• แก้มหอม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : saiyae@thaimail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-29
  • จำนวนเรื่อง : 152
  • จำนวนผู้ชม : 163117
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
แก้มหอมหอม
ชีวิตใช่อื่นใด เป็นเพียงตัวละครที่ท่องไปในชะตากรรมอันโดดเดี่ยว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/gamhom
วันเสาร์ ที่ 12 ธันวาคม 2552
Posted by แก้มหอม , ผู้อ่าน : 1195 , 11:53:28 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สิกบก…ส้าเดิ๊ก

 

พวกเราพากันล้อไอ้ชัยว่า

“ไอ้ชัยหม้อนาฮก    ”

แล้วเราก็หัวเราะชอบใจ  วิ่งรอบ ๆ ตัวมัน   ชัยหน้าแดง เหงื่อออก มองพวกเราอย่างเคียดแค้น  ตาแดงก่ำ  กำมือแน่น  พยายามข่มกลั้นใจตัวเองเต็มที่  พวกเราสามคนที่วิ่งรอบตัวมันนั้น  หารู้ไม่ว่า  ถ้ามันกลั้นใจตัวเองไม่อยู่แล้ว  หน้าของเราบางคนอาจจะบวมปูด

“จ-ว-ย-บะ”

มันตะโกนได้แค่นั้น  มันก็วิ่งหนีพวกเราไป  เรามองตากันแล้วก็หัวเราะ  พากันถือกระเป๋านักเรียนเดินร้องเพลงไปตามทาง  ข้างหน้าเห็นชัยวิ่งไปด้วยความเร็วจี๋  ไม่หันมามองทางเราเลย

 

“ฮู้ก่อ  ลักของวัดมันบาป  จะตกหม้อนาฮก”

“หม้อนาฮกอะหยังกะจ่าง  กูบ่าสน”

“เอ้อ...แล้วแต่คิงเต๊อะ”

“คิงบ่าเอาตวยฮาคิงก่อจะไปปาก”

ว่าแล้วชัยมันก็ย่องไปขโมยไข่เป็ดจากรังสามฟอง   มันได้ไข่เป็ดแล้วมันก็เอามาใส่กระเป๋าย่าม  พวกเราเดินออกมาจากกำแพงวัดแล้ว  ก่อนที่ชัยมันจะมุดหัวออกมา  พระรูปหนึ่งก็ดึงมันไว้  

“อะหยังละอ่อน”

ชัยละล่ำละลักตอบ

“บ่อมีอะหยังครับตุ๊ปี้”

พระรูปนั้นยังยึดร่างชัยไว้แน่น  เราสามคนถอยห่างออกมาจากกำแพงวัดให้ห่างมากที่สุด  กลัวพระจะเข้าใจว่าเรามีส่วนรู้เห็น  

“บ่ามีได้จะใด  นี้โล๊ะ”

พระว่าแล้วก็ล้วงเอาไข่เป็ดออกมาจากย่ามใส่หนังสือเรียนของชัย   ชัยหน้าซีด  น้ำตาใกล้จะไหล  ภาษาบ้านผมเรียกว่า  “หน้าบี่” ทำอะไรไม่ถูก  ตัวอ่อนมืออ่อนอยู่ช่องกำแพง   โดยมีมือเหล็กจับหลังไว้  

“เอาไปไว้ตี่เก่า  แล้วตุ๊ปี้จะบ่าเอาผิด”

เหมือนสวรรค์โปรดชัย  มันรีบคลานถอยหลัง  กลัวว่าหลวงพี่จะเปลี่ยนใจเอาผิดกับมัน  รับเอาไข่สามฟองนั้นไปวางที่เดิมของมันแล้วก็ยกมือไหว้หลวงพี่ด้วยความดีใจ

“จะไปยะอีกเน้อ  ระวังตกหม้อนาฮก”

“ครับ....ผมจะบ่ายะอีกแล้วครับ”

มันไหว้หลวงพี่ปะหลก ๆๆแล้วก็รีบวิ่งมาให้ทันเรา  หน้าตามันยากจะบรรยาย

 

ผมรู้จักหลวงพี่รูปนั้นภายหลังว่า  “ตุ้ซิ่ง” หรือหลวงพี่ซิ่ง  ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ท่าน  ชื่อจริงของท่านจะมีว่าอย่างไร  ผมไม่รู้ 

 ไอ้ชัยมันก็เรียกท่านว่าอย่างนั้น  ชัยมันมาเป็นเด็กวัด  หรือที่ภาษาบ้านผมเรียกกันว่า  “ขะโยม”  หลังจากนั้นไม่นาน   มันคงติดใจที่หลวงพี่ใจดีไม่ทำอะไรมันหรือบางทีมันอาจสำนึกผิดที่ได้ทำลงไป  อยากจะไถ่บาปจึงขอมาเป็นเด็กวัด

พวกเราหลายคนใฝ่ฝันที่จะเป็นขะโยม  มันเท่ดี  ความรู้สึกของเด็กบ้านนอกอย่างพวกผม  การอยู่วัดทำให้ได้กินของอร่อย ๆ  โดยเฉพาะวัดที่เพื่อนของผมอยู่  เป็นวัดที่มีชื่อเสียง วันพระมีคนมาทำบุญเต็มโบสถ์เต็มวิหาร   กับข้าวเหลือจนกินไม่หมด  ไอ้ชัยมันบอกว่า

“กับข้าวเหลือเบอะเหลือเบ๋อ”

  มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวทุกวัน  เมื่อก่อนหลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านเลี้ยงสัตว์ไว้หลังวัดด้วย  ดึงดูดนักท่องเที่ยวดีนัก  โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆอย่างพวกผม

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ผมจึงขลุกอยู่กับเด็กวัดพวกนี้  บางทีก็กินนอนกับพวกมัน  ไอ้ชัยจบปอหกแล้วแต่ไม่เรียนต่อ พ่อมันให้บวช   หลวงพ่อท่านให้เป็นขะโยมก่อนสักสองสามเดือน  พอใกล้เข้าพรรษาค่อยบวช    

ตอนเย็นพวกเราเล่นซ้อมมวยกัน  พระเณรบางรูปก็มาเล่นซ้อมมวยกับเรา  บางทีก็เตะตะกร้อ  เล่นฟุตบอลไปตามเรื่องตามราว  เณรบางรูปอายุก็ยังไม่มาก  วัยไล่เลี่ยกัน เคยเรียนหนังสือด้วยกันมา อายุสิบสี่สิบห้าปี  ถ้าไม่มีผ้าเหลืองแล้ว  เป็นคนบ้านก็เรียกกันว่า“ฮา –คิง” ไปแล้ว  ติดแต่ว่ามีผ้าเหลืองเท่านั้น

แต่ลับหลังเราก็เรียกเณรอดีตเพื่อนอย่างสนิทสนมว่า

“เณรบ่า...”  ตามด้วยชื่อเณรคนนั้น

ตุ๊ซิ่งท่านเป็นเพื่อนกับพี่ชายของผม   เคยเรียนมัธยมมาด้วยกัน  ไม่รู้ทำไมท่านถึงบวช  อาจจะเป็นเพราะว่าท่านอยากบวช  แต่คนมักสงสัยกันอย่างนั้นว่าท่านบวชทำไม  ท่านยังหนุ่มแน่น  อายุยี่สิบกว่า  เกณฑ์ทหารเสร็จปั๊บท่านก็บวช  ได้สามพรรษาแล้ว 

 

เข้าพรรษานั้นชัยก็บวช  ผมอิจฉามัน  เอ๊ยท่าน...

ที่ว่าอิจฉาก็เนื่องจาก  พอชัยบวชแล้วหลวงพ่อก็จัดกุฏิให้หนึ่งหลัง  มันเป็นเหมือนบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ผมเคยฝันอยากจะมี  เด็ก ๆ ก็คงเคยฝันอยากจะมีบ้านหลังเล็ก ๆแบบนั้นกันทุกคน  บ้านส่วนตัวที่มีห้องน้ำส่วนตัว  มีห้องเล็ก ๆห้องเดียว  มีเตียง  มีหน้าต่างรอบห้อง  เหมือนกับรีสอร์ท ส่วนตัวอย่างไงอย่างงั้น

ผมบอกเณรชัยว่าอิจฉา  เณรว่า

“คิงไค่ได้...คิงยังบ่าบวช”

“อี่ป่อบ่าหื้อบวชอ่าเณร...”

“อั้นก่ามาอยู่ตวยกันก่าได้   แต่นอนตังลุ่มหนา”

เณรชัยชวนผมมาอยู่ด้วย  มาเป็นขะโยมให้เณร   ความจริงผมมารู้ทีหลังว่า  เณรชัยกลัวผีจึงชวนผมมาอยู่ด้วย  เลิกเรียนกลับบ้าน  ทำงานบ้านที่ได้รับมอบหมาย  เช่นตักน้ำใส่โอ่ง  รดน้ำผัก  ถูบ้าน  กินข้าวกินปลาอาบน้ำอาบหนองเสร็จแล้วผมก็จะขออนุญาตแม่มานอนเป็นเพื่อนเณร

ผมนอนข้างล่างปลายเท้าเณรชัยนั่นเอง 

 

วันหนึ่งเลิกเรียนผมปั่นจักรยานจากโรงเรียนมาแวะที่วัดก่อน  เผื่อเณรชัยต้องการอะไรจะได้ไปบอกทางบ้าน   อากาศค่อนข้างหนาว   คืนนั้นมีงานฤดูหนาวที่ทางจังหวัดจัดขึ้นเป็นวันแรกจอดรถหน้ากุฏิเณรชัย  ประตูหน้าไม่ได้ล็อก นั่งรออยู่นาน ผมเดินอ้อมไปทางหลัง  เณรชัยอยู่ในห้องน้ำ 

“เณรยะหยังอยู่”

“อาบน้ำ”

“อาบน้ำหยังเมินแต้เมินว่า”

เณรชัยไม่ตอบ  พอผมเดินเข้าไปใกล้ ๆห้องน้ำจึงเห็นภาพที่ไม่ควรเห็น  เณรชัยโกนขนที่ลับอยู่  เณรชัยโตเป็นหนุ่มแล้ว 

“เป๋นบ่าวแล้วลู้”

“คิงจะไปปาก”

ผมหัวเราะกับภาพที่เห็น   เณรชัยเป็นหนุ่มแล้ว   คงเหมือนกับผมโกนขนหน้าแข้งทิ้งนั่นแหละ  

“เณรไค่ได้อะหยังก่อ  จะไปบ้านแล้วหนา”

“บอกตี่บ้านหื้อเอาหมวกไหมพรมหื้อจิ่ม  ไปลืมเน้อ”

“ครับ”

ผมรับปากเณรชัยแล้วก็กลับมาบ้าน  เณรชัยอยากได้หมวกไหมพรม  อากาศหนาว   คงจะเอามาสวมหัวเวลานอน 

 

เย็นนั้นผมมาหาเณรชัยช้ากว่าปกติ  พ่อใช้ให้ไปเอาข้าวที่โรงสี  รอข้าวอยู่นาน  หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ  อาบน้ำอาบท่าสองสามขันแล้ว  ผมก็รีบปั่นจักรยานแจ้นออกบ้าน  แวะไปรับหมวกไหมพรมที่บ้านพ่อแม่เณรชัย   แล้วก็เข้าไปวัด บรรยากาศรอบข้างมืดสนิท  พระคงทำโบสถ์กันเสร็จแล้ว  ผมมาช้ากว่าเคย  ห้องเณรชัยปิดประตูเห็นไฟวอมแวมอยู่ภายใน

เปิดประตูเข้าไป  เณรชัยชะงัก  กำลังสวมกางเกงยีนส์อยู่  

“เณรยะหยังนั่น”

“สิกบก”

“สิกบก ! สิกบกไปไหน”

“บ่าง่าว  ไปแอ่วงานฤดูหนาวก่าบะ   ไปปากนัก  เอาหมวกมาก่อ”

ผมยื่นหมวกไหมพรมให้เณรชัย   งุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น  เณรชัยลาบวชเอง  เพื่อไปเที่ยวงานฤดูหนาว  

“คิงไปตวยฮา”

ตกลงผมกับเณรชัยไปเที่ยวงานฤดูหนาวด้วยกัน  ผมไม่รู้ว่าเณรชัยไปเอากางเกงยีนส์กับเสื้อยีนส์ชุดนั้นมาจากไหน  มองดี ๆ  ก็เหมือนกับวัยรุ่นคนหนึ่ง  กลมกลืนกับคนที่มาเที่ยวงานฤดูหนาวคืนนั้น   วัยรุ่นชุดยีนส์กับหมวกไหมพรม  เป็นใครก็คงจะดูไม่ออกว่าเป็นเณรแอบหนีมาเที่ยว 

เรายังเป็นวัยรุ่นด้วยกันทั้งคู่   งานฤดูหนาวคนมาเที่ยวมากมาย  มีสินค้าสารพัดชนิดที่เราไม่เคยเห็น  เครื่องเล่นล่อตาล่อใจ  เราขึ้นเล่นชิงช้าสวรรค์สองรอบ  ไปดูรถบั้มป์มีคนเปิดเพลงเต้นกันรอบเวทีนั้น  สักพักมีวัยรุ่นชกต่อยกัน  เราสองคนจึงเดินหนีไปทางจอภาพยนตร์  หนังจีนกำลังสนุก  มีฉากอีโรติก  นางเอกถูกผู้ร้ายข่มขืน  เราสองคนน้ำลายไหลยืดเมื่อเห็นถันขาวอวบของนางเอกคนนั้น   จนเวลาล่วงเข้าไปเกือบตีหนึ่งจึงชวนกันกลับ

เราปั่นจักรยานกลับวัดที่ห่างออกไปเกือบห้ากิโลเมตรด้วยความสนุกสนาน  เณรชัยได้แอบเที่ยวเปิดหูเปิดตา   มีชีวิตเหมือนวัยรุ่นกับเขาบ้าง  ผมสนุกและก็อร่อยกับลูกชิ้นปิ้งที่เณรชัยซื้อให้  ไปถึงวัด  เราเข้าทางหลังวัด  ทางป่ากล้วย  ค่อย ๆจูงจักรยานไป  ขณะที่กำลังผ่านกุฏิหลังที่สองนั้น  เสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น

“ไปไหนกั๋นมาเณร..มานี่ก่อน”

ตุ๊ซิ่งนั่นเอง  เรียกเราให้เข้าไปหา  พอเห็นว่าเณรชัยอยู่ในชุดยีนส์ก็หัวเราะ 

“ไปเปลี่ยนชุดเร็ว  ๆเดี๋ยวหลวงพ่อมาเห็นหนา”

ตุ๊ซิ่งบอกเณรชัยให้รีบไปเปลี่ยนชุด  ส่วนผมตุ๊ซิ่งบอกว่าให้ตามท่านไปที่กุฏิ

“มีอะหยังครับตุ๊ปี้”

ผมเดินตามตุ๊ซิ่งไปอย่างว่าง่าย  เมื่อเห็นว่าท่านใจดีกับเณรชัยเพื่อนผม

“คิงมาจ่วยตุ๊ปี้ซอยจิ้น....ตุ๊ปี้ไค่อยากกิ๋นส้าจิ้นบะ”

ผมนั่งซอยเนื้อวัวเพื่อทำส้าให้กับตุ๊ซิ่งในตอนเกือบจะตีสอง แม้ว่าจะรู้สึกง่วงนอน   ใจหนึ่งก็อยากจะกิน  “ส้าเดิ๊ก”  ฝีมือตุ๊ซิ่งดูว่าจะอร่อยสักปานใด   แต่อีกใจก็อยากจะรู้ว่าใครเป็นคนไปซื้อเนื้อวัวให้หลวงพี่ ...  

 

หมายเหตุ  ๑.ส้า  อาหารเหนือ เหมือนกับลาบ แต่ใช้วิธีซอยเนื้อเป็นชิ้นบาง ๆ แทนการลาบ

                ๒. ส้าเดิ๊ก  - ส้าดึก   ส้าตอนดึก ๆ   ๓.สิกบก  -  แอบลาสิกขาบทเอง  ชั่วคราว





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 15/12/2009 เวลา : 15.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

ยังไม่อ่านว่ะ แต่ท่าทางสนุกตามสไตล์แก้มหอมแม่นบ่
กรูมีเรื่องบังเอิญจะเล่าให้ฟัง เมื่อวานขณะที่กรูช่วยน้องๆ นักศึกษาเค้าจัดห้องสมุดอยู่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม
มีหนังสือต่วยตูนเก่าๆ อยู่หลายเล่ม กรูลองเปิดดูเรื่อยๆ
เสือกไปเจอเรื่องของเมิง เข้า โชคดีจริงๆ ดูเหมือนจะชื่อ
ซักผ้า อะไรเนี่ยแหล่ะ

เออ.....เรื่องที่สั่งไว้ ให้เอาบทความในจุดประกายวรรณกรรมที่มีรูปเราคู่กัน รายงานโดย คูณเจี๊ยบ วิทยากร โสวัตรน่ะ ใส่กรอบติดไว้ฝาผนังบ้านด้วย ด่วน มันคลาสสิคที่สุดแล้วสำหรับการกล่าวถึงกันและกัน และความเอื้อเฟื้อที่จุดประกายวรรณกรรมเขาให้เรามา กรูจะตัดแปะเข้ากรอบรูปอยู่เหมือนกันว่ะ


เรื่องที่เมิงให้กรูเขียนสกู๊ปเกริ่นนำ สสารคดีของเราร่วมกันกำหนดระยะเวลาหนึ่งอาทิตยนั้น กรูจะพยายามว่ะ เพราะกรูเขียนหนังสือช้ากว่าการมองสาวๆ เมิงก็รู้มิใช่รึ ปัดถ่อ หนึ่งอาทิตย์ ไม่ทันแน่ๆ ว่ะ
แต่จะพยายามให้สุดๆ เว้ย เพื่องานสารคดีรวมเล่มของเรา
ศาดดดดดดดดดดดดดดด

ไปแร่ะว่ะ
ปวดตาฉิบหาย
เข้าร้านเนต
เสือก...
ลืมเอาแว่นมาด้วย
ปวดตาฉิบหายว่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ไพศาล_เหล็มสัน วันที่ : 12/12/2009 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/TePee
ก ลุ่ ม ค น ไ ม่ บ า ย

อ่านเพลินเลยครับ

ถึงแม้บทสนทนาจะใช้ภาษาถิ่น ก็อ่านรู้เรื่องตลอด

เล่าเรื่องได้ลื่นไหลครับ




ความคิดเห็นที่ 4 (0)
su วันที่ : 12/12/2009 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

สิกบก กับต้นโพธ์ใช่เปล่า.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พิมญดา วันที่ : 12/12/2009 เวลา : 12.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimyda
แม่ญิง^_^ชอบฝัน...อันเสรี..ดนตรีกังวานผ่านศิลป์อักษร..

จะอี้..ไผจะบ่ไค่หัวนะเจ้า

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
โอชิน วันที่ : 12/12/2009 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chunmom


มีเรื่องสั้นมาอวด
เรื่อง " ไก่ "
.................
ผมถูกปลุกด้วยเสียงร้องเรียกของแม่ นาฬิกาผนังบอกเวลาเจ็ดโมงยี่สิบเสียงไก่ขันยังแทรกมาประปรายในอากาศเย็นเยียบของลมภูเขา ผมดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวรู้สึกอยากหลับต่อทว่าร่างกายกลับดื้อดึงด้วยอิ่มตื้อเกินฝืน
ในวัยเด็ก ผมจะตื่นแต่ตอนแม่ลุกขึ้นหุงข้าวใส่บาตร เสียงเปิดจานสังกะสีปิดปากตุ่มใส่ข้าวสารกังวานเสียดหูต่างสัญญาณให้ลุกอ่านหนังสือแต่ตีสี่ ยิ่งร้ายคือเสียงนั้นเหมือนปลุกไก่ตัวผู้ในหมู่บ้านขึ้นมาด้วย พวกมันพร้อมใจกันโก่งคอขันอย่างไม่เกรงใจว่าใครชอบชัง ถึงตอนนั้นใครๆก็ไม่อาจข่มตาหลับได้อีก
พี่เคยบอกผมในเช้าที่เราต่างต้องตื่นขึ้นขณะยังง่วงงุนด้วยพิษหนังตะลุงในช่วงคืนที่ผ่านว่า.....ไก่ตัวผู้เป็นสัตว์เลี้ยงของพระอินทร์ที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ มันเพียรหาหนทางกลับสู่เจ้าของมานานแสนนาน กระทั่งพบว่ามีเพียงหนทางแห่งความตายเท่านั้น ทุกๆเช้ามันจึงพากันตื่นขึ้นเพรียกหาคนเก่งและกล้าหาญพอซักคนเพื่อส่งวิญญาณมันกลับไปหาพระอินทร์ และหากเราตั้งใจฟังให้ดีจะได้ยินเสียงขันของมันดังว่า ‘ต้ม-เสีย-ที-เถิ้ด’ เพื่อพรวิเศษที่พระอินทร์จะตอบแทน ผมแอบผละจากที่นอนคว้าหนังสติ๊กย่องเงียบเข้าหาไก่ชนของพ่อที่ร้อง ‘ต้ม-เสีย-ที-เถิ้ด’ เสียงดังที่สุด พรวิเศษที่เขาว่าทำเอาผมน่องลายไปหลายวัน แต่นั่นไม่เท่ากับที่เขาหัวเราะใส่แล้วพูดให้เจ็บใจว่า “คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาด” ผมเจ็บแค้นและหาหนทางเอาคืน ทว่าเขาตัวโตซ้ำเรียนชั้นสูงกว่าถึงสองปีเขาย่อมฉลาดกว่า จะหาวิธีใดจัดการกับเขานอกจากความจริง ความจริงที่เขาหลอกให้ผมฆ่าไก่ของพ่อเพียงเพราะโกรธมันที่ทำให้เขาไม่อาจข่มตาหลับได้ ความจริงที่เขาขย้อนออกจากปากย่อมไม่อาจปฏิเสธมัน ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อฟังในเช้าวันต่อมาหมายให้เขาได้รับพรวิเศษเช่นผมบ้าง แต่...ผมพลาดซ้ำ เขาชี้กลับมาที่ผมและว่าผมกุเรื่องทั้งหมดขึ้นอย่างหน้าด้านหาเรื่องให้เขาถูกตีเพียงเพราะเขาไม่แบ่งตับไก่ให้กิน
นั่นทำให้ผมได้รับพรจากพระอินทร์เป็นหนที่สอง.....
ไก่ต้มขมิ้นยังโชยกลิ่นมาถึงที่นอน ผมสลัดผ้าห่มออกจากตัวม้วนเบาะยัดนุ่นเก็บข้างฝา เดินเข้าครัวขณะแว่วเสียงคล้ายฟ้าลั่นในช่องท้อง
“เด็กในเมืองนอนขี้เซาเหมือนลูกนายอำเภอกันทุกคน” แม่หันมอง พูดพลางหัวเราะ “นี่มันตีเท่าไหร่แล้วล่ะ พี่แกบอกจะมาแต่เช้า เช้าของคนในเมืองสิท่า”
พ่อกับน้าหลวงนั่งสูบยาตรงแคร่ไม้ไผ่ ยังไม่มีใครยอมกินข้าวเช้า พอผมเข้าไปสมทบเพียงครู่ ทูนกับวิดก็ควบมอเตอร์ไซค์เก่าคร่ำเข้ามาจอด เขานั่งลงแล้วถามถึงพี่ พ่อบอกเดี๋ยวมาแล้วหันมาสั่งให้ผมโทรฯถาม ปลายสายบอก ‘กำลังขับรถอีกครึ่งชั่วโมงคงถึง’
เรานั่งคุยกันเรื่องพี่เพราะเขาเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวและญาติมิตร ลูกชายจากครอบครัวชาวนายากจน เดินออกจากบ้านเพื่อเผชิญโชคด้วยกระเป๋าใบเดียวความรู้ ม.3 และเงินสองพันบาทจากการขายหมูขี้พร้าสองตัวของแม่ จากเด็กฝึกงานในร้านเหล็กดัดของญาติห่างๆเงินเดือนพันกว่าบาทในปีแรกๆ จากนั้นเขาเหมือนปลารู้น้ำหายไปในทางที่เขาเลือกอย่างไร้ข่าวคราว หายไปเหมือนตายจากเป็นสิบกว่าปี กระทั่งตอนงานศพปู่เรายังไร้หนทางส่งข่าว จากนั้นไม่มีใครในบ้านพูดถึงเขาอีกแม้เราไม่เคยลืมเขาแต่เราก็ไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้
ย่ำเย็นของปลายเดือนมีนาคม พ่อกับแม่เพิ่งกลับจากงานนา รถเก๋งสีบรอนซ์แวววับเลี้ยวเข้าจอดหน้าบ้าน ก้าวลงจากรถด้านคนขับเป็นชายผิวขาวรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าอ่อนกลีบคม กางเกงสแลคสีดำ พ่อกับแม่เพ่งมองอย่างพิเคราะห์ก่อน แม่วางงานในมือโผเข้าหาทั้งน้ำตา เขาเล่าว่าเพิ่งย้ายจากกรุงเทพฯมาลงหลักปักฐานในย่านธุรกิจของจังหวัดใกล้เคียง
“น่าจะมีใครเอาชีวิตมันไปทำหนัง” วิดพูด
“บอกพ่อแกสิ เผื่อชนะแข่งกับเขามั่ง”ทูนยักคิ้วใส่ ยิ้มพรายมุมปาก
“ก็ยังดีกว่าพ่อแกเอาคนบ้า แกได้แม่เลี้ยงเป็นคนบ้า” วิดพูดเสียงดังทำตาเหลือกใส่ เขาเป็นลูกนายหนังประวิงที่เพิ่งแพ้ประชันงานชักพระที่ผ่าน
รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำยกสูงคันหนึ่งชะลอความเร็วเลี้ยวเข้าจอดใต้ร่มละมุดตรงข้ามแคร่ไม้ไผ่ เสียงเพลงกระหึ่มทะลักออกมาเมื่อประตูด้านคนขับเปิดออกพี่กระโดดลงมาแล้วปิดประตูหันมายิ้มเผล่ กางเกงสีเขียวขี้ม้ากับเสื้อยืดคอกลมสีดำทำให้เขาดูทะมัดทะแมงขึ้น “ช่วยกันหน่อย” พี่ชี้ไปทางกระบะท้ายอีกมือหอบของพะรุงพะรัง วิดกับทูนช่วยกันหามลังสีส้มลงมาวางข้างแคร่ “เปิดดูสิ อุตส่าห์ซื้อมาฝาก”ทูนทำตามพี่ว่าแล้วซี้ดปาก ทุกคนเว้นพ่อชะโงกคอมอง เบียร์ยี่ห้อหรูวางซ้อนเป็นพะเนินในวงล้อมเกล็ดน้ำแข็งต้องแดดเป็นประกายวิบวับ พี่วางหีบบุหรี่ลงกลางวงแล้วเรียกหาแก้วจากผม แม่ชะเง้อมองจากประตูเรือนแล้วลงบันไดโผเข้าหาพี่ ฝ่ายพ่อกับน้าหลวงและสองเกลอคู่กัดพากันไปยืนจดๆจ้องๆที่รถ “เพิ่งขับเก๋งมาไม่กี่วันเปลี่ยนอีกแล้ว”น้าหลวงว่าพยักคอหงึกหงักถามถึงราคา พี่บอกเป็นตัวเลขเจ็ดหลัก ทุกคนครางฮือ “จะกินข้าวกันเลยรึเปล่า”แม่ถามเมื่อเห็นผมจ่ายแก้วให้ทุกคน พี่ปฏิเสธ ทูนบอกเขามีปลาช่อนขนาดแขนขังไว้สามสี่ตัวร้องสั่งวิดให้ติดไฟอั้งโล่แล้วขี่รถออกไปน้าหลวงคว้าซองบุหรี่มาเคาะส่งไปทางพ่อ พ่อส่ายหน้าบุ้ยปากไปทางกลักยาสูบประจำตัวซักครู่ทูนก็กลับมามีหีดหิ้วพวงปลาซ้อนท้ายมาด้วย หีดเดินไปที่รถก่อนหันมาทักพี่ ฉวยพร้าข้างแคร่ไปตัดเรียวไผ่เสียบปลาขึ้นย่างไฟแล้วกลับไปด้อมๆมองๆที่รถคันโตพลางจุ๊ปาก แดดเริ่มร้อนจนต้องหรี่ตาบัง ขวดเบียร์ว่างเปล่าวางระเกะระกะรอบแคร่ ขณะจำนวนมากกว่ายังซุกอยู่ในความเย็น วิดว่าคอเหล้าเถื่อนอย่างเขาเบียร์ไม่ต่างอะไรกับน้ำหวานสีทอง ทูนกับหีดพากันเออออแล้วว่ากินแล้วซึมกะทืออย่างมี ‘บุกขลิก’ พ่อเอ่ยชวนขึ้นเรือนกินข้าวแต่มีเพียงน้าหลวงเท่านั้นเดินตามพ่อไป ส่วนพวกที่เหลือยังสมัครใจนั่งฟังพี่เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ของเขาให้ฟังเหมือนเด็กๆถูกผู้ใหญ่สะกดด้วยนิทานเรื่องเยี่ยมผิดกันแต่ทุกคนต่างเชื่อว่านี่คือเรื่องราวที่ชีวิตชีวิตหนึ่งซึ่งเคยกอดคอวิ่งเล่นมาด้วยกันได้ประสบ ด้วยเลือดเนื้อที่แท้จริง และถึงพร้อมด้วยพยานแห่งผลสำเร็จที่ทุกคนประจักษ์แก่สายตาอยู่ตรงหน้า ผมมองไปรอบวง สังเกตเห็นแววตาชื่นชมฉายชัดในดวงตาทุกคู่ เขาคือคนหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จด้วยต้นทุนน้อยนิด ขณะผมซึ่งเทียมกันในชาติกำเนิดและการศึกษาทั้งอายุใกล้เคียง แต่ชีวิตยังวนเวียนอยู่กับแผงเช่าพระเล็กๆไร้วี่แววแห่งความรุ่งเรืองใดๆมาหลายปีดีดัก แดดเที่ยงปะทุเปลวท่วมฟ้า พี่ถอดเสื้อออกโบกไล่ร้อนบ่นหิวข้าวและอยากอาบน้ำคลองหลังบ้าน วิด หีดและทูนปฏิเสธคำชวนขอนั่งดื่มต่อ พี่เลยหันมาคะยั้นคะยอผม เราขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนเรือน จังหวะที่ผมถอดพระเครื่องจากคอออกแขวน เขาก็เอ่ยปากขอดู “แขวนหลวงพ่อทวดเลยนะแก สวยซะด้วยไม่เสียแรงเป็นเจ้าของแผงพระ”ผมยิ้มแล้วชวนลงเรือนไปท่าน้ำ แต่ระหว่างทางเขายังชวนคุยเรื่องหลวงพ่อทวดและอภินิหารต่างๆที่ผู้มีไว้บูชาประสบ น้ำคลองใสแจ๋วเห็นพื้นทรายเบื้องล่าง พี่กระโดดตูมลงไปเหมือนเด็กๆ ถามถึงการงานของผม ก่อนวกเข้าเรื่องราคาเช่าหาขององค์พระที่ผมแขวน “ผมรู้ว่าพี่ชอบพระองค์นั้น ที่จริงถ้าไม่อยู่ในสภาพแย่ๆอย่างนี้ ผมคงยกให้พี่ เพราะยังไงก่อนตายปู่ก็ให้ผมมาทีหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ผมเดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ มีคนให้ผมแสนนึง แต่ผมขอเวลาตัดสินใจ เสียดายก็เสียดายปีศูนย์ห้าหลังเตารีดสภาพสมบูรณ์อย่างที่เห็นมีเท่าไหร่ถ้าบุญไม่ถึงก็อย่าหวัง” เขาหน้าเครียดลง คิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด “ความจริงไม่อยากให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นหรอก ถ้าพี่จำได้ตอนเราเด็กๆ พระองค์นี้เคยอยู่ที่คอปู่ แต่ฉันเดือดร้อนจริงๆทำไงได้”
“แกเดือดร้อนเรื่องไร”
ผมสารภาพผิดกับเขาเรื่องหนี้พนันฟุตบอลเกือบแสนที่ทำให้ผมต้องหนีมาตั้งหลักที่บ้าน และว่า “ผมคงไม่กล้ากลับไปเปิดแผงหากไม่มีเงินกลับไป- -เอางี้ไม๊ ถ้าพี่ช่วยผมได้ ผมขอพี่แค่ห้าหมื่น อย่างไรเสียพระอยู่กับพี่ก็เหมือนอยู่กับผมนั่นแหละ” “ได้สิก็แกเป็นน้องคนเดียวของฉันนี่นา” เขาว่าหัวเราะเสียงดัง
เมื่อเรากลับขึ้นเรือน แม่ได้เตรียมสำรับกับข้าวไว้คอยอยู่ก่อนแล้ว
“พ่อแกลงทุนฆ่าไก่ตั้งสองตัว บอกพวกแกจะได้ไม่ต้องแย่งตับไก่กันเหมือนตอนเด็กๆ”แม่พูดยิ้มๆ ขณะนั่งมองเรากินข้าว พี่หัวเราะหันมาทางผมแล้วว่า “พ่อกับแม่ยังจำเรื่องนั้นได้อีกเหรอ”
กินข้าวไม่ทันเสร็จเสียงโทรศัพท์ที่เอวเขาก็ดังขึ้น หลังวางสายเขาหันมาบอกเสียงเครียด ว่ามีธุระด่วนต้องรีบกลับ วิด ทูนและหีดยังคุยโขมงกันอยู่ที่แคร่ พี่บอกให้ผมขี่มอเตอร์ไซค์ตามเขาไปในตัวอำเภอ
เขารับเงินจากตู้เอทีเอ็มเอามานับส่งให้ผมตามจำนวนที่ตกลง ผมปลดพระจากคอขึ้นอาราธนาแล้วส่งให้ แต่....
“เก็บไว้เถอะน้องเอ๋ยไม่เป็นไรหรอก เรื่องหนี้อะไรนั่นน่ะแม่เล่าให้ฉันฟังทั้งน้ำตา แกต้องรีบจัดการซะให้เรียบร้อยขาดเหลือยังไงก็โทรฯมาบอก แกเป็นคนมีจินตนาการสูงมาแต่เด็กเสียแต่ชอบนำมาใช้ผิดๆ ฉันว่าถ้าแกซื่อสัตย์กับสิ่งที่แกทำซักหน่อยแล้วบวกกับสิ่งดีๆที่แกมี แกคงไปได้ไกลกว่านี้ มานี่สิ”เขาส่งสัญญาณให้เดินตามเขาไปที่รถ “ยังจำนิทานเรื่องไก่พระอินทร์ของแกได้ไหมเรื่องโกหกมันต่างจากเรื่องจริงตรงที่มีช่องให้จับได้ไล่ทันจนได้นั่นแหละ ยิ่งเรื่องพระที่คอปู่ยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่” เขาเปิดประตูรถแล้วชี้ไปยังสิ่งที่แขวนห้อยอยู่กับคันกระจกมองหลัง “ฉันไม่ประสีประสาเรื่องพระก็จริงแต่หลวงพ่อทวดของปู่อยู่นั่นต่างหากเล่า ปู่ให้ฉันไว้ตั้งแต่ตอนฉันหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านโน่น”
ผมยืนมองรถพี่จนลับหายไปจากสายตา รู้สึกเงินในมือชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
วรดา วันที่ : 12/12/2009 เวลา : 12.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/worada
ใต้ตะวันเดียวเดิม กลางความทุกข์ยาก เธอล่ะอยากเต้นรำกับฉันไหม

เหอะๆๆๆ ขำบ่ะ เรื่องจิ๋งแม่นน่อ?

รีบซอยเข้า บ่าดี๋ส้าเดิ๊กจะกลายเป๋นส้าสว่างเน้อ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน