*/
  • ทางแก้ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : anuchagrid@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-20
  • จำนวนเรื่อง : 462
  • จำนวนผู้ชม : 280845
  • จำนวนผู้โหวต : 879
  • ส่ง msg :
  • โหวต 879 คน
<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม 2561
Posted by ทางแก้ว , ผู้อ่าน : 600 , 17:48:15 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สำรวจฟ้า , ทางแก้ว และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

 

 รูปวาดจากรูปถ่ายเก่าตัวสถูปใหญ่ที่เห็นคือเจดีย์รายมุมหนึ่งในสี่มุมสี่มุม

ส่วนสถูปองค์กลางที่เห็นเป็นเรือนครอบและทางขึ้นเหมือนบันไดในรูปมาจัดทำใหม่

ยังไม่มีรูปทรงของสถูปองค์กลางเช่นที่ผมไปถ่ายมาเมื่อปลายปี พศ.2560

 


 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

                  เรื่อง สถูปพระเจ้าอุทุมพรคงเป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจมีข้อสรุปได้    แม้เราจะเข้าไปใกล้ข้อ

สรุปนั้นเพียงใด   ลำพังเรื่องประวัติศาสตร์ก็ดี เรื่องสถาปัตยกรรมศาสตร์ก็ดี   ตลอดจนบันทึกประวัติศาสตร์ทั้ง

สองฝั่งที่พาเราเข้าไปใกล้องค์ความรู้ในอดีตนั้น การขุดค้นสืบหาอดีตจากดินจากสถูปจากบันทึกในแหล่งต่างๆ

แม้ทำให้เรารู้เรื่องต่างๆเพิ่มขึ้น   แต่ก็ไม่อาจจะไปได้สุดทางจากการที่ยังมีปัจจัยเรื่องอื่นๆที่เราข้ามไปไม่ได้เลย

ตั้งแต่สถานการณ์ทางการเมือง การต่างรัฐกัน มุมมองที่แตกต่างกันของคนต่างพื้นที่    อารยธรรมอันร่ำรวยและ

อุดมระหว่างรัฐทั้งสองที่ย่อมถ่ายทอดสลับกันไปมาและรัฐทั้งสองก็ผ่านวิกฤติของระบบอาณานิคมมาคล้ายๆกัน

ผ่านช่วงเวลาล้มลุกคลุกคลานผ่านลัทธิชาตินิยมผ่านระบบเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์มาในช่วงเวลาใกล้ๆกัน  แม้

เราจะรื้อเรื่องนี้มากี่ครั้งในอนาคต   ข้อสรุปนั้นไม่ได้มีเพียงฐานของวิชาการด้านอดีตศึกษาเท่านั้น    ปัจจัยของ

อนาคตศึกษาระหว่างประเทศย่อมเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาสอดคล้องต่อเนื่องกัน   มิติของโลกปัจจุบันเร่งรัดให้

เราอยากรู้อยากเห็น     แต่บนความเป็นจริงเรื่องราวนอกจากเรื่องประวัติศาสตร์ยังมีกลไกของเรื่องอื่นๆมาสอด

แทรกเสมอ    และเรื่องที่จะพาเราให้บิดเบือนหรือไกลห่างออกจากความเป็นจริงนั้นคือความเป็นผู้มองของฃ

ตัวเราเอง  ที่นำตนเองเป็นบรรทัดฐาน

 

 

          กล่าว สรุปโดยย่อพระเจ้าบรมโกศมีมเหสีองค์ที่หนึ่งมีโอรสคือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ซึ่งตอนหลังถูก

ลงโทษถึงแก่ชีวิต    ศักดิ์ของวังบวรฯ(ช่วงเวลานั้นใช้ระบบของวังบวรฯ)    จึงถูกเลื่อนมาที่โอรสของมเหสีองค์ที่

สองมเหสีองค์ที่สองมีโอรสสององค์คือเจ้าฟ้าเอกทัศน์และเจ้าฟ้าอุทุมพร    เจ้าฟ้าเอกทัศน์เป็นพี่  แต่ด้วยความ

ถูกอัธยาศัยและความเหมาะสมในสายตาของพระเจ้าแผ่นดิน     พระเจ้าบรมโกศจึงได้แต่งตั้งเจ้าฟ้าอุทุมพรเป็น

วังบวรฯ  ช่วงเวลานั้นฐานอำนาจแบ่งเป็นสองขั้วในกลุ่มโอรสของพระเจ้าบรมโกศคือกลุ่มที่หนึ่งมีเจ้าฟ้าเอกทัศน์

เจ้าฟ้าอุทุมพร    และกรมหมื่นเทพพิพิธ(เราจะได้ยินเรื่องของกรมหมื่นพระองค์นี้อีกหลายครั้งโดยเฉพาะในรุ่นที่

พระเจ้าธนบุรีมาปราบชุมนุมต่างๆและกรมหมื่นองศ์นี้ก็ไปอยู่กับชุมนุมที่โคราช)      ส่วนกลุ่มที่สองมีเจ้าสามกรม

คือเป็นโอรสของพระเจ้าบรมโกศสามองค์แต่เป็นคนละแม่แต่ศักดิ์ต่ำกว่า  หลังจากแต่งตั้งแล้วไม่นานจำไม่ได้ว่า

เดือนสองเดือนพระเจ้าบรมโกศก็สิ้น    เมื่อไม่มีคำสั่งเสียใดใดก็แปลว่าศักดิ์ของวังบวรฯก็จะต้องขึ้นเป็นกษัตริย์

องค์ต่อไปโดยอัตโนมัติในฐานะกษัตริย์องค์ใหม่พระเจ้าอุทุมพรก็ต้องจัดงานพระบรมศพพระเจ้าบรมโกศ   และ

ต้องกำจัดขั้วเจ้าสามกรมนั้น  จนขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ยังมีภาพตามประวัติศาสตร์ว่าพี่ชายมาขอบังลังก์   และกษัตริย์

องค์ใหม่นี้ก็ไปบวชและสึกกลับมาช่วยศึกอลองพญาประชิดเมือง    หลังจากนั้นก็กลับไปบวชอีกจนกระทั่งคราว

ศึกของมังระหรือเนเมียวสีหบดี        ก็ถูกจับกลับไปเมืองพม่าในฐานะของกษัตริย์ในสมณะเพศแล้วจากนั้นหน้า

ประวัติศาสตร์ของไทยที่เขียนโดยคนสมัยหลังก็ปิดบทเรื่องราวของพระองค์และอยุธยาไว้แต่เพียงเท่านี้  

 



 
 
สถูปองค์ทะแยงมุมกับองค์สถูปใหญ่คือสถูปที่มีการเข้าไปตรวจสอบโดยไทยและเมียนม่าร์  พบผอบใหญ่ตาม

ที่ได้มีข่าวกันเป็นกระแสเมื่อปีที่ผ่านมา


 

 

 

            ๑.๏ สถาน ใดแสดงก่อนโพ้น      ราชันย์


   ไกลห่างกรุงศรีสวรรค์                             อะเคื้อ

   สถานนั้นสำแดงอัน                                ผ่องเรือง

   สองร้อยห้าสิบปีเยื้อ                               เรื่องราว ฯ

 

 

         ๒.๏ เพรง ดินอยุธยาฟ้า              ฝากฟุ้ง


   เรืองเรืองศาสน์ยิ่งสาว                             กอบแก้ว

   รินรินอารยธรรมรุ้ง                                  รุ่งสรี

   ดินเทอกเอาโสมแล้ว                              สลับอิน ฯ

 

 

         ๓.๏ ล่ม เอยล่มลับคว้า                  ควันคว้าง


   โชติเอยโชติผลาญสิ้น                            สรีสิ้น

   เมืองฟ้าแปรเมืองร้าง                              รางลับ

   เจดีย์เสียดระดะดิ้น                                 สรีหมอง ฯ

 

 

          ๔.๏ ยศ เกริกอยุธยาแม้               แปรลม

 
   แยงศักดิ์สูญคระลอง                             หมดเค้น

   สงสารไพร่ชนจม                                  หล่มม้วย

   สงสารเจื่องเจ้าเร้น                                โรยราย ฯ

 

 

         ๕.๏ แสน ชนแสนส่ำคว้า            ทางนำ


   แสนเชลยย่ำเดินกราย                           หน่ายแย้ง

   ตะวันตกอังวะจำ                                  ลบศักดิ์

   ป่าเขาธารโตรกแกล้ง                            มอดม้วย ฯ

 


 

 
 

 

       ประวัติศาสตร์พม่ายังมีบันทึกเรื่องราวของพระองค์ต่อเนื่องต่อไปจากประวัติศาสตร์ไทย

(ประวัติศาสตร์ไทยจบการบันทึกเรื่องกษัตริย์วงศ์บ้านพลูหลวงเอาไว้ที่ตำแหน่งการเสียกรุงฯ)     การนำเชลย

และข้าวของจากอยุธยากลับไปกรุงอังวะในยุคพระเจ้ามังระนั้นไม่ง่ายนัก  ยิ่งการพาคนเป็นแสนคนในสมัยก่อน

ผ่านป่าผ่านเขาโดยที่ในสมัยก่อนป่าเขาที่จะอุดมกว่าปัจจุบันมาก  ช่วงภาคกลางของไทยจะมีด่านสามตำแหน่ง

คือด่านที่เข้าไปในตอนล่างคือด่านในพื้นที่ประจวบหรือด่านสิงขรปัจจุบัน  และด่านที่เรารู้จักกันดีแถวสังขละบุรี

คือด่านเจดีย์สามองค์  แต่เส้นทางกลับของพระเจ้าอุทุมพร(ในบันทึกพม่า)กลับเป็นเส้นทางที่เราไม่ค่อยรู้จักใน

สมัยนี้   คือด่านอุทัยธานีด่านนี้อยู่จริงในจังหวัดตากปัจจุบัน  แต่ใช้เส้นทางแม่น้ำไปทางอุทัยธานีเดินตัดป่าผืน

ใหญ่แห่งหนึ่งในบ้านเรา  ช่วงห้วยขาแข้งยาวผ่านแม่วงก์ไปถึงตาก(ไม่รู้ช่วงไหน)   และเส้นนี้เป็นเส้นทางน่ามี

คนศึกษาวิจัยวิจารณ์   อังวะอยู่ตอนกลางประเทศพม่าสองเส้นล่างนั้นต้องผ่านรัฐมอญ  หรือเส้นนี้จะใช้ทางน้ำ

มากทำให้สะดวกกับการขนย้ายผู้คนระดับราชวงศ์เพราะคงตรากตรำลำบากกับการเดินทางไม่ได้มากนัก   แต่

อย่างไรก็ดีในสมัยก่อนคนเป็นแสนคนจากอยุธยานี้จะเหลือรอดผ่านป่าเขาต่างๆ  และโดยเฉพาะในฐานะที่เป็น

เชลย ไปถึงเมืองอังวะสักกี่มากน้อยกันเรื่องตรงนี้ก็ไม่มีใครบอกเรา

 

 


 



 

 

 

           ๖.๏ รอน รอนสิริแล้ว                    อุทุมพร


    ผ่องผ่องเรื่อเรืองด้วย                             พระเจ้า

    กาสาวพัสตร์อาบย้อน                            ย้อมสิริ

    เชลยกษัตริย์ยังเฉิดเกล้า                        ทางเดิน ฯ

 

 

           ๗.๏ แสง ธรรมอาบทั่วทั้ง           อังวะ


   ประกาศนามจารเชอญ                            สมุดตั้ง

   สองสามสามเก้าพระ                              ดับแสง

   พงศาวดารบันทึกครั้ง                             สิ้นสมณะกษัตริย์ ฯ



 

 



 

 

 


ร่าย

 

            ๙.๏ใน สมัยสมานความ       ยามสองเมืองมอง        จองสืบคดีเค้า         


เร้าเรื่องก่อนแย้ม       แต้มจากศรีอยุธยา        มาอังวะอมรปุระ           

 

ปะสองร้อยปี      ยังเห็นสรีสืบวงศ์     ยังสางตรงทางเดิน       ยังส่องเกินก่อนวน       

 

ก่นรวมใจร่วมแรง     แจกแจงส่งสายเติม       สืบเสริมเชิงชุมชน       

 

ค้นกลุ่มคืบหาเหง้า       ควานเหย้าภาษา      ถักประเพณีนำ      

 

สืบคำสืบความไป       ส่องสาแหรกสายศิลปะ       สิปะโขนโยเดีย     

 

ต่างเพยียเถาวิถีตรง      ประจงบูชาพระราม      ตามสมัยอโยธยา      

 

ค้นขุดเค้าศิลปะ      เห็นจะจิตรกรรมในอาราม      เอ่องามเถาฉีกกอ       ช่อลายเพียแย้ม 

      

แต่งแต้มสีเอกรงค์       ผจงดูสายเส้น      สะบัดเค้นพริ้วลาย       

 

สายช่างหลวงเมืองฟ้า     มาจ้าเยี่ยมชั้นเชิงชาญ     สื่อภาษาสานสอดเรา      

 

เค้าบรรพบุรุษเจ้าอยู่นี่      กูลี้จากบ้านเรือนมา        ตามแต่เผยความไป       

 

ผ่านไกลสองร้อยกว่าปี     สืบสรีองค์อุทุมพร     บวรในกาสาวพัสตร์     

 

จรัสบนพงศาวดาร     มีขานเกียรติปรม        พรหมสิ้นแสงไข       

 

ยังไท้สร้างสุสาน        สานมาปรากฏ       จรดลงตรงนี้        

 

ควาญชี้ตามรอย       รูปคล้อยสถูปกลาง         สี่สัณฐานกระจ่างมุม     

 

แจกหลุมหาผอบ        เจียนสบสรีสร้อย        คดีรอยใกล้เค้า        

 

เร้าเป็นรูปทนต์     ไร้จารด้นจารึก      เฉลยลึกลงผอบ       

 

นานต่อจบสืบรอย      ฝากคอยต่อลูกหลาน       ฟากขานสองฝั่งน้ำ   

 

ย้ำสืบสองน้องพี่     เชื่อมเชื้อชี้เหล่ารวม     สรวมแจงจกเจตแม่น     

 

แก่นร้อยปีจักคว้า     เฟือยฟ้ากอดก่ายฟุ้ง      แจกสืบสมานส่องรุ้ง       

 

รุ่งแก้วสรีสอง       เมืองเรือง  ๚ะ

 

 

 

 

 

 

 

             เวลา สองร้อยกว่าปีของเรื่องราวหนึ่งจะนานหรือไม่นานขึ้นอยู่กับการให้ค่าต่อเรื่องราวนั้นๆ

คนสองแสนกว่าคนจากอยุธยาเดินทางในฐานะเชลยศึกของอังวะเหลือมาตั้งรกรากในเมืองนี้จนย้ายกลุ่มย้าย

กองมาอยู่อมรปุระ  หลักฐานที่ดูจะเกี่ยวข้องและต่อเนื่องในพงศาวดารของเมียนมาร์ก็เป็นเรื่องราวของกษัตริย์

และผู้ศึกษาทั้งไทยและเมียนม่าร์ได้รัดรูปจนเกิดกรอบที่มองเห็นได้  กรอบนั้นเราได้เห็นคนเชื้อสายอยุธยาเห็น

วัฒนธรรมความเชื่อต่างๆที่ถ่ายเทผ่านผู้คน  ไม่เว้นกระทั่งภาษาหรือปลีกย่อยกับเรื่องราวในชีวิตเช่นอาหารการ

กินประเพณีการปฎิบัติ  เราได้เห็นประติดประต่อสกุลช่างจากอยุธยาออกมาหลายสกุลช่างเช่นจิตรกรรม ช่างปั้น

ช่างทำเครื่องโขน  ช่างแกะสลัก ฯ  รูปรอยที่ผ่านมาในเวลาสองร้อยปีคงยังพอเห็นเค้าโครงของความเป็นไปได้

ยิ่งในสายกษัตริย์ยังบันทึกที่ต้องตีความ ความถูกผิดที่อาจจะขัดแย้งในการตีความพิจารณายังไม่ใช่ประเด็นหลัก

ของเรื่องเพราะตัวแปรโดยเฉพาะเรื่องราวการเมืองระหว่างรัฐยังมีอยู่บ้าง     แต่การเก็บข้อมูลหลักฐานและองค์

ความรู้ที่ยังคงเหลือให้เห็นนั้นน่าจะเป็นความจำเป็นสำหรับอนาคต  อนาคตที่ไม่มีการแบ่งแยก

 

 

 

         ๘.๏รอนรอนอาภากล้า               อับแสง

 

      อยุธยาอ่อนแรงจะ                                ดับแก้ว

      อดีตก่อนก่นสรีแจง                               แสดงตน

      แต่ฟ้าอรุณใหม่แล้ว                              สาดแจ้ง  ๚ะ     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทางแก้ว

ธันวาคม  ๒๕๖๑

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 07/12/2018 เวลา : 17.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

สวัสดีครับคุณสำรวจฟ้า

เวลาสองร้อยกว่าปีกลืนกินไปหมด
แต่ยังพอมีร่องรอยวัฒนธรรมบางอย่างงำไว้
ชุมชนชาวบ้านเก็บวัฒนธรรมได้ดีพอสมควร
เราเองที่ต้องค้นคว้า่ศึกษา

นึกไปนึกมาผมนึกถึงลาว
ลาวถูกกวาดต้อนมาไทย
อย่างพิสดารชุมชนลาว
กระจายอยู่เป็นเส้นทะแยงมุม
จากเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนฯ สุพรรณ ชัยนาท
อุทัยธานี สระบุรี ลพบุรี
สุโขทัย อุตรดิตถ์ ฯลฯ
และในอีสานทั้งหมด
ลายผ้าซิ่นของหมู่บ้าน
ตามจังหวัดต่างๆที่มีชุมชนลาวตั้งอยู่
ล้วนแสดงตัววัฒนธรรมของชาวบ้าน
ของต้นทางได้อย่างชัดเจน
เวลาก็ต่างกับเวลาของเราไม่มากนัก




ความคิดเห็นที่ 3 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 06/12/2018 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

เสียดายที่ชาวไทยที่ถูกต้อนไปครั้งเสียกรุงศรีฯครั้งแรกถูกกลืนด้วยวัฒนธรรมประเพณีของพม่าไปหมดแล้ว เกือบไม่เหลือร่องรอยว่าเป็นชาวโยเดีย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 06/12/2018 เวลา : 06.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

เรื่องที่ไปพม่ามานี้เขียนได้เจ็ดตอน
ก็ยังเห็นว่าน่าจะเขียนได้อีก
พอดีไปมาครบปีแล้วครับเจ้าหญิง
ก็เลยกระตุ้นให้รีบเขียนจบตอนนี้ให้ได้

เรืองขยะหรือชุมชนด้านหน้าทางเข้า
นั้นแน่นอนอยู่แล้ว
เพราะว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญ
ซ้ำยังเคยมีช่าวว่าจะรื้อเพื่อพัฒนาพื้นที่
แต่พอเป็นกระแส
มีนักท่องเที่ยวไทยเข้าไปดูชม
ก็เหมือนเขาเกรดกองขยะนั้นให้สะอาดตาขึ้นมา
เรื่องประเภทนี้บ้านเราก็ทำ

ตอนนี้เขียนยากด้วยมีข้อมูลมากมาย
พอเอาเข้าจริงแล้ว
ก็เขียนได้ไม่ลึกนัก
เพียงแต่พยายามมองให้เห็นภาพกว้าง

ครั้นจะไปเขียนแบบเจาะละเอียดไม่ได้อีก
ด้วยเราไม่ได้เป็นนักค้นคว้าลึกตัวจริง
ถ้าเขียนก็คงเขียนได้เพียงเขาเล่าว่า
แล้วไปลอกงานเขียนของพวกเขามา

สายวิชาการเขาเขียนและทำยูทูป
อธิบายถึงแง่มุมต่างๆของความเป็นไปได้
กระทั่งสายวิชาการของพม่าอย่าง อจ.มิกกี้
หรือที่เราดูแล้วสบายแต่เข้มข้น
อย่างสารคดีของไทยพีบีเอส
พอเก็บข้อมูลตรงนี้เข้ามาจน(เขียนต่อไม่ได้)

ทำให้เราเห็นว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่มีชาติพันธุ์บริสุทธิ์
ต่างล้วนปะปนกันไปมา
ตามประวัติศาสตร์แต่ละบ้านเมือง
แม้พระเจ้าธีบอก็มีสายเลือดเป็นฉานเสียครึ่งหนึ่ง

อยุธยาที่พวกเรา(นึก)หวงแหน
วัฒนธรรมอารยธรรม(เรา)
ที่ตกข้ามไปอยู่อังวะ
ก็มีสายสืบต่อที่มาเป็นเราวันนี้
เราอาจเป็นลูกลาวลูกมอญลูกไทใหญ่ลูกจีนลูกแขก
หรืออย่างน้อยมาถึงวันนี้ก็ต้องผสมปนกันไปบ้าง
อาณาจักรไรซ์ที่สามไม่มีจริงหรอก

เราเป็นแค่เพียงสายสืบต่อของอารยธรรมหนึ่ง
แต่เราไม่ใช่เจ้าของอารยธรรมต้นทางนั้น
อย่างน้อยก็ระดับที่เรียกทวงคืนความเป็นเจ้าของได้

ชาตินิยมที่ยุคหนึ่งสร้างขึ้นมา
กลับกลายเป็นเพียงนามธรรมอันหนึ่ง
เพื่อการรวบรวมกลุ่ม
หรือเร่งเร้ากลุ่มให้รวมกันอย่างรวดเร็ว


ความคิดเห็นที่ 1 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 05/12/2018 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

เคยไปสถานที่ตรงนี้มาเมื่อปี 2559 มีกองขยะอยู่ใกล้ๆ นั้น เป็นที่ทิ้งขยะ เหม็นมาก ตอนนี้ไม่ทราบว่า ยังเป็นที่ทิ้งขยะอยู่หรือเปล่า
ชอบต้นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นจัง คงมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระสถูป

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน