• greenenergy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kteditor@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 48
  • จำนวนผู้ชม : 106128
  • ส่ง msg :
  • โหวต 27 คน
พลังงานเขียว เยียวยาโลก
ร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยพลังงานสะอาด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/greenenergy
วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม 2551
Posted by greenenergy , ผู้อ่าน : 1779 , 18:03:54 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

           การลงนามในพิธีสารเกียวโต หรือ  KYOTO PROTOCOL ภายใต้อนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (
UNITED NATIONS FRAMEWORK CONVENTION ON CLIMATE CHANGE : UNFCCC) ที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่16 กุมภาพันธ์ 2550

            โดยมีเงื่อนไขว่าระหว่างปี 2551-2555 ให้ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มบัญชี 1 (Annex1) ที่เป็นสมาชิก KYOTO PROTOCOL มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้  5.2 % จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี  2533 

            แม้ว่าประเทศที่กำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกที่อยู่นอกกลุ่มบัญชี 1 (Non Annex1) จะยังไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลา
ดังกล่าว 

            อย่างไรก็ตามในพิธีสาร KYOTO PROTOCOL ได้เปิดช่องผ่าน "กลไกการพัฒนา
ที่สะอาด" (
Clean Development Mechanism หรือ CDM) ของสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถดำเนินโครงการลด หรือเลิกการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้

            เข้าใจง่ายๆ คือ การนำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถ
ลดลงได้ ไปเป็น "คาร์บอน  เครดิต"  หักออกจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณี
ที่ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องลดปริมาณลง

            กลไกดังกล่าวผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนา เกิดกระแสตื่นตัว ในการทำธุรกิจ
ซื้อขาย "คาร์บอน เครดิต" กันมากขึ้น 

            ปรากฎการณ์ที่ว่านี้ เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกับการสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ
"พลังงานทดแทน" ในภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเฉียด  "100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล "

            โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบกว่า 95%

            ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน จึงกลายเป็น ธุรกิจที่มีศักยภาพในการซื้อขายคาร์บอน เครดิต   

            ยิ่งรัฐบาลสนับสนุนพลังงานทดแทนมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโอกาสของธุรกิจซื้อขายคาร์บอน เครดิต เท่านั้น                

            การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล (วัตถุดิบทางการเกษตร เช่น แกลบ กากอ้อย
ใบอ้อย) และก๊าซชีวภาพ (มูลสัตว์-น้ำเสีย) ของบริษัทต่างๆ ในไทย กลายเป็นเป้าหมายหลักของการซื้อขายคาร์บอน เครดิต  

            โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา เห็นชอบรับรองโครงการ
ที่สามารถซื้อขาย "คาร์บอน เครดิต" ภายใต้กลไก
CDM เพิ่มอีก 8 โครงการ จากที่ได้มีการอนุมัติไปแล้ว 7 โครงการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมเป็น 15 โครงการ

            “ประเสริฐสุข  จามรมาน” รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กล่าวว่า  ทั้ง
8 โครงการที่ได้รับอนุมัติล่าสุดมีโครงการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวล 2 โครงการ ผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพ 5 โครงการ และผลิตพลังงานจากก๊าซหลุมฝังกลบขยะ
1 โครงการ

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้ง 15 โครงการจะผ่านมติเห็นชอบรับรองก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถซื้อขายได้ทันที ทั้งนี้กระบวนการหลังมติ ครม.รับรอง ภาคเอกชนจะต้องทำเรื่องเสนอไปยังคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อพิจารณาอนุมัติให้มีการจดทะเบียนรับรองโครงการ จากนั้นจึงจะสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตตามที่ได้เจรจาตกลงกันไว้ ซึ่งที่ผ่านมา มีโครงการที่ผ่านขั้นตอนนี้เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1.โครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบของบริษัท เอที ไบโอพาวเวอร์ จำกัด จังหวัดพิจิตร 2.โครงการ
ผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยและใบอ้อยของ บริษัทด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด
จังหวัดสุพรรณบุรี
3.โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยและใบอ้อยของบริษัทภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด จังหวัดชัยภูมิ 4. โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 5. โครงการผลิตไฟฟ้าจากเศษไม้ยางพารา ของบริษัท รับเบอร์ วูด กับบริษัทกัลฟ์ยะลากรีน จำกัด จังหวัดยะลา 6. โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ของบริษัทโคราช เวสท์ทูเอ็นเนอร์ยี่ จังหวัดนครราชสีมา และ 7. โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียฟาร์มสุกรของ
โครงการฟาร์มหมูราชบุรี จังหวัดราชบุรี

            กระบวนการต่อจากนี้ไปก็คือจะมีหน่วยงานที่ 3 (คนกลาง) มาตรวจสอบ โครงการทั้งหมดอีกครั้งว่า เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงหรือไม่ และลดได้
ที่ปริมาณเท่าใด 

            โดยบริษัทด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่  จำกัด จะจำหน่ายปริมาณคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ปี 2547-2555 ในปริมาณ 761,002 ตัน และบริษัทภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด
จะจำหน่ายคาร์บอนเครดิต ในปริมาณ  837
,516 ตัน

            อย่างไรก็ตาม  จากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ในปี 2537 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากระบวนการทางอุตสาหกรรมประมาณ 16 ล้านตันต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มเป็นปีละ 20 ล้านตัน หากประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาร่วมทำโครงการ CDM สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 10% หรือ ประมาณปีละ 2 ล้านตัน คิดเป็นเงินตราต่างประเทศได้ประมาณ ปีละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (400 ล้านบาท)

            ศิริศักดิ์  ทาทอง กรรมการผู้จัดการธุรกิจไฟฟ้าบริษัทภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี จำกัด โรงไฟฟ้าในกลุ่มโรงงานน้ำตาลมิตรผล บอกว่า  รายได้ที่จะเกิดขึ้นจากการขายคาร์บอน เครดิต จะทำให้ผลตอบแทนการลงทุน  (Internal Rate of Return-IRR) ของ
โครงการที่ลงทุนเพิ่มขึ้น 2-3%
 

            หากไม่มีรายได้จากคาร์บอน เครดิตเข้ามาเสริม อาจจะมีผลต่อการขอสินเชื่อสถาบันการเงิน  เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 8 แสนดอลลาร์สหรัฐต่อ
เมกะวัตต์

            ขณะที่ ต่างกับโรงไฟฟ้าชีวมวลต้องลงทุนมากถึง 1-1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ
เมกะวัตต์ 

            "มิตรผลคาดว่าจะมีรายได้จากการขายคาร์บอน เครดิต โรงไฟฟ้าภูเขียวฯ ปีละ
40 ล้านยูโร นอกจากนี้โรงไฟฟ้าที่กาฬสินธุ์ กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างทำ
โครงการเพื่อขอคาร์บอน เครดิต เช่นกัน"  ศิริศักดิ์เล่า

            ด้าน ชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-สายงานพัฒนาธุรกิจ
กลุ่มบริษัทน้ำตาลเคเอสแอล คาดว่า โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น (1 ใน 15 บริษัทที่ ครม. มีมติรับรองโครงการที่สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิต) จะมีรายได้จากการขายคาร์บอน เครดิต 6-9 แสนดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ณ ระดับราคาซื้อขายคาร์บอน เครดิต ที่ 10-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ จากจำนวนคาร์บอน เครดิต ปีละ 5.9 หมื่นตัน คำนวณจากกำลังการผลิตไฟฟ้า 30
เมกะวัตต์

            "ผมเชื่อว่าภายในระยะ 10-15 ปีจากนี้ โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าของประเทศเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่ใช้
ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพราะโรงไฟฟ้าเหล่านี้กระบวนการเผาไหม้ก่อให้เกิด
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์" 

            กลุ่มเคเอสแอล มองว่าแม้รายได้จากการขายคาร์บอน เครดิต จะเป็นรายได้เสริม แต่บริษัทก็ให้ความสำคัญโดยกำหนดไว้ในแผนงาน เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด
ไม่มีเรื่องของมาร์เก็ตติ้งมาเกี่ยวข้อง และยังช่วยให้ระยะเวลาคืนทุนของโครงการเร็วขึ้น
จาก 9-10 ปี ลดเหลือ 6-7 ปี

            ในส่วนของโรงงานเอทานอลของกลุ่มเคเอสแอล ซึ่งมีกำลังการผลิต 1.5 แสนลิตรต่อวัน ก็อยู่ระหว่างดำเนินการขายคาร์บอน เครดิต เช่นกัน แต่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าเพราะต้องดูว่าแท้จริงแล้วใครจะเป็นผู้ได้รายได้ในส่วนนี้ไป เกษตรกรหรือผู้ผลิตเอทานอล 

            อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายแรกของไทย ที่จะมีการส่งออก
เอทานอล ปริมาณ 3.5 แสนลิตรต่อปี ไปยังฟิลิปปินส์ แม้ราคาส่งออกจะถูกกว่าแต่ต้องการระบายสต็อกเอทานอลที่ล้นตลาดอยู่กว่า 10 ล้านตัน

            นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในเรื่องพลังงาน ทั้งการเร่งผลักดันกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น อีกทั้งให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงาน สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน  และส่งเสริมการแข่งขันในธุรกิจพลังงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรม โดยมีระบบกำกับดูแลการประกอบกิจการที่มีประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรมให้แก่
ผู้บริโภค
ส่งผลให้มีการพัฒนาและจัดหาพลังงานของประเทศที่ทำให้เกิดความมั่นคงมีใช้อย่างพอเพียงและทั่วถึง และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงพลังงานตั้งใจมอบเป็นของขวัญให้กับคนไทยในปีมหามงคลนี้

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

trip

สนพ. และ พันธมิตรโครงการ 1 องศาลดวิกฤติโลกร้อน พาตะลุยเชียงใหม่ ชมการผลิตไบโอดีเซลแคปหมู และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

View All
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]