• พ่อตี๋
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : teaeco@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-04
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 13337
  • ส่ง msg :
  • โหวต 8 คน
familytrip
ชวนคุยเรื่องราวของการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ โดยเฉพาะท่องเที่ยวกับครอบครัว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/familytrip
วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2551
Posted by พ่อตี๋ , ผู้อ่าน : 1361 , 22:53:35 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พาลูกเที่ยวตะรุเตา (ก่อนสอบ)

                                                                        โดย  พ่อตี๋

                                 ( 1 )

มีใครคิดแบบผมบ้าง ?

ออกจะเป็นคำถามที่ดูแปลกว่า “ ผมกำลังคิดอะไรอยู่ ” 

                        เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า…….

                        ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยว เรียกได้ว่าถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศแล้ว ผมได้ไปเกือบจะครบทุกจังหวัด มีอยู่หลายแห่งที่ประทับใจจนต้องไปเยือนเกือบทุกปี เช่นที่ทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ ที่ซึ่งผมได้ไปเยือนไปครั้งแรกเมื่อปี พ..2526 และในปีต่อๆไปของเดือนพฤศจิกายน ภาพของทุ่งดอกบัวตองนับล้านดอกจะปรากฏอยู่หน้าสายตาของผมโดยไม่ต้องย้อนไปดูรูปถ่ายแต่อย่างใด 

                        และเมื่อถึงวันที่ผมมีครอบครัว ได้พาลูกชายไปเที่ยวต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 6 เดือน  ผมอยากให้ลูกได้เห็นภาพจริง โดยเฉพาะภาพลำธาร  ป่า เขา น้ำตก ทะเล ซึ่งไม่เหมือนกับภาพถ่ายหรือภาพสวยๆในหนังสือ โทรทัศน์ หรือในสื่อต่างๆ

                      เพราะสื่อต่างๆที่ผมเอ่ยมานั้น แม้ว่าจะมีความสวยงามเพราะความสามารถของผู้ถ่ายภาพ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีทางจะมีได้คือ ความรู้สึกจากการได้สัมผัสจากของจริง ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศโดยรอบซึ่งสามารถมองภาพได้ในแบบพาโนรามา หรือภาพมุมกว้าง ไม่ได้แคบแค่กรอบของรูปที่ตีพิมพ์  รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ที่ได้เห็นบรรยากาศเหล่านั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงพยายามเชิญชวนให้ไปเที่ยวเพื่อจะได้ซึมซับกับสิ่งต่างๆที่ได้พบเห็น ได้เกิดความรัก ความหวงแหนกับธรรมชาติตามสถานที่ต่างๆในประเทศไทย

                        ลูกผมสนุกและตื่นเต้นกับการที่ได้ไปเดินป่า ว่ายน้ำทะเล เข้าถ้ำ เล่นน้ำตก และมักจะมีคำถามใหม่ๆมาถามอยู่เสมอ ผมตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ถามคนที่อยู่ใกล้ๆ ถ้ายังไม่รู้อีก ผมจะบอกว่าขอเวลาไปค้นคว้าก่อน ยอมรับละครับว่ามีหลายครั้งที่รับปากไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ไปค้นหรอกครับ แต่บางครั้งผมก็ต้องสะดุ้ง เมื่อวันดีคืนดี ลูกจะมาทวงคำตอบที่เคยถามคราวไปเที่ยวเมื่อหลายเดือนก่อน เขาเคยถามผมว่า

                        “ น้ำบนดอยอินทนนท์ไหลไปอยู่ตรงไหน

                        “ หมูป่าดุหรือไม่ ?” (ผมเคยเอาองุ่นไปป้อนหมูป่าบนเขาใหญ่บริเวณร้านอาหาร ซึ่งมันชอบไปคุ้ยกองขยะ เป็นหมูป่าที่คุ้นเคยกับคนอยู่แล้ว แต่พอมันเข้ามาใกล้มาก ภรรยาผมรีบถอยห่าง พร้อมกับพูดว่าระวังมันกัด)

                        “ ทำไมหอยเม่นต้องมีหนามแหลม

                        “ ทำไมนกปากห่างไม่กลัวคน?” (ถามเมื่อไปดูนกปากห่างนับพันตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ที่เขตอนุรักษ์นกท่าเสด็จ สุพรรณบุรี)

                        และอีกหลายคำถาม… ฯลฯ

                        แล้วผมก็เลยต้องไปหาคำตอบ คราวนี้ ได้รู้กันทั้งพ่อทั้งลูก (และอาจจะรวมถึงแม่ด้วย) ถ้าจะถามว่ากว่าจะหาคำตอบมาได้นี่ยากง่ายแค่ไหน ผมคงจะบอกได้เพียงว่า ลองนึกถึงเพื่อนๆก่อน จากนั้นถ้ายังไม่ได้คำตอบ ก็ลองไปดูตามร้านขายหนังสือ จะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ ถ้าไม่ซื้อก็ให้จำคำตอบมาให้ครบถ้วนเท่าที่จะเป็นไปได้ และถ้าจะให้ทันสมัย เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็อย่าลืมไปหาคำตอบจากในอินเตอร์เน็ทได้เลยครับ

                        ครอบครัวเราไปเที่ยวต่างจังหวัดเสมอ จวบจนถึงวันที่ลูกจะต้องเข้าสู่รั้วของโรงเรียน คราวนี้จะไปไหนทั้งทีก็ต้องนึกถึงวันหยุด ทั้งๆที่เมื่อก่อนนี้ เราไม่คิดที่จะไปเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว เพราะรู้ว่าคนมาก เมื่อก่อนผมยังตั้งคำถามกับภรรยาผมว่า แปลกใจที่ทำไมเขาจะต้องมาแย่งกันเที่ยวในวันหยุดกันอย่างนี้ คนก็มาก บางครั้งการจราจรก็ติดขัด อะไรๆก็แพง แต่ตอนนี้ ผมเองก็ต้องมาเป็นแบบคนอื่นๆเช่นกัน

                        การเรียนชั้นอนุบาลของลูกผ่านไปด้วยดี เขาสนุกกับการได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆในโรงเรียน จนกระทั่งเมื่อขึ้นชั้นประถมปีที่ 1 ในโรงเรียนเดียวกัน แต่การสอนของครูต่างไปจากอนุบาลมากมาย !!!!

                        ลูกเรียนมากวิชา การบ้านมีทุกวัน บางวันก็มาก วันไหนที่มีการบ้านมาก เขาจะมีเวลาเล่นกับเพื่อนแถวบ้านน้อย

                        วันหนึ่งเขาถามผมกับภรรยาว่า

                        “ พ่อครับ.. ผมอยากไปเที่ยวป่า .. เราไม่ไปกันตั้งนานแล้ว”

                        จริงครับ.. เราไม่ได้ไปเที่ยวแบบครั้งละหลายวันนานแล้ว แต่จะทำยังไงได้ละ ก็ลูกต้องเรียนหนังสือนี่ จะมีเวลาก็เฉพาะช่วงปิดเทอมเท่านั้นเอง

                        ประสบการณ์การท่องเที่ยว ทำให้ทราบดีว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งนั้นมีฤดูกาลของมันอยู่ เช่น ถ้าอยากไปเที่ยวน้ำตก ก็ไม่ควรไปในฤดูร้อน หรือถ้าอยากไปเที่ยวทะเล ก็ต้องรู้ด้วยว่า คลื่นลมและอากาศของสถานที่ที่จะไปนั้นเป็นอย่างไร

                        และเมื่อมีจังหวะ ผมจะต้องพาเพื่อนไปเที่ยวที่เกาะตะรุเตา ซึ่งเป็นอุทยานทางทะเลที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายบนเกาะไข่ที่ขาวละเอียดดุจแป้ง หรือความสวยงามของปะการังซึ้งมีอยู่มากมาย ภรรยาผมก็อยากจะไปด้วย แต่เราก็มีปัญหาอยู่เรื่องเดียว…

                        เรื่องเวลาเรียนของลูก

                        แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ ช่วงนั้นเป็นเดือนกุมภาพันธ์

                        “ ดูนี่.. ตารางสอบออกมาแล้ว ลูกสอบวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถ้าให้ลูกทบทวนหนังสือล่วงหน้า แล้วเรากลับมาวันที่ 27 เช้า ลูกยังมีเวลาพักผ่อนบ้าง “ ข้อเสนอจากแม่มาพร้อมกับตารางสอบในมือ

                        ผมเห็นดีด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการทบทวนหนังสือล่วงหน้า ซึ่งเมื่อสมัยผมเป็นนักเรียนก็เคยทำมา  และเรื่องที่ดีกว่านั้นคือ เราจะได้ไปเที่ยวไกลๆพร้อมหน้ากัน

                        สำหรับบางคน อาจคิดว่าผมห่วงเที่ยวมากเกินไปหรือเปล่า ขนาดลูกจะสอบแล้ว ยังมาคิดแต่เรื่องเที่ยวอีก ..   ก็อาจจะใช่ครับ แต่ผมรับปากกับลูกไปแล้ว และเขาก็ทำตามสัญญา ถึงกับนำหนังสือเรียนไปอ่านระหว่างเดินทางด้วย และถ้าจะมองในแง่ดีก็เท่ากับว่าลูกได้อ่านหนังสือทบทวนวันละนิดละหน่อย ไม่ต้องมาอ่านรวดเดียวก่อนสอบเหมือนกับที่เคยปฎิบัติมา

 

แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้  เมื่อตารางสอบที่ลูกจดมานั้นจดผิดวัน มารู้เอาอีกทีก็เพราะได้คุยกับผู้ปกครองคนอื่น ตารางสอบที่ถูกต้องคือสอบวันที่ 27 กุมภาพันธ์

                        แล้วจะทำยังไงดีละ .. ลูกก็รู้แล้วว่าจะได้ไปเที่ยว เขาทำตามสัญญาด้วยการอ่านทบทวนวันละนิดวันละหน่อย ถ้าเรากลับมาถึงเช้ามืดวันที่ 27 แล้วลูกจะต้องไปโรงเรียนเพื่อสอบเลย ก็กลัวว่าจะเหนื่อยเกินไป

                        “ เอาอย่างนี้ ..ยอมจ่ายมากหน่อยก็แล้วกัน ขากลับจากเกาะตะรุเตาแล้ว เราตีรถเข้าหาดใหญ่เลย แล้วเธอกับลูกนั่งเครื่องบินกลับก่อน ส่วนผมจะกลับพร้อมรถเพื่อประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน “

                        “ ก็ดี… มาถึงตอนนี้แล้วนี่ จะเปลี่ยนอะไรก็ลำบากแล้ว รีบไปจองตั๋วเครื่องบินก่อนดีกว่า “

                        ผมและภรรยาจัดกาธุระที่ตกลงกันจนเสร็จด้วยความสบายใจ ………..

 

วันเดินทาง…………….

เราเดินทางโดยรถตู้ในช่วงของกลางคืน จึงไม่ได้เห็นวิวรอบข้างมากนัก นอกจากไฟจากริมถนน  น้องเป้ลูกชายคนโตมองดูบนท้องฟ้าเพื่อจะดูดาว แต่ดูได้ไม่นานก็เลิกดู เพราะรถเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ส่วนน้องฟางน้องสาวคนเล็กก็คุยจ้อกับคนในรถไม่หยุด  จนถึงเวลาที่ลูกหลับ  ทุกคนจึงได้หลับเช่นกัน

                        เช้าวันใหม่ …………..

                        อากาศข้างนอกเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะเราอยู่ในรถตู้ปรับอากาศ ผมเปิดหน้าต่าง ลมเย็นปะทะใบหน้า แต่กลับไม่ใช่ลมที่สบายตัวมากนัก คงเป็นเพราะเรามาใกล้กับทะเล และเมื่อแสงแดดยามเช้าส่องมาในรถ ก็ได้เวลาตื่นของเด็กๆ

“ ถึงแล้ว..จังหวัดสตูล อีกประเดี๋ยวก็จะเห็นทะเลแล้วนะ”

“ไชโย….” เดี๋ยวจะได้เล่นน้ำแล้ว” เสียงใสๆของฟางข้าวลอยมาพร้อมกับใบหน้าที่ยังไม่ได้ล้างแต่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

และเมื่อรถมาจอดที่ท่าเรือปากบารา เราลงมาบิดตัวให้หายเมื่อย เด็กๆรีบวิ่งไปที่ท่าเรือทันที

“ พ่อครับ เราจะไปเรือลำไหน ? “ เป้ถามทันทีที่เห็นเรือจอดอยู่เต็มท่า

“ ไม่รู้เหมือนกันครับ เดี๋ยวพ่อต้องไปติดต่อกับเจ้าของเรือก่อน แต่อย่างแรกที่ต้องทำเช้านี้คือ แปรงฟัน ล้างหน้าและทานอาหารกันก่อนนะ “

                        เช้านี้ น้ำทะเลลงมากจนเห็นเนินทรายขาวละเอียด เป้และฟางวิ่งไปฝากรอยเท้าบนกองทรายจนแม่ต้องเรียกให้กลับมาทำธุระส่วนตัวก่อน

                        ใกล้ๆกับเนินทรายนั้น มีเรือจอดเกยอยู่ลำหนึ่ง สองพี่น้องขึ้นไปเหยียบบนเรือ กระโดดไปมาจนพอใจแล้ว เป้วิ่งมาถามผม

                        “ พ่อครับ..ทำไมเรือลำนี้ไม่มีพวงมาลัยครับ” เป้เคยไปเที่ยวทะเลหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งที่เห็นพวงมาลัยของเรือ จะไปขอจับด้วยแทบทุกครั้ง

                        ผมเดินไปดูแล้วจึงร้องอ๋อทันที ก็มันเป็นเรือเก่าที่ดูว่าไม่ได้ใช้การมานานแล้ว ชิ้นส่วนบนเรือถูกเลาะออกไปหมด เหลือเพียงโครงเรือเปล่าเท่านั้น

                        “ เรือลำนี้หมดสภาพแล้วครับ เขาเอาของที่ยังใช้ได้ไปใช้ต่อ ส่วนโครงเรือที่ทิ้งอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่ บางทีถ้าไม่คุ้มค่าใช้จ่ายเขาก็กองทิ้งไว้อย่างนี้ละครับ “

                        “อ๋อ…” เป้พยักหน้าก่อนจะไปเปลี่ยนชุด

                     บริเวณท่าเรือ มีร้านอาหารหลายร้าน บางร้านก็เป็นอาหารอิสลาม เพราะทางนี้เป็นชาวมุสลิมเยอะ แต่อาหารที่ดูเหมือนว่าที่ไหนในประเทศไทยก็ต้องมี เรียกว่ากลายเป็นอาหารยอดนิยมไปแล้ว นั่นคือส้มตำ ไก่ย่างและข้าวเหนียว

                     เป้เห็นไก่ย่างข้าวเหนียว รีบสั่งก่อนทันที

                    “ ฟางเอาด้วยนะคะ” เสียงเจื้อยแจ้วของน้องพูดตามพี่ชาย

                     ตกลงว่าเช้านั้น ทุกคนกินอาหารกันแบบง่ายๆเหมือนๆกันทุกคน

                     เมื่อผมพบกับเจ้าของเรือที่ติดต่อไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงพากันขนของลงเรือใหญ่ มุ่งสู่ทะเลอันดามัน จุดหมายปลายทางแรกคือ เกาะตะรุเตา

                เรือใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษ ก็มาจอดอยู่ที่ท่าเรืออ่าวพันเต จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแล้ว ผมพาทุกคนไปขึ้นจุดชมวิวที่ผาโต๊ะบู ซึ่งมีความสูงจากพื้นดินประมาณ 60 เมตร  แต่เวลาเดินต้องเดินอ้อมไปที่ด้านหลังก่อน แล้วค่อยเลาะตัดขึ้นสู่จุดสูงสุด แม้ว่าระยะทางจะไม่ไกลนัก แต่เพราะว่าคนส่วนมากไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จึงใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมง กว่าที่จะถึงยอด คนที่เดินขึ้นมาถึงเป็นคนแรกก็คือ “ น้องเป้”

            ผมเชื่อแล้วครับว่าเด็กแม้จะตัวเล็ก แต่มีความกระตือลือล้นสูง ถ้าอยากรู้อยากเห็นเอง จะไม่มีคำว่าเหนื่อยหลุดออกมาจากปากของเด็ก จะมีก็แต่คำว่า เร็วหน่อยสิ……

              แรกสุดเมื่อถึงยอดเขา ไม่มีลมโชยมาสักนิด ส่งผลให้มีความรู้สึกว่าร้อนยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อได้เห็นวิวจากยอดเขาแล้ว ความเหนื่อยค่อยๆหายไป ภาพทะเลสีครามอันกว้างใหญ่และประภาคารเดินเรือดูเด่นเป็นสง่า ด้านขวามือเป็นเวิ้งอ่าวที่เว้าเข้ามา เป็นภาพที่มีมิติ ไม่แบนราบเหมือนภาพที่เห็นในหนังสือท่องเที่ยว

             ลมค่อยๆโชยมา แม้จะแผ่วเบา แต่ก็ทำให้สดชื่นกว่าเดิม

             น้องฟางไม่ได้เดินขึ้นมาด้วย เพราะยังเล็กเกินไป ชอบเล่นสิ่งที่ใกล้ตัว พอเห็นหาดทรายก็ตรงไปเล่นทรายโดยไม่สนใจเรื่องอื่น ทำให้แม่ต้องคอยอยู่เป็นเพื่อน ไม่ได้ขึ้นไปชมวิวด้วยกัน

             ที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีมุมที่จัดเป็นนิทรรศการเล็กๆ เล่าถึงประวัติความเป็นมาของเกาะตะรุเตาที่เมื่อก่อนนี้ใช้เป็นที่กักขังนักโทษ ซึ่งว่ากันว่าไม่ค่อยมีใครกล้าหนี เพราะมีทั้งฉลามและจระเข้ชุกชุม   แต่ต่อมาเกิดกรณีโจรสลัด ทำให้กลายเป็นเหตุนำไปสู่การปิดเกาะ และอีก 26 ปีถัดมา กรมป่าไม้จึงได้สำรวจจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

                        “ โจรสลัดเป็นยังครับพ่อ” มาอีกแล้วครับ คำถามของคนอยากรู้

                        “ ก็คือคนไม่ดีที่คอยปล้นเรือลำอื่นครับ” ผมคิดก่อนที่จะหาคำตอบให้ลูกสั้นๆ ยังดีที่ไม่มีคำถามต่อเนื่องไปอีก แต่กลับกลายมีคำถามใหม่มาแทนเมื่อเป้ไปอ่านคำอธิบายของหินกรวดที่มีลายหินงดงาม ซึ่งมีคำบรรยายสรุปได้ว่า มีนักท่องเที่ยวเก็บหินนี้ไป แต่ก็ต้องนำส่งกลับคืนเพราะเจออาถรรพ์

                        “ หินนี่มีอาถรรพ์จริงๆหรือพ่อ” คำถามใหม่เริ่มแล้ว…..

                        “ พ่อไม่รู้หรอก มันอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่เป้ลองคิดดูนะ ถ้าหินสวยๆพวกนี้ถูกเก็บไปหมด ต่อไปที่เกาะหินงามใครจะมาเที่ยวกันละ ก็หินสวยๆถูกเก็บไปหมดแล้วนี่ “ ผมขยายเหตุผล

                        “ อ๋อ.. แสดงว่ามีคนเก็บไปอยู่เรื่อยๆ เขาเลยต้องหาทางไม่ให้เก็บ “ ความหมายของเป้เหมือนไม่เชื่อเรื่องของอาถรรพ์

                        “ ก็ใช่ครับ.. แต่เรื่องของอาถรรพ์อาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ มันพิสูจน์ยาก แต่เราไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะ ที่แน่ๆคือ ดูแต่ตา อย่าเก็บไป คนอื่นที่มาทีหลังจะได้ดูต่อ ถ่ายรูปไปอย่างเดียวก็พอ ดีมั้ยครับ “

                        “ ดีครับ แล้วเราจะได้ไปเกาะหินงามหรือเปล่าครับ “

                        “ พรุ่งนี้ครับ แต่เดี๋ยวเราไปเที่ยวถ้ำจระเข้กันก่อน “

                        เราต้องนั่งเรือหางยาวของอุทยานเพื่อลัดเลาะคลองพันเตมะละกาสู่ปากถ้ำจระเข้ ผ่านป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์มาก แต่เมื่อเรือไปถึงสะพานเทียบท่า เป้เห็นป่าชายเลนถูกตัดอยู่แถวสะพาน ด้วยความสงสัยจึงถามผม ผมจึงต้องหันไปถามกับคนขับเรือต่อ

                        “ ตรงนี้เขาทำสะพานเพื่อความสะดวกครับ เมื่อก่อนนี้ คนมาเที่ยวลำบาก เวลาน้ำลงต้องเดินเข้าไป หรือบางทีก็เข้าไม่ได้ เลยต้องสร้างสะพานตรงนี้ ก็เลยต้องตัดไม้โกงกางบางส่วนออก  แต่ก็นิดเดียวเท่านั้นครับ หนูไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้มีแต่ปลูกเพิ่ม “ สำเนียงทองแดงของคนเรือที่ตอบพอจะทำให้ทุกคนหายสงสัย

                        ระหว่างทางเดินที่เป็นสะพานยาวทอดเข้าไปยังปากถ้ำ มีป่าโกงกางหนาแน่น ผมชักชวนเป้ให้ลองสังเกตสิ่งมีชีวิตที่พบเห็น แรกๆ เป้บอกว่าไม่เห็นอะไร แต่คนที่เห็นสิ่งมีชีวิตเป็นคนแรกกลับกลายเป็นน้องฟางข้าวที่มองลงต่ำไปยังดินเลน

                        “ แม่..เห็นมั้ย ปูสีสวยจังเลย “

                        มันเป็นเพียงปูตัวเล็กๆ แต่ลำตัวเป็นสีเขียวจัดจ้าน ยามเมื่อสะท้อนกับแสงแดดกลับดูสวยงามยิ่ง เป้จึงมองดูพื้นดินเลนบ้าง และก็ได้เห็นปูเช่นกัน

                        “ เห็นมั้ยละ..น้องฟางเห็นก่อนเป้อีก ลองสังเกตต่ออีกหน่อยสิ”

                        เป้เปลี่ยนทิศทาง หันไปมองที่ป่าโกงกางอีกครั้ง คราวนี้ดูตั้งใจสังเกตมากกว่าเดิม เพียงครู่เดียวเป้ก็ได้เห็นนกกระเต็นตัวเล็กๆแต่ปากใหญ่เกาะอยู่ที่กิ่งของต้นโกงกาง แม้จะตัวเล็ก แต่เนื่องจากปีกของนกกระเต็นเป็นสีฟ้าสด ถ้าตั้งใจสังเกต ก็จะเห็นได้ไม่ยากเลย นอกจากนั้น ยังได้เห็นเหยี่ยวที่บินวนอยู่บนท้องฟ้าคอยหาเหยื่อ นี่ละครับ ประโยชน์ของการสังเกตธรรมชาติรอบตัว

                        จากปากถ้ำ ทางเดินเข้าไปจะเป็นทุ่นลอยน้ำ ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อยเหมือนกับถ้ำทั่วๆไป มีอยู่จุดหนึ่งที่รูปร่างลักษณะของหินดูคล้ายจระเข้ คงเป็นที่มาของชื่อถ้ำ แต่จากคำบอกเล่า มีคนบอกว่าเคยมีจระเข้อาศัยอยู่ที่เกาะตะรุเตานี้จริงๆ

                        ในบางครั้ง จุดหมายปลายทางไม่ใช่ส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวเสมอไป เช่นเดียวกับที่ถ้ำจระเข้แห่งนี้ที่ดูเหมือนว่าเป้และฟางรู้สึกเฉยๆ แต่ไปสนใจกับเรื่องของป่าโกงกางระหว่างทางมากกว่า

                        บ่ายมากแล้ว พวกเราต้องเข้าที่พักที่เกาะบุโหลน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเกาะตะรุเตามากนัก อากาศช่วงบ่ายไม่ค่อยดี มีลมแรง ทำให้การลงเกาะยากขึ้น ต้องเปลี่ยนลงเรือหางยาวเข้าฝั่ง เด็กๆดูไม่ทุกข์ร้อน กลับกลายเป็นสนุกอย่างเดียว

                        “ ดีจังนะพ่อ…วันนี้ได้นั่งเรือตั้งหลายลำ “

                        ดูความคิดของเด็กสิครับ ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าการได้สนุกสนาน ผมหวนกลับไปคิดถึงเพื่อนบางคนที่ห่วงลูกไปทุกเรื่อง จนทุกวันนี้ ความกล้าของลูกเพื่อนหายไปเยอะเพราะพ่อแม่ห้ามไปเสียหมด ผมไม่ได้ปล่อยลูกไปทุกเรื่องนะครับ อยู่ในสายตาของทั้งพ่อและแม่ บางเรื่องที่อาจเป็นอันตรายมากก็ไม่ปล่อย เช่น  เรื่องของใช้ไฟฟ้าบางอย่าง, เรื่องของภัยทางน้ำ ฯลฯ ผมเพียงแต่ถือคติที่ว่าอะไรที่เด็กต้องเจอในชีวิตจริง ก็ต้องให้ลองทำ ต้องให้เขารู้จักเรียนรู้ เราช่วยเขาทุกเรื่องไม่ได้หรอก

                        เย็นวันนั้น …หลังจากอาหารเย็น เป้และฟางหลับสนิท…..

                        เวลาเหนื่อยมากๆก็ดีอย่างละครับ เด็กๆหลับง่าย……..

                        ผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกันครับ….หลับสนิทจริงๆ

 

                                                --------------------------------------------

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Aoy-Kyo วันที่ : 29/07/2008 เวลา : 10.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aoy-Kyo

น่าอิจฉาสมาชิกในครอบครัวของพ่อตี๋นะคะ เพราะเป็นธรรมชาติแล้วก็
น่ารักพอเพียง ม่อะไรก็ทำให้มีความสุขถ้าเข้าใจความรู้สึกกัน
ขอบคุณที่มีครอบครัวน่ารักแบบนี้ในสังคมนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เจ้าอารมณ์ วันที่ : 25/07/2008 เวลา : 23.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimeiei
http://www.jaoarom.com

อ่านแล้วสนุกไปด้วย
แถมความประทับใจกับครอบครัวที่อบอุ่น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ภู่กันดอย วันที่ : 25/07/2008 เวลา : 23.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anubarnmaetalu
สนับสนุน OK NATURE @ Save Nature Save Life   ....เสียงจากครูน้อย...บนดอยไกล....กับผมภู่กันดอย..สบเมย..แม่ฮ่องสอน..

เข้ามาเยี่ยมเยียน
เข้ามาทักทาย
เข้ามาเก็บเกี่ยวหาประสบการณ์การบอกเล่า
เข้ามาหาสิ่งที่ดีดีในชีวิต
ขอบคุณสำหรับความรู้และประสบกาณ์การบอกเล่า
ขอบคุณครับ
ว่าง ๆ มาเยี่ยม น้องอนุบาลบนดอยนะครับ
ภู่กันดอย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นักรบนักรัก วันที่ : 25/07/2008 เวลา : 23.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mymemory
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย ! !

น่ารักดีครับ เรื่องนี้ ผมให้ 1 โหวต ด้วยเต็มใจ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน