางวันที่ 15 พร้อมรับมือกับภารกิจสุดท้ายกับการข้าม Renjo La Pass พวกไกด์ๆทั้งหลายบอกว่า ถ้าพวกเราผ่านกันมาได้ขนาดนี้ การข้าม Renjo La จะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป

                เราบอกลา Pablo เพื่อนชาวเสปน ที่เราบอกไม่ต้องรอไปก่อนเลย เพราะเค้าเดินเร็วมากกก นัดไปเจอกัน Namche ในวันพรุ่งนี้ หลังทานอาหารเช้าเสร็จเราก้บ้ายบาย Gokyo คุณแม่เจ้าของบ้านบอกเราว่า "see you next time” เรายิ้มรับเชิงเป็นนัยๆว่าอาจจะมีครั้งต่อไปน่ะคะ :)

 

 

      เราเดินไปทางเดิมกับที่เดินขึ้นไป Gokyo Ri แต่ตัดแยกเข้าด้านซ้ายเดินลัดเลาะทะเลสาบไปจนสุด แถวๆนี้ทั้ง Yaks ทั้งนก Tibetan Peacock มีให้เห็นตลอดทาง พระอาทิตย์ไล่สาดส่องหลังของเรามาไวๆ 

 

 

 

 

         อุ่นดีแท้เช้าวันนี้ เราหยุดหันหลังมองถิ่นที่จากมา ภูเขาอันใหญ่โตก้ค่อยๆอยู่ไกลออกไปเมื่อเราก้าวสองเท้าของพวกเราไปข้างหน้า

 

 

         ผ่านไปได้ซัก 2 ชั่วโมงหนทางข้างหน้าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาๆ ทำให้การเดินเท้าของเราเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะต้องก้าวตามหลุมรอยเท้าที่คนข้างหน้าได้นำทางไว้

         ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากข้างหลัง “ Hey! Do you know where you are going? ”

          อ้าวก้ต้องรู้สิจ้ะ  มาเถอะคะ เรามากับไกด์  ” หนุ่มสาวชาวอิสราเอลตะเกียกตะกายตามเรามาขอติดตามไปด้วย ท่าทางดูกลัวหลงทาง

 

 

 

 

           การเดินฝ่าหิมะที่ต้องปีนป่ายไปด้วยนี่มันช่างกินพลังงานดีแท้ เพื่อนอิสราเอลนี้ก้เดินจี้ตูดตลอดเวลา เราเลยบอกให้นำไปก่อน แต่เค้ายืนกรานว่า ไม่ เพราะเค้าก้อต้องการหยุดพักหายใจเหมือนกัน สรุปที่เดินจี้เรานี่คือกลัวไล่ไม่ทันเราว่างั้น

            หิมะแถวนี้ดูปุกปุยดี นุ่มๆฟูๆดี ได้ลอดช่องน้ำกะทิซักถ้วยก้อคงจะดี 

 

 

 

         “ What happens Sai ?” บิมถึงกับแซวออกมา เพราะวันนี้ทรายเดินช้าผิดปกติ

         พี่เหนื่อยนะน้อง พี่ก้อเหนื่อยเป็นเหมือนกันนะ มันเป็นอาการล้าสะสมเลยมาแสดงอาการเอาวันนี้ เฮ้อออ แล้วก้อตะเกียกตะกายขึ้นไปอย่างทุลักทุเล เพราะหิมะเริ่มละลายทำให้การเดินยิ่งยากเย็นมากขึ้น แต่ไม่นานนักเราก้เห็นธงปลิวสวยและหมู่คนยืนตะโกนดีใจอยู่บนยอด Renjo La

 

 

 

         จะว่าไปแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาเราแทบจะไม่ได้เดินสวนหรือพบปะกับใครเลยในวันที่เราข้าม Pass มีแต่เรา 2-3 คนเท่านั้น แต่ในวันนี้มันช่างดูคึกคักผิดหูผิดตา นั่นเป็นเพราะ Renjo La ดูเหมือนจะเป็น Pass ที่ข้ามง่ายที่สุดในบรรดาทั้ง 3 pass ( จากคำบอกเล่าของไกด์ทั้งหลาย ) ฉะนั้นคนที่อยากจะข้าม Pass แต่ไม่อยากเหนื่อยมากจึงเลือก Renjo La กัน ไอ้เราก้นึกว่า Cho La ซะอีก แต่สำหรับเราสองคงไม่มีอะไรเทียบกับ Komg ma La Pass อีกแล้ว ( จำจนตายเลย 55)

         ข้างบนนั้น ลุงๆป้าๆ เต็มเลย เก่งจิงๆ อายุขนาดนี้เรายังจะปีนป่ายไหวแบบนี้รึป่าวนะ? กรุ๊ปข้างบนเตรียมตัวเดินสวนเราลง แต่ทุกคนใส่ crampons กันหมดเลย ไอ้เราก้นึกในใจต้องขนาดนี้เลยเหรอ แต่คิดอีกทีมันอาจจะดีกว่าเพราะเค้าเดินลงคงต้องหาอะไรช่วยจิกหิมะนั่นแหละดีแล้ว

         ใช้เวลาไปเกือบ 5 ชั่วโมงอยู่ เราก้มาถึง Renjo La Pass ณ ความสูง 5345 เมตร หันหลังมองกลับไปยังเห็นหลังคาบ้านสีสดใสที่ Gokyo เป็นจุดเล็กๆ แต่เมฆหมอกปกคลุมภูเขาสูง ทำให้เรามองเห็นแถบ Everest ได้ไม่ชัดเจนมากนัก ( เป็นพักๆเท่านั้นเอง)  มองข้ามPass ไปอีกฝั่ง ทะเลสาบ Angladumba Tsho ทอดตัวยาวรอเราอยู่ข้างล่าง เราพักทานขนม ( อาหารกลางวัน ) พร้อมบอกลา Gokyo และภูเขาน้อยใหญ่ จากนี่ไปเราจะไม่เห็นวิวที่ชัดเจนขนาดนี้อีกแล้ว เพราะเรากำลังจะเริ่มเข้าสู่ช่วง เดินลง !!! 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         เพื่อนอิสราเอลหันมาถามบิมว่าเค้าสามารถเติมน้ำดื่มได้ที่ไหน บิมงึมๆงัมพร้อมชี้ลงไปที่ทะเลสาบด้านล่าง เค้าสองคนดูหมดแรงมากทีเดียว เราสองพี่น้องปลื้มปริ่มที่ในที่สุดก้อถูลากถูกัง ประคับประครองพาตัวเองทำภารกิจที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จเสร็จสิ้นถึงแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนการปีนยอด เอเวอรเสต์ ที่สูงที่สุดในโลก แต่แค่นี้สำหรับสองหัวดำพี่น้องก้ถือว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้วล่ะ

 

 

    

 

      เราไถลจากยอดลงสู่ทะเลสาบเบื้องล่าง ฮาๆๆ ( ก็ทางมันทั้งชัน ทั้งลื่น ) ข้ามตัดทะเลสาบไปยังเขาที่อยู่อีกฝั่ง มองไปที่ทะเลสาบเรียกว่า  แข็งสนิท ในใจก้นึกเป็นห่วงเพื่อนอิสราเอลสองคนว่าเค้าจะทานน้ำได้ยังไงในเมื่อแม้แต่ขอบๆทะเลสาบก้ไม่มีส่วนที่ละลายเลย 

 

 

 

 

 

 

 

      เราเดินลัดเลาะเขาแล้วเขาเล่า ผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ชั่กจะเริ่มจะปวดน่อง จะว่าไปการเดินลงเขาพรวดๆในเวลานานๆนี่มันก้ทำให้ขาของเราเปลี้ยมากเหมือนกัน เฮ้ออ ไม่ถึงซักที ฟ้าก้เริ่มครึ้มๆแล้วด้วยสิน่า น้ำก็หมดขวดแล้วไง คอก้อแห้งแล้วไง ขาก้เปลี้ยเหลือเกิน ยิ่งกว่านั่นหิมะน้อยๆก้เริ่มลอยพลิ้วไหวอยู่ในอากาศ

 

 

 

 

         ในที่สุดเราก้สามารถมองเห็นว่ามีหมู่บ้านอยู่ข้างหน้าเราแล้ว โล่งอกไปที แต่ทางที่ดูใกล้จิงๆแล้วมันก้ไม่ได้ใกล้เท่าที่ตาเราเห็นหรอกจ้ะ เชื่อเถอะ!!   -..-

 

 

 

 

         ดั้นด้นกันมา ในที่สุดเราก้ลากสังขารมาถึง Lungden หมู่บ้านไม่ใหญ่โตนัก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พักเห็นแค่ 2-3 ที่ แต่ที่อื่นๆดูร้างๆ มีแต่บ้านที่เราพักนั่นแหละ ที่ทุกคนไปอยู่รวมตัวกัน เปิดประตูเข้าไป “ Heyyyy!! เพื่อนๆที่เคยเจอมากระจุกอยู่ที่นี่กันหมดเลย แต่จะมีแค่เรา และ Kelly กับ Deckor เท่านั้นที่ข้ามกันทั้ง 3 Pass ทุกคนแสดงความยินดีต่อกันและกันและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  “ No More Climbing!!” แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราที่พูดออกมาก้คงจะหมายความถึงเฉพาะทริปนี้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าทั้งชีวิตนี้จะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ถามว่าไม่เข็ดหรอ? ตั้งแต่เทรคกิ้งมา 3 ครา ทุกครั้งก้ถูกตั้งคำถามนี้  แต่เมื่อกลับมานั่งมองย้อนถึงช่วงเวลาการผจญภัยที่สนุกสนาน เมื่อการเดินทางนึงจบลง เราก้หวนหาทริปต่อไปเสมอ นี่แหละเสน่ห์ของภูเขาที่ Earl Hamner, Jr กล่าวไว้ว่า

" A MOUNTAIN HAS NO NEED FOR PEOPLE, BUT PEOPLE DO NEED MOUNTAINS. WE GO TO THEM FOR THEIR BEAUTY, FOR THE EXHILARATION OF STANDING CLOSER TO MYSTERIOUS SKIES, FOR THE FEELING OF TRIUMPH THAT COMES FROM HAVING LABORED TO REACH A SUMMIT". 

 

        ค่ำคืนนี้หนาวสุดๆไปเลย หิมะข้างนอกเริ่มตกอย่างหนัก บิมๆถามหาผ้าห่มเพิ่มให้เราเสมอ ถามคุณแม่เจ้าของบ้าน ตอนหน้าหนาวทำอะไร  คุณแม่บอกว่าจะกลับไปบ้านที่ Kumjung เพราะช่วงหน้าหนาวที่นี่หนาวมากเค้าอยู่กันไม่ได้ ฉะนั้นบ้านพักจะถูกปิดชั่วคราว งั้นคนที่มาเทรคหน้าหนาวคงต้องตั้งแคมป์สินะ?? อัยยะแค่คิดก้หนาวแล้ว

 

** จบการเดินทางวันที่ 15 จาก Gokyo 4790 เมตร ไต่ข้าม Renjo La ที่ 5345 เมตร ปีนขึ้นมา 550 กว่าเมตร เดินลงสู่ Lungden ที่ 4350 เมตร ร่อนลงมาเกือบ 1 กิโลเมตร!!! โฮะเหลือเชื่อแฮะ ลงมาเยอะมากทีเดียวเชียว

 

----------------------------------

 

DAY 16 LUNGDEN – NAMCHE BAZAR

           วันนี้ที่รอคอย เพลงพี่เบิร์ดก้องอยู่ในหัว ฮาๆ ก้อไม่ได้อะไรขนาดนั้น ก้อแค่อยากจะกลับไปสู่ความเจริญ ณ  Namche ได้อาบน้ำร้อนๆสบายๆก็เท่านั้นเอง หลังจากที่ไม่ได้อาบมา...หลายวันแล้ว ชีวิตนี้ไม่เคยซกมกมากขนาดนี้สาบานได้ แต่ถ้าคุณได้มาเผชิญกับความหนาวแบบนี้ คำว่าซกมกจะไร้ซึ่งความหมายไปเลยล่ะค้าบบบ

           ตอนแรกเรากะว่าจะนอนพักที่ Thame ซักคืน แต่บิมบอกว่าเดินรวดเดียวถึง Namche ได้เลยสบายมาก จะได้เผื่อไฟลท์ดีเลย์ตอนขากลับไว้ด้วย เพราะ 2-3 วันที่มาได้ข่าวว่างดบินไปหลายเที่ยว

           เราบอกลาเพื่อนๆ ขอตัวเดินนำไปก่อนเพราะพวกเราเดินช้า ไม่ช้าเราก้ออกเดินทาง เช้านี้อากาศแจ่มใส ฟ้าสีฟ้าหมดจด ไม่มีเมฆซักก้อน แต่เรียกว่ายังไม่มีเมฆจะดีกว่า เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา อะไรก้เกิดขึ้นได้บนภูเขาจริงๆ 

 

 

 

         เราเดินลัดเลาะไปตามสายน้ำ Bhote Kosi มองไปอีกฝั่งเห็นเส้นทางทอดยาวไป บิมบอกว่านั่นคือทางเดินสู่ ทิเบต ซึ่งข้ามาจาก Nangpa La Pass  ใช้เดินทางขนส่งสินค้ามาทางฝั่งเนปาล เคยอ่านจากหนังสือมาว่าชาวทิเบตที่อพยพมาอยู่ที่เนปาลแห่งนี้ก้ข้าม Nangpa La Pass มา ด้วยสมัยก่อนหนทางไม่ได้ถูกเตรียมไว้แบบสมัยนี้ ทำให้ผู้คนจำนวนมากผ่านการข้ามมาอย่างยากลำบาก มีอาการ frostbite กันถ้วนหน้า แต่ชาวต่างชาติอย่างเราก้ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเดินเตร็ดเตร่แถวนั้นเพราะมีทหารคุมอยู่

 

 

 

 

 

 

 

            ไม่ถึงชั่วโมงเราก้ถึง Marulung ซึ่งคงจะเป็นหมู่บ้านเดียวที่เปิดในฤดูหนาว ( มั้ง ) เราเดินเรื่อยมาผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่ แต่ทางฝั่งนี้จะดูเงียบสงบกว่าทางตะวันออกของ Khumbu มาก เพราะมีนักท่องเที่ยวไม่มากนักที่จะผ่านมาใช่เส้นทางนี้ยกเว้นแต่คนที่ต้องการข้าม Renjo La Pass เท่านั้น แต่นั่นก้ทำให้เราได้เห็นความเป็นธรรมชาติที่ไม่ถูกความทันสมัยเข้าครอบงำ ผู้คนต่างใช้ชีวิตตามแบบวิถีดั้งเดิม ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ไว้เลี้ยงทุกชีวิตในครอบครัว แต่ที่ขาดไม่ได้และยังเห็นอยู่ทุกหนแห่งคือ การอุทิศตนต่อศาสนา

 

 

 

         2-3 ชั่วโมงผ่านไป เรามาถึง Thame Ting บ้านเรือนเรียงรายอยู่ตามเนินเขา แต่แลดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม รั้วหินที่ล้อมรอบบ้านถูกจัดเรียงอย่างประณีตแทบจะเท่ากันทุกก้อนไม่มียื่นล้ำออกมา ชาวบ้านแลดูมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในเชิงของความสุข แบบในภูฏาน บ้านเรียบร้อย สะอาด สวยงาม โอบล้อมไปด้วยภูเขา และแม่น้ำ ที่ดูยังไงก้คงไม่แพ้ สวิตเซอร์แลนด์เลยทีเดียว

 

 

      พวก yaks นี่ก้แปลกนะ พอเราเดินหลบขวา เค้าก้อยากจะเดินขวา พอเราหลบซ้ายเค้าก้อยากจะเดินซ้าย ไอ้เราจะทำอะไรเค้าได้ นอกจากหลบให้พี่เค้าล่ะ ไม่อยากโดนเค้าถีบตกเขา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ถัดจาก Thame Ting เราเดินไต่เนินเขาหลังสถูปใหญ่ของหมู่บ้าน ข้ามเนินเข้าไปนั้น หมู่บ้าน Thame ที่สวยพอๆกับหมู่บ้านเมื่อกี้ ตั้งอยู่เบื้องล่างครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่มากเลยทีเดียว และยังมี monastery ของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขาที่เราเห็นอยู่ไกลๆ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         วันนี้เราโชคดีมากที่มีโอกาสได้ไปเยือนบ้านของ Apa Sherpa ชาวผู้ซึ่งพิชิตยอดเขา Everest มาแล้ว 21 ครั้ง !! ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดหรอก บ้านที่นี่เลยใช้ชื่อว่า Everest Summiteer Lodege ไอ้เราว่าคนที่ปีนขึ้นครั้งเดียวก้สุดยอดแล้วนะ แต่ก้เคยได้ยินมาว่าหลายต่อหลายคนก้พิชิตมากกว่า 1 ครั้ง นั่นก้สุดยอดยิ่งกว่า แต่บุคคลนี้ 21 ครั้ง ก็สุดยอดสุดๆเลยล่ะค่า น่าเสียดายที่เจ้าของไม่อยู่ บิมว่าตอนนี้ได้โยกย้ายไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ อเมริกา ภายในบ้านเต็มไปด้วยรูปภาพ ใบประกาศเชิดชูเกียรติ เต็มไปหมด ทั้งจากในและต่างประเทศ เคยอ่านหนังสือที่เล่าเรื่องความสำเร็จของ Apa Sherpa อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของหลายสิบครั้งนั้น หรืออะไรที่ทำให้ Tenzing Norgay หรือชาวเชอร์ปาร์และคนอื่นๆ  พิชิตยอดได้สำเร็จ การให้ความเคารพต่อธรรมชาติ ” คือคำตอบ สั้นๆแต่ได้ใจความ

 

 

 

         นั่งพักทานน้ำกันซักครู่ ซักพักเราก้ออกเดินเท้าต่อ มุ่งหน้าสู่ Namche แต่ใครว่าเดินลงอย่างเดียว เราต้องเรียกว่าขึ้นสุดลงสุด อ้อมแม่น้ำไปมา จะดีกว่า

 

 

 

 

 

 

            เราผ่าน Thamo Phortse และอีกหลายหมู่บ้านเล็กๆ แถวๆนี้ดูทิ้งร้างยังไงไม่รู้ ผู้คนดูขัดสน เสื้อผ้าขาดๆ ทั้งๆที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางมากกว่า เหนื่อยเอาการอยู่  ไม่นานนักหนทางก้ดูคุ้นๆเหมือนเคยผ่านมา 

 

 

 

 

            เฮ้ยๆๆๆ จะถึง Namche แล้ว  ปีนป่ายขึ้นมา เหงื่อเริ่มจะออก และแล้ว วู้ฮู้ !! กลับมาแล้วค่า” เราสามคนตะโกนโหวกเหวกอยู่เหนือหมู่บ้าน ฮาๆในที่สุดเราก้ทำสำเร็จ ไม่รอช้าแทบจะพุ่งกลับ Shangri La Hotel

 

 

 

 

         จัดการเก็บข้าวของ อาบน้ำอาบท่า ( ที่ดีที่สุดในรอบ 3 อาทิตย์ ) ฟินๆ ไม่อยากจะเชื่อผมร่วงหลุดออกมาแทบจะครึ่งหัว ( สงสัยจะกินบะมี่สำเร็จรูปมากไปหน่อย ประกอบกับแทบไม่ได้จะถอดหมวกออกจากหัว) แล้วเราก้ไปเดินเล่น หาขนมกินกัน

          คุณแม่เจ้าของบ้านบอกเราว่า เพื่อนเสปนของเรา มาถึงและมาพักที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน หาอะไรนะ!! เดินวันเดียวรวดจาก Gokyo ถึง Namche ถ้ามาทางปกติก้ว่าบ้าแล้ว นี่ข้าม Renjo La มาอีก นี่มันบ้ารึป่าวหว่ะ??

         ฝากบอกบ้าย บาย เราไว้ ได้ติดต่อคุยกันภายหลังถามไปว่า บ้ารึป่าวเดินวันดียว“ Noo! Because of Dhal bhat power!!” Pablo ว่าอย่างนั้น Pablo ไม่มีตั๋วเครื่องบินเพราะเดินขึ้นมาจาก Shivalaya เลยต้องนำไปก่อนเพื่อซื้อตั๋ว สรุปเราเจอกันครั้งสุดท้ายก็ Gokyo นั่นแหละ

          ไปเดินเล่นหาขนมจุกจิกกิน อยากมาหลายวัน ในที่สุดก้ได้กิน Prinkles ( ที่ราคาพอรับได้ ) กับนู่นนี่นั่น เหมือนไปอดตายมา 555 แต่ขอบอก Namche Bakery ขนมเค้าอร่อยใช้ได้เลย

           กลับเข้าที่พักเจอรัสเซียกลุ่มใหญ่ ที่พวกเค้าไม่เชื่อว่าพวกเราข้าม 3 passes กันมาด้วยเหตุผลที่ว่าเราดูหน้าไม่ค่อยเยินเลยนะ ไปแค่ Tengboche มารึป่าว?? ตลกดีแท้ แต่จะว่าไปครั้งนี้ไม่ค่อยแย่เท่าไหร่ แค่จมูกไหม้กับหน้าไหม้เล็กน้อย     

           ติดต่อกลับหาที่บ้าน หลังจากหายไปนาน เจอข้อความประมาณว่า ยังอยู่ไหม? ตกเขาไปรึยัง? ฮาๆๆ ยังอยู่ดีไม่ต้องเป็นห่วงงง

            คืนนี้ก้ไม่ได้หนาว ( มาก ) อีกต่อไป แค่ถุงนอนก้อพอ ไม่ต้องการผ้าห่มเสริม สบายเราแล้ว :)

 

** จบการเดินทางวันที่ 16 Lungden 4350 เมตรสู่ Namche Bazar3420 เมตร ลงมา 900 เมตรกว่าๆ อย่างหนุกหนานๆ

 

-------------------------------------

 

DAY 17 NAMCHE BAZAR – PHAKDING

 

                หลับสบายที่สุดในรอบหลายต่อหลายวัน เพราะอากาศที่ไม่หนาวมากนักและความเหนื่อยล้าสะสม เสียงจากวัดดังขึ้นในยามเช้าเหมือนเช่นเคยปลุกเรา (  และน่าจะทุกคน ) ให้ตื่นขึ้น รอบบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นจากการจุดเหมือนใบอะไรซักอย่าง น่าจะเป็น juniper leave เพื่อเป็นการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์  อบอวลไปทั้งบ้าน

                จุดหมายปลายทางวันนี้แค่ Phakding เท่านั้น เพราะถ้าจะยิงยาวไป Lukla เลยดูจะเหนื่อยเกินไป เพราะทางขึ้นๆ ลงๆ เลยแบ่งเป็น 2 วัน เพราะเราพอมีวันเหลืออยู่ เราเลยไม่รีบร้อนมากนัก หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก้โบกมือลา Namche Bazar คุณแม่ลูกชายเดินออกมาส่ง บ้ายบายยิ้มหวานให้ “ เจอกันครั้งหน้าคงโตเป็นหนุ่มแล้วมั้ง ” 

 

 

 

 

 

         เดินย้อนกลับทางที่เดินขึ้นมา ต้นไม้ออกดอกสวยงามบานสะพรั่ง หยั่งกับซากุระแน่ะ ขาขึ้นยังไม่ออกขาลงออกดอกพอดีเลย ผู้คนเริ่มคึกคัก นักเดินทางมากมายเริ่มหนาตา 

 

 

 

         “ Heyyy!!” เสียงทักทายดังมาจากด้านหลัง เราเจอ Kelly and Deckor หน่วยเคลื่อนที่เร็วอีกครั้ง วันนี้ทุกคนดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่ Lukla กันหมด อาจใช้เวลา 6-7 ชั่วโมงได้ เราเลยต้องโบกมือบ้ายบายกันตรงนี้ 

 

 

 

 

 

 

 

 

         ใกล้จะถึงหมู่บ้าน บิมบอกว่าแวะกิน momo กันก่อนนะวันนี้น้องเลี้ยงเอง!! ร้านนี้เด็ด! ประมาณนั้น ส่วนตัวไม่ชอบกิน momo ซักเท่าไหร่ แต่บิมโหยหาพูดถึงมาหลายวันแล้ว ก็ไม่อยากขัดใจ

         มองภายนอกไม่มีใครรู้หรอกว่าร้านนี้คือร้านอาหาร ไม่มีป้ายใดๆข้างหน้า อาจเพราะเค้าตั้งใจไม่ได้ขายให้นักท่องเที่ยว แต่ขายให้คนท้องถิ่นแถวนี้ เข้าไปข้างในไม่ต้องพูดถึง Local สุดๆ มีแต่เด็กวัยรุ่นลุกเข้าลุกออกไม่หยุด

 

 

 

 

      ร้านนี้เป็นของญาติบิมนั่นเอง น้ำมะม่วงร้อนถูกนำมาเสิร์ฟ เห็นมาหลายวันแล้วน้ำมะม่วงร้อน เพิ่งจะได้ลองก้อวันนี้ อร่อยดีแฮะ บิมหายเข้าไปในครัวเดินออกมาพร้อม Nepali Pretzel ก้แปลกดีเหมือนปาท่องโก๋

