• 888333
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : saowapa88@windowslive.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-17
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 39126
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3 คน
flash8
วิธีการใช้flash8
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/flash8
วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2552
Posted by 888333 , ผู้อ่าน : 10282 , 14:39:06 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความต่างของชาชนิดต่าง ๆ
มีใครทราบหรือไม่ว่าชาเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้นิยมดื่มมากที่สุดในโลกรองจากน้ำเปล่า โดยสำรวจพบว่ามีการบริโภคกันมากกว่า 800 ล้านถ้วยต่อวัน เนื่องจากชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือชาวยุโรป

ชาที่นิยมดื่มในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ชาดำ (black tea) ชาอูหลง (oolong) และชาเขียว (green tea) ซึ่งชาแต่ละชนิดต่างก็ได้มาจากใบของพืชชนิดเดียวกันที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis แต่ที่เรียกชื่อต่างกันนั้นก็เนื่องมาจากกรรมวิธีในการหมัก การบ่ม ที่ใช้ระยะเวลาแตกต่างกัน จนเกิดเป็นชาดำ ชาอูหลง ชาแดง ชาขาว ซึ่งก็เหมือนกาแฟชนิดต่าง ๆ ที่แท้จริงแล้วก็มาจากเมล็ดกาแฟที่คั่วโดยใช้ระยะเวลาต่างกันนั่นเอง

การผลิตชาดำ
ทำได้โดยการนำใบชามาทำให้แห้งโดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ใบชาชุ่มชื้นออกมาเพื่อทำให้ใบชาเ.่ยวและอ่อนลีบ โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงนำใบชาที่แห้งแล้วนั้นมากลิ้งด้วยลูกกลิ้ง บดและฉีก ต่อจากนั้นจึงนำไปหมัก ซึ่งหลังจากกระบวนการหมักทั้งสิ้นแล้ว จะได้ใบชาที่แห้งสนิท

ชาอูหลง ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการหมักแต่เพียงครึ่งหนึ่ง จึงทำให้รสชาติและสรรพคุณอยู่ระหว่างชาดำและชาเขียว กระบวนการผลิตชาอูหลงเริ่มจากนำใบชามาทำให้แห้งลีบโดยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงนำไปกลิ้งด้วยลูกกลิ้ง ฉีก และหมักด้วยระยะเวลาสั้น ๆ

ส่วนการผลิตชาเขียว
ทำโดยนำใบชามาอบไอน้ำ หลังจากนั้นจึงนำไปกลิ้งด้วยลูกกลิ้งและทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการดังกล่าว จึงทำให้ใบชายังคงมีสีเขียว จากกระบวนการผลิตที่ง่ายและน้อยขั้นตอน ทำให้ชาเขียวยังคงมีสารในพืชที่มีประโยชน์หลงเหลืออยู่มากกว่าชาชนิดอื่น ๆ

"คนจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี๋ยน ไต้หวัน ฮ่องกง นิยมชาดำ
ส่วนคนจีนแถวเซียงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนสิน ซานตุง นิยมชาเขียว
ชาทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันตรงที่ ชาดำรสชาติจะขม เนื้อน้ำจะหนักเข้มข้น
ส่วนชาเขียวรสชาติจะหวานหอม เนื้อน้ำจะเบาบาง"


ความลับในชาเขียว

ในหนังสือเรื่อง ไขความลับธรรมชาติสู่สุขภาพที่ดีกว่า นาดีน เทย์เลอร์ (Nadine Taylor, Green Tea : The Natural Secret For A Healthier Life, Kensington Publishing (July, 1998)) กล่าวว่า ชาวจีนรู้เรื่องประโยชน์ทางยาของชาเขียวมาเป็นเวลานานอย่างน้อย 4,000 ปีมาแล้ว โดยใช้ชาเขียวในการรักษาตั้งแต่โรคปวดศรีษะไปจนถึงโรคซึมเศร้า มีการเก็บใบชาจากป่ามาปลูก และกระจายการปลูกไปตามแนวลุ่มน้ำแยงซีเกียง ตั้งแต่มณฑลเสฉวนถึงยูนนาน ต่อมาราว 1,500 ปีที่แล้ว ใบชาจากจีนคือ สินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเชียและกระจายไปถึงยุโรป จนทำให้การดื่มชาได้รับความนิยมไปทั่วโลก สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น คาดว่าได้รับอิทธิพลการดื่มชามาจากจีน ในราว ค.ศ.800 เมื่อพระที่ไปศึกษาพุทธศาสนาในจีน ได้นำใบชากลับญี่ปุ่นเพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มในการบำบัดอาการต่าง ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยม และมีความเชื่อว่า การดื่มชาจะทำให้อายุยืนยาว รักษาโรคได้มากมาย

ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นแล้วว่า ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลืองอมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดกว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอม เช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น โดยชาเขียวจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียวแบบจีนและชาเขียวแบบญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกะทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่ว

"เมื่อพูดถึงชาเขียว คนส่วนใหญ่จะนึกถึงญี่ปุ่น ส่วนชาดำ จะนึกถึงจีน
และชาแดงคือ อังกฤษหรือยุโรป"

ความลับของชาเขียวอยู่ที่ปริมาณสารแคเทชิน พอลิฟีนอล (Catechin Polyphenol) ซึ่งจากรายงานของทีมวิทยาศาสตร์จากศูนย์กลางการวิจัยโรคมะเร็ง ในบริติชโคลัมเบีย พบว่าสารแคเทชินในชา สามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ และรายงานการแพทย์ทั่วประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1982 และ 1987 ก็พบว่าในแถบจังหวัดมิซูโอกะ ซึ่งเป็นท้องถิ่นที่มีการดื่มชาเขียวกันมาก มีอัตราการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยด้วย

นอกจากนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคอร์ทิน ในเมืองเพิร์ธ และโรงพยาบาลโรคมะเร็งเจอเจียง ในเมืองหังโจวของจีน ยังศึกษาพบว่า ผู้ชายที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำทุกวัน จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง 2 ใน 3 และยิ่งดื่มมากและนานเท่าใด ความเสี่ยงก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับสารในกลุ่มพอลิฟีนอลที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งและมีอยู่ในชาเขียวถึงครึ่งหนึ่งก็คือ เอพิกัลโลแคเทชิน กัลแลต (Epigallocatechin Gallate หรือ EGCG) ซึ่งการที่ใบชาเขียวถูกนำมาอบไอน้ำ จะเป็นการป้องกันไม่ให้สารประกอบ EGCG เข้ารวมตัวกับออกซิเจน ซึ่งต่างกับใบชาอูหลงและชาดำ ที่เกิดจากการนำใบชาไปหมัก ซึ่งทำให้ EGCG ถูกเปลี่ยนเป็นสารประกอบชนิดอื่น ซึ่งแทบไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันหรือต่อสู้โรคใด ๆ เลย

EGCG เป็นสารต้านพิษ และยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วยการฆ่าเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี นอกจากนั้นยังช่วยลดระดับ LDL คลอเรสเตอรอล ในหลอดเลือด ช่วยในการขับสารพิษ และสารอนุมูลอิสระ และยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปกติของก้อนเลือด ซึ่งเป็นเหตุของอาการหัวใจวายและลมชักได้ (สารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันนี้ก็สามารถพบได้ในไวน์แดง ซึ่งมีสาร Resveratrol ที่เป็น Polyphenol ที่ลดอันตรายจากการสูบบุหรี่และรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ชาวฝรั่งเศสจึงไม่ค่อยเป็นโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดกัน)
ในการวิจัยเมื่อปี 1997 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคนซัส สรุปว่า EGCG นั้นแรงเท่า ๆ กับ Resveratrol ถึงเกือบ 2 เท่า ! ซึ่งเป็นการอธิบายว่าทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีอัตราการเสี่ยงของโรคหัวใจค่อนข้างต่ำ แม้ว่าชาวญี่ปุ่นกว่า 75% จะสูบบุหรี่ก็ตาม

นอกจากสรรพคุณต่าง ๆ จากสาร EGCG ข้างต้นแล้ว ชาเขียวยังให้สารอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyl) ซึ่งมีประโยชน์ต่อขบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และขับสารพิษตกค้างออกจากร่างกายของเรา และจะทำงานร่วมกับสาร EGCG ในการช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและลดความเสี่ยงจากอันตรายของสารพิษและอนุมูลอิสระ นอกจากนี้แทบไม่น่าเชื่อว่าในชาเขียวยังมีโปรตีน, กรดอะมิโน, เกลือแร่, วิตามินซี วิตามินบี และวิตามินอี ซึ่งถึงจะมีอยู่น้อย แต่ถ้าดื่มในปริมาณที่พอเหมาะก็จะช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารได้
และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1999 วารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาของนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเจนีวาในสวิสเซอร์แลนด์ ที่พบว่า ผู้ที่ดื่มทั้งสารสกัดคาเฟอีนและชาเขียว จะมีการเผาไหม้แคลอรีมากกว่าคนที่ดื่มสารสกัดคาเฟอีนอย่างเดียว นอกจากนั้นนักวิจัยจากศูนย์ทันตกรรมฟอร์ซีธในบอสตัน สหรัฐอเมริกา ยังได้แนะนำว่า การดื่มชาตอนเช้าช่วยในการป้องกันฟันผุได้ โดยถ้าแช่ถุงชาหรือใบชาไว้นาน 3 นาทีก่อนดื่ม ชาจะสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้ฟันผุได้ถึงร้อยละ 95

ปริมาณที่ควรดื่ม
ปริมาณการดื่มชานั้นมีการอ้างถึงสรรพคุณมากมายหลายประการ เป็นต้นว่า นิตยสาร Herbs for Health อ้างตัวอย่างรายงานจากญี่ปุ่นว่า คนที่ดื่มชาเขียว 10 ถ้วยต่อวัน จะปลอดโรคมะเร็งได้นานกว่าคนที่ดื่มชาเขียวน้อยกว่า 3 ถ้วยต่อวัน ถึง 3 ปี ส่วนมหาวิทยาลัย Cleveland's Western Reserve ในสหรัฐอเมริกา สรุปว่าการดื่มชาเขียว 4 ถ้วยหรือมากกว่านั้นจะช่วยป้องกันโรคปวดข้อ และนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นจากสถาบันวิจัยมะเร็ง Saitama พบว่าผู้หญิงที่มีประวัติดื่มชาเขียว 5 ถ้วยหรือมากกว่าต่อ 1 วัน การเกิดโรคมะเร็งเต้านมหรือการขยายตัวของโรคนั้นจะลดลง

"วิธีการชงชาเขียวเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีนั้น ควรใช้น้ำร้อนต้มเดือดที่อุณหภูมิประมาณ 70-80 องศาเซลล์ล์เซียส ใช้เวลาชงประมาณ 3-5 นาที"


ถึงแม้ว่าชาเขียวจะมีคุณอนันต์เพียงใดก็ตาม แต่โทษของมันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย เนื่องจากผลข้างเคียงของชาเขียวนั้น อาจจะมีบางคนเกิดอาการแพ้ เช่น หายใจติดขัด รู้สึกแน่นเหมือนมีอะไรติดคอ ริมผีปาก ลิ้น และใบหน้าบวม หรือเป็นลมพิษ ก็ควรหยุดบริโภคและไปพบแพทย์ทันที ส่วนผู้ที่ไม่ควรบริโภคชา หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค ได้แก่ เด็ก ๆ และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่เป็นโรคไต ไฮเปอร์ไทรอยด์ ผู้ที่กังวลง่ายหรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติหรือมีการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ หรือผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือด เนื่องจากในใบชาเขียวมีคาเฟอีน ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ การดูดซึมของร่างกายจะมีปัญหา ธาตุเหล็กน้อยลง ดังนั้นถ้าต้องการดื่มจริง ๆ ก็ควรดื่มชาที่สกัดคาเฟอีนออกแล้ว หรือหากไม่สามารถดื่มชาเขียวได้ ก็อาจบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ชาเขียวเป็นส่วนผสมแทน ซึ่งหากเราไม่ได้ดื่มชาเขียว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพแต่อย่างใด.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
naropakorn วันที่ : 03/03/2009 เวลา : 14.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naropakorn

ข้อมูลที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะผมที่ร้านอาหารมาเสริพชาทุกเช้า แต่ไม่ใช่ชาเขียวเป็นชาแดง คงต้องบอกให้เขาเปลี่ยนเป็นชาเขียว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน