• Globe
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : goodjai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 18
  • จำนวนผู้ชม : 27660
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
United World .. รักโลก .. รวมโลก
สวัสดีครับ ... บล็อกนี้มีไว้เพื่อถ่ายทอดความคิดที่ผมเห็นว่าสามารถเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้น ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข .. อยู่คนเดียวก็มีความสุข ..
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/goodjai
วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม 2552
Posted by Globe , ผู้อ่าน : 2454 , 20:51:52 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ พี่น้องผองเพื่อน ชาว กทม.  และชาว OK-Nation

                ผม กงจักร ใจดี ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 5   ได้ทำใบปลิวที่มีเนื้อหาของนโยบาย 12 ประการและชีวประวัติผมไว้แจกเวลาเดินหาเสียง พร้อมทั้งได้ทำโปสเตอร์ ที่มีหัวข้อโดยสรุปของนโยบายทั้ง 12 ข้อ ติดไว้ตามท้องถนน (10 แผ่น)    หลายท่านอาจได้มีโอกาสอ่านใบปลิวและโปสเตอร์นั้นแล้ว   แต่ผมคิดว่า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกท่านจะสามารถเข้าใจเป้าหมาย+แนวคิดของนโยบายต่างๆ อย่างชัดเจน ผมควรเขียนคำอธิบายให้มากกว่านั้น ด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายกว่านั้น  แม้ว่ามันจะต้องเขียนกันยาวสักหน่อย แต่ก็จะเขียนให้น่าอ่านและเป็นประโยชน์ที่สุด

นโยบายข้อที่ 1. บอกไว้ว่า คนกรุงเทพฯ จะหมดทุกข์ และมีความสุขในทุกขณะ  ด้วยมีธรรมะประจำใจ หรือย่อความแบบสละสลวยว่า พอใจ=ไร้ทุกข์ ทำดี=มีสุข .. ปลูกธรรมประจำใจ

                นโยบายนี้เป็นนโยบายที่สำคัญที่สุด  เนื่องจาก สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดในสังคมกรุงเทพ (และสังคมมนุษย์ทั้งโลก) ก็คือปัญหาสังคม ซึ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ หากแต่เนื่องจากการที่คนขาดธรรมะที่ถูกต้องสำหรับการยึดถือในการดำรงชีวิต    เราลองคิดกันดูนะครับ ปัจจุบันปัญหาที่เราประสบอยู่มีอะไรบ้าง ขโมยปล้นบ้าน ฉกชิงวิ่งราว ฆ่าข่มขืน  เมาสุราหรือยาเสพติด การทะเลาะเบาะแว้ง การรบกวนผู้อื่น ความขี้เกียจของลูกหลาน บรรยากาศเคร่งเครียดในการทำงาน  การพิมพ์แบ็งค์ปลอม ความหมกมุ่นในรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฯลฯ  เทคโนโลยีต่างๆ เจริญขึ้นมาก แต่ทำไมความทุกข์ของสังคมยังมีอยู่เช่นเดิมหรือมากกว่าเดิม  

                ธรรมะ “พอใจ è ไร้ทุกข์” “ทำดี è มีสุข” นี้ เป็นธรรมะที่มีคำตอบสำหรับการหลุดพ้นทุกข์ และทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้ชีวิตมีความสุขความเจริญ  ซึ่งจำเป็นต้องอธิบายกันบ้าง ว่าทุกข์เป็นอย่างไร ทำไงถึงจะพอใจ สุขมีแบบไหนบ้าง ทำดีมีอะไรบ้าง เป็นต้น  ผมเองก็อธิบายได้ แต่อาจพูดไม่เก่งพอ  หรือบางคนอาจไม่เปิดใจรับฟัง  จึงควรต้องให้ท่านอาจารย์ซึ่งมีผู้เคารพนับถือ หรือหน่วยราชการ หรือสื่อต่างๆ เป็นผู้ช่วยผลักดันให้แนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับแก่ทุกผู้คน   ดังนั้น ผมจึงมาสมัครผู้ว่า กทม. เพื่อจุดประกายเรื่องนี้

                ต่อไปนี้ ใครมาอ้างว่าเป็นทุกข์  เพราะประสบความเดือดร้อนต่างๆ นั้น เราจะบอกได้ว่า ไม่ใช่ .. ปัจจัยภายนอกต่างๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นทุกข์  ความอยากในใจเขาตะหากที่เป็นตัวการทำให้เกิดทุกข์  หากเขาสลัดความอยากในใจออกไปได้แล้ว ความทุกข์ใจก็จะหายไป  และหากเขาได้มีสติตั้งใจทำดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว เขาก็จะสุขใจที่ได้ทำดี และผลแห่งการทำดีก็จะทำให้สุขกายต่อมา สังคมโดยรวมก็จะได้รับผลดีจากการกระทำของเขานั้นด้วย  ตัวเขาเองก็ได้รับผลดีจากการที่ได้อยู่ในสังคมที่ดีด้วย 

                คนเรานั้นไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า  เมื่อถึงคราวตายเราก็ต้องตาย  ขนาดความตายเรายังยอมรับได้ (ไม่ยอมรับก็ต้องยอมรับ)  แล้วจะมีสภาพอันใดอีกที่เราจะต้องเป็นกังวล   แม้ชีวิตยังต้องยอมเสียไป แล้วจะมีสิ่งใดอีกที่เราต้องหวงแหนจนต้องทนทุกข์   ได้เกิดเป็นคนทั้งที ควรมีชีวิตที่เป็นสุขทุกขณะ (สุขมีหลายรูปแบบ  ร่าเริง ดีใจ สงบเย็น  ปลาบปลื้ม ฯลฯ)  ธรรมชาติต่างๆ มีเหตุผลให้มันเป็นไป สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เราก็ต้องยอมรับมัน  แต่ใจเราเองขอให้เราควบคุมมันเองให้มองโลกในแง่ดี  

                ธรรมะนี้ ไม่ควรเพียงแค่ส่งเสริมให้เป็นที่เข้าใจและยอมรับ หากแต่ควรส่งเสริมให้ยึดถืออย่างต่อเนื่อง และเตือนสติกันอยู่เสมอ  เนื่องเพราะบ่อยครั้งที่คนเราอาจหลงผิดและขาดธรรมะได้บ้างซึ่งส่งผลให้เขาทำผิดไปในช่วงเวลาที่สติไร้ธรรมนั้น    จึงต้องกำหนดเป็นนโยบาย เพื่อส่งเสริมธรรมะนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนได้ยึดถือ เพื่อให้ทุกคนได้บอกได้เตือนกัน เพื่อให้พ่อแม่มีธรรมะไว้สอนลูก เพื่อให้ครูบาอาจารย์มีธรรมะไว้สอนศิษย์    

                จะให้เป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ .. จะต้องทนหวาดระแวงว่าสักวันจะมีใครมาจี้ปล้น ตีหัว ฯลฯ อีกนานเท่าไหร่ .. ทำไมไม่มุ่งแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ ..... โลกยุคพระศรีอารย์ไม่ได้มีแต่ในฝัน .. มันคือโลกของมนุษย์ที่ทุกคนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกก็เท่านั้นแหละ

                ทีนี้มาว่าถึงแนวทางปฏิบัติ  หลายคนอาจสงสัยว่าจะทำอย่างไร  หนทางรณรงค์นั้นทำได้มากมาย  ตัวอย่างเช่น ทำสื่อโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์  จัดทีมเผยแพร่ (อาจเรียกว่ากองทัพทำดี)  จัดโต้วาทีธรรมโดยผู้ที่มั่นใจว่าตนมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง  ติดป้ายประชาสัมพันธ์ในสถานที่ราชการ รถโดยสาร  ฯลฯ    ซึ่งอาจต้องหาวิธีปรับปรุงให้สามารถเผยแพร่ธรรมะได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 

                กทม. จะต้องพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทุกคนมีสภาพจิตที่ “พอใจทุกสภาวะ” และมีความตั้งใจที่จะ “ทำดีทุกขณะ”   สอนให้คนใช้เหตุผลในการพิจารณาว่าควรทำอะไร  ไม่ใช่อาศัยเพียงความอยาก ความชอบ ซึ่งอาจก่อผลเสียต่างๆ ตามมา   

                ทีนี้มาว่ากันถึงผลของงาน .. จะดูอย่างไรว่านโยบายนี้ส่งผลดีต่อสังคมอย่างแท้จริง .. ผลสัมฤทธิ์ของแผนงานสามารถตรวจสอบได้โดยจัดให้มีการประเมินทุกเดือน  โดยการสำรวจดัชนีความสุขของคนกรุงเทพฯ (ทั้งความสุขทางใจและความสุขทางกาย) ซึ่งควรจะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเต็ม และคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป

                ขอเน้นอย่างหนึ่งว่า นโยบายข้อนี้ของผม เป็นนโยบายที่ทำได้ทันที   นโยบายอื่นๆ อาจต้องใช้เวลาในการทำให้สัมฤทธิ์ผล แต่การทำใจให้เป็นสุขนี้ ทำได้ทันที ทำได้ทุกขณะ ทำได้ทุกสภาวะ (ยกเว้นตอนหลับหรือขาดสติ)

                การมีธรรมะจะส่งผลดีต่อปัญหาอื่นๆ อีกหลายประการ เพราะนี่คือการแก้ปัญหาจากรากเหง้า หากรากดีแล้ว ต้นไม้ย่อมเติบโตดี  หากคนมีธรรมะที่ดีแล้ว ย่อมปฏิบัติตนได้ดี   ปัญหาเศรษฐกิจก็จะน้อยลง เพราะคนรู้จักใช้จ่ายอย่างพอเพียง  ปัญหาการจราจรก็จะลดลง เพราะคนมีสติในการขับขี่  ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นก็จะน้อยลงเพราะคนไม่โลภ  ปัญหาโสเภณีก็น้อยลงเพราะคนไม่หลง  ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งก็น้อยลงเพราะคนไม่โกรธ   ปัญหาเรื่องการศึกษาก็น้อยลง เพราะคนจะตั้งใจเรียนเพราะรู้ว่าการศึกษาหาความรู้คือการทำดี   ปัญหาสุขภาพก็จะน้อยลงเพราะคนจะรู้ตัวว่าสามารถทำดีได้แค่ไหนถึงจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ   

                ถึงตอนนี้ ก็หวังว่าหลายท่านคงเข้าใจว่าทำไมผมจึงเห็นว่านโยบายเรื่องธรรมะนี้สำคัญที่สุด   และเมื่อท่านเข้าใจความสำคัญของการปลูกฝังธรรมะแล้ว  ท่านก็ควรต้องพิจารณาอีกหน่อยว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ วันที่ 11 มกราคม 2552 นี้  มีผู้สมัครท่านไหนมั่ง ที่บอกว่าจะเน้นความสำคัญของธรรมะ  มีผู้สมัครคนไหนมั่ง ที่เข้าถึงแก่นธรรม .. พอใจทุกสภาวะ และทำดีทุกขณะ ... หากท่านเลือกผู้นำที่ยังไม่หลุดพ้นจากทุกข์ส่วนตัวและกิเลสต่างๆ แล้ว คงยากที่เขาจะสร้างสังคมที่ปราศจากปัญหาให้ท่านได้ .... หาก กทม. ไม่เน้นส่งเสริมธรรมะแล้ว ต่อให้พัฒนาเมืองได้เจริญเพียงใด ปัญหาสังคมต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ต่อไป  ระบบเศรษฐกิจและสิ่งต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาก็จะยังเสี่ยงต่อการถูกทำลาย .. แก้ปัญหาอย่างไรก็ไม่หมด หากไม่มุ่งแก้ที่ต้นเหตุ

 

นโยบายข้อที่ 2. คือ คนกรุงเทพจะรักกัน  ไม่มีมนุษย์คนใดทำร้ายกัน   สังคมกรุงเทพจะน่าอยู่และสงบสุข   หรือ น่าอยู่ทุกจุด ด้วยรักบริสุทธิ์มนุษย์โลก 

                นี่ก็เป็นข้อสำคัญมากอีกข้อหนึ่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่างเกิดเพราะผู้คนไม่รักกัน  คนเราหากรักกันก็จะคุยกันรู้เรื่อง พยายามช่วยกันแก้ปัญหา    ปัญหาหากเกิดขึ้นกับคนที่เกลียดกันนั้น ยากนักที่จะแก้ได้ ต่างจากปัญหาที่เกิดกับคนที่รักกัน หรืออย่างน้อยมีฝ่ายหนึ่งที่รักอีกฝ่ายหนึ่ง

                ความรักในที่นี้หมายถึงอะไร คงต้องขออธิบายกันสักหน่อย ว่ารักในที่นี้หมายถึงความปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี โดยกระทำดีต่อผู้อื่นในระดับที่ไม่เดือดร้อนต่อตัวเอง และไม่ส่งผลเสียต่อผู้นั้น ตลอดจนสังคมโดยรวมด้วย (เช่น การยกยอเกินจริง  หรือ ให้อะไรเขามากเกินไปจนเขาขาดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง)

                ทีนี้ก็มาดูกันว่าจะทำได้อย่างไร  ทุกวันนี้เราก็เห็นกันอยู่ว่ามีความขัดแย้งกันอยู่มากมายในสังคม  จะทำให้คนทั้งหมดรักกัน .. ฝันไปหรือเปล่า   .... ไม่ฝันหรอกครับ  ทำได้  เพียงแค่ทำให้ผู้คนรู้ (อย่างถ่องแท้) ว่า  ทำไมเขาถึงควรจะรักผู้อื่น และให้เขาเห็นว่าคนอื่นน่ารัก  แค่นี้เขาก็จะรักผู้อื่นแล้ว

                หลักเหตุผลสำคัญที่จะใช้ในการชี้แจงให้คนรักกัน มี 3-4 ประการ  หนึ่งคือ อย่างที่บอกไปข้างต้น  ถ้าคนรักกันปัญหาก็จะแก้ไขได้  สองคือ คนเรามักบอกว่ารักไม่ลงเพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเลว   เราต้องเปลี่ยนความเข้าใจผิดๆ นี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แท้จริงแล้วไม่มีใครเป็นคนเลว คนทุกคนไม่ได้เลวโดยสันดาน หากแต่ทำเลวเพราะมีความรู้ที่ผิด  .... ลองคิดดูง่ายๆ ว่า เมื่อทุกคนรู้ว่าเอามือลนไฟแล้วมือจะไหม้ ก็ไม่มีใครเอามือลนไฟ  หรือไม่มีใครกล้าเอานิ้วยัดเข้าไปในปลั๊กไฟที่มีไฟฟ้า ... นั่นแสดงถึงว่า ทุกคนจะไม่ทำเลว หากเขารู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ผิดและจะก่อความเดือดร้อนให้เขา .. ดังนั้น เราจึงต้องสอนให้เขารู้ความจริงว่า การก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นคือการก่อความเดือดร้อนให้ตัวเขาเอง .. การทำให้สังคมเดือดร้อนจะทำให้เขาได้รับผลกระทบจากการที่เขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

                ข้อที่สาม การรักผู้อื่นจะทำให้จิตใจเราเองปลอดโปร่งแจ่มใส    สามัญสำนึกของความเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งทำให้คนเราทำอะไรเพื่อตัวเองในระดับหนึ่ง    แต่สติของความเป็นมนุษย์จะทำให้เราได้คิดว่าการปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วยนั้น จะให้สุขทางใจต่อเราได้ในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น

                ข้อที่สี่ คือ เราเป็นมนุษย์ด้วยกัน  ชาติพันธุ์เดียวกัน (คือชาติพันธุ์มนุษย์  สปีชีส์ โฮโม ซาเปี้ยน) เรียนภาษาคนได้เหมือนกัน  มีอารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกัน  ทำไมเราจะต้องเกลียดชังกันเอง  หากมนุษย์ไม่เกลียดชังกัน  ไม่สร้างความเดือดร้อนอะไรให้กันแล้ว  ปัญหาต่างๆ ก็จะน้อยลงมาก  

                ทุกวันนี้ เรายังไม่ได้รณรงค์ให้ผู้คนสำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษย์มากพอ  จึงทำให้คนเราส่วนใหญ่ยังมีนิสัยแบ่งแยกกลุ่ม ว่านี่กลุ่มของเรา นั่นกลุ่มของเขา     ผมเป็นคนที่เน้นรณรงค์ให้คนทั้งโลกสำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวของชาติพันธุ์  และพยายามบอกผู้คนให้ร่วมรณรงค์เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายการรวมทุกประเทศบนโลกเป็นหนึ่งเดียว  ซึ่งเมื่อนั้น มนุษย์จะได้สำนึกในการเป็นชาวโลกเหมือนกัน และร่วมมือร่วมใจพัฒนาโลกด้วยกัน   เห็นมนุษย์ทั้งโลกเป็นเพื่อน ....  กรุงเทพเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากของชาวโลก การช่วยทำให้โลกสงบสุขจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้กรุงเทพสงบสุขด้วย 

                ขอชี้แจงเรื่องของการรวมโลกหน่อย  มีบางคนบอกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  แต่ผมเห็นว่าเป็นไปได้แน่นอน ถ้าเราทำให้คนส่วนใหญ่ได้สำนึกถึงผลเสียจากการแบ่งแยกประเทศ และผลดีของการรวมโลก .. เปิดเผยผลดีผลเสียออกมาให้ชัดๆ แค่นั้นแหละครับ       และที่สำคัญอีกอย่าง การที่ชาวกรุงเทพฯ และ ชาวไทยเราจะเริ่มรณรงค์ให้เกิดการรวมโลกอย่างจริงจังก่อนที่ประเทศอื่นใดนั้น จะทำให้ชาวไทยเราได้เกิดความภาคภูมิใจที่เรามีความเข้าใจความจริงอันนี้ และมีความตั้งใจที่จะนำพาสภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาแก่มนุษย์ทุกผู้คนในทุกประเทศบนโลก ..  เราจะเป็นชาติแรกที่รณรงค์อย่างจริงจังให้รวมโลก และจะมีอีกหลายๆ ชาติร่วมเรียกร้องต่อๆ กันไป ...   มาร่วมเป็นผู้ริเริ่มด้วยกันนะครับ  .. นี่คือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราในยุคนี้มีโอกาสทำได้ 

                ในการนี้ กทม. จะต้องรณรงค์อย่างจริงจังให้ทุกคนรักกัน  ยิ้มให้กัน  (ใครยิ้มก่อนถือว่าได้สติก่อน)  มีหลายวิธีอีกเช่นกัน ที่จะทำให้คนรักกันมากขึ้นและมากขึ้น  เช่น จัดกิจกรรมมิตรภาพ  กิจกรรมละลายพฤติกรรม  และวิธีการอื่นๆ เหมือนนโยบายข้อที่ 1 

                ตัวชี้วัดสำหรับตรวจสอบความสำเร็จในการรณรงค์ให้คนรักกันอาจใช้สถิติการเกิดอาชญากรรม   คนเราเมื่อรักกันย่อมไม่ก่อภัยอันตรายใดๆ ต่อกัน  อาชญากรรมต่างๆ ย่อมจะต้องลดน้อยลง   กทม.จะตั้งเป้าลดการเกิดอาชญากรรมให้เหลือ 0 กรณีในที่สุด 

                ลองจินตนาการดูนะครับ ... สังคมที่ทุกคนรักกัน   ทำอะไรก็ไม่ต้องหวั่นว่าจะมีใครเกลียดชัง หรืออิจฉาริษยา  เราก็จะดำรงชีวิตอย่างสนุกกับความสวยงามต่างๆ ของโลก และความงดงามในใจคนได้อย่างเต็มที่

                ไตร่ตรองกันสักนิดครับ ว่าผู้สมัครผู้ว่าฯ คนไหนที่จะนำความรักความสามัคคีมาสู่ทุกผู้คนในกรุงเทพได้  ผมเองมีอุดมการณ์ “รักโลกทั้งใบ รักคนทั้งโลก”  มีอุดมการณ์ที่จะทำให้ทุกชีวิตบนโลกมีความสุข   ดังนั้น ผมจะคิดดี ทำดี ปรารถนาดีกับทุกคน  และสามารถปลูกต้นรักในใจทุกผู้คนได้ ด้วยความพยายามอย่างจริงใจและจริงจัง

                มาร่วมกันทำกรุงเทพให้เป็นเมืองหลวงของโลกด้วยกันนะครับ

 

นโยบายข้อที่ 3. คือ  คนกรุงเทพจะมีส่วนร่วมในการปกครอง  โครงการต่างๆ จะเป็นที่ยอมรับร่วมกัน  หรือ  รับฟังเสียงส่วนใหญ่  ประชาธิปไตยเบ่งบาน 

                ประเด็นนี้ ขอชี้แจงหน่อยว่า มันเริ่มมาจากความคิดเกี่ยวกับการรวมโลกของผม ที่มีคนมองว่า ผู้นำโลกหรือประธานาธิบดีโลกจะมีอำนาจล้นฟ้า    ผมต้องขอชี้แจงว่า ระบบการปกครองสมัยใหม่จะไม่เป็นอย่างนั้น ผู้นำไม่ใช่ผู้กุมอำนาจเด็ดขาด  ผู้นำจะต้องเน้นบทบาทเป็นผู้ประสานงาน ผู้รวบรวมความคิดความรู้จากทุกฝ่ายมาให้มากที่สุด และจัดให้มีการให้ความรู้ต่อกันให้มากที่สุด และตัดสินใจตามเสียงส่วนใหญ่  ไม่ใช่ตัดสินอะไรด้วยตัวเอง   เว้นแต่ เรื่องเล็กๆ ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องให้ผู้นำ (ผู้แทน) ตัดสินใจเองได้เลย ... ผู้นำก็แค่ผู้ทำหน้าที่พัฒนาบ้านเมือง ไม่ใช่คนใหญ่คนโต

                หากผมได้เป็นผู้ว่าฯ ผมจะยึดมั่นการปกครองในแนวทางนี้   ทั้งเนื่องจากความที่ผมไม่ได้รู้ดีไปซะทุกอย่าง และเนื่องจากหากผมตัดสินด้วยตัวเองโดยเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยแล้ว อาจส่งปัญหาต่อการดำเนินงานในภายหลัง   หลักประชาธิปไตย  ความเสมอภาคของสิทธิ์และเสียง จะต้องได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่    หากมีเรื่องใดที่ผมเห็นว่าถูกต้องแต่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย  ผมก็จะขอใช้สิทธิ์ความเป็นผู้นำอธิบายด้วยเหตุผลให้เต็มกำลังความรู้ และเชื่อว่าเหตุผลและหลักความจริงจะทำให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกันได้  (ซึ่งผมอาจจะเป็นฝ่ายเข้าใจผิดก็เป็นได้)

                การทำงานดูแล กทม. จะต้องทำงานเป็นทีม .. ทีมในที่นี้หมายถึงคนทำงาน กทม. ทั้งหมด  ไม่ใช่แค่ทีมงานของผู้ว่าฯ  เหล่าข้าราชการและลูกจ้างทั้งหลายที่ทำงานกับ กทม. มานาน จะสามารถแสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อพัฒนางานได้อย่างเต็มที่      ... หลายหัว (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทุกหัวรักกันและปรารถนาดีต่อสังคม) ย่อมดีกว่าหัวเดียวแน่นอน

                พูดถึงเรื่องทีมแล้ว มีคนข้องใจว่า ผมจะทำงานได้หรือ ทีมงานรองผู้ว่าก็ยังไม่มีซักคนเลย .... โปรดอย่าได้มองว่าการไม่มีทีมงานเป็นจุดด้อยของผม  ตรงกันข้าม นี่คือจุดเด่น เพราะทีมงานผมคือเจ้าหน้าที่ กทม. ทุกคน  เป็นทีมงานที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์มาอย่างยาวนาน   จากเดิมที่เขาเคยต้องเสียเวลากับเรื่องเส้นสาย เรื่องทุจริต ต่อไปนี้จะไม่มีใครมากดดันให้เขาต้องทุจริต    ทีมงานเจ้าหน้าที่ที่มุ่งมั่นทำงาน จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ภายใต้การบริหารของผม เนื่องจากไม่ต้องพะวงกับการถูกแทรกแซง  อย่างไรก็ดี หากมีผู้มีความรู้ หรือ ประชาชนทั่วไปเสนอความคิดเห็นดีๆ อะไรเข้ามา ก็จะมีการพิจารณานำไปหาหนทางปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อไป

 

นโยบายข้อที่ 4. คือ  การบริหารงานและเงินของ กทม. จะปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น  หรือ  เปิดเผยทุกกิจ  ขจัดทุจริตคอรัปชั่น

                การทุจริตเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้สังคมเราด้อยพัฒนา งานต่างๆ ประสบปัญหาหรือไม่สัมฤทธิ์ผล  เป็นต้นเหตุให้งานล่าช้า  เป็นต้นเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่สุจริตท้อถอย   และเป็นต้นเหตุหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้งกันในทุกวันนี้    

                ผมเป็นคนที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิตการเรียนและการทำงาน  และมีภูมิต้านทานการทุจริตน้อยมาก   หมายถึงว่า  ผมไม่ชอบที่จะต้องทนทำงานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่น หรือการไม่ซื่อสัตย์   ดังนั้น หากได้เป็นผู้ว่าฯ ผมจะมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง  และไม่มีวันที่จะทุจริตเสียเอง

                การแก้ปัญหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่นแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องยาก  วิธีการก็เพียงแค่เปิดเผยทุกเรื่องทุกงานทุกโครงการอย่างโปร่งใส   เปิดเผยทางอินเตอร์เน็ตหรือสื่อต่างๆ โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาถาม   ซื้ออะไรราคาเท่าไหร่ บอกให้หมด  มีแผนงานจะทำอะไรบอกให้หมด   จะสร้างอะไรด้วยงบประมาณแค่ไหนบอกให้หมด  กำหนดคุณลักษณะของงาน (สเป๊ค หรือ TOR) ให้สมเหตุสมผลสมความรู้ที่มี    เรียกผู้เสนองานทุกคนมาเสนองานพร้อมกัน โต้วาทีกันอย่างเปิดเผยว่าของใครดีกว่า  ให้ผู้รู้ทั่วไปสามารถเข้าร่วมประชุมได้  .... เงินทองของบาดใจ  ถ้าเราไม่เปิดเผยอย่างโปร่งใสแม้จะไม่ได้ทุจริตก็อาจถูกมองว่าทุจริต   การทำทุกอย่างให้โปร่งใสจึงจะช่วยขจัดปัญหาความขัดแย้งความคลางแคลงใจของคนในสังคมให้หมดไปได้

                โปรดพิจารณา ว่ามีผู้สมัครท่านใดที่สัญญาว่าจะทำงานทุกอย่างใช้เงินทุกก้อนอย่างเปิดเผยโปร่งใสเช่นนี้  อย่าให้เงินงบประมาณเสียไปโดยไม่เกิดประโยชน์สมค่าเงิน  อย่าปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องที่ผู้คนคิดว่ามันเป็นเรื่องสกปรกอีกต่อไป  ให้การเมืองเป็นเรื่องของคนที่จริงใจทำงานเพื่อสังคม

                ถ้าผมได้เป็นผู้ว่าฯ ไม่ใช่แค่เงินของรัฐเท่านั้นที่ผมจะเปิดเผย   การใช้เงินส่วนตัวทุกอย่างของผมในทุกบัญชีทุกกระเป๋าก็จะแสดงอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะทางอินเตอร์เน็ตด้วย  เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้ว่าท่านต่อๆ ไป ซึ่งเมื่อเสนอตัวมารับใช้ประชาชน  เป็นคนของประชาชนแล้ว  ควรเปิดเผยรายรับรายจ่ายต่างๆ อย่างโปร่งใส  จนกว่าจะหมดสิ้นวาระ   .... การเปิดเผยความจริงจะให้ผลดีแก่ทั้งผู้เปิดและผู้ได้รับรู้ข้อมูลครับ 

                ส่วนท่านที่ดำรงชีวิตโดยมีการเกี่ยวข้องกับการทุจริตรูปแบบต่างๆ  ขออย่าพึ่งได้ต่อต้านผม  โปรดไตร่ตรองดูสักนิด  การทุจริตนั้น นอกจากจะทำให้สังคมเดือดร้อนแล้วยังทำให้ท่านรู้สึกผิดในใจตัวเองอีกด้วย   ท่านอาจจะหลอกคนอื่นได้ แต่ท่านคงหลอกตัวเองไม่ได้  เพราะความจริงเป็นเช่นไรท่านก็รู้อยู่ในใจท่านเอง ... ไม่มีความเจ็บปวดใดจะเจ็บปวดไปกว่าความรู้สึกผิดในใจแต่ไม่สามารถเปิดเผยแก่ใครได้ ...  การที่ผมจะมาช่วยขจัดหนทางการทุจริต  ทำให้ท่านไม่มีโอกาสได้ทำการทุจริต จะเป็นผลดีต่อท่านเองทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม  แม้ว่าอาจจะดูเหมือนก่อผลเสียบ้าง หากท่านมองเฉพาะเรื่องรายได้   แต่ขอได้โปรดมั่นใจว่า ผมดำเนินนโยบายทุกอย่างเพื่อนำความสุขที่แท้จริงมาสู่ชีวิตทุกชีวิตในสังคม    หากผมทำอะไรให้ท่านเป็นทุกข์ก็เท่ากับทำให้สังคมของผมเป็นทุกข์ด้วย   

 

นโยบายข้อที่ 5. คือ  คนกรุงเทพที่ตกงานหรือยากไร้จะมีปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง  หรือ  หมดห่วงทุกชีวี  ปัจจัยสี่มีพร้อม 

                สังคมที่อยู่กันด้วยความรัก ไม่ควรต้องปล่อยให้ใครมีชีวิตที่อดอยากยากไร้ จนอาจถึงขึ้นอดตายได้   สังคมควรอยู่ด้วยความเมตตา   เมื่อสังคมรักประชาชน ประชาชนก็จะรักสังคม    ทุกวันนี้  ความยากจนเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาอาชญากรรม  ปัญหาธุรกิจที่ผิดกฏหมาย  และปัญหาครอบครัว  ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขัน (ห้ำหั่น) กันเพื่อหาเงิน เอาตัวเองให้รอด บ้างก็ทำเพื่อให้มั่นใจได้ว่าชีวิตมั่นคง  บ้างก็ติดใจเงินจนใฝ่ฝันเป็นคนรวย .. คนที่มีช่องทางรวยก็รวยต่อไป  รวยได้อย่างไม่จำกัด .. บ้างก็หาเงินมาโดยสร้างความเดือดร้อนต่อสังคมโดยรวม   ส่วนที่พ่ายแพ้ในการแข่งขันทางธุรกิจจนต้องมีหนี้สินมากมายนั้น ก็ต้องตกเป็นทาสของหนี้นั้นแทบไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก    

                เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คนจากปัญหาเศรษฐกิจที่ประสบอยู่    กรุงเทพฯ ในฐานะที่มีอิสระในการบริหารเงินงบประมาณของตนเองควรจะได้เป็นตัวอย่างเมืองที่มีการดูแลประชาชนโดยจัดหาปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงแก่ผู้ยากไร้ คนตกงาน ตลอดจนประชาชนทั่วไปทุกผู้คน   โดย กทม. จะใช้งบประมาณส่วนหนึ่งของ กทม. ในการจัดหาปัจจัยสี่ในระดับที่พอประทังชีวิตอย่างไม่เดือดร้อนแก่ทุกผู้คน   โดยจะไม่ให้เป็นเงิน เนื่องจากหากให้เงินไปแล้ว คนก็อาจจะใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่อยากได้ จนไม่เหลือพอสำหรับปัจจัยจำเป็นอีก  ... คนเรากินข้าวครับ  ไม่ได้กินเงิน  

                สำหรับวิธีการ แนวทางปฏิบัตินั้น  ผมขออธิบายแยกเป็นแต่ละปัจจัยนะครับ

                ปัจจัยที่ 1.  อาหาร   เราจะจัดให้มีโรงทาน กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ  ในเบื้องต้นอาจจัดที่สำนักงานเขต  ให้อาหารในระดับที่ไม่เลิศหรู ไม่เน้นความอร่อย แต่เน้นคุณค่าทางอาหารให้เพียงพอกับการดำรงชีวิต    เราไม่ต้องการให้โรงทานนี้ไปแย่งลูกค้าของร้านอาหารทั่วไป   ผู้ที่เข้ามาทานต้องทานภายในโรงทาน  เอากลับบ้านไม่ได้   นอกจากนั้น ก็จะเน้นการทำเกษตรผสมผสานในสวนต่างๆ ของกรุงเทพ  ปลูกพืชผักไม้ผลกินได้แทรกไปกับพันธุ์ไม้ป่าอื่นๆ   อาจเริ่มจากน้อยๆ เป็นการทดลองนำร่องก่อน   ทำเป็นสวนเกษตรฟรี ของ กทม.  หรือ มีโครงการดูแลไม้ผล 1 คน 1 ต้น  (แต่ไม่ใช่ว่าคนดูแลมีสิทธิ์กินคนเดียวนะครับ)     เราจะค่อยๆ เปลี่ยนป่าคอนกรีตให้เป็นป่ากินได้ครับ

 

                ปัจจัยที่ 2. ที่อยู่อาศัย    กทม. จะเน้นสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดตาของที่อยู่อาศัย   สำรวจ ทำแผนที่ ทำฐานข้อมูลพื้นที่ที่ประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย  (ชุมชนแออัด)   จะหาทางร่วมมือกับชุมชนปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามขึ้นเรื่อยๆ   หากมีงบประมาณจะทยอยสร้างที่อยู่อาศัยในลักษณะคอนโดให้กับผู้ยากไร้  หรือหาทางใช้ประโยชน์จากที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่มีอยู่แล้วในตอนนี้ให้มากที่สุด  

                นอกจากนั้น เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทางท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพได้อย่างสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเอง  กทม.จะจัดให้มีห้องน้ำสาธารณะให้บริการฟรีกระจายให้ทั่วพื้นที่ 

                ในส่วนของผู้เร่ร่อน  อาจมีโครงการรองรับ โดยทำเป็นบ้านพักสาธารณะ (คล้ายๆ ศาลาวัด)  ให้คนเร่ร่อนได้อยู่รวมกันอย่างง่ายๆ  มีเจ้าหน้าที่ช่วยสอนให้เขารู้จักรักษาความสะอาด   มีเสื้อผ้าบริจาคไว้รองรับ  

 

                ปัจจัยที่ 3. เครื่องนุ่งห่ม    ทุกวันนี้ เรามีเสื้อผ้าใช้กันมากแล้ว  หลายคนซื้อเสื้อผ้าแล้วเลิกใช้เพราะเบื่อ  เก็บไว้จนเต็มตู้    กทม.จะขอรับบริจาคเสื้อผ้าเหล่านี้มาแจกจ่ายให้กับผู้ที่ยังขาดแคลน     สำหรับเรื่องชุดนักเรียน จะรณรงค์ให้นักเรียนที่ยากจนยอมรับความยากจนของตนเอง (ไม่ใช่เรื่องน่าอาย) และยอมใส่เสื้อผ้าชุดนักเรียนที่ดูเก่าไปบ้าง .. เก่าแต่ไม่สกปรก

                ปัจจัยที่ 4. ยารักษาโรค   ... ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ .. การป้องกันจะได้ผลดีกว่าการรักษา  การสอนให้คนรู้จักดูแลสุขภาพให้ดีจะช่วยลดงบประมาณในการรักษาพยาบาล  ...... เมื่อก่อนผมป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลทุกปี เพราะไม่รู้วิธีรักษาสุขภาพ  ใช้ร่างกายอย่างขาดความพอดี   จนหลังจากที่ได้พบธรรมะ “ทำดี คือทำแล้วได้ผลดี” จึงค่อยเรียนรู้สิ่งที่เราดำเนินชีวิตผิดพลาด  เริ่มแก้ไขด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ  ปล่อยวางเรื่องที่เกินกำลัง เป็นต้น 

                เรื่องของยารักษาโรคนี้ กทม.จะเน้นการแพทย์เชิงรุก คือสอนให้คนรู้จักดูแลสุขภาพ เพื่อไม่ให้เจ็บป่วย   และหากมีโรคภัยไข้เจ็บ ก็จะได้รับการรักษาในราคาถูก (ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค)     นอกจากนั้นยังมีจะมีการจัดทำสวนสมุนไพรเพิ่มขึ้นด้วย

 

                เห็นไหมครับ  ปัจจัยสี่  มีเพียงพอได้ แก่ทุกผู้คน  โดยใช้งบประมาณของ กทม. นี่แหละ   นอกจากจะได้ผลดีที่มีปัจจัยดำรงชีพพอเพียงแล้ว ในการจัดหาปัจจัยสี่ให้กับประชาชนนี้  กทม.จะต้องมีการจ้างลูกจ้างเพิ่มเติมเพื่อช่วยทำงานต่างๆ จึงเป็นการช่วยสร้างงานรองรับผู้ตกงานได้อีกทางหนึ่ง

                ประชาชนผู้เสียภาษี โดยไม่คิดว่าตัวเองจะมีความจำเป็นต้องรับบริการสวัสดิการปัจจัยสี่ฟรีเหล่านี้ โปรดอย่าเห็นว่าจะเป็นการเสียผลประโยชน์ของตัวเอง   ท่านเองก็จะได้รับประโยชน์ในทางอ้อม คืออัตราการเกิดอาชญากรรมและข่าวคราวความเดือดร้อนทุกข์ยากของผู้คนก็จะน้อยลง   ภัยอันตรายต่อชีวิตของท่านก็จะน้อยลง    ถึงเวลาที่สังคม (รัฐ) ควรจะดูแลคนให้ดีขึ้นกว่าเดิม   ทุกวันนี้รัฐก็มีการดูแลสังคมแล้วในระดับหนึ่ง เช่น มีห้องสมุดประชาชนให้คนทั่วไปเข้าใช้บริการได้ฟรี   แต่ถ้ารัฐดูแลผู้คนได้ดีขึ้น ทุกคนก็จะมีสามัญสำนึกรักสังคมมากกว่าเดิม   มาร่วมกันพัฒนาคนทั้งหมดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  อย่าปล่อยให้ใครอดอยากปากแห้ง  เพราะหากมีคนยากไร้  มีคนทุกข์ยากในสังคม  ปัญหาของพวกเขาก็จะเป็นปัญหาโดยรวมของสังคมด้วย     ไม่ว่าจะเป็นระบบทุนนิยมหรือสังคมนิยม  ความจริงก็คือ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม .. สังคมมนุษย์

                อย่าพึ่งกลัวว่านโยบายนี้จะทำให้ผู้คนขี้เกียจ  วันๆ รอมากินฟรี รอให้รัฐช่วยฟรี   เราไม่ได้แค่ให้อาหาร เราจะให้ความรู้ ให้แนวคิดในการดำรงชีวิตด้วย    การช่วยเหลือปัจจัยสี่ที่จำเป็นนี้ จะทำให้ธุรกิจที่ไม่ดีหายไป  แต่ธุรกิจที่ดีและมีส่วนพัฒนาสังคมจะยังคงอยู่ได้ต่อไป   ผู้คนจะมุ่งหน้าทำงานดีๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยรวมให้ดีขึ้น  สวัสดิการที่รัฐสามารถให้ได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น    หากเราช่วยกันทำแต่งานที่สร้างสรรค์แล้ว ชีวิตเราจะอยู่อย่างสุขสบายกว่านี้เยอะครับ ... เราจะทำงานอย่างมีความสุขกับงาน  ไม่ใช่ทำกันอย่างเคร่งเครียดเพราะมุ่งหวังแต่เงินและขาดความมั่นคงในชีวิตเช่นทุกวันนี้    ดูสถานการณ์สังคมทั่วโลกทุกวันนี้เถอะครับ ถ้าสังคมไม่มีพร้อมปัจจัยสี่ (แถมยังไร้ธรรมะอีกตะหาก) เราจะต้องเผชิญกับธุรกิจผิดกฏหมายและทำร้ายสังคมตลอดไป

                ทำงานที่ดีแล้วสังคมจะดีคือกฏธรรมชาติที่แท้จริงครับ .. ระบอบเงินนิยมไม่ได้ช่วยให้คนรู้กฏธรรมชาติ คนตั้งใจเรียนเพราะคิดว่าเรียนจบจะได้งานดีได้เงินดี แทนที่จะเข้าใจว่าความรู้นั้นมีคุณค่าทำให้ดำรงชีวิตได้ถูกต้อง    คนหลงคิดว่างานที่ดีคือให้เงินเดือนเยอะ ทั้งที่ความจริงงานที่ดีคืองานที่ทำประโยชน์ให้สังคมได้มากที่สุด    งานที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ทำให้สังคมเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ก็มีมากมาย ... กฏธรรมชาติจริงแท้กว่ากฏหมายครับ  กฏหมายนั้นคนชอบฝ่าฝืนเพราะคนยังขาดสำนึกเพื่อสังคม นึกว่าทำแล้วไม่โดนจับคือไม่ผิด ..  แต่กฏธรรมชาติที่แท้จริงคือหากสังคมเดือดร้อนตนเองก็เดือดร้อนด้วย .. มาร่วมเปลี่ยนการแข่งขันว่าใครจะรวยกว่า มีอำนาจมากกว่า เป็นการแข่งขันว่าใครจะสามารถช่วยให้สังคมโลกสงบสุขได้มากกว่ากันเถอะครับ  

 

นโยบายข้อที่ 6. คือ  กรุงเทพจะปราศจากขอทาน   หรือ  หมดสิ้นขอทาน  สถานสงเคราะห์พอเพียง

                ท่านทั้งหลายรู้สึกเหมือนผมไหมครับ  ว่าเวลาเราเห็นขอทานในสะพานลอยหรือข้างถนนหรือตามตลาดนัด เราจะรู้สึกว่า ทำไมสังคมน่าหดหู่เช่นนี้  ทำไมต้องมีคนอดอยากมาขอทานเช่นนี้  หรือมีใครรังแกเขาจับเขามาเป็นขอทานเพื่อเอาส่วนแบ่งจากเงินที่เขาขอทานได้   ซึ่งเขาเหล่านี้ก็ไม่ได้มีมากมายนัก  ทำไมสังคมถึงไม่สามารถดูแลเขาเหล่านี้ได้   สถานสงเคราะห์ของรัฐบาลก็มีอยู่  ทำไมเขาไม่ไปสถานสงเคราะห์  หรือว่าสถานสงเคราะห์มีไม่พอที่จะดูแลเขาได้ทั่วถึงหรือดีพอ

                หากผมได้เป็นผู้ว่าฯ ผมจะดำเนินการให้ขอทานหมดไป  โดยเน้นหลักการเหมือนกับการต่อสู้กับยาเสพติด คือ ถ้าไม่มีอุปสงค์ก็จะไม่มีอุปทาน  ถ้าไม่มีผู้ซื้อ ผู้ขายก็จะต้องเลิกขาย   ถ้าไม่มีคนให้ทาน สุดท้ายขอทานก็จะหมดไป   เราจะต้องให้ความรู้แก่คนทั่วไปว่า สถานสงเคราะห์เรามีพอ  มีที่ไหนบ้าง  สามารถรองรับและดูแลคนได้ดีเพียงไร   ผู้คนจะได้รู้ว่าไม่ควรให้ทานขอทาน ซึ่งอาจเท่ากันการส่งเสริมให้เกิดปัญหาการค้ามนุษย์  หรือส่งเสริมให้คนไม่พยายามช่วยตัวเอง   ทางที่ถูกต้องคือให้บอกเขาให้ไปหาสถานสงเคราะห์     ลูกจ้างของ กทม. ส่วนหนึ่งก็จะช่วยกันสำรวจขอทานและช่วยนำเขาไปสถานสงเคราะห์ 

                โดยที่สถานสงเคราะห์นี้จะแตกต่างจากนโยบายข้อ 5 คือรองรับเฉพาะคนพิการ คนชรา (ที่ลูกหลานไม่ดูแล) และเด็กเร่ร่อน  โดยจะต้องได้รับการดูแลในระดับดีเสมือนหนึ่งอยู่ในบ้านตัวเอง  พร้อมทั้งมีการส่งเสริมการเรียนรู้ และมีกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ด้วย   

 

นโยบายข้อที่ 7. คือ  กรุงเทพจะมีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก สะอาด ปลอดภัย เพียงพอ และไม่ทำโลกร้อน  หรือ   เน้นขนส่งมวลชน  หลุดพ้นปัญหาจราจร

                ผมมีความตั้งใจอย่างหนึ่งตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีว่า จะไม่ขับรถส่วนตัวในกรุงเทพฯ    แม้ว่าจะจำเป็นต้องขับหลายครั้งแล้ว   แต่อุดมการณ์ยังคงอยู่เสมอ 

                พี่น้องครับ กรุงเทพเรามียานพาหนะสาธารณะสารพัดชนิดให้เลือกใช้  ทำไมเราถึงจะจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวกันมากมายให้รถมันติด แถมยังพ่นควันพิษใส่อากาศให้คนอื่นเขาร่วมสูดดมอีกล่ะ  (ควันรถหอมมั้ยครับ  ลองดมกันเองนะครับ)    หากได้เป็นผู้ว่าผมก็จะเป็นผู้ว่าคนแรกที่ขึ้นรถเมล์เป็นประจำ  และมุ่งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะทุกชนิดให้มีความสะดวก สะอาด ปลอดภัย ตรงต่อเวลา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งรณรงค์ให้คนทั่วไปนิยมใช้ยานพาหนะสาธารณะ และทำให้บรรยากาศช่วงการเดินทางในยานพาหนะสาธารณะเป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน สบายอกสบายใจ

                ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังจะพยายามส่งเสริมการใช้พลังงานที่สะอาดในยานพาหนะสาธารณะเหล่านั้น   รวมถึงหาทางแก้ปัญหาการที่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์มักถูกตำรวจเรียกปรับ เนื่องจากเห็นว่ามอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะที่สร้างปัญหารถติดและมลพิษน้อยกว่ารถยนต์   นอกจากนั้นก็จะสนับสนุนการใช้รถจักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง  โดยให้มีเลนจักรยาน  มีที่จอดรถจักรยาน  มีจักรยานของ กทม. ที่เป็นสมบัติส่วนรวมให้ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ได้   อีกพาหนะหนึ่งที่จะส่งเสริมก็คือการเดินทางด้วยเท้า  สองข้างทางควรมีทางเดินเท้า หรือทางวิ่ง  ซึ่งมีความปลอดภัยจากรถในท้องถนน 

                เมื่อวาน (วันที่ 1 มกราคม 2552) วันปีใหม่   รถโล่งมาก   น่าเสียดาย  รถเมล์น้อยกว่าปกตินิดนึง  ถ้ามีรถเมล์เยอะ ขณะที่รถส่วนตัวน้อยๆ  คนขับรถเมล์ขับอย่างใจเย็นและเย็นใจ  เราคงไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทางมากมายอย่างวันธรรมดาทั่วไป   

 

นโยบายข้อที่ 8. คือ  กรุงเทพจะสว่างไสว โดยไม่สร้างมลพิษ  หรือ  ค่ำคืนสว่างไสว  ปลอดภัยแถมแข็งแรง

                แม้ว่าผมจะมีนโยบายข้อ 2. ที่เน้นให้คนรักกัน ไม่ทำร้ายกัน  แต่ก็ควรทำให้ค่ำคืนสว่างไสวเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น       สมัยที่ผมไปอบรมที่เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น  เมืองนั้นแทบไม่มีอาชญากรรมเลย  ผมจึงไม่กลัวภัยอันตรายจากผู้คน  แต่ค่ำคืนที่มืดมิดนั้นก็ทำให้กลัวอยู่ว่าอาจเดินตกหลุมตกบ่อได้   ดังนั้น กทม. จะเร่งเพิ่มแสงสว่างในยามค่ำคืนให้มากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเน้นจากที่ซึ่งมีสถิติอาชญากรรมสูงหรือมีความเสี่ยงสูงก่อน (การรณรงค์ให้คนรักกันอาจยังไม่สัมฤทธิ์ผลในทันที  ช่วงแรกต้องป้องกันด้านมืดในใจคนด้วยแสงสว่างก่อนครับ)

                เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่จะให้แสงสว่าง  ผมคิดว่าเราควรพัฒนาเครื่องสร้างพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานกล     คนวัยรุ่นวัยทำงานเรายังมีพลังงานล้นเหลือ และควรได้ออกกำลังกาย  หากเราสามารถแปลงพลังงานจากการออกกำลังกายของคนเหล่านี้มากักเก็บเป็นพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสงสว่างในยามค่ำคืนได้ ก็เท่ากับว่าเราจะได้ประโยชน์สองต่อ  ได้ทั้งแสงสว่างและได้สุขภาพที่แข็งแรง    อย่างไรก็ดี แม้ว่าหากการพัฒนาระบบกำเนิดพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานคนจะยุ่งยากจนไม่อาจทำได้  ก็จะต้องพยายามเพิ่มแสงสว่างในกรุงเทพด้วยพลังงานไฟฟ้าปกตินี่แหละครับ

 

นโยบายข้อที่ 9. คือ  คนกรุงเทพจะช่วยกันศึกษาหาความรู้  หรือ  พัฒนาคนถ้วนหน้า ด้วยการศึกษาตลอดชีพ

                อันนี้เป็นข้อเด่นอีกข้อหนึ่งที่ไม่เห็นมีในนโยบายของผู้สมัครท่านอื่น ซึ่งเน้นเฉพาะการให้การศึกษากับเด็ก   สังคมไม่ควรละทิ้งผู้ใหญ่ให้โง่  การศึกษาควรมีให้คนทุกเพศทุกวัย  การเรียนของผู้ใหญ่นี้ ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาใบรับรอง แต่เรียนเพื่อเอาความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต  ไม่ต้องเรียนแบบเคร่งเครียด  วิชาที่เปิดสอนก็จะมีหลากหลาย เช่น ภาษาอังกฤษ  คอมพิวเตอร์  อินเตอร์เน็ต  เทคโนโลยีสมัยใหม่  เลขคณิต  ธรรมะ เกษตรกรรม  ทักษะการพูด  การซ่อมรถเบื้องต้น  และอื่นๆ อีกมากมาย   เน้นว่าเรียนแล้วทำได้  ไม่ใช่เรียนแล้วสอบได้แล้วก็ลืมเพราะไม่ได้ใช้งาน  

                อีกวิธีหนึ่ง อาจจัดเป็นห้องรวมสารพัดศาสตร์  แบบว่า ให้เข้าไปอ่านหนังสือกันเอาเอง แล้วไม่จำเป็นต้องเงียบ  ใครสงสัยอะไรถามครูในห้องได้เลย  ครูไม่รู้ก็อาจถามเพื่อนๆ ในห้อง  หรือเปิดอินเตอร์เน็ตหาคำตอบกันตอนนั้นเลย

                ข้อดีของการให้การศึกษาระดับผู้ใหญ่นี้ นอกจากจะทำให้ได้ผู้ใหญ่ที่มีความรู้แล้ว ยังจะช่วยให้ผู้ใหญ่ที่ว่างงานมีกิจกรรมทำยามว่าง ส่งเสริมความสัมพันธ์และมิตรภาพของคนทั่วไป  ทำให้ไม่มีเวลาฟุ้งซ่าน เหลือพลังงานไปทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์  การเรียนจะเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและได้สาระ

                นโยบายนี้จะช่วยพัฒนาคนทุกคนให้มีคุณภาพ   พัฒนาคนให้รับผิดชอบต่อตนเอง  ไม่สร้างปัญหา  รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพราะอะไร  เช่น การทิ้งขยะ   การสูบบุหรี่   การใช้ไฟฟ้าฟุ่มเฟือย  เหล่านี้ก็สอนได้บอกกันได้ในห้องเรียนสาธารณะนี้  

                อย่าพึ่งคิดว่าเลือกผู้ว่ามาแล้ว จะต้องมาเหนื่อยเรียนหนังสือหรือสอนหนังสือนะครับ  ผู้ว่าคนเดียวแก้ปัญหาต่างๆ ได้ไม่หมดหรอกครับ  ทุกคนต้องช่วยกัน  สังคมต้องประกอบด้วยคนที่มีคุณภาพ สังคมถึงจะดีได้  .. สังคมที่ละทิ้งคนขี้เกียจ คนขาดความรู้ ย่อมต้องทนรับปัญหาสังคม .... คุณอาจจะต้องเหนื่อยบ้าง .. แต่ก็ไม่เหนื่อยมากหรอกครับ .. เราเน้นการเรียนการสอนแบบสนุก   เรียนอย่างมีความสุขครับ ไม่ใช่ทนทุกข์กับการเรียน  ... ช่วยกันสร้างสรรค์สังคมด้วยกันเถอะครับ   แต่ละคนมีความสามารถ  และทุกคนควรช่วยกัน   มาช่วยกันบอกสอนกันให้รู้จักดูแลตัวเองให้ดี  เพื่ออยู่อย่างมีความสุขด้วยกัน  การทำให้แต่ละชีวิตดูแลชีวิตตัวเองได้โดยไม่เดือดร้อนใคร .. เท่ากับการแก้ปัญหาสังคมได้อย่างเบ็ดเสร็จ 

 

นโยบายข้อที่ 10. คือ  กรุงเทพจะน่าอยู่ด้วย ดนตรี  ลานกีฬา  ศิลปะ  สระน้ำธรรมชาติ  พื้นที่สะอาดสีเขียว  หรือ  ดนตรี กีฬา ศิลปะ สระเล่นน้ำ สวนล้ำประโยชน

                ความสุขของมนุษย์นั้นมักจะได้มาจากการได้พบได้เห็นได้ฟังและได้ทำในสิ่งที่ชอบ  ดนตรี ศิลปะ การกีฬา จะทำให้มนุษย์มีความสุขได้โดยไม่เดือดร้อนใคร  เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน  ซึ่งความจริงแล้วควรผสมผสานอยู่ในการดำรงชีวิตเป็นระยะๆ  เช่น มีเพลงฟังระหว่างทำงาน  มีสิ่งสวยๆงามๆ อยู่รอบตัว  มีสถานที่ออกกำลังกาย เป็นต้น

                สิ่งที่ กทม. ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว  แต่ควรทำเพิ่มขึ้นครับ   กทม. ควรจะทำให้บ้านเมืองสวยงามน่าอยู่มากขึ้นด้วยการแทรกเสริมดนตรีและศิลปะเข้าไปในซอกมุมต่างๆ ของกรุงเทพฯ   ส่งเสริมการเล่นกีฬาเพื่อการออกกำลังกาย และเพื่อฝึกให้คนมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย   จัดหาสระน้ำธรรมชาติที่สะอาดพอสำหรับให้คนลงเล่นน้ำได้   ดูแลรักษาต้นไม้ที่มีอยู่แล้วให้แข็งแรงดี   ปรับปรุงสวนหย่อม สวนสาธารณะต่างๆ ให้เป็นที่สารพัดประโยชน์ ที่ให้ทั้งสุขภาพ ความรู้ อาหาร นันทนาการ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ ต่อประชาชน

                กทม. จะกลายเป็นเหมือนกรุงของเทพจริงๆ คือมีความสุขสนุกสนานแทรกอยู่ทุกมุมเมือง  บรรยากาศจะเปลี่ยนจากความเงียบเหงาและอึกทึกครึกโครมเป็นความสุขแบบสงบเย็นและเริงร่า โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร   ความสุขจะหาได้ทั่วไปในท้องถนนและสวนสาธารณะต่างๆ 

                พื้นที่ที่มีมลภาวะทางดิน น้ำ อากาศ จะได้รับการปรับปรุงให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ  ผู้คนจะมีจิตสำนึกมากขึ้นในการรักษาความสะอาดให้บ้านเมือง  พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องต่างๆ จะได้รับการบอกการสอนกัน  พฤติกรรมที่ถูกต้องจะได้รับการส่งเสริมยกย่อง

                มีงานมากมายที่ควรทำเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพ  การจ้างงานเพิ่มขึ้นนี้จะช่วยรองรับปัญหาการตกงานที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นในยุคภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้   ... เรายอมให้เศรษฐกิจถดถอยได้ครับ  แต่อย่ายอมให้ความสุขถดถอยกันเลย

 

นโยบายข้อที่ 11. คือ  คนกรุงเทพจะมีอินเตอร์เน็ตให้ใช้งานกันในราคาถูก และใช้อินเตอร์เน็ตเป็นกันทุกคน  หรือใช้คำย่อๆ ว่า  อินเตอร์เน็ตไร้สาย  สะดวกสบายและได้สาระ

                อินเตอร์เน็ตมีประโยชน์มหาศาล   นอกจากจะเป็นแหล่งความรู้ขนาดมโหฬารในทุกเรื่องแล้ว ยังเป็นเครื่องมือช่วยให้เราทำอะไรได้สารพัด เช่น ทำธุรกรรมการเงิน  แสดงความคิดเห็น  หาเพื่อนใหม่  ดูหนัง  ฟังเพลง  แปลงาน  วางแผนเดินทาง  (หรือแม้แต่หาเสียง :) ฯลฯ    แม้ว่า หลายท่านอาจจะเห็นว่าอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางให้คนทำผิดหรือเสียคนบ้าง  แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือ  ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะเลือกใช้อย่างไร

                ในอนาคตจะมีบริการหลายๆ เรื่อง และความรู้อีกมากมายแลกเปลี่ยนกันทางอินเตอร์เน็ต   ผมเห็นว่า อินเตอร์เน็ตควรเป็นปัจจัยพื้นฐานหนึ่ง ที่ทุกคนควรมีสิทธิ์ได้ใช้ฟรี โดยทั่วถึงกัน   กทม. จะเน้นส่งเสริมระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (WiMAX) ที่สามารถให้บริการประชาชนทั่วไปในราคาถูกและครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพ  เพื่ออำนวยความคล่องตัวในการใช้งาน    

                ในส่วนการดำเนินงานของ กทม.  เราจะใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหลักอย่างหนึ่งในการให้บริการและติดต่อประชาชน   เราจะพัฒนาเว็บไซต์ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนชาว กทม.  ให้ความรู้ทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ   รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนอย่างเปิดเผยทางกระดานสนทนา  ซึ่งผมเองจะได้ร่วมให้คำตอบด้วย    ส่วนเจ้าหน้าที่ กทม. ก็จะมีการใช้อินเตอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตช่วยในการทำงานมากขึ้น  มีระบบอำนวยความสะดวกในการทำงาน  และใช้ e-mail มาช่วยลดความยุ่งยากและลดขั้นตอนของการส่งหนังสือราชการ

                ประชาชนทุกคนจะได้รับการส่งเสริมให้สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ โดยมีกลยุทธ์หลายอย่าง เช่น อาจให้มีสิทธิ์เข้าใช้อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ในราคาถูก  มีการฝึกอบรมการใช้งานอินเตอร์เน็ต  ทำคู่มือการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบง่ายๆ  แจกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตกรุ่น  ฯลฯ   ที่สำคัญคือ ทำให้ประชาชนเห็นว่าเขาสามารถมีชีวิตที่สะดวกสบายเพิ่มขึ้นได้มากด้วยอินเตอร์เน็ต  ทั้งในการติดต่องานกับ กทม. และหน่วยงานอื่นๆ  

                บอกตามตรงครับ  ผมก็ไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งมากมายหรอก เรื่องอินเตอร์เน็ตเนี่ย  แต่ผมก็เคยเรียนเรื่อง Computer Network มา .. ตั้ง 5 เดือนนะครับ จากญี่ปุ่น   นี่เป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าผมควรจะศึกษาให้เก่งเหมือนกัน  แต่ก็เนื่องจากคิดว่าเรื่องการช่วยให้สังคมน่าอยู่ด้วยธรรมะนั้นสำคัญกว่า และยังไม่มีใครทำ ก็เลยต้องทำสิ่งนี้และทำงานประจำอื่นๆ ไปก่อน   เรื่องระบบให้บริการทางอินเตอร์เน็ตผมจึงเป็นเพียงแค่ผู้ใช้ธรรมดา  ไม่ใช่ระดับผู้พัฒนา  (พัฒนาได้แค่เว็บไซต์แบบธรรมดาๆ ของตัวเอง)  อย่างไรก็ดี ด้วยประสบการณ์ความรู้ที่สั่งสมมา เชื่อว่าจะสามารถสนับสนุนให้มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเกิดประโยชน์ยิ่งกว่าเดิมมาก

 

นโยบายข้อที่ 12. คือ  กรุงเทพจะมีฐานข้อมูลประชากร, ที่ดิน, และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ถูกต้อง, เป็นปัจจุบัน และเปิดเผย  หรือสรุปง่ายๆ ได้ใจความว่า  พร้อมรับทุกงาน ด้วยฐานข้อมูลถูกต้องทันสมัย

                นโยบายข้อสุดท้ายมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้ออื่นๆ และเป็นข้อที่จะทำให้เห็นภาพกรุงเทพที่พัฒนาแล้วอย่างเป็นรูปธรรมให้เด่นชัดขึ้น     ผมมีประสบการณ์ทำงานด้านฐานข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (ภูมิสารสนเทศ หรือ GIS) รวมทั้งฐานข้อมูลอื่นๆ มาหลายปี  เห็นความสำคัญของระบบฐานข้อมูล  เห็นปัญหาในการทำงานเกี่ยวกับฐานข้อมูล  และเล็งเห็นคุณประโยชน์อันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นหากมีฐานข้อมูลที่สมบูรณ์ ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และแบ่งปันกันโดยเสรี    

                ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริงและสมบูรณ์ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน เป็นสิ่งสำคัญมาก ในการประเมินให้รู้ว่าขณะนี้เรามีคนอยู่เท่าไร  แต่ละคนมีปัญหาอะไรบ้าง  ปัญหาเกิดที่ใดบ้าง  มีที่ใดที่จะช่วยรองรับปัญหาได้บ้าง ฯลฯ

                ข้อมูลที่จะใช้เพื่อพัฒนากรุงเทพนั้นมีหลายอย่างหลายด้าน โดยผมขอพูดถึงข้อมูลสองอย่างใหญ่ๆ คือข้อมูลเชิงประชากร กับข้อมูลเชิงแผนที่

                เรื่องข้อมูลประชากร กทม. จะพัฒนาระบบเพื่อให้บริการประชาชนให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลส่วนตัวของตัวเองได้ทางอินเตอร์เน็ต  ซึ่งในอนาคตต่อไปจะพัฒนาให้ถึงระดับที่ประชาชนสามารถปรับปรุงข้อมูลหลายๆ อย่างที่เป็นปัจจุบันของตัวเองได้ เช่น อาชีพ  รายได้ต่อเดือน  สถานภาพ  สุขภาพ ฯลฯ  ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด  หากประชาชนให้ข้อมูลผิดพลาดจะส่งผลให้การวิเคราะห์ต่างๆ ผิดพลาด   แผนการให้บริการของ กทม. ก็จะผิดพลาด  แต่ละคนจึงควรให้ข้อมูลที่ถูกต้อง  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะให้บริการกับหน่วยงานอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ด้วย 

                เรื่องข้อมูลเชิงแผนที่ เช่น ตำแหน่งบ้าน สถานที่สำคัญ ถนน ต้นไม้ ฯลฯ ซึ่งอาจต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้านของเจ้าหน้าที่ จะจัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ โดยให้มีจำนวนเจ้าหน้าที่เหมาะสมกับพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถจัดทำข้อมูลได้อย่างถูกต้องและปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยตลอดเวลา และเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อมูลนั้นๆ โดยตรง   ข้อมูลจะถูกเผยแพร่อย่างเปิดเผยทางอินเตอร์เน็ต  หากผู้ใช้งานพบความผิดพลาดก็สามารถแจ้งให้ผู้รับผิดชอบข้อมูลทราบเพื่อปรับปรุงให้ถูกต้องต่อไป

                มาว่ากันถึงผลลัพธ์ที่จะเห็นเป็นรูปธรรมกันมั่งนะครับ

- ประชาชนจะได้รับความสะดวกในการติดต่องานกับภาครัฐ และสามารถทำธุรกรรมหลายอย่างได้โดยไม่ต้องเดินทางมาสำนักงานเขต  (ไม่มั่นใจนะครับ ว่าจะทำได้หรือเปล่า)

- กทม. จะจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทุกคน

- กทม. จะมีข้อมูลถนน, สวนสาธารณะ, สถานที่ราชการ, ห้องสมุด ฯลฯ ที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต

- กทม. จะทำแผนที่ด้วยภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูงขนาดใหญ่พร้อมรายละเอียดถนนหนทาง สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ติดไว้ในทุกสำนักงานเขต

- ข้อมูลการถือครองที่ดินทุกแปลงจะเป็นข้อมูลที่เปิดเผย และเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้การวางแผนพัฒนาที่ดินมีประสิทธิภาพ  และช่วยให้การซื้อขายที่ดินทำได้ง่ายขึ้น    อีกทั้งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการจัดสรรทรัพยากรที่ดินให้เพียงพอกับผู้คน 

 

- แนวเขตของ กทม. และพื้นที่รับผิดชอบของเขตต่างๆ จะมีความถูกต้องชัดเจน ลดปัญหาในการปฏิบัติงาน  …. คนที่ทำงานด้านแผนที่จะพบปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่รับผิดชอบ  ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน  ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไปเมื่อมีเจ้าหน้าที่ภูมิสารสนเทศของทุกเขตรับหน้าที่สะสางปัญหาให้ได้แนวเขตที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันต่อไป 

- ปัญหาจราจรจะมีข้อมูลสำหรับศึกษาเพื่อการแก้ไขปรับปรุงและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  เช่น มีข้อมูลการซ่อมแซมหรือก่อสร้างข้างถนนที่เป็นปัจจุบัน   มีข้อมูลอุบัติเหตุที่มีตำแหน่งชัดเจน   ภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเพื่อให้ประโยชน์แก่ประชาชนได้  เช่น ประชาชน หรือคนขับรถ ขสมก. สามารถดูข้อมูลภาพจราจร หรือตำแหน่งอุบัติเหตุ ได้ทาง Google Earth เป็นต้น

- มีเครื่องมือและข้อมูลสำหรับใช้เตรียมพร้อมรับมือและจัดการภัยพิบัติต่างๆ  .... อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนครับ ยังมีหลายเรื่องที่เรายังไม่รู้ เกี่ยวกับระบบธรรมชาติอันซับซ้อนลึกซึ้ง  จึงควรที่เราจะต้องเตรียมรับโดยการศึกษาความจริงที่เป็นอยู่ในตอนนี้และจัดทำฐานข้อมูลไว้ให้สมบูรณ์และเป็นปัจจุบันที่สุด  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทุกอย่าง

- ทุกพื้นที่จะถูกใช้ประโยชน์  กรุงเทพจะรองรับผู้คนได้เต็มศักยภาพ (และรู้ว่ามีศักยภาพในการรองรับได้แค่ไหน)  .... เนื่องจากกรุงเทพ จะเป็นเมืองที่น่าอยู่   ผู้คนทั่วโลกอาจต้องการมาเที่ยวหรือมาพักในกรุงเทพจนเกินศักยภาพของกรุงเทพได้  จึงควรที่เราและเขาจะได้รู้ว่าปัจจุบันกรุงเทพสามารถรองรับคนได้แค่ไหน  มีปัญหาอะไรบ้าง มีสิ่งดีๆ อะไรบ้าง ฯลฯ

                ผู้ว่าที่จะมาพัฒนากรุงเทพฯ ต่อไปได้ดี ควรจะมีความรู้และเข้าใจความสำคัญของฐานข้อมูลดีพอสมควรนะครับ ผมว่า   จะเลือกใครก็ลองคิดดูนะครับ

 

                จบเรื่องนโยบาย  ขอชี้แจงเรื่องตัวตนของผมสักหน่อยนะครับ

                เรื่องการแต่งตัว .... การที่ผมแต่งตัวแปลกๆ นี้  เป็นความชอบและมีเหตุผลในการแต่งครับ .. ข้อความที่ผมเขียนติดที่โพกหัวและป้ายที่ห้อยก็เป็นข้อความดีๆ ที่ผมคิดว่าผมควรนำเสนอแก่บุคคลทั่วไปให้ได้อ่านกัน .... ส่วนสไตล์การแต่งที่ออกแนวจ๊าบนิดหน่อยก็เพื่อมีส่วนผลักดันให้สังคมยอมรับคนที่แต่งตัวแปลกๆ บ้าง  นี่เป็นความคิดสร้างสรรค์โดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน .. ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล และอยากฝากบอกถึงคุณพ่อคุณแม่ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของลูกๆ ว่าถ้าลูกไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่าต่อว่าลูกเลย อย่าห้ามไปเสียทุกอย่าง  จนลูกอาจต้องไปหาทางออกที่ผิดพลาด   .. และหากเมื่อสมมติว่าได้รับเลือกตั้งจริงๆ ผมจะแต่งตัวแบบสุภาพกับเขาได้ไหม  ตอบว่าได้ครับ  ผมไม่ได้ยึดติดอะไรนอกจากเหตุผลและความเหมาะสม ..... โปรดเข้าใจ ผมอาจจะทำตัวแปลก แต่ไม่ทำผิด  สิ่งที่ผมเห็นว่าผิด เช่น การทิ้งขยะในท้องถนน  การทุจริต ฯลฯ ผมจะไม่มีวันทำ

                อีกเรื่อง ... เรื่องชื่อผม .... ชื่อ  กงจักร .. หลายคนอาจเข้าใจว่าหมายถึงสิ่งไม่ดี  ความจริงแล้ว (ตามที่เรียนวิชาภาษาไทยเมื่อตอน ม.ต้น) กงจักรหมายถึงอาวุธสำหรับประหารภูติผีปีศาจในยมโลก   เมื่อเปรตหรือภูติผีชั่วร้ายเห็นกงจักร จะเข้าใจผิดว่าเป็นดอกบัวและเดินเข้าไปหา ก็จะถูกประหาร    จึงเป็นที่มาของคำว่า อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว   ในส่วนตัวของผมเองถือว่าชื่อนี้หมายถึงเครื่องมือปราบอธรรม .. อธรรมในที่นี้คือความไม่รู้, กิเลส, และความเชื่อที่ผิดๆ ที่อยู่ในใจตนและในสังคม ซึ่งสมควรต้องกำจัดเพื่อให้ผู้คนประพฤติปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแท้จริง 

                เรื่องสุดท้าย ขอชี้แจงถึงเรื่องการที่ผมเข้ามาสมัครผู้ว่า  หลายคนอาจมองว่าสงสัยจะมีประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง   ผมขอทำความเข้าใจตรงนี้ครับว่า ผมไม่ได้อยากใช้ช่องทางที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แบบนี้มาประชาสัมพันธ์ความคิด  ผมหาเสียงไปแล้วก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่มาเสนอเรื่องธรรมะเพื่อแลกกับคะแนนเสียง    รู้สึกไม่บริสุทธิ์ใจเหมือนเมื่อก่อนที่ผมพยายามทำในฐานะคนธรรมดา  สวมหัวลูกโลก ห้อยป้าย เขียนข้อความติดเสื้อ  เขียนบทความ ฯลฯ  ซึ่งตอนนั้นทำเพราะหวังว่าจะมีคนทำตามอย่างหรือเอาไปขยายความจนเกิดการเปลี่ยนแปลง  แต่ไม่เป็นผล   สุดท้าย ผมจึงต้องเข้ามาในสนามนี้  ซึ่งต้องขอยืนยัน ว่าเข้ามาเพื่อทำประโยชน์ให้ส่วนรวม   และสิ่งที่จะทำต่อๆ ไปก็เป็นการทำโดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว  เพราะผมมีความมั่นใจว่า ประโยชน์ส่วนตัวของผมจะมีอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อสังคมดีแล้วเท่านั้น         ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ผมจะทำตัวในรูปแบบเดิม รณรงค์แนวทางไปสู่โลกที่สงบสุขต่อไป  และทำตัวเหมือนเช่นที่เคยทำ  กินอาหารธรรมดา  ขึ้นพาหนะขนส่งมวลชน (หรืออาจใช้จักรยาน)  เป็นกันเองกับทุกผู้คนเหมือนเดิม   .. คะแนนจะได้เท่าไรนั้นไม่สำคัญ  ถ้าได้ 1 คะแนนก็เป็นการดีที่ได้ทำสถิติใหม่ (ต่ำสุด)   ถ้าได้หมื่นคะแนนก็จะได้สะท้อนถึงความต้องการทุกท่านที่เห็นด้วยกับนโยบายดีๆ ดังที่ผมได้พรรณามาข้างต้น    ถ้าได้ล้านคะแนนก็ดี จะได้ และได้เอานโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมแบบก้าวกระโดด

                และก็โปรดอย่ามองว่าการสมัครครั้งนี้เพื่ออยากดัง  ผมไม่คิดจะทำให้เวทีผู้ว่านี้ด้อยค่าด้วยการแค่มาเสนอตัวเองหรอกครับ  การจะมาสมัคร แม้ว่าจะไม่ได้หวังถึงการได้ตำแหน่งผู้ว่า แต่ก็ต้องมีดีที่จะมานำเสนอ  นี่คือเวทีสำหรับให้นำเสนอสิ่งดีๆ เพื่อสังคม  หากผมไม่มั่นใจว่าผมมีนโยบายดีๆ และมีพฤติกรรมที่ดี  มีความตั้งใจรณรงค์เพื่อสังคมที่ดีขึ้นตลอดมา  ผมคงไม่กล้ามาสมัคร   ต้องขอโทษด้วยหากทำให้ใครคิดว่า นี่เป็นการทำให้เวทีผู้ว่าเหมือนเวทีให้คนแจ้งเกิด  .. ผมไม่ได้อยากเกิดครับ .. แต่นโยบายของผมสมควรได้เกิด และนี่คือโอกาสทอง .... ที่การลงทุนด้วยเงินเจ็ดหมื่นเป็นสิ่งที่คุ้มมาก

                แม้จะไม่สนใจว่าจะได้รับเลือกหรือไม่  แต่ก็ขอยืนยันว่าผมเป็นผู้สมัครที่น่าเลือกคนหนึ่ง    ผมไม่ใช่คนดีเลิศ  แต่ผมว่า ผมมีส่วนผสมที่ลงตัว .. ความไม่แก่ ไม่หนุ่ม .. ไม่รวยแต่ก็ไม่จน .. ไม่หล่อแต่ก็ไม่ขี้เหร่เกินไป .. ไม่ฉลาดแต่ก็ไม่ถึงกับโง่  น่าจะกำลังเหมาะเป็นผู้ว่าที่จะรวมใจคนทุกชนชั้นได้    ที่สำคัญ ผมว่า ผมน่าจะเป็นผู้สมัครที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกรุงเทพต่อชาวโลกได้ดีที่สุด   กรุงเทพฯ โฉมใหม่ เมืองแห่งความรักและธรรมะจะโด่งดังและเป็นที่รู้จักทั่วโลกครับ   เสียงที่เลือกผม จะแสดงออกถึง เสียงที่ต้องการมีส่วนร่วมช่วยให้โลกสงบสุข   เสียงที่เห็นว่าสังคมเรากำลังขาดหลักธรรม  เสียงที่เห็นว่าควรพอกันทีกับการทุจริตคอรัปชั่น   เสียงที่ห่วงใยสังคมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว   

                ลองคิดกันดูนะครับท่าน  ทุกคนควรทำดีที่สุดที่ตนเองทำได้  ผมก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว คือมาลงสมัครครั้งนี้ ท่านก็น่าจะทำดีที่สุดโดยใช้สิทธิ์เลือกคนที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด    ซึ่งก็ไม่ต้องคิดมากครับ เพราะครั้งนี้ผมสมัครด้วย ถ้าผมไม่ได้สมัครท่านก็คงต้องเลือกยากหน่อย 55555  

                อีกนิดเดียวครับ จะจบแล้ว  ขอย้ำ  เรื่องนโยบายทั้ง 12 ข้อของผม  นี่ไม่ใช่การชูนโยบายเลิศหรูเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง แต่เป็นนโยบายที่จะพยายามทำให้ได้จริง  .. สังคมกรุงเทพและสังคมโลกที่สงบสุขที่แท้จริงต้องปกครอง ต้องจัดการ กันแบบนี้ .... คุณค่าและความถูกต้องของนโยบายเหล่านี้จะพิสูจน์ตัวมันเองในที่สุดครับ

 ----------------

"ลูกโลก"  กงจักร  ใจดี  เบอร์ 5 

2 ม.ค. 2552





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลูกหินฮะ๛ วันที่ : 05/01/2009 เวลา : 07.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stonekid
http://www.oknation.net/blog/stonekimo    Too bad all the people ,  ..Who know how to run the country !. Are busy Driving Taxicabs and Cutting Hair....



ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Globe วันที่ : 04/01/2009 เวลา : 10.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/goodjai
พอใจย่อมไร้ทุกข์ .. ทำดีย่อมมีสุข .... รวมโลก ย่อมได้ สันติภาพ เสรีภาพ และความรักสามัคคี  

ได้ไอเดียอีกอย่าง
เราน่าจะมี "กองทัพล้างทุกข์ สร้างสุข" ของ กทม.
กทม. น่าจะต้องจ้างคนเพิ่มอีกเยอะเลย
ให้ทำงานบอกสอนพูดคุยธรรมะกับประชาชน
เชื่อว่าจะช่วยแบ่งเบางานของตำรวจไปได้เยอะ
ตำรวจทำงานปราบปราม แต่เราจะทำงานปรับปรุง (ความคิด ความรู้ :)

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Globe วันที่ : 03/01/2009 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/goodjai
พอใจย่อมไร้ทุกข์ .. ทำดีย่อมมีสุข .... รวมโลก ย่อมได้ สันติภาพ เสรีภาพ และความรักสามัคคี  

หัวข้อนโยบายหลัก 12 ข้อ (แบบไม่มีบรรยายครับ)

1. พอใจ=ไร้ทุกข์ ทำดี=มีสุข .. ปลูกธรรมประจำใจ
2. น่าอยู่ทุกจุด ด้วยรักบริสุทธิ์มนุษย์โลก
3. รับฟังเสียงส่วนใหญ่ ประชาธิปไตยเบ่งบาน
4. เปิดเผยทุกกิจ ขจัดทุจริตคอรัปชั่น
5. หมดห่วงทุกชีวี ปัจจัยสี่มีพร้อม
6. หมดสิ้นขอทาน สถานสงเคราะห์พอเพียง
7. เน้นขนส่งมวลชน หลุดพ้นปัญหาจราจร
8. ค่ำคืนสว่างไสว ปลอดภัยแถมแข็งแรง
9. พัฒนาคนถ้วนหน้า ด้วยการศึกษาตลอดชีพ
10. ดนตรี กีฬา ศิลปะ สระเล่นน้ำ สวนล้ำประโยชน์
11. อินเตอร์เน็ตไร้สาย สะดวกสบายและได้สาระ
12. พร้อมรับทุกงาน ด้วยฐานข้อมูลถูกต้องทันสมัย


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Globe วันที่ : 02/01/2009 เวลา : 21.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/goodjai
พอใจย่อมไร้ทุกข์ .. ทำดีย่อมมีสุข .... รวมโลก ย่อมได้ สันติภาพ เสรีภาพ และความรักสามัคคี  

มีครับ บทความที่ผมเขียนก่อนหน้านี้ครับ ย่อๆ

มีย่อสุดๆ ด้วย
โปรดดูที่ www.goodjai.com
หรือ http://www.geocities.com/goodjai/globe_bkk_policy_topics.htm

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สงวนชัยโรจน์ วันที่ : 02/01/2009 เวลา : 20.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jirachon
ที่ที่มีความสมบูรณ์แบบ ไม่มีเรื่องให้เล่า


ป๋า..ขอฉบับย่อๆมีมะ?

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]