• ทางแก้ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : anuchagrid@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-20
  • จำนวนเรื่อง : 440
  • จำนวนผู้ชม : 246803
  • จำนวนผู้โหวต : 800
  • ส่ง msg :
  • โหวต 800 คน

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม 2559
Posted by ทางแก้ว , ผู้อ่าน : 1418 , 11:00:19 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน เฟื่อง , chailasalle และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

 

 "พระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้น  ละอายพระทัยมีขัตติยราชมานะก็บ่ายพระคชาธารออกมารับ

เจ้าพระยาไชยานุภาพเห็นช้างข้าศึกก็ไปด้วยฝีลันน้ำมันมิทันยั้งเสียที    พลายพัทกอได้ล่างแบก
 
รุนมา  พระมหาอุปราชาจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว        สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเบี่ยงมาลารับ

พระแสงของ้าวมิได้ต้องพระองค์      เจ้าพระยาไชยานุภาพสบัดลงได้ล่างแบกถนัด   พลายพัทกอ

เพลียกเบนไป  สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า   ได้ทีจ้วงฟันด้วยพระแสงพลพ่าย   ต้องพระอังสา่เบื้อง

ขวาพระมหาอุปราชาตลอดลงมา      จนประฉิมมุราประเทศซบลงกับคอช้าง  และนายมหานุภาพ

ควาญพระคชาธารพระนเรศวรเป็นเจ้านั้นต้องปืนข้าศึกตาย



พงศาวดารฉบับพันจันทานุมาศ

 

 

 

 

 

 

   ๏ พระพี่พระผู้ผ่าน           ภพอุต- ดมเอย

ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด          ร่มไม้

เชิญราชร่วมคชยุทธิ์           เผยอเกียรติ ไว้แฮ

สืบกว่าสองเราไสร้            สุดสิ้นฤๅมี ฯ



 
๏ หัสดีรณเรศอ้าง             อวสาน นี้นา

นับอนาคตกาล                 ห่อนพ้อง

ขัตติยายุทธ์บรรหาร           คชคู่ กันแฮ

คงแต่เผือพี่น้อง                ตราบฟ้าดินกษัย ฯ

 

๏ ไว้เป็นมหรสพซ้อง          สุขศานติ์

สำหรับราชสำราญ              เริ่มรั้ง

บำเทิงหฤทัยบาน               ประดิยุทธ์ นั้นนา

เสนอเนตรมนุษย์ตั้ง           แต่หล้าเลอสรวง ฯ



 

รูปวาดเรื่องประวัติพระนเรศในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม อยุธยา

 



๏ ปวงไท้เทเวศทั้ง             พรหมมาน

เชิญประชุมในสถาน           ที่นี้

ชมชื่นคชบำราญ               ตูต่อ กันแฮ

ใครเชี่ยวใครชาญชี้            ชเยศอ้างอวยเฉลิม ฯ

 

๏ หวังเริ่มคุณเกียรติก้อง      กลางรงค์

ยืนพระยศอยู่คง                 คู่หล้า

สงครามกษัตริย์ทรง           ภพแผ่น สองฤๅ

สองราชรอนฤทธิ์ร้า            เรื่องรู้สรเสริญ ฯ

 

๏ ดำเนินพจน์พากย์พร้อง      พรรณนา

องค์อัครอุปราชา                ท่านแจ้ง

กอบเกิดขัตติยมา-              นะนึก หาญเฮย

ขับคชเข้ายุทธ์แย้ง             ด่วนด้วยโดยถวิล ฯ

 
๏ หัสดินปิ่นธเรศไท้            โททรง

คือสมิทธิมาตงค์                หนึ่งอ้าง

หนึ่งคือศิริเมขล์มง-            คลอาสน์ มารเอย

เศียรส่ายหงายงาคว้าง        ไขว่แคว้งแทงโถม ฯ

 

๏ สองโจมสองจู่จ้วง           บำรู

สองขัตติยสองขอชู             เชิดด้ำ

กระลึงกระลอกดู                 ไวว่อง นักนา

ควาญขับคชแข่งค้ำ             เข่นเขี้ยวในสนาม ฯ

 

๏ งามสองสุริยราชล้ำ          เลอพิศ นาพ่อ

พ่างพัชรินทรไพจิตร            ศึกสร้าง

ฤๅรามเริ่มรณฤทธิ์                รบราพณ์ แลฤๅ

ทุกเทศทุกทิศอ้าง                อื่นไท้ไป่เทียม ฯ

 

๏ ขุนเสียมสามรรถต้าน          ขุนตะเลง

ขุนต่อขุนไป่เยง                    หย่อนห้าว

ยอหัตถ์เทิดลบองเลบง           อังกุศ  ไกวแฮ

งามเร่งงามโทท้าว                ท่านสู้ศึกสาร ฯ

 

ตะเลงพ่าย

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

 

 

 

 

 


          เรื่องราวของพระนเรศ         ยังมีหลากหลายแง่มุมให้ขบคิดเมื่อเรากลับมามองการต่อสู้

อันยื่งใหญ่ของประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา      การทำศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาถือเป็นเรื่องราวที่โดด

เด่นที่สุดของพระนเรศ   สำหรับการสงครามตลอดสมัยของอยุธยา่      แต่เมื่อเรามามองช้าๆประวัติศาสตร์

ที่เรารับฟังมาล้วนเป็นเรื่องเล่า ผู้บันทึกละเอียดลออบันทึกราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริง มองสงครามยุทธหัตถี

ราวกับเห็นด้วยตาตนเอง   ทั้งพงศาวดารพันจันทานุมาศและเตลงพ่ายของกรมพระปรมานุชิต      และเป็น

คนยุคหลังที่บันทึกห่างจากเวลาที่เกิดขึ้นร่วมสองสามร้อยปีหรือกว่านั้น   การเขียนบันทึกและพงศาวดารใน

สมัยก่อนมีวิธีการการเขียนไม่เหมือนกัน   โดยรูปแบบเหมือนเป็นคนยุคหลังมาเขียนขึ้นมาใหม่   เหตุการณ์

ดังกล่าวเป็นอย่างไรกันแน่  นั่นเป็นเพียงความอยากรู้ของพวกเราหรือ

 

 

 

      ๑๏สืบสานสรีสวัสดิ์อ้าง        พงศาวดาร

 

   การยุทธพระเจ้าเจื่อง                   ก่อนโพ้น

   ลั่นฟ้าลั่นดินหาญ                        ต่อกล้า

   นเรศมังกะยอชวาโน้น                  เร้นความ๚ะ

 

 

      ๒๏เหตุณรงค์กลางสนามกล้า    จารสมุด

 

