ผู้กำกับของฟ้า
บทสัมภาษณ์สมมุติ ถึงผู้กำกับภาพยนตร์ แต่งโดยฟ้า และเรื่องสั้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fipoonvoralak
วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม 2551
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 1055 , 10:24:57 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เพื่อนของนิพัทธ์

 

 

 

 

ถ้านิพัทธ์กลับมาถึงบ้านคงแปลกใจ  ที่เห็นฉันนอนในท่านี้ 

 

ฉันใส่แต่กางเกงขาสั้นตัวเดียว  กับเสื้อยืดสีเทา  นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงไม้ไผ่ของเขา  ราวหนึ่งกับว่าที่นี้คือบ้านของฉันเอง

 

มองดูท้องฟ้าสว่างจ้ายามบ่ายวันนี้  กับหุบเขาที่อยู่เบื้องหน้า  ฉันนึกชมไม่ได้ว่าเขาฉลาดเหลือเกินที่หาบ้านอย่างนี้ได้  เขาบอกว่าในยามเช้าและยามเย็นจะเห็นหมอกหนาในหุบเขา  และในคืนจันทร์เพ็ญ  ก็จะสว่างด้วยแสงจันทร์  ดวงจันทร์ที่มองจากหน้าผานี้  จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ  เป็นโคมไฟที่ลอยขึ้นลง  ราวกับว่าจะจับต้องได้  

 

ฉันออกเดินตั้งแต่เช้ามืด  เพราะกลัวหาบ้านของเขาไม่เจอ  แต่ที่จริงฉันกลัวไปเอง  จากแผนที่ที่เขาเขียนบอกในจดหมาย  มันหาได้ไม่ยากนัก  เพียงเดินเลยเที่ยงนิดหน่อยฉันก็มาถึงบ้านของเขา  มันหาง่ายเพราะมันโดดเด่น  ไม่เหมือนใคร  มันเป็นถ้ำตื้นๆ  ที่เว้าเข้าไปในหน้าผา  หันหน้าออกไปสู่หุบเขา  มองแต่ไกลก็เห็น เพียงแต่กว่าจะขึ้นมาได้  ฉันต้องเดินลัดเลาะเป็นเวลานานหลายชั่วโมง  มองจากด้านล่างอาจคิดว่าไม่มีทางใดเดินขึ้นมาถึงได้ 

 

จากการอยู่เมืองกรุงมาตลอดชีวิต  จนถึงวันนี้ในวัยห้าสิบปี  ทำให้ฉันเหนื่อยกับการเดินมาก  ทันทีที่มาถึงฉันก็รีบเปลี่ยนรองเท้ากับเสื้อผ้า  แล้วนอนแผ่หลาบนเตียงของเขา  แม้จะหลับตาแต่ก็ไม่หลับ  รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันยี่สิบห้าปี 

 

คิดแล้วใจหาย  ยี่สิบห้าปีมันนานมาก  จนฉันคิดว่าเราคงไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว  จากวัยหนุ่ม  วันนี้ฉันเข้าใกล้ความเป็นคนแก่

 

เขาหายสาบสูญจากเพื่อนฝูง  หลังจากที่เขาอกหัก  เรารู้ว่าเขาเป็นคนอ่อนไหว  อารมณ์รุนแรง  เกลียดจริง  รักจริง  และเพราะไม่มีใครได้ข่าวจากเขาเลย  เพื่อนบางคนเชื่อว่าเขาฆ่าตัวตายไปแล้ว  ที่ไหนสักแห่ง  ฉันรู้ว่าเขาหนีออกจากบ้าน  แต่ไม่รู้ว่าไปไหน  เมื่อเวลาผ่านไป  ฉันเองก็พลอยเชื่อด้วยว่า  เขาเสียชีวิตแล้ว

 

ทุกครั้งที่คิดถึงเขา  ฉันสะเทือนใจเป็นพิเศษ  ไม่เพียงเพราะเราเป็นเพื่อนสนิทกัน  แต่เพราะในช่วงสองปีหลัง   เราหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน  แต่ลงท้ายเราอดทั้งคู่  ตอนนั้นเราสองคนห่างกันออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ 

 

ฉันอกหัก  เสียใจไม่นานนัก  คงเป็นเพราะธรรมชาติของฉันเป็นคนอย่างนั้นเอง  ไม่นานฉันก็ทำใจ  แล้วหาใหม่  แต่เขาหายสาบสูญไปเลย  มันไม่ใช่ความผิดของฉัน  แต่มาวันนี้ฉันนึกเสียใจ  ฉันไม่ควรไปรักผู้หญิงคนเดียวกับเพื่อนสนิทของฉันเลย  วันนั้นฉันน่าเปิดทางให้เขา  เป็นเพื่อนคู่คิด  เป็นกำลังใจให้เขาจะถูกต้องกว่า  แม้นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เขาได้เธอ  แต่อย่างน้อยเขามีเพื่อนในยามปวดร้าว

 

ตอนนั้นเราต่างก็ตัวใครตัวมัน  ต่างคนต่างหนีไปเลียแผลตัวเอง  วันนั้นฉันช่วยอะไรเขาไม่ได้  ฉันหนีไปซ่อน  แต่เขาหนีไปซ่อนตัวลึกกว่าฉันมาก

 

เมื่อฉันเดินเข้ามาในบ้านของเขา  หรือที่จริงคือถ้ำของเขา  มองไม่เห็นใครเลย  ฉันเหลียวมองโดยรอบ  เชื่อว่านี่เป็นบ้านของเขาที่บอกในจดหมาย  แต่เพื่อความแน่ใจ  ฉันเดินดูข้างในหนึ่งรอบ  ฉันเห็นห้องที่เรียบง่าย  มีเครื่องใช้ภายในเฉพาะที่จำเป็น  หนังสือหนึ่งกอง  และสิ่งหนึ่งที่สะเทือนใจฉัน  มันคือภาพหมู่ของพวกเราเจ็ดคนสมัยที่เราอยู่ปีหนึ่ง  ในนั้นฉันเห็นประเดิม  จักรกฤษณ์ 

เอนก  นุกูล  วรนุช  นิพัทธ์กับฉัน  พวกเราเจ็ดคนสนิทกันมากที่สุดสมัยเรียนมหาวิทยาลัย  ไปไหนมาไหนด้วยกัน  ตลอดเวลาสี่ปี 

 

เด็กสาวท่าทางทอมๆในรูปภาพคนนั้น  คือวรนุช  เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม  หลายปีแล้วที่ฉันไม่ได้พบเธอ  รู้แต่ว่าเธอหย่าขาดกับสามี

 

ในห้องที่เกือบไม่มีอะไรนี้  เขากลับตั้งภาพถ่ายพวกเราเจ็ดคนไว้  แสดงว่าเขาแท้จริงยังคิดถึงพวกเราอยู่เสมอ  แต่ทำไมเขากลับไม่เคยส่งข่าวคราวถึงใครเลย 

 

วันนี้พวกเราหกคนเป็นนักกฎหมายตามความรู้ที่ได้เรียนมา  เป็นทนายความสามคน  อัยการสองคน  ผู้พิพากษาหนึ่งคน  แต่เขากลับกลายเป็นคนดอย

 

ตอนได้รับจดหมายเรียกตัวจากเขา  ให้มาหาเขาบนภูเขาสูง  ในจังหวัดแห่งหนึ่งในประเทศลาว  ฉันทั้งดีใจและแปลกใจ  ดีใจที่เขายังมีชีวิตอยู่  และแปลกใจว่าทำไมเขาเพิ่งติดต่อมา  เหมือนหนึ่งว่าอยู่ๆเขาเพิ่งนึกขึ้นได้

 

ในจดหมายไม่ได้พูดถึงลูกเมียเลย  เดินเข้ามาในที่อยู่ของเขา  ฉันพอเดาออกว่าเขาอยู่คนเดียว  เหมือนวันที่เขาเป็นนักศึกษา  วันนี้เขาอายุห้าสิบแล้ว  เท่ากับว่าเขาต้องการเป็นโสดตลอดชีวิต

 

หรือหลายสิบปีมานี้  เขายังไม่ลืมปรียา

 

ผู้หญิงคนนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเราสองคน  ที่จริงเธอทำให้ผู้ชายอกหักหลายคน  เธอทั้งสวย  ทั้งฉลาด  และอารมณ์ร้ายกาจน่าดู  แต่ผู้ชายหลายคนกลับพบว่านี้คือเสน่ห์ที่น่าหลงใหล  รวมทั้งเราสองคน

 

ฉันวันนี้มีครอบครัวแล้ว  มีเมียที่รักฉัน  กับลูกสองคนที่เรียนจบแล้ว   ฉันลืมปรียาเกือบสนิท  วันนี้ฉันคิดถึงเธอด้วยความรู้สึกสนุก  ในวัยหนุ่ม  การได้รักได้หลงใครสักคน  มันทำให้วันเวลาเหล่านั้นอยู่ในความทรงจำ  เพียงแต่บาดแผลนั้นมีผลกับคนบางคนลึกอย่างเหลือเชื่อ  บางคนฆ่าตัวตายเพราะความรัก  และน้อยลงมานิดหนึ่ง  ก็อย่างกรณีของนิพัทธ์  มันเปลี่ยนอนาคตของเขา

 

ไม่น่าเลย  ฉันคิด  เขาเป็นคนฉลาดและเก่งที่สุดในกลุ่มของเรา   ทำไมถึงเป็นอย่างนี้  ฉันนอนคิด  ไม่อาจข่มใจให้หลับได้ 

 

คิดถึงสองอาทิตย์ก่อน  วันนั้นฉันได้รับจดหมายของเขา  ชวนฉันให้มาเยี่ยมเขาบนภูเขาแห่งนี้  ฉันสะสางงานทั้งหมด  แล้วรีบมา  ด้วยความคิดถึงและอยากรู้  ปริศนาหนึ่งในใจของฉันกำลังจะถูกเปิดเผย 

 

 

ฉันไม่รู้ว่าเคลิ้มหลับไปนานเท่าไร  ลืมตาอีกทีเห็นใบหน้าของนิพัทธ์

 

มันเป็นเวลาเย็นย่ำ  ท้องฟ้าเหลือเพียงแสงสนธยา  สภาพที่เขายืนอยู่ข้างเตียง  พร้อมด้วยฟืนมัดใหญ่บนหลัง  แสดงว่าเขาเพิ่งกลับเข้ามา  จังหวะเดียวกับที่ฉันลืมตาตื่น  พร้อมกับผวาลุกขึ้นยืน

 

เขาวางฟืนมัดนั้นลง  เดินเข้ามาจับมือฉัน  พร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

“  ประพันธ์  นายนอนสบายยังกะบ้านของนายเองเลยนะ  ฮะ  ฮะ ”

 

เขาแก่ลงไม่น้อย  แต่นั่นเป็นเพียงเพราะฉันมีภาพในวัยหนุ่มของเขาติดตา  วันนี้เขาอายุห้าสิบปีแล้ว  แต่เรือนร่างที่บึกบึน น้ำเสียงกังวาน  และมือแข็งแรงที่จับอยู่ในมือของฉัน  ทำให้ฉันรู้ว่าเขาสุขภาพดีเยี่ยม  แต่ที่สำคัญคือความเบิกบานของเขา  ทำให้ฉันรู้สึกความกังวลใจทั้งหมด  เป็นเพียงสิ่งที่ฉันคิดไปเอง  เขาอาจลืมความหลังไปหมดจดกว่าตัวฉันเสียอีก

 

“  ไอ้บ้าพัทธ์เอ๊ย  นายนี่แย่มาก  หายหัวไปจนเพื่อนๆนึกว่าตายห่าไปแล้ว ”

ฉันสบถ  แม้ฉันจะใช้ถ้อยคำที่หยาบ  แต่ใจจริงกลับรู้สึกตื้นตัน  เหมือนจะร้องไห้  ฉันเอื้อมมือเข้าไปโอบกอดเขาไว้

 

“  ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย  เมื่อตอนได้รับจดหมายจากนาย ”

เราสองคนทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินเรียบนอกถ้ำ  ฉันถาม

“  ทำไมนายไม่เขียนจดหมายมาก่อนหน้านี้  ตลอดยี่สิบห้าปีมานี้  นายอยู่ในภูเขานี้นะหรือ ”

 

“  พูดอย่างนั้นก็ได้  ฉันอยู่บนภูเขานี้มายี่สิบห้าปีแล้ว  แต่บ้านหลังนี้  เพิ่งอยู่ได้สิบปีเอง  ”

เขาเล่าให้ฉันฟังอย่างอารมณ์ดี  เขาเล่าว่าที่นี่เวลานอนจะได้ยินเสียงลม  โดยเฉพาะในยามกลางคืนกับเช้ามืด  เหมือนหนึ่งว่าเป็นเสียงคลื่นในทะเล 

 

“  สมัยแรกฉันอยู่ต่ำลงไปหน่อยทางด้านล่างของภูเขา  ค่อยๆเรียนรู้ที่จะมีชีวิตเรียบง่าย  มาถึงวันนี้  คล้ายกับฉันเลื่อนชั้นเรียน  ขึ้นมาข้างบน  มันเป็นการกระเสือกกระสน  แต่ก็คุ้มค่า  ”

 

“  แล้วทำไมไม่ส่งข่าวให้เพื่อนฝูง  เราเป็นห่วงนายรู้ไหม  มีแต่ข่าวลือเกี่ยวกับตัวนาย  ส่วนใหญ่ไม่ดีทั้งนั้น  ”

ฉันมองใบหน้าของเขานิ่ง 

 

“  ไม่รู้เหมือนกันนะ  ประพันธ์  ฉันอยู่ที่นี่  รู้สึกกาลเวลายี่สิบห้าปีผ่านไปเหมือนหมอก  เพียงพริบตาเดียวจริงๆ  บนนี้ฉันใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ  พูดตรงๆว่า  ฉันเหมือนเพิ่งขึ้นมาได้ไม่กี่วัน  ”

“  อะไรจะขนาดนั้น  ”

ฉันอุทาน  แล้วเราสองคนก็หัวเราะ  คงเป็นเพราะฉันได้นอนหลับงีบใหญ่  ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก  ทั้งที่ตอนแรกขึ้นมาถึงรู้สึกเหนื่อยเหมือนใจจะขาด  แต่ความรู้สึกของฉันขณะนี้เริ่มดีขึ้นมากแล้ว

 

“ ปรียาคนเดียว  ทำให้นายหมดความอยากในผู้หญิงทั้งโลกเลยเชียวหรือ  ตอนที่นายหนีมาที่นี่  เพราะหล่อนใช่ไหม ”

 “  ใช่  ฉันหนีมาที่นี่เพราะเธอ  ตอนนั้นฉันหมดหวังในชีวิต  อยากไปที่ไหนก็ได้ให้ไกลที่สุด  จะไปตายที่ไหนก็ช่าง  แต่อีกใจหนึ่ง  ฉันก็อยากเข้าไปหาธรรมชาติ  ฉันจึงเดินหาภูเขาสูง  ที่สงบเงียบ  ไม่รู้เพราะอะไรชักพาฉันมาถึงที่นี่  ”

 

“  ปีแรกฉันก็ยังคงอยู่อย่างคนมีความหลัง  ใจของฉันห่อเหี่ยวและเฝ้าแต่คิดถึงเธอ  ทุกคืนตลอดระยะเวลาเกือบปีที่ฉันฝันถึงเธอ  แต่กาลเวลาทำให้ฉันค่อยๆลืมเลือนเธอไป  ฉันหันมาสนใจสถานที่แห่งนี้แทน  ”

เขาเล่าให้ฉันฟัง  จากแววตาและน้ำเสียง  ทำให้ฉันเชื่อสนิทว่าวันนี้เขาได้ผ่านวันนั้นมาแล้ว  วันนี้ปรียาสำหรับเราสองคน  เป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่ง

 

“  ถ้านายไม่หลงผู้หญิงบนภูเขานี้  อะไรจะทำให้นายอยู่บนภูเขานี้ได้นานถึงยี่สิบห้าปี  โดยลืมโลกภายนอก  ”

“  ฉันไม่ได้หลงสาวที่นี่หรอก  แต่นายพูดถูก  ฉันหลงเพื่อนของฉันบนภูเขาแห่งนี้  ”

เขาเหม่อมองไกลออกไปยังภูเขาข้างหน้า

“ กลางวันบนภูเขาแห่งนี้สวยงาม  น่าสนใจ   แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า  กลับเป็นยามกลางคืน  เพราะเป็นเวลาที่ฉันไปเยี่ยมเพื่อนของฉัน  เอาไว้สักครู่ฉันจะทำอาหารเย็นเลี้ยงนาย  ทานเสร็จแล้ว  ฉันจะพานายไปทำความรู้จักเพื่อนของฉัน  ”

 

 

เรามีไฟฉาย  แต่ไม่จำเป็นต้องใช้  เพราะคืนนี้ดวงจันทร์โตเป็นโคมไฟ  ส่องให้เห็นทางสว่าง  เราสองคนเดินลัดเลาะไปตามทางสายเล็ก  บางครั้งขึ้น  บางครั้งลง  ฉันสังเกตว่าเรากำลังเดินไปยังอีกด้านหนึ่งของภูเขา 

 

“  อีกไม่นานเราก็จะไปถึงบ้านของต้าฉี  ”

 

ฉันคิดในใจว่าเพื่อนของเขาแท้จริงก็คือชาวเขาบนนี้นั่นเอง  มันก็สมเหตุสมผล  แต่เพื่อนคนนี้มีดีอะไรหรือ  จึงทำให้เขาลืมวันลืมคืน 

 

ฉันสังเกตว่าเขาเดินอย่างช้าๆ  ที่จริงเราสามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่านี้  หากจะรีบ  แต่เขามักหยุดชะงัด  ชวนฉันชมภาพรอบด้าน  สิ่งเหล่านั้น  โดยเฉพาะใต้แสงจันทร์ยามนี้  มันเหมือนเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน 

 

“  ทำไมนกนางแอ่นที่นี่ไม่เหมือนนกนางแอ่นที่ฉันเคยเห็น  ”

ฉันอดอุทานไม่ได้  ตอนนั้นฉันเห็นนกนางแอ่นบินผ่านไปหลายตัว

“  นายก็สังเกตเห็นเหมือนกันหรือ  ”

เขาหัวเราะ

 

 “  แต่นกพวกนี้  มันก็เป็นพันธุ์เดิมที่ฉันเคยเห็นนี่นา  เช่นเดียวกับต้นสนสามใบพวกนี้   จะบอกว่าไม่เคยเห็นก็คงไม่ได้  แต่ทำไมต้นสนเหล่านี้  ก็เหมือนหนึ่งไม่เคยเห็น  ”

ฉันยังคงสงสัย  เขายิ้มแต่ไม่ตอบคำถามของฉัน

 

เราสองคนเดินคุยกัน  บางครั้งก็หยุดยืนคุยเสียเฉยๆ  อย่างนี้ตลอดทาง  โดยไม่รู้ตัวเราเดินคุยกันนานเป็นชั่วโมง  ฉันไม่รู้สึกร้อนใจเลย  คิดว่าถึงบ้านของเพื่อนคนนี้ถึงจะอยู่ไกลสักหน่อย  ก็ไม่แปลก

 

ในที่สุดเราก็หยุดยืนอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง  ภายในมีแสงไฟ  มันเป็นบ้านธรรมดาที่สุดหลังหนึ่ง  มีรั้วไม้เตี้ยๆล้อมรอบ  รอบด้านก็ไม่มีทัศนียภาพพิเศษอะไร  นิพัทธ์เดินเข้าไปอย่างคุ้นเคย  เขาเคาะประตู

 

มีเสียงชายชราคนหนึ่งดังออกมาว่า

“  ไอ้หนูหรือ  เข้ามาสิ   ”

เขาผลักประตูเข้าไป  ส่วนฉันเดินตามเข้าไปติดๆ  มองเห็นชายชราผมขาวทั้งหัว  ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายสีดำ  นั่งอยู่ข้างกองไฟเล็กๆ  ซึ่งยามนี้มีกาน้ำขนาดใหญ่หนึ่งกาตั้งอยู่  รอบกองไฟมีม้านั่งทำด้วยไม้เตี้ยๆสองสามอัน 

 

“  วันนี้ผมมีเพื่อนมาด้วยครับ  เขามาจากกรุงเทพฯ  เราไม่ได้เจอกันยี่สิบห้าปีแล้ว  ”

นิพัทธ์แนะนำตัวฉัน 

“  เพื่อนผู้ชายข้าไม่อยากเห็นหรอก  อยากเห็นเพื่อนผู้หญิง  ”

ชายชราคนนั้นตอบหน้าตาเฉย  แล้วหัวเราะเอิกอ๊าก  พอเราสองคนทรุดตัวลงนั่ง  ไม่ทันไรเขาก็หันไปพูดกับนิพัทธ์อีกว่า

“  บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่า  ให้ชวนสาวๆชาวเขามาด้วย  ถึงจะสนุก  ”

 

ฉันนั่งมองภาพข้างหน้าด้วยความพิศวง  ฉันคิดไม่ถึงว่าเพื่อนของนิพัทธ์จะแก่อย่างนี้  ท่าทางเขาคงอายุเจ็ดแปดสิบแล้ว  ในวูบแรกฉันคิดว่าเขาคงเป็นนักปราชญ์ที่ซ่อนตัวอยู่บนภูเขา  แต่นั่งฟังเขาสองคนคุยกันสักครู่ก็ไม่เหมือน  พวกเขาคุยเรื่องไร้สาระ  ที่ร้ายยิ่งกว่าคือชายชราคนนี้ชอบคุยเรื่องลามก  แม้ว่าจะเป็นเพียงการคุยสนุกที่ไม่มีพิษไม่มีภัย  แต่มันดูไม่สมวัยของเขาเลย

 

นิพัทธ์จัดแจงรินน้ำชาร้อนๆใส่ถ้วยใบเล็ก  ให้กับพวกเราทั้งสามคน  แล้วพวกเราก็ต่างจิบชา  มองดูกองไฟในความมืด  ฉันสังเกตว่าเขาสองคนสนิทสนมกันมาก  และคุยกันอย่างถูกคอ  หัวเราะร่วนตลอดเวลา 

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป  เราสองคนก็ลากลับ  เดินฝ่าความมืดและความหนาวเย็นของภูเขา  เราเดินไปเรื่อยบนทางคดเคี้ยว 

 

 “  ฉันแปลกใจว่าทำไมชายชราธรรมดาอย่างนี้นะหรือ  ที่ทำให้นายลืมกาลเวลายี่สิบห้าปี  มันไม่น่าเชื่อ  ”

 

“  เรื่องมันยาวนะ ยี่สิบห้าปีก่อนนั้น  ฉันมาถึงภูเขานี้โดยความบังเอิญ  ไม่รู้จักใครเลย  เดินขึ้นเขามา  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนอนไหน  ฉันมีถุงนอนหนึ่งใบ  กะว่านอนไหนก็ได้  แต่แล้วคืนนั้นฉันพบเขา  เขาชวนฉันนอนด้วยในบ้านของเขานั่นแหละ  ”

นิพัทธ์เล่าความหลัง

“  ตอนนั้นฉันเป็นคนอกหัก  ต้าฉีเขาเข้าใจฉันนะ  เขาชวนฉันคุยเรื่องสนุกมากมาย  และชวนฉันให้อยู่กับเขา  ทำไปทำมาฉันพักอยู่กับเขาหลายเดือน  และทุกคืน  เขาพาฉันไปเยี่ยมเพื่อนของเขา  ”

 

“  เพื่อนของเขา ”

ฉันอุทาน  เพิ่งสังเกตว่าเราไม่ได้กำลังเดินกลับบ้าน

 

“  ใช่  เขาสำคัญยิ่งกว่าต้าฉี  ฉันจะพานายไปรู้จักต้าเย๋า  ”

 

บ้านของต้าเย๋าไม่ไกลจากบ้านของต้าฉีเท่าไรนัก  ประมาณสิบห้านาทีต่อมา  เราก็มาถึงบ้านอีกหลังหนึ่ง  ที่อยู่สูงกว่า  และหันหน้าออกไปสู่หุบเขาเช่นกัน  ฉันคิดว่าบ้านหลังนี้ดูสวยงามกว่าบ้านหลังแรก  แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ฉันแปลกใจมากนัก

 

นิพัทธ์เดินเข้าไปเคาะประตู  ไม่มีเสียงตอบรับ  แต่เขาก็ผลักประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ  คงเป็นเพราะเขาทำเช่นนี้ทุกคืน  แล้วเราก็มานั่งล้อมวงกองไฟเล็กๆเหมือนเมื่อกี้  นั่งกินน้ำชาร้อนๆ  กับชายชราผมขาวอีกคนหนึ่ง 

 

นิพัทธ์แนะนำตัวฉันเหมือนเมื่อกี้  ฉันจ้องมองต้าเย๋าด้วยความสนใจ  เขาเงียบขรึมกว่าชายชราคนแรกมาก  มองดูอายุคงใกล้เคียงกัน  ผมหงอกขาวเต็มหัว  เรือนร่างผอมสูง  หน้าตาดูงามสง่ากว่า  เขาพูดไม่กี่คำ  น้ำเสียงอ่อนโยน 

 

แต่พวกเขาสองคนก็ไม่ได้คุยเรื่องปรัชญาอะไรเลย  นอกจากเรื่องดินฟ้าอากาศ  กับเรื่องไร้สาระไม่กี่เรื่อง  จากนั้นก็เป็นการนั่งกินน้ำชาร้อนๆ  ไม่มีอะไรอื่นอีก

 

อากาศบนภูเขาหนาวเย็น  ฉันไม่รังเกียจการดื่มน้ำชาร้อนๆถ้วยแล้วถ้วยเล่า  มันเป็นความสุขสงบอย่างหนึ่ง  แต่ใจของฉันก็ยังคงพิศวง  อะไรทำให้เพื่อนของฉัน  หยุดอยู่ที่นี้เป็นเวลายี่สิบห้าปี  และดูเหมือนจะตลอดชีวิตที่เหลือของเขา

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา  เราเดินออกจากบ้านของต้าเย๋า  กลับมาเดินเล่นใต้สายลมเย็น  อีกครั้งที่เราเดินไปตามทางคดเคี้ยว

 

ฉันสังเกตเห็นอย่างหนึ่งว่าที่นี้  ในบ้านสองหลังที่ผ่านมานี้  ฉันกับนิพัทธ์ล้วนกลายเป็นไอ้หนู  นี้เป็นความสุขที่น่าประหลาดอย่างหนึ่ง  เพราะปีนี้ฉันอายุห้าสิบปีแล้ว  ไม่คิดว่าคืนนี้ฉันกลายเป็นเด็กน้อยในสายตาของสองผู้เฒ่า  อย่างช้าๆ ฉันคิดถึงความเมตตาของพวกเขา

 

“  ต้าเย๋าอายุเก้าสิบปีแล้วละ  เขาแก่กว่าต้าฉีสิบปี  ”

ตอนหนึ่งนิพัทธ์เล่าให้ฉันฟัง

“  แต่ดูไม่ออกนะ  ฉันว่าเขาดูแข็งแรงกว่าต้าฉีเสียอีก  ”

ฉันออกความเห็น

 

“  ใช่  เขาเป็นคนสุขภาพดีมาก  เขาเป็นคนจิตใจดีมากเลยนะ  สุภาพ  เงียบขรึม  ฉันรักเขามาก  นายอาจไม่สังเกตว่าเขามีความรู้สึกต่อสภาพดินฟ้าอากาศลึกซึ้งเหลือเกิน  ทุกสายลม  สายฝน  การเคลื่อนไหวนิดเดียวของเมฆหมอก  เขาล้วนรู้สึกได้  แต่การรับรู้เหล่านี้  นายต้องอยู่กับเขานานๆ  แล้วนายจะเรียนรู้เอง  ฉันเรียนรู้จากเขาหลายสิ่ง  เขาเป็นทั้งเพื่อนและครูของฉัน  ”

 

“  เมื่อฉันมาถึงภูเขานี้  สิ่งแรกที่กระทบใจฉันคือ  การนอนหลับ  ”

 

“  นายรู้ไหม  สมัยฉันอยู่กรุงเทพฯ  แม้จะไม่มีเรื่องของปรียา  ฉันก็นอนไม่ค่อยหลับ  มันมีความเครียดบางอย่างรบกวนจิตใจของฉัน  จะบอกว่าเพราะงานเยอะไม่ว่าง  ก็ไม่จริง  เพราะบางวันฉันมีเวลาว่าง  แต่พอมีเวลาว่าง  ฉันก็ต้องรีบดูหนัง  ดูทีวี  ราวหนึ่งกับว่าฉันหวาดกลัวความว่างเสียเหลือเกิน  จริงนะ  ความเครียดอันนั้น  มีความเป็นมาลึกกว่าคำว่าไม่ว่าง  ”

 

“  มันมาจากอารยะธรรมมนุษย์เอง  ”

 

“  ฉันคิดเสมอว่าอารยะธรรมของมนุษย์อยู่ในกรุง  เป็นสิ่งยิ่งใหญ่  แต่ต่อมาฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า  อะไรคือความหมายของอารยะธรรม  มันน่าจะเป็นสิ่งที่ตอบสนองสิ่งพื้นฐานของชีวิต ”

 

ฉันฟังอย่างเพลิดเพลิน  ไม่อยากขัดจังหวะของเขา

 

“  แต่ชีวิตในกรุงนั้น  ตอบสนองได้เพียงบางสิ่ง  และบางสิ่งก็มีมากเกินไป  บางสิ่งกลับบกพร่อง  เช่นการนอนหลับ  ฉันเพิ่งนอนหลับสนิทเป็นครั้งแรกบนภูเขาแห่งนี้  นี้คือความประทับใจแรกของฉัน  ต่อมาฉันก็พบมิตรภาพ  ”

 

สิบห้านาทีผ่านไป  ฉันสังเกตว่าเรากำลังเดินลัดเลาะไปตามทางที่ไม่เคยเดิน  ฉันถาม

“  นี่เรายังไม่กลับที่พักหรอกหรือ  ”

 

“  ยัง  ฉันยังไม่ได้แนะนำนายให้รู้จักเพื่อนที่สำคัญที่สุดของฉันเลย  ”

ฉันอดหัวเราะไม่ได้

“  เพื่อนคนนี้  คงไม่ได้แก่กว่าต้าเย๋าหรอกนะ  ”

เขายิ้มในความมืด

“  นายเดาถูกแล้วละ  โอไน่เป็นรุ่นพี่ของต้าฉีและต้าเย๋า  เธอเป็นยายแก่อายุร้อยกว่าปี  ”

 

 

 

“  นายมีเพื่อนกี่คนกันแน่  บนภูเขาแห่งนี้  ”

ระหว่างทาง  ฉันอดถามเขาไม่ได้

“  ฉันมีเพื่อนหกเจ็ดคน  แต่ที่สำคัญที่สุดมีสามคน  คือต้าฉี  ต้าเย๋า  กับโอไน่  คืนนี้ฉันตั้งใจพานายไปทำความรู้จักให้ครบสามคน  ”

คำตอบของเขาทำให้ฉันนิ่งเงียบไป  ฉันจมอยู่ในความคิด 

ไม่นานเราก็มาถึงบ้านของโอไน่  มันเป็นบ้านที่ไม่แตกต่างเท่าไรนักกับบ้านสองหลังที่ฉันเห็น  ที่จริงบ้านของพวกเขาอยู่ไม่ห่างกันมากนัก  แม้ว่าบ้านของโอไน่  ดูเหมือนจะอยู่ไกลและลึกเข้าไปในป่าอีกหน่อย  แต่ก็ห่างจากบ้านของต้าเย๋าประมาณครึ่งชั่วโมง  หากเราเดินช้าๆใต้แสงจันทร์

 

นิพัทธ์เคาะประตู  คราวนี้มีเสียงเรียกไอ้หนูดังออกมา  แล้วเราก็เข้าไป  บ้านทั้งสามหลังนี้ล้วนไม่ได้ล็อกประตู

 

เจ้าของบ้านเป็นหญิงชรา  ผมขาวเป็นสีเงิน  มันเป็นความขาวที่เป็นประกาย  เธอนั่งตัวตรง  ดวงตายังเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต  เธอยิ้ม  และฉันเห็นว่าฟันของเธอยังแข็งแรง  ขาว  สวย  ข้างหน้าของเธอเป็นหม้อน้ำนมถั่วเหลืองขนาดใหญ่  กับกองไฟตรงกลางห้อง

 

“ ไอ้หนู  เข้ามากินน้ำนมถั่วเหลืองของยาย ”

เธอชักชวน  เราสองคนทรุดตัวลงนั่งรอบวงเหมือนเคย  เพียงแต่คราวนี้เราสองคนดื่มน้ำนมถั่วเหลืองแทนน้ำชา

 

อาจเพราะฉันเหนื่อย  หรือเพราะความเย็นแห่งอากาศบนภูเขา  หรือความรู้สึกตื่นเต้นในอะไรบางอย่างของคืนนี้  ฉันพบว่านี้เป็นน้ำนมถั่วเหลืองที่อร่อยที่สุดในชีวิต  ฉันคนเดียวดื่มสองถ้วยใหญ่ 

 

นอกจากการดื่มน้ำนมถั่วเหลืองแทนน้ำชาแล้ว  อย่างอื่นก็คล้ายคลึงกัน  นิพัทธ์เหมือนอยู่กับย่าหรือยายที่สนิทสนม  สองคนคุยกันซุบซิบ  มาถึงตอนนี้ฉันไม่สนใจฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกัน  เพราะฉันประเมินได้ว่า  มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชีวิตประจำวัน 

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา  เราก็ออกมาเดินเล่นชมจันทร์กันอีกครั้ง  คราวนี้เรากำลังเดินมุ่งหน้ากลับหน้าผาที่เป็นบ้านพักของนิพัทธ์  มันเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว 

 

“  เธออายุเท่าไรแล้ว  ”

ฉันถามอีก 

“  ที่จริงฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน  รู้แต่ว่าเธอเป็นรุ่นพี่ของต้าฉีและต้าเย๋า  ตัวเธอเองก็จำไม่ได้  ฉันเชื่อว่าเธอต้องมีอายุเกินหนึ่งร้อยปี  แต่เกินเท่าไรฉันไม่รู้  ”

 

“  เธอแข็งแรงมากเลยนะ  ความจำยังดีเยี่ยม  นี่เธอต้มน้ำนมถั่วเหลืองนี้เองจริงๆหรือ ”

ฉันถามอีก

“  ใช่  เธอทำทุกวันแหละ  เอาไว้กินเองและไว้ขายเพื่อนบ้าน  เราทุกคนล้วนมาอุดหนุนน้ำนมถั่วเหลืองของเธอ  อย่าว่าแต่เรื่องแค่นี้เลย  เธอใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนทุกคน  บางวันเธอยังเดินมาหาฉันถึงที่พักของฉัน  นายคิดดู  เธอเดินขึ้นลงบนภูเขานี้ได้เหมือนคนอื่น ”

 

“  จริงหรือ  ”

ฉันอุทานด้วยความตกใจ  หลับตาคิดถึงภาพแม่เฒ่าอายุร้อยกว่าปีเดินขึ้นลงบนภูเขาตามลำพัง  คิดแล้วฉันเกิดความตื้นตันใจ  คืนนี้ยาวนานกว่าที่ฉันคิด

 

“  ประพันธ์  นายคิดว่าในหนึ่งชีวิตนี้  มีสักกี่ครั้งที่เราจะได้นั่งกินน้ำนมถั่วเหลืองที่ทำให้เรา  โดยหญิงแก่อายุร้อยกว่าปี  เราไปหาที่ไหนไม่ได้ในโลก  ”

 

“  ฉันสนิทกับต้าฉีก่อน  แล้วเขาก็พาฉันมาทำความรู้จักกับเพื่อนบนภูเขานี้  มีห้าหกคน  แต่ที่สำคัญที่สุดคือสองคนที่ฉันพามา  ” 

 

“ ฉันเรียนรู้จากต้าเย๋าเหมือนเป็นครูของฉัน  แต่ในขณะเดียวกัน  บางสิ่งบางอย่างบนภูเขานี้ก็เป็นครูของฉัน  นายวันหนึ่งจะเข้าใจว่าทำไมต้นไม้ใบหญ้าที่นี่แตกต่างจากที่อื่น  เพราะเรามีสมาธิมากกว่าเดิมนั่นเอง  เวลานั่งคุยเรื่องธรรมดากับเพื่อน  เกิดความลึกมากกว่าปกติ    ส่วนโอไน่นั้น  เพียงแค่ฉันคิดถึงกิริยาของเธอ  ไม่ว่าเธอจะทำอะไร  ล้วนทำให้พลังงานในชีวิตของฉันเปลี่ยนรูป  แค่ฉันคิดว่าคืนนี้ฉันจะไปนั่งกินน้ำนมถั่วเหลืองที่ยายทำให้ฉันกิน  แค่ดูกิริยาที่เธอนั่ง  ยืน  เดิน  หยิบข้าวของด้วยตัวเอง  ช่วยตัวเองทุกอย่าง  ฉันรู้สึกเหมือนได้เรียนรู้อะไรไม่สิ้นสุด  มันเป็นการเรียนรู้ด้วยการมองดูเท่านั้นเอง  ไม่ใช่ด้วยการอ่านหรือคิด  มันคือการมองและรู้สึก     ”

 

“  โอไน่จึงเหนือกว่าครู  ”

 

“  ฉันไม่มีสิทธิอ่อนแอ  หรือท้อแท้  ฉันจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร  ในเมื่อหญิงชราอายุร้อยกว่าปี  เธอช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง  ฉันจำได้  ทุกวันเกิดของฉัน  เธอจะทำขนมเค๊กให้ฉันหนึ่งชิ้น  นายเข้าใจไหมว่ามันมีความหมายยังไง  ”

 

“  มองดูผิวเผินเหมือนบนนี้จะไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไร  แต่ด้วยสัมพันธภาพพิเศษเหล่านี้  ฉันพบว่ามีกิจกรรมเยอะแยะทำไม่หมด  นอกจากการดำรงชีวิตให้ดีแล้ว  ที่เหลือจะเกี่ยวกับเพื่อนของฉัน  เหมือนหนึ่งฉันมีหน้าที่อะไรมากมายบนภูเขานี้  ”

 

เสียงของนิพัทธ์ตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก  ถึงตอนนี้ดูเหมือนฉันเริ่มเข้าใจเขามากขึ้น

 

“  พวกเขาสามคนอยู่บนภูเขานี้ตั้งแต่เกิดเลยหรือ ”

ฉันถามอีก

“  โอ  เปล่าเลย  ในทางตรงกันข้าม  ในวัยหนุ่มสาว  พวกเขาล้วนเคยอยู่บนที่ราบ  ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงพูดภาษาไทยไม่ได้  ที่จริงพวกเขาผ่านอะไรมามาก  แต่ท้ายที่สุด  เมื่ออายุมากขึ้น  พวกเขาก็ถอยขึ้นภูเขา  และลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  วันนี้พวกเขาคงไม่ไปไหนแล้ว  ”

 

“  วันหนึ่งฉันบอกต้าเย๋าว่า  ที่นี่คือตาพายุ  ไม่ว่าโลกภายนอกจะปั่นป่วนบ้าคลั่งเพียงไหน  ที่นี่ก็ยังคงสงบเหมือนเดิม  ความสงบนี้เกิดจากมิตรภาพ  เป็นรัศมีแผ่ออกไปรอบข้าง ”

 

 

คืนนี้เรามีเรื่องคุยกันมากมาย  แล้วอยู่ๆเขาก็ถามขึ้น

“  หลังๆมานี้  นายเคยเจอปรียาไหม  ”

ฉันตอบ

“  ตั้งแต่เธอแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น  เราก็แทบไม่เคยเจอกันเลย  แต่ฉันเคยเจอเธอกับสามีโดยบังเอิญสองครั้ง  เธอดูไม่เปลี่ยนเลย  ยังสวย  ดุ  และเข้าใจยากเหมือนเดิม  แต่สามีของเธอตัวดำ  อ้วน  ลงพุง  และหน้าบอกบุญไม่รับ  ”

 

“  เธอมีความสุขดีไหม ”

นิพัทธ์ถาม

“  ไม่รู้เหมือนกัน  เรามีเวลาคุยกันน้อย  แต่เธอไม่มีลูก  ถึงวันนี้ฉันได้แต่มองชีวิตคู่ของแต่ละคนด้วยความพิศวง  มันเป็นสิ่งอธิบายไม่ได้  ทำไมเธอเลือกผู้ชายคนนี้  ไม่เลือกฉันหรือนาย  ”

ฉันเล่าให้ฟังด้วยความรู้สึกแปลกๆ  อาจเพราะแสงจันทร์  ทำให้มนุษย์คิดถึงความหลัง  อดีตอยู่ไกลห่างเพียงแค่อยู่บนภูเขาอีกลูกหนึ่ง

 

นิพัทธ์ก็คงเช่นกัน  เขาคิดถึงความหลัง

“  ปีแรกที่ฉันขึ้นมาที่นี่  ฉันฝันถึงปรียาทุกคืนเลย  บางครั้งฉันฝันประหลาด  ฉันฝันว่าฉันไปหาเธอที่บ้านทุกวัน  แต่บ้านของเธอก็ปิดประตูแน่น  และล็อกกุญแจ  เวลาผ่านไป  วันหนึ่งฉันตัดสินใจปีนหน้าต่างเข้าไปในห้องของเธอ  อยากรู้ว่าเธออยู่บ้านหรือเปล่า  ฉันพบว่าบนเตียงนอนของเธอ  กลับมีกิ้งก่ายักษ์ตัวหนึ่งนอนอยู่  ดวงตาดุร้าย  พองโต  แลบลิ้นยาว  เหมือนมันกำลังหิวกระหาย  ”

 

“  แต่จากดวงตาคู่นั้นเอง  ฉันรู้ว่ากิ้งก่าตัวนี้คือปรียา  ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นต้นเหตุ  ทำให้เธอเปลี่ยนรูปร่าง  แต่ฉันไม่รู้สึกกลัว  นายจำได้ไหมว่าปรียาเป็นผู้หญิงที่ยากเหลือเกินที่เราจะเข้าใกล้ตัวเธอได้  และยากมากที่จะเข้าใจจิตใจของเธอ  ในความฝันฉันจึงดีใจที่เธอเปลี่ยนร่างเป็นกิ้งก่า  เพราะฉันจะได้อยู่ใกล้เธอ  ”

 

“  ฉันไม่กล้าบอกใคร  เพราะกลัวว่าคนอื่นจะฆ่าเธอ  หรือจับสัตว์ประหลาดตัวนี้ไปเก็บไว้ในสวนสัตว์  ฉันจึงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ  ทุกวันฉันจะซื้ออาหารไปฝากเธอ  นอนใกล้ๆ  เอามือลูบไล้เกล็ดตามร่างของเธอ  ”

 

“  ฉันฝันซ้ำซากอย่างนี้หลายครั้ง  เหมือนนวนิยายที่อ่านต่อเป็นตอนๆ  ในตอนกลางวัน  บางครั้งฉันเร่งอยากให้ถึงกลางคืนเร็วๆ  ฉันคิดว่าคืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ฉันต้องเอาอาหารไปให้เธอ ”

 

“  แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็อ้าปากกว้างด้วยความหิวโหย  เหมือนเธอเบื่ออาหารที่ฉันนำไปให้  แววตาของเธอเหมือนมีความปรารถนาอะไรบางอย่าง  ”

 

“  ในวูบนั้น  ฉันเข้าใจว่าเธอต้องการอะไร  เธอต้องการตัวฉันเป็นอาหาร  และฉันก็ยินดี  ฉันคิดว่า  ความสุขรองลงมาจากการได้เธอเป็นคู่ชีวิต  คือการตกเป็นอาหารของเธอ  ภาพในความฝันสุดท้าย  คือเธออ้าปากสีม่วงกว้าง  กลืนฉันเข้าไปในความมืด  ”

 

“ มันเป็นความสุขอย่างประหลาด  เป็นความสุขครั้งสุดท้ายและความทรงจำสุดท้ายที่ฉันมีต่อเธอ  ”

 

“  นักจิตวิทยา  อาจมีอะไรให้วิเคราะห์ความรู้สึกของฉัน  แต่จากนั้นมาฉันก็เลิกฝันถึงเธอ  เหมือนว่ามาถึงที่สุดแล้ว  มันเป็นเวลาหนึ่งปีพอดี  จากนั้นฉันก็เปลี่ยนไปมาก  ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่บนภูเขาลูกนี้  ”

 

คืนนี้ช่างยาวนานจริงๆ  ฉันยืนฟังความฝันของเขา

 

 

 

 

“  ฉันเขียนจดหมายถึงนาย  แท้จริงฉันมีจุดประสงค์  ”

เล่ามาถึงตอนนี้  ฉันเงี่ยหูฟัง

 

“  วันหนึ่งฉันคิดถึงพวกนายหกคน  เพื่อนสนิทที่เราเคยคบกันในวัยหนุ่มสาว  และฉันคิดว่าอายุของพวกนายก็มากแล้ว  หากวันใดพวกนายเป็นอิสระจากพันธะแห่งชีวิต  และรู้สึกชีวิตบั้นปลายมีความหงอยเหงา  ไม่รู้จะทำอะไร  ฉันขอเสนอให้พวกนายมาอยู่กับฉันที่นี่  ”

 

“  นายคิดอย่างนั้นจริงๆหรือ  ”

ฉันตกตะลึง

 

“  ใช่  สามผู้เฒ่าเพื่อนของฉัน  ถึงจะแข็งแรง  แต่สังขารคนเราไม่เที่ยง  วันหนึ่งพวกเขาก็ต้องจากไป  อาจจากไปคนใดคนหนึ่ง  แต่ไม่แน่  พวกเขาอาจจากไปหมดในเวลาใกล้เคียงกัน  ฉันยังมีเพื่อนคนอื่นอีกบนภูเขาลูกนี้  และถึงไม่มีฉันก็อยู่คนเดียวได้  ฉันได้ฝึกฝนมานานถึงยี่สิบห้าปีแล้ว  กับการอยู่อย่างสันโดษ  แต่หากพวกนายบางคนอยากมาอยู่ด้วย  ฉันก็ดีใจ  มันซึ้งมากนะ  ที่พวกเราจะมาใช้ชีวิตด้วยกันอีกครั้ง  บอกเพื่อนๆด้วยนะ  ว่าฉันชวนมาอยู่ในจุดศูนย์กลางของโลก  ”

 

“  ที่ฉันเรียกอย่างนั้น  วันหนึ่งนายอาจเข้าใจว่าทำไม  มันนิ่งเงียบ  มันสงบ  มันก่อให้เกิดการเรียนรู้ในแง่มุมที่คาดไม่ถึง  ฉันไม่คิดว่าการนั่งกินน้ำชากับดื่มน้ำนมถั่วเหลืองกับเพื่อน  เพียงเท่านั้น  ทำไมมีผลกว้างใหญ่  ไม่รู้จบ  มันทำให้พิธีชงชาแบบญี่ปุ่น  การจัดสวนแบบญี่ปุ่น หรือการทำสมาธิแบบเซ็น  กลายเป็นของเด็กเล่น  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นจริงยิ่งกว่า  มันเป็นจริงเพราะมันไม่มีจุดหมาย  ”

 

“   ฉันไม่คิดว่าพวกนายจะมาได้ครบหกคนหรอก  อาจบางทีพวกนายจะมาได้คนสองคน  เพียงเท่านั้น  ก็พิสดารมากแล้ว  พวกเรากลายมาเป็นผู้เฒ่ากลุ่มใหม่บนภูเขาแห่งนี้  แล้ววันหนึ่งก็อาจมีไอ้หนูที่ไหนโผล่มา  หนุ่มสาวที่เข้ามาในอ้อมกอดของเรา  ”

 

“  เมื่อตอนเย็น  นายเล่าถึงวรนุช  ว่าเธอหย่ากับสามีแล้ว  ฉันจำวรนุชได้ดี  เธอเป็นผู้หญิงที่มีความลึก  เธอเจ้าอารมณ์และเอาใจยาก  เธอมีด่านป้องกันตัวมาก  เนื่องจากข้างในเธอละเอียดอ่อนยิ่งนัก  แต่คนอย่างนี้เมื่อแก่ตัวลง  กลับเหมาะที่มาอยู่บนภูเขาลูกนี้  เพราะมันเป็นดินแดนแห่งความลึกทางอารมณ์  ฉันเชื่อว่าเธอจะเติบโตแข็งแรงบนนี้  มีสุขภาพดีและอายุยืน  ในวันนี้ฉันเป็นห่วงเธอเล็กน้อย  คงเป็นเพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม  ที่เราไม่เคยคิดถึงเธอในแง่อื่น  ฉันฝากนายให้เป็นทูตติดต่อกับเธอด้วยนะ  ส่วนเพื่อนอีกสี่คนก็เช่นกัน  หากพวกเขามาได้  มิตรภาพของพวกเราจะยิ่งอบอุ่น  บนภูเขานี้ยังมีที่ว่างอีกเยอะ  ที่พวกนายจะมาปลูกบ้าน ”

 

ถ้อยคำเหล่านี้เข้าลึกมาในใจของฉัน  คำถามแรกคือฉันจะเป็นอิสระจากครอบครัวได้หรือ  วันนี้อาจยัง  แต่อีกสิบปีข้างหน้า  ก็ไม่แน่นัก  ดูเหมือนนิพัทธ์จะไม่รีบร้อน

 

“  ดีซิ  ฉันจะไปชวนปรียามาอยู่ด้วย ”

ฉันพูดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนกุลา วันที่ : 29/03/2008 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konkula


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]