• Davinci
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : numm@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-05-04
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 63791
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
Financial Literacy
สร้างความมั่งคั่ง ด้วยความฉลาดทางการเงิน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/financial-literacy
วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by Davinci , ผู้อ่าน : 6260 , 16:31:48 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่องในวันนี้เป็นประเด็นสืบเนื่องจากที่ได้ยินได้ฟังพิธีกรรายการเล่าข่าวยามเช้าท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนไทยอยู่ไม่น้อย พูดถึงแนวคิดที่จะมีการนำข้อมูลการชำระค่าสาธารณูปโภค อาทิ ค่านำ้ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์ ไปรวบรวมไว้ใน “เครดิตบูโร” ว่าเป็นการขึ้นบัญชีดำหรือที่หลายคนเรียกกันว่า “แบลคลิสต์”

 

อันที่จริงผมเองก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (หรือ “เครดิตบูโร”) หรอกครับ เพียงแต่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ที่คนไม่รู้เรื่องทางการเงิน มาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเงินแบบสนุกปาก เรียกเสียงเชียร์จากชาวบ้าน นัยว่าทำอย่างนี้แล้วก็ยิ่งกู้เงินยากกันเข้าไปใหญ่ แถมพิธีกรสาวอีกท่านหนึ่งยังช่วยสมทบความคิดเห็นเข้าไปอีกด้วยว่า “ถ้าเกิดเราเผลอลืมเสียค่านำ้ค่าไฟ ก็เสียเครดิตกันเลยอย่างนั้นหรือ”

 

วันนี้ผมจึงขออนุญาตขยายความและทำความเข้าใจเรื่องนี้กันสักหน่อย

 

อันที่จริงแล้วคำว่า “ข้อมูลเครดิต” หรือ “เครดิตบูโร” นั้น เป็นเพียงศูนย์กลางข้อมูลเครดิตของบุคคลและนิติบุคคลต่างๆ ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งส่งข้อมูลของตนมาแชร์ไว้ตรงกลาง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ กำกับการให้สินเชื่อ ไม่ให้มีการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ดี อันจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโดยรวม ซึ่งก็แน่นอนว่า บางคนก็มีเครดิตดี บางคนก็มีเครดิตไม่ดี ดังนั้นเครดิตบูโรจึงเป็นทั้งบัญชีดำ สำหรับคนเครดิตไม่ดี และเป็นบัญชีแห่งโอกาส สำหรับคนที่รักษาเครดิต

 

กล่าวโดยสรุป การที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะปล่อยสินเชื่อให้กับคุณหรือไม่นั้น เป็นวิจารณญาณของธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้นๆเอง เครดิตบูโรเป็นเพียงแหล่งข้อมูลกลางสำหรับประกอบการพิจารณาเท่านั้น ในด้านดีแล้ว คนที่มีบัตรเครดิต กู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ แล้วจ่ายตรงเวลาทุกครั้ง (อันที่จริงก็จ่ายช้าได้บ้างแต่ต้องไม่เกิน 30 วัน) ก็จะมีข้อมูลเครดิตที่ดี และเสริมสร้างโอกาสในการกู้เงินครั้งต่อๆไปด้วยเช่นกัน

 

ส่วนประเด็นที่จะมีการนำใบแจ้งหนี้ค่าบริการสาธารณูปโภค อาทิ ค่านำ้ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ มารวมเป็นข้อมูลเครดิตด้วยนั้น คงต้องมองกันทีละประเด็นดังนี้ครับ

 

อันดับแรก มองกันที่ความเป็นไปได้ ตรงนี้ถือว่ายากหน่อย เพราะหากจะทำจริง คงต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เพราะในปัจจุบันองค์กรที่จะส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรได้นั้น จะต้องเป็น “สถาบันการเงิน” และประกอบธุรกิจด้านการให้ “สินเชื่อ” เท่านั้น

(อ้างอิง พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545) ดังนั้น การประปา การไฟฟ้า และองค์การโทรศัพท์ ฯลฯ ยังไม่ข่ายกลุ่มองค์กรที่จะส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรได้ ที่สำคัญเครดิตบูโร (หรือบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ) ไม่มีอำนาจในการบังคับสถาบันการเงินให้เข้าร่วมในการส่งข้อมูลให้ได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ไม่มีข้อมูลในเครดิตบูโร

 

ประเด็นที่สอง ผมอยากให้เรามามองกันที่ข้อดีของการนำข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ มารวมอยู่ในข้อมูลเครดิตกันสักหน่อย 

 

ข้อดีที่จะได้นั้นผมมองว่าเป็นคุณูปการไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นคือ โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของชาวบ้านทั่วไป หรือที่เคยโด่งดังกันในนาม “ไมโครไฟแนนซ์” เมื่อหลายปีก่อน พูดให้ง่ายเข้าก็คือ ในอดีตชาวบ้านทั่วไปนั้นเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยาก เหตุหนึ่งเพราะไม่มีข้อมูลเครดิต ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาของสถาบันการเงิน ดังนั้น หากข้อมูลค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคเหล่านี้เข้าไปรวมอยู่ในระบบ คนที่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ตรงเวลา ก็จะมีข้อมูลเครดิตในทางบวก ที่แสดงถึงความรับผิดชอบทางการเงิน และความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นๆ อันส่งผลดีต่อการพิจารณาการให้เงินกู้กับคนหาเช้ากินคำ่ ลดโอกาสการเกิดหนี้นอกระบบไปในทางอ้อมได้อีกด้วย

 

สำหรับข้อเสียนั้นผมมองว่า จะเกิดขึ้นกับคนที่ขาดความรับผิดชอบเท่านั้นครับ ส่วนที่น้องพิธีการสาวรายนั้นบอกว่า ถ้าเกิดเราลืมจ่ายค่่าน้ำค่าไฟขึ้นมาก็เสียเครดิตเลย อันนั้นก็มากไปครับ เพราะข้อมูลประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีจะเกิดขึ้น เมื่อน้องชำระหนี้ช้าไปเกิน 30 วัน ไม่ใช่วันสองวันอย่างที่เอ่ยอ้างมา

 

ถ้าลองคิดแบบใจเขาใจเรา ใครยืมเงินเรา สัญญาว่าเดือนหน้าจะจ่าย แล้วเบี้ยว เราก็ต้องรู้สึกไม่ดี ไม่มั่นใจ ไม่เชื่อถือเหมือนแต่ก่อน คำว่า “เครดิต” ก็เป็นมุมมองที่ไม่ต่างกันเลยครับ

 

ในส่วนของธนาคารโลกเองแบ่งระดับความสำคัญในการชำระหนี้ไว้ 4 ระดับ นัยว่าถ้าให้เลือกได้ คนเราจะเลือกจ่ายหนี้ตามลำดับก่อนหลัง ดังต่อไปนี้ 1. หนี้การค้า  2. หนี้สาธารณูปโภค 3. หนี้ลูกจ้าง 4. หนี้ธนาคาร

 

อธิบายความได้ง่ายๆ ว่า ถ้ามีเงินเหลือจำกัดจำเขี่ย คนทำมาหากินจะยอมจ่ายหนี้เจ้าหน้้าหนี้การค้าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะกลัวไม่มีวัตถุดิบหรือสินค้ามาขาย ถัดมาคือหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เพื่อให้ธุรกิจยังเปิดกิจการไปได้ ส่วนลูกจ้างนั้นพอตกเบิกได้ อาจไม่พอใจบ้าง แต่ก็ยังทนๆกันไป และช้าที่สุด ทำเฉยได้มากสุดก็หนี้ธนาคาร ไม่มี ไม่ไหว ก็ไม่หนี รอประนอม

 

ถ้าพิจารณาจากลำดัับชั้นการชำระหนี้ขั้นต้ัน บ้านเรายังใช้เครื่องมือทางการเงินตัวนี้ เพียงแค่ระดับที่ต่ำที่สุด คือ เก็บข้อมูลเฉพาะหนี้ธนาคารและสถาบันการเงินเท่านั้น ดังนั้นการไม่เก็บข้อมูลในระดับที่สูงขึ้น จึงเป็นทั้งการทำร้ายระบบการเงินเอง และปิดกั้นโอกาสของคนที่มีเครดิตดีแต่ไม่ได้เป็นหนีสถาบันการเงินไปในตัวด้วย (ในปัจจุบันข้อมูลผู้ค้ำประกันหรือข้อมูลอย่างพวกเช็คเด้งก็ยังไม่นับรวมในเครดิตบูโร)

 

อีกประเด็นที่พูดกันมาก คือ ถ้าติดแบล็คลิสต์ (มีข้อมูลเครดิตที่ไม่ดีในเครดิตบูโร) แล้วจะทำธุรกรรมทางการเงินไม่ได้ 3 ปีบ้าง 5 ปีบ้าง อันนี้ก็เข้าใจกันไปเองครับ ถ้าเป็นแบล็คลิสต์ ก็รีบหาเงินมาชำระคืนเขาให้หมด ให้ข้อมูลเปลี่ยนจากติดลบมาเป็นศูนย์ ทีนี้เรื่องการพิจารณาให้กู้เงินในครั้งต่อไปก็จะกลับมาครับ แต่คงเป็นสิทธิของผู้ให้กู้ (สถาบันการเงิน) แต่ละราย ว่าจะพิจารณาอย่างไร บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเขาไม่สามารถกาหัวข้อมูลใครได้ว่า คนไหนเป็นแบล็คลิสต์หรอกครับ เพราะเขาเป็นเพียงแค่คนให้ข้อมูล สุดท้ายก็ต้องแล้วแต่ความมั่นใจของผู้ให้กู้ ก็เท่านั้นเอง

 

ในโลกทางการเงินนั้น “เครดิต” นั้นเป็นส่ิงสำคัญมาก ไม่เชื่อลองถามคนที่กำลังจะซื้อบ้านดูสิครับว่า ทำอะไรง่ายกว่ากัน ระหว่าง “หาเงิน 1 ล้านมาซื้อบ้าน” กับ “กู้เงิน 1 ล้านมาซื้อบ้าน” คำตอบมันชัดในตัวเองอยู่แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนเราจึงควรรักษาเครดิตทางการเงินของตัวเองให้ดี และควรหมั่นตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตัวเองเป็นประจำทุกปี 

 

เพราะ “เครดิต” = “โอกาส” ดังนั้น เรียนรู้และเข้าใจที่จะรักษามันไว้ให้ดีที่สุด แล้วจะพบว่า “เครดิต” นี่แหละ คือ อีกเครื่องมือหนึ่งที่จะพาคุณไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้

 

พบกันฉบับหน้าครับ

 

-----------------------------------------------------

สนใจสัมมนาหลักสูตร Financial Literacy - พื้นฐานสู่อิสรภาพทางการเงิน รุ่นที่ 21: วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2554 ติดตามรายละเอียดได้ที่www.bizkons.com

-----------------------------------------------------

สอบถามปัญหาและข้อสงสัยด้านการเงินส่วนบุคคล ส่งคำถามมาได้ที่ financial.literacy@hotmail.com

-----------------------------------------------------





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
4BANK วันที่ : 07/02/2011 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

ตอนนี้จะกุ้เงินต้องยินยอมให้ check เครดิตบูโร
พอมีหนี้สินมากมาย ธนาคารไม่ปล่อย แล้วจะบอกว่า ไม่เกี่ยวได้อย่างไร
การรายงานไม่ชัดเจน ก็ทำให้ Credit ของลูกค้าเสียหายเหมือนกัน
ควรปรับปรุงรายงานเสียใหม่ เช่นสรุปว่า มีหนี้กี่ธนาคารเป็นหลัก หมื่น หลักแสน หลักล้าน และสรุปว่า ไม่มีหนี้ค้างชำระเกิน 3-6 เดือน แค่นี้ก็จบ
แต่ดันส่ง Statement สรุปรายงาน1-3 ปี ที่สำคัญลูกค้าหลายคนกู้เงินแบบมีหลักประกันคุ้มหนี้ แล้วจะบอกว่ามีหนี้มากเกินไปได้ยังไง ยิ่งเอาค่าน้ำ ค่าไฟ ไปรวมละ จะเอาค่าเทอม ค่าหนี้บอลไปรวมด้วยก็ได้นะ
งานเยอะดี เผื่อจะมีกำไร

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
4BANK วันที่ : 07/02/2011 เวลา : 10.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

5555555
ผมว่าตอบได้กว้่างมากครับ ตามหลักการ
มีอะไรก็โยนไปศาล แต่ในทางปฎิบัติ เครดิตบูโร รายงานผิด ก็จะโยนไปที่ธนาคาร ลูกค้าเสียหาย การพัฒนาก็ต้องเร็ว เท่าที่ทราบ คน Happy ระบบนี้น้อยมาก การ set ระบบให้เก็บข้อมุลไว้นานๆ ทำให้การปล่อยกู้ช้าลง ผิิดหลัก Finance เพราะหลายคนไม่เข้าใจหลัก Finance (การเงิน) มีเงินไม่พอวันนี้ เลยต้องกู้ เพื่อสร้างรายได้กลับมา กู้เพื่อการค้าทำนองนั้น แต่ลูกค้ารายย่อย ดันกู้เงินมาแล้ว ไม่สร้างรายได้เช่น กู้ไปซือเครื่องอำนวยความสะดวก พอมีปัญหาสรุปว่า ลูกหนี้ไม่มีวินัย
แล้วเจ้าหนี้มีวินัยหรือไม่ งบประชาสัมพันธ์ ออก Event ปีละหลายสิบล้าน เพื่อล่อแมงเม่า เข้ามา เรื่องรายได้ของบริษัทนี้ เพียงพอหรือ แค่ 100 กว่าบาท ผมว่ายังไงก็ไม่เพียงพอ แล้ว เอกชนรายไหนกล้าลงทุน Non profit แบบนี้ จำได้ว่ารัฐบาลนำร่องนะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Davinci วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/davinci

@คุณ 4BANK

เห็นด้วยเรื่องมาตรฐาน ซึ่งก็คงเป็นเหมือนทุกส่ิงที่ต้องพัฒนากันไปครับ

เรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัวนั้น คงต้องมองเป็นระดับข้อมูลแต่ละประเภทครับ อย่างเรื่องผู้ค้ำประกันนั้น กฎหมายไม่อนุญาตให้เอาเข้าไปเป็นข้อมูลเครดิต เพราะเป็นเรื่องที่ละเมิดไปยังบุคคลที่ 3 และการเป็นผู้ค้ำประกัน ก็ไม่ได้แปลว่า หากคนกู้เบี้ยวชำระ แล้วเขาจะต้องเสียเครดิตไปด้วย ตรงนี้กฎหมายเขาก็มีเหตุมีผล

สำหรับกรณีที่สถาบันการเงินจะปล่อยกู้อย่างไรนั้น ผมว่าคงไม่เกี่ยวกับเครดิตบูโรครับ แล้วเรื่องมีเครดิตบูโร ก็คงไม่ใช่เหตุผลเพื่อสร้างวินัยส่วนบุคคล แต่เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้ซำ้รอยปี 40 มากกว่า

อีกเรื่องครับ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นของเอกชนครับ ไม่ใช่ของรัฐ ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสเอาภาษีไปจ่ายให้ ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นปัญหา เพราะเก็บเงินค่าดูข้อมูล แต่นั่นก็คงทำไปเพื่อเลี้ยงบริษัทเขา

คุยกันแลกเปลี่ยนนะครับ เห็นต่างได้ มีข้อมูลมาแลกกัน ผมว่าเพื่อนๆที่อ่านน่าจะได้ประโยชน์

ยินดีที่ได้คุยกับทุกท่านครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
4BANK วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

ผมทำงานธนาคารมา 4 แห่งแล้วครับ ประสพการณ์ด้านการเงินมากกว่า 15 ปี พอจะคุยได้ไหมครับ
มุมมองของผมคือ เป็นการละเมิดข้อมูลส่วนตัวเหมือนกัน
เป้าหมายคือ ต้องการลดการ over finance หรือแปลได้ว่า กู้มากเกินไป จนผ่อนไม่ไหว อดีตแต่ละ bank ไม่ link กัน ต่อไปนี้ link กัน ก็เท่านั้น แต่หากธนาคารคิดดอกเบี้ยผิด หรือคิดค่าธรรมเนียมโหด ลูกค้าไม่เห็นด้วย ให้ไปขึ้นศาล ละครับ เครดิตบูโรกลายเป็นเครื้่องมือของสถาบันการเงินหรือไม่ และบริษัทเครดิตก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เอาข้อมูล่มาดิบๆ แล้วส่งออกไป คนอ่านหลายคน อ่านรายงานของ เครดิตบูโรไม่เข้าใจ

ขอบอกไว้เลยว่า หน่วยงานนี้ ไม่สามารถช่วยให้คนมีวินัยได้หรอก เพราะการทำตลาดลูกค้ารายย่อย มีกลยุทธมากมาย ลูกค้าโดนกระตุ้นทุกวัน ได้แต้ม ได้ cash back ได้ ได้ ได้ สุดท้ายพอสะดุด หนี้ก็ท่วมตัว เท่านั้นเอง

หน่วยงานไม่มีประโยชน์จะเอาเงินภาษีไปใช้ทำไม มีหน่วยงานของรัฐอีกหลายแห่งที่เปิดแล้ว ไร้ประโยชน์ แต่ปิดไม่ได้ งบไม่มี แล้วเงินภาษีเอาไปทิ้งทำไมกัน ไม่เข้าใจ

สถาบันการเงินบางแห่ง เิิปิดหน่วยงานใหม่ ต้องการสินเชื่อก็หลับตาปล่อย ไม่เกรงเครดิตบูโร อะไรทั้งนั้น ถ้ามีควรจะทำให้ดีกว่านี้ ปัจจุบันผมว่า ต่ำกว่ามาตราฐานครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Davinci วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/davinci

แล้วแต่มุมมองครับ เรื่องของข้อมูลเครดิต คงต้องใช้เวลาอีกสักพักสำหรับบ้านเรา เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่เรียนรู้สิ่งนี้จาก "ข้อคิดเห็น" ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริง" สักเท่าใดนัก

จริงครับที่แม้เครดิตดี ก็อาจยังต้องมีหลักทรัพย์คำ้ประกัน แต่ก็อีกนั่นแหละครับ หลักทรัพย์ที่ค้ำมันน้อยกว่าเงินที่กู้ยืมไป มันจึงต้องมีความน่าเชื่อถือของคนกู้มาประกอบการพิจารณาด้วย

ประเด็นสำคัญคือ มองแบบใจเขาใจเรา อิงเหตุและผล อย่างเราถ้าเราให้คนอื่นยืมเงิน เราคงต้องเชื่อใจ (เขามีเครดิต) เขาก่อน หรือถ้าจะให้แน่ เราอาจขอทรัพย์สินอะไรบางอย่างของเขาไว้เป็นหลักคำ้ประกัน หลักทรัพย์นั้นอาจจะน้อยกว่าเงินกู้หน่อยก็ยังพอไหว

ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรัตยา วันที่ : 06/02/2011 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

"เครดิตบูโรจึงเป็นทั้งบัญชีดำ สำหรับคนเครดิตไม่ดี และเป็นบัญชีแห่งโอกาส สำหรับคนที่รักษาเครดิต"

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นักครับ ในความคิดของผมเครดิตบูโร มีประโยชน์กับสถาบันการเงินเท่านั้น และไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับคนเครดิตดีอะไรด้วย

เครดิตบูโรมีประโยชน์กับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในด้านป้องกันการปล่อยหนี้เน่า กดเช็คเครดิตเจอชื่อในแบล็กลีสต์ก็กาหัวกระดาษทิ้ง แค่นั้นแหละ ชื่อใครเด้งขึ้นมาก็หมายถึงอดกู้ อดขอบัตรเครดิต โดยไม่ต้องพิจารณาอะไรต่อ แต่ถ้าไม่มีชื่อเด้งขึ้นมา ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนเครดิตดีอะไร ก็แค่ไม่มีข้อมูล

เลยเป็นสาเหตุของการอ้างมาตรฐานต่างประเทศในการพยายามเอาข้อมูลสาธารณูปโภคเข้าเครดิตบูโร เพื่อให้มีข้อมูล และสมมุติว่าแก้กฏหมายผ่าน เอาข้อมูลพวกนี้มาได้ (ฟรี ๆ) กดไปเจอแค่ข้อมูลจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าโทร แต่ไม่มีข้อมูลอื่น ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนมีเครดิตดีอยู่ดี หรือ ติดในชื่อแบล็คลีสต์ไม่จ่ายดอกแบงค์แต่เป็นคนดีจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าโทรครบ ก็กู้ไม่ได้อีกนั่นแหละ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรกับคนที่คิดจะกู้เลยแม้แต่น้อย

แบงค์ไทยไม่มีหลักทรัพย์ไม่ต้องมาคุยกัน จะจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าโทรตรงเวลาตลอดชีวิตก็ไม่มีความหมาย มีหลักทรัพย์มา ก็ต้องคุยกันต่อว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ดูแล้วไม่เวิร์คก็อดอยู่ดี


เครดิตบูโร ต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของสถาบันการเงิน คือ ใครอยากใช้ข้อมูล ต้องส่งข้อมูลของตัวเองให้ด้วย ส่งข้อมูลให้ยังไม่พอ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอีกต่างหาก ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเครดิตบูโร เพราะมีฐานข้อมูลของตัวเอง ใครโดนตัดน้ำตัดไฟตัดโทร ก็แค่ไปจ่ายเก่า ก็ติดตั้งใหม่ได้เลย ไม่จ่ายเมื่อไหร่ก็ตัด จะต่อใหม่ก็จ่ายเก่าแค่นั้น ธกส. ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเครดิตบูโร เพราะส่งเจ้าหน้าที่ไปประเมินถึงบ้าน และต้องกู้เพื่อเอาไปทำการเกษตรเท่านั้น แถมยังใจดีลดหนี้ ปลดหนี้ให้ตามนโยบายของรัฐบาล แบบนี้แล้วจะเอาข้อมูลเครดิตไปทำอะไร

เรื่องเครดิตบูโร มันก็แค่ "พูดความจริง แค่ครึ่งเดียว" แค่นั้นแหละ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน