• ฟ้าพูลวรลักษณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buengpoon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 34880
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
ผู้กำกับของฟ้า
บทสัมภาษณ์สมมุติ ถึงผู้กำกับภาพยนตร์ แต่งโดยฟ้า และเรื่องสั้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fipoonvoralak
วันพุธ ที่ 26 มีนาคม 2551
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 2029 , 06:08:00 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

นางฟ้า

 

ในห้องประชุมของบริษัทค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเมืองไทย  บนตึกระฟ้า  ชั้นที่ ๔๐  มองผ่านกระจกใส  เห็นกรุงเทพฯในยามเที่ยงวันนี้  ปกคลุมด้วยหมอกจากมลภาวะ  จนทำให้ท้องฟ้าโดยรอบหม่นหมอง 

 

ผู้ถือหุ้นทั้งสี่คนอยู่ครบ  นั่งรอบโต๊ะวงกลม  พวกเขาคือพี่น้องทั้งสี่แห่งตระกูลวงศ์ธรรมอนันต์  ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาหนักที่คุกคามบริษัท

 

เหตุการณ์เริ่มเมื่อสองวันก่อน  มีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง  เรื่อยมาจึงถึงเช้าวันนี้

“  เรามีเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง  ก็ต้องให้ข่าวแก่ผู้สื่อข่าวแล้ว  เราคงถ่วงเวลานานกว่านี้ไม่ได้  ดังนั้น  ผมคิดว่าเราควรหาบทสรุปเรื่องบ้าๆนี้เสียที ”

เสียงของสุรเจตน์ดังขึ้น  เขาเป็นผู้ชายคนกลาง  และเป็นรองประธานบริษัท  ยามนี้เขาหน้าตาบอกบุญไม่รับ  สองวันมานี้เขาต้องหงุดหงิดกับเรื่องนี้มาก 

 

“  มันเป็นการสร้างข่าวที่ร้ายกาจเหลือเกิน  พี่ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นไปได้  หากเป็นคนอื่นยังพอฟังหูไว้หู  แต่นี่เป็นแพร  เด็กที่เราเห็นมานานหลายปี  เด็กคนนี้ใสซื่ออย่างที่สุด  ”

ผู้พูดคือพี่ใหญ่  สุวรรณา วงศ์ธรรมอนันต์  เธอมีเรือนร่างเตี้ยเล็กที่สุด  และมีน้ำเสียงอ่อนโยน

 

เธอกำลังพูดถึงแพร  นักร้องที่โด่งดังที่สุดของบริษัท  และเป็นนักร้องที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในเมืองไทยติดต่อกันหลายปี  เด็กคนนี้เพิ่งมีอายุยี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น  นิสัยดี  หน้าตางดงาม  และเสียงที่ไพเราะจับใจ  ทำให้อนาคตของเธอยังอีกไกล

 

“  พี่ไม่เข้าใจว่าข่าวนี้ออกมาได้ยังไง  ว่าแพรเคยเป็นโสเภณี  และทำไมมันเป็นข่าวใหญ่  กระหึ่มไปทั่ว  หากเป็นการสร้างข่าวของฝ่ายตรงข้าม  พวกเขาถือดีอะไร ”

เธอหยุดนิ่งไปนิดหนึ่ง  แล้วถาม

“  พวกเธอคิดว่านี่เป็นเรื่องจริงได้ไหม  ว่าแพรของเราเคยเป็นโสเภณี ”

 

แพรเป็นนักร้องในบริษัทของพวกเขาตั้งแต่อายุสิบห้าปี  ภายในเวลาสั้นๆเธอก็กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในบริษัท  สิบสองปีมานี้พูดได้ว่าเธอคนเดียว  ทำให้บริษัทที่เคยเป็นเพียงอันดับท้ายพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง  เธอเป็นสมบัติของบริษัทที่ไม่อาจปล่อยให้สูญเสียไป

 

สี่พี่น้องแห่งวงศ์ธรรมอนันต์  เรียงอันดับจากพี่ไปหาน้องคือ  สุวรรณา  สุรจิต  สุรเจตน์  สุรชัย   อายุของพวกเขาห่างกันสองปีพอดี  โดยเริ่มจากสุวรรณาผู้วันนี้มีอายุ ๕๒ ปี  สุรจิต  ๕๐ ปี   สุรเจตต์ ๔๘  ปี  และสุรชัย ๔๖ ปี  

 

“  ผมคิดว่าเราควรยอมรับ  เพราะมันเป็นเรื่องจริง ”

นี้เป็นเสียงของสุรจิต  เขาเป็นน้องคนที่สอง  แต่เป็นผู้ชายคนโตและเป็นประธานของบริษัท 

 

 

แอร์ในห้องประชุมเย็นฉ่ำจนเกือบหนาว  แต่เที่ยงวันนี้ความรู้สึกของพวกเขาสี่คน  มันร้อนอบอ้าว  โดยเฉพาะสุรจิต  ใบหน้าของเขาเฉยเรียบ  แต่ดวงตาแข็งกร้าว  อกของเขายามนี้ร้อนระอุ  เขาเล่าเรื่องราวของแพรให้พี่น้องของเขาฟังอย่างช้าๆ

 

ในสมองของเขาค่อยๆเรียงลำดับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน  ตอนนั้นเขาอายุ ๓๕ ปี  เขาอยู่ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังในชีวิต   เสเพล และมีตัณหาไม่สิ้นสุด

 

เขาพบแพรเป็นโสเภณีเด็ก  ในซ่องราคาถูกแห่งหนึ่ง

 

สามคืนที่เขานอนค้างกับเด็กคนนี้  ตอนนั้นเธอเพิ่งมีอายุ ๑๒ ขวบเท่านั้น  หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา 

 

คืนแรกที่เจอเธอ  เธอไว้ผมสั้น  ตัวเล็กนิดเดียว  มีรอยยิ้มไร้เดียงสา  เหมือนหนึ่งกับว่าโลกรอบกายของเธอนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลย  ความสวยและความไร้เดียงสาของเธอกลับกระตุ้นความสนใจอยากรู้  และดำฤษณาของเขา 

 

ภายในห้องเธอสามารถหาอะไรมาเล่นได้อย่างเหลือเชื่อ  ของเล็กๆทุกอย่าง  แม้แต่สิ่งมีชีวิต  แมลงวันสักตัว  ยุงสักตัว  ในเวลานั้นเขารู้ตัวว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับเด็ก  และจิตดวงนี้ไม่เหมือนผู้ใหญ่ 

 

เขาจำได้ว่าเธอชอบนั่งริมหน้าต่าง  เฝ้ามองโลกข้างนอกอย่างสนใจอยากรู้  แม้แต่แสงไฟแต่ละดวงตามถนน  ดวงดาวบนฟ้า

 

เขาอุ้มเธอไว้บนตัก  เปรียบเทียบกับโอ๋  ลูกสาวของตัวเองที่ปีนี้อายุแปดขวบ  พวกเธอแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย  เพียงแต่คนหนึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา  อีกคนหนึ่งไม่ใช่ 

 

แม้เขาจะมีลูกสองคน  แต่มีบางยุคเขาใช้ชีวิตเป็นเพลย์บอย  เหมือนตัวเองเป็นเพียงจอกแหนลอยตามน้ำ  ในวันเวลาเหล่านั้นเขาไม่สนใจว่าจะตายวันไหน  ด้วยสาเหตุใด  แม้มาหวนคิดในวันนี้  มันเป็นวันเวลาที่มีความสุขอีกแบบหนึ่ง  เพราะมันเป็นการใช้ชีวิตเพียงเพื่อวันนั้นเท่านั้น  แต่ละเช้าที่ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่  เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง

 

เขาจำได้  เช้านั้นเขาตื่นขึ้นมาเห็นเธอนอนหลับปุ๋ย  มือซ้ายกำอะไรแน่น  ด้วยความอยากรู้  เขาค่อยๆแกะมันออกมาดู  พบว่ามันเป็นทอฟฟี่เม็ดหนึ่ง อกของเขาสะท้านวูบ  คิดในใจว่าเขาคงไม่มีหน้ามาหาเด็กคนนี้อีก

 

แต่อีกไม่กี่วันต่อมา  เขาอดกลับมาหาเธออีกครั้งไม่ได้ 

 

อีกครั้งที่เธอนอนหลับอุตุอยู่ในอ้อมกอดของเขา  ตอนเจอกัน  เธอจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ  สำหรับเธอ  เขาเป็นเพียงความว่างเปล่า  เป็นเพียงผ้าห่มผืนหนึ่งเท่านั้น  เขามีความน่าสนใจน้อยกว่าแมลงสาบตัวหนึ่ง 

 

เขาบอกกับตัวเองว่า  เขาจะพอเพียงแค่นี้  แต่แล้วอีกไม่กี่วันเขาก็กลับมาใหม่เป็นครั้งที่สาม

 

เช้ามืดของวันที่สาม  เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา  เขาได้ยินเสียงเพลง  ลืมตามองโดยที่ไม่ขยับกาย  เขาเห็นแพรนั่งอยู่ริมหน้าต่าง  เหม่อมองไกลออกไป  เธอกำลังร้องเพลง  เสียงของเธอไพเราะจนเขาขนลุก  เช้านั้นเองที่เขาได้รู้จักแพร  และรู้จักตัวเอง

 

 

แพรชอบร้องเพลง  เธอหัดเอาเองจากวิทยุ  ร้องได้ทั้งเพลงสากลหรือลูกทุ่ง 

 

เช้าวันนั้น  เขานอนฟังเสียงเพลงของแพร  เหมือนเขาได้เกิดใหม่    เขาเพิ่งรู้ว่าเขากำลังตามหาอะไรอยู่  เสียงของเธอไม่ใช่ความไพเราะแบบที่เขาเคยได้ยิน  มันมีอะไรกว่านั้นมากมาย  มันเป็นอีกโลกหนึ่ง  อีกจักรวาลหนึ่ง  มันทั้งใส  หวาน  และบริสุทธิ์จนรู้สึกเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งนี้อยู่ในโลก  ทำให้เขามีความสุขอย่างไม่อาจลืมเลือน 

 

เขารู้ว่ามันไม่ใช่เสียงของมนุษย์  แต่เป็นเสียงของเทวทูต

 

เขาตัดสินใจซื้อเธอออกจากสถานที่แห่งนั้น  และรับอุปการะเธอเหมือนลูกในไส้  ส่งเธอไปเรียนหนังสือ  เขาไม่เคยข้องแวะทางเพศกับเธออีกเลย  คอยระวังตัว  ไม่แม้แต่จะกอดเธอสักครั้ง  เขารู้สึกเป็นหนี้เธอมากอย่างที่จ่ายคืนได้ไม่หมด 

 

เมื่อแพรอายุสิบห้าปี  เขาพาเธอเข้ามาเป็นนักร้องในบริษัท  โดยไม่คาดคิดว่าเธอจะทำให้บริษัทของเขากลายมาเป็นอันดับหนึ่ง  เพียงแต่คิดว่าเสียงเพลงของเธอควรแบ่งให้คนอื่นได้ฟัง 

 

“  ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ผมคิดว่าสิ่งสุดท้ายที่จะยอมให้เกิดขึ้น  คือการให้คนอื่นรู้ความเป็นมาของแพร  ผมต้องการให้สิ่งนี้เป็นเพียงฝันร้ายที่เลือนหายไปแล้ว  แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างสามวันที่ผ่านมานี้  ผมกลับเปลี่ยนใจ  ผมอยากเปิดเผยมันออกมาให้หมดเปลือก  ”

สุรจิตสรุป  ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  แต่สงบ  หลายปีมานี้เขาเปลี่ยนไปมาก  จากหนุ่มเพลย์บอย  กลายมาเป็นใครคนหนึ่งที่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว  

 

สีหน้าและแววตาของพี่น้องทั้งสามของเขายามนี้เต็มไปด้วยความพิศวง  พวกเขากำลังรอฟังเหตุผลของเขา  แต่เขาตกอยู่ในความเงียบ 

 

“  ทำไมล่ะพี่  เรายังมีเวลาที่จะปิดเรื่องนี้  ”

สุรชัยน้องคนที่สี่อดถามขึ้นไม่ได้  เสียงของเขาหวาน  ไพเราะ  นิ่มนวลเสมอ  แม้ในยามเคร่งเครียด  ดูเหมือนเขาไม่เคยมีกังวลกับอะไรเลย  ความสามารถในการควบคุมตัวเองของเขาเป็นเลิศ  แม้ในยามนี้เขาก็ยังยิ้มพราย  ในขณะที่คนอื่นๆก็มีอาการพยักหน้าน้อยๆอย่างเห็นด้วย

 

 “ ใครจะเอาผิดเด็กที่ถูกพ่อเอามาขายซ่องตั้งแต่อายุสิบขวบ  หากจะมีคนผิด  ควรจะเป็นพ่อของเธอ  เขาหายสาบสูญไปตั้งนานแล้ว  ส่วนแม่ของเธอเสียไปตั้งแต่เธอจำความได้  ส่วนผมจะถูกประณามในข้อหาไหน  ผมกลับไม่สนใจ  ”

 

สิ้นคำพูดของสุรจิต  สุวรรณาก็พูดขึ้น

“  แต่มันเสี่ยงมากนะ  สุรจิต  พี่อยากให้เธอคิดถึงปานจันทร์ ”

 

 

 

 

เขาคิดถึงปานจันทร์  ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา  เขาแต่งงานกับเธอตอนนั้น  เขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ  อายุ ๒๕ ปี  ส่วนเธออายุ ๒๑  ปี เพราะเขาเป็นลูกชายคนโต  พ่อแม่จึงอยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาโดยเร็ว  เพื่อจะได้เป็นหลักของครอบครัว  และเป็นที่พึ่งของน้องอีกสองคน  ส่วนสุวรรณาแม้จะเป็นคนโต  พ่อแม่ก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่เธอนัก

 

เขาถูกพาไปดูตัวปานจันทร์  ซึ่งเป็นลูกสาวของเพื่อนคนหนึ่งของพ่อ  เพียงวูบแรกที่เจอ  เขาก็ตอบตกลง  เพราะในวัยนั้นเขายังอายุน้อย  ไม่มีประสบการณ์อะไรมาก  และเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง  ผมยาว   เรือนร่างของเธองดงามได้รูป  

 

เขามองแต่กายภาพ  เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาสนใจในวัยนั้น  เขาสนใจหน้าอก  ขาอ่อน  เส้นผม  ริมฝีปาก  ฟัน  รอยยิ้ม  ฯลฯ  เขาไม่ได้สนใจจิตใจเธอเลย  เขาคิดอย่างผยองและเชื่อมั่นในตนเองว่า  ปัญหาอื่นๆเป็นเรื่องเล็ก  ถ้ามันจะมีก็แก้ได้

 

ปีแรกที่อยู่ด้วยกัน  เขามีความสุข  เพราะยังเป็นของใหม่  เป็นครั้งแรกที่เขาได้เสพย์กามรส  เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นเด็กเรียน  เป็นคนเรียนหนังสือเก่งจนเป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่  แต่ความสนุกความคะนองของเขาดูเหมือนจะมีอายุสั้น  เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

 

เมื่อเข้าปีที่สอง  เขาเพิ่งพบความจริงว่าเขากับปานจันทร์เป็นคนสองแบบที่เข้ากันไม่ได้เลย  การตัดสินใจแต่งงานกับเธอ  เป็นการตัดสินผิดครั้งสำคัญในชีวิต   การอยู่ใกล้เธอกลับเป็นความทุกข์    เขารู้สึกหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา  มันเป็นอะไรที่ขาดหายในส่วนลึกของจิตวิญญาณ  ตอนแรกเขาคิดว่าคงเป็นเพราะเขาเป็นคนตัณหาจัด  แต่ที่จริงไม่ใช่  เขามีความต้องการทางเพศปกติ  แต่มีความละเอียดอ่อนบางอย่างซึ่งตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจนัก  เขามีความต้องการอะไรบางอย่าง  ที่ปานจันทร์ไม่มีอย่างสิ้นเชิง

 

เธอเป็นคนแข็งกระด้าง  เฉยเมย  สนใจในโลกทางวัตถุเหมือนคนอีกจำนวนมาก  และไม่มีความรู้สึกใดๆในเรื่องของจิตวิญญาณซึ่งเขาโหยหา  ในหลายแง่มันก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร  แต่สำหรับเขา  มันเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงเขาโดยตรง  และเสียดลึกเข้าไปในใจของเขา  เมื่อเขารู้สึกตัวว่าเขาคิดผิด  และใคร่ครวญว่าเขาควรแยกทางกับเธอดีไหม  เธอก็ตั้งท้องโอ๋ 

 

เมื่อเธอมีอั้น  พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันครบห้าปีพอดี  มันเป็นช่วงเวลาที่เขาเบื่อเธออย่างที่สุด  และแน่ใจว่าชีวิตคู่ของเขาเป็นความล้มเหลว  มันเป็นความปวดร้าวและขัดแย้ง  ในวันที่เขาหมดเยื่อใยในตัวเธอ  เธอก็มีบ่วงสองอันที่แข็งแกร่งคล้องเขาไว้

 

เขาค่อยๆเปลี่ยนอย่างช้าๆ  ด้วยความรับผิดชอบในลูก  เขาไม่กล้าแยกทางกับเธอ  แต่ความหิวโหยบางอย่างได้ทวีตัวรุนแรงขึ้น  และถึงขีดสุดในอีกสองสามปีต่อมา  เขาไม่อยากมีเมียน้อย  แต่ก็เที่ยวเตร่  เหมือนจะให้น้ำในร่างกายของตัวเองเหือดแห้งหมด  ให้ความร้อนในตัวเองมอดสลาย

 

แต่ตัณหาเหล่านั้น  แม้ไม่สิ้นสุด  ก็ไม่เคยทำให้เขาอิ่มหนำ 

 

เขาไม่เคยทะเลาะกับปานจันทร์จริงๆเลย  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงไม้ลงมือ  การแสดงออกของเขาและเธอเป็นเพียงความเย็นชา  และความเกลียดชังซึ่งกันและกัน  แม้ในวันนี้เขาไม่เคยเที่ยวอีกเลย  แต่ความเกลียดชังนั้นก็ยังคงอยู่  มันจับตัวแน่นหนา  มันมาจากการเป็นคนต่างแบบที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง 

 

ปานจันทร์เป็นจุดอ่อนหนึ่งเดียวของเขา  ที่ทำให้เขารู้สึกตัวว่าหมดเรี่ยวแรง  เป็นปุถุชนคนธรรมดาที่เวียนว่ายตายเกิด  เขาไม่สามารถคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นในโลก 

 

 

“  หากเธอให้ข่าวตามตรงที่เล่ามา  คนภายนอกจะไม่มีใครเชื่อว่าเด็กคนนี้ไม่ได้เป็นเมียเก็บของเธอ  โดยเฉพาะปานจันทร์   ”

สุวรรณากล่าวเตือน   เธอเป็นคนใจดี  รักครอบครัว  แต่เป็นคนหัวเก่า  เธอพูดพลางส่ายหน้าช้าๆ  สุรจิตมองพี่สาวคนเดียวของเขา  ภาพที่เห็นคือหญิงที่ดูแก่กว่าวัย  เรือนร่างเล็กและบอบบาง  ดูเหมือนว่าร่างกายของเธอจะหดเล็กลงกว่าปีก่อน 

 

สุรจิตหัวเราะ

“  ผมกับปานจันทร์แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน  แต่ก็ไม่ยุ่งกันมานานหลายปีแล้ว  เราพยายามข้องเกี่ยวกันให้น้อยที่สุด  ที่จริงเราเกือบหย่าร้างกันมาหลายครั้งแล้ว  หากมันจะเกิดขึ้นในวันนี้  ผมก็ขอร้องอย่างหนึ่งว่า  อย่าเอาไปเกี่ยวกับแพร  อย่าให้เธอมาเป็นแพะรับบาป    เพราะในชีวิตนี้เธอถูกรังแกมามากพอแล้ว  ”

 

 

“  สมัยก่อน  ผมไม่กล้าหย่าร้าง  เพราะเห็นว่าโอ๋กับอั้นยังเล็ก  แต่วันนี้พวกเขาโตพอจะคิดเองได้แล้วว่าอะไรคืออะไร  ใครผิดใครถูก  พวกเขาสามารถเลือกข้าง   ”

 

พูดถึงโอ๋กับอั้น  ใจของเขาก็เจ็บแปลบ  เพราะเด็กสองคนนี้เหมือนแม่  โดยเฉพาะโอ๋  เหมือนทั้งหน้าตาและวิธีการคิด  เธอรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้  และไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ 

 

เขาจำได้ในวันเกิดอายุสิบสามปีของเธอ  เขาใช้เวลาหลายคืนทำของขวัญให้เธอชิ้นหนึ่งด้วยมือ  มันเป็นการแต่งนิทาน  พร้อมด้วยภาพประกอบ  ที่เขาบรรจงวาดสุดฝีมือ  และระบายด้วยสีน้ำ  ลงในสมุดปกแข็งเล่มหนึ่ง  เขาตั้งชื่อว่า  การผจญภัยของโอ๋  เขาทำเช่นนั้นเพราะความรู้สึกคิดถึงโอ๋ในวัยทารกน้อย  และคิดว่าปกติก็ตามใจเธอมากพอสมควรแล้ว  เธอมีครบทุกอย่างแล้ว  ขาดแต่ของบางอย่างที่เขาต้องออกแรงทำด้วยมือตัวเอง  เขาตั้งใจจะสร้างความแปลกใจให้เธอ 

 

แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม  เธอยิ้มแหยๆ  แล้วรับไปตามมารยาท  ช่วงขณะที่มือของเธอเอื้อมมารับสมุดเล่มนั้น  ด้วยประสาทสัมผัสที่อ่อนไหว  เขาสะเทือนใจอย่างรุนแรง  เพราะเขารู้ว่าของชิ้นนี้ไม่มีความหมายใดเลยสำหรับเธอ  เธอเหมือนแม่ของเธอเหลือเกิน

 

เขารู้สึกผิดหวังในลูกสาวตัวเอง  นับจากวันนั้น  ทุกวันเกิดของเธอ  เขาเพียงให้เช็คของขวัญแก่เธอหนึ่งใบ  ให้เธอไปเลือกซื้อของด้วยตัวเอง  ดูเหมือนเธอจะพอใจอย่างนั้น  ส่วนเขาก็ไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่น้อย 

 

นี้คือความแห้งแล้ง  ความหยาบกระด้าง  แต่สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก  กลับไม่มีคุณค่าใดสำหรับเธอ

 

ภายในตัวแพรเองก็แฝงความแห้ง  แต่มันเป็นความแห้งที่สงัดเงียบ  และเป็นสุข 

 

ส่วนอั้นนั้นยังไม่ชัดเจน  แต่เขาก็สังเกตเห็นความเย็นชาแทรกซึมอยู่ในตัวเขาไม่น้อย  เขาจะไม่แปลกใจเลยหากอั้นเลือกข้างแม่  การตัดสินผิดเพียงนิดเดียวในวัยหนุ่ม  มีผลตามมายาวไกล และไม่จบง่ายๆ 

 

เขาทนลูกสองคนนี้ได้มากกว่าเมีย  อาจเพราะพวกเขายังเด็ก  มีความสดชื่นอ่อนหวานบางอย่างในวัยของพวกเขา  แต่บ่อยครั้งที่เขารู้สึกปวดร้าวข้างใน  ในขณะที่เขารักลูกมากกว่าเมีย  ความแค้นก็มากกว่าด้วย 

 

 

เห็นกิริยาเย็นชาและแห้งแล้ง  ไร้จิตวิญญาณของลูก  บางครั้งเหมือนทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปเฉยๆ  มันรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ  แต่เขารู้ตัวว่านี้เป็นสันดานของเขา  บางทีเขาอาจไม่เหมาะที่จะมีครอบครัว  เพราะเขาจะจดจำความเจ็บปวดที่มาจากคนที่เขารักได้อย่างยาวนาน 

 

ทำไมเขาจะไม่รักโอ๋  เธอเป็นลูกคนแรกของเขา  เขาจำความตื่นเต้นตอนไปเยี่ยมเมียที่โรงพยาบาลได้  เขาเฝ้าเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องคลอด  มันเป็นประสบการณ์หนึ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิต  ห้วงเวลาที่เขาเฝ้ารอการมาเยือนของโอ๋

 

วันที่เขาพบแพร  เขาจึงรู้จักตัวเอง  ว่าแท้จริงเขาเป็นคนที่ต้องการความรักที่ละเอียดอ่อนมาก  มากจนยากจะหาได้  ทั้งลึกและรุนแรง  แต่เป็นความรักในจิตวิญญาณ 

 

 

“  ผมรู้จักพี่สุรจิตมานาน  รู้ว่าพี่เป็นคนตรง  พูดจริง  และวันนี้พี่อายุครึ่งศตวรรษแล้ว  ผมจึงเชื่อในสิ่งที่พี่พูด  แต่ผมมีอะไรจะบอก ”

ผู้พูดคือสุรเจตน์  ยามนี้เขามีสีหน้าสงบเยือกเย็น  เขาเป็นนักธุรกิจที่เขี้ยวมาก  แต่ที่จริงในหมู่พี่น้อง  เขาเป็นคนฉลาดลึกล้ำ 

 

“  ผมเป็นคนมองอะไรตามสภาพความเป็นจริง  และวันนี้ผมเองก็อายุ ๔๘ ปีแล้ว  มีลูกสี่คน  พวกเขาวันนี้ก็เติบโตใกล้เป็นหนุ่มสาวกันหมดแล้ว  แต่แม้กระนั้น  เรื่องที่ผมได้ยินก็ยังยอมรับได้ยาก    สำมะหาอะไรกับชาวบ้านข้างนอก  ”

 

“  ชาวบ้านเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัว  ผมรู้จักพวกเขาดี  เพราะผมเป็นคนทำธุรกิจ  หากผมไม่เข้าใจพวกเขา  ผมคงทำธุรกิจไม่ได้  พวกเขาจะเพิกเฉยต่อรายละเอียดหลายอย่าง  แม้มันจะชัดเจนอยู่ตรงหน้า  และเหลือเพียงบางส่วนที่พวกเขาอยากจะจดจำ  เช่นเรื่องของแพร  แม้มันจะชัดเจนว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ  เด็กอายุสิบขวบจะมีความผิดอะไร  แต่ความประหลาดคือ  ถึงที่สุดชาวบ้านจะมองข้ามสิ่งนี้ไป  และจำได้แต่เพียงว่าเธอเคยเป็นโสเภณี  และมีความคิดว่าครั้งหนึ่งใครเคยเป็น  วันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ”

 

“  ทันทีที่ข่าวนี้ออกไป  สายตาคนข้างนอกจะมองแพรผิดออกไปจากเดิม  ที่จริงแพรเป็นคนสวยมาก  บัดนี้จะมีคนบ้าตัณหามากมายต้องการเธอ  และมีศัตรูกลุ่มใหม่ที่คาดไม่ถึง  ”

 

“  บุคคลเหล่านั้นคือคนที่ทนความเด่นของแพรไม่ไหว  การสงสารเด็กถูกตกเขียวสักคนพอทำได้ง่าย  แต่การยอมรับคนที่เคยเป็นโสเภณีว่าโดดเด่นกว่าตัวเอง  จะยอมรับไม่ได้  ทำไมหรือ  ความขัดแย้งนี้มาจากไหน  ”

 

“  โลกที่เราอยู่นี้เป็นโลกของคนหน้าไหว้หลังหลอก  บุคคลพวกนี้  หากไม่ไปแหย่พวกเขา  พวกเขาก็จะทำตัวดี  แต่หากไปกระทบหรือท้าทาย  พวกเขาจะออกมาบดขยี้คุณทันที  ศัตรูที่ผมกำลังพูดถึงคือคนเหล่านี้  มันเหลือเชื่อที่ผมจะกล่าวว่า  คุณหญิงคุณนายที่รณรงค์เพื่องานการกุศล  พยายามช่วยเด็กออกจากซ่องนรก  ปกป้องสิทธิสตรี  ฯลฯ  กลับอาจหันมาเป็นศัตรูกับแพร  การถ่อมตัวลงไปช่วยคนอื่นเป็นอย่างหนึ่ง  การยอมรับคนที่เคยเป็นโสเภณีว่าเหนือกว่าพวกเขา  มันเป็นสิ่งยอมรับได้ยาก  มันกระทบถูกความเป็นคนปากว่าตาขยิบของพวกเขา ”

 

“ ปฏิกิริยาของพวกเขาจะรุนแรงอย่างเหลือเชื่อด้วย  เพราะมันไปกระทบถูกแก่นของพวกเขาพอดี  ไปเปิดโปงหน้ากากของพวกเขา  ไปกระทบความคิดที่พวกเขายึดมั่นอย่างเหนียวแน่น  นี้เป็นความผิดที่พวกเขาไม่อาจให้อภัย ”

 

“  พี่สุรจิตก็เช่นกัน  การเที่ยวโสเภณีเด็กเป็นความผิดทางอาญา  หากมีการให้ข่าวออกไป  ก็เท่ากับก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในตาราง  ”

 

“  และแม้มีรายละเอียดมากมายเห็นตรงหน้า  ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีมาแล้ว  สุรจิตวันนั้นเป็นคนละคนกับวันนี้   เขาเป็นคนรักความจริง  กล้าหาญ  เสียสละ  เขาไม่มีความจำเป็นต้องออกรับเลย  เขามีทั้งชื่อเสียงและเกียรติที่ต้องหวงแหน  เขาทำไมถึงทำ  มันเป็นความละเอียดอ่อนที่เพียงคิดก็ต้องอึ้ง  แต่แทนที่คนจะซาบซึ้ง  ผู้คนกลับจะเลือกจำเพียงว่า  บุคคลผู้นี้เป็นพวกจิตวิปริต  ”

 

“  จิตของชาวบ้านเป็นเหมือนตะแกรงร่อนที่ตาหยาบมาก  สิ่งละเอียดจะถูกร่อนทิ้งไปหมด  ท้ายที่สุดจะเหลือเพียงส่วนที่หยาบที่สุดไว้  นั่นคือ

            แพรเป็นโสเภณี

            นายสุรจิตเป็นพวกกามวิตถาร

มันเหลือเชื่อที่จะจบลงอย่างนี้  แต่มันจะเป็นอย่างนี้  นี้เป็นความประหลาดของชาวบ้าน  ”

 

เขาพูดช้าๆ  ชัดถ้อยชัดคำ  และน้ำเสียงมีพลัง

 

 

 

ในความเงียบนั้น  มีเสียงถอนใจของสุวรรณา 

“  พี่ไม่เห็นว่าทำไมพี่สุรจิตต้องไปเปลืองตัว  หากเราต้องการรับว่าแพรเคยเป็นโสเภณี  เราก็ให้ข่าวว่าสิบห้าปีก่อน  ลูกน้องของเรา   ใครสักคน  เคยไปเที่ยวและเห็นพรสวรรค์ของแพร  เพียงเท่านี้ก็จบ ”

 

“  ทันทีที่เราออกข่าวผ่านสื่อ  เรื่องทั้งหมดก็ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป  หากแต่กลายเป็นจริงเหนือจริง  ” 

สุรจิตพูดพลางหยิบหนังสือพิมพ์ที่กองอยู่บนโต๊ะขึ้นมาฉบับหนึ่ง 

 

“  ยกตัวอย่างเช่นหนังสือพิมพ์ฉบับนี้  ทุกข่าว  หากเราเข้าไปในเหตุการณ์จริงๆ  เราจะพบว่าความจริงไม่เหมือนกับข้อมูลที่เราอ่าน    ผมขอยืนยัน  ทุกข่าว  และไม่ว่าเป็นหนังสือพิมพ์อะไร  นี้เป็นธรรมชาติของสื่อ  ไม่ใช่ความผิดของใคร  ไม่ใช่เจตนาของใครทั้งนั้น ”

 

“ ข่าวสารบนโลก  คือการโคลนนิ่งอย่างหนึ่ง  นิ่งเงียบ  สงบ  แผ่ไพศาล  มันเป็นสาหร่ายที่สามารถปกคลุมทั้งมหาสมุทร  เป็นทุ่งหญ้าที่สามารถปกคลุมทั้งทวีป  เป็นไวรัสที่แพร่สะบัดไปทั่ว  แทรกซึมแม้ในบรรยากาศ ”

 

 “ ผมคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความสำคัญเกินกว่าที่จะเป็นเพียงเรื่องของครอบครัวหรือธุรกิจ  มันเป็นเรื่องในส่วนลึกของมนุษย์  มันท้าทายความหมายของการเกิดมาเป็นคน  และผมจำเป็นต้องให้มันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ”

 

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ  มีเพียงเสียงการทำงานของแอร์  ที่ส่งเสียงครางเบาๆ  สุรชัยมองดูพี่ชายคนโตของเขาด้วยความทึ่ง  เขารู้ว่าพี่ชายคนนี้เป็นคนตรง  แต่ทุกครั้งที่เขาลอกคราบออก  ก็เหมือนมีอีกตัวตนหนึ่งอยู่ข้างใน  อย่างนี้เรื่อยไปไม่สิ้นสุด

 

สุรชัยขยับตัวแล้วพูดขึ้นบ้าง

“  แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า  หากพี่สุรจิตสารภาพแล้ว  จะเกิดประโยชน์อะไรกับใคร  ”

 

สุรจิตตอบอย่างเรียบง่ายว่า  “  เพราะพี่ไม่ได้ทำเพื่อแพร ”

 

 

สุรจิตลุกขึ้น  เดินไปเปิดเครื่องเล่นซีดีที่เขาเตรียมไว้แล้ว  สักครู่ก็มีเสียงเพลงดังออกมา     เขาเร่งระดับเสียงให้ดังขึ้น  ยามนั้นทุกคนในห้องก็ได้ยินเสียงเพลงที่พวกเขาคุ้นเคยดี  มันเป็นเสียงเพลงของแพร

 

เสียงของแพรเหมือนมีมนตร์  มันเปลี่ยนบรรยากาศและความรู้สึกของทุกคนในห้องนั้น  สุรจิตมีสีหน้าผ่อนคลาย  แม้แต่สุรเจตต์ก็ปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก  เสียงของเธอหวาน  ไพเราะ  และเหมือนสามารถสร้างกำลังใจให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา  ทุกคนสามารถมองออกไปสู่วันพรุ่งนี้

 

ห้านาทีต่อมาเขาก็ปิดเครื่อง  แล้วกลับมานั่งที่เดิม

 

“  แพรเป็นยังไงบ้าง ”

สุวรรณาเอ่ยขึ้นอย่างใจลอย  เธอรู้สึกผิดที่คุยมาทั้งวัน  แต่ไม่ได้ถามถึงความรู้สึกของเด็กคนนี้  เมื่อได้ยินเสียงเพลงของเธอ  ใจเธอก็อ่อนลง  และคิดถึงเธอขึ้นมาจับใจ

 

“  เมื่อคืนนี้ตอนนั่งคุยกับผม  เธอร้องไห้ด้วยความสับสน  ”

สุรจิตเล่าต่อ

 

“  ที่จริงเธอลืมเหตุการณ์ในอดีตเกือบหมดแล้ว  ยกเว้นมีใครมาคุ้ยเขี่ยจริงๆ  อย่างเช่นที่กำลังเกิดขึ้น  ผมปลอบโยนเธอ  บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ  และที่จริงเป็นโอกาสที่เธอจะได้ทำงานสำคัญที่สุดในชีวิต ”

 

“  ผมหมายความว่า  ในวันนี้  ชีวิตของผมไม่มีความหมายแล้ว  ผมอายุมากแล้ว  อยู่อีกเพียงไม่กี่ปีก็ตาย  สำหรับแพร ไม่เพียงเธอมีเสียงสวรรค์  จิตใจเธอก็หาได้ยากในโลก  เราจะหาคนที่มีจิตใจใสบริสุทธิ์อย่างนี้ได้ที่ไหน  วันนี้เธอได้ร้องเพลงไพเราะหลายร้อยเพลง  และมีเงินเก็บเยอะแยะ  ที่จริงผมไม่ห่วงใยแพร  เพราะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง  ”

 

“  แต่วันนี้เรากำลังทำอะไรเพื่อคนอีกจำนวนมาก  ได้แก่เด็กผู้หญิงเล็กๆอีกมากที่ถูกตกเขียว  ผู้หญิงที่หากินอยู่ในความมืด  ไม่มีอนาคต  คนเหล่านี้ทั่วประเทศมีจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน  คนเหล่านี้ต่างหากที่ต้องการแสงสว่าง  ต้องการกำลังใจ  และแพรทำสิ่งนี้ได้   มันเป็นความพอดี  เธอสามารถเป็นตัวแทนของพวกเขา  ”

 

“  ผมไม่ต้องการปกปิดเรื่องนี้  ตรงกันข้าม  ผมต้องการเปิดเผยอย่างหมดเปลือก  และกระพือข่าว  เหมือนโฆษณาสินค้าใหญ่โต  ให้มันรู้กันทั่ว  ว่าชีวิตอย่างนี้แท้จริงยังมีความหวัง  มีแสงสว่าง  ”

 

“  เสียงเพลงของแพรสามารถแทรกซึมไปได้ทั่ว  ทุกตรอกซอย  ทุกบ้านเรือน  บัดนี้เราอาศัยสื่อเป็นพาหะ  ตีโต้กลับ  มันเข้าไปในซ่อง  ในอาบอบนวด  ในโรงแรม  ฯลฯ  เสียงของเธอ  บัดนี้มิติของมันได้เปลี่ยนไปอีกนิดหนึ่ง  มันทะลุทะลวงมากกว่าเดิม  ลึกกว่า  สะเทือนใจกว่า  บัดนี้มนุษย์รู้จักแพรมากขึ้น  พวกเขาเข้าไปข้างในตัวเธอ ”

 

“  นี้เป็นหน้าที่และโอกาสของแพร  ที่จะทำอะไรบางอย่างให้เพื่อนมนุษย์  ไม่ทุกคนหรอกจะมีโอกาสอย่างนี้  เพราะไม่ช้าเราก็ตายหมดแล้ว  ”

 

“ การปฏิเสธจะทำลายแพรจากข้างใน  เพราะความสับสนจะอยู่กับตัวเธอตลอดไป  แม้คนข้างนอกจะเชื่อ  แต่เธอจะหลอกตัวเองไม่ได้  ”

 

“  การยอมรับโดยสิ้นเชิง  กลับยิ่งเพิ่มพลังให้เธอ  อย่างที่ศัตรูของเราคาดไม่ถึง  มันเป็นสภาวะที่เป็นที่สุด  แต่เราต้องรวมพลังเป็นหนึ่ง  และนั่นคือสาเหตุที่ผมอยากประชุมในวันนี้  ”

 

ในยามนั้นดวงตาสุรเจตต์ลุกวาวขึ้น  เขาคิดขึ้นมาว่า  ยอดขายเทปและซีดีเพลงของแพรจะยิ่งพุ่งกระฉูด   แต่เขาอดถามต่อไม่ได้

“  แต่หากพวกเราไม่เห็นด้วยละครับ ”

 

“  พวกคุณมีสิทธิปลดผมออกจากตำแหน่งประธานในบริษัทได้  แต่ผมก็ยังคงให้สัมภาษณ์ตามความเป็นจริงในฐานะนายสุรจิต  วงศ์ธรรมอนันต์ ”

เขาตอบยิ้มๆอย่างรู้ทัน  เขาคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน  เขาเป็นคนชัดเจนในสิ่งที่เขาต้องการ  เวลานั้น  ทั้งสี่คนนั่งมองหน้ากันในความเงียบ

 

 “  ผมคิดว่าให้แพรตัดสินใจจะดีกว่า  ดูเหมือนเธอไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองมาก่อนเลย ”

ในที่สุดเป็นสุรชัยผู้เอ่ยขึ้นก่อน  และสุรจิตตอบด้วยเสียงเรียบ

“ ที่จริงเธอกำลังเดินทางมา  ”

 

ในเวลานั้นเอง  มีเสียงเคาะประตู

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นิระนาม วันที่ : 26/04/2012 เวลา : 10.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kobdesign
เสรี การเมือง เศรษฐกิจ สังคม

มีโลกใหม่เกิดขึ้นกับผมอีกแล้วว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แก้วตา วันที่ : 26/03/2008 เวลา : 06.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tto-okk
"เกียทซ์บอกกับฉันว่า หากคุณประสงค์จะเดินสิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือ ความขรุขระ"

อืมมมม...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]