      และแล้ว momo soup สองชามโตก้ถูกยกมาเสิร์ฟ จะกินได้มั้ยหนอ น่าตาแบบนี้ไม่เคยเห็ยแฮะ เคยแต่กินแบบนึ่งกับทอด เอ้าไงก้อลองดู แต่เฮ้ย อร่อยว่ะ! รสชาติเหมือนกินเกี๊ยวซ่าเนื้อควายที่อยู่ในน้ำข้าวซอย งงมั้ย 55 อร่อยดีแปลกดี ไม่ถึง 10 นาทีก้หายไปหมดชาม ไม่ค่อยหิวเลยนะ ใครผ่านมาทางนี้ขอบอกเลยว่านี่คือ momo ที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมาจริงๆจากใจค่ะ ( แต่ปัญหาคือ ไม่มีป้ายบอกนี่สิ เอาเป็นว่าอยู่ตรงข้ามบ้านสีฟ้าละกันนะคะ )

 

 

 

 

 

         อิ่มพุง เดินอีกไม่ถึง 5 นาทีก้ถึงที่พักแล้ว โยนกระเป๋าเข้าห้อง  ก็ลงไปหาอะไรกินต่อ ไม่ใช่ว่าไม่อิ่ม แต่มันไม่มีอะไรทำจริงๆ ก็ได้แต่กินๆๆๆๆ น้ำหนักที่หายไปตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาก้กลับคืนมาภายใน 2-3 วันสุดท้ายนี่แหละ นี่แหละผลของการเดินน้อย ( เดินน้อยต่อยมาก ฮาๆ )

         วันนี้เรากลับมาพักที่ EcoSherpaLodgeได้เจอกับพี่ไกด์ที่ขึ้นIslandPeak อีกครั้ง ที่แท้เป็นของครอบครัวพี่เค้านี่เอง เราถามว่าเป็นยังไงขึ้นPeak สำเร็จกันทุกคนมั้ย พี่เค้าก้ดีใจใหญ่ที่เราจำเค้าได้ รีบเอารูปมาอวดให้ดู ตัวพี่เค้าเองขึ้นPeak สำเร็จเป็นครั้งที่4 แล้ว ไปกับบิมบิมของเรา 2 ครั้ง แต่บิมเราเป็นกุ๊ก ครั้งนี้น้องศรีลังกา 3 คน เหนื่อยไม่ไหวขอถอนตัว มีเพียงหญิงสาวเยอรมัน 1 เดียวที่ทำสำเร็จในกลุ่มนั้น แต่น้องๆยังดูเด็กๆกันอยู่เลย เอาไว้ครั้งหน้าโตกว่านี้ คงปีนสำเร็จละนะ

           “ I think you can do it. You’ve been to 5500  something before” พี่ไกด์ว่า

            อย่ามาบิ้วๆสิคุณพี่ ชักอยากจะลองมั่งนะ แต่ไม่มีตังค์ 555 “ may be next time”

         ตกบ่าย บิมและผองเพื่อนหายตัวไปทาน momo ท้ายหมู่บ้าน( อีกแล้ว ) ท่าทางจะอยากมาหลายอาทิตย์ สรุปบิมของเราซัดไป 3 ชาม ฮาๆๆๆ แต่มื้อเย็นของเรานี่เด็ดกว่า Chilli Chicken ฟังดูดีนะ ลองสั่งมาทาน ตักอาหารเข้าไปน้ำตาจะไหล อร่อยมากจริงๆ เหมือนไก่ผัดเปรี้ยวหวานแต่เผ็ดหน่อย นี่แหละอาหารที่รอคอยมานานตลอดสามอาทิตย์นี้

                ถึงเวลาหัวค่ำ นั่งผิงไฟ ดู Karate Kid ไป สบายๆเป็นส่วนตัวดี พรุ่งนี้ก้วันสุดท้ายแล้วสินะ การเดินทางของสองพี่น้องในทริปนี้ใกล้จะสิ้นสุดลง

 

** จบวันที่ 17 Namche Bazaar 3420 m สู่ Phakding ที่ 2610 เมตร ทางขึ้นๆลงๆ แต่ก้ลงมาได้ 800 เมตร

 

--------------------------------

DAY 18 PHAKDING – LUKLA

               

            เข้าสู่วันสุดท้ายของทริปการเดินทาง Solu Khumbu – Everest 3 Passes ตื่นเช้ามานั่งคุยกันสองพี่น้องถึงเรื่องราวตลอด 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ลืมไม่ลงจริงๆ กับทุกๆอย่างที่ได้พบเห็น และทุกๆสิ่งที่มีโอกาสพบเจอ

            “ บ้ายบายค่ะ แล้วเจอกันใหม่นะคุณพี่ ” เราบอกลาเจ้าของบ้านและ Phakding มุ่งหน้ากลับสู่ Lukla 

 

 

 

 

            อากาศในยามเช้าจะดูสดใสเสมอ ท้องฟ้าสีฟ้าตัดกับทุ่งนาสีเขียว พร้อมดอกไม่บานสะพรั่งสีชมพูยังกับรูปวาดแน่ะ 

 

 

 

 

         นักเดินทางทยอยเดินขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มาวันนี้นี่เองที่เราได้มีโอกาสพบปะกับคนไทยอีกครั้ง แต่แปลกแฮะส่วนใหญ่ที่เจอสาวๆทั้งนั้นเลย ยกเว้นพี่ๆกลุ่มแรกทีเจออาทิตย์แรกที่มาถึงที่มี ผู้ ญ คนเดียว เราหยุดคุยทักทายกันตามประสาคนไทยพลัดถิ่น ฮาๆๆ "ขอให้สนุกกับการเดินทางข้างหน้านะคะ"

 

 

         เรากลับมาถึงด่าน Check post อีกครั้ง แต่เอ๊ะ! ทหารไม่อยู่ในป้อม ที่ไหนได้นู่นยกโต๊ะออกไปนั่งตากแดดข้างหลังนู่นนน ( ก้อเช้าๆอากาศมันเย็นนี่เนอะ) ทหารหน้าเข้มเงยหน้าขึ้นมอง  “ You’ve been to Kongma La, blah blah…oh you’ve been to many places. Congratulations” พร้อมส่งยิ้มหวานให้ ขอบคุณนะคะเราสองคนรู้สึกภูมิใจมากเลย แต่ไม่เอาประกาศนียบัตรหรอกนะคะ 555 ที่จริงก้อขาดอีกหลายที่อยู่นะนั่น

         อากาศเย็นกำลังสบาย ไม่ถึงกับหนาว ฤดูกาลเทรคมาถึงอย่างเต็มตัว ทั้งคนทั้งบรรดาเหล่าม้า Yaks เดินหลบกันไปมา ต้องหลบขี้ม้าขี้วัวด้วยนี่สิ เป๋กันเลยทีเดียว

         มองหันกลับไป จากจุดพักตรงที่มีคนชอบมาขายส้ม นี่คงเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะได้เห็น Everest แล้วสินะ เราหยุดยืนมอง บอกลา Chomolungma "แล้วเราคงได้พบกันอีกนะคะ" และฉากสุดท้ายของ Everest ก้อปิดตัวลงเมื่อเราเดินลงจากจุดนั้นมา 

 

 

 

 

         สูดหายใจรับออกซิเจนเก็บกักไว้เต็มปอด เตรียมกลับสู่ชีวิตเมืองกรุง เราเจอกับสุนัขตัวนึงที่หมู่บ้านที่ถัดจาก Phakding เจ้า 4 เท้าเดินตามเราเรื่อยมา ไม่รู้ว่าอาจจะเป็นชีวิตประจำวันของเค้ารึป่าว แต่เค้าเดินตามเราจนมาถึง Lukla เลยนี่สิ   ถึง Lukla แล้วก้กลับเองละกันนะ เค้าไม่ไปส่งหรอก คงกลับถูกนะ ตามคนอื่นกลับไปละกัน...บ้าย บาย น้องหมา”

         กลับถึง Lukla ภายในเวลา 3 ชั่วโมง วันนี้เรากลับมาพักที่โรงแรมของพี่สาวบิม โรงแรมนี้เพิ่งเปิดใหม่ อาจจะยังไม่พร้อมและขาดอะไรหลายๆอย่างอยู่ แต่เชื่อว่าไม่นานเมื่อเข้าที่เข้าทางที่ที่นี้คงเป็นอีกที่นึงที่น่าเข้าพักมากทีเดียว  บิมเลือกห้องนอนที่สามรถมองออกไปเห็นสนามบินได้อย่างชัดเจน 

 

 

         เรานอนพักเท้า ดูเฮลิคอปเตอร์ขึ้นลง ตลอดบ่าย พอบ่ายแก่ๆก้ออกไปเดินเล่นหาอะไรใส่ท้องในหมู่บ้านซักหน่อย

Lukla นี่ก้เหมือน Thamel ดีๆนี่เอง อยากได้อะไรก้มีทุกอย่าง อยากทานอะไรก้มีเกือบครบ 

 

 

 

 

 

 

         หลังจากหาอะไรทานเสร็จบิมพาเราเดินอ้อมสนามบินไปอีกด้านเพื่อไปเยี่ยมเยียน โรงพยาบาล อยากรู้เหมือนกันโรงพยาบาลบนเขานี่เป็นอย่างไร

         โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับเงินสนับสนุนส่วนมากจากชาวต่างชาติ โรงพยาบาลดูสะอาดสะอ้าน เหมาะกับการเป็นสถานที่รักษา ฟิ้นฟู ผู้ป่วย มีการปลูกดอกไม้ตกแต่งสวยงาม และมีพยาบาลและคนดูแลเป็นอย่างดี เราสามารถเข้าไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยภายในได้ แต่ด้วยความที่เราสองคนดูไม่ค่อยอนามัยเท่าไหร่ รองเท้าสกปรกเลอะเทอะ เลยขอตัวชมข้างนอกอย่างเดียวดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 

         คืนสุดท้ายแล้วสินะ ตามสัญญาที่เคยบอกกันไว้ เรามาเรียนภาษาท้องถิ่นกันเถอะ เราใช้เวลาช่วงเย็นไปกับการเรียนภาษาเนปาลี ฝึกไว้ เอาไว้คราวหน้ามาจะได้พูดขอต่อราคาห้อง 555 บิมว่างั้น  ดีดี้...บอซิ บอโย...ฮาๆๆ” 

 

 

 

 

** การเดินทางวันที่ 18 จบลง Phakding  2610 สู่ Lukla ที่ 2810 เมตร รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ฟิ้ววววว....

 

---------------------------------------

 

         3 อาทิตย์เต็มๆ กับการเทรคกิ้ง ณ ดินแดนที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาหิมาลัย  ไม่เคยเทรคยาวนานขนาดนี้มาก่อน ครั้งแรก 1 อาทิตย์กว่าๆ ครั้งที่2 ก้อ 2 อาทิตย์ ครั้งนี้ก้เลย 3 อาทิตย์ เพิ่มขึ้นทั้งระยะเวลา การไต่ระดับความสูง และที่สำคัญ ประสบการณ์และความถึก!!!

           เช้าวันรุ่งขึ้น บิมบิมและพี่สาวพาเราไปส่งที่สนามบิน จัดการเลื่่อนตั๋วโหลดกระเป๋าให้เสร็จสรรพ ทีนี้ก้เหลือแค่ลุ้นว่าเครื่องจะออกมั้ย ได้เวลาบอกลาบิมบิม ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมาตลอด 3 อาทิตย์นี้ เราก้ไม่ได้พูดอะไรมาก เขียนเป็นจดหมายน้อยๆฝากไว้ให้เป็นที่ระลึกตั้งแต่เช้าแล้ว เด๋วพูดแล้วน้ำตาจะไหล กระซิกๆ

            “  bye bye bhai ”

            “  bye bye didi ”

           ที่ผ่านมาเราไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง55 แต่บิมก้รู้ใจเราหมดแล้วว่าพวกเราต้องการอะไร จัดแจงหามาให้หมดโดยที่เราไม่ต้องขอ นี่ก้เหมือนกันเราไม่ต้องพูดลากันมากมาย แต่ในใจเรารู้ดีว่าเราขอบคุณกันด้วยใจจริง

            ณ สนามบิน Tenzing Hillary เราได้มีโอกาสเจอกับกลุ่มคนไทยอีกครั้ง และที่สำคัญ มี พี่หนึ่ง ผู้พิชิต Everest เป็นหนึ่งในคณะซะด้วย ขอบคุณพี่หนึ่งสำหรับการให้เกียรติถ่ายรูปนะคะ เรียกว่าทริปนี้จบลงอย่างสมบูรณ์และสวยงามมากเลยทีเดียว

 

               

 

         สำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่รักการเทรคกิ้งและไม่เคยเดินเส้นนี้มาก่อน แล้วชอบความท้าทายจากมาตรฐานปกติขึ้นอีกนิด ขอแนะนำเส้นนี้เลยค่ะ ต้องลองซักครั้ง แล้วรับรองคุณจะลืมไม่ลง 

         แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเทรคมาก่อน แล้วยังลังเลยอยู่ อยากให้ไปลองซักครั้ง ไม่ชอบไม่ว่ากัน แต่พวกเราว่าจะติดใจกันซะมากกว่า อย่ารอช้าเริ่มตั้งเป้าหมาย วางแผน และลงมือทำ แล้วคุณจะพบเสน่ห์ของการเดินป่าเดินเขานะคะ “ LIFE IS A DARING ADVENTURE OR NOTHJING AT ALL” (  Helen Keller )

 

 

 

      ขอนุญาติสรุปค่าใช้จ่ายให้ฟังคร่าวๆนะคะ เผื่อเพื่อนๆที่ต้องการทราบข้อมูงว่าต้องใช้งบประมาณประมาณเท่าไหร่

  1. ค่าเครื่องบิน 14000 บาท jet airways ผ่านเดลี แต่บอกตรงๆ เข็ด!! กับการดีเลย์เป็นวันๆ  งกไปหน่อยยอมบินออ้อม แต่ไม่เอาแล้วค่า
  2. ค่าวีซ่า 1400 บาท
  3. ค่าประกันของเราจ่ายไป 400 เอง
  4. ค่า tims และ permits ประมาณ 1500 บาท
  5. ค่าห้องพัก แต่ละที่แพงสุดก้อไม่เกิน 300 รูปี บางที่ก้อไม่เสียลองต่อรองดูค่ะ บวกกับค่าที่พัก  และค่าชาร์จแบตเตอรี่ต่างๆ ตกคนละประมาณ 18000 บาท
  6. ค่าเครื่องบิน roundtrip Ktm - Lukla  ประมาณ 10600 บาท
  7. ค่าจ้างไกด์พร้อมทิป คนละ 8000 บาท

 

** สรุปทริปนี้หมดไปคนละ 55000 บาทค่า ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้รวมค่า shopping ของฝาก และค่าที่พักใน Kathmandu นะคะ  เอาเป็นว่าเราหมดกันไปไม่เกิน 60 000 บาททตลอด 25 วัน ละกันค่ะ

 

 

สุดท้ายนี้เราสองพี่น้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะคะ ผิดพลาดประการในขออภัยค่ะ

เมื่อใดมีทริปดีๆที่น่าสนใจ อยากจะแบกเป้ขึ้นหลัง แล้วก้าวเท้าเดินจนหมดแรงอีกเมื่อไหร่ แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สองท้าวก้าวไป วันที่ : 18/01/2015 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/everest3passes

ได้เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 สองท้าวก้าวไป ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ศุภฤกษ์ วันที่ : 13/01/2015 เวลา : 23.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suparurk

ผมกำลังสนใจอยู่เลย แต่คงไม่ใช่ 3 passes นี้หรอกนะครับ ขอแค่ beginner ก่อน

ขออนุญาตหลังไมค์ไปขอคำปรึกษาบ้างนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]