ผู้กำกับของฟ้า
บทสัมภาษณ์สมมุติ ถึงผู้กำกับภาพยนตร์ แต่งโดยฟ้า และเรื่องสั้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fipoonvoralak
วันพุธ ที่ 26 มีนาคม 2551
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 1084 , 06:09:07 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประโยคสุดท้าย

 

 ๑ พรรณีกับเพ็ญนภา

 

ในห้องอาจารย์ใหญ่โรงเรียนหลังสวน 

 

สำหรับห้องพักครูใหญ่โรงเรียนเล็กๆในต่างจังหวัด  นับได้ว่าห้องของครูพรรณีมีความโอ่โถง  สวยงามไม่น้อยเลย  คงเป็นเพราะเธอรู้จักหาสิ่งละอันพันละน้อยมาตกแต่งห้องที่อยู่มานานห้องนี้  บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้  ที่ยามนี้ประดับด้วยดอกกุหลาบหนู  ที่หน้าต่างก็มีกระเช้าไม้ไผ่ที่ปลูกต้นกล้วยไม้อยู่หลายกระเช้า  ภายในห้องมีชุดรับแขกเนื้อไม้อย่างดี  ที่ได้รับการดูแลจนสะอาดเอี่ยมสำหรับต้อนรับผู้มาเยือน  ยามนี้มีครูรัตนานั่งอยู่  เธอคุยอยู่กับครูใหญ่มาตลอดช่วงเช้า

 

ปีนี้ครูรัตนาอายุ  ๓๓ ปี เธอไม่ใช่ผู้หญิงสวย  แต่ก็ไม่ขี้ริ้ว  ผอมสูง  ร่างกายแข็งแรง  ผิวขาว  ผมสั้น  ส่วนที่เด่นบนใบหน้าของเธอคือดวงตา  มันเป็นแววตาที่ลึก  เย็น  ทุกวันนี้ทุกคนในโรงเรียนหลังสวนยอมรับว่า  เธอเป็นครูที่ดีที่สุดคนหนึ่ง  เป็นที่รักและเกรงใจของเด็กนักเรียน 

 

ครูพรรณีเป็นผู้หญิงอ้วน  หน้าตายิ้มแย้ม  ใส่แว่นกรอบทอง  ผมสีเงินไปครึ่งศีรษะ  ปีนี้เธออายุ ๕๙ ปี  ใกล้จะเกษียณแล้ว  เธอจะยิ้มแย้มอารมณ์ดีเป็นนิตย์   น้อยครั้งที่เธอจะดุว่าใคร  แต่บารมีบางอย่างทำให้ทุกคนในโรงเรียนนี้ต้องเกรงกลัวเธอ 

 

เช้านี้การสนทนาเริ่มด้วยการที่ครูพรรณีจับมือผอมบาง  แต่สุขภาพดีของครูรัตนาขึ้นมากุมไว้ในมือ  แล้วลูบไล้อย่างช้าๆ  วันนี้เธอตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมครูหัวแข็งคนนี้ให้จงได้  ก่อนนี้เธอไม่ได้พยายาม  เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะร้ายแรงอย่างนี้  วันนี้  เธอจึงต้องเริ่มต้นด้วยความรัก

 

“ ครูรัตนา  ที่ฉันเรียกเธอมาคุยวันนี้  ก็เพราะเรื่องหนูกังหัน  ตอนนี้เขาไปแข่งอะไรก็แพ้  ไม่เหมือนสมัยที่อยู่กับเธอ  ตอนนั้นเขามีแต่ชนะ  จนมีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่ว  ฉันอยากขอร้องให้เธอกลับไปทำหน้าที่โค้ชตามเดิม  เธอจะรับปากฉันได้ไหม  ”

ยามนั้นครูรัตนามีสีหน้าลำบากใจ  และแววตาปวดร้าว

“ อาจารย์ใหญ่คะ  ท่านก็ทราบดีแล้วว่า  ดิฉันเหนื่อยเกินไปที่จะทำหน้าที่นั้น  มันควรเป็นหน้าที่ของครูท่านอื่นบ้าง  ”

 

“ แต่ทำไมละ  ในเมื่อเธอทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด  หากว่าเธอเหนื่อย  เธอก็ได้พักมานานหนึ่งปีแล้วนี่นา  วันนี้เธอยังเหนื่อยอีกหรือ  เธอมีปัญหาอะไร  บอกให้ฉันทราบได้ไหม  ที่จริงฉันอยากรู้ว่าทำไมเธอจึงขอถอนตัวเมื่อปีก่อนนั้น  ในเมื่อทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี  ตอนนั้นทุกคนแปลกใจมาก  วันนี้  กังหันกำลังตกต่ำลงทุกวัน อย่าลืมว่า  เด็กคนนี้เป็นที่รักของพวกเราทุกคน  และครั้งหนึ่งก็เป็นที่รักของเธอไม่ใช่หรือ  แล้วเกิดอะไรขึ้น  ”

 

รัตนานิ่งไปครู่ใหญ่  แล้วก็เริ่มเล่า

 “ อาจารย์ใหญ่คะ  เหตุการณ์เริ่มเมื่อสามปีก่อนนั้นดิฉันยังจำได้  ในชั่วโมงพละของบ่ายวันหนึ่ง ดิฉันจัดให้มีการวิ่งแข่ง มีเด็กนักเรียนชั้นปอสี่คนหนึ่ง  ตัวผอมสูง  หน้าตาน่ารัก  ผมหยักศกสีดำ  ดวงตาสวย  เด็กคนนี้ประทับใจดิฉันมาก  เพราะเขาวิ่งทิ้งเพื่อนนักเรียนคนอื่นไกลห่างมาก  มากจนเหมือนมาจากคนละโลก 

 

ดิฉันรู้สึกขนลุก  และคิดว่าดิฉันได้มาพบอัจฉริยะเข้าแล้ว

 

อาจารย์คะ  ดิฉันเคยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬามีชื่อ  แต่ดิฉันก็ทำไม่ได้หรอกคะ  ดิฉันไม่เคยเก่งกีฬาประเภทไหนเลย  ได้แค่มาเป็นครูพละ  แต่มันเป็นความฝันที่ไม่ดับสลาย  พอเห็นกังหันเข้าเท่านั้น  ความฝันนั้นก็กลับคืนมา  ตอนนั้นดิฉันตั้งใจว่าจะช่วยส่งเสริมเขาให้เป็นหนึ่งในโลกให้ได้

 

ตอนนั้นเขาอายุเพิ่งสิบขวบ 

 

แต่แปลกนะคะ  อาทิตย์ต่อมา  ตอนที่ดิฉันพาเด็กไปหัดว่ายน้ำ  ดิฉันก็พบว่าเขาว่ายน้ำได้เร็วกว่าทุกคน  ไม่ผิดกับเวลาที่เขาวิ่งบนบก  มันแปลกเพราะกีฬาสองประเภทนี้แตกต่างกันมาก  ปกติไม่มีนักกีฬาคนไหนที่จะเก่งวิ่งกับว่ายน้ำจนถึงที่สุดได้หรอกคะ  แต่สำหรับกังหันคล้ายไม่มีข้อจำกัดอันนี้

 

ต่อมาอีกวันหนึ่ง  ครูนิตยาที่สอนคณิตศาสตร์บอกดิฉันว่า  ในชั่วโมงคณิตศาสตร์  กังหันก็คิดเลขได้เร็วกว่าเด็กทุกคน  เป็นไปได้หรือคะ  ที่นักกีฬาคนนี้จะเป็นอัจฉริยะในทางคณิตศาสตร์ด้วย

 

แม้ในวันนี้  ดิฉันยังไม่รู้เลยว่าศักยภาพของเด็กคนนี้มีอยู่เท่าไร  เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่ไม่ได้ลองทำ  เพียงแค่สามอย่างนี้ก็เหลือเชื่อมากแล้ว  ทำเอาพวกเราหลายคนเหนื่อยไปตามๆกัน  ดิฉันคิดว่าต้องหยุดลงตรงขอบเขตหนึ่ง  ”

 

ถึงตอนนี้  พรรณีพูดแทรกขึ้นว่า

“ แต่ทำไมเธอถึงเลิกกลางคันละ  ในเมื่อตอนนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี  ”

 “ ดิฉันไม่อยากเล่าเรื่องนี้หรอกค่ะ  เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของดิฉัน  แต่หากดิฉันไม่ตอบ  ปัญหานี้ก็จะยังยืดเยื้อต่อไป  ดังนั้นดิฉันจะเล่าให้อาจารย์ฟัง  มันเกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง  กังหันเขาบอกกับดิฉันว่า

ครูอย่าลำเอียงผมคนเดียวสิครับ

ตั้งแต่นั้นมา  ความรู้สึกของดิฉันก็เปลี่ยนไป  ”

 

พรรณีอุทานขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

 “ รัตนา  เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวนี้นะหรือ  ที่มันเปลี่ยนทุกสิ่ง ”

“ ค่ะ  เพียงประโยคเดียว ”

“ แต่มันเป็นไปได้ยังไง  ฉันไม่เห็นมีอะไรในคำพูดนี้เลย  เขายังเด็ก  อาจเป็นคำพูดที่จำมาจากคนอื่น  เอามาพูดโดยไม่มีจุดประสงค์  เขาอาจไม่เข้าใจคำพูดนี้เลยด้วยซ้ำ ”

 

“ อาจารย์ใหญ่คะ  เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจตนา  หรือความโกรธ  ไม่พอใจอะไรทั้งนั้น ”

“  ถ้าเช่นนั้น  มันเป็นเรื่องของอะไร  ”

“ ดิฉันได้ถามตัวเองหลายครั้ง  ด้วยความแปลกใจเช่นกัน  พอจะสรุปได้ว่า  ดิฉันทำมากเกินไป  เหมือนลูกโป่งที่เป่าจนใหญ่เกินตัว  แม้จะมีทรายเม็ดเล็กเพียงเม็ดเดียวมาเสียดสี  ก็อาจทำให้ลูกโป่งนั้นแตกได้  และในบ่ายวันนั้นมันก็แตกดังโพละ 

 

ไม่ใช่ความผิดของกังหันหรอกค่ะ  แกยังเด็ก  และคำพูดนั้นก็ไม่ได้ไร้เหตุผล  มันทำให้ดิฉันสะดุ้ง  ขนลุก  เหมือนอยู่ๆก็โดนเข็มแทงโดยไม่รู้ตัว

 

ดิฉันคิดขึ้นมาได้ว่า  เป็นเวลาสองปีที่ดิฉันทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง  แต่มันมากเกินไป  ดิฉันทำตัวเป็นยิ่งเสียกว่าแม่ของเขา  ดิฉันรู้สึกไปก้าวก่ายชีวิตของพวกเขามากเกินไป 

 

สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง  ดิฉันเหมือนได้ลืมตาขึ้นมองโลกและสิ่งรอบตัวใหม่  พบว่าสองปีที่ผ่านมา  ดิฉันทุ่มเทให้นักเรียนคนเดียว  และนักเรียนอื่นอีกนับร้อยละคะ  ดิฉันเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน  ”

 

พรรณีโต้แย้งอีกว่า

“ แต่เด็กอย่างกังหัน  เป็นหนึ่งในล้าน  ”

“ ตรงนี้คือประเด็นล่ะค่ะ  ดิฉันเคยคิดอย่างนั้น  แต่แล้วบ่ายวันนั้นความคิดของดิฉันก็เปลี่ยนไป  ดิฉันพบว่าแท้จริงอัจฉริยะภาพไม่ใช่สภาวะที่แข็ง  เป็นก้อนตายตัว  หากแต่เป็นคลื่นสัมพัทธ์  มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  เป็นเรื่องของการส่งและรับ  ดิฉันรู้สึกตัวว่าทำมากเกินไป  เกี่ยวกับตัวกังหัน  และทำน้อยไปกับเด็กนักเรียนคนอื่น  และเมื่อดิฉันหันไปมองเด็กนักเรียนคนอื่น  ดิฉันก็พบหลายคนที่น่าสนใจ  ยกตัวอย่างเช่นเอิน  ”

 

“ เอินคนไหน  ยายเอินที่อยู่ปอสองนะหรือ  จอมขี้แยคนนั้น  ”

“ ค่ะ  เอินคนนั้น  เธอไม่ได้มีพลังมากเหมือนกังหัน  แต่เธอมีความเรียบง่ายบางอย่าง  ดิฉันเพิ่งสังเกตว่าเธอวาดเขียนเก่ง  และสามารถพัฒนาตัวเองอย่างช้าๆ  เหมือนการสะสมของน้ำใต้ดิน  มันไหลเอื่อย  เรียบง่าย  ในขณะที่กังหันเขาเหมือนวงแหวนแห่งไฟ

 

 

ดิฉันกำลังบอกว่าคลื่นสัมพัทธ์มีหลายแบบ  แตกต่างกันมาก  แต่ทุกแบบต้องมีการส่งและรับ  ส่วนนี้เองที่ยาก  ดิฉันในฐานะครู  ยอมรับว่าเป็นการยากมากที่จะให้ลูกศิษย์ของตัวเองทุกคนพัฒนาไปสู่สิ่งที่พวกเขามีสิทธิไปถึงได้ 

 

ดิฉันมองไปรอบโรงเรียนแห่งนี้  แล้วเห็นภาพที่ก่อนนี้ไม่เคยเห็น  ต้องขอบคุณกังหันนะคะ  ที่เขาทำให้ดิฉันลืมตาตื่นขึ้น  ”

 

พรรณีอุทานขึ้น  พร้อมทั้งถอนใจ

“  เรื่องนี้มันลึกกว่าที่คาด  ฉันไม่คิดเลยว่าเรื่องจะลามปามมาไกลอย่างนี้  แต่ฉันก็ดีใจนะ  รัตนา  ฉันจำวันแรกที่เธอมาโรงเรียนแห่งนี้ได้  เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน  ตอนนั้นเธอยังเป็นเด็ก  หน้าตาตื่นอยู่เลย  ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอจะเป็นครูได้  แต่วันนี้เธอเป็นครูที่ดีมากนะ  ฉันขอชมเชย  แต่เรื่องของกังหัน…..  ”

 

“ อาจารย์ใหญ่คะ  ดิฉันมีความฝันบางอย่างตั้งแต่เด็ก  เมื่อมาพบกังหัน  เขาเป็นเหมือนความฝันของดิฉัน  ดิฉันจึงเกิดพลังมากมายในการทำงาน  แต่มันจบแล้วคะ  ไม่อาจเรียกกลับมา  เหมือนคุณแม่ของดิฉันที่เสียไปสิบสี่ปีก่อน  อาจารย์คงทราบนะคะว่าดิฉันรักแม่มาก  ตอนที่ท่านป่วยเป็นมะเร็งใกล้จะตาย  ดิฉันแทบจะเป็นบ้า  ดิฉันรับไม่ได้หรอกคะ

 

คืนวันนั้น  เวลาประมาณตีสอง  ดิฉันจำได้ดี  เพราะมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น  ที่บ้านของดิฉัน  เป็นตึกเก่า  ที่รั้วคอนกรีตคืนนั้น  ใต้แสงจันทร์  อยู่ๆดิฉันก็เห็นมือสีขาวของใครคนหนึ่งโผล่ยื่นพ้นรั้วเข้ามา

 

ยามนั้นดิฉันตื่นอยู่คนเดียว  คุณอาหญิงของดิฉันกับอาเขย  และเด็กคนใช้ในบ้าน  ล้วนนอนหลับกันหมด  ส่วนคุณแม่ก็นอนหมดสติรอลมหายใจเฮือกสุดท้าย  ตอนนั้นดิฉันนอนไม่หลับหรอกคะ  ได้แต่นั่งอยู่ข้างคุณแม่

 

หากเป็นยามปกติ  ดิฉันคงกรีดร้อง  เพราะมือนั้นไม่ใช่มือของมนุษย์  แต่ยามนั้นดิฉันกำลังเฝ้ารอปาฏิหาริย์  ดิฉันจึงนิ่งเงียบ  ตัวแข็งทื่อ  ได้แต่เฝ้ารอการปรากฏร่างของสิ่งนั้น  ดิฉันหวังว่าจะเป็นวิญญาณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เป็นเทพเจ้า  หรืออะไรก็ได้  ที่มาช่วยชีวิตของแม่  แม้ตอนนั้นนายแพทย์บอกว่าอวัยวะข้างในของท่านถูกมะเร็งกินไปหมดแล้ว  ไม่เพียงไม่กลัวเท่านั้น  ตอนนั้นดิฉันรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ

 

สักครู่เจ้าของมือนั้นก็โผล่หน้าเข้ามา  มันเป็นหน้าที่ใส่หน้ากากคะ  เหมือนสิงโต  มีผมปลอมสีขาวเต็มหัว  มันปีนรั้วเข้ามาในบ้านของดิฉัน  ใส่เสื้อผ้าแปลกๆ  ยาวรุ่มร่าม  มองไม่ออกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  มือถือแส้ปัดของคนโบราณ  มันเดินเข้ามาอย่างช้าๆ  เข้ามาในห้องโถง  ที่แม่ของดิฉันนอนอยู่

 

แล้วมันก็นั่งนิ่งอยู่กึ่งกลางห้องโถง  ห่างจากร่างของคุณแม่ประมาณห้าเมตร

 

ดิฉันกลั้นลมหายใจ  แต่แปลกนะคะ  ดิฉันก็ยังปกติ  ไม่ได้กรีดร้อง  ไม่พูด  ไม่ขยับกาย  ดิฉันกำลังเฝ้ามองว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เวลาผ่านไปเนิ่นนานมาก  มันก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น  แล้วในที่สุดมันก็หายตัวไป

 

สิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไร  ก็ไม่ต่างกับความฟุ้งซ่านอย่างหนึ่ง  เป็นความคิดฝัน  แต่ในขณะที่มันหายตัวไป  ดิฉันก็ปลงค่ะ  ดิฉันยอมรับความจริงว่าชีวิตก็ต้องมีจุดสิ้นสุด  เป็นการดีกว่าที่จะปล่อยให้ท่านจากไป

 

ความแปลกอย่างหนึ่งคือ  ดิฉันเพิ่งค้นพบในคืนนั้นเองว่า  ที่คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าความตายเป็นความเจ็บปวดทรมาน  ไม่เป็นความจริงหรอกค่ะ  ความตายเป็นความสุขสงบอย่างยิ่ง  ใครบอกอาจารย์คะว่า  เด็กคนหนึ่งควรชนะเสมอ  และตลอดไป  หรือแม้แต่ชนะให้นานที่สุด  ไม่จริงหรอกค่ะ  รางวัลเหล่านั้นเป็นเพียงการอุปโลกน์  ใครจะรู้ว่าสิ่งใดดีสำหรับชีวิตเด็กคนหนึ่ง  ”

 

 “  แต่รัตนา  ฉันและครูคนอื่นๆล้วนยังเป็นปุถุชน  เรายังต้องการความสมหวัง  จะให้พวกเราปลงอย่างเธอ  คงไม่ได้หรอกนะ  ฉันยังอยากขอร้องเธอให้ช่วยเป็นโค้ชให้เด็กคนนี้อีกสักหกเดือน  ในระหว่างนี้ยังมีการแข่งขันประเภทวิ่งแข่งที่มาเลเซียกับการแข่งขันแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เกาหลีใต้  ฉันยังอยากหวัง  เธอจะทำเพื่อโรงเรียนของเราได้ไหม  ”

 

ยามนั้นพรรณีได้ยินเสียงหัวเราะเศร้าๆจากรัตนา

 

“ หากอาจารย์ใหญ่ยืนยัน  ดิฉันก็ขัดไม่ได้  กรุณาเข้าใจด้วยว่า  ดิฉันรักเขาไม่น้อยกว่าเดิม  ใครจะไม่รักเด็กที่ปั้นมากับมือละคะ  ”

“  ขอบใจ  รัตนา  เธออย่าถือสาฉันที่เป็นแก่  และเป็นปุถุชนที่ยังไม่อาจสูญสิ้นความหวัง  ”

 

คุยกันถึงประโยคนี้  พอดีเป็นเวลาเที่ยง  เพ็ญนภากับกังหันลูกชายอายุสิบสามขวบของเธอ  เดินเข้ามาในห้องพักครูพรรณี 

 

ใจของเพ็ญนภาเต้นรัว  เธอไม่สบายใจกับการมาพบกันครั้งนี้เลย  แต่ก็เลี่ยงไม่ได้  เพราะมันเกี่ยวกับอนาคตของลูก  จำได้ว่าเธอไม่เคยชอบครูรัตนาเลย  เพราะครูรัตนาเจ้ากี้เจ้าการมากเกินไป  โดยเฉพาะกับชีวิตลูกชายคนเดียวของเธอ  แต่วันนี้เธอกลับต้องการขอโทษ

 

เธอไม่แน่ใจว่าได้ล่วงเกินอะไรครูรัตนาไปบ้างในอดีต  แต่คิดว่าคงมี  อย่างน้อยก็ในน้ำเสียง  กิริยาที่ไม่เป็นมิตร  โดยเฉพาะคนตรงไปตรงมา  ไร้ชั้นเชิงอย่างเธอ  แต่เท่าที่จำได้เธอสองคนก็ไม่เคยทะเลาะอะไรกันเลย 

 

เธอตั้งใจว่าวันนี้จะมากราบงามๆครูรัตนาหนึ่งที  และขออภัยในการกระทำใดๆที่เธอได้ทำ  แม้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ  แต่เมื่อเดินเข้าในห้อง  ครูรัตนากลับเป็นฝ่ายหันมายกมือไหว้เธออย่างสุภาพ

 

เพ็ญนภาเป็นผู้หญิงสวย  หน้าหวาน เธอเป็นหม้ายมาหลายปี  สิ่งที่เธอปวดร้าว  คือเธอเข้ากับลูกชายคนเดียวไม่ได้  ไม่ว่าจะรักเขาเพียงใดก็ตาม

 

กังหันเป็นเด็กรูปงาม  น่ารัก  ดวงตาคม  ผมหยักศก 

 

เมื่อเพ็ญนภากับกังหันทรุดกายนั่งตรงเรียบร้อยแล้ว  ครูพรรณีก็พูดขึ้น

“  คุณเพ็ญคะ  ครูรัตนารับปากกับฉันจะเป็นโค้ชให้กับกังหันอีกครึ่งปี  ”

เพ็ญนภาหันไปยกมือไหว้ครูรัตนา

“  ดิฉันต้องขอกราบขอบพระคุณแทนกังหันด้วยนะคะ  มาวันนี้ดิฉันจึงรู้ว่า  ขาดครูไปคนหนึ่ง  จะเกิดผลอย่างไร  ในอดีตหากดิฉันได้ล่วงเกินอะไรครูไปบ้าง  กรุณายกโทษให้ดิฉันด้วยนะคะ ”

“  กรุณาอย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ ”

 

ครูรัตนารีบยกมือไหว้ตอบ  น้ำเสียงไพเราะ

“  ควรเป็นดิฉันต่างหากที่ต้องกราบขออภัยคุณเพ็ญ  ดิฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่าที่ผ่านมา  ดิฉันไปก้าวก่ายกับชีวิตของกังหันมากเกินไป  มาวันนี้ดิฉันยังรู้สึกเสียใจไม่หาย ”

“  ไม่จริงหรอกค่ะ  กังหันได้ดีมาถึงทุกวันนี้  เพราะครูคนเดียวเท่านั้น ”

เพ็ญนภาตอบเสียงเศร้า

 

 

๒ กังหัน

 

ฉันเดินเข้าไปในห้องครูใหญ่กับแม่

 

สำหรับฉัน  ไม่มีความรักให้แม่  เธอเป็นเพียงเงาสีเทาเงาหนึ่งเท่านั้น  เช่นเดียวกับคนอื่นๆ แม้เธอจะเป็นผู้ป้อนข้าวและน้ำให้ฉัน  ฉันไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนมีสีเลย  แต่ละคนล้วนเป็นมนุษย์สีเทา  มีบ้างเป็นสีเทาอ่อนมากจนเกือบเป็นขาว  และมีบ้างที่ดำสนิท  เหมือนพ่อของฉัน

 

ยกเว้นครูรัตนา  มีเธอเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ที่มีสีเหมือนฉัน

 

หากฉันเป็นผีเสื้อสีน้ำเงิน  ครูรัตนาเป็นผีเสื้อสีแดง  เมื่อฉันเจอครูรัตนา  ฉันพบว่าเหมือนผีเสื้อตัวหนึ่งมองเห็นผีเสื้ออีกตัวหนึ่ง  และต่างสีกัน  ในขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นทั้งโลก  ล้วนเป็นสีขาวดำ

 

เที่ยงวันนี้เมื่อฉันเดินเข้าไป  ฉันเห็นอาจารย์ใหญ่สีเทาตัวอ้วนใหญ่    แต่ครูรัตนาวันนี้เป็นผีเสื้อสีน้ำตาลแก่  ฉันไม่เห็นครูรัตนามาหลายเดือนแล้ว  ดูเหมือนเธอจะหลีกเลี่ยงที่จะเจอฉัน

 

ฉันรู้ว่าครูรัตนาแปรเปลี่ยนสีสันได้  ไม่คงที่  แต่วันนี้สีของเธอเปลี่ยนไปมาก  มันเป็นสีน้ำตาลแก่  หรือว่าเธอกำลังจะเปลี่ยนเป็นดำ  ฉันอดเฝ้ามองด้วยความแปลกใจไม่ได้  แต่สักครู่เมื่อเธอคุยกับอาจารย์ใหญ่และแม่ของฉัน  วูบหนึ่งที่เธอเผลอ  ฉันก็เห็นการแปรรูปของเธอ  เหมือนผีเสื้อตัวใหญ่ที่หุบปีกอยู่  แล้วสักครู่ก็กางปีก  ตอนนั้นฉันเห็นว่าแท้จริงปีกของเธอเป็นสีน้ำตาลสลับเหลือง  มีลายสีเหลืองสด  ที่สวยงามประหลาด

 

ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาของใคร  มีคนบอกว่า  กังหันวันนี้ไม่หมุน  เพราะขาดลม  และลมนั้นคือความฝันของครูรัตนา  มันไม่จริง  เพราะลมของกังหันอยู่ข้างใน  จริงอยู่มันถูกค้นพบโดยครูรัตนา  แต่ลมนั้นมันอยู่ข้างในตัวฉัน  ฉันรู้สึกตัวเมื่อฉันวิ่ง  ว่าร่างของฉันเบาผิดปกติ  ไม่รู้ความเบานั้นมาจากไหน  เหมือนฉันกำลังจะบินได้อย่างนก

 

เมื่อฉันว่ายน้ำ  ฉันรู้สึกลมหายใจเป็นหนึ่งกับสายน้ำ  ฉันรู้สึกตัวเหมือนปลา  เมื่อฉันคิดเลขทางคณิตศาสตร์  มันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  เหมือนกับว่าคำตอบนั้นง่ายนิดเดียว  คล้ายมีทางลัดที่สั้นที่สุดเสมอ  มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้  พวกเขาชอบเดินทางอ้อม

 

วันนั้นฉันหวังดี  ฉันบอกครูว่า

ครูอย่าลำเอียงผมคนเดียวสิครับ

ฉันเห็นเธอกระสับกระส่าย  เป็นทุกข์  ฉันเพียงอยากให้เธอลดทอนอะไรบางอย่างลงสักเล็กน้อย  แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับผิดความคาดหมาย  เธอเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม  เธอหมดความสนใจในตัวฉัน เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าฉันจะทำอะไร  จะแพ้หรือชนะ  ร้ายยิ่งกว่า  ฉันรู้สึกเธออยากให้ฉันแพ้  เธอไม่พูดออกมาตรงๆ  แต่ฉันรู้สึกได้  แววตาเธอดูพอใจลึกๆที่เห็นฉันแพ้

 

ฉันแกล้งแพ้ครั้งแรก  ในวันนั้น  เพราะฉันอยากเห็นแววตาแห่งความเสียใจ  ความเป็นห่วง  แต่ผลที่ได้รับกลับเป็นตรงกันข้าม  มันเป็นแววตาแห่งความพอใจ

 

ฉันวิ่งเล่นสนุก  ว่ายน้ำสนุก  ฯลฯ  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันต้องการชัยชนะ  เพื่อถ้วยรางวัล  หรือคำชมเชยสรรเสริญ  สิ่งเหล่านี้ไร้สาระสิ้นดี  มันคือโลกของมนุษย์สีเทา  หรือเลวร้ายกว่า  เป็นโลกของมนุษย์สีดำ 

 

ขอเพียงครูรัตนามาขอฉันดีๆเพียงประโยคเดียวก็พอ  หากเธอบอกว่า  กังหัน  ครูขอให้เธอแข่งให้ชนะนะ  เท่านั้นฉันก็ชนะ  แต่คนอื่นจะขอฉันอย่างนี้ไม่ได้  หากครูอยากให้ฉันแพ้  หรือไม่สนใจว่าฉันจะแพ้หรือชนะ  ถ้าเช่นนั้นฉันก็จะแพ้

 

สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะเป็น  คือเป็นมนุษย์สีเทาเหมือนแม่  หรือครูใหญ่อ้วนที่นั่งอยู่ข้างหน้าฉัน

 

และไม่มีทางใดที่ฉันจะเป็นมนุษย์สีดำ  เหมือนพ่อของฉัน

 

 

 

 

 

 

 

  รัตนา

 

บ่ายวันนั้นฉันจำได้  แม่บอกว่า

          ใครช่วยเปิดผ้าม่านที

มันเป็นคำพูดประโยคสุดท้ายของแม่  แล้วจากนั้นแม่ก็เข้าสู่อาการโคม่า  ก่อนจะเสียชีวิตในคืนนั้น 

ฉันจำได้  เพราะคำพูดประโยคนั้นเป็นประโยคสุดท้ายของแม่  มันเป็นบ่ายที่สว่างจ้าในห้องโถง  ไม่มีใครปิดผ้าม่าน  ไม่มีใครปิดประตูหรือหน้าต่าง  แต่แม่ในยามนั้นมองอะไรไม่เห็น 

 

ฉันเดินอยู่ในโลก  มองการเคลื่อนตัวระหว่างแสงสว่างและความมืด   ทุกครั้งฉันก็หวนคิดถึงถ้อยคำประโยคนี้  เมื่อดวงอาทิตย์กำลังตกดิน  หรือกำลังขึ้นจากฟ้า   ฉันได้ยินเสียงของแม่ 

 

ฉันกำพร้าพ่อมาแต่เด็ก  เหมือนกังหัน  ต่างกันเป็นตรงกันข้ามเพียงแค่ว่า  เขาไม่รักแม่  แต่ฉันรักแม่มากดังดวงใจ

 

ตอนที่แม่เสีย  ฉันอายุ ๑๙  ฉันเสียใจแทบเป็นบ้า  แต่เมื่อเสียแม่ไปจริงๆ  ฉันกลับทำใจได้  ฉันเก็บทุกสิ่งไว้ในประโยคเดียว  และเท่านั้นก็พอ 

 

ตอนฉันเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย  ฉันมีคนรัก   เขาชื่อธีรยุทธ  เราเป็นแฟนกันหลายปี  แต่แล้ววันหนึ่ง  มันคงเป็นวันที่ฉันอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  ฉันพูดจ้อทั้งวัน  ในเย็นวันนั้นเขาพูดว่า

ทำไมวันนี้เธอพูดมากเกินไป

 

ฉันสะดุ้งวาบ  เพราะฉันรู้ว่านี้เป็นประโยคสุดท้ายของธีรยุทธ

 

ฉันเงียบเสียงลง  และเงียบลง  โดยเฉพาะกับเขา  ท้ายที่สุดเราก็เลิกกัน  สำหรับฉัน  เขาตายแล้วตั้งแต่วันที่เขาเปล่งคำพูดประโยคนั้น 

 

ในตัวฉัน  มีลำน้ำแห่งคำพูด  มันเป็นลำน้ำเล็ก  แต่ผู้ใดที่ข้ามไปแล้ว  ไม่สามารถข้ามกลับ  พวกเขาจากไปชั่วกาลนาน 

 

แต่ผู้ข้ามลำน้ำนี้  ไม่จำเป็นต้องเป็นคนตาย  มันอาจเป็นคนเป็น  วันนี้ธีรยุทธไปยืนอยู่ใกล้แม่ของฉัน  ฉันมองเห็นพวกเขาจากฝั่งนี้  แต่ไม่อาจข้ามไปหา 

 

ธีรยุทธคงไม่ได้รักฉันเท่าไร  วันนี้เขาอาจลืมฉันไปแล้ว  แต่ฉันกลับยังไม่ลืมเขา  เหมือนฉันที่ไม่อาจลืมแม่ของฉัน  เวลามองเห็นแสงแดดแรงกล้า  ฉันคิดถึงแม่  เวลาเห็นแสงเปลี่ยนคลื่น  ฉันคิดถึงคำพูดสุดท้ายของเธอ  เวลาฉันเดินอยู่ที่มีเสียงเซ็งแซ่  ในศูนย์การค้า  ในตลาด  ฉันได้ยินประโยคสุดท้ายของธีรยุทธ  ที่จริงฉันรักเขามากกว่าเดิม  รักมากเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักผู้ชายคนหนึ่ง  แต่ฉันไม่ต้องการอยู่กับเขา  ฉันไม่อาจมีชีวิตอยู่กับคนที่อยู่คนละฟากฝั่งลำน้ำแห่งคำพูด  ทุกคนที่ข้ามฝั่งน้ำนี้ไป  ฉันรักพวกเขามากกว่าเดิม 

 

ลำน้ำนี้ลึกและยาวไร้จุดจบ  แต่กลับแคบ

 

แล้ววันหนึ่งกังหันก็เปล่งประโยคสุดท้าย

ครูอย่าลำเอียงผมคนเดียวสิครับ

วันนั้นเขาได้ข้ามฝั่งไปคนเดียว  ไปรวมกับแม่และธีรยุทธ  และเพื่อนสนิทของฉันอีกสองคน  ฉันรู้สึกตื่นตะลึง  ขนลุก  ทั้งโศกเศร้า  แต่ก็ดีใจในส่วนลึก  เพราะนี้เป็นอาหารที่รสชาติหอมหวานที่สุดสำหรับฉัน 

 

ในความอิ่มหนำ  มีความเงียบเหงาวังเวง

 

ฉันไม่มีวันบอกใครได้  ไม่มีใครเข้าใจ  จนกว่าพวกเขาจะเห็นลำน้ำแห่งคำพูด

 

ฉันไม่ได้รักกังหันน้อยลงเลย  ที่จริง  จากวันนั้น  ฉันรักเขาเป็นนิรันดร์  แต่ไม่อาจอยู่ร่วมกับเขา  ฉันไม่ได้ถือสาคำพูดของเด็ก  ฉันไม่ได้น้อยใจ  หรือโกรธ  แต่ดวงตาฉันมองเห็นภาพไม่เหมือนเดิม  ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนยุค

 

หนึ่งประโยคสุดท้าย  คือหนึ่งยุค

 

เขาทำให้ฉันตื่น  ฉันมองเห็นเด็กอื่นในโรงเรียนแห่งนี้  มิติของพวกเขาซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

 

ทุกประโยคสุดท้ายเป็นสัจธรรม  เรียบง่ายกว่าสุภาษิต  แต่มันมีกาลอวกาศกว้างใหญ่กว่านับล้านเท่า  มันเป็นคนละเรื่อง  โครงสร้างภายในอันเรียบง่ายนี้เอง  ทำให้มันกลายเป็นกาลอวกาศกว้างใหญ่กว่าสุภาษิต  มันจริงโดยตัวมันเอง  ไม่ต้องมีความหมาย

 

นี้คือประโยคสุดท้ายของฉัน  แต่ไม่มีใครได้ยิน  มันเป็นเสียงเงียบภายในตัวฉัน  ฉันจึงไม่สามารถข้ามลำน้ำนี้  ตัวฉันเองคือกฎยกเว้น  ฉันคือผู้อยู่บนฝั่งลำน้ำเดียว

 

วันใดที่มนุษย์ทั้งโลกเปล่งประโยคสุดท้าย  ก็ยังคงเหลือฉันคนเดียวบนฝั่งลำน้ำนี้  เราจากกันชั่วนิรันดร

 

บ่ายวันนี้  คนภายนอกจะเห็นภาพฉันเดินไปกับกังหัน  แต่ภายในนั้น  เราต่างคนต่างเดิน  คนละฟากฝั่ง 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 26/03/2008 เวลา : 06.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีวันพุธ วันทำงานกลางสัปดาห์ค่ะ ..

ขอให้วันนี้ เป็นวันที่สดใส สนุกกับทุกสิ่งที่ทำในวันนี้นะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]