• คนกลาง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-07
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 90743
  • ส่ง msg :
  • โหวต 21 คน
แนวคิดหลากหลายของนายสีเทา
โทษที...ที่ไร้สาระไม่เป็นจริงๆ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/gray18
วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม 2550
Posted by คนกลาง , ผู้อ่าน : 1463 , 15:34:44 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

         

ที่เราคุ้นหูกันมากๆ ในเรื่องการกินของเมืองไทย คือ “กินให้เป็นเวลา”...คำถามคือแล้ว “เวลา” ไหน  เขาก็ตอบมาว่า...ก็เช้า เที่ยง เย็น...วันละ 3 ครั้ง  แล้วไอ้  เช้า เที่ยง  เย็น นี่ใครเป็นคนกำหนด...ก็ “หมอ” เป็นคนบอกมา  แล้วก็เชื่อกันเลย  และเราก็มาปรับตั้ง “นาฬิกาชีวะ” กันใหม่จนเป็น “กลไก”ที่ลงตัว  ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาตามที่แต่ละคนตั้งไว้...ภายใต้เงื่อนไข  วันละ 3 เวลา  เช้า  เที่ยง  เย็น...เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเที่ยง (เช้า...เย็น)...เราก็บอกตัวเองว่า “ถึงเวลากิน” (โปรดสังเกต..ไม่ได้บอกว่า “หิว”)  และก็ต้องไป “กิน” แบบงงๆ

ข้อเท็จจริง...มันเป็นอย่างที่เรารับรู้มาจริงหรือ  ถ้าไม่ใช่  มันควรจะเป็นแบบไหน

เราลองมาหาข้อโต้แย้งกันดูนะครับ...

เริ่มจากข้อเท็จจริงที่คลุมเครือ...ที่ว่า

กลไกที่ควบคุมการรับประทานอาหารของมนุษย์นั้นยังไม่มีใครทราบละเอียด

ศูนย์ความหิวจะอยู่ที่สมองส่วนไฮโปทัลลามัสและศูนย์ความอิ่มก็อยู่ใกล้เคียงกัน เมื่อร่างกายต้องการอาหาร ศูนย์ความหิวจะทำงานโดยกระตุ้นสมองส่วนบน (Cerebral Cortex) ให้เกิดการรับประทานอาหาร

เมื่อได้อาหารเพียงพอแล้วศูนย์ความอิ่มจะส่งสัญญาณให้ศูนย์ความหิวหยุดทำงาน

ศูนย์ความอิ่มนั้น “อาจจะ” ถูกควบคุมจากระดับน้ำตาลหรือระดับอินซูลินในเลือด และบริเวณศูนย์ความอิ่มนั้นมีตัวรับและไวต่ออินซูลินด้วย การขยายตัวของกระเพาะอาหาร “อาจจะ” เป็นกลไกหนึ่งที่กระตุ้นศูนย์ความอิ่มให้ทำงาน ปริมาณเนื้อเยื่อไขมันของร่างกาย “อาจจะ” เกี่ยวข้องกับการทำงานของไฮโปทัลลามัส แต่ไฮโปทัลลามัสจะรู้สึกถึงจำนวนของเนื้อเยื่อไขมันได้อย่างไรยังไม่มีใครทราบกลไกชัดเจน “อาจจะ” เป็นสารกรีเซอรอลที่ขับโดยเซลล์ไขมันหรือเป็นสารเป็ปไทด์ของไขมันชื่อ Adiposine จะเป็นตัวบอกปริมาณของเนื้อเยื่อไขมัน นอกจากนั้นไฮโปทัลลามัสยังไวต่อการ Catacholamine ซึ่งเป็นสารที่หลั่งโดยประสาทอัตโนมัติ ดังนั้น การกระตุ้นประสาทอัตโนมัติ Beta-Adrenergic จะยับยั้งการรับประทานอาหาร

จากข้อความข้างต้นทำให้เราทราบว่า กลไกของความหิว  ความอิ่ม  วิทยาศาสตร์เรายังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดแบบชัวร์ๆ  บอกได้แค่ว่า “อาจจะ”

แต่ที่มั่นใจได้แน่นอนคือ เรามีกลไก “สำรองอาหาร” ที่สามารถทำให้ “มนุษย์” ที่มีน้ำหนักปกติ อดอาหารได้ตั้ง 2 เดือน...โดย “ไม่ตาย”

หมีขั้วโลก,หมีแพนด้า  อดอาหารได้ตั้ง 6 – 7 เดือน (จำศีล) โดยให้นมลูกในระหว่างอดอาหารไปด้วย...สัตว์ชนิดอื่นๆอีกหลายชนิดก็มีกลไกนี้เหมือนกัน  แม้อาจจะไม่นานเท่า

ถ้าเราย้อนอดีตไปยุคหิน  อาศัยในถ้ำ  มนุษย์ยังไม่มีการถนอมอาหารและการตุนอาหาร(ตุนได้ไม่นาน...เดี๋ยวก็เน่า..ไม่อร่อย)  “กลไกความหิว” สั่งให้มนุษย์ออกล่าหาอาหาร  ในระหว่างนั้นก็ใช้ “ไขมัน” ที่สำรองไว้เป็นพลังงาน (เป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องสำรอง “ไขมัน” ซึ่งให้พลังงานต่อกรัมสูงสุดกว่าสารอาหารชนิดอื่นๆ) กว่าจะได้กินอาหารมื้อใหม่  คงต้องใช้ “ไขมัน” ที่สำรองไว้จนหมด...เมื่อล่าได้อาหารที่เป็น “เนื้อสัตว์” กระเพาะจะหลั่งกรดออกมาย่อย “เนื้อ” ในกระเพาะอาหาร   มนุษย์ยุคหิน  คงไม่มีตนไหนเป็นโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลและโรคอ้วน

การ “สำรองอาหาร” ของมนุษย์ยุคหิน คงสำรองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

มามองดูมนุษย์ปัจจุบัน...ยุคอุตสาหกรรมอิ่มตัว  มีตู้เย็นเป็นทั้งที่ถนอมอาหาร ที่เก็บกัก ตุนอาหาร (...จนบางครั้งต้อง  5 ส. ตู้เย็น...เป็นระยะๆ)

เมื่อหันไปเห็นนาฬิกาข้างฝาบอกเวลา เช้า เที่ยง เย็น กลไกหลั่งกรดของกระเพาะทำงานทันที (เราตั้งกลไกนี้กันเอาเอง...ตามเงื่อนไขข้างต้น...ไม่กินก็เป็นโรคกระเพาะ)  ความหิวก็มา  แต่ไม่ต้องหาไกล  เปิดตู้เย็นหรือเดินไปร้านแดกด่วนทั้งไทยและฝรั่ง  สวาปามเข้าไปจนอิ่มจึงหยุด...และด้วยความเฉื่อยชาของกลไก “ความอิ่ม” ส่วนใหญ่เราจะกินเกินกันทุกมื้อ  ขึ้นอยู่กับความเร็วในการกิน 

คนกินเร็ว...เกินมาก...สำรองมาก...เป็นโรคอ้วน (คนพวกนี้  เวลากินจะมูมมาม  เคี้ยวน้อย เหงื่อไหลไคลย้อย  กินเร็วกว่าคนอื่นๆ)

คนกินช้า...เกินน้อย...สำรองน้อย...ไม่ค่อยอ้วน (กินช้า  เคี้ยวนาน  เพื่อนบ่นขี้เกียจรอ  เพื่อนหมดไป 3 จาน  กลุ่มนี้ได้แค่ครึ่งจาน)

มาลองสรุป “วงจรการกิน” ของมนุษย์ปัจจุบันกันดู...

เช้า...หิว...กิน...ระบบย่อยก็ย่อยไป  ทำงานใช้พลังงานไป  ระบบสำรองก็สำรองไปพร้อมกัน ...มื้อนี้  ใช้มาก  สำรองน้อย...ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม(งาน)ที่ทำ

เที่ยง...ถึงเวลากิน...กิน...ระบบย่อยก็ย่อยไป  ทำงานใช้พลังงานไป  ระบบสำรองก็สำรองไปพร้อมกัน...มื้อนี้  ก็คงยังใช้มาก  สำรองน้อย...ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม(งาน)ที่ทำ

เย็น...ถึงเวลากิน...กิน...ระบบย่อยก็ย่อยไป  ไม่ได้ทำงาน (นอนเร็วไป...ไม่ถึง 4 ชม.หลังการกิน) พลังงานไม่ได้ใช้   ระบบสำรอง ก็เก็บสารอาหาร (“คาร์โบไฮเดรต”  แปลงเป็น “ไขมัน” ในขั้นตอนสุดท้าย) เข้าโกดังได้มากกว่ามื้ออื่นๆ...

อ้าว...เฮ้ย  แล้วที่ “สำรอง” ไว้จากมื้อก่อนๆหล่ะ...ไม่ได้งัดออกมาใช้เลยแม้แต่ "กรัม" เดียว

กลไกเก็บอาหารสำรอง กลายเป็นกลไก “ขี้เหนียว” เก็บอย่างเดียว  ไม่ยอม “จ่ายออก”

เราควรทำอย่างต่อไป

1.     ต้องปรับตั้ง “นาฬิกาชีวภาพ” กันใหม่  คือ ฝึก “กิน” หลังจาก “หิว” สัก 1 ชั่วโมง (ระวังช่วงแรกๆ...เดี๋ยวโรคกระเพาะจะมาเยือน)

2.     ต้องทำตัวไม่เหมือนชาวบ้าน...ถึงเวลาเขากิน  เราไม่กิน (ดีซะอีก..ไม่ต้องฝืนใจเลี้ยงใครบางคนที่เรา...ไม่เต็มใจ)

3.     ต้องแข็งข้อกับเจ้านาย...ถึงเวลาเรา “หิว” ต้องทำงาน...ต้องหาทาง “อู้งาน” ไปกิน

4.     ทิ้งตู้เย็นไปซะ (อย่าบอกว่า เอาไว้แช่น้ำเย็นนะ...อ่าน Entry เก่าๆดูบ้าง) จะได้ใช้เวลาหากินนานๆ  เพื่อกระตุ้นกลไกสำรองอาหาร ให้จ่ายออกมาบ้าง

5.     คิดเอาเองบ้างสิ...คิดไม่ออกแล้ว

          เป้าหมายสุดท้าย คือ กินอาหาร 3 วัน ต่อ 1 ครั้ง ตามโองการที่รับมาจากพระเจ้า ที่เราฟังมาเพี้ยนๆ กลายเป็น “กิน 3 ครั้ง ต่อ 1 วัน”...ตรงนี้ “ล้อเล่น”  ข้างบน “เอาจริง”

          เป็นความคิดเห็นส่วนตัว  ที่ประมวลมาจากองค์ความรู้ที่พอมีอยู่บ้าง  บวกกับ “จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้” ที่ท่านอัลเบิร์ต  ไอต์สไตร์  ว่าไว้...เชื่อก็ดี  ไม่เชื่อก็ช่าง  ไม่เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว...สุดท้ายก็ตัวใครตัวมันอยู่ดี


          “สุขภาพดี  ไม่มีขาย  ถ้าอยากได้ ต้องมั่นทำ”






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สาวโรงงาน วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 02.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mootong

รับทราบคำเตือนที่สายซะแล้ว เคี้ยวนาน ๆ และค่อย ๆ ย่อย ยังไม่ทันย่อยเลยค่ะ กินใหม่อีกรอบแล้ว

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ลานเทวา วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 00.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ผมกินง่าย อยู่ง่าย ครับพี่ท่าน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
tong1 วันที่ : 08/10/2007 เวลา : 17.43 น.


กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกินค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนรักษ์สุขภาพ วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/home16

ชอบ ชอบ ๆ ๆ
ช่วงเวลาที่สมควรทานอาหารที่สุดคือเวลา 07.00-09.00 น. เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาทำงานของกระเพาะอาหาร ถ้ากินอาหารในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่องมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย
จากหนังสือ นาฬิกาชีวิต โดย อ.นวลฉวี ทรรพนันทน์

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คนกลาง วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gray18
มอง Sex ต่างมุมที่ =>>www.oknation.net/blog/beagle รับรองไม่มี Rate R/X  เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี  คำเตือน คิดแต่ในกรอบ ไม่ควรแวะอ่าน (เขตปลอดระเบียบ(รัตน์)) 

ถูกต้องที่สุดครับ...
สถิติคนอายุยืนที่สุดในโลกบอกอยู่
...เอ...ทำใมต้องอยู่นาน.....

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
TaTee วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poo

เคยได้ยินมาว่า "กินน้อยตายช้า กินมากตายเร็ว"

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนกลาง วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 15.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gray18
มอง Sex ต่างมุมที่ =>>www.oknation.net/blog/beagle รับรองไม่มี Rate R/X  เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี  คำเตือน คิดแต่ในกรอบ ไม่ควรแวะอ่าน (เขตปลอดระเบียบ(รัตน์)) 

กรุณา...อ่านช้าๆครับ
เคี้ยวนานๆ...และค่อยๆย่อย
......................................................
ขอบคุณที่มาเยือนและฝากรอยเท้าไว้...
จะกลับไปเยียบถึงหน้าบ้าน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
khongpu วันที่ : 07/10/2007 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khongpu
ค้างพลู

ขอบคุณข้อมูลดีๆ ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]