การส่งออก/การค้าระหว่างประเทศ/การตลาดระหว่างประเทศ
ให้ความรู้ แชร์ความเห็นในประเด็นที่หลากหลายเกี่ยวกับเรื่องการส่งออกของไทย...รายละเอียด เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ข้อมูลประมวลมาจากประสบการณ์ทำงานล้วนๆ ติดตามได้จากบล็อคนี้ จากผมเองครับ ประวิทย์ ไตรรัตน์วรกุล
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/exportmarketing
วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม 2562
Posted by ประวิทย์ไตรรัตน์วรกุล , ผู้อ่าน : 941 , 23:18:10 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

   ในช่วงที่ผ่าน เรามักจะได้ข่าวเกี่ยวกับข่าวเกี่ยวกับการร้องเรียนจากผู้ส่งออก เกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเที่ยบกับเงินสกุลอื่นๆ โดยเฉพาะการแข็งค่าที่เป็นไปในอัตราที่รวดเร็ว ทำให้ผู้ส่งออกสูญเสียรายได้ไปอย่างมาก และขอให้หนวยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบแก้ไขให้ด้วย

   เรามาลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของค่าเงินกับการส่งออกว่าเป็นอย่างไร และแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะยาวจะเป็นเช่นไร

   ในการทำธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกจะต้องเสนอราคาขายสินค้าไปยังลูกค้าต่างประเทศที่สนใจ เหมือนกับที่ผู้ขายทั่วไปที่ดำเนินการในประเทศ แต่เนื่องจากเงินบาทของเราไม่ใช่สกุลเงินสากล จำจำเป็นต้องแปลงเงินบาทให้เป็นสกุลเงินต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งก็คือเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา ในขณะที่เมื่อก่อนวิกฤติ 2540 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทยจะเป็นระบบ fixed rate ซึ่งจะมีสกุลเงิน US$ เป็นหลัก อัตราแลกเปลี่ยนกับ US$ จึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก ผู้ส่งออกไทยจึงใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นๆเป็นเกณฑ์ เพื่อแปลงให้เป็นสกุลสากล ตามที่ผู้ส่งออกและลูกค้าต่างประเทศยอมรับกันได้

   ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ส่งออกจะเสนอราคาขายสินค้าของตนเอง (ที่รวมกำไรแล้ว) หลังการคำนวนแล้วที่ 120 บาท (ราคาพร้อมส่งที่ท่าเรือ) โดยสมมติว่าอัตราแลกเปลี่ยนในขณะที่เรากำลังจะเสนอราคานั้นเป็น 30 บาท =1 US$ และผู้ส่งออกจะใช้อัตรานี้ในการคำนวนราคาขายที่ผู้ส่งออกจะเสนอไปยังลูกค้าจะเท่ากับ 120%30 = 4 US$ 

   แต่หลังวันที่ผู้ส่งออกเสนอราคา ยังมีขั้นตอนที่เกิดขึ้นอีกมากและเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลามากน้อยต่างกัน คือ การเจรจาต่อรองราคาและเงื่อนไขจนเป็นที่ยอมรับของผู้ทั้งผู้ขาย/ผู้ซื้อ การจัดส่งตัวอย่างเพื่อให้ลูกค้าพิจารณาและอนุมัติ

   การดำเนินการทางธนาคารเกี่ยวกับการชำระเงินตามเงื่อนไข และการใช้เวลาในการผลิตและเตรียมจัดส่ง ซึ่งทั้งหมดจะใช้เวลาที่ยาวหรือสั้นต่างกันเป็นกรณีๆไป โดดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน หรือมากกว่า (ถ้ากรณีต้องผลิตใหม่ ไม่มีสต็อคสินค้า) นับตั้งแต่วันที่เสนอราคา

   ดังนั้นถ้าในช่วง 4-5 เดือนนี้ที่ผลิตสินค้าเสร็จพร้อมส่งและได้รับการชำระเงินจากลูกค้าต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนที่ 30บาท=4 US$ คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ส่งออกก็จะได้รับการชำระเงินจากลูกค้าเป็น US$ ที่ 4US$ ที่ตกลงกันไว้ และเมื่อแปลงเป็นเงินบาทก็จะได้รับที่ 4x30=120 บาท ตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนเวลาที่คำนวนราคาขาย ทุกอย่างเรียบร้อยและเป็นที่พึงใจของผู้ส่งออกเรียกว่า happy 

   แต่ถ้าในช่วง 4-5 เดือนนี้หากเงินบาทอ่อนค่าลงจากวันที่คำนวนราคาขาย เมื่อเทียบกับ US$ คือจาก 30 บาท=1 US$ กลายเป็น 35 บาท = 1 US$ ในวันที่ได้รับการชำระเงิน ผู้ส่งออกก็จะได้รับเงินเป็นเงินบาทที่ 35x4=140 บาท มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ 140-120=20 บาท คือมีกำไรพิเศษอีก 20 บาทที่ได้มาจากอีตราแลกเปลี่ยน นอกเหนือจากกำไรมาตรฐานตามปรกติที่ได้รับอยู้แล้วในราคาขายที่ 120 บาท แบบนี้เรียกว่ายิ่งกว่า happy 

   กรณีการอ่อนค่าของเงินบาทที่เห็นได้ชัดคือกรณีวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี2540 ที่เงินบาทอ่อนค่าลงจากประมาณ 25 บาท=1 US$ เป็นประมาณ 50 บาท =1 US$ หมายความว่าผู้ส่งออกไทยในช่วงเวลานั้นจะมีกำไรพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 25 ล้านบาทต่อทุกๆมูลค่าการส่งออก 1 US$ เถ้าผู้ส่งออกมีการส่งออกเดือนละ 1 ล้านเหรียญ ก็จะมีกำไรพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 25 ล้านบาทดือน เรียกว่าอยู่เฉยๆก็มีเงินมาให้อีก 25 ล้านบาท ผู้ส่งออกไปยในช่วงเวลานั้นจึงต่างยิ้มหน้าบานไป บางรายถึงกับบ่นให้กับผู้มรส่วนได้เสีย เช่น พนักงาน ลูกค้า เป็นต้น และก็เก็บสำรองสำหรับอนาคตของบริษัทไว้บ้างด้วย

   ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ยิ้มไม่ออกและได้รับความเดือดร้อนและเสียผลประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาทก็คือผู้นำเข้าของไทย ที่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นทันทีอีกหนึ่งเท่าตัว จากที่เคยใช้เงินที่ 25 บาทเพื่อเปลี่ยนเป็นทุก 1 US$ เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่คู่ค้าในต่างประเทศ ต้องกลายเป็นทุก 50 บาทต่อทุก 1US$ ต้นทุนของผู้นำเข้าไทยจึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาฬาล จนทำให้หลายๆธุรกิจต้องล้มหายตายจากไปช่วงหลังวิกฤติเป็นจำนวนมาก เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง

   จะเห็นได้ว่า ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกอย่างเห็นได้ชัด แต่ผู้นำเข้าจะได้รับผลเสียหายมากกว่า ในขณะที่ถ้าค่าเงินแข็งค่าชึ้น ผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนสินค้านำเข้าจะต่ำลง แต่ผู้ส่งออกจะได้รายได้น้อยลง ซึ่งอาจจะเป็นการขากทุนกำไรหรือขาดทุนเข้าเนื้อตัวเอง (ขึ้นกับว่าแข็งค่ามากขึ้นเท่าไร)

   ในขณะเดียวกัน การแข็งค่าของเงินบาทย่อมจะทำให้ราคาขายส่งออกของผู้ส่งออกไทยสูงขึ้นด้วย ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมา คือราคาขายที่รวมกำไรแล้วเป็น 120 บาท ถ้าอัตราและเปลี่ยนเป็น30 บาทต่อ 1 US$ ราคาขายส่งออกจะเป็น 120%30=4US$ ต่อมาถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ US เป็น 28 บาทต่อ 1 US$ ราคาขายส่งออกจะเป็น 120%28=4.29 US$ (โดยที่ยังได้กำไรเท่าเดิมในรูปเงินบาท) ซึ่งเท่ากับว่าราคาขายส่งออกของสินค้าไทยก็จะสูงขึ้นจากเดิมตามอัตาการแข็งค่าของเงินบาท และถ้าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับ US$ ราคาส่งออกสินค้าไทยก็จะสูงขึ้น    ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปทีละน้อย จนไม่สามารถส่งออกได้ในที่สุด นี่ตือข้อกังวลของผู้ส่งออกไทย ในขณะนี้ที่เกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่าเงินบาทจะมีทิศทางอย่างไรในอนาคต?





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 05/11/2019 เวลา : 12.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ได้ความรู้ และประโยชน์มากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 15/10/2019 เวลา : 06.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

มีประโยชน์มากๆ ครับ...

ดอกเบี้ยในไทย
ที่สูงกว่า
ประเทศอื่นๆ มาก

เป็น
ความเสี่ยงสำคัญ
ที่
อาจ
ทำลาย
การส่งออก
การท่องเที่ยว
ของไทย ได้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน