• ฟ้าพูลวรลักษณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buengpoon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 34905
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
ผู้กำกับของฟ้า
บทสัมภาษณ์สมมุติ ถึงผู้กำกับภาพยนตร์ แต่งโดยฟ้า และเรื่องสั้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fipoonvoralak
วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม 2551
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 1024 , 06:26:12 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เด็กชายปกรณ์กับเด็กหญิงปกรณ์ 

 

 

 

ฉันกำลังยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์สิริสัมพัทธ์ 

 

แต่ที่จริงมันควรเรียกว่าวังมากกว่า  เพราะอาณาบริเวณกว้างใหญ่สิบกว่าไร่  ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง  เฉพาะประตูใหญ่และรั้วที่สวยงามและยาวเหยียด  ทำให้ฉันใจหาย

 

ฉันบอกกับยามว่า  เที่ยงวันนี้ฉันมีนัดกับคุณปกรณ์  ในระหว่างที่เขาใช้โทรศัพท์ภายใน  ฉันก็ได้แต่ยืนดูอาณาบริเวณบ้านของเขาจากริมรั้ว

 

ที่จริงคฤหาสน์หลังนี้ฉันเคยมา  แต่มันนานยี่สิบกว่าปีแล้ว  ตอนนั้นฉันกับปกรณ์ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย  คฤหาสน์หลังนี้เปลี่ยนไปมาก  มองดูจากภายนอกก็รู้ 

 

เขาเก็บตัวเงียบอยู่ในนี้ยี่สิบกว่าปี  น้อยครั้งที่จะติดต่อกับเพื่อนฝูง

 

มีข่าวจากเพื่อนฝูงบางคนและคุณครูบางคนว่า  เขาเพี้ยนไปแล้ว  อาจเพราะเขาอ่านหนังสือมากเกินไป  หมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป  แต่ฉันก็ฟังหูไว้หู

 

มันไม่น่าเชื่อ  เขาเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมที่เฉลียวฉลาดที่สุด  เรียนเก่งที่สุดในห้องของเรา  ฉันจำได้  เวลาพูดคุยกับเขาในวัยเด็กนั้น  เขามีความคิดน่าทึ่ง  และมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ 

 

มนุษย์ชอบมองคนในแง่ร้าย  และชอบเชื่อในข่าวลือที่เหลวไหล

 

จำได้มีข่าวลือว่าเขาเป็นเกย์  เพียงเพราะเขาไม่ได้สนใจในเพศตรงข้าม  แต่ที่จริงเขาก็ไม่ได้สนใจในเพศเดียวกันเช่นกัน  เพียงแค่เพราะเขาไม่ได้กระตือรือร้นในเรื่องเซ็กส์  เขาก็ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นเกย์  ทำไมไม่คิดว่าเขารักสงบ  และพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่  หรือเป็นคนธรรมดา  ที่ชอบอยู่คนเดียว

 

การไม่เหมือนคนส่วนใหญ่  จะเกิดอคติต่างๆนานา  เหตุผลอาจจะมีเพียงเท่านั้น

 

เขาเรียนหนังสือเก่ง  แต่เมื่อจบชั้นมัธยมปลาย  เป็นจังหวะเดียวกับที่คุณพ่อของเขาเสียชีวิต  ทิ้งมรดกก้อนใหญ่ให้เขา  เขากลายเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย  เพราะเขาเป็นลูกคนเดียว  ส่วนแม่ของเขาก็เสียไปนานแล้ว  ในความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  ปรากฏว่าเขากลับเลิกเรียนหนังสือ  และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์ของเขา  ซึ่งวันนี้ได้รับการบูรณะสร้างใหม่จนฉันจำไม่ได้

 

ได้ยินข่าวว่าเขาสร้างห้องสมุดใหญ่ภายในคฤหาสน์  และเก็บตัวนั่งอ่านหนังสือคนเดียว

 

เพื่อนๆส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าเขาเพี้ยนไปแล้วอย่างน่าเสียดาย  เพราะเขาหัวดี  และมีฐานะร่ำรวย  แต่คิดทบทวนดู  ข่าวทั้งหมดเกิดจากการสันนิษฐาน  เพียงเพราะเขาแตกต่างจากคนอื่นมากกว่า  เราสามารถหาคำตอบอื่นได้  ถ้าจะหา  เช่นเขาไม่ยอมทำงานทำการ  เพราะเขาร่ำรวยอย่างเพียงพอแล้ว  เขาเพียงไม่ต้องการหาทรัพย์สมบัติเพิ่มเติม  ซึ่งก็สมเหตุสมผล  เพราะทำไมคนเราต้องดิ้นรนไขว่หามากมาย  กับสิ่งที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องใช้  และการที่เขาไม่เรียนต่อ  ก็อาจเพราะเขาไม่ต้องการปริญญา

 

แต่ที่แปลกคือ  ทำไมเขาชอบอยู่คนเดียว

 

คุณสมบัติข้อนี้กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยาก  แต่มาคิดดู  นักบวช  โยคีมากมายก็เช่นกัน  ฉันเคยได้ยินคนที่สาบานจะไม่พูดตลอดชีวิต  หรือไม่พูดนานหลายสิบปี  หากทำใจให้กว้าง  มันก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ 

 

เขาไม่เบื่อ  หรือเหงากับการอยู่คนเดียวหรอกหรือ

 

ทำไมเขาจึงพอใจในตัวเองมากอย่างนั้น  ในขณะที่พวกเรา  ดิ้นรนเรียนต่อ  และสร้างครอบครัว  สร้างฐานะ  จนวันนี้พวกเรามีอายุสี่สิบสามปี  มองดูอีกทีหนึ่ง  พวกเรากลับไม่เติบโตไปกว่าเดิมเลย  บางครั้งฉันพบเพื่อนๆที่ไปกินเหล้า  เที่ยวผู้หญิง  ฯลฯ  พวกเราก็ยังคงเป็นเหมือนสมัยวัยรุ่น  เพียงแต่แก่ตัวลงเท่านั้น  การไม่เปลี่ยนแปลงนี้เองหรือ  ที่ทำให้พวกเราเป็นคนปกติ

 

ใครกันแน่ที่เปลี่ยนแปลง  และใครกันที่ไม่เปลี่ยน

 

ฉันหยุดความคิดของฉัน  เมื่อยามบอกว่า  อีกสักครู่คุณปกรณ์จะลงมารับฉันที่หน้าประตู

 

คิดไม่ถึงว่าการมาหาเพื่อนสนิทที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันหลายปี  ยากเหมือนการเข้าหารัฐมนตรี  ฉันต้องยืนรออยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน  อาจเพราะเหตุผลนี้  ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนคนไหนติดต่อกับเขา 

 

เขาสร้างกำแพงขวางกั้นตัวเองกับคนอื่น 

 

จำได้ว่าเมื่อเขาอายุยี่สิบปี  เขาตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง  เป็นเรื่องสั้นห้าเรื่อง  แต่ขายไม่ออก  มีข่าวลือบอกว่าเขามีความใฝ่ฝันจะเป็นนักประพันธ์  แต่งานชิ้นแรกที่ออกมา  เป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่  มันทำให้เขาเสียใจมาก  จนเก็บตัวเงียบ

 

ฉันเคลือบแคลงใจในข่าวลือนี้  หากเป็นจริง  ก็โง่เขลามาก  เพราะการที่คนเราจะประสบความสำเร็จในการเขียนหนังสือ  อาจต้องล้มลุกคลุกคลาน  ต้องผ่านการทำงานหลายชิ้น  แต่นี่เขาตีพิมพ์งานเพียงชิ้นเดียว  แล้วก็เงียบหายไปเลย  หากเขาเสียใจเพราะสิ่งนี้  เขาก็เป็นคนเหลวไหลสิ้นดี

 

เรื่องสั้นเล่มนั้น  บังเอิญฉันมีและยังเก็บไว้  แต่ฉันอ่านไม่รู้เรื่อง

 

ทุกสิ่งเป็นเพียงข่าวลือ ประสบการณ์ชีวิตของฉันบอกให้ฉันอย่าด่วนตัดสิน  หากข่าวลือเป็นตัวพยาธิ  มนุษย์เกือบทุกคน  เป็นคนพุงกาง  มันยั้วเยี้ยอยู่ภายในร่างกายของพวกเรา

 

เมื่อเดือนก่อน  วันหนึ่งฉันอดคิดถึงเขาไม่ได้  ฉันจึงลองเขียนจดหมายมาหาตามที่อยู่เดิม  ไม่คาดหมายว่าจะได้รับตอบ  ฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะยังอยู่ที่อยู่เดิม  และจำฉันได้ไหม  แต่ผิดความคาดหมาย  เขาเขียนจดหมายตอบอย่างสนิทสนม  ราวกับว่าเราเพิ่งจากกันเพียงไม่กี่วัน  และชวนฉันมาเที่ยวคฤหาสน์ของเขา  ในเที่ยงวันนี้

 

ฉันเห็นเขาเดินมาแต่ไกล  บนทางเดินกว้าง  ที่สองข้างครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่

 

เดินใกล้เข้ามาฉันอดขนลุกไม่ได้  เพราะเขาเหมือนเดิมมากเกินไป  ในวัยสี่สิบสาม  เขาดูยังคล้ายวัยรุ่น  แน่ละเขาต้องแก่ตัวลง  แต่ท่าทางการเดิน  และบางสิ่งที่อธิบายได้ยาก  บอกว่าเขาคือปกรณ์คนเดิม

 

ฉันอดคิดถึงเพื่อนนักเรียนอีกสิบกว่าคนที่ทุกวันนี้ยังติดต่อกับฉันอยู่  พวกเขาต่างหากที่เปลี่ยนไป  เพียงแต่ฉันคิดว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา  บางคนที่เคยร่างกายแข็งแรงเป็นนักกีฬา  วันนี้ผอมแห้งเพราะโรคร้าย  บางคนผ่านการป่วยหนักจนใกล้จะตาย  บางคนเคยรูปร่างงาม  วันนี้อ้วนจนเดินได้ไม่กี่ก้าว  ก็บ่นว่าเหนื่อย  และปวดขา บางคนที่เคยอ่อนหวานนิ่มนวล  วันนี้กลับแข็งกระด้าง  และใจร้าย  บางคนที่มีอุดมการณ์ทางสังคมและการเมือง  วันนี้กลับเป็นพ่อค้าจอมงก  ที่ไม่เคยคิดถึงคนอื่นนอกจากครอบครัวของตัวเอง  บางคนที่เคยเรียบร้อยใฝ่ธรรมะ  วันนี้กลับมีเมียน้อยหลายคน

 

ย้อนคิดกลับ  สิ่งที่เรียกว่าความธรรมดาเหล่านั้น  น่าจะเรียกว่าความบ้าคลั่งมากกว่า  หากจะบอกว่าเพี้ยนไปแล้ว  น่าจะเป็นคนธรรมดาเหล่านั้น

 

แต่คนที่ใครๆบอกว่าเพี้ยนไปแล้ว  แม้แต่คุณครูในโรงเรียนเก่าก็เป็นคนปล่อยข่าว  กลับเดินออกมาหาฉัน  ด้วยร่างกายและจิตใจ  เหมือนหนึ่งว่าเขาเพิ่งเดินออกจากรั้วโรงเรียนเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน

 

มันเกิดอะไรขึ้นนี่

 

 

“  ดีใจที่นายมา  เข้ามาสิ  ”

เขาเดินเข้ามาทักฉันอย่างอบอุ่น  แล้วเราสองคนก็เดินคุยกันตามทางเดินกว้าง  แม้แดดจะร้อน  แต่ก็มีเงาไม้ครึ้ม  แม้จะเจอตัวเขายากมาก  เหมือนเขามีกำแพงสูงล้อมรอบ  แต่ยามเข้าถึงตัวแล้ว  เขากลับเหมือนเดิม  เหมือนเด็กนักเรียนคนหนึ่ง

 

คำพูดของเขายังสดใส  เปิดเผย

 

ในวัยสี่สิบสามของฉัน  ผมของฉันเริ่มบางลง  ตรงกลางศีรษะเริ่มบางจนเห็นได้ชัด  แต่เขากลับไว้ผมสั้นเกือบเหมือนเด็กประถม  ทำให้รู้สึกว่าผมของเขาไม่ได้น้อยลงเลย 

 

ร่างกายของเขายังได้รูป  สวยงาม  ไม่มีไขมันส่วนเกิน  ส่วนฉันรู้สึกอาย  เพราะตัวฉันกลับมีน้ำหนักเกิน  เขาใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว   กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล  ใส่รองเท้าแตะ

 

เขาแต่งตัวง่ายๆ  เป็นกันเอง  ที่จริงแล้วเขาเหมือนเด็กมากกว่าผู้ใหญ่  เขาพูดคุยสนุก  และยิ้มง่าย  ฉันอดแปลกใจไม่ได้ในความขัดแย้ง  กำแพงกว้างใหญ่ยาวนานยี่สิบเจ็ดปีนี้เกิดจากอะไร

 

สิ่งแรกที่สะดุดใจฉันคือ  กาลเวลาของเขาไม่เหมือนคนอื่น

 

หนึ่งปีของเขาไม่เหมือนหนึ่งปีของฉัน  สิบปีของเขายิ่งไม่เหมือนสิบปีของฉัน 

 

“  นายเป็นคนแปลกมากนะ  ไม่เรียนต่อ  ไม่ทำงาน  ไม่ไปไหน  ไม่ไปมาหาสู่กับเพื่อนฝูง  ฉันแปลกใจว่านายกำลังทำอะไรอยู่  ”

ไม่กี่นาทีต่อมา  ฉันรู้สึกสนิทสนมกับเขาเหมือนเดิม 

 

“  ชีวิตของฉันเปลี่ยน  เพราะวันหนึ่งฉันทำงานคอนเซ็ปชวล  มันเป็นงานที่ไม่ทำก็แล้วไป  แต่หากทำ  ก็ต้องทุ่มเทพลังหมดชีวิต  มันเป็นเกม  ที่ต้องเล่นกันจนถึงตาย  ”

เขาเล่าให้ฉันฟังอย่างอารมณ์ดี  ฉันเพิ่งสังเกตว่าแววตาของเขาไม่เหมือนคนอื่น  มันนิ่งและแวววาวด้วยพลัง  เขาไม่ใช่คนหน้าตาหล่อเหลา  แต่ดูแล้วสบายใจ

 

“  ฉันก็เป็นคนเดิมนั่นแหละ  เพียงแต่ฉันกำลังทำงานคอนเซ็ปชวลหนึ่งร้อยห้อง  ฉันสร้างคฤหาสน์หลังใหม่เข้ามาเชื่อมกับคฤหาสน์เก่า  จนมีครบหนึ่งร้อยห้อง  แต่ละห้องเป็นหนึ่งคอนเซ็ปต์  มันเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต  ”

 

“  มาสิ  อีกสักครู่ฉันจะพานายไปเที่ยวชมงานของฉัน  แต่ฉันจะพานายดูห้องได้เพียงสามห้องเท่านั้น  ”

“  อ้าว  ทำไมละ  ”

ฉันอุทานด้วยความผิดหวัง

“  เพราะการดูแต่ละห้องต้องใช้พลังงานมาก  ทั้งต่อตัวฉันที่เป็นไกด์  และนายที่เป็นคนชม  หากเกินกว่าสามห้อง  มันจะมากเกินไป  เหมือนกินอาหารมากเกินไป  ดูหนังนานเกินไป  เราจะไม่มีสมาธิ  งานของฉันยังไม่เสร็จหมดหรอกนะ  บางห้องในนั้นยังว่างเปล่า  บางห้องฉันทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว  บางห้องฉันทำเสร็จบางส่วน  ”

 

“  แต่นายทำงานคอนเซ็ปชวลหนึ่งร้อยห้องนี้ทำไม  ”

“  เพราะว่ามันสนุกดี  ”

 

ฉันอดนิ่งอึ้งในคำตอบเรียบง่ายนั้นไม่ได้  ใจฉันคิดว่าเพียงเท่านั้นเองหรือ  มันคุ้มค่ากับพลังงานของหนึ่งชีวิตแล้วละหรือ  อย่างนี้ไม่เป็นการสูญเปล่าทางพลังงานหรอกหรือ  อีกอย่างมันไม่เห็นจะเกิดประโยชน์อะไรต่อผู้อื่นและสังคม  ฉันนึกตำหนิเขาในใจ

 

 

 

คฤหาสน์เก่าของเขามีอายุกว่าหกสิบปี  มันเป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก  มีเสากลมขนาดใหญ่หลายต้น  แต่บัดนี้มีอาคารใหม่ที่สร้างต่อเติม  เป็นเรือนกระจก  ขนาดใหญ่ใกล้เคียงกัน  ฉันคิดว่ามันเหมือนหอศิลป์มากกว่าที่อยู่อาศัย 

 

แต่ที่จริงเขาก็ไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์หลังนี้

 

ใกล้กันมีบ้านหลังเล็กชั้นเดียว  สร้างอยู่บนเนินดินที่ถูกถมขึ้นมา  เขาบอกว่าเขาอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังนั้น  ไกลออกไปอีกจึงเป็นเรือนคนใช้

 

เขาพาฉันไปนั่งในบ้านของเขาครู่หนึ่ง  มันมีห้องนอน  ห้องนั่งเล่น  และห้องสมุด

 

แต่ไม่มีครัว

 

เขาบอกว่าเขาเกลียดกลิ่นอาหาร   ทุกวันเขาจะเดินออกไปกินข้าวนอกบ้านวันละสองมื้อ  บางครั้งเขาขับรถออกไปหาอะไรกินนอกบ้านไกลๆ  มันเป็นการพักผ่อนแบบหนึ่งของเขา  เขาบอกว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน  ดังนั้นเขาจึงต้องการหาเหตุออกนอกบ้านบ้าง  การกินอาหารวันละสองมื้อ  จึงเป็นการออกกำลังกายนั้น

 

เขาชี้ให้ฉันเห็นสนามหญ้ากว้างใหญ่  ซึ่งเขาจะตื่นมาวิ่งทุกเช้า

 

มันใหญ่เท่าสนามกีฬา 

 

ที่เรือนคนใช้  เป็นตึกแยกต่างหาก  เป็นที่อยู่อาศัยของคนห้าคน  ยามหนึ่งคน  คนสวนหนึ่งคน  และคนทำความสะอาดอีกสามคน 

 

ในที่สุดเขาก็พาฉันไปที่คฤหาสน์ของเขา  เพื่อพาไปชมงานคอนเซ็ปชวลสมดังที่เขาบอกไว้  เขาบอกว่าในหนึ่งร้อยห้องนี้  มีขนาดไม่เท่ากัน  มีความสำคัญไม่เท่ากัน  มีความยากง่ายไม่เท่ากัน  แต่ละห้องจะมีหมายเลข  และชื่อห้อง  เพื่อง่ายแก่การจดจำ

 

แล้วเขาก็พาฉันไปที่

 

ห้องหมายเลขหนึ่ง  เรื่องสั้นหนึ่งร้อยปี

 

มันเป็นห้องเล็กๆ  ภายในนั้นมีตู้หนังสือหนึ่งใบ  ข้างในเรียงรายด้วยหนังสือเล่มเดียวกัน  ฉันจำได้  มันคือเรื่องสั้นเล่มแรกของเขา

 

เขาเล่าว่าในปี ๒๕๒๓ เขาตีพิมพ์หนังสือเล่มแรกและเล่มเดียวของเขา  มันเป็นชุมนุมเรื่องสั้นห้าเรื่อง  หนังสือเล่มนี้มีความหนาเพียง  ๙๖ หน้า  เขาพิมพ์ออกมาหนึ่งพันเล่ม  แต่ขายได้เพียงยี่สิบเล่ม  ที่เก็บอยู่ในห้องนี้คือส่วนที่เหลือ  ๙๘๐ เล่ม  มันยังอยู่ครบ

 

ยี่สิบสามปีผ่านมา  ฉันยืนดูหนังสือเก้าร้อยแปดสิบเล่มนั้นด้วยความแปลกใจ

 

เราสองคนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นริมหน้าต่าง  ฉันสังเกตว่าพื้นห้องสะอาด   แสดงว่ามีการทำความสะอาดเสมอ  ฉันแปลกใจว่านี่นะหรือห้องงานคอนเซ็ปชวล  มันคืออะไร

 

“  ฉันได้ยินมาว่างานเล่มนี้ขายไม่ออก  ทำให้นายเสียใจมาก  จริงไหม  ”

ฉันตั้งคำถาม  เขาหัวเราะชอบใจ  น้ำเสียงมีความสุข

“  ในสมัยเด็กๆ  ฉันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย  แต่ไม่ได้เสียใจอะไรมากมายหรอก  เพราะฉันรู้ว่างานชิ้นนี้ยาก  ชื่อของมันก็บอกอยู่แล้ว  ”

 

ฉันอดมองที่ปกหนังสือไม่ได้    มันเขียนไว้ว่า  เรื่องสั้นหนึ่งร้อยปี 

 

“  หนังสือเล่มนี้เป็นงานคอนเซ็ปชวลชิ้นแรกของฉัน  มันจะทำงานเต็มที่เมื่อมีอายุได้หนึ่งร้อยปี  วันนี้มันเพิ่งผ่านมาได้ยี่สิบสามปีเท่านั้นเอง  ”

เขาอธิบาย

“  นายจะให้คนอ่านใช้เวลาอ่านหนึ่งร้อยปีหรือ  ”

ฉันอุทาน

 

“  เกือบเป็นอย่างนั้น  ”

 

“  ฉันจะอุปมานะ  เหมือนฉันขายต้นไม้  ต้นไม้ต้นนี้จะออกดอกร้อยปีครั้ง  แต่มันไม่ใช่ดอกไม้ธรรมดาหรอกนะ  มันคือดอกปาริชาติ  ซึ่งมีความงดงามยิ่งนัก  และหาได้ยากในโลก  นายสนใจจะซื้อต้นไม้นี้ไหม  ”

 

“  คนอ่านหนังสือธรรมดา  เขาต้องการอ่านแล้วรู้เรื่องภายในไม่กี่นาที  อุปมาเหมือนเขาซื้อต้นไม้ที่ต้องออกดอกภายในไม่กี่นาที  หากพวกเขาต้องการอย่างนั้น  ก็เป็นเรื่องของพวกเขานะ  แต่ฉันขอถามว่า  ทำไมคนอ่านมีความมักน้อยอย่างนั้นละ  ทำไมพวกเขาไม่ลองสิ่งใหม่  ไม่ลองปลูกต้นไม้ที่แตกต่างออกไป  ”

 

“  นี้คืองานคอนเซ็ปชวล  มันประหลาดล้ำ  เป็นของจริง  ฉันถามตัวเองว่า  หนังสือเล่มแรกทำไมฉันไม่เขียนอะไรที่อ่านง่าย  เช่นหนังสือประโลมโลกสักเล่ม  คำตอบคืองานคอนเซ็ปชวลเป็นอะไรที่ต้องจริงทุกจุด  มันต้องเริ่มจากความจริง  มันไม่อาจเริ่มจากความเท็จ  ”

 

“  มันยาก  เพราะโครงสร้างภายในหนังสือเล่มนี้  ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นต้นไม้ที่ออกดอกภายในหนึ่งร้อยปี  ”

 

“  แม้ทุกวันนี้  ฉันก็ยังต้องกลับมาอ่านมันใหม่เป็นครั้งคราว  ห้องนี้ฉันยังใช้งานอยู่  เดือนละครั้ง  หรือสองเดือนครั้ง  ทุกครั้งที่ฉันอ่านมัน  ฉันพบว่ามีการเปลี่ยนแปลง  เหมือนเป็นหนังสือใหม่  มันนิ่งเงียบมาก  และจุดทุกจุดภายในนี้  วิ่งสวนกับตัวเอง  ”

 

“  มันเป็นงานชิ้นแรก  แต่กลับน่าสะพรึงกลัวสูงสุด  ไม่รู้เกิดขึ้นได้ยังไง  ”

 

“  นายเคยอ่านใช่ไหม  วันนี้นายลองกลับไปอ่านใหม่สิ  นายอาจพบว่ามันไม่เหมือนเดิม  แม้ว่ามันยังห่างไกลกับหนึ่งร้อยปี  แต่ยี่สิบสามปี  ก็เพียงพอที่มันเริ่มมีการเคลื่อนไหว  ”

 

พูดถึงตอนนี้  ฉันอดหน้าแดงไม่ได้  จำได้ว่าสมัยก่อนฉันซื้อเพราะความอยากรู้  แต่พบว่ามันเป็นหนังสือที่อ่านยากมาก  ที่จริงฉันอ่านไม่จบ  มีคนบอกว่ามีแต่คนสติไม่ดีเท่านั้นจึงจะอ่านหนังสือเล่มนี้  ข่าวลือที่ว่าเขาเป็นคนเพี้ยนก็ยิ่งหนาหูนับตั้งแต่เขาตีพิมพ์งานชิ้นนี้

 

“  แต่หากมันเป็นงานที่ยากอย่างนั้น  ทำไมนายไม่เขียนคำอธิบาย  หรือหมายเหตุให้คนอื่นรู้เล่า  ”

ฉันอดว่าเขาไม่ได้

“  คำอธิบายนั้นมีอยู่  แต่ไม่ใช่ในเชิงอรรถ  ไม่ใช่หมายเหตุท้ายเล่ม  แต่อยู่ในห้องคอนเซ็ปชวลอีกเก้าสิบเก้าห้อง  มันต้องเงียบ  กว้างใหญ่  เอาจริงถึงชีวิตอย่างนั้น  มันจึงจะเป็นงานคอนเซ็ปชวลตัวจริง  มันถูกบังคับโดยมิติ  ”

 

“  แม้ในขณะนี้  นายไม่รู้สึกอะไรหรือ  ”

เขาถามขึ้น  ฉันรู้สึกไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงอะไร 

“  จริงนะ  นายมองดูหนังสือ ๙๘๐ เล่มในตู้หนังสือนี้สิ  มันให้ความรู้สึกมากมายเลย  มันงดงามในตัวเอง  มันเป็นของจริง  เหมือนมีหัวใจเต้นตุบตับอยู่ในนั้น  มันเป็นการฟ้องบอกที่แสนเศร้า  ว่าโลกภายนอกไม่ต้องการ  มองไม่เห็น  แต่ในขณะเดียวกัน  การมีพวกมันเรียงรายอย่างสงบในตู้หนังสือ  ไม่พรั่งพรึง  ไม่หวาดกลัว  ก็สะท้อนกลับถึงความแปลกประหลาดในตัวพวกมัน  ”

 

“  งานคอนเซ็ปชวล  ต้องให้ความรู้สึกสะเทือนใจด้วย  มันไม่ได้แห้งๆ  เพราะมันเป็นงานของมนุษย์  มันไม่ได้พูดถึงความรักหรอก  แต่ทำไมเรารู้สึกได้ถึงความรัก  มันไม่ได้พูดถึงความกลัว  แต่ทำไมเรารู้สึกได้ถึงความกลัว  ”

 

“  นายไปดูหนังผีใช่ไหม  แต่บัดนี้นายอยู่ในห้องที่เป็นหนังผีที่แท้จริงยิ่งกว่า  นายไปดูหนังรหัสคดี  แต่บัดนี้นายอยู่ในห้องที่รหัสคดีนั้นกำลังดำเนินอยู่  อย่างน่าตื่นเต้น  ทำไมนายรู้สึกเสียดายเงินค่าดูละ  เพราะชีวิตมนุษย์ถูกครอบงำด้วยคอนเซ็ปต์ที่เก่า  เชื่องช้า  และดื้อรั้นไม่เปลี่ยนแปลง  สรุปคือนายต้องการแต่ต้นไม้ที่ออกดอกในไม่กี่นาที  พ้นจากนี้นายก็จะโยนทิ้ง   แต่ในธรรมชาติ  มีไม้ดอกนานาชนิด  บางชนิดพิสดารกว่านั้นมากมายนัก  ”

 

เขาคงขำสีหน้าแปลกๆของฉัน  จึงระเบิดเสียงหัวเราะใหญ่  เหมือนเด็กซุกซนคนหนึ่ง  ร่างของเขาเหมือนหนึ่งจะลงไปตีลังกา

 

ในที่สุด  เขาไม่ได้เสียใจเลยที่หนังสือเรื่องนี้ขายได้เพียงยี่สิบเล่ม  กลับกลายเป็นว่า  นี้คือเสน่ห์อันเป็นที่ยิ่งของหนังสือเรื่องนี้

 

“  ตั้งนานมาแล้ว  ทำไมนายไม่เอาออกไปขายอีกละ  ยุคนี้อาจมีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นก็ได้  ”

ฉันออกความเห็น

 

“  นายพูดถูก  แต่ฉันไม่รีบร้อนหรอก  รออีกสักห้าปีหรือสิบปีก็ได้  อีกอย่างนะ  ถึงออกไปวางขายใหม่  ก็คงขายเพิ่มได้อีกนิดหน่อย  ฉันรู้ตัวอยู่แล้ว  ”

 

ฉันคิดว่าฉันได้ยินเสียงแห่งความเศร้าบางอย่างภายในนั้น

 

 

 

ต่อมาเขาพาฉันมาสู่ห้องโถงใหญ่  เรียกได้ว่าเป็นห้องใจกลางคฤหาสน์เลย  มันมีชื่อว่า

 

            ห้องหมายเลขเจ็ด  ห้องปทานุกรม

 

ฉันเดินเข้าไปแล้วตื่นตะลึง  เพราะสองปีกกว้างใหญ่เรียงรายด้วยหนังสือปกแข็ง  แต่ละเล่มมีความหนาประมาณแปดร้อยหน้า  ด้านปีกซ้ายเป็นปกแข็งสีดำ  ส่วนด้านปีกขวาเป็นปกแข็งสีแดง  มันเรียงรายตลอดแนวจนถึงบันไดหินอ่อน  และวนตามบันได  ฉันไม่รู้ว่ามีกี่เล่ม

 

เขาบอกว่านี้คือหนังสือปทานุกรมของเขาสองพันเล่ม  แบ่งออกเป็นปีกซ้ายหนึ่งพันเล่ม  และปีกขวาหนึ่งพันเล่ม 

 

ห้องนี้เป็นห้องสำคัญห้องหนึ่ง  เพราะมันเป็นงานขนาดใหญ่

 

พวกมันคือหนังสือปทานุกรมที่เขาทำเอง  เขียนเอง  และทุกวันนี้ก็กำลังเขียนอยู่  เขาบอกให้ฉันหยิบขึ้นมาดูตามใจชอบ  ฉันหยิบเล่มจากปีกซ้ายขึ้นมาดูที่หน้าปก

 

            ปทานุกรม  หมวด 

            ดช.  ปกรณ์  สิริสัมพัทธ์

 

และเมื่อฉันหยิบเล่มจากปีกขวาขึ้นมาเล่มหนึ่ง  ฉันเห็น

 

            ปทานุกรม  หมวด 

            ดญ.  ปกรณ์  สิริสัมพัทธ์

 

ฉันอดตื่นตะลึงกับชื่อปกไม่ได้  และเมื่อฉันหยิบเล่มอื่นขึ้นมาดู  ก็พบว่าปกดำทางปีกซ้ายล้วนลงชื่อเด็กชาย  ส่วนกลุ่มปกแดงทางปีกขวาล้วนลงชื่อเด็กหญิง

 

เขาเล่าว่าวันหนึ่งในปี ๒๕๒๘  เขาสั่งพิมพ์สมุดสองพันเล่ม  มีขนาดและความหนาใกล้เคียงกับพระไตรปิฎก  แต่พวกมันเป็นสมุดเปล่า  เหมือนเขาซื้อกระดาษเปล่าจากโรงพิมพ์  ไม่มีเส้นบรรทัด  แต่ปกถูกออกแบบอย่างดี  ด้วยตัวอักษรสีทอง

 

พวกมันเรียงรายจากหมวด ก ถึงหมวด ฮ

 

แต่แบ่งออกเป็นสองปีก  ไขว้สลับกัน  คือ  ก เป็นของเด็กชาย    เป็นของเด็กหญิง    เป็นของเด็กชาย    เป็นของเด็กหญิง  ฯลฯ

 

ฉันแปลกใจถามว่าทำไมต้องแบ่งออกเป็นสองปีกด้วย

 

เขาบอกว่ามันทำให้งานชิ้นนี้เป็นพลวัต  เกิดพลังงาน   เกิดการแข่งขัน  หากให้เป็นเด็กชายหมด  หรือเด็กหญิงหมด  จะนิ่งเกินไป

 

เขาลงท้ายอีกว่า  ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่สนุก  พูดจบก็หัวเราะอย่างขบขัน

 

ปกรณ์เป็นคนแปลกมาก  แต่คิดอีกทีหนึ่ง  ทุกอย่างก็บอกชัด  เขากำลังเล่นเหมือนเด็กคนหนึ่ง  เพียงแต่การเล่นของเขาเอาจริงเอาจังมากจนเราคิดไม่ถึง

 

ฉันกำลังคิดว่าอะไรคือความธรรมดา  อะไรที่ไม่ใช่  อย่างฉันนี้เป็นคนธรรมดาใช่ไหม  ส่วนปกรณ์ไม่ใช่คนธรรมดา  แต่ความรู้สึกที่เสียววูบในใจของฉันก็เกิดขึ้นมา  คิดอีกทีเขาเป็นคนธรรมดาอย่างที่สุด  เขาสดใสเหมือนเด็กๆ  ตัวฉันต่างหากที่เป็นซอมบี้  จะว่าตายแล้วก็ไม่ใช่  จะว่ายังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เชิง

 

สี่สิบสามปีมานี้   ฉันนึกไม่ออกว่าฉันทำอะไรบ้าง  ที่ไม่ใช่การเลียนแบบคนอื่น

 

มนุษย์เราจำนวนมาก  สูญหายไปไหน  พวกเขาไม่มี

       วิญญาณ

       จิต

       ความตั้งใจ

       พันธะสัญญา

       คำพูด

 

พวกเราคล้ายเป็นเพียงวิญญาณที่ลอยไปมาในยามราตรี  เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่ออกตรวจตามหน้าที่  เป็นผู้ให้ความบันเทิงในไนต์คลับ  เป็นตลกคาเฟ  ฯลฯ  แม้แต่ความรัก  ฉันรู้สึกว่า  ความรักส่วนใหญ่ในโลกเกิดจากการถูกสะกดจิต  มันถูกสะกดจากสื่อต่างๆ  จากนวนิยาย  จากหนัง  จากทีวี  จากโฆษณา  ฯลฯ  แต่ความรักที่แท้จริงอยู่ที่ไหน

 

ฉันรู้สึกสะท้านใจ  เพียงแค่มองสมุดสองพันเล่มนั้น  รู้สึกหงุดหงิด  คล้ายจะโกรธปกรณ์  แต่ก็ไม่ใช่  หรือฉันควรโกรธตัวเอง

 

มันเป็นความแรงของงานชิ้นนี้  แล้วฉันก็พลิกอ่านบางเล่ม

 

กกก  =  ส่วนลึกที่สุดในหุบเขา

 

กกกกก = อาการสั่นสะเทือนอยู่เสมอภายในตัวกากี

 

พ์พ์ = พยาธิในท้องของนางอัปสร

 

 

เขาปล่อยให้ฉันเดินอ่านตามใจชอบ  ฉันเดินข้ามไปมาในสองปีก  หยิบเล่มโน้น  พลิกเล่มนี้  เขาเพียงเดินตามฉันอย่างอารมณ์ดี 

 

เขาคิดคำแต่ละคำเหล่านั้นเอง  เขาบอกว่าในระหว่างทุกๆสองคำในปทานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตสถาน  สามารถสร้างคำใหม่ได้จำนวนไม่สิ้นสุด

 

ทุกเล่มเขาเขียนด้วยดินสอ  บางเล่มยังเป็นเพียงสมุดว่าง  ที่จริงในสองพันเล่มนั้น  เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ยังเป็นสมุดว่าง  เขาบอกว่าเขาทำเป็นคอนเซ็ปต์  การได้เห็นพวกมันเรียงรายเป็นแถวคดเคี้ยว  คือความบริบูรณ์แห่งงาน  แต่เขาก็รู้ตัวว่าเขาไม่มีวันเขียนได้ครบสองพันเล่มหรอก 

 

งานคอนเซ็ปชวล คือการเสนอคอนเซ็ปต์ให้สมจริงที่สุด

 

เขาบอกว่าเมื่อเขาสั่งตีพิมพ์สมุดเหล่านี้  เขาคิดว่าเท่าไรจึงจะมากที่สุด  แต่ก็ไม่มากเกินไปที่เขาจะรองรับได้  มันมาสรุปที่สองพันเล่ม  ขึ้นเต็มผนังขนาดใหญ่  ความแรงที่ตกกระทบตาที่มองเห็น  เป็นสัญญาณแรกของงานชิ้นนี้

 

ฉันสังเกตว่ากลุ่มเด็กชาย  กับกลุ่มเด็กหญิง  ลายมือไม่เหมือนกัน

 

เขาบอกว่า  ในกลุ่มเด็กชายเขาใช้มือขวาเขียน  แต่ในกลุ่มเด็กหญิง  เขาใช้มือซ้าย  ที่จริงปกรณ์เป็นคนถนัดขวาเหมือนคนส่วนใหญ่  แต่สิ่งแปลกประหลาดได้เกิดขึ้น  คือกลุ่มเด็กหญิงที่เขียนด้วยมือซ้าย  กลับสวยงามมีชีวิตกว่า  อาจเพราะลายมือนั้น  เหมือนเด็กจริงๆ  มันโย้เย้มีชีวิต  สิ่งนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า 

 

ลายมือของเด็กชาย  กลับเป็นผู้ใหญ่เกินไปนิด  เขาบอกว่ามันยอกย้อนตั้งแต่ลายมือ  มันเหมือนการแข่งขันกีฬา  มันคือสงครามระหว่างดวงดาว  เขาเล่าอย่างกระตือรือร้น  แววตาเต็มไปด้วยความสุข

 

ฉันเดินอ่านไปเรื่อยๆด้วยความอยากรู้  บางคำก็มีคำอธิบายยาว  เช่น

 

ณา = ดาวเคราะห์ที่ไม่มีตัวตน  มันมีคุณสมบัติ

 

       มนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่มีอัตตา

       ภาษามนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่มีคำนาม

       ไวยากรณ์ของภาษาบนดาวเคราะห์ดวงนี้แบ่ง กาล ออกเป็น

๓.๑  อดีตกาลมีมากกว่าหนึ่งร้อยกาล

๓.๒  อนาคตกาลมีมากกว่าหนึ่งร้อยกาล

๓.๓  ปัจจุบันกาลมีเพียงหนึ่งกาล

 

ฉันอดบอกกับเขาไม่ได้ว่า

“  ปกรณ์  ฉันว่าคำนี้มันขัดแย้งกันเองนะ  นายบอกว่า  มันเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่ตัวตน  แต่แล้วนายก็บรรยายคุณสมบัติออกมาอย่างนี้  มันเป็นการแสดงว่าดาวดวงนี้มีตัวตนนะสิ ”

 

เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“  หากนายสังเกตดีๆ  จะเห็นว่าสิ่งรอบตัวของเรานี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง  ฉันจะยกตัวอย่างนะ  เช่นกาลเวลา  มันมีคุณสมบัติดังนี้

       หากมันเป็นอดีต  มันก็ไม่ใช่ปัจจุบันหรืออนาคต  หากมันเป็นปัจจุบัน  มันก็ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต  หากมันเป็นอนาคต  มันก็ไม่ใช่อดีต  หรือปัจจุบัน

       แต่กาลเวลา  ทุกขณะ  ก็ผ่านการเป็นทั้งอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต 

ความขัดแย้งนี้  ย้อนกลับมายืนยันว่า  กาลเวลาเป็นสิ่งไม่มีตัวตน

 

แต่เรารู้อยู่ทุกขณะว่า  กาลเวลาเป็นสิ่งที่มีตัวตน  เรารู้ได้ด้วยนาฬิกา  ด้วยสามัญสำนึก  ”

 

“  นายคิดดูสิ  ขนาดกาลเวลา  สิ่งธรรมดาที่สุด  ที่อยู่กับเราทุกขณะ  ยังมีความขัดแย้งภายในอย่างนี้  ทำไม ณา ดาวเคราะห์ดวงนี้จะขัดแย้งกันเองไม่ได้  ”

 

ฉันนิ่งอึ้ง  ไม่รู้จะตอบยังไง

 

“  ที่แปลกยิ่งกว่า  ในความไม่มีตัวตนของณานั้น  มันก็มีตัวตน  และตัวตนของมันนั้น  มันไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลในจักรวาลเลย  มันซ้อนอยู่ในโลกมนุษย์นี้เอง  ”

 

เขาเล่าให้ฉันฟังอย่างร่าเริง  ฉันจำเป็นต้องเงียบ  แล้วเดินต่อ  พลิกเล่มอื่น

 

กรรรรณ์ = ปรากฏการณ์ที่ภายในดวงตาดำ  มีปลาดำตัวหนึ่งแหวกว่ายอยู่

 

กรรรรรรรรรรม์ = ปรากฏการณ์ที่ภายในดวงตาดำ  มีมังกรดำตัวหนึ่งแหวกว่ายอยู่

 

เขาเป็นคนช่างคิด  ช่างจินตนาการ  และขี้เล่นมาก  ฉันคิดในใจ

 

ข์ = ความเงียบของเด็กทารก

ข์ข์ =      ความรักของเด็กปัญญาอ่อน

                          พรมแดนของประเทศเล็กๆ

ข์ข์ข์ = ฝาแฝดสามคนที่ผูกพันกันเป็นหนึ่ง

 

ฉันอดออกความเห็นไม่ได้ว่า  ศัพท์จำนวนมากของเขาออกเสียงไม่ได้  เขายอมรับ  บอกว่ามันเป็นเสียงแห่งความเงียบ  ศัพท์กว่าครึ่งหนึ่งในปทานุกรมนี้เป็นเสียงแห่งความเงียบ  เขาบอก

 

เมฑ์ = การฝันว่าไปดูหนังแต่ได้แต่หยุดยืนอยู่หน้าโรง  เพราะเหตุการณ์บางอย่าง

( เปรียบเทียบกับ  ปเมฑ์ = การฝันว่าไปดูหนังแต่ได้แต่ยืนอยู่หน้าโรง  เพราะคนเต็มโรง )

 

ฉันอดหัวเราะด้วยความขบขันไม่ได้

 

ดุรการฑ์ = ปลาที่กระโดดพ้นผิวน้ำในทะเล  เพียงชั่วขณะ

 

พริบตาเดียว  ฉันรู้สึกปวดหัว  เขาเล่นหนักข้อมากเลย  จนสมองของฉันก็ทนไม่ไหว  มันเต้นตุบๆคล้ายหนึ่งจะระเบิด 

 

ฉันถามตัวเองว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของปทานุกรมเหล่านี้หนอ  เพื่อบีบคั้นคนอ่านอย่างฉันหรือ  ให้กรีดร้องสุดเสียงหรืออย่างไร

 

ม์ม์ม์ =  การแปลงกายของคนที่รัก

 

ฉันเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นลมที่รุนแรง  ตัวของฉันคล้ายเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ล่องลอยในมหาสมุทร

 

ฌาช์ = กฎที่ว่าด้วยภาษามนุษย์ที่ไม่มีคำนาม  ก่อให้เกิดสิ่งที่มีค่าเท่าคำนามไม่สิ้นสุด  และบางคำเหล่านั้นมีขนาดใหญ่โตอลังการ

 

ฉันอดอุทานไม่ได้ว่า  ศัพท์ของคุณส่วนใหญ่เป็นคำนาม  และแต่ละนาม  เป็นก้อนแข็งมากเลย  มันแข็งเกินกว่าประสบการณ์ในชีวิตของฉัน  เหมือนอยู่ๆ  จากคนที่เคยกินแต่อาหารสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน  คนที่เคยกับการจ่ายตลาดกับเนื้อไม่กี่แบบ  พืชไม่กี่ชนิด  กลับต้องมาเผชิญหน้ากับเนื้อสัตว์แปลกประหลาด  น่าสะพรึงกลัว  ต้นพืชที่ฉันไม่เคยเห็น  และสิ่งมีชีวิตอื่นอีกมากมาย  ที่ไม่เคยรู้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต  แต่ที่ลำบากคือ  ฉันต้องกินสิ่งเหล่านี้เป็นอาหาร  ฉันเกิดอาการคลื่นไส้  จิตของฉันมีอาการดื้อดึงไม่ยอมรับ

 

ฉันไม่ยอมรับศัพท์ใหม่เหล่านี้  มันเป็นโลกของเขาคนเดียว

 

แต่เพราะมันเป็นโลกของเขาคนเดียว  มันจึงเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีตัวตน

 

แต่เพราะมันเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีตัวตน  มันจึงอยู่ต่อหน้าฉัน

 

อนิจจา  นี้คืองานคอนเซ็ปชวล  มิน่าเล่า  เขาบอกว่ามันเป็นเกมหมากรุกที่เล่นกันถึงตาย 

 

อินป์กาศ =  อวกาศที่ไม่มีอยู่ในกาลเวลา

จันป์กาศ = กาลเวลาที่ไม่มีอยู่ในอวกาศ

 

ฉันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร  ฉันคิดว่าจะพอละ  คำนี้เป็นคำสุดท้ายที่ฉันจะอ่าน  แต่ก็อดอ่านเพิ่มอีกคำไม่ได้ 

 

ฒรรรรรป์ = อดีตที่ปฏิเสธที่จะรวมกับปัจจุบัน

(  เทียบกับ  ธรรรรรป์ = อดีตที่ปฏิเสธที่จะรวมกับอนาคต  )

 

เมื่อฉันเปิดสมุดเหล่านั้น  ฉันพบพวกมันแห่กันมาเป็นกองทัพ  เหมือนสมุดเหล่านี้เป็นประตูมิติ  แต่ละตัวที่ปรากฏขึ้นนี้ล้วนดุร้าย  แปลกประหลาดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

 

มันเป็นการมาเยือนจากสิ่งมีชีวิตดาวเคราะห์อื่น

 

ตตย์ =  เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในอดีตนานเกินกว่าหนึ่งวินาที

บบย์ =  เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในอนาคตนานเกินกว่าหนึ่งวินาที

 

เขาบอกว่าปทานุกรมของเขา  กว้างใหญ่พอที่จะรองรับอวิชชาได้ทั้งจักรวาล  และยังเหลือที่ว่างอีกนิดหนึ่ง

 

อวิชชาเหล่านี้  หากปรากฏในที่อื่น  อาจดูเหลวไหล  ไร้สาระ  แต่ยามปรากฏในปทานุกรมเหล่านี้  กลับนิ่งสงบ  มันถูกกำหราบด้วยถ้อยคำ  เป็นหนึ่งในจำนวนไร้ที่สิ้นสุด  เหมือนต้องมนตรา  เหมือนเด็กตัวร้าย  เอาแต่ใจ  ซุกซน  วันหนึ่งเข้าโรงเรียน  กลับร้ายไม่ออก  พบตัวเองอยู่ท่ามกลางนักเรียนอื่นที่ร้ายกาจไม่แพ้ตัวเอง  นับไม่ถ้วน

 

ปรฒ์ = ชีวิตนี้ได้ผ่านไปแล้ว

(  เทียบกับ  กรฒ์ = ชีวิตนี้ยังมาไม่ถึง  )

 

ดวงตาของฉันคงจะแดงก่ำ  เพราะฉันรู้สึกแสบร้อน

 

แต่ฉันก็ยังไม่อยากปิดสมุดเหล่านั้น

 

รกก์ = หนึ่งในล้านของเอกภพนี้เท่านั้น  ที่เป็นความจริง

(  เทียบกับ  กกร์ = หนึ่งในล้านของกาลเวลา  ที่เป็นความจริง  )

 

น้ำตาของฉันไหลออกมา

 

เขาบอกว่า  บางครั้งเขาคิดศัพท์ใหม่  ที่จงใจให้ยาก  สับสน  ขัดแย้ง  เพราะมันเป็นเสน่ห์ของชีวิต 

เขาบอกว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างในจิต  ถูกเปิดเผยออกมาหมด  เหมือนเป็นแท่งผลึกโปร่งแสง 

เขาบอกว่า  ไม่มีความอื้อฉาวใด  ในดวงจิตของเขา

 

ฎา =  ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่ไม่มีตัวตน  มนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงนี้พูดโกหกไม่เป็น  จึงไม่รู้จักความจริง

 

อานุฒิ = เด็กอัจฉริยะที่เกลียดพ่อของตัวเอง  เนื่องจากความเพียรพยายามทำให้ลูกของตัวเองเป็นอัจฉริยะ  ได้ทำลายอัจฉริยะภาพของเด็กคนนั้น

 

พาธิ = สภาวะที่ผู้ชายทุกคนที่มีอาการแข็งตัวทางเพศสูงสุด  เป็นคนคนเดียวกัน

 

ฉันรู้สึกว่าฉันยืนอยู่ในห้องนั้นนานกว่าหนึ่งวัน  แต่ที่จริงมันเป็นเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ฑิ์ = การหาพบของที่สูญหายไป  พบว่ามันมีค่าทดแทนได้  แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  ของที่ได้มาใหม่ดีกว่าเดิมนิดหนึ่ง

 

นานแสนนาน  คล้ายหนึ่งว่า  มีบางความทรงจำกลับมาหาฉัน  ฉันไม่คิดเลยว่า  สิ่งนี้จะกลับมาได้

 

คาฑ์ =  การสร้างดาวเคราะห์ดวงใหม่  ง่ายกว่าการสร้างประเทศ

 

ขาณ์ = การที่มนุษย์ไม่สามารถเป็นศัตรูกับหิ่งห้อย

(  เทียบกับ  ปาณ์ = การที่มนุษย์สามารถเป็นศัตรูกับดวงอาทิตย์  แต่ไม่สามารถเป็นศัตรูกับอาทิตย์อัศดง  )

 

 

ไม่รู้ฉันออกจากห้องหมายเลขเจ็ดเมื่อไร  เขาดึงตัวฉันออกมา  คงเป็นเพราะเห็นฉันหมกมุ่นเกินไป  และพาฉันมาสู่ห้องเล็กๆที่เป็นเรือนกระจก

ห้องหมายเลขสิบสี่  การเคลื่อนไหวทางมิติ

ที่จริงมันน่าจะเป็นเรือนที่เขาปลูกดอกไม้  แตกต่างกันตรงที่ว่า  ดอกไม้แต่ละชนิดในนั้น  มีตัวหนังสือเขียนว่า  การเคลื่อนไหวทางมิติครั้งที่หนึ่ง  การเคลื่อนไหวทางมิติครั้งที่สอง  เรื่อยไปจนถึงการเคลื่อนไหวครั้งที่สิบสอง  แล้วหมดเพียงเท่านั้น  เท่ากับว่าในเรือนเล็กๆแห่งนี้  มีดอกไม้สิบสองชนิด

 

ฉันอ่อนเพลียมาจากห้องหมายเลขเจ็ด  พอเห็นมีม้านั่งไม้ยาวสองตัว  ฉันถือโอกาสเอนตัวลงนอน  เขาก็ทำตามฉัน  เราสองคนนอนอยู่บนม้านั่งยาวคนละตัว  ทำให้ฉันคิดถึงสมัยที่เราเรียนด้วยกันชั้นมัธยม

 

ยามนี้ใกล้เย็นแล้ว  อุณหภูมิในเรือนกระจกยังค่อนข้างร้อน  แต่การได้นอนดูดอกไม้  ทำให้ฉันผ่อนคลายขึ้นมาก  เขาบอกวันนี้เขาตั้งใจให้ฉันดูหนึ่งห้องใหญ่และสองห้องเล็ก  และเขาก็หมดแรงเพียงเท่านี้  เพราะการพาฉันชมห้องแต่ละห้อง  เขาต้องใช้ใจเป็นอย่างสูงด้วย  เขาบอกว่าห้องแต่ละห้องเป็นสิ่งมีชีวิต  นี้ไม่ใช่การเดินดูพิพิธภัณฑ์ 

 

แต่ที่จริง  คนที่หมดแรงคือตัวฉัน  ฉันนอนหลับตาด้วยความอ่อนเพลีย

 

แม้ใจของฉันจะอยากรู้ว่าอีกเก้าสิบเจ็ดห้องมีอะไร  แต่ฉันก็ไม่กล้าดู 

 

ฉันถามเขาว่าเขาเริ่มทำห้องหมายเลขสิบสี่ตั้งแต่ปีไหน  เขาบอกว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๑  ฉันถามเขาว่า  ดอกไม้สิบสองชนิดนี้  เป็นอย่างนี้มาแต่แรก  หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลง  เขาบอกว่าเขาเปลี่ยนไปตามอารมณ์  แต่มีบางชนิดที่เป็นสมาชิกตั้งแต่วันแรก  และแม้วันนี้ก็ยังคงเดิม  เช่นการเคลื่อนไหวทางมิติครั้งที่หนึ่ง  คือดอกอรุณเบิกฟ้า  กับการเคลื่อนไหวทางมิติครั้งที่สอง  คือดอกจันทร์กระจ่างฟ้า  เขาพอใจกับมันมาก  จนไม่ยอมเปลี่ยน

 

ฉันถามเขาว่า  เขาเห็นอะไรในดอกไม้เหล่านี้หรือ

 

เขาบอกว่า  เขาบางวันจะเข้ามานั่งมองดอกไม้เหล่านี้  รู้สึกสงบดี  และเหมือนหนึ่งได้เรียนรู้อะไรบางอย่างในนั้น  มันเป็นอะไรเล็กนิดเดียว  ซึ่งเขาเรียกว่า  การเคลื่อนไหวทางมิติ

 

มันเป็นห้องทำงานเล็กๆ  ที่เขาไม่มีความทะเยอทะยานมากนัก

 

แต่งานคอนเซ็ปชวลหนึ่งร้อยห้อง  แม้จะเป็นอิสระออกจากกัน  แต่พวกมันก็รวมตัวกันเป็นหนึ่งหน่วย  เปรียบเหมือนกิ้งกือมีหนึ่งร้อยขา  ทุกขาเป็นอิสระจากกัน  แต่ก็เดินไปด้วยกันเหมือนการทำงานเป็นทีม  มันสนับสนุนซึ่งกันและกัน  ช่วยอธิบายกันเอง   ทุกวันนี้เขาเหมือนได้ยินเสียงขลุกขลักแห่งฝีเท้าของกิ้งกือยักษ์ 

 

“  ปกรณ์  นายเคยให้คนอื่นเข้ามาดูห้องพวกนี้ไหม  ”

ฉันถาม  ทั้งที่ยังคงนอนหลับตาอยู่ตรงนั้น

 

“  นานๆครั้งนะ  การมาของนายไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรก  ฉันบางครั้งก็ยอมพาเพื่อนเดินเที่ยวชม  ทุกครั้งฉันจำกัดที่สามห้อง  ยกตัวอย่างเช่นปีก่อน  ฉันเจอกับวิศิษฐ์โดยบังเอิญ  นายจำวิศิษฐ์ได้ไหม ”

เขาเอ่ยถึงเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งในชั้นมัธยมปลายของเรา

 

“  ฉันไม่ได้เจอเขาตั้งนานแล้วละ  ก็เลยนึกสนุกชวนเขามาที่บ้าน  พาดูห้องสามห้อง  แต่เขาดันพาเพื่อนมาด้วยคนหนึ่งซึ่งฉันไม่รู้จัก  ผู้ชายคนนั้นเป็นจิตรกร  เท่ากับฉันมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาหนึ่งคน  แต่ด้วยความเกรงใจเขา  ฉันจึงไม่ว่าอะไร  และคิดว่าการมีคนแปลกหน้าเข้ามาเดินดูงานเหล่านี้บ้าง  ก็แปลกดี  ”

 

“  แต่แล้ววันนั้น  ฉันถูกหยาม  ”

เล่าถึงตอนนี้  เสียงของเขามีอาการแสดงความรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย  ฉันแปลกใจอุทานว่า

“  ใครหยามนาย  หยามยังไง  ”

 

“  ก็เจ้าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นนะสิ  พอดูเสร็จเขาพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า  เขาคิดว่าห้องเหล่านั้นปล่อยไว้ว่างๆจะดีกว่า  ”

 

“  ฉันฟังแล้ว  เกิดความรู้สึกสะเทือนใจ  เกือบเป็นความโกรธ  มันเท่ากับเป็นการว่างานของฉันทั้งหมด  แม้เขาจะเห็นเพียงสามห้อง  และเป็นการว่าที่หัวใจ  ทั้งที่พวกมันเป็นงานที่ฉันทุ่มเททำตลอดชีวิต  ”

เสียงของเขายามนี้  ฟังเศร้าสร้อย

 

“  ฉันเข้าใจดี  ว่าอะไรเป็นเบื้องหลังสิ่งที่เขาพูด  มันจึงสะเทือนใจ  ”

 

“  จิตรกรเหล่านี้  มีความรู้ทางพุทธปรัชญานิดหน่อย  แต่ก็ทระนงตัวว่ามีมาก  เที่ยวมาวิภาษวิจารณ์คนอื่น  ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร  คล้ายเป็นเพียงการแสดงความคิดอย่างสุภาพ  แต่ฉันคิดถึงเรื่องราวยาวนาน  ฉันอ่านพระไตรปิฎกจนจบตั้งแต่ตอนเรียนอยู่มัธยมปลาย  ฉันไม่กล้าใช้ความว่างเปล่าว่าใครเลย  ฉันไม่กล้าไปบอกจิตรกรคนหนึ่งว่า  ปล่อยผืนผ้าใบผืนนั้นให้ว่างเปล่าดีกว่า  ต่อให้ฉันเป็นพระภิกษุก็เถอะ  อย่าว่าแต่คนที่ว่าฉัน  เขาก็ไม่ได้ปล่อยผืนผ้าใบของเขาให้ว่างเปล่า  ”

 

“  ฉันเกือบโกรธเพราะแต่แรกฉันไม่ได้ตั้งใจให้เขาเข้ามา  แต่เจ้าวิศิษฐ์นะสิ  ชวนเขามา  และฉันปล่อยเลยตามเลย  เหมือนอยู่ดีๆก็ปล่อยให้คนอื่นเข้ามารุกรานฉันก่อน  แต่แล้วฉันก็ต้องทำใจ  คิดในแง่ดีว่า  นี้เป็นประสบการณ์ที่แปลกดี  ”

 

 “  ฉันรู้ตัวว่าหากให้คนภายนอกเข้ามาดูงานเหล่านี้  ฉันคงโดนด่ามากกว่าโดนชม  ”

พูดจบเขาก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดีอีกครั้ง

 

เขาเดินมาส่งฉันที่ประตูใหญ่  แล้วเราก็จากกัน  โดยสัญญาว่า  วันหนึ่งหากฉันคิดถึงเขา  ฉันจะมาเยี่ยมเขาใหม่  และเขาจะพาฉันเดินดูอีกสามห้อง 

 

เขาบอกเองว่า  เขารู้ตัวว่าเราคงไม่เจอกันบ่อยหรอก  เพราะเขาเป็นคนชอบอยู่คนเดียวมากกว่า  การพบปะครั้งนี้เป็นกรณียกเว้น  ดังนั้นมีอะไรเขาก็พูดตรงๆ  ไม่มีการเสแสร้งหรือปิดบัง 

 

ฉันเดินออกจากอาณาเขตของเขา  ด้วยความรู้สึกสับสน  ปวดร้าว  ตื้นตัน  นับถือ  อบอุ่น  เป็นสุข  และเป็นห่วง  มันมากมายไปหมด  และหลายความรู้สึกนั้น  เขาอาจคิดไม่ถึง 

 

หลายสิ่งหลายอย่างเขาทำไปโดยไม่รู้ตัว  แต่ฉันเป็นคนนอก  ฉันมองเห็นแล้วรู้สึกหวาดกลัวและเป็นห่วง 

 

ในที่สุดฉันคิดถึงคำโบราณประโยคหนึ่ง  ทำให้ความรู้สึกของฉันดีขึ้นเล็กน้อย

 

 

ใครคนหนึ่งบอกว่า  กิเลนเป็นสัตว์หายากในโลก  มันจึงสามารถเดินเข้ามาในตลาด  โดยไม่มีใครสังเกตเห็น

 

ดวงตามนุษย์คุ้นเคยกับสิ่งที่เคยเห็น  เมื่อเจอสิ่งที่ไม่เคยเห็น  สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งล่องหน

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]