• พ่อตี๋
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : teaeco@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-04
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 13196
  • ส่ง msg :
  • โหวต 8 คน
familytrip
ชวนคุยเรื่องราวของการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ โดยเฉพาะท่องเที่ยวกับครอบครัว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/familytrip
วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม 2551
Posted by พ่อตี๋ , ผู้อ่าน : 1663 , 00:03:53 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พาลูกเที่ยวก่อนสอบ

                                                                                    โดย พ่อตี๋

                                    ( 2 )

                        บรรยากาศบนเกาะหลีเป๊ะของเช้าวันใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส มีเมฆประปราย อากาศวันนี้คงจะดี  เหมาะกับการดูปะการังน้ำตื้น เป้เคยดูหลายครั้งแล้ว แต่ที่นี่จะเป็นการดูปะการังครั้งแรกของฟางข้าว

                        เด็กทั้งสองคนตื่นแล้ว เสียงของฟางข้าวดังออกจากบ้านพัก เพียงครู่เดียว สองพี่น้องออกจากห้องมาเดินเล่นริมหาด ลมพัดเย็นสบาย ผมนอนผูกเปลใต้ต้นสน

                        “ พ่อจ๋า…ขอนอนด้วยนะ” ฟางมาอยู่ข้างตัวเมื่อไหร่ไม่รู้ ไม่พูดเปล่า ฟางยกขาขึ้นที่เปล ผมจับขาห้ามไว้

                        “ เดี๋ยวก่อนครับ…รอพ่อลงก่อน เดี๋ยวจะตกนะลูก”

                        “ ทำไมละ ก็นอนด้วยกันสิ”

                      “ไม่ได้ครับ เปลนี้มันเล็ก ถ้าหนักเกินไปเดี๋ยวเชือกจะขาดแล้วจะอดนอนกันทั้งคู่นะ”

                        ผมลงจากเปล อุ้มน้องฟางขึ้นเปล แกว่งไปมา น้องฟางหัวเราะชอบใจ

                        “ เอาแรงๆ เอาแรงๆ “ เสียงฟางตะโกนออกจากในเปล

                        “ แรงๆเดี๋ยวก็ตกหรอก “ คราวนี้เป็นเสียงของเป้ที่เดินอยู่แถวนั้น พี่น้องสองคนนี้ ทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่องเสมอ ตามประสาเด็ก

                        “ พ่อครับ เราจะไปเกาะหินงามกันตอนไหนครับ” เป้ถามเหมือนจะทวงสัญญาที่ผมบอกไว้ว่าจะไปเมื่อตอนที่อยู่บนเกาะตะรุเตาเมื่อวานนี้

                        “อ้าว…แล้วไม่ไปดูปะการังกันแล้วเหรอ

                        เป้ยิ้มเหมือนรู้ว่าผมหยอกเล่น ก่อนที่จะตอบผมว่า “ ก็ไปทั้งสองที่นั่นแหละ”

                                                                        ------------

        

                        วันนี้เราจะต้องนั่งเรือกันทั้งวัน จากเกาะบุโหลนไปหมู่เกาะดง ต้องนั่งเรือกันนาน การนั่งเรือนานๆ ถ้าอยู่เฉยๆ อาจจะน่าเบื่ออยู่ การที่มีเด็กมาเที่ยวด้วยก็ดีไปอย่าง เพราะเด็กจะชวนคุยอยู่ตลอด หรือไม่ก็ตั้งคำถามรอบตัว คนที่ไปด้วยถ้าไม่เบื่อเสียงเด็กก็คงจะหัวเราะกับความไร้เดียงสาและความน่ารักของเด็กแทน

                        ราวสองชั่วโมงเศษ เรือพาพวกเรามายังเกาะดงหรือเกาะบาตอง น้ำทะเลใสจนเห็นฝูงปลาและก้อนหินปะการัง ผมใส่หน้ากากลงน้ำไปก่อนเพื่อดูกระแสน้ำว่าแรงมากหรือไม่ จากนั้นคนอื่นๆค่อยตามลงไป เป้ไม่รอช้า สวมชูชีพแล้วกระโดดลงน้ำตามทันที ส่วนน้องฟางลงเป็นคนสุดท้าย ไม่มีอาการกลัวน้ำแต่ประการใด

                        “ ฮู้ยยยย.. น้ำเย็นจังเลย “ น้องฟางพูดไปขยับแขนขาไป หน้ากากดำน้ำใหญ่เกินไปสำหรับฟาง จึงใช้แว่นตาที่ใช้ในสระว่ายน้ำแทน ส่วนการดูปะการัง น้องฟางใช้วิธีจุ่มใบหน้าลงน้ำ กลั้นหายใจเดี๋ยวเดียว ก็โผล่ขึ้นมา

                        “ น้ำเค็มปี๋เลย”

                        คงเพราะฟางเผลออ้าปากขณะดำน้ำ น้ำจึงเข้าปากไปเต็มคำ คุณแม่รีบเปลี่ยนเรื่อง

                        “ เป็นยังไง ?.. เห็นอะไรบ้างคะ”

                        “ ไม่เห็นอะไรเลย “

                        “ อ้าว..ทำไมละ “

                        “ ก็ตอนดำน้ำฟางหลับตา”

                        “ แล้วหนูหลับตาทำไม”

                        “ กลัวน้ำเข้าตา”

                        เท่านั้นแหละ เสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆก็ดังขึ้นพร้อมกัน

                        “ ฟางลืมแล้วหรือ ฟางใส่แว่นอยู่นะ”

                        “ ฟางลืมไปคะ” พูดพลางหัวเราะแบบเขินๆ

                        เป้เคยเรียนว่ายน้ำมาแล้ว การได้ใช้ตีนกบ ทำให้ว่ายน้ำได้คล่องขึ้น ผมว่ายไปคู่กับเป้ไล่ดูปลาโนรีตัวใหญ่ 2 ตัว ที่มีครีบบนหลังยาวและลำตัวสีเขียวสลับดำ มันคงรู้ว่าถูกตามดูอยู่ จึงหลบเข้าไปในซอกหิน

        

                       ผมกับเป้เปลี่ยนไปดูสิ่งอื่นแทน สิ่งมีชีวิตใต้น้ำทุกชนิดยามเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องยิ่งแรง ยิ่งดูสวยงาม  เราสองคนว่ายมาดูกอดอกไม้ทะเลที่มีปลาการ์ตูนอาศัยอยู่ เป็นปลาที่น่ารักมาก

                        น้ำทะเลอยู่ในเวลาที่กำลังลดลง ยิ่งดู ยิ่งเพลิน เวลาหมดไปเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว เมื้อย้อนกลับมาใกล้จุดเดิมที่มีปะการังสมองก้อนโตอยู่ ผมเห็นหอยเม่นอยู่ตรงนั้นมาก จึงพากลับขึ้นเรือ

                        “หอยเม่นเยอะแยะเลยนะพ่อ” เป้คุยกับผมขณะอาบน้ำจืดอยู่

                        “นั่นแหละ น้ำกำลังลง ยิ่งน้ำลงมาก บางทีเราอาจเผลอไปเหยียบหอยเม่นได้นะ”

                        “ ไม่เป็นไร เป้ใส่ตีนกบ”

                        “ ตีนกบก็เถอะ พ่อเคยโดนมาแล้ว มันตำทะลุแผ่นยางเลยนะ ไม่รู้มันตำได้ยังไงเหมือนกัน อีกอย่างเราก็ไม่ควรไปเหยียบมันไม่ใช่เหรอ เพราะมันไม่ได้ทำอะไรเราสักหน่อย จำไว้นะ คนที่ถูกหอยเม่นตำขานะ ไม่ใช่มันว่ายมาตำเรานะ แต่ขาของเราต่างหากที่ไปโดนมัน มันไม่ได้ทำอะไรเราเลย มันมีหนามไว้เพื่อป้องกันตัว”

                       

               เป้พยักหน้าแล้วเดินไปกินน้ำกับขนมคุ๊กกี้ เวลาที่ลงน้ำ เราใช้พลังงานมากแต่ไม่ค่อยรู้ตัวก็เพราะเราอยู่ในน้ำที่เย็นสบาย แม้จะเหนื่อยแต่ก็ไม่มีเหงื่อ แต่พอขึ้นจากน้ำแล้วจะรู้สึกหิว มีอะไรก็กินหมดได้ไม่ยาก

                        เรือพาเรามาถึงเกาะหินงาม ที่นี่ไม่มีเวลาดูปะการัง แต่เรามาเพื่อชมหินกรวดที่มีลวดลายสวยงามทั้งเกาะ ยามเมื่อน้ำทะเลสาดเข้ากับกองกรวด จะเห็นเงาสะท้อนวับวาวของหิน เป้เก็บหินขึ้นมาดู

                        “ สวยดีนะพ่อ มีทั้งเกาะเลย รู้แล้วว่าทำไมใครๆก็อยากได้”