   ละเอียดลออบันทึกขาม                     สองไท้

   สองราชร่วมคชยุทธ                         เผยอเกียรติ

   สืบกว่าสองเราไซร้                           สิ้นสุดฤามี๚ะ

 

 

      ๓วันนั้นเรื่องสองแจ้ง               ปรากฏ

 

   เสียมังกะยอชวาในยุทธ                     หัตถีกล้า

   การณรงค์การศึกจด                          สองปูม

   จากนั้นผลพลิกฟ้า                            สองเมือง๚ะ

  

 

      ๔มาดูเจดีย์ใหญ่หั้น                  ปรากฏ

 

   สำแดงตนเดชเรือง                            ทางเค้น

   ฐานม่านยอดอยุธยาบด                      แบ่งข้าง

   หรือรวมร่วมรักเฟ้น                            อดีตความ๚ะ

 

 

       ๕กลางท่งฟากท่งกว้าง        สนามศึก

 

   หนึ่งเจดีย์โอ่อ่าขาม                           แปลกแท้

   ตรากษัตริย์บุเรงนองตรึก                     ตรองดู

   หรือตราพระนเรศแก้                           ครอบบน๚ะ           

 

 

       ๖๏จุ่งมองประวัติศาสตร์ด้วย         ความเสมอ

 

   เอาฐานอดีตคิดหน                             ทางค้น

   กรุงศรีใช่กรุงเทพเธอ                           ต่างกาล

   กดจิตว่ายเวียนล้น                               แลนาน๚ะ

 

 

       ๗เรื่องราววีรกษัตริย์แก้ว          ชวนมอง

 

   จะตีความก่อนการณ์                            เก่าเน้น

   เอาใจเพียงธรรมดาตรอง                       ความเห็น

   วิเคราะห์ความต่างปูมเค้น                      คลายเอย๚ะ

                      

       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    เจดีย์ใหญ่โตองค์นี้เป็นเจดีย์ที่แปลกในอยุธยา  เรื่องขนาดความใหญ่โตเป็นตัวอย่างของ

ความสำคัญของตัวองค์เจดีย์เอง ภาพรวมมีการปรับปรุงใหม่ในสมัยรัตนะ  คงจะไม่น่าเกิดความเสียหายใน

ช่วงกรุงแตกครั้งที่สอง     นอกจากทรุดโทรมเรื่องความเก่าหรือการขุดหาสมบัติ  แต่ลักษณะสถาปัตยกรรม

นั้นเป็นเรื่องที่น่าขบคิด    ฐานล่างเป็นลักษณะทรงเจดีย์มอญจริงเราจะเรียกว่าเจดีย์พม่าก็คงเป็นได้ ยุคก่อน

บุเรงนองสมัยหนึ่ง  คือรุ่นพ่อหรือตัวพระเจ้าตะเบงชะเวตี้จำไม่ได้ ได้ทำสงครามกับมอญและยึดเอาหงสาวดี

จากมอญมาอยู่และก็ครอบประวัติศาสตร์ในหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมต่างๆ ในตัวอย่างเช่นพ่อค้า

ชาวมอญสองพี่น้องที่ไปรับเส้นผมมาจากพระพุทธเจ้าและกลับมาสร้างเจดีย์อันยิ่งใหญ่นั้นก็กลายเป็นพ่อค้า

ชาวพม่า     พระนเรศท่านไปอยู่เมืองพม่าในยุคบุเรงนอง   เจดีย์ที่ช่วงล่างเป็นพม่าตอนบนเป็นไทยผู้สร้าง

ต้องการสื่อสารอะไรหรือสร้างซ้อนกันสองครั้งองค์เจดีย์ในยุคแรกเป็นบุเรงนองมาสร้าง  หรือเป็นพระนเรศ

ที่โปรดให้สร้างและอาจยาวไปถึงประเด็นว่า   เจดีย์ยุทธหัตถีที่เรามีที่แย้งกันสองตำแหน่งในประวัติศาสตร์

คือที่สุพรรณกับเมืองกาญจนบุรีนั้น   ที่นี่อาจเป็นความน่าจะเป็นในแห่งที่สามเพราะในพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นป่า

นอกเมืองและเป็นสนามรบกับพม่า   หรือคนในยุคหลังสร้างเหล่านี้คือเรื่องน่าสนใจของยุคสมัย   เราอาจจะ

ไม่ต้องการคำตอบอย่างแน่ชัดว่าเป็นอย่างไร(เพราะหาไม่ได้อยู่แล้วมีแต่ความน่าจะเป็นมากที่สุด)    แต่การ

ค้นหาคำถามดังกล่าวเป็นการขยายวงการอยุธยาศึกษาให้กว้างขวางโดยอัตโนมัติ

 

 

 

 

 

 

                   เมื่อกลับไปอ่านประวัติตามเส้นกรอบของประวัติศาสตร์มาตราฐาน มีการอ้างอิงยาวไปถึง

รุ่นต้นอยุธยาว่าพระราเมศวรสร้างวัดโบราณที่อยู่ด้านหลังองค์เจดีย์ไว้แต่ก็ดูภาพรวมไม่เด่นชัดนัก   นอก

จากภาพของเจดีย์รายรอบพระอุโบสถ์ที่น่าสนใจแต่ก็ดูเป็นรุ่นหลังมามาก         อีกเกือบร้อยปีถัดมาเจดีย์

องค์ใหญ่นี้ว่าบุเรงนองมาสร้างครอบ    เป็นเจดีย์พม่า(มอญ)ในฐานที่ชนะศึกจะสร้างเสร็จทัั้งองค์หรือเสร็จ

เฉพาะฐานก็ยังไม่เห็นความชัดเจน    และข้ามมายุคพระนเรศจะมาบูรณะช่วงบนเป็นแบบไทยเลยไหมก็ไม่

ทราบแน่ชัดอีก   และยาวมาถึงรุ่นพระเจ้าบรมโกศเกือบสองร้อยปีก็มีการบูรณะใหญ่มีบันทึกไว้    ถ้าจำไม่

ผิดผมจะเคยเห็นรูปเสก็ตช์ของฝรั่งเขียนรูปร่างเจดีย์องค์นี้ไว้ในห้องประวัติศาสตร์เดี๋ยวขอไปค้นดูก่อนครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

            ENGELBERT KAEMPFER  เป็นหมอชาวอังกฤษแต่มาสายฮอลันดาได้เสก็ตช์รูปเจดียองค์นี้

ไว้ในสมัยพระเพทราชา    บันทึกของหมอคนนี้ใช้อ้างอิงกับนักประวัติศาสตร์เยอะโดยเฉพาะพวกที่หาข้อ

มูลเพื่อตีความในประเด็นเรื่องพระนารายณ์กับพระเพทรราชา   การวาดรูปของแกก็ทำให้เห็นว่ารูปทรงของ

เจดีย์องค์นี้เป็นเช่นนี้มาแต่ยุคพระเพทราชาแล้ว        แม้รูปที่1กับรูปที่สองของแกยังดูขัดๆกันเองอยู่อย่าง

ชอบกล           เป็นหมอแล้วยังมาวาดรูปได้อีกน่ะสงสัยจะต้องถูกฝึกมาให้เป็นสายสืบบันทึกเรื่องราวกลับ

เมืองแม่

 

 

 

 

 

 

 

          ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการปรับแต่งภูมิทัศน์ของสถานที่นี้เพราะอยู่ในส่วนบริเวณแก้มลิงของอยุธยานี้มีการ

นำรูปพระนเรศทรงม้ามาที่ด้านทางเข้าของพื้นที่โดยกรมศิลปากร  เรื่องราวของพระนเรศก็ถูกนำเป็นเรื่องที่สอด

คล้องเกี่ยวพันกับเจดีย์องค์นี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น     การตีความใดๆต้องเอาใจของผู้ตีความเป็นคนในยุคนั้นด้วย

ยุคนั้นเราเกลียดพม่าจริงหรือ         อาจจะไม่มากเท่ายุคหลังกรุงแตกครั้งที่2  การสู้รบของแว่นแคว้นต่างๆมีกัน

ตลอดยุคสมัยนักประวัติบางท่านอาจตีความในมุมมองว่าเราไม่ได้เสียกรุงในครั้งที่1   ด้วยเหตุผลหลากหลาย

ประเด็นและประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือสมัยก่อนนั้น   เราไม่ได้ยึดแผ่นดินหรือพื้นที่ทางแผนที่กันอย่างเอาเป็น

เอาตายเหมือนสมัยนี้   แต่การสู้รบสมัยก่อนเป็นการยึดครองผู้คน  มาทำให้บ้านเมืองตนยิ่งใหญ่ขึ้นทั้งความรู้

วิชาการและแรงงานมุมมองเช่นนี้  อาจทำให้เราย้อนกลับไปดูภาพของการสงครามสมัยก่อนชัดเจนดีขึ้น และ

ถ้าเราไปอ่านรายละเอียดในการเสียกรุงครั้งที่1นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยแปลกๆเยอะ      เช่นมีการเปิดประตู

เมืองให้บุเรงนองเข้าเมืองได้โดยง่าย   การขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อมาคือพระมหาธรรมราชาอ่านทีไรก็มีที่

สะดุด      นี่ยังมิต้องพูดถึงประวัติเปรียบเทียบโดยนำพงศาวดารพม่าและบันทึกของชาวต่างชาติในช่วงเวลา

นั้น  มาเปรียบเทียบดูจะเป็นที่ขัดแย้งแตกลูกแตกดอกออกไปในความเห็นหลายนัย   ยิ่งการตีความในรุ่นหลัง

ที่พระนเรศกลายเป็นวีรบุรุษของประเทศไทยไปแล้วยังมีที่เกิดมุมมองแบบเข้าข้างหรืออวยข้างกัน   หรือเป็น

มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบมากเกินไป   จนการตีความในประวัติศาสตร์แง่มุมวิชาการอาจจะผิดเพี้ยน       เรื่องราว

เหล่าก็จะกลายเป็นข้อสรุปของคนรุ่นนี้ที่ส่งผ่านต่อไปให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาเรื่องราวของอยุธยาศึกษาไป

เรื่อยๆ

 

 

 

 

 

 

 

รูปวาดเรื่องประวัติพระนเรศในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม อยุธยา

 

 

            เวลามาในสถานที่ที่เกี่ยวพันกับพระนเรศ(หรือวีรบุรุษท่านอื่น)ครั้งใด    โดยเฉพาะในสมัยก่อน

ที่ความคิดเป็นปฏิปักษ์กับการบรวงสรวงบูชา     เห็นไก่ทุกขนาดตั้งแต่เล็กๆจนสูงท่วมหัว       เห็นเครื่องบูชา

อื่นๆเช่นบายศรี รูปทหาร มีด ดาบเป็นต้น    เห็นแล้วเกิดอาการสงสารการนับถือพุทธศาสนาของผู้คนทั่วไป

โดยเฉพาะหนทางทางจิตวิญญาณของประเทศนี้    แต่พออายุมากขึ้นก็เกิดอาการปลงเห็นภาพเหมือนแหนม

หรือหมูยอที่ถูกพันถูกห่อด้วยใบไม้ใบตอง  ดูว่าเวลาที่ผ่านมาหลายพันปีพุทธศาสนาอาจดำรงผ่านวัฒนธรรม

ประเพณีที่แตกต่างกันในหลายแห่งหลายที่หลายประเทศ  ย่อมเป็นเช่นใบไม้ที่ห่อหุ้มแก่นแกนไว้    ใบไม้นั้น

อาจส่งผ่านแก่นสารผ่านช่วงเวลาแต่ละช่วงไปได้   สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหน้าบันทึกว่าพุทธศาสนานั้น   ผ่านการ

เสียดทานจากวัฒนธรรมประเพณีตลอดจนความคิดผู้คนที่อาจจะแตกต่างกันกับตัวปรัชญาในพุทธศาสนาเอง

มาได้อย่างไร       เราไม่จำเป็นต้องไปต่อต้านหรือเป็นปฎิปักษ์กับความคิดดังกล่าว  เพราะความคิดดังกล่าว

นั้นอาจจะเป็นตัวที่รักษาความยืนยาวของแก่นสารภายในนั้นเอง   ประเพณีจารีตดั้งเดิมเช่นประเพณีถือผีถือ

เจ้าก็ยังดำเนินขนานกับพุทธศาสนาได้อยู่    เรื่องนี้คงมีคนคิดแย้งแน่ด้วยฐานวิธีคิดของการมองแบบสองขั้ว 

รู้สึกว่าผมจะไปไกลเกินเรื่องพระนเรศและองค์เจดีย์มามากแล้ว    เหมือนกับการเขียนเรื่องนี้พอเขียนเสร็จแล้ว

ก็เห็นว่าไม่มีข้อสรุปใดใดเลย      ถ้าเป็นสมัยก่อนที่เรียนหนังสือแล้วไม่สรุปประเด็น      ต้องถูกไม่เรียวหรือ

ถูกครูบาอาจารย์บ่นว่าแน่      หวังแต่เพียงว่ามันอาจเป็นใบไม้ไร้ค่าที่ห่อแก่นแกนอยู่เท่านั้ันเอง

 

 

 

 

 

 

ทางแก้ว

สิงหาคม ๒๕๕๙.


เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 21/08/2016 เวลา : 18.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

เมื่อคืนดูข่าวในราชสำนักที่อัดไว้จาก TGN
พระองค์เจ้าอาทิตยาทรกิติคุณเสด็จมาดูการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ ได้เห็นภาพข่าว ให้นึกถึงเอ็นทรี่นี้

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 13/08/2016 เวลา : 08.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

แม่หมี
หนังนี่ก็อาจครอบความคิดได้
และฝังจำเข้าไในเวลาอันรวดเร็ว
เช่นเดียวกับภูเขาอัลไต
ของหลวงวิจิตรเหมือนกันน่ะครับ


ความคิดเห็นที่ 18 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
chailasalle วันที่ : 13/08/2016 เวลา : 04.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

แอบอมยิ้มเลย การเทียบเคียงเปลือกและกระพี้ ของปัญญากับใบตองห่อหมูยอ ที่แกะออกมามีนิดเดียว..อิอิ

ความคิดเห็นที่ 17 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
chailasalle วันที่ : 13/08/2016 เวลา : 04.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

แอบอมยิ้มเลย การเทียบเคียงเปลือกและกระพี้ ของปัญญากับใบตองห่อหมูยอ ที่แกะออกมามีนิดเดียว..อิอิ

ความคิดเห็นที่ 16 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 10/08/2016 เวลา : 15.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ประวิติศาสตร์ชนชาติมอญมิใคร่มีใครได้รับรู้ เพราะชนชาติพม่านำไปเป็นเจ้าของซะหมด แม้แต่กรุงหงสาวดีก็คิดว่าเป็นของพม่า

ความคิดเห็นที่ 15 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 09/08/2016 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

คห.๖ - มาเซ่นไหว้ มาขอ ขอได้แล้วก็มา แก้บน ไก่เลยเยอะมากกกก

ความคิดเห็นที่ 14 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 09/08/2016 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านเพลินค่ะ

อ่านเพื่อรื้อฟื้น อ่านไปก็นึกถึงหนังไปด้วย


ความคิดเห็นที่ 13 กระเจี๊ยบ , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 09/08/2016 เวลา : 07.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

คุณนิกุล
เรื่องอัลไตนี่น่าจะเป็นบทเรียน
ของการศึกษาบ้านเราในรูปแบบ
เดียวกันในหลายเรื่อง

ยุคทั่นผู้นำนั้นเลียนแนวคิดของ
อาณาจักรไรซที่สามThird Reich
และพยายามทำให้เชื้อชาติเราเป็นเชื้อชาติ
ที่บริสุทธิ์สืบต่อเนื่องมายาวนาน
อัลไตเป็นเรื่องหนึ่งที่นักการ(ศึกษา)
รับข้อมูลมาจากเอกสาร(ฝรั่ง)
ที่จริงเป็นอย่างไรก็ไม่เคยไปดูและศึกษา
(จำไม่ได้น่าจะเป็นเรื่องภาษาตระกูลไทย-ลาว-ทิเบต)
ข้อมูลสนับสนุนก็ไม่มีชัดเจน
แล้วก็อนุมาน(แปลว่าคิดเอง)
เอาว่าตรงนี้แหละ แล้วข้อมูลที่้อนุมานไม่ได้หยุด
อยู่ในช่วงเวลานั้นเท่านั้น
แต่มันฝังกลายเป็นแบบเรียนที่สอนสั่งกันมา
หกเจ็ดสิบปีกระมัง ฝังหัวฝังความคิด
ในตัวพวกเราๆทุกคน
ว่าถูกหรือไม่ถูกไม่รู้แต่ฉั่นจำไว้ก่อน
(เดี๋ยวข้อสอบออก)



ความคิดเห็นที่ 12 กระเจี๊ยบ , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ทางแก้ว วันที่ : 09/08/2016 เวลา : 06.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

อย่าคิดเยอะเลยครับเหล่าซืออ่านสบายๆ
เราไม่ใช่นักประวัติศาสตร์
เอาเพียงนำประเด็นที่พวกเขา
โต้เถียงและสรุปกันมาใช้
รู้ภาพรวมพอที่จะไม่ให้
บางคนมาลักไก่เราได้


ความคิดเห็นที่ 11 กระเจี๊ยบ , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 09/08/2016 เวลา : 06.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

เห็นเยอะๆอย่างนี้ยังมีอีก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)(ที่ยกมาเป็นต้นเรื่อง) , พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับตุรแปง, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปิ่นโตโปรตุเกส, ฯลฯ

หลายอันเป็นบันทึกชาวต่างชาติที่เข้ามาในแต่ละช่้วงเวลา

ความคิดเห็นที่ 10 กระเจี๊ยบ , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 09/08/2016 เวลา : 06.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ
พงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับ วันวลิต
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับบริติชมิวเซียม
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับคำให้การชาวกรุงเก่า
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับคำให้การขุนหลวงหาวัด
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระพนรัตน์
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิ์พงศ์
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับกรมพระปรมานุชิตชิโนรส

๑. พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายที่มาของพงศาวดารฉบับนี้ไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ "สาส์นสมเด็จ" ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์สนทนาโต้ตอบกันระหว่างพระองค์กับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ความว่า
"พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาลลักษณ์) เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติช่วยเที่ยวหาหนังสือไทยฉบับเขียนของเก่าอันกระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมือง ให้หอพระสมุดสำหรับพระนคร วันหนึ่งไปเห็นยายแก่ที่บ้านแห่งหนึ่งกำลังรวบรวมเอาสมุดไทยลงใส่กระชุ ถามว่าจะเอาไปไหน แกบอกว่าจะเอาไปเผาไฟทำสมุดบันทึกสำหรับลงรัก พระยาปริยัติธรรมธาดาขออ่านดูหนังสือสมุดเหล่านั้น เห็นเป็นหนังสือพงศาวดารอยู่เล่มหนึ่ง จึงขอยายแก่และส่งให้หม่อมฉันที่หอพระสมุดฯ หม่อมฉันจึงให้เรียกว่า "พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ" เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ได้มา
นอกจากนี้ คำอธิบายประวัติความเป็นมาของพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐ ซึ่งตึพิมพ์ในหนังสือ "คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัดและพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐ" โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังมีข้อความน่าสนใจ ยกมาให้อ่านได้พิจารณาดังนี้
"พระยาปริยัติธรรมธาดาไปได้มาจากบ้านราษฎรแห่งหนึ่ง เอามาให้แก่หอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อ ณ วันที่ ๑๙ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) จึงได้ชื่อว่า "พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ" ...หนังสือพงศาวดารฉบับนี้เป็นสมุดไทยเขียนตัวรงลายมือเขียนหนังสือดูเหมือนจะฝีมือครั้งกรุงเก่าตอนปลาย หรือครั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ของเดิมเห็นจะเป็น ๒ เล่มจบ แต่ได้มาแต่เล่มเดียว กรรมการหอสมุดวชิรญาณเห็นว่า หนังสือพงศาวดารฉบับนี้เมื่อได้ตรวจพิจารณาดูแล้ว ทั้งลายมือที่เขียนและโวหารที่แต่ง เห็นว่าเป็นหนังสือเก่า ไม่มีเหตุอย่างใดจะควรสงสัยว่าได้มีผู้แก้ไขแทรกแซงวิปลาศในชั้นหลังนี้ จึงได้สั่งให้ลงพิมพ์ไว้ให้ปรากฏป้องกันมิให้หนังสือเรื่องี้ต้องสาปสูญไปเสีย"
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่าหนังสือพงศาวดารฉบับนี้เป็นฝืมือของคนสมัยอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น
พงศาวดารฉบับนี้เป็นพงศาวดารที่นักประวัติศาสตร์ผู้สนใจค้นคว้าประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาต่างให้การยอมรับ เพราะเห็นว่าศักราชที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารนี้มีความแม่นยำ อีกทั้งเนื้อหาที่ปรากฏในพงศาวดารก็ตรงกันกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกหลายชิ้น (แม้ว่าจะไม่มีนักประวัติศาสตร์ผู้ใดได้เคยพบเห็นพงศาวดารฉบับที่หลวงประเสริฐเอามาจากยายแก่เลยก็ตาม)

๒. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา
ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) มีรับสั่งให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงชำระพงศาวดารใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมของเก่าหลายแห่ง เมื่อกรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงชำระแล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรวจแก้ไข จึงปรากฏ "พระราชหัตถเลขา" อยู่ในต้นฉบับหลวง
อย่างไรก็ดี ในพระราชหัตถเลขาฉบับภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานไปยัง เซอร์จอห์น เบาวริง ราชทูตอังกฤษ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๕๕ (พ.ศ. ๒๓๙๘) ทำให้ทราบว่าพระองค์ได้มีรับสั่งให้มีการ "ชำระพงศาวดารสยามใหม่" ความว่า
"....เพื่ออนุโลมตามคำขอของ ฯพณฯ ท่าน ข้าพเจ้ากับน้องชายของข้าพเจ้าคือกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ผู้มีอำนาจเต็มฝ่ายเราคนหนึ่ง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปรึกษากับ ฯพณฯ ท่านในพระนครนี้เมื่อเดือนเมษายนนั้น กำลังจะพยายามเตรียมแต่งพงศาวดารสยามอันถูกต้อง จำเดิมแต่ตั้งกรุงศรีอยุธยาโบราณราชธานีเมื่อปี ค.ศ. ๑๓๕๐ นั้น กับทั้งในเรื่องพระราชวงศ์ของเรานี้ ก็จะได้กล่าวโดยพิสดาร ยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงมาให้ ฯพณฯ ท่านทราบในคราวนี้ด้วย เราได้ลงมือแต่งแล้วเป็นภาษาไทยในชั้นต้น เราเลือกสรรเอาเหตุการณ์บางอย่างอันเป็นที่เชื่อถือได้มาจากหนังสือโบราณว่าด้วยกฎหมายไทยและพงศาวดารเขมรหลายฉบับกับทั้งคำบอกเล่าของบุคคลผู้เฒ่า อันเป็นที่นับถือและเชื่อถือได้ ซึ่งได้เคยบอกเล่าให้เราฟังนั้น ด้วยหนังสือซึ่งเราได้ลงมือเตรียมแต่งและแก้ไขอยู่ในบัดนี้ ยังไม่มีข้อความเต็มบริบูรณ์เท่าที่เราจะพึงพอใจ เมื่อแต่งสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วเราจะได้ขอล่ามภาษาอังกฤษคนหนึ่ง มาจากมิชชันนารีอเมริกันเพื่อให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ และให้แก้ไขบรรดาชื่อสันสกฤตและชื่อไทยให้ถูกต้องตามแบบไวยากรณ์อังกฤษ ซึ่งได้ตีพิมพ์จำหน่าย ณ เบงกอล และลังกาเมื่อเร็ว ๆ นี้ และจะได้ส่งมาให้ ฯพณฯ ท่านเพื่อเป็นไปตามความประสงค์ของ ฯพณฯ ท่าน...."
พงศาวดารข้างต้นคือ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงทำคำอธิบายไว้อย่างละเอียดในพระราชพงศาวดารฉบับนี้ ว่า
"ข้าพเจ้าจึงได้ลองทำตามความที่คิดเห็นไว้ คือได้แก้ไขตำนานหนังสือพระราชพงศาวดารให้บริบูรณ์ดีขึ้น พิมพ์ไว้ข้างต้นฉบับนี้ตอนหนึ่งได้ตรวจสอบหนังสือต่าง ๆ ทั้งในภาษาไทยและต่างประเทศ ที่เกี่ยวด้วยเรื่องพงศาวดารสยาม เลือกเก็บเนื้อความมาเรียบเรียงเป็นเรื่องพงศาวดารสยามประเทศตอนต้น ก่อนก่อสร้างกรุงศรีอยุธยาพิมพ์ไว้ข้างต้นอีกตอนหนึ่งและได้แต่งคำอธิบายเรื่องในรัชกาลต่าง ๆ ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามลำดับแผ่นดิน รวมพิมพ์ไว้ข้างท้ายอีกตอนหนึ่ง เอาเรื่องพระราชพงศาวดารของเดิมพิมพ์ไว้ระหว่างกลาง.... ขอให้บรรดาผู้อ่านหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้ จงเข้าใจความประสงค์ของข้าพเจ้าอย่างหนึ่ง ด้วยคำอธิบายที่ข้าพเจ้าเรียบเรียงในหนังสือเรื่องนี้กล่าวตามที่ได้ตรวจพบในหนังสืออื่นบ้าง กล่าวโดยความสันนิษฐานของข้าพเจ้าเองบ้าง ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้ศึกษาพงศาวดารคนหนึ่ง จะรู้เรื่องถ้วนถี่รอบคอบหรือรู้ถูกต้องไปหมดไม่ได้ ข้าพเจ้าได้ระวังที่จะบอกไว้ในคำอธิบายทุก ๆ แห่งว่า ความตรงไหนข้าพเจ้าได้พบจากหนังสือเรื่องไหน และตรงไหนเป็นความสันนิษฐานของข้าพเจ้าเอง แต่ไม่ได้อธิบายเหตุการณ์ทุก ๆ อย่าง หรือเรื่องทุก ๆ เรื่องบรรดาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับเดิม เพราะเห็นว่าเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายก็มีมาก ที่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรก็มี ข้อใดเรื่องใดที่ไม่มีคำอธิบาย ขอให้ผู้อ่านจงเข้าใจว่าเป็นด้วยเหตุดังว่ามานี้ อีกประการหนึ่ง ผู้ศึกษาพงศาวดารก็มีมากด้วยกัน แห่งใดใครจะเห็นชอบด้วยหรือแห่งใดใครจะคัดค้านด้วยมีหลักฐานซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ทราบก็ดี หรือมีความคิดเห็นซึ่งดีกว่าความคิดเห็นของข้าพเจ้าก็ดี ถ้าได้ความรู้ความเห็นของผู้ศึกษาพงศาวดารหลาย ๆ คนด้วยกันมาประกอบ คงจะได้เรื่องราวที่เป็นหลักฐานใกล้ต่อความจริงยิ่งขึ้น เมื่อสำเร็จประโยชน์อย่างนั้นแล้วก็จะสามารถที่จะแต่ง "พงศาวดารสยาม" ขึ้นใหม่ ให้มีหนังสือพงศาวดารไทยที่ดีเทียบเทียมกับพงศาวดารอย่างดีของประเทศอื่นได้..."
คำอธิบายที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ประทานเอาไว้ตอนต้นหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขานี้ สะท้อนให้เห็นวิธีการศึกษาพงศาวดารและการตรวจสอบหลักฐานที่ใช้แต่ง "พงศาวดารสยาม" ขึ้นใหม่ ที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรง "เปิดกว้าง" ในทัศนะของนักวิชาการที่มีความเห็นต่างจากพระองค์อย่างเห็นได้ชัด
หมายเหตุ แก้ไขปี พ.ศ. ใหม่เพราะมาอ่านย้อนหลังพบว่าคำนวณผิดเป็นร้อยปี

๓. พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต
เอกสารฮอลันดาที่ชื่อ The Short History of the Kings of Siam เขียนขึ้นโดย Jeremias Van Vliet นายเยเรเมียส ฟานฟลีท ผู้จัดการสถานีการค้า VOC ประจำกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๘๓) และได้อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลานานกว่า ๙ ปี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกนาย Jeremias Van Vliet ได้คุ้นปากคนไทยยิ่งนักว่า "วันวลิต" และเรียกเอกสารหรือจดหมายเหตุ หรือบันทึกที่นายวันวลิตจดตามคำบอกเล่าของชาวกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น (หลังจากเหตุการณ์สูญเสียพระสุริโยทัยประมาณ ๙๒ ปี และหลังจากเสียกรุงครั้งที่ ๑ ประมาณ ๗๐ ปี) ว่า "พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต"

๔. พระราชพงศาวดารกรุงสยามต้นฉบับของบริติช มิวเซียม
พระราชพงศาวดารฉบับนี้ ศาตราจารย์ ขจร สุขพานิช ได้ไปพบพระราชพงศาวดารฉบับนี้เข้าที่ "บริติช มิวเซียม" เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ และต่อมาได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งคำนำในการพิมพ์ครั้งแรกของพระราชพงศาวดารฉบับนี้มีว่า
"หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับนี้เป็นสมบัติของบริติชมิวเซียมที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ปรากฏในประวัติว่า J. Hurst Hayes Esq. เป็นผู้มอบให้เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ (พ.ศ. ๒๔๙๑) การที่จะพบหนังสือพระราชพงศาวดารเรื่องนี้ก็เนื่องจากนายขจร สุขพานิช ซึ่งได้รับทุนจากต่างประเทศให้ไปทำการค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ ได้พบหนังสือเรื่องนี้เข้าเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ จึงได้ถ่ายไมโครฟิล์มเล่มต้นและเล่มปลายส่งไปให้กรมศิลปากร กรมศิลปากรเห็นว่าพระราชพงศาวดารฉบับนี้ อาจมีประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย จึงขอให้ถ่ายไมโครฟิล์มส่งเข้ามาให้ทั้ง ๓๐ เล่ม ต้นฉบับที่ขอถ่ายไมโครฟิล์มมานั้นเขียนด้วยหมึกดำในสมุดไทย เข้าใจว่าคงจะคัดลอกมาจากฉบับเดิมอีกชั้นหนึ่ง เพราะปรากฏว่า มีบอกจบเล่มในสมุดไทยไว้ด้วย คือเรียงลำดับตั้งแต่เล่ม ๑ เรื่อยไปจนถึงเล่ม ๓๐ ตัวลายมือเขียนในต้นฉบับ ได้นำมาตีพิมพ์ไว้ในหนังสือนี้ด้วยแล้ว"
ข้อความที่ปรากฏตอนต้นของพระราชพงศาวดารฉบับนี้ได้กล่าวถึงบานแพนกบอกไว้ว่า "วันที่ ๕ ฯ ๒ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๖๙ ปีเถาะ นพศก เพลาค่ำ เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ล้นเกล้าฯ กรมพระราชวังบวรฯ ทูลเกล้าถวายเล่ม ๑"
พระราชพงศาวดารฉบับนี้คงจะจัดทำขึ้น (เขียนหรือลอกใหม่) ในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ และดูเหมือนว่าจะนำเอาเนื้อหาจากหนังสือฉบับต่าง ๆ มาบรรจุไว้ด้วย เช่น ตอนต้นของหนังสือฉบับนี้มีความคล้ายกับ "พงศาวดารเหนือ" บางตอน วันเดือนปีและข้อความในตอนที่เกี่ยวกับพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาเกือบจะเหมือนพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหอพระสมุดแห่งชาติ หรือ ฉบับกรมพระปรมานุชิตฯ นอกจากนี้ยังไปคล้ายพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) แต่ต่างกันเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

๕. คำให้การชาวกรุงเก่า

หนังสือ "คำให้การชาวกรุงเก่า" สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานอรรถาธิบายว่า ได้ต้นฉบับมาจากเมืองพม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ และเหตุที่ให้ชื่อเสียใหม่ว่า "คำให้การชาวกรุงเก่า" แทนที่จะเป็น "คำให้การขุนหลวงหาวัด" ก็ด้วยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเห็นว่า หนังสือเล่มนี้ "รู้แน่ว่าเป็นคำให้การของคนหลายคน มิใช่แต่ขุนหลวงหาวัดพระองค์เดียว กรรมการหอพระสมุดฯ จึงได้ตกลงให้เรียกชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "คำให้การชาวกรุงเก่า" " (รายละเอียดหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก "อธิบายเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่า" และ "คำอธิบาย", คำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหลวง) ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (กรุงเทพมหานคร : คลังวิทยา, ๒๕๑๕, หน้า ๑๐)
"คำให้การชาวกรุงเก่า" มีชื่อเดิมที่ปรากฏในหลักฐานที่จารไว้ในใบลาน คือ โยธยา ยาสะเวง (Yodaya Yazawin) แปลว่า "พงศาวดารอยุธยา" (ต้นฉบับตัวพิมพ์ด้วยใบลานได้รับความอนุเคราะห์จาก U Thaw Kaung อดีตหัวหน้าบรรณารักษ์หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง)
แต่ที่ปราชญ์ไทยโบราณเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ก็ด้วยได้รับคำชี้แจงจากหอสมุดเมืองร่างกุ้งว่า "พงศาวดารสยามฉบับนี้ รัฐบาลอังกฤษพบในหอหลวง ในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดินพม่าที่เมืองมันดะเล ครั้งตีเมืองพม่าได้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ และอธิบายต่อมาว่า หนังสือเรื่องนี้พวกขุนนางพม่าชี้แจงว่า พระเจ้าอังวะให้เรียบเรียงจากคำให้การของพวกไทยที่ได้ไปเมื่อครั้งตีกรุงศรีอยุธยา" (รายละเอียดหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก "อธิบายเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่า" และ "คำอธิบาย", คำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหลวง) ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (กรุงเทพมหานคร : คลังวิทยา, ๒๕๑๕, หน้า ๑)

๖. คำให้การขุนหลวงหาวัด

"คำให้การขุนหลวงหาวัด" เล่มนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานอรรถาธิบายว่า ชื่อเรื่องเดิมมิได้เรียกว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" แต่เรียกว่า "พระราชพงศาวดารแปลจากภาษามอญ" ด้วยแปลขึ้นจากต้นฉบับภาษารามัญ
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า หนังสือเล่มนี้เป็นต้นตอของหนังสือ "คำให้การชาวกรุงเก่า" ทั้งนี้เพราะเมื่อพม่าประสงค์จะใช้เชลยไทยที่ถูกกวาดต้อนไปให้ปากคำนั้น
"บางทีจะลำบากด้วยเรื่องล่าม หาพม่าที่รู้ชำนาญภาษาไทยไม่ได้ มีแต่มอญที่มาเกิดในเมืองไทยที่รู้ภาษาไทยชำนาญ จึงให้ถามคำให้การพวกไทย จดลงเป็นภาษามอญเสียชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาพม่ารักษาไว้ในหอหลวง เห็นจะเป็นเพราะเหตุเช่นกล่าวมา หนังสือเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่าจึงมีทั้งในภาษามอญและภาษาพม่า เห็นจะเป็นพวกพระมอญที่ออกไปธุดงค์ถึงเมืองมอญเมืองพม่าเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ไปได้ฉบับภาษามอญเข้ามาถวายพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" จึงโปรดให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงอำนวยการแปลออกเป็นภาษาไทย (รายละเอียดหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก "อธิบายเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่า" และ "คำอธิบาย", คำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหลวง) ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (กรุงเทพมหานคร : คลังวิทยา, ๒๕๑๕, หน้า ๖, ๗)
นอกจากนี้ คุณ Max2000 ได้กรุณาตอบเรื่องนี้ไว้ในกระทู้ข้างบน ขออนุญาตคุณ Max2000 คัดมาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
"ขุนหลวงเจ้าฟ้าอุทุมพร หรือเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ ได้เพียง ๒๕ วัน ก็สละราชสมบัติ ถวายราชสมบัติแก่พระเชษฐาธิราช คือ เจ้าฟ้าเอกทัศ แล้วเสด็จออกทรงผนวช เมื่อเสด็จออกทรงผนวช ท่านเป็นขุนหลวง คือพระเจ้าแผ่นดินแล้วทรงสละราชย์ ราษฎรจึงเรียกท่านว่า ‘ขุนหลวงหาวัด’ คือ ขุนหลวงผู้เสด็จออกมาประทับอยู่วัด ตั้งแต่บัดนั้น
เมื่อเสียกรุงแก่พม่า ขุนหลวงหาวัดในสมณเพศ ทรงถูกพม่านำพระองค์ไป พร้อมกับกวาดต้อนพระราชวงศ์ ขุนนาง ชาวบ้านอพยพไปอยู่พม่ามากมาย
คำให้การขุนหลวงหาวัด’ เล่าถึง ประวัติของพระมหากษัตริย์กรุงอยุธยา การสืบสันตติวงค์ เหตุการประวัติศาสาตร์ในอยุธยา ราชประเพณี เยอะ

จะคล้ายๆ กัน แต่ที่นักวิชาการสังเกตุ คือ จะเน้นไปยังพระเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์มากๆ และมีการปิดบังซ้อนเร้นบางอย่างเพื่อไม่ให้พม่ารู้"

๗. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัตน์
พระราชพงศาวดารฉบับนี้ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนเป็นผู้แต่งระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๓๘-๒๓๕๐ (ชำระเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับอยุธยา) ในส่วนที่เกี่ยวกับกรุงธนบุรีนั้น ยังคงคัดลอกจากฉบับที่ชำระครั้ง ๒๓๓๘


๘. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)
พงศาวดารฉบับนี้ ชำระในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีคำอธิบายว่า นายจิตร บุตรพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) เป็นผู้มอบให้หอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ ต้นฉบับเป็นหนังสือคัมภีร์ใบลานรวม ๑๗ ผูก ความเริ่มต้นตั้งแต่สถาปนากรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
เนื้อหาโดยมากตรงกับหมอบรัดเล แต่ความจะมาต่างกันในผูกที่ ๑๗ ซึ่งเป็นเรื่องตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นต้นไป (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เล่ม ๑ จักรพรรดิพงศ์ (จาด), ๒๕๓๓ : (๒)) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระวินิจฉัยไว้ในคำนำหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ ว่า "....เรื่องตั้งแต่ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แปลกกับฉบับอื่น ๆ ไม่ใช่แปลกโดยมีผู้แทรกแซงเพิ่มเติมหรือแก้ไขของเดิม แปลกตรงตัวเนื้อเรื่องแต่แต่งมาทีเดียว อ่านตรวจดูเห็นได้ว่าผิดก็มีหลายแห่ง ที่จะถูกต้องแต่จะถูกต้องแต่ความแปลกออกไปกว่าฉบับอื่นก็มีหลายแห่ง"
อย่างไรก็ดี พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ เป็นพงศาวดารฉบับเดียวที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในปลายสมัยพระนารายณ์อย่างค่อนข้างแม่นยำ ในขณะที่ฉบับอื่นคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับหลักฐานชั้นต้น (นิธิ เอียวศรีวงศ์, การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์," กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๗, หน้า ๑๑)

๙. พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตฯ
พระราชพงศาวดารฉบับนี้ทำขึ้นในรัชกาลที่ ๑ ข้อมูลมีน้อยมาก ในสาส์นสมเด็จ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายศัพท์ "พงศาวดาร" ได้ทรงกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย ว่า เป็นการแต่งต่อจากหนังสือพงศาวดารฉบับหมอบรัดเล แต่ทรงนำมาแต่งเติมโดยใช้สำนวนโวหารไพเราะอลังการมาก (บอกย่อ ๆ ได้แค่นี้ครับ)

(ข้อมูลส่วนใหญ่จาก หนังสือ "การเมืองเรื่อง พระสุริโยทัย" โดย เทพมนตรี ลิมปพยอม, สำนักพิมพ์ประวัติศาสตร์)

ผมนำข้อมูลมาจากกระทู้ของpantip http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/01/K5092408/K5092408.html
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ด้วยครับ


ความคิดเห็นที่ 9 กระเจี๊ยบ , ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
ดารารัตน์ Daffodil ดอกไม้จันทน์เทิดไท้จำนง ธ ทรง #ให้เพื่อให้  http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2017/03/25/entry-1 มองให้เป็นเห็นให้พบขบให้แตก แจกไว้จำนำไปใช้ไขปัญหา แกะให้แหลกแยกแยะจบพบปัญญา กำแพงมาเห็นเช่นพื้น ยืน/พิง/ชน - เลือกเอาเอย. 15/2/2560

ชอบประเด็นพระพุทธศาสนาแบบหมูยอห่อใบไม้ไร้ค่าหนาเตอะ
... เห็นภาพค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 กระเจี๊ยบ , ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 19.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
ดารารัตน์ Daffodil ดอกไม้จันทน์เทิดไท้จำนง ธ ทรง #ให้เพื่อให้  http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2017/03/25/entry-1 มองให้เป็นเห็นให้พบขบให้แตก แจกไว้จำนำไปใช้ไขปัญหา แกะให้แหลกแยกแยะจบพบปัญญา กำแพงมาเห็นเช่นพื้น ยืน/พิง/ชน - เลือกเอาเอย. 15/2/2560

ดังนั้นเมื่ออ่านบันทึกประวัติศาสตร์ ต้องดูว่า
เขียนเมื่อไร
ใครเขียน
แล้วกรองอีกที
และคงต้องเปรียบเทียบกับของชาติอื่นด้วย
..
แค่ว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต เรื่องนี้เรื่องเดียวเล่นเอาปวดตับค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 17.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

ขอแปะไว้ก่อน วันนี้มาชมภาพ ไว้มาค่อยๆ อ่าน
ของอาจารย์ทางแก้วเขียน อ่านแล้วยังต้องคิดเยอะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 กระเจี๊ยบ , เหล่าซือสุวรรณา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 17.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ป้าเจี๊ยบ
ถ้าไหว้ระลึกบุญคุณวีรบุรุษ
ไม่ต้องเอาอะไรไปเซ่นไหว้
แต่พวกที่เซ่นไหว้นั่นเขามาขอ


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 08/08/2016 เวลา : 16.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

แม่มดฯ
พอรู้กิติศัพท์

ความคิดเห็นที่ 4 ni_gul , ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

ให้นึกถึงสมัยเรียนหนังสือ เคยอ่านแต่ลิลิตตะเลงพ่าย ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

ไม่ได้ไปอยุธยานานแล้ว แต่ยังติดตา ที่อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร มีไก่เยอะมากกก เราก็ได้แค่ไหว้ระลึก สำนึกในบุญคุณของพระองค์ท่าน ไม่ได้มีอะไรไปเซ่นไหว้

ความคิดเห็นที่ 3 ni_gul , ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แต่เรื่องที่คนเทวาลัยเขาอ่านกันนี่ผมอ่านแล้วปวดหัว
อยากอ่านไลน์กลุ่มของอดีตสาวเทวาลัยไหมคะ
แม่มดเองยังมึน

ความคิดเห็นที่ 2 ni_gul , กระเจี๊ยบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

แม่มดฯ
"สร้อยแสงแดงพพราย ขนเขียวลายยยับ
ปีกสลับเบญจรงค์ เลื่อมลาย"

ไก่มาแล้วครับ

หลังจากเขียนเรื่องอยุธยาไปตามเป้าแล้วก็เบรคเบาๆ
กว่าจะอ่านเรื่องเกี่ยวกับพระสุริโยทัยและพระนเรศตอนนี้
ให้เข้าใจเงื่อนงำที่มีข้อขัดแย้งทางประวัติศาสตร์
ก็ปวดสมองไปหลายยก
และพอดีจะเขียนเรื่องลำปางต่อ
ก็เป็นวัดพม่าอีกหลายวัด
วันก่อนไปหนองคายและมหาสารคาม
ได้ทรัพยากร(เรื่องวัด)มาจมเลย
แต่ยังไม่ค่อยมีข้อมูลเท่าไรนัก
ตอนนี้กำลังจะทำงานต่างๆในโกงดังให้จบและเตรียมรัไทร์(จริงๆ)
ก็เลยดูโหวงเหวงทีเดียวเชียว(หาตังก่อนไม่มีตังใช้น่ะครับ)

แต่เรื่องที่คนเทวาลัยเขาอ่านกันนี่ผมอ่านแล้วปวดหัว
กลับไปอ่านพงศาวดารสนุกกว่าอีก

ความคิดเห็นที่ 1 ni_gul , ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 07/08/2016 เวลา : 12.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

การเขียนประวัติศาสตร์ยุคก่อนมีวิธีการเหมือนการเขียนวรรณคดี
มีลักษณะเป็น imagination เป็น fiction มากกว่า fact
เป็นการเขียนเพื่อรับใช้การเมืองมากกว่าการบันทึกทางวิชาการ
และเราก็เรียนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนกันมาอย่างนั้น
กำลังคิดอยู่เลยว่าคุณทางแก้วสบายดีหรือเปล่า หายไปนาน
ปู่กระสันถึงไก่ไพรพฤกษ์ พอปู่นึกถึงไก่ ไก่ก็มา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน