• ฟ้าพูลวรลักษณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buengpoon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 34934
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
ผู้กำกับของฟ้า
บทสัมภาษณ์สมมุติ ถึงผู้กำกับภาพยนตร์ แต่งโดยฟ้า และเรื่องสั้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fipoonvoralak
วันพุธ ที่ 26 มีนาคม 2551
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 1112 , 06:06:58 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

สู้เขาสิ  อ้อ 

 

วันนั้นเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของฉัน  วันที่ทีมบ้านหว้าของเรา  ชนะทีมจากบ้านโคกทรัพย์  วันนั้นเป็นรอบรองชนะเลิศ  และเป็นชัยชนะครั้งที่สี่ในฤดูกาลนี้   คราวนี้ก็จะเหลือพวกเรากับทีมผีดิบเท่านั้น

 

แต่เมื่อพวกเราพาเรือกลับขึ้นฝั่ง  เงามืดของพวกผีดิบก็แผ่เข้ามา  พวกเขาหกคนยืนรอพวกเราอยู่บนตลิ่ง  ฉันไม่ทันสังเกตพวกเขาเลย  ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไร  พวกเขาท้าเราให้แข่งขันชิงชนะเลิศในวันนั้นเลย  แทนที่จะต้องรออีกหนึ่งอาทิตย์  และแตนรับคำท้านั้น  ส่วนพวกเราก็ตามใจแตน

 

เสียงประกาศทางไมโครโฟนดังก้องหน้าศาลาว่า  อีกสักครู่จะมีการแข่งเรือประจำปีของจังหวัด  ประเภทหญิง  รอบชิงชนะเลิศ  เพราะทั้งสองทีมสุดท้ายมีความกระตือรือร้นอยากพิสูจน์ฝีมือกัน  มีเสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านริมฝั่งน้ำ  พวกเขาก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย  มีเสียงเชียร์กันใหญ่  ฉันเพ่งมองไปที่อ๊อดน้องชายคนเดียวของฉัน  เขาตามเชียร์พวกเราไม่เคยขาด  ยามนี้เขาเต้นโหยงเหยงอยู่ใต้ต้นมะขาม 

 

เดือนเดียวกันนี้ของปีก่อน   เราเอาชนะทีมคลองทราย  แชมป์เก่าของปีก่อนโน้นลงได้  ไม่น่าเชื่อเลย  ปีที่แล้วพวกเราเป็นน้องใหม่  เจ้าแตนเองนะแหละที่เป็นคนชวนพวกเราห้าคนมาแข่ง  สาระรูปอย่างอ้อนี่นะหรือจะมาแข่งเรือ  ฉันขำจะแย่  แต่แตนเธอยืนยันว่าน่าลองดู  ในที่สุดพวกเราก็ลงสมัคร  คิดว่าหาประสบการณ์สนุกๆ  แต่พอเอาเข้าจริงๆ  ด้วยความอายกลัวแพ้  พวกเราเลยซ้อมกันเต็มที่  ทำไปทำมาในที่สุดเรากลับเป็นแชมป์ได้ 

 

แต่ปีนี้กลับตรงกันข้าม  พวกเราคือแชมป์เก่าที่กำลังป้องกันตำแหน่ง  กับทีมน้องใหม่ 

 

ฉันจำได้  เมื่อเดือนก่อนนี้เอง  ฉันเพิ่งได้ยินเรื่องราวของพวกเขา

 

ทีมคลองทราย  แชมป์เก่าของปีก่อนโน้น  เคยโวยวายว่า  ที่พวกเราเอาชนะพวกเขาได้เพราะพวกเราโชคดี  ในวันนั้นตัวจริงของทีมพวกเขาล้มป่วยลงแข่งไม่ได้หนึ่งคน  เลยแพ้  อาจจะจริงของพวกเขา  แต่ฉันก็รู้สึกไม่ดีเลย  ที่เมื่อแพ้แล้วมีข้ออ้างแบบนี้  ปีนี้พวกเราเตรียมตัวรับการแก้มือของพวกเขาเต็มที่  ได้ยินมาว่าพวกเขาฟิตซ้อมด้วยความมุ่งมั่น  ที่จะชิงเอาตำแหน่งแชมป์ของพวกเขากลับคืน  ฉันคิดว่าก็ดีเหมือนกัน  จะได้ไม่มีข้ออ้าง 

 

แต่แล้วบ่ายวันนั้น  ตอนที่ฉันพายเรือไปตลาด  ผ่านบ้านของน้อย  เจ้าน้อยกระหือกระหอบมาบอกข่าวใหญ่กับฉันว่า  ทีมบ้านคลองทรายตกรอบแรกเสียแล้ว  เสียท่าทีมน้องใหม่จากบ้านสามเรือน ฉันไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย  เป็นไปได้ไง  และหมู่บ้านนี้  ฉันก็ไม่เคยได้ยินชื่อ

 

น้อยบอกว่าเธอไปดูด้วยตาตัวเอง  เป็นการแพ้ขาดเกือบหนึ่งช่วงตัวด้วย  พวกคลองทรายเสียใจมาก  ร้องไห้กันหลายคน  แม้แต่ตัวน้อยเองที่ไม่ชอบขี้หน้าพวกนั้นก็อดสงสารไม่ได้ 

 

ในวันนั้นแหละที่น้อยให้ฉายาทีมน้องใหม่นี้ว่าผีดิบ  ฉันแปลกใจถามว่าทำไม  เธอบอกว่าพวกนี้ไม่มีรอยยิ้ม  ไม่มีความเห็นอกเห็นใจใดๆเลย  หน้าเฉย  กระด้าง  เหมือนพวกผีดิบเลย  ฉันฟังแล้วยิ่งกลัว  ไม่ช้าชื่อเสียงของพวกเธอก็ดังกระฉ่อน  กลายเป็นเต็งหนึ่งไปเลย  กิตติศัพท์ความเก่งของพวกเขาดังกระหึ่มไปทั่ว  จากวันนั้นมา  คู่ปรับของเราได้เปลี่ยนจากบ้านคลองทรายไปเป็นบ้านสามเรือนเสียแล้ว

 

ไม่คิดว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า  สิ่งที่พวกเราเฝ้ารอคอยกำลังจะเกิดขึ้นจริง  ไม่ต้องส่องดูกระจกฉันก็รู้ว่าตอนนี้หน้าฉันคงแดงก่ำไปหมด  ฉันกลายเป็นฟักทองสีแดง  เวลาฉันตื่นเต้น  ฉันจะมีอาการอย่างนี้  หน้าแดง  เม็ดเหงื่อเล็กๆผุดเหนือริมฝีปาก  และเหนียวฝ่ามือ

 

 

เรือของพวกเขาและของพวกฉันได้ลอยมาตั้งลำที่จุดสตาร์ท  ฉันอดมองใบหน้างดงามผิดธรรมดาของพวกเขาไม่ได้ 

 

หลายครั้งพวกเราได้คุยถึงพวกเขา  ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า  และแล้ววันที่เจอพวกเขาเป็นครั้งแรกก็มาถึง  มันเกิดขึ้นในตลาดเมื่อสองอาทิตย์ก่อน  หน้าบ้านของแป้ง  ฉันกับน้อยนั่งคุยกันที่ร้านขายของชำของแป้ง  ขณะที่พวกเราสามคนนั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลิน  อยู่ๆเจ้าน้อยก็มีอาการเกร็ง  ตาเบิกกว้าง  เธอกระซิบบอกพวกเราว่า 

“  นั่นไง  พวกผีดิบ ”

ฉันหันไปมอง  เห็นเด็กสาววัยรุ่นสามคนเดินซื้อของท่ามกลางฝูงชน  แต่ฉันก็มองเห็นพวกเขาทันที  พวกเขามีบุคลิกอะไรบางอย่างที่แตกต่างกับชาวบ้านแถวนั้น  แต่สิ่งที่ฉันสะดุ้งก็คือ  ฉันพบว่าพวกเขาทั้งสามคนล้วนสวย 

“  นี่นะหรือ  ทีมผีดิบ  ฉันว่าชื่อนี้ไม่เหมาะกับตัวพวกเขาหรอกนะ ”

ฉันกระซิบกับน้อย

 

ฉันคิดในใจว่าพวกเขาสามคนล้วนสวยไม่แพ้แตนเลย  ในทีมของเรามีเพียงแตนคนเดียวที่สวย  ที่เหลืออีกห้าคน  ล้วนดูไม่ได้  หรือไม่ก็พอไปวัดไปวาได้  แตนเป็นสาวงามประจำหมู่บ้านเลยนะ  และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราด้วย  แม้เจ้าตัวจะไม่รู้สึก  เธอกระโดกกระเดก  แข็งกระด้าง  และแก่นกะโหลก  เธอบอกว่าเธอสวยแต่รูปจูบไม่หอม  ว่าตัวเองเสียอีก  แต่ฉันไม่เห็นด้วยหรอก   ฉันว่าเจ้าแตนสวยไม่แพ้ใครทั้งนั้น  เพียงแต่เธอตัวดำ  ไม่ชอบแต่งตัวเท่านั้นเอง

 

แต่สมาชิกทั้งสามของทีมผีดิบที่อยู่ข้างหน้าฉัน  ล้วนสวยไม่แพ้แตนเลย  พวกเขามีรูปร่างเพรียว  สูง  ผิวขาวกว่าแตน  ล้วนผมยาว  แต่ท่าทางแข็งกระด้างบางอย่าง  จริงอย่างที่เจ้าน้อยว่า  พวกเขาดูร้ายกาจยังไงไม่รู้

 

คนหนึ่งในนั้น  คล้ายจะรู้ตัวว่ามีคนจ้องมองและพูดถึง  เธอมองมาที่ฉัน  จ้องเขม็ง  ฉันตกใจรีบก้มหน้าลง 

น้อยกระซิบบอกกับฉัน

“ คนนั้นแหละ  ตัวกัปตัน ”

 

“  แล้วอีกสามคนที่ไม่ได้มาล่ะ  หน้าตาเป็นยังไง ”

แป้งกระซิบถามน้อย

“ หน้าตาก็พอๆกับที่เห็นนี่แหละ ”

น้อยตอบหน้าตาเฉย  ฉันกับแป้งมองหน้ากัน  ฉันอุทาน

“ โอ้โห  ฉันไม่อยากเชื่อเลย  หมู่บ้านนั้น  มีแต่คนสวยทั้งนั้นเลยหรือ ”

น้อยส่ายหน้า

“  ฉันไม่รู้หรอก  แต่ไม่สำคัญ  ที่สำคัญคือฉันว่าพวกเขาเป็นผีดิบ ”

 

ตั้งแต่วันนั้นมา  ฉันทั้งกลัวทั้งทึ่งพวกเขา  ยิ่งยามนี้เรือสองลำมาเทียบใกล้กัน  ฉันยิ่งกลัวใหญ่  ฉันรู้สึกขนลุก  สิ่งแรกที่ฉันรู้สึกคือความเงียบ  ความเอาจริงของพวกเขา  พวกฉันสิ  ไม่รู้จะเอาจริงหรือเปล่า  ฉันคนหนึ่งละ  ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักกีฬาเลย  บังเอิญฉันพายเรือมาตั้งแต่เด็ก  เลยพายเป็นเท่านั้นเอง  และความมุ่งมั่นของแตนเท่านั้นที่ทำให้พวกเรามาอยู่ในการแข่งขันครั้งนี้

 

ในเรือของฉัน  ฉันนั่งหน้าอยู่ทางซ้ายมือของแตน  ข้างหลังแตนคือเต๋า  ข้างหลังฉันคือน้อย  ส่วนแถวหลัง  มีแป้งกับเดือน

 

เทียบข้างกัน  ฉันยิ่งเห็นว่าพวกเราสวยสู้ไม่ได้  ฉันเป็นคนหน้ากลม  ตัวเล็ก  คนอื่นเขาเรียกฉันว่าฟักทอง  อย่างเต๋า  เธอรูปร่างเพรียวใกล้เคียงกับแตน  พอนับได้ว่าเป็นนักกีฬา  แต่เธอไม่ได้สวยเหมือนแตน  ตัวดำกว่า  ผิวก็หยาบ  แต่ฉันชอบที่ฟันเธอขาวสะอาด  และเธอเป็นคนเงียบที่สุดในกลุ่ม

 

แต่น้อยนี้ดูไม่ได้เลย  ตัวเล็ก  อารมณ์ร้อน  ปากร้าย  ข้อดีอย่างเดียวคือเธอเป็นคนปากตรงกับใจ  ไม่มีอะไรซ่อนเร้น  ส่วนแป้งนั้น  ปีนี้อ้วนกว่าปีก่อน  ลำพังมองแป้งคนเดียว  ฉันก็คิดว่าเราไม่มีทางชนะ  เพราะเธออ้วน  เธอคุยว่าถึงเธอจะอ้วน  แต่ก็แข็งแรง  ฉันไม่ค่อยแน่ใจ  แต่ฉันรักแป้งนะ  เธอเป็นเพื่อนที่ใจดีที่สุดในกลุ่ม  ไม่เคยเอาเปรียบเพื่อนเลย

 

คนสุดท้ายคือเดือน  เดือนตัวขาว  หน้าตาพอใช้ได้  ปากเธอแดงอย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่ได้ทาลิปสติก  ฉันจึงรู้สึกว่าเธอเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่ม  แต่ที่จริงเธอเจ้าเล่ห์  และชอบเอาเปรียบเพื่อน  แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นสมาชิกถาวรของกลุ่ม  เพราะพวกเราเรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถมหนึ่ง 

 

เสียงเป่านกหวีดดังขึ้น  แล้วการแข่งขันก็เริ่มขึ้น 

 

ฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก  ฉันกลัวแพ้  มันเป็นนิสัยขี้ขลาดของฉันอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก  อาจเพราะเหตุนี้ฉันจึงสนิทกับแตน  เพราะรายนั้นเธอไม่เคยกลัวใครเลย  ฉันเลือกนั่งข้างแตน  เพราะอย่างน้อย  ฉันรู้สึกมีกำลังใจ  หากไม่มีแตน  ฉันไม่กล้าลงแข่งหรอก

 

คิดถึงความรักที่ฉันมีต่อแตน  มันมีมานานจนเหมือนนิรันดร  ตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ประถมหนึ่ง

 

จำได้ว่าตอนเด็กๆแตนกล้าชกแม้แต่กับเด็กผู้ชาย  ที่แปลกยิ่งกว่าเธอชกเอาชนะได้  เธอบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีจุดอ่อน  ชกให้โดนจุดอ่อนก็ชนะ  เช่นชกให้โดนตาคู่ต่อสู้  แค่นี้ก็พอ  แม้ฟังดูง่าย  ฉันไม่มีวันทำได้  แต่แตนเธอชกโดนตาเด็กผู้ชายวิ่งร้องไห้ไปหลายคน 

 

แตนไม่กลัวแม้แต่เด็กตัวโตกว่า  หากเขาแข็งแรงกว่ามาก  แตนก็ใช้ไม้  แตนบอกว่าการต่อสู้อยู่ที่ใจ  หากใจชนะ  ก็ชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง  ฉันฟังด้วยความเข้าใจ  พอแตนไม่อยู่  ใจที่ว่าเอาชนะไปครึ่งหนึ่งก็ไม่รู้หายไปไหน  ฉันเป็นได้แค่กองเชียร์มากกว่า  หากมีเรื่อง  เธอก็จะออกรับหน้าเสมอ  โชคดีที่นี่เป็นเรื่องสมัยเด็ก  วันนี้พวกเราโตกันแล้ว  และแตนก็สวยเกินกว่าจะมีผู้ชายคนไหนหน้าด้านพอจะมาชกด้วย 

 

นั่งข้างๆแตนฉันรู้สึกเหมือนมีแรงพิเศษส่งผ่านตัวเธอมา  อย่างน้อย  ฉันก็สู้เท่าที่แรงฉันมี 

 

มันเป็นการพายเรือเป็นเส้นตรงเข้าสู่เส้นชัย  ที่มีธงสีแดงปักไว้กลางน้ำเป็นเครื่องหมาย  ระยะทางยาวสี่ร้อยเมตร  ฉันไม่รู้ว่าเข้าถึงเส้นชัยเมื่อไร  รู้แต่ว่าเมื่อเข้าถึงแล้ว  ฉันมีอาการหมดแรง  ฉันไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ  เพราะตอนพายเรือนั้น  ฉันไม่กล้าหันไปมองพวกเขาเลย  ฉันตั้งหน้าตั้งตาพายเรือไปข้างหน้า 

 

เหงื่อจากหน้าผากไหลลงมาที่ดวงตาของฉัน  จนฉันต้องหลับตาลง  เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง  ฉันมองไปที่ฝั่งน้ำ  มองดูชาวบ้านหว้าของฉัน  โดยเฉพาะเจ้าอ็อด  ท่าทางของเขาจะบอกให้ฉันรู้ได้ว่าทีมของเราแพ้หรือชนะ  แต่แล้วใจของฉันก็หายวาบ  เพราะเขายืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น  ไม่ได้กระโดดโลดเต้นเหมือนแต่เคย  แสดงว่าเราแพ้เสียแล้วหรือ  ฉันรู้สึกแสบตาเหมือนจะร้องไห้

 

ถึงตอนนั้นฉันหันไปมองเพื่อนๆของฉัน  พบว่าแต่ละคนเหงื่อเต็มตัว  ท่าทางตื่นๆ   มีอาการไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น

 

แล้วฉันก็ได้ยินเสียงประกาศจากไมโครโฟน

“  ผลของการแข่งขัน  การแข่งพายเรือประจำปีของจังหวัด  ระหว่างทีมบ้านหว้ากับทีมสามเรือน  เสมอกัน  “

 

 

บ่ายวันนั้น  แสงแดดร้อนกล้า

 

เวลาพายเรือฉันไม่กล้าหันไปมองฝ่ายตรงข้าม  ฉันกลัวเสียสมาธิ  กลัวแพ้  มองแต่ธงสีแดงที่เป็นเส้นชัย  พอรู้ว่าเสมอ  ฉันอยากร้องไชโยด้วยความดีใจ  แต่กลัวเสียมาดของแชมป์เก่า  เดี๋ยวคนอื่นจะรู้ว่าพวกเราเป็นรอง  ฉันจับมือของน้อยแน่น   การครองแชมป์ซ้ำอีกปี  เป็นความพอใจสูงสุดของฉัน 

 

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  ทีมผีดิบพายเรือตรงเข้ามาหาพวกเรา  เจ้ากัปตันที่หัวเรือพูดกับแตนว่า

“  พวกเราไม่อยากครองแชมป์ร่วม  ต้องการแข่งใหม่  พวกเธอจะว่ายังไง  ”

 

แววตาเหยียดหยามของพวกเธอทำให้แตนหน้าแดง

“  ได้เลย  กี่ครั้งก็ได้ ”

แตนตะโกนตอบกลับไป 

 

ฉันเห็นพวกเขาพายเรือกลับไปที่ศาลา  ส่วนตัวฉันยังชาไม่หาย  ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าต้องแข่งใหม่  แล้วฉันจะเอาแรงจากที่ไหน 

ปกติน้อยจะโวยก่อนเพื่อน  แต่คราวนี้กลับเป็นเสียงของเดือน

“  แตน  แขนของฉันจะหลุดอยู่แล้วนะ ”

“ ฉันด้วย ”

ตามด้วยเสียงของแป้ง  เธอพูดต่อด้วยเสียงอ่อนโยน

“  แตนถามความเห็นของลูกทีมก่อนซิ  ว่าพวกเราไหวหรือเปล่า  เดี๋ยวแพ้จะอายเขานะ เอาไว้แข่งวันอื่นเถอะ ”

 

ฉันเห็นด้วยกับเดือนและแป้ง  แต่ฉันไม่กล้าพูด  มองดูใบหน้าแข็งกระด้างของแตนยามนี้  ฉันรู้ว่าเธอกำลังโกรธ 

“  ถ้ารอแข่งใหม่วันอื่น  เราจะแพ้  ฉันกล้ายืนยัน  และถ้าเราไม่กล้าสู้พวกเขาวันนี้  พวกเขาจะเยาะเย้ยเราตลอดไป  พวกเธออยากให้เป็นอย่างนั้นหรือ  พวกเธอไม่เห็นแววตาของพวกเขาที่มองเราหรือ   หากเราครองแชมป์ร่วมแล้วถูกดูถูกว่าไม่กล้าสู้  ฉันว่าสู้จนแพ้ยังจะดีกว่า  ”

แตนพูดเสียงเรียบ

“  แต่พวกเราแข่งมาสองรอบแล้วนะ  พวกเราเสียเปรียบ  พวกมันฉวยโอกาส  และรู้ว่าหากแหย่ให้เธอโกรธ  เธอต้องสู้แน่นอน  ทำไมเราต้องหลงกลพวกมันด้วย  มันไม่ยุติธรรมเลย “

น้อยโต้แย้ง 

 

“  อ้ายน้อย ”

แตนตวาดแวด

“ เลิกความคิดแบบนี้เสียทีได้ไหม  การต่อสู้เขาไม่ได้มองจุดนี้หรอก  มันเป็นเรื่องของใจ  ถ้าเราคิดแต่ว่าพวกเขาเอาเปรียบเรา  ก็เท่ากับเราแพ้แล้ว ”

 

แป้งกับเดือนก้มหน้า  ไม่กล้าว่าอะไร  ทุกคนเคยกับความเคยชินที่ว่า  ในคราวคับขัน  จะทำตามแตน  เธอกำลังโกรธ  ใครจะกล้าไปเถียง 

 

เสียงประกาศทางไมโครโฟน  บอกว่าจะมีการแข่งรอบสอง  ทำให้ชาวบ้านส่งเสียงวิจารณ์กันเซ็งแซ่  และพากันตื่นเต้นกันใหญ่  ไม่รู้ฉันคิดไปเองหรือเปล่า  ฉันรู้สึกมีคนมามุงดูกันมากกว่าเดิม  เหมือนเป็นเทศกาลใหญ่  คนที่เพิ่มเข้ามานี้มาจากไหน 

 

 

 

พวกเราพายเรือกลับไปที่เส้นสตาร์ทอย่างช้าๆ  ฉันรู้สึกเย็นสบาย  และถือโอกาสพักไปในตัว 

 

เสียงเป่านกหวีดดังขึ้นสำหรับการแข่งใหม่รอบสอง

 

ฉันรู้สึกเหนื่อยล้าตั้งแต่ยังไม่เริ่ม  ปวดแขนไปหมด  แต่ฉันไม่กล้าทำให้เพื่อนเสียใจ  ในยามคับขันฉันจึงรู้ถึงความผูกพันของพวกเรา  พวกเราแอบหนีโรงเรียนไปเที่ยว  หรือหาเรื่องบ้าๆบอๆทำกัน  และการแข่งเรือของปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายที่พวกเราจะได้ทำอะไรด้วยกันอย่างนี้อีก  นับวันเส้นทางของพวกเราก็กำลังจะแยกออกจากกัน  เพราะทุกวันนี้พวกเราไม่ได้เรียนหนังสือด้วยกันอีกแล้ว 

 

ในยามนี้ฉันกลับพยายามทำใจให้สงบ  เยือกเย็น  ด้วยการคิดเรื่องราวอื่นๆ  ปล่อยให้ความคิดผ่านเข้ามาในสมอง   ส่วนมือก็ทำงานไปอย่างเป็นจังหวะ  ให้ประสานกับเพื่อนของฉัน  ฉันคิดว่าการมีเรื่องให้คิดฝัน  เป็นวิธีที่ดีที่สุด  ทำให้ฉันไม่เหนื่อยมาก  ปกติฉันเป็นคนชอบฝันกลางวันอยู่แล้ว 

 

ในวูบหนึ่งฉันคิดถึงแม่  ตั้งแต่เช้าฉันไม่เห็นแม่  บางครั้งแม่ก็จะมาช่วยเป็นกำลังใจให้ฉัน  ส่วนพ่อนั้นไม่ต้องหวัง  นอกจากกินเหล้าแล้ว  พ่อไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่น  วันไหนอารมณ์ดีไม่ดุฉันก็บุญนักหนา

 

การเป็นคนชอบกินเหล้า  มันทำให้อารมณ์ของพ่อแปรปรวน  ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก  หากพ่อหงุดหงิดขึ้นมา  ฉันมีสิทธิโดนตี  และพ่อเวลาตีฉัน  จะลืมตัว  เคยตีจนฉันล้มป่วยหลายครั้ง  แต่บางครั้งที่พ่อไม่ได้กินเหล้า  อารมณ์ดี  ก็จะกอดจูบฉัน  เอาฉันนั่งตักนานๆ 

 

เขาอยากให้ฉันเป็นกุลสตรีอยู่กับบ้านมากกว่ามาเป็นนักกีฬา  พ่อมีลูกสาวคนเดียว  บางครั้งก็รักและหวงฉัน  ลูกชายสองคนของพ่อ   พ่อกลับไม่ว่าอะไร  พี่โอ๊ตไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ  นานๆจะกลับบ้านที  และไม่สนใจเรื่องราวของฉัน    มีเพียงอ๊อดที่สนิทสนมกับฉัน  อาจเพราะฉันเลี้ยงเขาตั้งแต่เด็ก 

 

โชคดีที่แม่ของฉันใจดี  ไม่เคยดุว่าฉันเลย  และแม้ครอบครัวของฉันจะไม่ดีที่สุด  แต่เปรียบไปกับเพื่อนของฉัน  มันก็ยังดีที่สุด  แตนกำพร้าพ่อกับแม่ตั้งแต่เล็ก  อยู่กับน้าสาว  เธอโชคดีที่น้าสาวรักเธอเหมือนลูกในไส้  แต่ถึงกระนั้น  ฉันก็รู้สึกถึงความเป็นเด็กกำพร้าของแตน  มันเป็นอารมณ์เหงาลึกอย่างไรชอบกล  และคงไม่มีอะไรมาทดแทนได้ 

 

เต๋าก็กำพร้าแม่  มีแต่พ่อที่เป็นสัปเหร่อ  พ่อของเต๋าแม้จะมีอายุมากแล้ว  แต่ก็รักเต๋า  แม้ในวันนี้ก็มาเชียร์เธอ  น้อยมีพ่อกับแม่  แต่ก็เหมือนไม่มี  เพราะพวกเขาทิ้งเธอไว้กับยาย  แล้วส่งเงินมาให้บ้าง  ไม่ให้บ้าง    มีแต่ยายที่รักและเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เล็ก  นานๆครั้งพวกเขาจะมาเยี่ยมน้อย  ฉันไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร  ทำไมพวกเขาไม่รักลูกของตัวเอง 

 

แป้งมีพ่อกับแม่  แต่พวกเขาเป็นคนค้าขาย  วันๆเอาแต่ทำมาหากิน  หาเงินให้มากที่สุด  ชีวิตของแป้งก็พอใช้ได้  แต่หากเปรียบไป  พ่อของฉันแม้จะดุ  แต่ยังมีบางเวลาโอ๋ฉัน  แป้งไม่เคยได้รับความอบอุ่นอย่างนั้น 

 

เดือนอยู่กับแม่  ส่วนพ่อทิ้งพวกเขาไปตั้งนานแล้ว  ดีที่แม่ของเดือนเป็นคนขยัน  พวกเขาสองคนจึงอยู่ได้  ฉันคิดดูพวกเราหกคนเหมือนกันอยู่อย่าง  คือมีชีวิตครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์นัก  และอาจเพราะเหตุนี้ทำให้พวกเรารักกันมากเป็นพิเศษ 

 

ฉันเหมือนได้ยินเสียงใครเรียกชื่อฉัน  เหมือนมีใครบอกว่า  สู้เขาสิ  พี่อ้อ  หากไม่ใช่เพราะหูของฉันแว่วไปเอง  คงเป็นเสียงของอ๊อด 

 

การแข่งรอบสองนี้  ที่จริงฉันเหนื่อยแทบใจจะขาด  กล้ามเนื้อของฉันร้อนจี๋  มันเจ็บแผ่ลามลำแขนขึ้นไปถึงบ่าและลำตัว  ขึ้นไปตามลำคอ  และรู้สึกระยะทางช่างยาวไกลเหลือเกิน  คล้ายกับว่าระยะทางได้ถูกยืดออกเป็นสองเท่าตัว  พายตั้งนานกว่าจะถึงเส้นชัย  แต่แม้กระนั้นในแต่ละจ้ำ  ฉันรู้สึกเหมือนมีช่องว่าง  ให้ฉันคิดฝัน

 

 

ในที่สุดเราก็มาถึงเส้นขอบฟ้า

 

ตอนที่พวกเรามาถึงเส้นชัยครั้งที่สอง  ใจของฉันเต้นแรง  ฉันรู้สึกเรือของพวกผีดิบก็มาถึงเส้นชัยในเวลาไล่เลี่ยกัน  เกือบหันไปมอง  แต่แล้วก็แข็งใจไว้  ลึกๆฉันรู้สึกภูมิใจที่มาถึงเส้นชัยได้  ฉันกลัวจะมาไม่ถึง  ฉันเอามือกวักน้ำในลำคลองขึ้นมาล้างหน้า  ระบายลมหายใจของฉัน  อยากนอนหลับ 

 

“  ฉันรู้สึกว่า  พวกเราแพ้แล้วละ ”

ไม่รู้เพราะอะไร  น้อยพูดขึ้น

“  อ้ายบ้าน้อย  พูดดีๆนะ  พูดอย่างนี้  เดี๋ยวโดนถีบตกคลองเลย ”

แตนเสียงแข็ง

 

“  ก็ฉันเห็นเรือของพวกเขาแซงพวกเราอยู่หน่อยหนึ่งนี่นา ”

น้อยเถียง

“  แล้วทำไมข้าที่นั่งข้างหน้าไม่เห็นล่ะ  แกมันตาฝาดมากกว่า  อ้ายแพ้หน่อยหนึ่งที่ว่ามันอยู่ในใจแกต่างหาก  ”

“  แตน  น้อยเขาเพียงออกความเห็นเท่านั้น ”

ฉันออกความเห็นบ้าง  แตนหน้าหงิก

 

ฉันอดน้อยใจไม่ได้  ตลอดเวลาที่แข่งในรอบสองนี้  ฉันคิดถึงแต่แตนด้วยความรัก  คิดว่ายังไงก็จะไม่ให้เธอผิดหวัง  แต่ในยามหงุดหงิด  เธอกลับมองฉันอย่างตาเขียวแบบนี้ 

 “  อ้ายแตน  เอ็งเป็นเผด็จการตั้งแต่เมื่อไหร่ ”

น้อยชักเลือดขึ้นหน้า 

“  เป็นมันเดี๋ยวนี้ก็ได้  ใครจะทำไม ”

แตนตอบอย่างดื้อด้าน

 

ความน่าเกลียดของแตนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ฉันว่าในที่สุดคงไม่มีใครทนแตนได้  แต่ในวูบนั้นฉันมองเห็นอะไรบางอย่าง  มันทำให้ฉันก้มหน้าลงแล้วอมยิ้ม  แล้วอยู่ๆฉันก็หัวเราะขึ้นมา

“  เฮ้ย  ขำอะไรวะ ”

แตนยังเสียงแข็ง

“  ฉันขำแตนนะสิ  หน้าของแตนตอนนี้  เหมือนสมัยเด็กเลย  น่าเกลียดชะมัด  ”

ฉันตอบ  คิดถึงหน้าตาของแตนในวัยเด็ก  เวลากำลังจะมีเรื่อง  มีอาการดื้อรั้น  ไม่เอาเหตุเอาผล  ทั้งน่าโมโหและน่าขบขัน 

ยามนั้นฉันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากแถวหลัง   ในที่สุดทุกคนในเรือก็หัวเราะ  รวมทั้งน้อยกับแตน

 

เสียงประกาศผลการแข่งขันดังขึ้น  ฉันแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย  ว่าพวกเราเสมอกันอีกครั้ง

 

เมื่อสิ้นเสียงประกาศผลการแข่งขันรอบที่สอง  มีแรงกดดันที่หนักอึ้งบนอกของฉัน  ทั้งดีใจและหนักใจ  ฉันคิดว่าทุกคนคงกังวลใจกับสิ่งที่จะตามมา  มันเหมือนอะไรที่เราอยากให้จบลงเสียที  แต่มันจบไม่ได้ 

 

ตั้งแต่ฉันแข่งเรือมา  ยังไม่เคยเสมอเลย  แต่อยู่ๆวันนี้กลับมาเสมอกันถึงสองเที่ยว  ในส่วนลึกฉันรู้สึกหวานวูบ  ฉันคิดว่าวันนี้เป็นวันพิเศษที่ไม่มีวันลืม  แต่ฉันกลัวว่าเราต้องแข่งใหม่อีกเที่ยว  และเมื่อพวกทีมผีดิบพายเรือเข้ามาท้าทายพวกเราอีกครั้ง  ฉันก็รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร 

 

แตนรับคำท้าของพวกเขาอีกครั้ง

 

เมื่อพวกเขามาท้าทายพวกเราเป็นครั้งที่สาม  เราทุกคนนิ่งเงียบ  ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแตนรับคำท้าโดยดี  เพราะรู้แล้วว่าไม่มีใครจะไปเปลี่ยนใจแตนได้  เรือของเราลอยไปอย่างช้าๆ  ฉันหันไปมองใบหน้าเพื่อนๆที่อยู่ข้างหลัง  พบว่าพวกเขาหน้าซีดอย่างน่ากลัว

 

เต๋าซึ่งปกติไม่ค่อยได้พูดอะไร  ในยามนั้นพูดขึ้น

“  พวกเราอย่ามาขัดแย้งกันเองเลย  เราควรรวมพลังเป็นหนึ่ง  เมื่อเราให้แตนเป็นหัวหน้า  เราควรให้แตนตัดสินใจ  หากทุกครั้งแตนต้องถามความเห็นพวกเรา  กำลังของพวกเราก็จะอ่อนลง   แตนว่าไง  เราควรว่าด้วย  ”

นานๆพูดที  แต่สิ่งที่เต๋าพูดก็มีเหตุผล  ทุกคนนิ่งเงียบ 

 

แตนหันหน้ามา  เอื้อมมือมาแตะแขนของน้อยเบาๆ

“  น้อย  อย่าถือข้านะ  ข้ามันเป็นคนบ้าๆบอๆอย่างนี้แหละ  ที่จริงแพ้ชนะไม่สำคัญหรอก  สนุกดี ”

ในยามนั้น  หน้าของน้อยยิ้มแป้น  ฉันคิดว่านี้คือส่วนที่ดีที่สุดของแตน  แม้เธอจะเป็นคนเอาจริงเอาจังที่สุด  แต่ก็พร้อมจะไม่เอาจริงเอาจังที่สุดเช่นกัน  ฉันเชื่อว่าเธอหมายความอย่างที่พูด  หวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมา  บ่อยครั้งที่เธอทำอย่างนี้  หยิบขึ้นแล้ววางลง  เหมือนหนึ่งกับว่าชีวิตนี้เป็นเพียงการแสดง  และเธอเป็นดาราเจ้าบทบาท  แม้ฉันจะเห็นมาหลายครั้ง  แต่ทุกครั้งฉันก็อดพิศวงไม่ได้  แปลกใจว่าต้นกำเนิดของสิ่งนี้มาจากไหน  มันมีมนตร์ขลังที่เปลี่ยนเหตุการณ์ได้

 

แล้วโดยไม่ได้นัดหมาย  พวกเราชูพายในมือขึ้นเหนือศีรษะ  แล้วตะโกนพร้อมกัน

“  พวกเราบ้านหว้า  สู้ตาย  ”

มาคราวนี้ลุงกำนันกับคณะกรรมการประท้วง  พวกเขามีความเห็นว่าพวกเราเหน็ดเหนื่อยพอแล้ว  ควรพอใจในผลการตัดสินนี้  แต่เมื่อเจอกับการยืนกรานของทั้งสองทีม  พวกเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า  ให้กับความดื้อของพวกเรา

 

ส่วนชาวบ้านที่มาดูล้วนส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่  สำหรับพวกเขานี้เป็นเกมที่สนุก  น่าตื่นเต้น  เหมือนได้ดูมวยที่สูสี

 

 

 

เสียงเป่านกหวีดของรอบสามดังขึ้น  จากวินาทีนั้นเป็นต้นไป  ฉันพบว่าโลกนี้ไม่เหมือนเดิม

 

สิ่งแรกที่เปลี่ยนแปลงคือเสียง  สรรพสำเนียงรอบตัวของฉัน  เสียงเซ็งแซ่ของผู้ชมรวมทั้งเสียงนก  เสียงลม  เสียงน้ำ  อยู่ๆก็อันตรธานหายไปหมด  เหลือเพียงความเงียบ

 

การเคลื่อนไหวทั้งหมดรอบตัวของฉันช้าลง  ฉันเริ่มสังเกตเห็นภาพทั้งหมดรอบกาย  รวมทั้งรายละเอียดที่แต่ก่อนนี้มองไม่เห็น  คล้ายหนึ่งฉันมีเวลาว่างมากเหลือเกิน  แม้ฉันกำลังแข่งเรือเที่ยวสุดท้ายที่สำคัญที่สุด  ฉันกลับมีเวลามองภาพรอบกาย  แม้แต่ใบหน้าของแตนที่นั่งข้างกายฉัน  ฉันสามารถสังเกตสีหน้าของเธอ 

 

ในรอบนี้  ฉันรู้ว่าเราได้เลยเส้นขอบฟ้ามาแล้ว  และไม่มีวันหวนกลับ

 

ภาพอดีตแต่ละภาพกลับมาหาฉัน

 

วันที่พวกเราไปเล่นน้ำกันหน้าบ้านของน้อย  บ่ายวันนั้นมีแมลงตัวเล็กมาจากไหนไม่รู้  มากันเป็นพันเป็นหมื่น  ลอยมาตามสายน้ำ  พวกเราว่ายน้ำเล่นกับพวกมัน  ที่จริงเวลาถูกตัวมีอาการระคายเคือง  แสบๆคันๆ  แต่ก็สนุกดี  พวกเราเหมือนเรือที่ต้องคอยหลบทุ่นระเบิด  แมลงพวกนี้ไม่รู้มาจากไหน  พวกมันนึกจะมาก็มา  แล้วอยู่ๆก็หายไป  ไม่เห็นอีกเลยเป็นเวลานาน  ฉันชอบมองดูพวกมันว่ายน้ำ  ฉันว่าท่าว่ายน้ำของพวกมันสวยงาม  สวยกว่าปลา 

 

ฉันคิดถึงยามกินอาหารกลางวันในโรงเรียน  พวกเราหกคนมักเอาอาหารมาแบ่งกัน  กับข้าวของแป้งมากที่สุด  ข้าวก็เยอะ  ฉันชอบที่สุด  ของเต๋าน่าสงสารที่สุด  เธอมักมีไข่เจียวหนึ่งฟองเท่านั้น  กับข้าวเปล่า  ของน้อยมักมีขนมที่ยายทำขายติดมือมาด้วยหลายห่อ  เดือนมักมีกุนเชียง  ส่วนน้าของแตนชอบให้แตนเอาปลามากินทุกวัน  จนเธอเบื่อ  พวกเราแบ่งกันกินอย่างสนุกสนาน  แตนชอบกินไข่เจียวของเต๋า  ส่วนเต๋าชอบกินปลาของแตน

 

ฉันคิดถึงวันเล่นชักกะเย่อในโรงเรียนระหว่างชั้นม.๓ กับชั้นม.๒  ตอนนั้นพวกเราอยู่ชั้นม.๓  ต้องขับเคี่ยวกับรุ่นน้อง  แต่รุ่นน้องปีนั้นตัวโตและแข็งแรงกว่าพวกเราอีก  แต่ละฝ่ายมียี่สิบคน  ฉันประทับใจเพราะพวกเรากำลังจะแพ้  แต่แล้วอยู่ๆ แตนก็กระโดดลงไปกดเชือกไว้  จนเสมอกัน  เธอเพียงช่วยให้พวกเรามีจังหวะในการรวมพลังของพวกเราใหม่อีกครั้ง  เธอมีสัญชาติญาณในการต่อสู้ที่ว่องไวอย่างประหลาด 

 

ฉันคิดถึงวันที่เต๋าแกล้งพวกเราทั้งกลุ่ม 

 

วันนั้นพวกเราเดินกลับจากการดูหนังกลางแปลง  มันเป็นเวลาตีหนึ่ง  พวกเราเดินอยู่บนคันนา  ตามทางไม่มีไฟฟ้า  เต๋าเดินนำหน้า  ทันใดนั้นเธอร้องตะโกนบอกว่า  ผีหลอก  แล้วพวกเราก็วิ่งหนีกันอุตลุต  โดยมีแตนวิ่งนำหน้า 

 

มีฉันคนเดียวที่วิ่งไม่ออก  คงเป็นเพราะฉันกลัวจนขาแข็ง  มองไปข้างหน้าเห็นเงาตะคุ่มของผีตัวหนึ่ง  ฉันกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น  เป็นเวลานานกว่าฉันจะรู้สึกเอะใจ  และคิดได้ว่าที่เห็นอยู่ข้างหน้าคือหุ่นไล่กาตัวหนึ่งนั่นเอง 

 

เต๋าไม่ค่อยพูดมาก  แต่บทเธอแกล้งพวกเรา  ก็ทำจนแสบ  คิดขึ้นมาทีไร  พวกเราหัวเราะกันท้องแข็ง  ฉันจำได้แล้วว่าเวลาเจอผี  ฉันพึ่งแตนไม่ได้เลย

 

มองไกลออกไปข้างหน้า  ฉันเห็นก้อนเมฆคล้อยต่ำ  เหมือนกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาในตักของฉัน  ที่จริงท้องฟ้าก็ไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด  สายน้ำก็ไม่มีแรงต้านทานเหมือนแต่แรก  ฉันรู้สึกการพายแต่ละครั้งเหมือนไม่ต้องออกแรงเลย  มันตรงข้ามกับสิ่งที่คาดคิดไว้แต่แรก  แทนที่มันจะเป็นเที่ยวที่เหนื่อยมากที่สุด  กลับเป็นเที่ยวที่เหนื่อยน้อยที่สุด 

 

เกิดอะไรขึ้นนะ  คล้ายหนึ่งฉันเคยมีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน  ในความฝัน  ไม่ใช่ในชีวิตจริง  แต่ทำไมบ่ายวันนี้มันเกิดขึ้นจริง  ใครใช้ให้เราเดินทางเลยเส้นขอบฟ้า

 

แตนพูดอยู่เสมอว่า  แก่นแท้ของการต่อสู้อยู่ที่ใจ  แพ้ชนะเฉือนกันนิดเดียวในใจของเราเอง

 

ทำไมเธอรู้ละ  เธอไม่น่าจะรู้ได้หรอก  มันคงเป็นความทรงจำของชาติก่อนของเธอ  หรือไม่เธอคงไปขโมยมาจากที่ไหนสักแห่ง  แต่มันก็ไม่ใช่การขโมย  มันเป็นของเธอ

 

ไม่รู้เธอไปจำคำพูดของใครสักคน  ที่บอกว่า

                        ใช่ไม่ใช่ 

                        แนวทางตรงเป้าหมาย

มันเป็นคำพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องอย่างถึงที่สุด  แต่เธอก็ชอบมัน  เป็นสุภาษิตประจำตัวเธอเลยละ  แม้แต่ต้นกำเนิดของคำนี้มาจากไหน  เธอก็จำไม่ได้  และให้อธิบาย  เธอก็อธิบายไม่ออก

 

แต่ในยามนี้ฉันกลับเข้าใจ  ฉันรู้สึกได้  และแลเห็นแม้แต่ที่มาของมัน  และไกลเกินกว่านั้นอีก  คำพูดไม่มีความหมายหรอก  หากไม่มีการกระทำ  มันเป็นของตาย  มันยากมันน่ากลัว  เพราะเป้าหมายเองก็กำลังเคลื่อนที่ 

 

ไม่เพียงเรือของเรากำลังเคลื่อนที่  แม้แต่ธงสีแดงข้างหน้าของฉัน  หรือลำคลองทั้งสายก็เคลื่อนที่ด้วย  ฉันรู้สึกปอดของฉันกำลังขยายตัว  แขนของฉันก็ยาวขึ้น 

 

ฉันแปลกใจทำไมเที่ยวนี้ฉันออกแรงน้อยเหลือเกิน  เหมือนสายน้ำกำลังพาเรือของฉันไปข้างหน้า  และเรือนี้มีชีวิต  มันกำลังพาตัวฉันไปสู่จุดหมาย  และฉันมีเวลาว่างเหลือเฟือ  มีเรื่องให้คิดฝันจนนับไม่ถ้วน  มีเวลาล้อเล่นกับตัวเอง  หรือล้อเล่นกับแตนภายในใจ 

 

จริงซินะ  แตนเธอรู้ตัวหรือเปล่านะ  ในสิ่งที่เธอพูด  แต่รู้ไม่รู้  เราก็มุ่งหน้าสู่ทิศทางเดียวกัน  ในเรือลำเดียวกัน 

 

ใครๆบอกอ้อเป็นคนเจ้าน้ำตา  ฉันร้องไห้จ้า  เสียงดัง  เวลาถูกพ่อตี  หรือแม้แต่เวลามีคนมาพูดกระทบให้เสียใจ  และในยามนี้ฉันก็กำลังร้องไห้  แต่มันเป็นน้ำตาที่ซึมออกมาอย่างช้าๆ ทีละเม็ด  มันเป็นหยดน้ำตาที่สวยที่สุดตั้งแต่ฉันเคยร้องไห้มา   มันเกิดจากความสะเทือนใจที่ว่า  เราเกือบจะไม่ได้มาถึงเส้นขอบฟ้านี้แล้ว  เราเกือบจะไม่ได้มา  หากไม่ใช่เพราะความดื้อรั้นบางอย่างของแตน  ความเป็นเด็กที่ไม่เอาเหตุผลของเธอ  แม้แต่ความเย็นชา  อาการยิ้มยากของพวกผีดิบ  ทุกอย่างถูกอธิบายหมด

 

ฉันจำวันแรกที่เจอแตนได้  ที่จริงมันรวมไปหมดถึงวันแรกที่ฉันเจอเพื่อนๆอีกสี่คนของฉัน  วันที่ฉันวิ่งไล่จับกับเดือน  วันที่ฉันโดนเต๋าแกล้ง  ฉันมีเวลาว่างมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

 

แต่ฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเกมนี้เราจะแพ้หรือชนะ  ฉันเข้าใจเพียงว่าที่ผ่านมาทำไมเราไม่เคยแพ้เลย  เพราะในยามนั้นฉันเพิ่งสังเกตว่า  ลมหายใจของฉันสอดคล้องกับเพื่อนของฉัน  เป็นจังหวะเดียวกัน  เราไปเป็นหนึ่งลมหายใจ  ทำไมก่อนนี้ฉันไม่ได้สังเกต

 

เมื่อเราเลยเส้นขอบฟ้า  แพ้ชนะก็ไม่สำคัญ  แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีแพ้ไม่มีชนะ  โดยไม่ต้องหันไปมอง  ฉันก็เชื่อว่าเพื่อนของฉันกำลังร้องไห้เหมือนกัน 

 

ไม่ทุกคนหรอกที่มาถึงเส้นขอบฟ้า  และเลยมันไปได้  ฉันร้องไห้  เพราะรู้ว่าเราโชคดี 

 

เมื่อไรจะถึงเส้นชัยเสียทีนะ  เมื่อไรเวลาจะหมดเสียทีนะ  ฉันคิดถึงเรื่องของตัวเองและคนอื่นจนหมด  เวลาก็ยังเหลืออยู่ดี 

 

แต่ในที่สุดเส้นชัยก็มาถึง  และสรรพสำเนียงก็กลับเป็นปกติอีกครั้ง

 

 

 

 

 

เมื่อสิ้นเสียงประกาศของคณะกรรมการ  ว่านี่เป็นการแข่งขันที่เสมอกันเป็นครั้งที่สาม  เสียงตบมือ  เสียงตะโกน  ดังสนั่นหวั่นไหวจากผู้ชม  มันมาพร้อมกับเสียงดนตรีที่ถูกเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นกว่าเก่า  ราวกับว่าโลกจะแตก 

 

ฉันเห็นทีมผีดิบพายเรือเข้ามาหาพวกเรา  และกัปตันที่ฉันไม่รู้จักชื่อคนนั้นพูดขึ้น

“  เราขอท้าพวกเธอแข่งใหม่เป็นรอบที่สี่  พวกเธอจะว่ายังไง ”

 

คราวนี้แตนยิ้มแป้น  ตอบพร้อมกับยักคิ้ว

“  ฉันบอกแล้วไงว่า  กี่ครั้งก็ได้  เราไม่ถอยอยู่แล้ว ”

กัปตันทีมผีดิบจ้องมองหน้าแตนเขม็ง  ฉันแปลกใจว่าทำไมพวกเธอถึงเกลียดพวกเราจัง 

 

ตอนที่พวกเธอไปแจ้งข่าวให้คณะกรรมการทราบ  พวกเราลอยเรือรอคำตอบ  ฉันหันไปมองเพื่อนที่นั่งข้างหลัง  เห็นน้อยกับเต๋าจับมือกันแน่น  รวมทั้งเดือนกับแป้ง  ทุกคนสีหน้ามีความสุข  แตนก็มีสีหน้าร่าเริง  ฉันเองก็สบายใจ  แม้จะรู้ตัวว่า  ฉันไม่มีแรงแข่งเป็นรอบที่สี่  มันเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อกี้นี้เอง  ว่าฉันหมดแรงแล้ว  แต่เหตุที่ฉันไม่กังวลใจ  คงเป็นเพราะประสบการณ์ของเมื้อกี้นี้มีความหมายสำหรับฉันมาก  จนการแพ้ในรอบต่อไป  ก็ไม่มีความหมายอะไร  หากพวกเขาอยากชนะ  ก็ให้พวกเขาไปเถิดนะ 

 

สำหรับฉัน  การแข่งขันสิ้นสุดลงแล้ว

 

ดูเหมือนจะมีการขัดแย้งอะไรบางอย่างในที่ทำการของคณะกรรมการ  สักครู่ฉันเห็นลุงกำนันเดินออกมา  โดยมีทีมผีดิบเดินตามหลัง  ลุงกำนันเดินมาที่ริมฝั่งน้ำใกล้เรือของเราแล้วบอกว่า

“  ผลการแข่งขันถือเป็นเด็ดขาดแล้วนะ  พวกหนูกลับบ้านได้  ส่วนถ้วยรางวัล  ต้องรอก่อน   ทางคณะกรรมการจะจัดให้พวกหนูทั้งสองทีม  ”

 

“  แต่คุณลุงคะ  พวกหนูต้องการตัดสินแพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง  ไม่อยากครองแชมป์ร่วมนี่คะ ”

เสียงของกัปตันทีมผีดิบดังขึ้น  แล้วพูดต่อว่า

“ อีกอย่าง  ทีมบ้านหว้า  ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับพวกหนู ”

ลุงกำนันโบกมืออย่างระอา  แล้วหันหลังเดินออกไป    ในตอนนั้นฉันเพิ่งสังเกตว่าชาวบ้านเริ่มทะยอยกลับบ้านกันไปกว่าครึ่งแล้ว  ฉันยังแปลกใจว่าทำไมพวกผีดิบถึงยอม  ฉันรู้สึกตัวเมื่อมือของน้อยมาสะกิดที่เอวของฉัน  หันไปมอง  เธอชี้นิ้วขึ้นข้างบน  ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกตัว  ท้องฟ้าได้มืดแล้ว

 

 

 

 

บ่ายวันนั้น  ฉันกับเพื่อนๆนั่งกินน้ำแข็งไสกันอยู่ในตลาด 

 

เป็นครั้งแรกที่เราได้มาพบกัน  หลังจากหนึ่งสัปดาห์เต็มๆที่เราไม่ได้เจอกัน  พอเจอหน้าก็คุยกันไม่หยุดปาก  ฉันเล่าให้ฟังว่ากลับจากการแข่งเรือคืนนั้น  ฉันนอนเป็นไข้อยู่สามวัน   ที่จริงเพื่อนๆของฉันทุกคนก็กลับบ้านแล้วล้มป่วย  รวมทั้งแตน  เพราะพวกเราออกแรงกันมากเกินไป  แต่ส่วนใหญ่จะไม่สบายเพียงวันเดียว  ที่ฉันหายช้า  เพราะฉันกลัวพ่อจะดุฉัน  กลางวันพยายามทำตัวเป็นปกติ  ตื่นขึ้นมาทำงานบ้านเหมือนเคย  พอพ่อเผลอฉันจึงจะหนีไปนอน  ทำให้ฉันหายช้ากว่าคนอื่น 

 

ทุกคนเล่าอาการป่วยของตัวเองเป็นเรื่องตลก

 

โรงเรียนใกล้จะเปิดเทอมแล้ว  เราคงไม่มีโอกาสมาชุมนุมกันอย่างนี้  ฉันคิดแล้วใจหาย  แปลกใจว่าทำไมพวกเราไม่เรียนหนังสือโรงเรียนเดียวกันอีกนะ  วันนี้พวกเราหกคน   ยกเว้นน้อยคนเดียวที่ไม่ได้เรียนต่อ  ที่เหลือต่างคนต่างไปคนละโรงเรียน

 

แต่แล้วอยู่ๆก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าผ่านเข้ามาในร้าน  ฉันรู้สึกขนลุกยังไงไม่รู้  พร้อมกับอาการชะงักงันของเพื่อนๆ  ตอนนั้นฉันพอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น  หันไปมองที่หน้าร้าน  ฉันเห็นทีมผีดิบหกคนมากันครบ  พวกเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

 

ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ  บรรยากาศน่าอึดอัด  แม้แต่แม่ค้ากับลูกค้าคนอื่นในร้านก็รู้สึก  เหมือนกับว่าจะมีเรื่อง  เพราะคู่อริมาพบกัน  แต่ละคนมีอาการระมัดระวังอย่างประหลาด  เสียงพูดคุยรอบข้างก็ลดลง

 

ไม่รู้นึกยังไง  ฉันพูดขึ้น

“  เข้ามากินน้ำแข็งไสกับพวกเราซิคะ ”

 

พอพูดเสร็จ  ตัวเองก็รู้สึกใจหาย  ไม่รู้ทำผิดอะไรหรือเปล่า  เพราะคราวนี้ทุกอย่างเงียบกริบไปหมด  ชนิดว่าเงียบเป็นเป่าสาก  ฉันยิ้มแหยๆ  ก้มหน้าลง

 

ทันใดนั้นฉันได้ยินเสียงหนึ่งที่ไม่คาดคิด  มันเป็นเสียงหัวเราะเบาๆที่ออกมาพร้อมๆกันจากลำคอของพวกผีดิบ  มันเป็นเสียงเล็กๆแต่ก็ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงมาก

 

พวกเขาเดินเข้ามาจริงๆ  เข้ามานั่งล้อมวงกับพวกเรา  เจ้าตัวกัปตันแทรกตัวลงนั่งระหว่างฉันกับน้อย  ก่อนทรุดตัวลงนั่ง  ยังเอามือขยี้ผมสั้นของฉันเบาๆอย่างหยอกเย้า

 

ตอนที่เธอทรุดตัวลงนั่งข้างกายของฉัน  ฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที  และเมื่อเธอนั่งใกล้ฉัน  ฉันจึงเพิ่งสังเกตเห็นใบหน้าของเธอจริงๆ  เธอสวยกว่าแตน  ผิวของเธอละเอียดมาก  คิ้วก็ยาวกว่า  ขนตางอน  จมูกโด่ง  ไม่เพียงแต่เธอมีชีวิต  เธอมีชีวิตมากเหลือเกิน 

 

ฉันคิดว่าบ่ายวันนั้นที่พวกเราแข่งเรือกันจะเป็นวันที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต  แต่แล้วบ่ายวันนี้ก็เป็นอีกบ่ายวันหนึ่งที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน  แม้มันจะเรียบง่ายมาก  เพียงแค่เธอมานั่งข้างกายฉัน  และพูดกับฉันว่า

“  เธอชื่ออะไร  ฉันชื่อนันท์ ”

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]