• greenenergy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kteditor@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 48
  • จำนวนผู้ชม : 106369
  • ส่ง msg :
  • โหวต 27 คน
พลังงานเขียว เยียวยาโลก
ร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยพลังงานสะอาด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/greenenergy
วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน 2551
Posted by greenenergy , ผู้อ่าน : 2050 , 10:13:31 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


 ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงาน ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่ง คือ การหันมาให้ความสำคัญกับ “พลังงานทดแทน”  เพราะต่างรู้ดีว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งก่อนหน้านั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังอยู่ที่ระดับ 65-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  เพียงไม่กี่ปีราคาน้ำมันกลับพุ่งทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลและมาอยู่ที่ 130  ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในขณะนี้ ยิ่งทำให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญและหาทางออก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบให้ได้มากที่สุด


กระแสพลังงานทดแทนที่ตื่นตัวมากที่สุดในเวลานี้คือ  การนำพืชพลังงานมาผลิตเป็นพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน  ข้าวโพด และ สบู่ดำ สำหรับประเทศไทย ปาล์มน้ำมัน ถูกนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล  ขณะที่อ้อยและมันสำปะหลังนำมาผลิตเป็นเอทานอล  ถือเป็นพืชพลังงานที่ถูกจับตามองมากที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในระยะยาว โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้กำหนดออกมาเป็นแผนพลังงานทดแทนในระยะ 15 ปี (2551-2565)


นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน เล่าว่า หากพยายามผลักดันแผนพลังงานทดแทนให้เป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะช่วยประหยัดพลังงานโดยเฉพาะในภาคขนส่งได้คิดเป็นมูลค่า 2.5  แสนล้านบาท/ปี ภายในปี 2555 หรือคิดเป็น 34 % ของพลังงานเชิงพาณิชย์โดยรวม ซึ่งรวมถึงเอ็นจีวี ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอลที่เป็นพลังงานเชิงพาณิชย์ที่ช่วยประหยัดพลังงานด้วยการส่งเสริมการใช้พืชพลังงาน กระทรวงพลังงานจะไม่เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงาน
แต่จะใช้วิธีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ทางการเกษตรแทน โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่  ซึ่งพืชที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นพืชพลังงาน ได้แก่  ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกคงไม่มีทางลดลงอย่างแน่นอน


ข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ยังระบุว่า ในส่วนของปาล์มน้ำมัน  มีความต้องการในตลาดสูงมาก  แม้ว่าผู้ผลิตรายใหญ่อย่างมาเลเซียจะผลิตได้ในปริมาณมากแต่ก็ไม่เพียงพอ เป็นผลมาจากความต้องการปาล์มน้ำมันมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลในปริมาณที่สูง กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายในการผลิตปาล์มน้ำมันไว้ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี  2551-2554 ไว้ที่  6 ล้านไร่  (เพิ่มขึ้นจากเดิม  2  แสนไร่ ) รวมพื้นที่ที่ปลูกอยู่แล้วและปลูกใหม่  โดยจะเป็นการปลูกทดแทนปาล์มเก่า 1 แสนไร่ ปลูกใหม่  2.5  แสนไร่  และมีปาล์มที่ปลูกอยู่แล้วอีก 3 ล้านไร่ คิดเป็นผลผลิต18 ล้านตันต่อปี ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น


ขณะที่ ดร.อภิชาต จงสกุล  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) บอกว่า ความที่พืชพลังงานเกิดกระแสตื่นตัวมาก ทำให้พื้นที่ภาคอีสานบางส่วน โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ติดแม่น้ำ เช่น แม่น้ำโขง ในเขต จ.หนองคาย  มีการปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ แต่การปลูกปาล์มจะมองที่ “อาหารมนุษย์” ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค เช่น นำไปทำเป็นน้ำมันพืช  หรือ ส่วนผสมอื่นๆ ในอาหาร  ส่วนผลผลิตที่เหลือจึงจะนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ


จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยบริโภคปาล์มน้ำมันประมาณ 800,000 ตันต่อปี  แต่ความต้องการสูงถึง 1 ล้านตันต่อปี  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปลูกเพื่อใช้ในการบริโภค ขณะที่ในปัจจุบันกระทรวงพลังงานต้องการปาล์มน้ำมันมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนเฉลี่ย 300,000 ตันต่อปี  ไม่นับในอนาคตที่ความต้องการน่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
 “เราสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้มากกว่านี้ แต่เรากลัวว่าปาล์มจะรุกพื้นที่นาข้าว ปัจจุบันเรามีพื้นที่ปลูกปาล์มทั่วประเทศประมาณ 3-5 ล้านไร่ ในอีก 5 ปีจะเพิ่มพื้นที่ปลูกอีก 2.5 ล้านไร่ และเป็น 6 ล้านไร่ในปีถัดไป”
พื้นที่แห่งใหม่ที่เล็งไว้เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันจะอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ส่วนภาคใต้คงไม่ให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นแล้ว


นอกจากจะมีปาล์มน้ำมันเพื่อใช้ในการบริโภคและเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนแล้ว ยังมีพื้นที่อีกจำนวนมากที่ปลูกพืชพลังงาน เช่น  อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล โดย จ.นครราชสีมา ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุด 7 ล้านไร่  ส่วน จ.ขอนแก่น เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุด  หน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ คือ การเพิ่มผลผลิตให้กับพืชพลังงาน  แต่กระทรวงพลังงานมีหน้าที่ดูแลในเรื่องการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนและสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร โดย 1.)ให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ เพื่อพัฒนาการผลิตพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร 2.) การวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้เอทานอลต่อตันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่าความเคลื่อนไหวของราคาธัญพืชและพืชพลังงานเกือบทุกชนิดขยับสูงขึ้นทั้งระดับโลกและในประเทศไทย โดยสาเหตุนอกเหนือจากความต้องการใช้พืชพลังงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว สภาวะโลกร้อนจนเกิดความแห้งแล้งขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก ทำให้ผลผลิตธัญพืชได้รับความเสียหาย   ขณะที่ความต้องการใช้มีเพิ่มขึ้นใน 3 อุตสาหกรรมหลัก คือ อาหารสัตว์ อาหารคน พลังงานทดแทน ทำให้เกิดการแย่งกันรับซื้อวัตถุดิบ ดันราคาให้สูงขึ้นอย่างมาก 


ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากปัญหาน้ำมันราคาแพงและภาวะโลกร้อน ทำให้ทั่วโลกหันหาพลังงานทดแทน รวมทั้งประเทศไทย ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของโครงสร้างภาคเกษตรและอุตสาหกรรม  โดยพืชเกษตรทุกชนิดมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะราคาน้ำมัน โดยกลุ่มพืชที่มีแนวโน้มราคาสูงมากจะเป็นพืชพลังงาน โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง

ส่วนธัญพืชอื่นก็จะมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น หากผลิตภัณฑ์มันเส้นถูกนำไปใช้ผลิตเอทานอล จะทำให้แป้งมันสำปะหลังแพง อุตสาหกรรมอาหารซึ่งใช้แป้งมันเป็นวัตถุดิบต้องหันมาใช้แป้งข้าวเจ้า ราคาข้าวก็จะแพงขึ้น เป็นต้น และเมื่อพืชชนิดใดแพงมากๆ เกษตรกรจะหันไปปลูกพืชชนิดนั้น พืชอื่นๆ อาจจะลดบทบาทลงไปในที่สุด โดยเฉพาะผลไม้ พื้นที่บางส่วนอาจถูกทดแทนโดยพืชปาล์มน้ำมัน


ดังนั้นการปลูกพืชพลังงานจะต้องทำควบคู่กับพืชที่ต้องนำไปใช้เป็นอาหารเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติทั้ง 2 ส่วน ซึ่งทุกหน่วยจะต้องบูรณาการ การใช้พื้นที่เกษตรร่วมกัน เพื่อใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุดและเพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนพืชที่ใช้เป็นอาหารด้วย






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนไทยตัวเล็ก วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Ljfe
Jantana  

จากข้อที่ว่า....การปลูกพืชพลังงานจะต้องทำควบคู่กับพืชที่ต้องนำไปใช้เป็นอาหารเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติทั้ง 2 ส่วน ซึ่งทุกหน่วยจะต้องบูรณาการ การใช้พื้นที่เกษตรร่วมกัน เพื่อใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุดและเพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนพืชที่ใช้เป็นอาหารด้วย ต้องมองแยกกันระหว่าง เอทานอล กับ ไบโอดีเซลค่ะ

ในกรณีที่เป็น เอทานอลนั้น สามารถผลิตได้จากวัสดุที่มีกลูโคสเป็นองค์ประกอบ หมายความว่า อะไรก็ตามที่มีอนุภาคที่เล็กที่สุดเป็นกูลโคส มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเอทานอลได้ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ได้มีการทดลองวิจัยกันเนื่องจากต้องมีการปรับกระบวนการผลิต ดังนั้นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องผลิตจากมันสำปะหลัง หรือ อ้อย หรือกากน้ำตาล

ส่วนไบโอดีเซลนั้น วัตถุดิบสำคัญคือน้ำมันพืช หรือสัตว์และแอลกอฮอล์ (ซึ่งต่อไปเมื่อสามารถผลิตเอทานอลได้มากเพียงพอ จะมาทดแทนเมธานอล) ปัญหาในบ้านเรานิยมผลิตจากน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นน้ำมันบริโภค แต่จริงๆแล้ว การผลิตไบโอดีเซลนั้นได้จากน้ำมันชนิดอื่นๆเช่นสบู่ดำ (ซึ่งก็กลัวพิษของมันทั้งที่โดยกระบวนการผลิตพิษจะสลายไปแล้ว) หรือผลิตจาก by product ของโรงงานสกัดน้ำมันเช่นกรดไขมันได้ (มีงานวิจัยออกมาแล้ว) อย่างไรก็ตาม การมีนโยบายระยะยาวใช้ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักในระบบขนส่ง นั้นโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะตราบใดยังมีการใช้วัตถุดิบทางการเกษตร เราจะไม่สามารถเพาะปลูกให้มีผลผลิตมากเพียงพอกับความต้องการได้ ไบโอดีเซลจึงเหมาะสำหรับการใช้ในชุมชนเท่านั้น (ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ดีเซลได้บ้าง)

ส่วนไฮโดเจน นั้นยังน่าเป็นห่วงถึงผลกระทบต่อความชื้นในอากาศในระยะยาว

พลังงานที่รัฐบาลควรให้ความสนใจและสนับสนุนคือพลังงานจากธรรมชาติที่ประเทศไทยมีมากพอ คือ แสงอาทิตย์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

trip

สนพ. และ พันธมิตรโครงการ 1 องศาลดวิกฤติโลกร้อน พาตะลุยเชียงใหม่ ชมการผลิตไบโอดีเซลแคปหมู และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

View All
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]