                        “ ใช่แล้วละ จำที่พ่อพูดเมื่อวานนี้ได้มั้ย ถ้ามีแต่คนชอบแล้วเก็บ ป่านนี้เป้คงไม่มีโอกาสได้เห็นแล้วละ “

                        “ หินเยอะขนาดนี้ ไม่น่าจะหมดนะ” เป้แย้งคำพูดของผม

                        “ ถ้าคนเราอยากได้กันหมด ต่อให้มีมากแค่ไหนมันก็ไม่พอหรอก” ผมขยายความให้เป้คิด

                        ที่เกาะหินงาม เราใช้เวลาไม่นานนัก ผมเก็บเอาก้อนหินมาเรียงเป็นชื่อเป้ แล้วให้เป้ไปนั่งข้างหินเพื่อถ่ายรูป น้องฟางก็เช่นเดียวกัน

                        “ เราจะไปดูปะการังต่อไหมครับ” เป้ถามเมื่อเรือเริ่มออกจากเกาะหินงาม

                        “ ไปสิ เดี๋ยวเราไปดูปะการังอ่อนที่เกาะยางกัน “

        

                        ปะการังอ่อน เป็นปะการังก้อนเล็กๆ แต่มีสีสันจัดจ้าน โดยปกติจะเห็นในเขตน้ำลึก แต่ในบางแห่งสามารถของเห็นได้ในเขตน้ำตื้น ที่เกาะยางนี่ก็เช่นเดียวกัน

                        ลมช่วงบ่ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรามาถึงบริเวณเกาะยาง ผมลงไปดูก่อน ปรากฏว่าน้ำแรงและค่อนข้างขุ่น คนเรือบอกว่าไปดูปะการังที่แถวเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเป็นเกาะที่เราจะพักกันคืนนี้ดีกว่า ดูเสร็จแล้วจะได้เข้าที่พักเร็ว

                        อากาศดูจะไม่เป็นใจ ระหว่างเดินทางสู่เกาะหลีเป๊ะ เมฆดำทะมึนมาแทนที่แสงอาทิตย์แม้ว่าจะไม่มีฝน แต่ก็ดูปะการังไม่สวยแล้ว

                        “ เป้ครับ เราเข้าที่พักกันดีกว่า ถ้าฝนตกจะขึ้นเรือลำบาก”

                        เป้มองด้วยความเสียดาย แต่ก็ยอมรับความจริง แม้ว่าบางครั้งเป้จะไม่ค่อยยอม แต่ครั้งนี้ เป้กลับเฉย บางครั้งสภาพแวดล้อมก็เป็นตัวอธิบายแทนคำพูดได้

                        เราเข้าบ้านพักบนเกาะหลีเป๊ะ ใกล้กับบ้านพัก เป็นชุมชนเล็กๆ  เด็กนักเรียนกำลังเดินกลับบ้าน  บางบ้าน เด็กกำลังไล่ต้อนไก่เข้าเล้า น้องฟางไปวิ่งไล่กับเขาด้วย ไก่วิ่งหนีพล่าน พอฟางจับไม่ได้ หันไปวิ่งไล่ลูกไก่แทน เด็กเจ้าของไก่ไม่ได้ว่าอะไร กลับสนุกด้วยกันแม้ไม่รู้จัก

                        เด็กต่างถิ่น ต่างวัย แต่ก็เล่นกันได้ เป็นมิตรภาพแบบเด็กๆที่ไม่มีพรมแดน ผมเพียงคอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้ก้าวล่วงไปในโลกของเด็ก

                        อาหารเย็นเป็นปลาเก๋าตัวโต ผมหยอกกับน้องฟางว่าปลาตัวที่เรากินอยู่นี่เป็นตัวที่เราเห็นเมื่อเช้านี้เอง

                        “ แล้วจับมันมาทำไม อย่าเพิ่งกินนะ เอามันไปปล่อยเถอะ” น้องฟางพูดเมื่อเห็นปลาเก๋าราดพริกตัวเขื่องตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารแล้ว แต่เป้รีบอธิบายให้น้องฟางแทนผม

                        “ ไม่ใช่..พ่อพูดเล่น แถวนั้นจะจับปลาได้ยังไง เป็นเขตอุทยานนะ เขาห้ามจับ”

                        การมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ถ้าหากเด็กได้รู้ถึงประโยชน์ของการจัดตั้งอุทยาน เด็กจะซึมซับและรู้จักหวงแหนธรรมชาติมากขึ้น เห็นป้ายอะไรที่น่าสนใจก็อย่าผ่านเลยไป ลองอ่านให้เด็กฟัง บางสิ่งอาจไม่น่าสนใจสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กแล้วอาจสนใจอย่างจริงจังมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด

                        คืนนั้น..ท้องฟ้าเป็นสีดำ เมฆฝนพัดผ่านมาจนกระทั่งถึงที่พักของเรา ฝนตกหนัก ไม่มีอะไรดีไปกว่าการอยู่ในบ้านพักเพื่อการพักผ่อน

                        ทุกคนหลับสนิทเพราะเพลียจากการเล่นน้ำ แม้ว่าฝนจะตกแรงมากก็ตาม

                        วันสุดท้าย….

             อากาศเช้าวันใหม่ไม่สดใส ยังคงมีเมฆมาก แต่ยังคงมีแสงแดดส่องถึง  ผมผูกเปลนอนอยู่หน้าบ้านรับลมทะเล ส่วนคนอื่นกำลังเก็บสัมภาระเพื่อลงเรือกลับสู่ฝั่ง เป้เดินมาหาผม ถามผมว่า

                       “วันนี้มีไปดูปะการังอีกมั้ยครับ”

                       “ ไม่แล้วครับ เดี๋ยวเราต้องกลับเข้าฝั่งแล้ว ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตกเครื่องบินนะ…อ้อ…นึกออกแล้ว  เดี๋ยวเราแวะเที่ยวที่เกาะไข่ก่อน แต่ไม่ได้ดูปะการังนะ ไปถ่ายรูปกัน”

                        “ไชโย…” เป้ร้องเหมือนจะบอกว่ายังดีที่ได้เที่ยวอีกหน่อย

                                                            ---------------

                        เรือมาถึงเกาะไข่ ซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็กๆที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง-ราวี แม้เกาะจะเล็กแต่ชื่อเสียงไม่เล็กเลย ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล นั่นคือซุ้มประตูหินที่มองเห็นแต่ไกล และเมื่อลงเหยียบเกาะแล้วยิ่งไม่น่าผิดหวัง หาดทรายขาวละเอียดราวกับแป้ง ผมหยุดถ่ายรูปไปเรื่อย  ปล่อยให้คนอื่นเดินไปก่อน แต่ผมก็ต้องแปลกใจนิด เมื่อเห็นน้องฟางกับคุณแม่หยุดดูบางสิ่งบางอย่าง ผมคาดเดาว่าน่าจะเป็นปูเสฉวน และเมื่อเดินไปใกล้ก็ไม่ผิดคาด คุณแม่กำลังนั่งดูปูเสฉวนที่เดินเล่นบนหาดทราย  แต่น้องฟางกำลังเก็บหินก้อนเล็กๆมากองรวมกัน ก้อนหินที่น้องฟางเก็บมามีหลายสี แต่เมื่อนำมาอยู่ใกล้กันกลับดูสวยงามจนผมต้องถ่ายรูปเก็บไว้

                        ที่ซุ้มประตูหิน เป็นซุ้มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ใครมาเที่ยวอุทยานแห่งนี้ เป็นต้องแวะมาถ่ายรูปที่เกาะนี้ ถ้าใครมีเวลามากหน่อยน่าจะเล่นน้ำด้วย น้องเป้เองก็ขอเล่นน้ำ แต่เวลาของเราไม่เพียงพอ ถ่ายรูปเสร็จแล้วต้องรีบกลับขึ้นเรือเพื่อเข้าสู่ท่าเรือให้เร็ว

                        แต่อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกลงมาเบาๆอีกครั้ง เรือต้องชลอความเร็ว…………

                        เรือกลับเข้าถึงฝั่งเวลาเที่ยงเศษ ผิดเวลาจากที่กำหนดไว้ประมาณหนึ่งชั่วโมง เราต้องรีบขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางเข้าหาดใหญ่ อาหารมื้อเที่ยงจึงเหมือนกับมื้อเช้าขามา..ข้าวเหนียว – ไก่ย่าง

                        รถตู้พาพวกเราเข้าสู่หาดใหญ่ แต่ฝนตกต่อเนื่องมาตลอด ทำให้รถขับเร็วมากไม่ได้ ระหว่างทาง ผมโทรศัพท์ติดต่อกับทางสนามบินหาดใหญ่ตลอด ใจก็ภาวนาเข้าข้างตัวเองว่าเครื่องบินอาจจะเลื่อนเวลาออกเพราะอาจเจอกับพายุฝน

                        ในที่สุด…..เราก็ไปไม่ทันจริงๆ

                        ไม่มีทางเลือก นอกจากลูกและแม่ต้องกลับพร้อมรถ เป้กระวนกระวายไม่ต่างกับแม่ ผมได้แต่บอกปลอบใจ

                        “ เป้อ่านหนังสือมาพร้อมแล้วนี่ กลับไปสอบน่าจะทำได้อยู่แล้ว”

                        แต่สิ่งที่ผมห่วงอยู่ในใจไม่ใช่เรื่องทำข้อสอบ แต่ห่วงว่าเขาจะง่วงหลับในห้องสอบมากกว่า   วิธีเดียวที่น่าจะเป็นไปได้คือกลับถึงบ้านให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน

                        เราจึงกลับถึงบ้านช่วงตี 3

                        เป้มีเวลานอนได้อีก 3 ชั่วโมงเศษ เพราะโรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก

เมื่อถึงเวลาสอบ….ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

                       และเมื่อถึงวันฟังผลสอบ   เป้สอบได้ที่ 13 จากนักเรียนในห้อง 45 คน

                      ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่ได้กังวลกับเรื่องการเรียนของลูกอีก เพราะนี่เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่าถ้ามีการเตรียมพร้อมและเด็กทำตามสัญญาได้ ก็ไม่น่าเป็นปัญหา เป้เรียนเพียงชั้นประถมปีที่ 2 เท่านั้น ดูจากหนังสือเรียนแล้ว เกือบทุกเล่มพ่อแม่สอนเองได้ ประโยชน์จากการที่ลูกได้ไปสัมผัสโลกภายนอกโดยไปกับพ่อแม่คือการได้เรียนรู้ร่วมกัน และที่ผมรู้สึกได้คือลูกจะจำได้แม่นยำกว่าการท่องจำ และยังมีผลพลอยได้อีกมากมายเช่นการที่ลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง การได้เข้าสังคมกับคนอื่นๆโดยไม่แบ่งชนชั้น

                   ทุกวันนี้ ถ้ามีช่วงไหนที่ผมคิดว่าเป็นโอกาสดีของลูกที่ไม่น่าพลาด ผมพร้อมที่จะให้ลูกลาหยุด  ยกเว้นถ้าตรงกับวันสอบเท่านั้น

                        มีใครคิดแบบผมบ้างมั้ยครับ

                                    -----------------------

หมายเหตุ : บทความนี้ เคยตีพิมพ์ลงในพ๊อคเก็คบุ๊ค ชื่อว่า "เพราะใส่ใจ  จึงได้เรื่อง"  เมื่อหลายปีมาแล้ว  ตอนนี้  เด็กทั้ง 2 คน เรียนอยู่ชั้นมัธยมแล้ว 

                หลายครั้ง ที่ผมเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้  และพบว่ามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่น่าจะมาแลกเปลี่ยนกันในวงกว้าง เลยขอนำมาลงในบล๊อคนี้  อ่านแล้ว ช่วยแสดงความเห็นด้วยครับ

 

          




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ew*-* วันที่ : 30/07/2008 เวลา : 17.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/witita
...ต้นไม้ที่แข็งแรง ก็ย่อมมากจากรากที่ฝังแน่นในพื้นดินประเทศชาติที่เข้มแข็ง ก็ย่อมมาจากวัฒนธรรมที่แข็งแรงด้วย... (โหมโรง)


รบกวนมาคอนเฟริมหน่อยนะค่ะว่าจะไปขึ้นรถที่ไหนดี ระหว่างที่ กองสลาก 7 โมง สะพานควาย 7.30 น. และที่หน้าตึกเนชั่นบางนา 8 โมง ที่นี่นะค่ะ http://www.oknation.net/blog/witita/2008/07/29/entry-1

จะได้เอาเบอร์โทรผู้ติดต่อให้ทางหลังไมค์ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 28/07/2008 เวลา : 21.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

ขอบคุณครับ
ดูแล้วนึกถึงตอนลูกยังเล็กๆ
ภายสวยเรื่องราวน่าอ่านมากครับ

+๑โหวต

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
krutik วันที่ : 28/07/2008 เวลา : 18.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krutik

สวัสดีค่ะ
การเที่ยวแบบนี้เท่ากับไปเข้าห้องเรียนห้องใหญ่เลยนะคะ แถมสนุกด้วย
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Canary วันที่ : 27/07/2008 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ajhara

เรียนรู้จากของจริงได้ประโยชน์กว่านั่งดูรูปอยู่มนช้ันเรียน
เด็กบางคนเก่ง แต่ไม่เก่งเรียนตำราโรงเรียนค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน