• แว่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tanakarn.fluke@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-25
  • จำนวนเรื่อง : 36
  • จำนวนผู้ชม : 136835
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เล่าสู่กันฟัง
ขอบคุณครับที่แวะมาเยือน... พื้นที่ถ่ายทอด "มุมมองที่แตกต่าง" เพื่อเสริมสร้าง "วิถีทางธรรมาธิปไตย"... (เนื้อหาบางส่วนเผยแพร่ในนิตยสาร CMYK และจุลสารปัญญาภรณ์)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fluke
วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม 2550
Posted by แว่น , ผู้อ่าน : 16855 , 11:58:19 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ในชั้นที่ผมเรียน (ม.๕) มีงานในวิชางานธุรกิจให้เขียนบทความเรื่อง “ธุรกิจกับวิถีชีวิตของคนไทย” ซึ่งผมได้นำมาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วย เนื่องจากผมไม่ได้ลงบทความที่บล็อกนี้นานแล้วและก็ไม่มีเวลาเขียนใหม่ด้วย จึงอยากนำเสนอแนวคิดที่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ชาวโอเคเนชั่นดูครับ... ลองอ่านดูแล้วกันครับว่าบทความของผมเป็นอย่างไรบ้าง

 

“ธุรกิจ (Business)” ตามความคิดรวบยอด (concept) ที่ผมได้จากการเรียนวิชางานธุรกิจนั้นหมายถึง “การกระทำหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จัดทำขึ้นเพื่อหวังผลกำไร และต้องประกอบด้วยการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการ”. 

การดำเนินชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ปฐมวัยจวบจนปัจฉิมวัยหรือเริ่มตั้งแต่เกิดจนตายนั้น จะต้องเชื่อมโยงกับการจับจ่ายใช้สอยไม่ว่าจะในทางใดทางหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็คือปัจจัยพื้นฐาน อันได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ซึ่งต้องแสวงหามาด้วยการจับจ่ายใช้สอย. 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบันนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้ “เงินตรา” ได้ เนื่องด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือที่ “สมานฉันท์” กันเรียกว่าเป็น “ความเจริญรุ่งเรือง” นั้น ได้ทำให้ปัจจัยในการแลกเปลี่ยนสิ่งของในมนุษย์โดยปรกติเป็น “เงินตรา”.  

ส่วนพฤติกรรม “ยื่นหมูยื่นแมว” หรือ“หมูไปไก่มา” อย่างที่เคยใช้ในอดีตกาลนั้น เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนครั้งคราว เพราะเราคง (แทบจะ) ไม่สามารถเดินถือขวดเปล่าหรือหนังสือพิมพ์เก่า ซึ่งที่ว่าเป็นของมีค่า (ปริวรรตเป็นเงินได้) ไปเดินแลกหมูเห็ดเป็ดไก่ในตลาด เพราะสิ่งที่แม่ค้าพ่อค้าต้องการก็คือ “เงิน” ถ้าไม่เชื่อก็ต้องลองดูครับ. (แต่ผู้เขียนขอเตือนให้ระวังมีดปังตอด้วยนะครับ...J) 

ที่อรรถาธิบายมาเสียยืดยาวนี้เพราะผมพยายามทำให้ท่านผู้อ่าน “สมานฉันท์” กันว่า “เงินตรา” เป็นสิ่งจำเป็น และจากนี้ไปผมจะขอเชื่อมโยงเรื่องความสำคัญของ “เงินตรา” เข้าสู่ประเด็น “ธุรกิจกับวิถีชีวิตของคนไทย” เพื่อจะได้เข้าเรื่องของเรา (สักที). 

จากที่กล่าวไปแล้วว่าชีวิตประจำวันต้องมีการจับจ่ายใช้สอย และการจับจ่ายใช้สอยก็จำเป็นต้องใช้เงินตรา คำถามต่อไปก็คือว่า “แล้วเงินตรามายังไง คำตอบที่ดีที่สุด (ในสายตาผม)  ก็คือ เงินตราก็ต้องได้มาจากการทำงาน. 

การทำงานในทรรศนะของผมมีสองลักษณะใหญ่ๆ ก็คือ การรับราชการ และการทำธุรกิจ สำหรับการรับราชการนี้ผมไม่ขอกล่าวถึงเนื่องจากไม่ได้เกี่ยวกับชื่อเรื่อง มิฉะนั้นผู้อ่านจะว่าเอาได้ว่าผม “นอกเรื่อง”. (แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะผมไม่มีปัญญาจะเขียนก็ได้ ฮิๆๆ) 

ฉะนั้นการทำงานที่จะได้เงินตรานั้นส่วนหนึ่งก็ต้องมีการทำธุรกิจ เพราะโดยจุดหมายหลักของการทำธุรกิจ ก็คือ “หวังผลกำไร” ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาผมจึงสามารถอ้างได้ (โดยไม่ต้องยึดหลักสมานฉันท์เพื่อประเทศชาติหรือ ๑๙ ล้านเสียง แต่อย่างใด) ว่า “ธุรกิจจำเป็นต่อมนุษย์”. 

สรุปแล้วก็คือมนุษย์จำเป็นต้องจับจ่ายใช้สอย การจับจ่ายใช้สอยจำเป็นต้องใช้เงิน และเงินมาจากการทำธุรกิจ ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า “ธุรกิจจำเป็นต่อมนุษย์” ดังแผนภาพ  

 

มาถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจมองว่าผมยังมิได้ตอบโจทย์ซึ่งเป็นหัวข้อเรื่องที่ผมยกมาก็คือ “ธุรกิจกับวิถีชีวิตของคนไทย” แต่ผมกลับคิดว่าผมได้อธิบายโดยพิสดารไปแล้วว่า “ธุรกิจจำเป็นต่อมนุษย์” ซึ่งมันสามารถตอบโจทย์ที่ว่า “ธุรกิจสำคัญกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างไร ทั้งยังสามารถตอบโจทย์ที่กว้างออกไปได้อีกว่า “ธุรกิจสำคัญกับวิถีชีวิตของคนทั้งโลกอย่างไร ได้อีกด้วย.

เพราะคงไม่มีใครกล้าเถียงผมได้ว่า “คนไทยไม่ใช่มนุษย์ (คน)” ก็ในเมื่อคนไทยเป็นมนุษย์ และธุรกิจก็สำคัญต่อมนุษย์ แม้ไม่ต้องใช้สมบัติการถ่ายทอดทางเหตุผล (ซึ่งไม่รู้มีจริงหรือเปล่า)  ผมก็ขอสรุปว่า “ธุรกิจมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทย”.

ตามความเห็นของผม (อีกแล้ว) ผมคิดว่าการอธิบายความที่ดีไม่จำเป็นต้องยืดเยื้อยืดยาว เพราะความยาวของงานเขียนมิได้บ่งบอกความเข้าใจของผู้เขียน หากแต่การอธิบายที่ดีขึ้นอยู่กับ “ข้อมูล” และ “การเชื่อมโยงเหตุผล”… จะเห็นได้ว่าในบทความนี้ไม่มีข้อความใดเลยที่ได้อธิบายว่า “ธุรกิจกับวิถีชีวิตของคนไทยสัมพันธ์กันอย่างไร แต่ถ้าอ่านดูให้ดีแล้ว ผมได้แฝงเหตุและผลไว้เรียบร้อยแล้ว นี่แหละครับที่เรียกกันว่า “การตีความระหว่างบรรทัด”... สวัสดีครับ 

๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๐




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน