*/
  • น้องอร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-24
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 106527
  • จำนวนผู้โหวต : 34
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
<< ธันวาคม 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 24 ธันวาคม 2553
Posted by น้องอร , ผู้อ่าน : 1463 , 15:37:40 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

   ปรัชญาของโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตที่ฉันได้ยินบ่อยๆ จากอาจารย์เสรี พงศ์พิศ (ผอ.มูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน-สถานที่ที่ฉันทำงานอยู่ปัจจุบันนี้) คือ คนที่เรียนมหาวิทยาลัยชีวิต  เรียนแล้วชีวิตต้องดีขึ้น เรียนแล้วต้องช่วยตัวเองได้ ช่วยคนอื่นได้ และที่สำคัญต้องสามารถอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเองได้
   ถ้าไม่ได้มารู้ มาเห็น มาสัมผัสด้วยตัวเอง ฉันก็คงยังไม่เข้าใจว่า แค่การเรียนในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต จะสามารถทำให้ชีวิตของหลายๆ คนเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ

   แต่จากการลงพื้นที่ไปทั่วทุกภาคที่เป็นเครือข่ายของโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ฉันได้พบกับนักศึกษาหลายคนที่เรียนแล้วนำความรู้ไปใช้จนประสบความสำเร็จในชีวิต บางคนเลิกเหล้าได้เด็ดขาด ทำให้ครอบครัวกลับมาอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง บางคนพัฒนาอาชีพเกษตรกรของตนเอง ผลิตปุ๋ยใช้เอง ผลิตของใช้ในครัวเรือนเองโดยไม่ต้องไปหาซื้อที่ตลาดเหมือนแต่ก่อน เป็นการลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้ บางคนรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ทำวิสาหกิจชุมชน สำหรับคนที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เขาเรียนแล้วสามารถทำความใฝ่ฝันของตนเองให้เป็นจริงได้ นั่นคือ เป็นเจ้าของผืนนา 13 ไร่ได้อย่างภาคภูมิใจ
   "จรัญ เทพพิทักษ์" อดีตนักศึกษาปริญญาตรีของศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต จ.สุรินทร์ เล่าประวัติของตนเองให้ฟังว่า เขาเคยเป็นลูกจ้าง เข้ามาทำงานอยู่ในกรุงเทพกว่า 20 ปี แต่เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ต้องตกงาน เมื่อไม่มีงานทำ ชีวิตก็เหมือนไม่มีค่า ไม่มีอะไรดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปทำมาหากินที่บ้าน อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์  พร้อมกับสร้อยคอทองคำหนึ่งเส้น น้ำหนัก 1 บาท ของภรรยา ซึ่งนั่นคือสมบัติมีค่าชิ้นสุดท้ายที่พอจะมีเหลือติดตัวในเวลานั้น 

    เขานำมันไปขาย ได้เงินมาเพียง 8,000 บาท เขาได้นำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนซื้อรถเข็น เก้าอี้ หม้อ ไห จาน ชาม ฯลฯ เพื่อมาขาย "ส้มตำ" อาหารอีสานที่พวกเราคุ้นเคยกันดี  แต่การค้าขายก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เขาต้องพบกับอุปสรรคหลายอย่าง บ่อยครั้งที่โดนเจ้าของร้านที่นำรถเข็นไปจอดขายไล่เอา หาว่าเกะกะบ้าง สกปรกบ้าง กีดขวางทางบ้าง  แต่เขาก็ทนสู้ขายส้มตำอยู่อย่างนี้ หลายปีผ่านไปชีวิตของเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาอ้าปากได้เลย
   ในที่สุดเขาก็มีสถานที่ตั้งรถเข็นขายเป็นหลักแหล่งที่เทศบาลจัดไว้ให้ จึงได้คิดทำพวกกับข้าวที่เป็นอาหารอีสานมาขายในตอนเช้าด้วย เพื่อหวังที่จะมีรายได้เพิ่ม เป็นเพราะการค้าขายนี่เองทำให้เขาได้กำไรชีวิตอย่างหนึ่งคือ ได้รู้จักผู้คนมากมายที่มาอุดหนุนเป็นลูกค้าประจำบ่อยๆ และหนึ่งในลูกค้านั้น ได้ชักชวนให้เขามาลองเรียนในโครงการ “มหาวิทยาลัยชีวิต” ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของเขา
   จรัญเล่าให้ฟังต่อว่า เมื่อได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยชีวิต และได้ฟังอาจารย์เสรี พงศ์พิศ บรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เขาจับใจความจากคำพูดของอาจารย์เสรีได้ว่า “ชีวิตของคนเรา ถ้าปล่อยไป มันก็จะไปตามลม คือ ใครลากไปไหนก็ไป”
   จากคำพูดนี้ทำให้เขาเก็บมาคิด และเมื่อได้เรียนวิชา “การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน” ของ อาจารย์สุรเชษฐ  เวชชพิทักษ์ ที่จะต้องให้นักศึกษาทุกคน ทำโครงงาน 1 อย่าง เพื่อพัฒนาตนเอง เขาจึงได้คิดทำโครงงาน “ออมเงิน” ส่งอาจารย์
   ระยะแรกๆ เขาทำไปเพียงเพื่อหวังจะได้คะแนน ให้สอบผ่านวิชานี้ไปเท่านั้น แต่เมื่อได้ทำไปซักระยะหนึ่ง เขาก็ได้รู้หลักการออมเงิน ได้ทำแบบฝึกหัด ได้อ่านหนังสือเรียนที่แจกให้กับนักศึกษา ได้ดูวีซีดีประกอบการเรียนการสอน 

    จนเมื่อเวลาผ่านไป.....เขาเปิดดูสมุดบัญชีที่เก็บออมเงินตามโครงงานที่ทำ ปรากฎว่า มีตัวเลขในบัญชีค่อนข้างมาก เรียกว่าเป็นเงินก้อนแรกที่เก็บได้เยอะขนาดนี้  เขาจึงมาคิดได้ว่า จากการที่ต้องออมเงินเพื่อทำโครงงานส่งอาจารย์ ทำให้เขาเลิกดื่มเหล้ากับเพื่อน เลิกเที่ยวเตร่ เพื่อจะได้มีเงินเก็บไปฝากธนาคาร เป็นสาเหตุทำให้เขามีเงินเก็บออมได้มากจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง  ทำให้เขาเริ่มมีกำลังใจในชีวิตมากขึ้นเมื่อเห็นจำนวนเงินก้อนโตในสมุดบัญชีจากความสามารถของเขาเอง 
   ในการเรียนวิชาเกษตรกรรมยั่งยืน ทำให้เขาได้มีโอกาสไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ ไปพบกับปราชญ์ชาวบ้านหลายท่าน เช่น พ่อคำเดื่อง ภาษี, ครูบาสุทธินันท์, พ่อผาย สร้อยสระกลาง, พ่อสมศรี ทองหล่อ ซึ่งทุกท่านต่างก็ให้บรรทัดฐานเดียวกันคือ “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน” ซึ่งก็สอดคล้องกับที่เขากำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชีวิต
   ความฝันของจรัญคือ อยากจะมีที่นาเป็นของตนเอง แต่เนื่องจากก่อนนั้น เขาไม่เคยมีเงินเก็บเลย ทำมาหากินไปวันๆ อย่างไม่มีจุดหมาย เมื่อได้เรียน ได้ทำโครงงานออมเงิน ทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น เลิกดื่มเหล้า เลิกเที่ยวเตร่ จากการเก็บออมเงินได้วันละ 250 บาทตามแผนในโครงงาน เขาก็เพิ่มเป็นเก็บวันละ 750 บาท ไม่นานนัก ก็เริ่มมีเงินก้อนโต ความฝันที่จะมีที่นาเป็นของตนเองจึงไม่ไกลเกินเอื้อม และจากความช่วยเหลือของญาติพี่น้อง ที่ช่วยกันต่อรองราคาจากเจ้าของที่ และจากความกรุณาของเจ้าของที่ที่เห็นความมุ่งมั่นในตัวของจรัญ ในที่สุดเขาก็สามารถเป็นเจ้าของที่นา 13 ไร่ ได้สำเร็จสมความตั้งใจ

    ทุกวันนี้เขายังขยันทำมาหากิน ขายกับข้าวอยู่ที่ตลาดเทศบาลเหมือนเดิม และเขายังได้วางแผนแล้วว่าจะใช้ประโยชน์อะไรบ้างจากที่นาผืนนี้ ผืนนาที่เขาได้เป็นเจ้าของอย่างเต็มภาคภูมิ  ทุกวันนี้เขาได้สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตปริญญาตรี ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรไปแล้วด้วยความภาคภูมิใจ แต่นอกเหนือจากปริญญาบัตรใบนี้ เขายังได้รับปริญญาอีกใบหนึ่ง ที่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้ง่าย ๆ นั่นคือ “ปริญญาชีวิต”

อรวัต เสนะวัต

(ลงวารสารครอบครัวพอเพียง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

และจดหมายข่าว ม.ชีวิต ปีที่ 1 ฉบับที่ 13 ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2553)


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน