• แว่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tanakarn.fluke@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-25
  • จำนวนเรื่อง : 36
  • จำนวนผู้ชม : 136835
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เล่าสู่กันฟัง
ขอบคุณครับที่แวะมาเยือน... พื้นที่ถ่ายทอด "มุมมองที่แตกต่าง" เพื่อเสริมสร้าง "วิถีทางธรรมาธิปไตย"... (เนื้อหาบางส่วนเผยแพร่ในนิตยสาร CMYK และจุลสารปัญญาภรณ์)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/fluke
วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม 2550
Posted by แว่น , ผู้อ่าน : 13339 , 12:17:38 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทความนี้เป็นงานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำในวิชาเศรษฐศาสตร์ (ชั้น ม.๕) ตอนแรกผมกะจะเขียนเล็ก ๆน้อยๆ พอส่งๆ ไป แต่พอวิญญาณคนปากมากเข้าสิงก็เลยลื่นไหลมาจนถึงหน้ากว่าๆ… ด้วยแนวคิดในบทความนี้เป็นแนวคิดที่แปลกประหลาด ผมจึงอยากนำมาเสนอให้ทุกท่านได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน... ลองอ่านดูแล้วกันครับว่าเป็นอย่างไร

 

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป (ในหมู่ผู้สนใจข่าวการเมือง) ว่าอีกไม่นานก็จะถึงวันเลือกตั้งซึ่งจะชี้ชะตาประเทศไทย แต่กระแสบางอย่างซึ่งนักวิชาการพร้อมใจกันออกมา “สร้าง” อยู่ทุกวันนั้นกลับทำให้ผมยิ่งรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของประเทศของเรา... ไม่ว่าจะเป็นกระแสการจัดตั้งรัฐบาลผสม รัฐบาลอายุสั้น การจับขั้วของพรรค “เสียบเพื่อชาติ” รวมทั้งการคาดการณ์ถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายอำนาจเก่า เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความรุนแรงจนอาจนำไปสู่ “ความหายนะ”... แม้กระทั่ง “หมอดูฟันธง” ยังออกมา “ฟัน” ว่าจะเกิดการนองเลือด (สงสัยเหมือนกันว่าจะเป็นเลือดใครที่นองระหว่าง “เลือดประชาชน” หรือ “เลือดหมอดู” ฮา)... อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งซึ่งกำลังเป็นปัญหาไม่แพ้กันและผมจะนำมากล่าว ณ ที่นี้ก็คือ “ภาวะเศรษฐกิจ” ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยหรือเศรษฐกิจโลก.

ภาวะเศรษฐกิจซึ่งผมจะกล่าวถึงนั้น ผมขอหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์แสงทางเศรษฐศาสตร์ เพราะ “ยิ่งใช้มาก ยิ่งเมา (ความ)”... นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้ไม่น่าจะพัฒนาไปได้มาก ซึ่งผมพยายามศึกษาและสรุปสาเหตุหลักๆ ได้ดังนี้

๑. เสถียรภาพทางการเมือง สาเหตุนี้มาจากปัญหาทางการเมืองที่สะสมมาตั้งแต่สมัยนักธุรกิจครองเมือง (ทุนนิยมกระเดื่องทั่วแผ่นดิน) จนมาถึงรัฐบาลฤๅษีเลี้ยงเต่า (ปู่โสมเฝ้าเก้าอี้ฯ)... ถึงตอนนี้กระแส “ทักษิณออกไป” กับ “ทักษิณจู้จู้ (สู้สู้)” ก็ยังคงกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งอันนำไปสู่ลักษณะ “ไก่ในเข่ง” ตามคำของหมอประเวศ... สำหรับปัญหานี้มีทางแก้ทางเดียวคือ “ตายแล้วเกิดใหม่”. 

๒. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกส่งผลต่อการลงทุน โดยวิสัยของมนุษย์แล้วมักจะตื่นเต้นไปตามกระแส ทำให้ทฤษฎี “ผีเสื้อกระพือปีก” ยังคงพิสูจน์ได้เสมอ เรื่องเหล่านี้เป็นของธรรมดาตามกฎไตรลักษณ์ ฉะนั้นเราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพียงแต่ทางออกที่ดีที่สุด คือ การรับมือกับกระแสอย่างชาญฉลาด ผมเชื่อว่าประเทศไทยคงจะไม่ขาดแคลนนักเศรษฐศาสตร์ที่มี “ปัญญา” มากพอที่จะหาทางแก้ไข มิใช่เพียงเข้าไปนั่งเสนอหน้าเป็นรัฐมนตรีแล้ว “เต๊ะจุ๊ย” บริหาร “ธุรกิจประเทศไทย” ด้วยอัตตา. 

๓. ความผันผวนของค่าเงิน สิ่งเหล่านี้ผมเข้าใจว่าเป็นธรรมดาสำหรับเศรษฐกิจเพราะการเปลี่ยนแปลงค่าเงินนั้นเป็นไปได้ทุกวันทุกเวลา แต่ในปัจจุบันที่ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โต ก็เพราะมีผลกระทบไปถึงการขึ้นราคาสินค้าอย่างรวดเร็วทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว... ผู้รู้บางท่านบอกว่าอีกไม่นานค่าเงินก็จะอ่อนตัวลงตามการแทรกแซงของเจ้าพ่อนักลงทุนชาวต่างชาติที่มีอำนาจเงินอยู่ในมือแล้วรู้สึกสนุกสนานกับการ “เล่นค่าเงิน” สุดท้ายแล้วเมื่อไอ้บ้าพวกนี้เบื่อที่จะ “เล่น” กับเรา เขาก็คงจะไป “เล่น” ที่อื่นแทน. 

ปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาชาติ ดังนั้นเราจึงควรร่วมกันหาทางออก แง่มุมหนึ่งที่ผมขอเสนอก็คือการใช้ความรู้เบื้องต้นทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามแนวคิดที่เสนอนี้อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากคนทั่วไป เพราะมันเป็น “ปัจเจกทรรศนะ”... ผมไม่ได้คิดจะนำความรู้ที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น การเงิน การคลัง การธนาคาร กลไกราคา มาอธิบายยืดยาวเพื่อแสดงความโง่เขลาเบาปัญญาในวิชาเศรษฐศาสตร์ของตัวผมเอง แต่ผมขอนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วย “ความหมายของเศรษฐศาสตร์” เท่านั้น.  

เป็นที่ทราบกัน (อีกแล้ว) ว่า เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด (limited resource) ให้เกิดประสิทธิภาพภายใต้เงื่อนไขความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์ (unlimited want)... และความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์อันนี้แหละครับที่ผมคิดว่าเป็น “ต้นเหตุปัญหาเศรษฐกิจของมวลมนุษยชาติ”.  

ฉะนั้นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด (สำหรับผม) ก็คือการลดความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “รู้จักพอ” นั่นเองครับ เพราะอย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าปัญหาเศรษฐกิจทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากพฤติกรรมหรือ “สันดาน” ของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ปัญหาราคาน้ำมันก็มาจากการใช้อย่างไร้หัวคิดในอดีต เวลาราคายังถูกอยู่ก็ใช้อย่างไม่เห็นคุณค่า สุดท้ายทรัพยากรก็ร่อยหรอมันก็ทำให้ราคาสูงขึ้นเป็นธรรมดา.  

อาจจะมีคนถามต่อไปว่า “มีเท่าไรถึงจะพอ” คำถามนี้ถ้าเป็นแต่ก่อนผมก็จะตอบปริมาณเงินที่เห็นว่ามากพอสมควรไป แต่ ณ ปัจจุบันที่ผมเริ่มมีความคิดใหม่ผมก็จะขอตอบว่า “มีเท่าไรก็พอ ตราบเท่าที่เราอยากจะพอ” หมายความว่า มีห้าบาทก็พอได้ ถ้ารู้จักวางแผนที่จะซื้อ มีร้อยล้านก็พอถ้ารู้จัก “อิ่ม” (ดูตัวอย่างคนไม่รู้จักอิ่มได้จากท่านอดีตนายกฯ) ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า “เมื่อเราไม่รู้จักพอก็จะเกิดความต้องการที่ไม่จำกัด (unlimited want)”.  

สำหรับผมและเราๆ ท่านๆ ที่ไม่สันทัดในเรื่องเศรษฐกิจก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจลึกซึ้งก็ได้ (ขอย้ำว่าไม่ต้องลึกซึ้งไม่ใช่ไม่ต้องศึกษา) เพียงแต่เข้าใจความหมายของเศรษฐศาสตร์ และเล็งเห็นถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาทั้งมวล แล้วแก้ไขด้วยการ “รู้จักพอ” เพียงเท่านี้คุณก็จะทุเลาจากโรคร้ายที่ชื่อว่า “อยากไม่รู้จบ” อย่างรวดเร็วครับ.            

และนี่ก็คือการนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ (ที่แสนจะเบื้องต้น) มาใช้ในการพัฒนาประเทศชาติ บางครั้งเรารู้มากแต่กลับมองไม่เห็นเรื่องง่ายๆ แม้ว่าสิ่งที่ผมเสนอจะเป็นทางออกที่ดูง่าย แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องในอุดมคติซึ่งทำได้ยากมาก เพราะสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดของมนุษย์ (ยากยิ่งกว่าการเลือกนักการเมืองดีๆ อีกนะครับ ฮิๆๆๆ).  

เอาเถอะครับ แม้บทความนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนความคิดหรือสันดานของมนุษย์ได้ แต่อย่างน้อยผมคนหนึ่งแหละครับที่จะปรับความคิดใหม่ให้รู้เท่าทันความต้องการที่ไม่จำกัดที่ผมมีอยู่ เพราะผมยังเชื่อในทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีกว่าแม้ผมจะเปลี่ยนสันดานของผมคนเดียว แต่มันก็คงจะเกิดกระแสอะไรบางอย่างที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย (และคงจะมากกว่าพวกหน้าด้านที่จะกลับมานั่งหน้าสลอนในสภาด้วย)... สุดท้ายขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า “เรามีเท่าไรก็พอได้ ตราบเท่าที่เราอยากจะพอ” แล้วเราจะ “พอ” เพื่อพัฒนาชาติกันไม่ได้เชียวหรือ นี่แหละครับ “เศรษฐศาสตร์กับการพัฒนาชาติไทย” ในมุมมองของผม และขอย้ำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตายจากกันว่านี่คือความคิดเห็นของผมล้วนๆ ครับ... สวัสดีครับ   

๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แว่น วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fluke
เล่าสู่กันฟัง... มุมมองที่แตกต่าง บนวิถีทางธรรมาธิปไตย...

สวัสดีปีใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปรยา วันที่ : 28/12/2007 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preedatower

สวัสดีครับ
ขอให้สุข และมีสุขภาพแข็งแรง
ตลอดปีใหม่ 2551 นี้ครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล (ผู้ทุพพลภาพมืออาชีพ)

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
วิฬาเถื่อน วันที่ : 28/12/2007 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preeeecha
อัศจรรย์ใจไผ่ ณ ชายทุ่ง ; คมวาบของความคิด : กลุ่มเขียนข้าว

แวะมาทักทายครับ สวัสดี ปีใหม่ ขอให้สุข
หมดสิ้นทุกข์ กายจิต มิผิดผัน
อายุมั่น ขวัญยืน สี่หมื่นวัน
มีผิวพรรณ ผ่องนวล เย้ายวนชม



ปรารถนา เงินทอง กองท่วมฟ้า
ทำการค้า ร่ำรวย ไปสวยสม
มียศศักดิ์ รักใคร ใคร่ภิรมย์
ขอให้กลม เกลียวกัน และมั่นคง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Supawan วันที่ : 18/12/2007 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีวันอังคารค่ะ ...

ขอบคุณ .. สำหรับบทความ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ต้อง วันที่ : 18/12/2007 เวลา : 12.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/justthinking
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมกันได้ทาง message นะครับ "Don't try to be nice,be yourself!"

ไม่ทราบว่าอายุมากกว่ารึป่าวนะครับ แต่ขอเรียกว่าพี่ละกัน
คือ เรื่อง ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย ผมว่าในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ มันไม่ใช่แค่นั้นนะครับ อย่างเรื่องเสถียรภาพการเมือง มันไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างทักษิณ กับไม่เอาทักษิณ แต่มันยังต้องมองไปถึงการออกนโยบายดำเนินนโยบาย ซึ่งมีความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มอำนาจต่างๆอยู่มาก ส่วนอีกสองเรื่อง ผมว่ามันก็คือปัจจัยจากต่างประเทศเหมือนๆกัน เพราะค่าเงินที่แข็งไม่ใช่เรื่องเก็งกำไรอย่างเดียวหรอกครับ ถ้าพี่ลองใช้กรอบวิเคราะห์ที่กว้างกว่านี้เป็นรูปเป็นร่างก็จะมองเห็นภาพได้มากขึ้น ไม่ควรมองแค่ปัจจัยที่มีข่าวเสนอมาเท่านั้น
ส่วนเรื่อง การลดความต้องการ นี่มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ หรือจริงๆแล้วมันไม่ใช่แนวทางที่แท้จริงหรอก ก็อย่างที่พี่เขียนว่าความต้องการไม่จำกัด ผมว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ใช่การลดความต้องการหรอกนะครับ แต่เป็นการบริหารเพื่อความยั่งยืนต่างหาก เพื่ออรรถประโยชน์สูงสุด หรือว่าเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์ที่มองข้ามเวลา
แต่อย่างไรก็เริ่มรู้จักพอ ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน