• ฟ้าพูลวรลักษณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buengpoon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 34905
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
ผู้กำกับของฟ้า
บทสัมภาษณ์สมมุติ ถึงผู้กำกับภาพยนตร์ แต่งโดยฟ้า และเรื่องสั้น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fipoonvoralak
วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน 2551
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 1012 , 20:21:25 น.  
หมวด : ภาพยนตร์/ละคร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่องที่สอง

กลางวันกับกลางคืน

 

บทความนี้คือบทความสัมภาษณ์คุณธรรศ  รัศมีเมฆ  ผู้กำกับชื่อดังของเมืองไทย  ท่านเลิกสร้างหนังมาหลายปีแล้ว  ปีนี้ท่านอายุเก้าสิบเอ็ดปี  ผมหงอกขาวทั่วทั้งศีรษะ  เขาเป็นเบาหวานมาหลายปีแล้ว  ขาเป็นอัมพาต  ต้องนั่งบนเก้าอี้เข็น  ดวงตาใกล้จะบอด  แต่ประสาทหูของท่านยังดี  ความคิดยังเฉียบแหลม  ไม่มีอาการหลงแต่อย่างไร 

 

 

ผู้สัมภาษณ์      เรายังคิดถึงหนังของท่าน 

ธรรศ              ทำอย่างไรได้  สังขารของผมมันไม่ไหวแล้ว  ทำได้เท่านี้ก็นับว่าเป็นบุญ

ผู้สัมภาษณ์      หนังที่ท่านสร้างมามีทั้งหมดกี่เรื่อง

ธรรศ     ๔๖ เรื่อง  นับรวมตั้งแต่เรื่องแรกที่ผมสร้างสมัยผมอายุสิบห้าปี

ผู้สัมภาษณ์      เฉลี่ยท่านสร้างหนังสามปีสองเรื่อง  ถูกไหมครับ    

ธรรศ     ครับ    

ผู้สัมภาษณ์      ท่านเป็นผู้กำกับคนเดียวที่สร้างหนังใหญ่สลับหนังเล็ก  แตกต่างกันมากเหมือนกลางวันกับกลางคืน 

ธรรศ     สมัยผมเป็นเด็ก  เริ่มทำหนังเพราะความอยากทำ  อุตส่าห์ขอเงินพ่อแม่กับรวบรวมยืมเงินของพี่ป้าน้าอามาสร้าง  มันเป็นความประทับใจมากครับ ว่าเงินไม่มากนัก  ก็สามารถสร้างหนังหนึ่งเรื่องได้  และเป็นการเรียกร้องกระตุ้นให้เรานำสิ่งที่ดีที่สุดในตัวออกมา   ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดทางวัตถุ  คือมีทุนต่ำมาก  แม้กาลต่อมาผมจะมีชื่อเสียง  และสามารถใช้ทุนจากสตูดิโอได้จำนวนมหาศาล  แต่ผมก็ไม่ลืมพื้นฐานของตัวเอง  ผมจึงทำเป็นกฎว่าจะสร้างหนังใหญ่สลับหนังเล็ก  โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร 

ผู้สัมภาษณ์      แต่กาลเวลาพิสูจน์ว่าหนังเล็กเหล่านั้น  ก็ไม่เป็นรอง 

ธรรศ     มนุษย์เราปัจจุบันสมัยติดยึดกับเงินตรา  คิดไปเองว่า  เงินยิ่งมากยิ่งดี  ยิ่งเป็นหนังใหญ่ยิ่งเป็นหนังดี  แต่ผมพิสูจน์ให้เห็นว่า  เป็นภาพลวงตา  คุณค่าของงานศิลปะไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย  แต่อยู่ที่หัวใจกับสมอง

ผู้สัมภาษณ์      แต่ทุนยิ่งมากยิ่งน่าจะดีนะครับ  เราจะได้งานที่มีคุณภาพ  แต่ทำไมงานใหญ่ของท่าน  แม้บางเรื่องจะยังเป็นงานคลาสสิค  แต่บางเรื่องวันนี้กลับไม่มีคนพูดถึงแล้ว

ธรรศ     เงินน้อยทำให้ต้องคิดมาก  ต้องดิ้นรนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เกิดงานที่เป็นจริง  เงินมาก บ่อยครั้งกลับกลายเป็นการเสแสร้ง  ดัดจริต  มันกลับมีผลร้ายมากกว่าผลดี  ในระหว่างสร้าง  เราอาจมองไม่ชัด  แต่กาลเวลาล่วงผ่านไป  ย้อนมาดูใหม่  กลับมองเห็นความไม่จริงนั้น 

ผู้สัมภาษณ์      ท่านวางคอนเซ็ปต์อย่างไร 

ธรรศ     ผมวางคอนเซ็ปต์หนังเล็กว่า  แต่ละเรื่องต้นทุนไม่ควรเกินคนธรรมดาพอสร้างได้  ไม่ต้องเป็นบริษัทใหญ่  แต่จะทำอย่างไรจึงไม่เหมือนงานของเด็กนักเรียน  ทำอย่างไรคนดูจะมีอารมณ์ร่วมด้วย  ไม่เห็นเป็นเล่น  ใครแก้โจทย์ข้อนี้ได้  หนังลงทุนน้อยต้องคิดมาก  ตั้งใจมาก  เหมือนสงครามที่ผมมีกระสุนน้อย  ต้องแม่นยำทุกนัด  เกือบทุกฉากผมถ่ายเทคเดียวเท่านั้น  หากคุณค้นดูประวัติการทำงานของผมจะพบว่า  ผมใช้เวลาในการสร้างหนังใหญ่หรือเล็กพอๆกัน  คือเรื่องละหนึ่งปีครึ่ง  แม้ในเวลาถ่ายทำ  หนังเล็กจะใช้เวลาน้อย  เพียงสองหรือสามสัปดาห์ก็เสร็จ  แต่การคิดค้นหาคอนเซ็ปต์  การเขียนบท  การเตรียมงาน  กินเวลานานมาก   

ผู้สัมภาษณ์      ท่านมีหนังเล็กทั้งหมดกี่เรื่อง

ธรรศ     ๒๖ เรื่อง  รวมทั้งหนังเรื่องแรกๆ  สมัยที่ผมยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่  ส่วนหนังใหญ่ผมมี ๒๐ เรื่อง  ผมทำหนังเล็กห้าเรื่องจนมีชื่อเสียง  พอขึ้นเรื่องที่หกผมตัดสินใจทำหนังใหญ่เรื่องแรก  ตอนนั้นผมอายุ ๒๔ ปีพอดี  จากนั้นผมก็สลับสร้างใหญ่เล็กมาเรื่อย

 

ผู้สัมภาษณ์      อยากให้ท่านเล่าถึง  หนังเรื่องแรกของท่าน

ธรรศ     ดวงตาของเขา   คือหนังเรื่องแรกของผม  มันเกิดจากความคิดในวัยเด็กของผมว่า  ดวงตาของมนุษย์นี้หากคือกล้องถ่ายหนัง  มันจะเป็นตัวแทนของตัวเอกตลอดเรื่อง  เขาเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง  เช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมา  เป็นวันเกิดของเขา  ขณะที่ทางบ้านกำลังจะจัดงานวันเกิดให้เขา  เขาได้รับโทรศัพท์ว่าเพื่อนสนิทของเขาเมื่อคืนนี้ถูกนักเลงฆ่าตาย  ด้วยความรักเพื่อน  เขาหยิบมีดเดินออกไป  หมายจะไปล้างแค้นให้เพื่อน  หนังเดินเรื่องสมจริง  คนดูจะรู้สึกตัวเองเป็นเขา  

มันเป็นวันที่น่าตื่นเต้น  น่ากลัวมาก  ตลอดเรื่อง คนดูจะมองไม่เห็นหน้าตัวเอกเลย  ยกเว้นเวลาที่เขาส่องกระจก

ผู้สัมภาษณ์      ขอให้เล่าตอนจบ  ซึ่งตัวเอกถูกพวกนักเลงฆ่าตาย  ทำไมจอจึงดำมืดเป็นเวลานานถึงหนึ่งนาที  มีแต่เสียงครืดคราด  แล้วสักครู่ก็เงียบหายไป  แล้วตามมาด้วยเสียงแปลกๆ  จนสว่างขึ้นมาด้วยภาพอีกครั้ง  มันกลับเป็นเช้าวันเดิม  ที่เขาตื่นขึ้นมาเป็นวันเกิดของเขา  แสดงว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงความฝันหรือครับ  หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมมากเพราะตอนจบทำให้ตีความได้หลายแง่

ธรรศ     จะสังเกตว่าหนังจบลงที่ภาพเขาย้อนกลับสู่เช้าวันนั้น  แต่รายละเอียดของภาพกลับไม่เหมือนเดิมทีเดียว  แม้เช้านั้นเขาจะได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน  บอกว่าเพื่อนสนิทของเขาถูกฆ่าตาย  แต่รายละเอียดของเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆตั้งแต่เช้ากลับไม่เหมือนเดิม  และเมื่อเขาเปิดลิ้นชักหยิบมีดขึ้นมา  เขากลับเปลี่ยนใจ  วางกลับลงที่เดิม  มันมาจากความคิดแบบเด็กๆของผมว่า  คนเราตายแล้วไปไหน  ผมคิดว่า  ความตายคือการเปิดประตูเข้าสู่จักรวาลคู่ขนาน  เขากลับมาที่เดิม  แต่ก็ไม่เหมือนเดิมทีเดียว  ในขณะที่หนังเรื่องนี้จบลงอย่างมองโลกในแง่ร้าย  ที่เขาต้องตกเป็นเหยื่อของพวกนักเลง  แต่ก็ชดเชยด้วยการมองโลกในแง่ดี  เพราะอีกชีวิตหนึ่งก็เกิดขึ้น

ผู้สัมภาษณ์      ตามคอนเซ็ปต์นี้  ถ้าผมตายวันนี้  ผมจะไปเกิดเป็นอะไร

ธรรศ     คุณก็ไปเกิดเป็นตัวคุณเอง  อาจจะในสมัยสิบปีก่อน  หรือยี่สิบปีก่อน

ผู้สัมภาษณ์      ชีวิตก็เป็นอมตะนะสิ

ธรรศ     ตรงนี้คือประเด็น

 

ผู้สัมภาษณ์      ไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีคนหนึ่ง  มีความคิดลึกซึ้งอย่างนี้ขึ้นมาได้  ทำให้เขาโด่งดังขึ้นมาในวงการภาพยนตร์

ธรรศ     คุณจะสังเกตว่าคอนเซ็ปต์หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของหนึ่งวันของคนธรรมดาคนหนึ่ง  แต่ไม่ใช่วันธรรมดา  หากแต่เป็นวันเกิดและวันตายของเขา   นี้คือศิลปะของภาพยนตร์  หากมันเป็นวันธรรมดาของคนธรรมดา  คนดูจะไม่สนุก  เพราะมิติของภาพบนจอจะแบนกว่าชีวิตจริงไม่ว่าจะถ่ายดีแค่ไหน  การให้พวกเขาเสียเวลาสองชั่วโมงมานั่งดู  ต้องมีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาด้วย  ผมรวมเอาความธรรมดาและไม่ธรรมดาเข้าหากัน   ส่วนลึกมนุษย์ทุกคนอยากรู้วันที่ตัวเองถึงฆาต  การวางคอนเซ็ปต์เรียบง่ายแบบนี้  ทำให้ผมวางมุมกล้องได้  คืออาศัยดวงตามนุษย์เป็นครู  ผมถามตัวเองว่า  ถ้าผมเป็นตัวเอกคนนั้น  ภาพที่เห็นจะเป็นมุมไหน  ทำให้หนังเรื่องนี้ตื่นเต้นตลอดเรื่อง 

ผู้สัมภาษณ์      เด็กวัยนั้นทำไมคิดปัญหาเรื่องความตาย  และการเกิดได้อย่างนั้น  รวมทั้งปัญหาของจักรวาลคู่ขนาน  ซึ่งเป็นเรื่องยากแม้ในปัจจุบัน  ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไรก็ตาม

ธรรศ     ความเป็นเด็กมีความใสซื่อบางอย่าง  การทำศิลปะที่ดีต้องเหมือนเกิดจากหัวใจของเด็กดวงหนึ่ง 

 

ผู้สัมภาษณ์      อยากให้เล่าถึง  หนังใหญ่เรื่องแรกของท่าน  บ้านทรายทอง  อะไรทำให้ท่านสร้างหนังเรื่องนี้

ธรรศ     ผมชอบทำหนังเล็กมาตั้งแต่ต้น  เพราะเชื่อว่ามันเป็นทางที่ถูกต้อง  เหมือนคนอยู่ง่ายกินง่าย  และไม่ยอมตามใจตัวเองมากนัก  เป็นคนมีวินัยสูง  ทันที่ที่ ดวงตาของเขา ออกฉาย    ประสบความสำเร็จ  ก็มีสตูดิโอหลายแห่งทาบทามผมไปสร้างหนัง  เสนอเงินทุนให้มากมาย  เรียกว่าผมกำลังดัง  แต่ผมปฏิเสธ  ผมกลับสร้างหนังทุนเท่าเดิมติดต่อกันมาอีกสี่เรื่อง  ในนั้นมีสามเรื่องที่ประสบความสำเร็จ  ล้มเหลวหนึ่งเรื่อง  เรื่องนั้นคือ  คนไม่มีอิทธิพล  แต่เรื่องที่ล้มเหลวก็ไม่ขาดทุน   เพราะต้นทุนต่ำมาก  ที่ผมถือว่ามันล้มเหลว  เพราะมันไม่สามารถแสดงสิ่งที่ผมอยากได้  หนังเมื่อเริ่มแล้ว  ต้องทำให้เสร็จ  ไม่อาจปล่อยทิ้งไว้กลางคัน  นี้คือกฎแห่งการไม่อาจตามใจตัวเองข้อแรกของการทำหนัง  มันทำให้ผมรู้ว่าการทำหนัง  ผมต้องเข้มแข็ง  ผมรู้ว่าพลาดตั้งแต่กลางเรื่อง  แต่ก็คิดว่าในกรณีนี้ผมควรรับมืออย่างไร  แม้ทุนจะเพียงหนึ่งล้านบาท แต่ผมสมมติว่านี้คือทุนหนึ่งร้อยล้านบาท  ผมจะทำเล่นไม่ได้  ทิ้งขว้างไม่ได้  ต้องหาวิธีแก้ไข  ผ่อนหนักเป็นเบา  มันเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง  กาลเวลาผ่านมา  ผมมองหนังเรื่องนั้นเป็นครู  แม้มันจะไม่ใช่หนังดีก็ตาม 

ผู้สัมภาษณ์      ความล้มเหลวนั้นทำให้ท่านสนใจรับคำเชิญของสตูดิโอ  ที่เฝ้ารอมาถึงสี่เรื่องหรือ

ธรรศ     เปล่าหรอก   ผมมองความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น  และเตรียมใจรอมันอยู่แล้ว  ไม่รู้ว่ามันจะเกิดในเรื่องที่ห้าก็เท่านั้นเอง  มันอาจเกิดในเรื่องแรก  เรื่องที่สอง  หรือเรื่องที่เท่าไรก็ได้  แต่ทันทีที่เกิดขึ้น  ผมอยากหยุดพัก  และรู้สึกว่าตัวเองยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม  การทำหนังใหญ่คือการหยุดพักเรียนรู้ 

ผู้สัมภาษณ์      คนส่วนใหญ่คิดว่า  หนังใหญ่ของท่านเป็นการทำงานจริง  และการกลับมาสร้างหนังเล็ก  คือการพักผ่อน  เพราะท่านไม่อยากสร้างหนังใหญ่ติดต่อกัน  อันอาจทำให้เหนื่อยเกินไป  แต่ที่ฟังดู  กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ธรรศ     การทำหนังใหญ่  แม้จะเหนื่อยไปอีกแบบ  สนุกไปอีกแบบ  แต่โดยส่วนลึกของผม  ผมกลับรู้สึกว่าเป็นการพักผ่อน  และศึกษาศิลปะของการสร้างหนัง  พยายามตอบคำถามว่า  ทำไมหนังเรื่องเรื่องที่ห้าของผมจึงล้มเหลว  และจะแก้ไขได้อย่างไร  ผมได้ข้อคิดมากมายในระหว่างการสร้างหนังใหญ่เรื่องแรกนั้น  และเอามาใช้ในหนังเล็กต่อมา  ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็ด  คือเรื่อง  อาหารกลางวัน

ผู้สัมภาษณ์      กลางวันและกลางคืนของท่านดูเหมือนจะสลับกับชาวโลก

ธรรศ     ครับ  นับจากนั้นมาผมก็เลยสร้างเป็นกฎว่าจะสร้างหนังใหญ่เล็กสลับกัน  เพราะพบว่ามันเป็นการทำงานที่นิ่งสงบดี  มีการหยุดพัก  เหมือนได้นอนตอนกลางคืน  และตื่นเช้าทำงาน 

ผู้สัมภาษณ์      ความแปลกคือท่านกลับไปมาได้  ปกติคนทำหนังใหญ่แล้ว  ยากจะกลับไปทำหนังเล็ก

ธรรศ     ผมกลัวความเคยตัว  ไม่ว่าจะเป็นการเคยตัวในการทำหนังเล็ก  หรือการเคยตัวในการทำหนังใหญ่  ผมจึงต้องทำสองแบบสลับกันไปมา  มันคอยหักล้างต่อต้านกันเอง

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมคนอื่นทำได้ยาก  มีผู้กำกับหลายคนอยากทำแบบนี้  แต่เวลาปฏิบัติจริงกลับทำไม่ได้

ธรรศ     มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางจิตใจ  คือคุณต้องจริงทั้งระบบจึงจะทำได้  เช่นผมไม่ยอมทำธุรกิจ  เพราะรู้ว่าถ้าทำแล้วจะหมดพลังในการทำหนังเล็ก  ใจจะไม่ว่างพอ  เวลาทำหนังใหญ่ผมพร้อมจะร่วมมือกับคนอื่น  พร้อมจะให้คนอื่นแก้ไขเปลี่ยนแปลงบางอย่างในหนังของผม  เพราะงานมันเยอะเกินไปที่จะทำคนเดียว  ส่วนหนังเล็กกลับเป็นตรงข้าม  ผมยังคงเป็นตัวของตัวเองอย่างครบถ้วน  บางเรื่องกลับมาเป็นตากล้องเอง  เขียนบทเอง  ตัดต่อเอง  ฯลฯ  แต่ผมไม่เคยเล่นหนังเลย  ผมไม่สนใจ

 

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมเลือกสร้าง บ้านทรายทอง มันเป็นหนังที่มีคนสร้างกันมากแล้วนี่ครับ  เรียกว่าเป็นเรื่องน้ำเน่าสุดๆ  เป็นความต้องการของสตูดิโอหรือเปล่า

ธรรศ     เปล่าเลย  มันเกิดจากความต้องการของผมเอง วันหนึ่งผมเจอกระเทยกลุ่มหนึ่ง  ในนั้นมีกระเทยคนหนึ่งสวยมาก  จนผมเคลิ้มไปเลย  ผมจึงเกิดความคิดว่า  หนังเรื่องต่อไป  ผมจะสร้างโดยสลับเพศตัวละคร  ไหนๆก็ไหนๆแล้ว  คือตัวละครที่เป็นหญิงทุกคนในเรื่อง  ผมจะใช้ผู้ชายแสดงหมด  ส่วนตัวละครที่เป็นชายทุกคนในเรื่อง  จะใช้ตัวละครที่เป็นหญิงเล่นหมด

ผู้สัมภาษณ์      มันเป็นหนังที่น่าตื่นตะลึงนะครับ  และตลกมหาวายร้าย  ท่านเอาโครงเรื่องที่เก่าที่สุดมาเล่าใหม่  จนเกิดสิ่งใหม่ที่สุด 

ธรรศ     ที่จริงมันเป็นงานทดลองชิ้นหนึ่ง  มันอาจพลาดก็ได้  เพราะอาจกลายเป็นหนังที่น่ารังเกียจ  ดังนั้นผมจึงต้องการบรรยากาศเล่นๆ  ให้คนดูรู้ว่านี้เป็นเพียงหนังนะ  อย่าเอาจริงจนเกินไป  คนดูเตรียมใจหัวเราะตั้งแต่ฉากแรกแล้วละครับ  ผมสลับเพศครั้งนี้  ไม่เคยมีมาก่อนในวงการภาพยนตร์  แต่คิดอีกทีก็เป็นงานโบราณ  ในสมัยก่อน  ในรั้วในวังมีการเอาผู้ชายมาเล่นเป็นผู้หญิง  หรือเอาผู้หญิงมาเล่นเป็นผู้ชาย  เป็นเรื่องปกติ  จะว่าไป  ผมย้อนยุค  กลับไปทำหนังแบบอดีต   ผมตัดสินใจเลือกหนังพีเรียด  ย้อนกลับไปสักเจ็ดแปดสิบปี  และเลือกเรื่องที่คนดูคุ้นเคย  เพื่อเรียกบรรยากาศบางอย่างขึ้นมา  ให้คนดูเตรียมใจไว้ก่อน  รู้ว่าใครคือพระเอกนางเอก  โดยไม่ต้องแนะนำตัว 

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมต้องสร้างเป็นหนังใหญ่  ลงทุนสูง

ธรรศ     เพราะคอนเซ็ปต์บังคับ  ทันทีที่ผมเลือก บ้านทรายทอง ผมต้องสร้างฉากให้สมจริงและสวยงาม  เครื่องแต่งกายก็แพงเกินต้นทุนหนังราคาถูกแล้วครับ  ไหนๆก็ไหนๆ  ผมจึงเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ทำให้เป็นหนังใหญ่เรื่องแรกเลย  ผมเสนอโครงการให้สตูดิโอ  ซึ่งพวกเขาก็พอใจ    ผลออกมาเป็นหนังตลกมาก  หัวเราะกันท้องแข็งเลย  นางเอกที่เป็นผู้ชายก็สวยมาก  จนทำให้คนดูเคลิ้มเลย 

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมคนอื่นไม่สามารถสร้างหนังที่มีกระเทยหรือทอมให้ประสบความสำเร็จได้อย่างท่าน 

ธรรศ     คงเพราะผมเป็นคนปกติ  ไม่ได้ชอบหรือเกลียดกระเทยกับทอม  ผมมองพวกเขาอย่างเพื่อนมนุษย์ที่สามารถงดงามน่ารักได้อย่างไร้ที่ติ  แล้วบิดปรากฏการณ์นี้ให้เป็นเกลียว  จนเกิดเป็นตำนานใหม่ขึ้นมา 

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมไม่สร้างหนังไม่ใหญ่ไม่เล็กละครับ

ธรรศ     ที่จริงต้นทุนในการทำหนัง  ไม่มีตัวเลขตายตัว  เช่นเดียวกับค่าตัวดารา  มันแล้วแต่ความพอใจ  แต่ผมวางกฎเกณฑ์เพื่อความเรียบง่าย  เช่นถ้าเล็ก  ก็คือเล็กพอที่ผมจะหาทุนเองได้  ไม่พึ่งพาสตูดิโอ  ถึงพลาดก็ไม่เสียดายมากนัก  พอเป็นหนังใหญ่  ก็เหมือนใครคนหนึ่งที่แต่งตัวหรู  เตรียมออกงานราตรี พบปะผู้คนมากมาย  เมื่อทำแล้ว  ก็แยกกันให้ขาด  ให้เป็นกลางวันกับกลางคืน  ผมกล้าใช้  เพราะผมเอาเงินคนอื่นมาทำ (  หัวเราะ )

ผู้สัมภาษณ์      การเอาเงินคนอื่นมาทำ ทำให้ท่านระวังตัวน้อยลง  รับผิดชอบน้อยลงหรือเปล่า

ธรรศ     หนังที่ลงทุนสูง  มันกลายเป็นธุรกิจแล้ว  ไม่ใช่แค่เพียงงานศิลปะ  หนังมีหัวใจสองดวง  ดวงหนึ่งคือมันเป็นอุตสาหกรรม  อีกดวงหนึ่งคือมันเป็นงานศิลปะ  หัวใจสองดวงนี้  ดูหมิ่นดวงใดดวงหนึ่งไม่ได้นะครับ  ผมเคยเห็นผู้กำกับบางคนดูหมิ่นหัวใจดวงใดดวงหนึ่ง  อนาคตของพวกเขาก็มืดมน  การทำหนังเล็ก คือการเสี่ยงมีชีวิตอยู่โดยอาศัยหัวใจเพียงดวงเดียว  มันค่อนข้างอ่อนแอ  ส่วนหนังใหญ่มีหัวใจสองดวง  ความยากคือการประสานการเต้นของหัวใจสองดวงนั้นให้ประสานกัน    ผมมีหน้าที่ทำให้คนออกเงินมีกำไร  และให้คนดูได้รับความพอใจ  ส่วนการตอบสนองความพอใจของตัวเอง  ก็ยังคงมีอยู่  การประสานตรงนี้ที่ละเอียด  และน่าสนใจยิ่งนัก  หากคุณสังเกต  หนังใหญ่ยี่สิบเรื่องของผม  สองในสามนั้นมีกำไร  แต่หนึ่งในสามขาดทุน  มันเกิดขึ้นเองครับ  ไม่มีใครอยากให้มันขาดทุนหรอก  แต่ธุรกิจ  สั่งเอาไม่ได้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น  ต้องมีความเสี่ยงอยู่ด้วย 

ผู้สัมภาษณ์      เวลาเป็นหนังเล็ก  ท่านออกทุนเอง  แต่เวลาเป็นหนังใหญ่ ทำไมท่านไม่ออกทุนเองบ้างละครับ  ในเมื่อกาลต่อมาท่านก็มีเงินไม่น้อย

ธรรศ     แม้ผมจะเป็นคนรักหนัง  แต่จะให้ผมเสี่ยงกับเงินมหาศาล  ผมไม่กล้าทำ  ผมเสียดายเงิน ตรงนี้เองที่ยืนยันว่าผมไม่ใช่นักธุรกิจ  คนบางคนข้ามพรมแดนตามอำเภอใจ  โดยที่ลืมถามตัวเองว่า  ตัวเองเหมาะสมกับบทบาทนั้นไหม   แต่นักธุรกิจที่แท้จริง  เขาฉลาดและกล้ากว่าในการใช้เงิน   

ผู้สัมภาษณ์      การทำหนังใหญ่มีข้อดีอะไรบ้าง

ธรรศ     ผมรู้สึกมีความสุขที่เห็นคนในกองถ่ายมีงานทำ  ดารามีรายได้  แม้แต่พวกตัวประกอบก็มีรายได้  เวลาหนังทำเงิน  มีความสุขไปอีกแบบ  ธุรกิจมีความดีอย่างหนึ่ง  คือการสร้างงาน  โดยเฉพาะในวงการที่เรารัก  กับผู้คนที่เรารู้จักสนิทสนม  แต่ในทางศิลปะ  ผมถือว่าไม่แตกต่าง (หยุดคิดนิดหนึ่ง)  แต่อาจจะเป็นรองหนังเล็กนิดหน่อย

 

ผู้สัมภาษณ์      แต่ว่าหนังใหญ่หนึ่งเรื่อง  ท่านทำหนังเล็กได้สิบเรื่องเลยนะครับ

ธรรศ     บางเรื่องมากกว่านั้น  เช่นเรื่อง เอกาทศรถ  ใช้ทุนถึงสามร้อยล้านบาท  เท่ากับว่าทำหนังเล็กได้หนึ่งร้อยเรื่องเลย 

ผู้สัมภาษณ์      นี่เป็นงานยุคหลังของท่าน

ธรรศ     ครับ  ตอนนั้น  ทางสตูดิโอเชื่อมือผมมาก  และยินดีสร้างหนังฟอร์มยักษ์

 

ผู้สัมภาษณ์      ท่านไม่สนใจศิลปะแขนงอื่นบ้างหรือ

ประยุตน์         หมดแรงแล้ว 

ผู้สัมภาษณ์      ชีวิตส่วนตัวท่าน  ใช้เหมือนเวลาท่านทำหนังไหม  คือแบ่งเป็นกลางวันกับกลางคืน  เป็นหนังใหญ่และหนังเล็ก 

ธรรศ     คุณถามได้ตรงประเด็น  คำตอบคือใช่  บางครั้งผมใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก  ใช้ชีวิตอยู่ป่า  แบบพระธุดงค์  นี่เป็นการใช้ชีวิตแบบหนึ่งที่ผมชอบ  การอยู่ได้โดยใช้เงินเพียงวันละสิบบาท  เป็นอะไรที่ซึ้ง

ผู้สัมภาษณ์      นี้คือส่วนหนังเล็ก  และที่เป็นหนังใหญ่ละครับ

ธรรศ     ผมจะฟุ่มเฟือยเวลาเดินทาง  บางครั้งผมออกเดินทางไกล  โดยใช้เงินแบบเศรษฐี  ราวหนึ่งกับว่ามีสตูดิโอใหญ่เป็นนายทุนอยู่ข้างกาย   เช่นผมอาจใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียสิบวัน  แล้วอยู่ๆวันหนึ่งผมอยากไปยุโรป  ผมก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน  บินไปในวันนั้นเลย  พอใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปสิบวัน  ผมอยากไปขั้วโลกใต้  ผมจะเดินทางไปเลย  แม้ค่าเดินทางจะสูงมาก  ที่จริงรายได้จากการทำหนังของผมทำให้ผมสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้  แต่ผมทำเฉพาะบางครั้งเท่านั้น  ภาคที่ผมใช้ชีวิตแบบคนจน  ไม่ได้เกิดจากความขี้เหนียวหรอกนะ  ในขณะนั้นผมอดคิดไม่ได้ว่า  ผมกำลังสร้างหนังเล็กเรื่องหนึ่ง  เวลาที่ผมฟุ่มเฟือย  ผมคิดว่าผมกำลังทำหนังใหญ่  ดวงตาของผมเหมือนกล้องภาพยนตร์ที่ทำงานตลอดเวลา  ผมเป็นคนบ้า

 

ผู้สัมภาษณ์      ในหนังที่ท่านสร้างมา  เรื่องไหนที่ท่านรักมากที่สุด

ธรรศ     หนังทุกเรื่องที่ผมสร้าง  ผมก็รักที่สุด  เหมือนลูกๆของผม  แม้แต่หนังที่ล้มเหลว  ความผิดอยู่ที่ตัวผมเอง  ไม่ได้อยู่ที่เด็ก  หนังทุกเรื่องมีอดีตบางส่วนของผม  เทียบกันไป  คล้ายผมจะรักหนังเล็กของผมมากกว่า  อาจเพราะผมต้องคิดหนัก  ต้องทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเอง  บางเรื่องผมแบกกล้องถ่ายเอง  แต่ทุกสิ่งที่ผมเรียนรู้จากหนังเล็ก  ก็นำมาใช้ในหนังใหญ่  และทุกสิ่งที่ผมเรียนรู้ในหนังใหญ่  ก็ถูกนำมาใช้ในหนังเล็ก  ดังนั้นแท้จริงพวกมันก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 

ผู้สัมภาษณ์      ทำไมหนังเล็กของท่าน  ยังมีคนพูดถึง

ธรรศ     เพราะนักวิจารณ์ชอบ  และมีคนรักหนังกลุ่มหนึ่งเป็นแฟนที่เหนียวแน่น  คนกลุ่มนี้อาจจะน้อย  แต่อึด  เหมือนคนที่รักแล้วรักจริง  หลายสิบปีผ่านไปก็ยังรักอยู่  หนังใหญ่ส่วนใหญ่ของผม  เป็นหนังตลาด  เพราะมันถูกแทรกซ้อนด้วยอิทธิพลทางพาณิชย์  เกิดขึ้นโดยที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ  ชาวบ้านใจง่าย  รักง่ายหน่ายเร็ว 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
officemom วันที่ : 27/04/2008 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/officemom
officemom ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ 

ทำไม บั้นปลายของคนบันเทิง ต้องป่วยหนักกว่าคนธรรมดา

หรือจริงๆ แล้ว คนธรรมดา ก็ ป่วย แต่ไม่เป็นข่าว
เห็นข่าวคุณลินดา แล้ว เศร้า และ สงสาร

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]