*/
  • ทางแก้ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : anuchagrid@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-10-20
  • จำนวนเรื่อง : 477
  • จำนวนผู้ชม : 299958
  • จำนวนผู้โหวต : 935
  • ส่ง msg :
  • โหวต 935 คน
วันอังคาร ที่ 1 มกราคม 2562
Posted by ทางแก้ว , ผู้อ่าน : 955 , 10:22:50 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน เหล่าซือสุวรรณา , สำรวจฟ้า และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

 

 

 

 

           ผม มาน่านเป็นครั้งที่สองจึงได้เริ่มเขียนเรื่องวัดภูมินทร์นี้   วัดภูมินทร์เป็นวัดที่อยู่กลาง

   เมืองน่านอาจเรียกว่าเป็นวัดที่มีลักษณะอันโดดเด่น  แปลกกว่าวัดในน่านเองและในอาณาจักรเหนือเกือบ

   จะเรียกว่าเป็นสัญญะหรือตัวแทนของศิลปสถาปัตยกรรมในเมืองน่านได้ทีเดียว การมาครั้งที่สองทำให้สลัด

   หลุดจากความคิดติดยึดของผมจากความเป็นวัดภูมินทร์เอง โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมดราม่าของผู้คนอย่าง

   ภาพกระซิบรัก    คนแก่มักจะมีปมที่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความคิดใหม่โดยจะเหมาตี

   ความว่าเป็นวัฒนธรรมสั้นไม่มีที่มาที่ไปในเรื่องการดราม่าของวัดนี้กับผู้คนทั่วไป        ด้วยสมัยที่มาทำงาน

   เชียงใหม่เชียงรายในช่วงปี2534-2537    นั่นเกือบสามสิบปีมาแล้วซิ   ไนท์บาร์ซ่าและแกลลอรี่เล็กน้อยใน

   เชียงใหม่และในเชียงรายก็เต็มไปด้วยงานคัดลอกและงานต่อเนื่องจากเจ้ากระซิบรักนี่มากมายเต็มไปหมด 

   จนรู้สึกเบื่อ  บางทีก็ยังแพร่อิทธิพลไกลไปถึงเมืองใต้      เมื่อไปดูออกแบบโรงแรมที่ภูเก็ตหรือที่พังงาจำ

   ไม่ได้แน่   หนอยยังเห็นโรงแรมหนึ่งในสมัยนั้นมีเจ้ากระซิบรักตามมาหลอกหลอนอีกและกระทั่งโรงแรมใน

   เชียงใหม่แถวซุปเปอร์ไฮเวย์ที่บริษัทเก่าทำแบบไว้ยังมีกลิ่นอายของเจ้ากระซิบรักถูกจ้างเขียนใหม่นี่ในห้อง

   อาหาร   จากนั้นเลยมีอคติว่าทิศทางการเติบโตของศิลปินบ้านเรามีแค่นี้เองหรือการฝังใจนั้นสืบมายาวนาน

   ในหลายหลายปี และการมาน่านหนแรกนั้นมากับกลุ่มก๊วนในสายประวัติศาสตร์ระดับครูบาอาจารย์เมื่อหลาย

   ปีที่แล้ว ทิฐิมานะอคติก็หวนกลับมาอีกรอบ   ทำให้ไม่ค่อยได้สนใจรายละเอียดของเจ้าภาพดราม่านั่นมากนัก

   ประกอบกับมากันหลายคนและทุกคนก็กรูเขาใส่เจ้าภาพนี้กัน   ก็ได้แต่พยายามมองมุมอื่นๆและภาพอื่นๆใน

   วัดซึ่งมีอะไรน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

    

 

พระพุทธรูปปางลีลาที่วัดพญาภู น่าน

 

 

 

๑.๏พรหมมินทร์ อินพ่อเจ้า       เจตบุตร

   แปงอารามกลางเวียง                          แต่โพ้น

   "ภูมินทร์"เหง้าแสงจุด                         สว่างจ้า

   สาดแจ้งสี่ทิศโน้น                              ปกกล้า ฯ

 

 

            ๒.๏สืบเค้าเนิ่นเนื่องหั้น       นานแน้

   สืบรอยลีลา*คว้า                        เดินก้าว

   สืบรอยสุโขทัยแล้                       เอวอวด

   แต่แผกแซกศิลป์น้าว                   เนื่องนำ ฯ

 

 *พระพุทธรูปปางลีลาในเมืองน่าน

 

 

            ๓.๏ชมเชิงรูปแต้มแต่ง         พิสดาร

   "กระซิบรัก"หลอนจำ                    กี่ย้ำ

   ชมองค์ประกอบสาน                     เสกสมาน

   สายเส้นปาดสีค้ำ                         เชิงน่าน ฯ

 

 

            .๏สี่ทิศพุทธเจ้าก้าว          เลียบโลก

   สี่แย้มสิริขาน                              จุนท้า

   สี่รอหนึ่งผ่านโบก                         เย็นเยียบ

   เมตไตร*ไยรอคว้า                       สุดกัปป์ ฯ

 

 

 

            .๏อารามจตุรัสเยี้ยม            เหินหน

   นาคเลื้อยลอยรื่นจับ                       ชเลกว้าง

   สีทันดรสี่สดับ                               ชรอุ่ม

   ฝากธรรมรวมใจคว้าง                      อาไรย*คว้า ฯ

 

*พระศรีอาริยะเมตตรัย

 

 

            ๖๏วันนี้เวียงน่านหั้น              เจิดแสง

   วันนี้สี่พุทธพา                               เยี่ยมเร้น

   วันนี้ใจเฟ้นแจง                             สืบธรรม

   เลาะคลื่นจับนาคเค้น                      โต้ชเล ๚ะ๛

 

 

 

 

 สดในสถานที่ปลาย2561

 

        

        สิ่ง  ที่เราต้องนึกถึงเมื่อศึกษาอดีตของน่านคือน่านเป็นรัฐหนึ่งของล้านนา(อาจจะไม่ทุกช่วงเวลา)

   ตำแหน่งอยู่กึ่งกลางทางระหว่างเชียงใหม่หรือล้านนากับล้านช้าง ยุคที่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างสองอาณาจักร

   เส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางสำคัญ  กระทั่งเป็นเส้นทางเดินทัพพม่าไปล้านช้างยุคที่บุเรงนองมาตีล้านช้าง     ยุคที่

   ล้านนาอัญเชิญพระสุมนเถระมาเผยแพร่ศาสนาพุทธเถราวาทจากสุโขทัยนั้นในต้นวงศ์มังรายยุคพระเจ้ากือนานั้น

   รัฐต่างๆก็รับเอาศาสนาพุทธเถราวาทมาพัฒนาบ้านเมืองด้วยดังจะเห็นท่านลีลาห้าองค์ที่ถือว่าเป็นพระคู่บ้านเมือง

   ของเมืองน่าน(สามองค์ที่วัดช้างค้ำและอีกสององค์ที่วัดพญาภู)       ที่มีจารึกและร่วมยุคกับสุโขทัยแต่เมื่อดูพิศ

   แล้วก็จักเห็นว่ามีสกุลช่างของตนเองอันแตกต่างจากลีลาที่สุโขทัย   หรือถ้ามองรูปแบบของโบสถ์วิหารที่มีการ

   สร้างเจดีย์ตรงแกนด้านหลังก็จะรู้ว่านี่คือแม่แบบของวัดในยุคสุโขทัย ที่เป็นแม่แบบของวัดในน่านและในล้านนา

   เช่นเดียวกัน   วัดนี้เมื่อดูประวัติถูกสร้าง พ.ศ. 2139  โดยเจ้าเจตบุตรพรหม  ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานของชื่อวัด

   ว่า"พรหมมินทร์"และอาจกลายเป็น"ภูมินทร์"    ช่วงเวลานั้นเชียงใหม่อยู่ตรงรอยต่อที่ถูกพม่าครอบ  จนข้ามมา

   อีกยุคที่ถูกกรุงเทพฯครอบ พ.ศ. 2410 สมัย ร.4ต่อ ร.5  และ เจ้าอนันตวรฤทธิ์เดชเป็นเจ้าปกครองอยู่     จึง

   ได้มาปรับปรุงใหญ่ในรอบสามร้อยปีซึ่งก็มีกลิ่นอายกรุงเทพปะปนแทรกซึมเข้ามาด้วย

 

 

 

 

 

                เราค่อนข้างจะคุ้นเคยวิถีคิดแบบวัดในกรุงเทพฯ  ที่ต้องมีโบสถ์วิหารแยกออกจากกัน  แม้ล้านนา

   ในยุคหลังที่ถูกกรุงเทพฯครอบก็เป็นเช่นนั้น   แต่ก่อนนั้นก็ไม่จำเป็นโดยเฉพาะถ้าดูถึงความคิดอีกทางแบบวัด

   พม่าที่โบสถ์วิหารอยู่บนเรือนเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน และที่วัดภูมินทร์ก็เป็นเช่นนั้นไม่ทราบว่าในขั้นปฎิบัติจริง

   การปฎิบัติกิจสงฆ์กับยุคสมัยเป็นอย่างไร      เพราะที่นี่ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำเมืองไปแล้ว  อาคาร

   หลังนี้เป็นทั้งวิหารโบสถ์และสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยว       ผมชอบวัดในเมืองเหนืออย่างหนึ่งคือส่วนใหญ่

   โบสถ์วิหารนั้นจะเปิดตลอดไปวัดทีไรก็ได้กราบพระทุกครั้ง     รูปทรงจตุรัสของตัวอาคารก็ต่อเนื่องสอดคล้อง

   กับองค์พระด้านในที่เป็นสี่องค์หันหน้าออกทิศทั้งสี่  พระรูปทรงนี้สอดคล้องกับคติและคำภึร์ทางเหนือซึ่งแตก

   ต่างจากภาคกลาง เอาข้อมูลบนความทรงจำไม่ต้องไปเปิดตำราอีกทีคือ     ในภัทรกัปป์นี้จะมีพระพุทธเจ้ามา

   ปรากฎอยู่สี่องค์สามองค์เป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว   องค์ที่สี่คือพระโคดมพุทธเจ้าคือช่วงเวลาของเรานี้และ

   ในอนาคตจักมีองค์ที่ห้าคือพระศรีอาริยะเมตไตร คตินี้เหมือนคติของพระพุทธบาทสี่รอยที่เชียงใหม่พระสี่องค์

   นี้มีในโบสถ์วิหารของทางเหนือหลายแห่งจะเกิดก่อนเกิดหลังกันก็ไม่ทราบได้     แต่ดูว่าทางพม่านั้นก็มีหลาย

   ที่ที่เราเห็นบ่อย  อย่างเจดีย์ไจ๊ปุ่น(KyaikpunPagoda) ในหงสาวดีที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี  ก็อยู่บนวิถีคิดเดียว

   กัน เมื่อองค์พระเป็นเช่นนั้นตัวอาคารก็สอดรับเป็นรูปจตุรัสด้วย ดูจะเป็นอาคารทรงจตุรัสรุ่นแรกของวัดทั้งหลาย

   ทั้งปวงในล้านนาเลย แต่ลำพังภายในโบสถ์วิหารของล้านนามีสิ่งที่เราคุ้นตาอยู่อย่างหนึ่งคือกู่อาจจะเรียกได้อีก

   หลายชื่อที่ทำเป็นเรือนครอบองค์พระ  ซึ่งเหมาะกับวิหารโถงโล่งแบบล้านนาในสมัยก่อน     วิหารโถงโล่งก็คือ

   เรือนที่ไม่มีฝาอาคารล้านนาดั้งเดิมนั้นเป็นเช่นนี้ค่อนข้างเยอะ   กู่ตัวนี้ถือเป็นการออกแบบที่ดีมากที่เดียวเพราะ

   นอกจากงำประกายให้กับองค์พระ  ที่อยู่ภายในด้วยการบังคับมุมมองของผู้คนให้เห็นเฉพาะด้านหน้าหรือด้านที่

   คนออกแบบอยากให้เห็นได้  ยังจะเป็นการป้องกันความปลอดภัยกับองค์พระด้วย   กลับมาที่ลักษณะเด่นของกู่

   นี้ก็คือ  ตัวกู่ส่วนใหญ่เป็นรูปลอยองค์คือพระอยู่ตรงกลางจะเป็นทิศเดียวหรือสี่ทิศก็ตาม  คนสามารถเดินได้รอบ

   องค์ซึ่งก็เป็นการใช้พื้นที่เช่นเดียวกับที่นี่   ในแง่การออกแบบผังถือว่าสามารถทำให้กระแสการเคลื่อนตัวของผู้

   คนหมุนเวียนดี และท่านเชื่อไหมว่าบนความคิดเช่นนี้เรามีวัดหนึ่งกลางเมืองกรุงเทพฯที่มีรูปลักษณะการวางผัง

   แบบเดียวกับวัดภูมินทร์นี้  คือที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขนภายในห้องใต้เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ    ตอนกลาง

   เป็นเจดีย์ย่อส่วนกลางพื้นที่

 

   

 กู่พระเจ้าล้านทอง วัดพระธาตุลำปางหลวง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ขอบคุณรูปภาพ   KyaikpunPagoda    primetimeholiday.com

 

 

         ศูนย์กลางของเมืองน่านไม่ได้ประชิดติดแนวแม่น้ำแต่ก็ไม่ไกลนัก   วัดส่วนใหญ่ที่ศูนย์กลาง

   เมืองกลับไม่มีคติที่หันหน้าวัดไปทางทิศตะวันออก  ซึ่งนั่นเป็นวิธีคิดของกรุงเทพฯเรื่องนี้น่าสนใจมากเพราะที่

   ที่เชียงใหม่นั้นกลับไม่ใช่หน้าโบสถ์วิหารส่วนใหญ่กลับไปทางทิศตะวันออก    ถ้าจะว่าทางเข้าวิหารหลังนี้ก็จะ

   อยู่ที่การตกแต่งรูปนาคกับตัวอาคารด้วยทางหัวนาคนั้นหันไปทางทิศเหนือ   ลักษณะนาคที่อยูบนแนวระนาบ

   สูงเช่นนี้อาจมีวิธีคิดที่แยบยลอยู่เบื้องหลังแต่อย่างน้อยที่เห็นก็เป็นการนำสายตาให้รู้ว่าด้านไหนเป็นทางเข้า

   ของตัวโบสถ์วิหารได้และกลายเป็นเอกลักษณ์ของอาคารหลังนี้ทีเดียว โดยเฉพาะความรู้สึกว่านาคคู่ที่เคลื่อน

   ไหวขึ้นลงนั้นเทินตัวอาคารสี่เหลี่ยมจตุรัสไว้บนตัวทีเดียว  ผู้รู้บางท่านให้แง่มุมว่าอาจจะเป้นการเทียบค่าของ

   อุทก(น้ำ)สีมา  หรือการกำหนดขอบเขตของตัวโบสถ์โดยใช้น้ำเป็นการกำหนดพื้นที่เพื่อทำกิจของสงฆ์

 

 

               แม้งานตกแต่งส่วนใหญ่กลายเป็นงานรุ่นหลัง   โดยเฉพาะเรื่องช่อฟ้าใบระกาของเครื่องมุงตอนบน

   และโดยเฉพาะรูปทรงของซุ้มทางเข้า ซึ่งเป็นกรุงเทพฯไปแล้ว     แต่นั้นก็เป็นเรื่องราวของการเมือง   ซึ่งวัด

   ล้านนาที่มีชีวิตหมายถึงวัดที่ใช้งานมาตลอดช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงไปต่างๆตามสมัยของการเมืองนั้นต้องปรับ

   ตัวแต่ที่สำคัญคือเรื่องหลักของความเป็นวัดและรูปแบบแม่ยังสืบต่อเนื่องมาได้อย่างดี      นึกถึงเรื่องนี้พลอย

   ไปนึกถึงวัดใหญ่ที่พิษณุโลกหรือวัดพระสิงห์ที่เชียงใหม่    ที่ต่างก็เป็นวัดที่ถูกใช้งานมาตลอดช่วงเวลาประวัติ

   ศาสตร์และผ่านอะไรอะไรในช่วงเวลามาไม่น้อยเหมือนกัน

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          นอก จากองค์พระสี่องค์ที่หันไปทางทิศทั้งสี่ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นแล้ว  ความน่าสนใจภายในอาคาร

   นั้นคืองานจิตรกรรม   การเขียนจิตรกรรมเต็มพื้นที่ในสี่ด้านของอาคารด้านในนั้นทำให้ผู้เข้ามาครั้งต้องหยุดยืน

   มองรอบตัวอยู่พักหนึ่ง  ประกอบกับการใช้สีที่มีลักษณขัดกันทำให้ห้องคูหานั้นดูสดใสซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเด่น

   ของที่นี่เลย  ซึ่งดูรวมแล้วจะเหมือนงานสมัยใหม่รุ่นหลังของฝรั่งเอาด้วยซ้ำ  ในอาณาจักรเหนือนี่มีจิตรกรรมรุ่น

   ก่อนที่สมบูรณ์พอจะอ้างอิงได้อยู่ไม่กี่ที่ น่าจะประมาณ๗ที่    เท่าที่นึกได้ตอนนี้ก็คือวัดพระสิงห์วัดบวกครกหลวง

   วัดพระธาตุลำปางหลวงวัดหลวงราชสันฐาน อ้อวัดคู่แฝดของที่นี่คือวัดหนองบัว ฯ  และที่นี่ถือว่ามีงานจิตรกรรม

   ที่สมบูรณ์มาก  มากพอที่ศิลปินล้านนารุ่นหลังใช้เป็นเค้าโครงต่อยอดแนวทาง

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           พื้นฐานการศึกษาจิตรกรรมของเราอิงอยู่ที่ศูนย์คือกรุงเทพเป็นหลักซึ่งรากนั้นคืออยุธยา ในสมัยอยุธยา

   ซึ่งเราถือว่าเป็นจิตรกรรมที่พริ้วพรายอ่อนไหว  ช่วงเวลานั้นงานจิตรกรรมในล้านนาก็ไม่ได้เป็นรองใครเลยคง

   มีงานที่พอจะเห็นเส้นสายและสีสันอย่างพออ้างอิงได้อยู่ แม้ประวัติของงานจิตรกรรมที่นี่เป็นรุ่นหลังลงมาแล้ว

   อ้างอิงไปถึงคราวสงครามปราบฮ่อรุ่นร.4  น่านโดยเจ้าอนันตยศยกทัพจากในพื้นที่มาร่วมด้วยเมื่อไปถึงเมือง

   พวนในการปกครองของเวียงจันทน์เจ้าเมืองอ่อนน้อม  และได้ครัวเมืองพวนมาที่น่านหนึ่งในนั้นจะมีช่างเขียน

   ฝีมือดีที่จะเป็นความต่อเนื่องอ้างอิงกับวัดหนองบัว ที่ท่าวังผา    งานจิตรกรรมที่นี่จึงผูกโยงใยกับช่างชาวพวน

   ซึ่งมีมุกขปาฐะกล่าวว่ามาวาดที่วัดหนองบัวอีกทั้งรูปลักษณะการวาด  องค์ประกอบภาพการใช้สี  ถ้าดูด้วยลีลา

   ของงานเสก็ตช์จะใช้ภาษาว่าอย่างไรดีเดี๋ยวหาว่าอังกฤษคำไทยคำเรียกว่าลีลาของสายเส้นได้กระมัง    ลีลา

   ของสายเส้นมีลักษณะที่สนุกและอิสระไม่ต่างอะไรกับเส้นในสมัยอยุธยาทีเดียว    แม้จะมีอิทธิพลหลายอย่าง

   ที่เกาะเกี่ยวต่อเนื่องกับงานจิตรกรรมร่วมสมัยในยุคเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ  เช่นการวาดพื้นหลังต้นไม้หรือ

   รูปนกเป็นแถวลงดำนั่นก็เหมือนรูปงานภาพพิมพ์ของตะวันตกที่ยุคนั้นกรุงเทพฯรับมา   กระทั่งการใช้ขนาดของ

   รูปที่เปลี่ยนแปลงไปมาเช่นรูปพระพุทธ รูปเจ้าเมือง    หรือกระทั่งรูปกระซิบรักนั้นก็ดึงขนาดของรูปให้ใหญ่กว่า

   รูปที่เดินเรื่องหลัก  ลีลาดังกล่าวนี้ได้ทำเช่นเดียวกันที่วัดหนองบัวทำให้เราอาจวิเคราะห์ได้ถึงการเชื่อมโยงกัน

 

 

  (บน)จิตรกรรมที่วัดหนองบัว ท่าวังผา

 

 

 

 

 

 นักดนตรีกอดสาวทอผ้านี้ก็อมตะเหมือนกันน่ะครับ

 

 

 

 

 

 

             เวลา ไม่กี่ร้อยปีมานี่เราจะเห็นความเจริญทางวัฒนธรรมของเมืองน่านถ้าที่นี่เป็นจิตรกรรมช่าง

   หลวงของเมืองที่วัดหนองบัวก็เป็นจิตรกรรมของชุมชนใช่หรือไม่ใช่อย่างไรเป็นเรื่องที่น่าศึกษาค้นคว้าถึงสาย

   ของไทลื้อสิบสองพันนาและเมืองพวน  ตลอดจนเมืองเชียงใหม่การเติบโตการพัฒนาและการประสมกลมกลืน

   ของสกุลช่างโดยเฉพาะที่วัดหนองบัวชุมชนยังสามารสืบทอดมุกขปาฐะจากคนรุ่นที่มาเขียนจิตรกรรมและทำงาน

   ในวัดได้คำบอกเหล่านี้ในชุมชนเป็นของมีค่ายิ่ง  และเป็นเรื่องที่จักทำให้เราก้าวต่อไปในเชิงวัฒนธรรม  ก้าวต่อ

   ไปโดยต่อยอดจากบรรพบุรุษมิใช่โดยแค่การคัดลอกเลียนแบบคนโบราณอย่างไม่มีรากหรือไม่ลืมหูลืมตา ถ้าเรา

   ยังแค่คัดลอกกันอยู่อย่างเพื่อหากิจการจากการท่องเที่ยวที่ฉาบฉวย   ศิลปะในยุคต่อไปของเราก็ไม่สามารถยืน

   อยู่บนขาหรือรากฐานของเราเองได้      และคนรุ่นหลังต่อมาก็จักเป็นนักลอกเลียนของเก่าที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้

   เท่านั้นหรือ  

 

 

         ๗.๏อวลอร สรีเวียงแก้ว      แม่เอย

 

   ป้อป้องมืออรเอ่                               เอนเอื้อย

   กระซิบฝันภิเปรย                             งำสวาท

   สืบสองรักโลดเลื้อย                         เสสม๚ะ

 

 

 

 

 

ทางแก้ว

 

วันปีใหม่ ๒๕๖๒

 

 

 

 สดในสถานที่ ธันวาคม2561

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 ลิงเขียว , สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 03/01/2019 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ชุดตะโกนของท่าน
จำได้ว่าวาดกระซิบรักมาด้วยรูปหนึ่ง
สวัสดีปีใหม่ครับคุณสำรวจฟ้า


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ลิงเขียว from mobile วันที่ : 02/01/2019 เวลา : 22.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

งั้น
เดี๋ยวลองวาดกระซิบรักดูค่ะ
อยากรู้เหมือนกันแฮะจะออกมาแบบไหน?

ความคิดเห็นที่ 7 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทางแก้ว วันที่ : 02/01/2019 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

๏อวลอรสรีเวียงแก้ว.........แม่เอย
.
ป้อป้องมือเอื่อยเอ่............เอนเอื้อย
กระซิบฝันภิเปรย.............งำสวาท
สืบสรีโลดแล่นเจื้อย.........เสสอง ๚ะ
.
คันไม้คันมือเลยมาแต่งโคลงให้คู่กระซิบ

ความคิดเห็นที่ 6 ลิงเขียว , ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สำรวจฟ้า วันที่ : 02/01/2019 เวลา : 14.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

เห็นภาพกระซิบรักปู่ม่านย่าม่าน ทำให้นึกถึงภาพการ์ตูน ตะโกน ของสมเด็จพระเทพฯ

ความคิดเห็นที่ 5 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทางแก้ว วันที่ : 02/01/2019 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

สวัสดีปีใหม่ครับแม่หมี

ไม่มีลิขสิทธิ์ครับงานเป็นร้อยปีขึ้นไปนี่
ขอให้แม่หมีพ่อหมีลูกหมี
มีความสุขกันตลอดปีใหม่เช่นเดียวกันครับ


ความคิดเห็นที่ 4 ลิงเขียว , ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี from mobile วันที่ : 02/01/2019 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เจ้าภาพกระซิบรักนี่มีเยอะจริงๆเลย 555 มีลิขสิทธิ์ภาพมั๊ยเนี่ย

สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่ทางแก้ว สุขกายสบายใจตลอดปีตลอดไปค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทางแก้ว วันที่ : 02/01/2019 เวลา : 06.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

อ้ออย่าลืมสังเกตชายซิ่นของสาวเจ้า
ด้วยน่ะเออ
มันเป็นซิ่นแบบพม่ากรอมถึงพื้น
ทิ้งชายผ้าเคลื่อนไหวไปมา
ดูเหมือนลุนตยา
ไม่เหมือนซิ่นตระกูลลาวทั่วไป



ความคิดเห็นที่ 2 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทางแก้ว วันที่ : 02/01/2019 เวลา : 06.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

คุณลิงเขียว

แหมเรื่องถ่ายรูปกลอนประตูนั้น
มันเป็นอาชีพน่ะถึงตอนนี้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม
คนออกแบบจะต้องเข้าใจคนออกแบบด้วยกัน
ว่าของอย่างนี้ทำไปทำไมมีที่มาที่ไป(เดา)ยังไง

สำหรับหัดวาดรูปแล้ว
เจ้ากระซิบรักนี่น่าวาดทีเดียว
แต่ผมก็ยังไม่เคยวาด

องค์ประกอบแกสีเยี่ยมยุทธิ์เลย
และโดยเฉพาะเส้นนี่
ลองเขียนคัดลอกสบายๆสักสามสี่รูปดูซิครับ
แล้วดูว่าส่งอารมณ์ได้ต่อเนื่องไหม

เหมือนในรูปที่เจ้าหนุ่มออเซาะสาว
ดูตาสิครับสาวเจ้าตาปรือแล้ว
ส่วนเจ้าหนุ่มตาโตข้างตาปรือข้าง
อย่างกรุ่มกริ่ม
ต้องหัดวาดกันหลายรูปทีเดียวเชียว


ความคิดเห็นที่ 1 ทางแก้ว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว from mobile วันที่ : 01/01/2019 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

แอบสะดุ้งโหยงกันเลยทีเดียว
เพราะก่อนหน้าที่จะวาดการ์ดหมูปีกุน
ยังคิดว่าจะวาดรูป(กระซิบรัก)
อยู่เลยค่ะ
เห็นแบบนี้แล้ว
งืมๆจะวาดปู่กระซิบรักดีป่าวน้อ ;)

รูปนักดนตรีกอดรัดหญิงเนี่ย
เพิ่งเคยเห็นเลยนะคะ

ลิงเขียวชอบรูปวัวหรือควายไม่รู้ที่สีดำอ่าค่ะ
มันดูน่ารักดี ^^

ยุคพระศรีอาริยะเมตไตร
้เป็นยุคที่ลือกันว่า(มนุษย์จะอายุยืนเป็นหมื่นปีเชียวนะคะ และก็จะมีแต่คนมีบุญได้มาเกิดค่ะ)
โหย...จะได้มาอยู่ในยุคนี้กับเค้าป่าวเนี่ย =_=^

วัดนี้งดงามมากเลยค่ะ
งามทุกมุมที่ถ่ายมาเลย

เอิม
ให้ได้อย่างนี้สิ
ลิงเขียวไม่เคยถ่ายรูปกลอนประตูเลยค่ะ
ช่างเป็นบล็อกเกอร์ที่ถ่ายไปเรื่อยซะจริงเชียว :)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน