• ฟ้าพูลวรลักษณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buengpoon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 34878
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
ผู้กำกับของฟ้า
บทสัมภาษณ์สมมุติ ถึงผู้กำกับภาพยนตร์ แต่งโดยฟ้า และเรื่องสั้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fipoonvoralak
วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม 2551
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 1320 , 10:23:22 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความเงียบแห่งจักรวาล

 

      ชาญชัย ๒๕๐๑

 

โบราณบอกว่าวัยเบญจเพสเป็นวัยอันตรายคงจะจริง  เมื่อฉันกับอภิชิตอายุยี่สิบห้าปี  ความรู้สึกข้างในมันรุ่มร้อนกระวนกระวายไม่เหมือนปกติ  ก่อนนี้ฉันเป็นคนใจเย็น  พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่  และมีความสุขแบบเด็กๆ  แต่ปีนี้ฉันกลับอยากลองของ  อยากทำสิ่งที่ไม่เคยทำ 

 

เหมือนชีวิตมาถึงทางหลายแพร่ง  ทำให้ฉันต้องตัดสินใจ  และคล้ายหนึ่งทางที่ฉันเลือก  คือทางที่เลวที่สุด  สาเหตุเพียงเพราะความอันตรายกลับเป็นความเย้ายวน  ความดิบกลับเป็นเสน่ห์  นี้เป็นอันตรายของการเป็นวัยรุ่น  แม้ฉันกับอภิชิตจะมีนิสัยใจคอแตกต่างกันมาก  แต่ความกระวนกระวายนั้นกลับคล้ายคลึงกัน

 

เราต่างล้วนกำลังแสวงหาตำแหน่งของเราในโลก

 

แต่ทำไมต้องเป็นวัยเบญจเพส  ทำไมไม่ใช่วัยก่อนหน้านั้น  หรือหลังจากนั้น  ฉันไม่ค่อยแน่ใจ  มันอาจเป็นเพียงความบังเอิญของเราสองคนเท่านั้น  เหมือนหนึ่งความรู้ของเรามาถึงจุดเต็มที่แล้ว  เราได้มาไกลสุดเท่าที่ความคิดคำนึงจะมาถึงได้ 

 

ฉันจบมัธยมปลาย  และไม่ยอมเรียนต่อ  ส่วนอภิชิตเข้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  แต่ก็ไม่ยอมจบ  เราต่างใช้ชีวิตด้วยการดูหนังดูละคร  อ่านหนังสือ  ฟังเพลง  ไปนั่งเล่นนอนเล่นที่บ้านเพื่อน  บางคืนเราเดินเที่ยวกันจนสว่าง 

 

ในสายตาของคนอื่น  เราเป็นคนไม่เอาถ่าน  แต่ในความรู้สึกของเรา   เรามีความภาคภูมิใจและความทระนงในตัวเองเสมอ   กับการเดินทางแสวงหาสิ่งที่เป็นของตัวเอง  แต่เรากำลังรู้สึกเบื่อ  ไม่เห็นอนาคตของตัวเอง  เพราะเราทำอย่างนี้มานานหลายปี  และเริ่มสับสน

 

เราเป็นคู่หูกันมานานตั้งแต่เราเรียนอยู่ด้วยกันชั้นมัธยมต้น  เจอกันเกือบทุกวัน

 

เรามีเรื่องคุยกันอยู่ทุกวัน  และเดินเล่นไปด้วยกันเรื่อยๆ  ตามถนนสายต่างๆและตามตรอกซอย  คุยถึงความคิดฝันของเรา  สิ่งที่ผ่านเข้ามาในความคิด  แม้ในหนังเรื่องเดียวกัน  เราก็มองเห็นไม่เหมือนกัน  เวลาคุยกัน  เหมือนมันเป็นหนังสองเรื่อง  บางครั้งเราไปเล่นไพ่ที่บ้านเพื่อน  บางครั้งไปเที่ยวผู้หญิง สูบกัญชา  แต่สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเราที่สุด  คือการเดินเล่นไปเรื่อยจนสว่าง  คงเป็นเพราะเรายังหนุ่ม  เราสามารถเดินได้ทั้งคืน

 

เรารู้สึกโลกนี้มีเพียงเราสองคนก็เต็มแน่นแล้ว  แบ่งออกเป็นสองอาณาจักร  ครึ่งหนึ่งเป็นของเขา  อีกครึ่งหนึ่งเป็นของฉัน  เขานับถือฉันหมดหัวใจ  ส่วนฉันก็เห็นความไร้ที่สิ้นสุดของเขา  เรามักค้นพบสิ่งคาดไม่ถึงภายในกันและกัน  ในแต่ละวันที่ผ่านไป  เราต่างเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกัน  แม้ในสิ่งเล็กน้อยที่สุด  แล้วหัวเราะด้วยความขบขัน  ในความพิสดารของตัวเราเอง  แต่นั่นคล้ายจะมาถึงจุดสิ้นสุดในปีนี้  เราเริ่มหมดเรื่องคุย  เราเริ่มรู้ไต๋กันมากเกินไป

 

ที่จริงเราเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตของตัวเราเอง  หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง  เราคงต้องฆ่าตัวตาย 

 

วันนั้น  ตั้งแต่เช้าเราเดินเล่นมาตามถนนราชดำเนิน  วกวนไปมา  ผ่านสวนอัมพร  เลียบสวนสัตว์ดุสิต  เดินรอบพระราชวัง  นั่งเล่นในวัดเบญจมบพิตร  ฯลฯ  มันเป็นเวลาบ่ายที่เราได้ยินเสียงอื้ออึงแว่วมา  เรารู้ว่ามันเป็นเสียงจากสนามม้านางเลิ้ง  ที่จริงเราเคยเดินผ่านสนามม้าหลายครั้ง  เห็นผู้คนมากมายมุ่งหน้ามาเล่นม้า  แต่เราไม่เคยสนใจ  แต่บ่ายวันนั้นฉันเปลี่ยนใจ

 

“  ชิต  เราไปเล่นม้ากันดีกว่า  ”

ฉันเกิดความคิด

“  อย่าเลย  ไปยุ่งกับมันทำไม  ”

เขาไม่เห็นด้วย  ยามนั้นเราสองคนนั่งพิงผนังกำแพงวัด

 

“  ไม่เห็นเป็นไรเลย  เราสองคนยังไม่เคยเล่นม้ามาก่อนเลยนะ  น่าสนุกออก  เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง  เราเคยลองอะไรมามาก  ทำไมไม่ลองสิ่งที่อยู่ต่อหน้าละ  ”

“  ยังมีสิ่งอื่นอีกมากที่เราไม่เคยลอง  ทำไมต้องลองสิ่งนี้ด้วยละ ”

เขายังคงคัดค้าน  ฉันหันไปมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ 

 

“  แปลกจริง  ทำไมนายคัดค้าน  เราเคยทำอะไรมามากหลายเรื่อง  แล้วการเล่นม้าจะผิดกว่าเรื่องอื่นที่ตรงไหน  เราเคยเล่นไพ่  เล่นไฮโล  เที่ยวผู้หญิง  ฯลฯ  ฉันแปลกใจว่าทำไมนายอิดเอื้อน  ”

ฉันขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ  มันเป็นบ่ายอีกวันหนึ่งที่น่าเบื่อหน่าย  แถวนี้เราเคยเดินเล่นหลายรอบแล้ว  ลำพังในวัดนี้  เราก็เคยเข้ามานอนเล่นหลายครั้ง  เขานิ่งอึ้งไป  เหมือนกำลังถามตัวเอง  แล้วพบว่าตัวเองไม่มีคำตอบ

 

บ่ายวันนั้นเป็นครั้งแรกที่เราเข้าไปในสนามม้า

 

เย็นวันนั้น  เมื่อม้าเลิกเราเดินเล่นกลับบ้านมาตามถนนสายเพชรบุรี  เรารู้สึกมันเป็นวันหนึ่งที่สนุกดี  เพราะได้เห็นได้ทำสิ่งแปลกใหม่  แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าเกมนี้มีความพิเศษอะไร  ทำให้คนเป็นหมื่นเป็นแสนหลงใหล  เราพูดคุยและวิเคราะห์ถึงประสบการณ์ของเรา  ตอนนั้นเราต่างเชื่อว่า  เราคงไม่กลับไปอีก

 

แต่เราคิดผิด  นับจากนั้น  เรากลายเป็นขาประจำ

 

ตอนแรกเราเล่นด้วยกัน  แต่ไม่นานจากวันนั้น  พวกเราต่างคนต่างเล่น  ต่างคนต่างไป  บางครั้งพวกเราเพียงเดินสวนกันในสนาม  อาจทักทายพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ  บางครั้งฉันเห็นเขา  ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น  เขาก็คงทำเช่นเดียวกับฉัน

 

ตอนนั้นฉันไม่วิตกอะไร  เรารู้สึกอิ่มซึ่งกันและกัน  การห่างกันบ้างก็คงดี

 

ในช่วงนั้นเราต่างมีเรื่องคุยกันน้อยลง  คล้ายเราต่างกำลังอยู่ในสนามรบของตัวเอง  และมีธุระมากจนลืมเลือนการมีอยู่ของกันและกัน

 

ฉันชอบเล่นม้ารองควบ  เขาชอบเล่นม้าชนะ

 

การเล่นม้ารองควบคือการเล่นม้าที่เข้าที่หนึ่งกับที่สอง  ฉันชอบเพราะฉันสนใจสัมพัทธภาพ  ฉันรู้สึกถึงความลี้ลับ  อ่อนหวาน  โรแมนติก  แต่อภิชิตสนใจในความเด็ดขาด  ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว  เขาบอกว่าเขาคิดแบบม้ารองควบไม่เป็น  ส่วนฉันลุ่มหลงในอรรถรสนั้น

 

ฉันชอบเล่นม้าเต็งหนึ่งตัวกับม้ามืดหนึ่งตัว  หนึ่งมืดหนึ่งสว่าง  มาเป็นคู่กัน  ความงามของม้ารองควบอยู่ที่มันควรเป็นอย่างนั้น   แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า  คือการมาของสองม้ามืด

 

ฉันสนใจในสิ่งที่เรียกว่า

สองความเป็นไปไม่ได้ 

รวมกันเป็นหนึ่งความเป็นไปได้

ฉันสนใจสิ่งนี้เหลือเกิน  ฉันเดินหามัน  โดยอาศัยร่องรอยของม้าสองตัว  มันเป็นความซุกซนแบบเด็ก  ความคิดฝันที่ไร้เดียงสา  แต่อย่างช้าๆมันขยายตัว  เป็นความฝันที่กว้างใหญ่เกินกว่าสนามม้าจะครอบคลุมถึง

 

      อภิชิต  ๒๕๐๑

 

ชาญชัยเคยบอกฉันว่า  คนเราไม่ควรมีอายุเกินสามสิบ  เขาคิดว่าชีวิตหลังเวลานั้นไม่มีความหมาย  น่าเบื่อหน่าย ถ้าเช่นนั้นวันนี้เราก็มีชีวิตเหลืออยู่เพียงห้าปี 

 

ฉันไม่เชื่อเช่นนั้นหรอก  มันเป็นความเหลวไหลในวัยเด็กของชาญชัย  ฉันว่ากาลเวลาไม่ควรมีกำหนดเวลา  เราอยู่เท่าที่เราอยู่  และนั่นอาจหมายถึงตลอดไป

 

คนส่วนใหญ่  กลับละทิ้งคุณสมบัติข้อนี้  พวกเขามีกำหนดเวลาแน่นอน  ในการเรียนหนังสือ  ในการทำงาน 

 

ฉันกับชาญชัยสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง  เขาเป็นช้างเท้าหน้า  ส่วนฉันเป็นช้างเท้าหลัง  ฉันตามเขาเข้ามาในสนามม้า  เพราะฉันนึกหาเหตุผลที่จะคัดค้านไม่ได้  เพราะมันไม่มีเหตุผลที่จะไม่เข้ามา  ฉันจึงเดินเข้ามา

 

ฉันเล่นการพนันเก่งกว่าชาญชัยมาก  ในทุกอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นการเล่นไพ่  เล่นไฮโล  กำถั่ว  ฯลฯ  คงเป็นเพราะฉันมีประสบการณ์มากกว่า  ที่จริงฉันเพียงตั้งใจเล่นมากกว่า  มีสมาธิสูงกว่า  ชาญชัยเล่นไม่เก่ง  แต่เขาเป็นผู้เล่นที่มีน้ำใจนักกีฬา  เขาไม่เคยอารมณ์เสียเวลาแพ้เลย 

 

เราสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมาก   และหากเราเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง  เราคงต้องแต่งงานกันอย่างแน่นอน  แต่บังเอิญเราสองคนต่างล้วนเป็นชาย  และไม่มีใครเป็นเกย์  เราจึงได้แต่กินนอนด้วยกัน  เที่ยวด้วยกัน  บ่อยครั้งที่เราคุยกันจนถึงสว่าง

 

เส้นทางของเราเริ่มแยกกันออกไปทีละน้อย  แต่ดูเหมือนเราทั้งสองตกอยู่ในอาการเดียวกัน  คือไม่รู้จะไปไหน  ชาญชัยเป็นลูกผู้ชาย  แต่ทำไมเขาชอบเล่นม้ารองควบ  นั่นเป็นสิ่งแรกที่ฉันสงสัย  เพราะฉันรู้สึกมันเป็นเกมของผู้หญิง  มันเป็นภาพลวงตา 

 

หากจะเล่น  ก็ควรมีเพียงเกมเดียว  นั่นคือการเล่นม้าชนะ  มันไม่เกี่ยวกับราคาจ่าย  แต่สำคัญที่ความนิ่งในใจ

 

แต่เรามักมีความคิดเห็นไม่ตรงกันเสมอ  นั่นเป็นเสน่ห์แห่งมิตรภาพ  เขาทำให้ฉันเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆอีกมาก  แต่อยู่ในสนามม้า  เหมือนอยู่ในมหาสมุทร  มีคลื่นลมแรง  ไม่นานเราก็เหมือนจะต่างคนต่างไปคนละทาง

 

เมื่อฉันเดินเข้าไปในสนามม้า  ถามตัวเองว่าการเล่นม้าแตกต่างกับการเล่นไพ่  หรือเล่นไฮโลที่ตรงไหน  ความแตกต่างคงอยู่ที่จำนวนคน  ตอนเล่นไพ่  ฉันเล่นกับเพื่อนสามสี่คน  แต่ในสนามม้านี้มีคนเป็นหมื่น  ฉันตกตะลึงกับความคิดฝันของพวกเขา

 

ฉันได้ยินเสียงแห่งความฝันของพวกเขา  ฉันเห็นภาพแห่งความฝันของพวกเขา  เวลาเดินอยู่ในนั้น  รู้สึกตื่นเต้น  ตื่นตัวตลอด

 

เสียงกรีดร้อง  เสียงตะโกน  กิริยาวิ่งกันอุตลุด  และการเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของราคาตั๋วจนวินาทีสุดท้าย  การเปลี่ยนมุมมองในสนาม  เดินจากปีกหนึ่งไปยังอีกปีกหนึ่ง  จากซ้ายไปขวา  จากขวาไปซ้าย  ฉันกลายเป็นทหารยาม  จากชั้นหนึ่งไปยังอีกชั้นหนึ่ง  เดินขึ้นเดินลง  เหมือนสนามม้านี้เป็นประภาคารท่ามกลางความเวิ้งว้างในอวกาศ  บางครั้งฉันเดินไปในชั้นที่มืด  บางครั้งเดินไปในชั้นที่สว่าง  บางครั้งเดินอยู่ในบริเวณชั้นล่างสุด  หรือบางครั้งฉันเดินไปยังชั้นบนสุด  ฉันไม่มีที่ประจำ

 

เสียงกรีดร้อง  เสียงเชียร์อย่างเซ็งแซ่ภายในสนามม้า  ที่จริงก็เหมือนในสนามมวยที่ฉันกับชาญชัยเคยเข้าไปดู  แต่มันแตกต่างกัน  อาจเป็นเพราะฉันทนเห็นคนสู้กันไม่ได้  ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดของนักมวย  มันเป็นคลื่นรบกวนฉัน

 

ในสนามม้าก็มีความเจ็บปวด  ฉันเคยเห็นม้าล้มตายลงต่อหน้า  ทำให้ฉันซึมเศร้าไปพักใหญ่  แต่แม้กระนั้น  ความกว้างใหญ่ภายในนั้น  ความหลากหลาย  ทำให้ฉันค่อยๆลืมความรู้สึกโหดร้ายเหล่านั้นไป

 

ตั้งแต่เด็กมีหลายคำถามที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  พวกมันทำให้ฉันนิ่งอึ้งและตอบไม่ได้  จวบจนวันที่ฉันเข้ามาในสนามม้า  วันหนึ่งฉันเดินไปพบแผ่นสี่เหลี่ยมกว้างใหญ่ลึกลับ  ขวางอยู่ตรงหน้า

 

 

      ชาญชัย ๒๕๔๖

 

วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันกลับเข้ามาสนามม้า  หลังจากที่ฉันห่างเหินมันไปสี่สิบห้าปี  วันนั้นฉันเป็นหนุ่มวัยเบญจเพส  แต่วันนี้ฉันเป็นชายชราอายุเจ็ดสิบปี

 

ฉันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ

 

ฉันตั้งใจเพียงมาเดินเล่นแถวปทุมวัน  บังเอิญมาวันที่มีการแข่งม้า  ฉันเดินเลียบรั้วด้านหน้า  มองดูภาพที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเห็นจนเจนตา  สมัยนั้นฉันเล่นม้าอย่างลุ่มหลงเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม  แม้ระยะเวลาจะไม่มากนัก  แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีพลังมาก  เป็นวัยหนุ่มแน่น  ความไร้เดียงสาของฉันพวยพุ่งมีกำลังสูงสุด  เหมือนดวงตะวันในยามเที่ยง

 

ฉันไม่เคยลืมเลย  และพิศวงอยู่เสมอ  ยามหวนคิดกลับไป

 

หลายสิบปีแล้วที่ฉันไม่ได้ข่าวคราวของอภิชิต  ตั้งแต่ฉันไปอังกฤษคราวนั้น 

 

ในสองสามปีแรกเรามีการติดต่อทางจดหมาย  แต่หลังจากคุณพ่อของเขาเสีย  เขาย้ายที่อยู่  ส่วนฉันก็ย้ายที่อยู่ในอังกฤษเช่นกัน  ประกอบกับการไม่เอาใจใส่  ในที่สุดเราขาดการติดต่อ  ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า  เดินมาถึงหน้าสนามม้า  ฉันอดคิดถึงเขาไม่ได้ 

 

ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย  ฉันเห็นอภิชิตยืนอยู่หน้าประตู  กำลังพลิกหนังสือทำนายม้าเล่มหนึ่ง  เขาแก่ไปมาก  ผมหงอกขาวเกือบทั้งหัว  ผอมกว่าเก่า  ยังคงใส่แว่นเหมือนเดิม  แต่ฉันจำเขาได้ทันที  เพราะท่ายืนหลังค่อมๆ  กิริยากรีดนิ้วบนแผ่นกระดาษ  และรอยยิ้มน้อยๆที่ริมฝีปาก

 

“  ชิด  นั่นนายหรือ  ”

ฉันอุทาน  พร้อมกับเดินเข้าไปหา  เขาเหลือบขึ้นมองฉันด้วยแววตาแปลกใจเล็กน้อย  แต่ก็เพียงวูบสั้นๆ  เขาจำฉันได้

 

ฉันตั้งใจชวนเขาไปกินข้าวกลางวันกันที่ไหนสักแห่ง  แต่เขากลับชวนฉันเข้าไปกินอาหารกลางวันในสนาม   ฉันตอบตกลงเพราะอยากเข้ามารำลึกถึงความหลัง  เรานั่งคุยกันหนึ่งชั่วโมง  จากนั้นต่างคนต่างเดินไปเล่นม้าเหมือนสมัยก่อน

 

ท่าทางเขาไม่แปลกใจกับอะไร  ไม่ได้ดีใจหรือเสียใจที่พบกับฉัน  จะบอกว่าเรายังคงเป็นเพื่อนรักกันก็ไม่ใช่  จะว่าเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่เชิง

 

วันนี้ฉันพ้นวัยที่จะเล่นม้าแล้ว  ฉันเพียงเดินดูไปรอบๆ  แม้จะให้ฉันแทงเพียงบาทเดียว  ฉันก็ไม่รู้จะแทงอะไร  มันไม่สนุกเสียแล้ว 

 

ใครจะคาดคิดถึงว่า  ตลอดเวลาสี่สิบห้าปีที่ผ่านมานี้  เขายังคงเล่นม้าโดยตลอด  เขาพูดเล่นว่า  พระเจ้าสร้างโลกในหกวัน  และพักหนึ่งวัน  ส่วนเขาพักหกวัน  และทำงานหนึ่งวัน  หนึ่งวันนั้นคือวันเล่นม้า  แม้เขาจะพูดเล่น  แต่ฉันรู้สึกอึ้ง  หกวันที่เขาอยู่เฉยๆ  รอคอยการเล่นม้า  เป็นสิ่งที่ก้องกังวานในความรู้สึกของฉัน

 

เวลาเห็นเขาวูบแรก  ฉันอยากกอดเขาไว้แล้วร้องไห้

 

เพราะฉันเป็นคนชวนเขาเล่นม้า  ตัวฉันเองเล่นอยู่เพียงปีเดียว  แต่เขากลับเล่นอย่างต่อเนื่องสี่สิบห้าปี  และคงจะเล่นจนวันตาย  ฉันรู้สึกเสียใจ  เหมือนมันเป็นความผิดของฉัน

 

วันนี้เขาแก่ชราลงไปมาก  สุขภาพไม่ดี  เป็นโสด  ไม่มีความสำเร็จอะไรเลยในโลก  ญาติพี่น้องก็ทอดทิ้งเขาไปหมด   แต่จากการพูดคุย  คำพูดของเขายังแหลมคม  ความคิดยังชัดเจน  เขายังนิ่งและลึกเหมือนแต่ก่อนนี้  ฉันวัดเขาไม่ถูก  เพราะเขาทั้งตื้นและลึกในขณะเดียวกัน  เขาเป็นทั้งใช่และไม่ใช่ 

 

ในชีวิตของฉันไม่เคยประมาทอะไรเลย  ฉันไม่มีวันประมาทเขา  ฉันไม่รู้ว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้น  แต่ฉันก็นิ่งเงียบและรอคอย  ฉันเหมือนทหารเก่าที่เดินทัพอย่างระมัดระวัง  แม้จะมองไม่เห็นร่องรอยของอันตราย 

 

ฉันเสียใจเพราะนี้คือความเป็นปุถุชนของฉัน  เหมือนที่ฉันมีความรัก ความเกลียด  ความลังเล ความกลัว   แน่ละ  ฉันไม่กลัวที่จะรัก  ไม่กลัวที่จะกลัว  นี้คือความงามสูงสุดของฉัน   ฉันมีชีวิตอยู่ในโลกด้วยความรู้สึก  รู้ร้อน  รู้หนาว 

 

แต่ที่จริง  เขาต่างหากเป็นผู้เลือกทางชีวิตของตัวเอง  มันนานมากจนป่วยการเปล่าที่จะมาวิเคราะห์ถูกผิด  หรือบอกให้เขาเลือกทางชีวิตอื่น  เขาจะไม่ฟังใครแน่  ไม่มีเสียงใดสามารถเล็ดลอดเข้าไปถึงตัวเขา  เขาดื้อมากในวัยเด็ก  วันนี้เขาดื้อกว่าวัยเด็กหลายเท่า  และหากให้เขาไป  เขาก็ไม่รู้จะไปไหน

 

แต่เดิมทีเขาไม่ใช่คนรวย  วันนี้เขายังเหมือนเดิม  ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร  เขามีเพียงสมบัติเล็กน้อยจากพ่อ  แต่วันนี้เขายังมีชีวิตอยู่เหมือนเดิม  แสดงว่าเขาคงไม่เสีย  อาจเล่นได้บ้าง  เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้  เขาหยั่งรากลึกลงไปในสนามม้า  และไม่ไปไหนอีก  ฉันรู้ว่ารากของเขาชอนไชเข้าไปลึกมาก  แต่ฉันมองไม่เห็น

 

แต่ความจริงฉันก็ไม่ได้เลิก  เพียงฉันขยายสนาม  มันแผ่กว้างจนสุดลูกหูลูกตา  ไม่มีใครจะมองเห็นขอบสนามได้  ฉันคือผู้เล่นตัวจริง  ฉันไม่เคยลืมความข้อนี้เลย

 

จำได้เมื่อฉันเล่นได้ครบปี  ฉันตัดสินใจขยายสนาม  การเล่นม้ารองควบของฉัน  ไปสู่โลกกว้าง  ฉันพลิกตัวเองจากดำเป็นขาว  ฉันไปเรียนฟิสิกส์ในประเทศอังกฤษ  ฉันพบว่าจักรวาลนี้  ประเด็นสำคัญที่สุดคือกาลเวลาและอวกาศ  แท้จริงเป็นหนึ่งเดียว 

 

นี้คือม้ารองควบคู่แรก

       กาลเวลา

       อวกาศ

 

มันเป็นคู่ที่ลึกซึ้ง  ไร้ขอบเขต  และเป็นคู่วิ่งทะยานไปในสนามที่กว้างใหญ่  ไกลเกินกว่าที่คนธรรมดาจะคาดคิดถึง

 

ฉันเลือกเรียนฟิสิกส์เพราะ  ฉันจับม้ารองควบคู่ที่สอง

       ศิลปะ

       วิทยาศาสตร์

 

ฉันเห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของมัน  มันเป็นการรวมในแนวลึกที่น่าตื่นตะหนก  เฉพาะคู่นี้ก็สวยจนหายใจไม่ออก 

 

ฉันเลือกม้ารองควบคู่ที่สาม

       ชีวิตส่วนตัว

       ชีวิตส่วนรวม

 

ฉันมองเห็นมันควบคู่กันเป็นหนึ่งกาลอวกาศ  มันเป็นความยอกย้อนสูงสุดสิ่งหนึ่งในชีวิตฉัน  การรวมคู่ให้เป็นหนึ่ง

 

ฉันแต่งงานกับอาลิสัน  มันเกิดขึ้นในวันที่ฉันอายุสามสิบสามปี  เราพักอยู่ในแฟ็มมิลี่เดียวกัน  สมัยที่ฉันกลับไปเรียนมัธยมปลายก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ  เธอเป็นนักไวโอลินเรียบร้อย ขี้อาย  เป็นน้องนางบ้านนาจากเทือกเขาแห่งหนึ่งริมฝั่งทะเลตอนใต้ของแคว้นดอร์เส็ท 

 

เราใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศอังกฤษ  อาชีพของฉันวันนี้เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  อาลิสันเป็นคนขี้ร้อน  เธอน้อยครั้งจะมาเมืองไทย  ฉันเองก็เช่นกัน  ฉันมีความรู้สึกที่แปลกประหลาดต่อกาลเวลา  ยิ่งฉันคิดถึงบ้านน้อยเท่าไร  มันยิ่งอยู่ใกล้เท่านั้น

 

 

 

เรามีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน  โรเบิร์ตกับเฮเลน  โรเบิร์ตมีชื่อไทยว่าปรเมศวร์  ส่วนเฮเลนมีชื่อไทยว่าปัทมา  โรเบิร์ตแต่งงานกับสาวชาวฝรั่งเศส  ส่วนเฮเลนมีแฟนเป็นชาวอิตาเลียน  สายพันธุ์ของเรานั้นแผ่ออกไปเรื่อยเหมือนลำน้ำหลายสาย 

 

โรเบิร์ตมีลูกสาวสามคน   ส่วนเฮเลนมีลูกชายเพียงคนเดียว 

 

ฉันเดินไปในสนามม้า  เดินสำรวจดูทีละชั้น  ทีละมุม  แล้วฉันก็เข้าไปในอดีต

 

ฉันกำลังเดินอยู่ในปี ๒๕๐๑  เดินเคียงคู่ขนานกับตัวเองในปีนั้น  วันที่เขาแทงม้ารองควบทีละคู่ๆ  ฉันเดินไปกับเขา  แต่ไม่อาจแทรกแซง  หรือแม้หากฉันทำได้ฉันก็จะไม่ทำ  เพราะทุกสิ่งนั้นล้วนเน่าเปื่อยผุพังไปหมดแล้ว 

 

ฉันเพียงเดินเคียงคู่ขนานไปกับมัน

 

 

      อภิชิต  ๒๕๔๖

 

 

สิ่งที่อยู่ข้างหน้าฉัน  เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมสีดำ  ปิดแน่นตลอดทุกกาลอวกาศ  ฉันตกตะลึง

 

นี้เองที่เรียกว่าบัญญัติสิบประการ

 

ตัวฉันกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน

ผู้ดูกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน

ผู้กระทำกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน

            ผู้ฟังกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน

            ผู้ให้กับสิ่งที่ให้ไม่เกี่ยวข้องกัน

            ผู้รับกับสิ่งที่รับไม่เกี่ยวข้องกัน

            สิ่งที่พูดคือประกาศิต

            สิ่งที่คิดคือประกาศิต

            วันนี้คือวันสุดท้ายของมนุษย์

            มนุษย์คือวันสุดท้ายของทุกจักรวาล

 

 

มนุษย์เราไม่มีทางรอด  หากเราไม่สามารถแก้ปริศนาแห่งแผ่นสี่เหลี่ยมลึกลับสีดำกว้างใหญ่ที่ขวางหน้า ไม่เช่นนั้นเราจะถูกไล่ล่า  เป็นเหยื่ออย่างน่าสงสาร  ท้ายที่สุดเราจะสนุกกับการถูกไล่ล่านั้น  สนุกกับการเป็นเหยื่อ

 

วันนี้ฉันพบชาญชัยที่ไม่ได้เจอกันนานสี่สิบกว่าปี  ฉันเคยทึ่งในตัวชาญชัย  แต่สิ่งนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่าตัวเขานับล้านเท่า  ทุกวันนี้ฉันจึงไม่อยากคุยกับเขา  เพราะไม่มีอะไรคุย

 

สมัยก่อนยามเดินสวนกับเขาในสนามม้า  ฉันเคยคิดว่าในที่สุด  ในสนามแห่งนี้จะมีม้าอาชาไนยหลงเหลืออยู่เพียงสองตัว  คือ

       ชาญชัย

       อภิชิต

 

ม้าสองตัวนี้  คนอื่นเลือกแทงได้ตามใจชอบ  ตัวม้าทั้งสองนี้  วิ่งไปจนวันตาย  อย่างหยุดไม่ได้  ท่ามกลางความเงียบ 

 

เขาเล่นม้าแบบผู้หญิง  แต่ฉันเล่นม้าแบบผู้ชาย  แต่เล่นไปเล่นมา  เขาเป็นผู้ชาย  ฉันกลับกลายเป็นผู้หญิง 

 

 

ฉันสังเกตเขาใช้ชีวิตแบบผู้ชาย  ส่วนฉันใช้ชีวิตแบบผู้หญิง  มันเริ่มจากสิ่งที่โบราณเรียกว่าผู้หญิงชอบอยู่ใกล้บ้าน  ผู้ชายชอบอยู่ไกลบ้าน  เขาเดินทางไปไกลมาก  ส่วนฉันนั้น  ไม่อยากห่างบ้านเลย  ฉันไม่อยากไปไหน  รัศมีเพียงนิดเดียวเท่านี้ก็พอ  ฉันได้ยินมาว่าผู้หญิงชอบพื้นที่แคบ  ผู้ชายชอบพื้นที่กว้าง  พื้นที่ของชาญชัยกว้างใหญ่อย่างน่าทึ่ง  แต่พื้นที่ของฉันอยู่เพียงแค่ในสนามแห่งนี้

 

เขาเป็นคนที่แปลกมาก  เขาประสบความสำเร็จ  ทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย  มีลูกมีหลาน  แต่ท้ายที่สุด  เขาก็ยังมีความเงียบที่ไร้เทียมทาน

 

เขาแข็งแรงกว่าผีดิบ

 

ปีนี้เขาอายุเจ็ดสิบปี  แต่ร่างกายยังแข็งแรง  ดูเหมือนคนอายุห้าสิบปีเท่านั้น  เขาเล่นกีฬา  จะว่าไปวันนี้เขาแข็งแรงกว่าวัยหนุ่ม  น่าประหลาดที่เขาเข้ากับคนอื่นในโลกได้  ชาวโลกไม่รู้จักเขาเหมือนที่ฉันรู้จัก  หากคนอื่นรู้จักเขาแม้สักครึ่งที่ฉันรู้  พวกนั้นไม่น่าจะคบกับเขาได้  ในตัวของเขามีความว่างเปล่าที่น่ากลัว  มันเป็นความว่างเปล่าเฉพาะ  ที่มีเพียงไม่กี่คนจะทนรับได้

 

ตรงกันข้ามกับฉัน  ข้างในฉันนิ่งเงียบ  แบนราบเกือบเหมือนแผ่นกระจก  ตัวฉันเองกำลังกลายสภาพทีละน้อย  กลายเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมสีดำลึกลับนั้น 

 

สังขารของฉันวันนี้ไม่มีอะไรน่าพูดถึง  มันเริ่มกลายเป็นเรือผุ  เพราะความเกียจคร้านของฉัน 

 

วันนี้ฉันแก่ตัวลงมาก  ร่างกายอ่อนแอ  ฉันเป็นโรคตาแฉะ  น้ำตาจะไหลออกมาเป็นที่น่ารำคาญ  สายตานอกจากจะสั้น  ยังยาวอีกต่างหาก  ฉันเดินได้ไม่ไกล  และยืนได้ไม่นาน  ฉันอ่านหนังสือไม่ได้มาก  เพราะปวดตา  แม้แต่โปรแกรมม้า  ฉันเริ่มอ่านด้วยความยากลำบาก 

 

ฉันแม้เปลือกนอกจะเล่นม้าชนะ  แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ม้าชนะ  มันคล้ายจะใช่แต่ไม่ใช่  ม้าชนะไม่มีความหมายสำหรับฉัน  เหมือนชีวิตครอบครัว  ชื่อเสียง เงินทองและทุกสิ่งที่ชาวโลกเรียกหา ล้วนไม่มีความหมายสำหรับฉัน

 

ยืนต่อหน้าสี่เหลี่ยมลึกลับสีดำผืนเดียวนี้  ชีวิตคือจบ

 

ในช่องขายตัวห้าสิบช่อง  ฉันจึงเดินหาช่องที่ห้าสิบเอ็ด  ฉันต้องหาให้เจอ  ภายในเวลาสามสิบนาที  และต้องแทงหนึ่งครั้ง  มันเป็นการเดินหาที่ประหลาดล้ำ  เพราะมันไม่สามารถแยกตัวออกมาโดดๆได้  มันต้องอาศัย  เคลือบแฝงอยู่ในช่องใดช่องหนึ่ง  ภายในห้าสิบช่องนั้นเอง

 

ในม้าแข่งหนึ่งร้อยตัว  ฉันต้องการหาม้าตัวที่หนึ่งร้อยหนึ่ง  นี้คือความยากของฉัน

 

หกวันที่ฉันต้องหยุดนิ่ง  และรอคอยมัน  เป็นกาลอวกาศที่หนักอย่างที่สุด  มันคือการพักผ่อนที่แปลกประหลาด  มันหนัก  มันนิ่งเงียบ 

 

แต่เพราะผู้กระทำกับเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน

 

ชาญชัยต่างหากที่ยังเล่นม้าอยู่  ส่วนฉันเลิกเล่นมาตั้งนานแล้ว  ตั้งแต่สี่สิบห้าปีก่อน   มันเหมือนนิยายโกหก  เพราะเห็นโทนโท่ว่าฉันเล่นม้าอยู่  ส่วนเขาเลิกเล่นแล้ว

 

ทำไมจักรวาลนี้จึงต้องเงียบอย่างนี้ด้วย

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นิระนาม วันที่ : 26/04/2012 เวลา : 10.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kobdesign
เสรี การเมือง เศรษฐกิจ สังคม

อ่านแล้วทำให้เรา คิดว่าโลกนี้ ขึ้นอยู่กับการมองจริงๆ และโลกนี้ไม่ได้มีเพียงโลกเดียว เป็นอนันตโลก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนกุลา วันที่ : 29/03/2008 เวลา : 10.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konkula


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]