• GreenpeaceThailand
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : greenpeacethailand@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 400
  • จำนวนผู้ชม : 184573
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
กรีนพีซ ประเทศไทย
ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมด้วยสันติวิธี
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/greenpeacethailand
วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน 2559
Posted by GreenpeaceThailand , ผู้อ่าน : 806 , 14:14:38 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เขียน โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์

ในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP-21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัวแทนของรัฐบาลไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงจุดยืนของประเทศในการลดโลกร้อนประกาศลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ภายในปีพ..2573 หรือภายใน 14 ปี โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการลดพลังงานจากฟอสซิล หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอาศัยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่น่าสนใจว่ารัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) อย่างไรหรือไม่ อันเป็นปัจจัยในการต่อกรกับวิกฤตโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐยังคงผูกขาดกับการลงทุนอุตสาหกรรมฟอสซิลและถ่านหิน โดยที่ขณะนี้กลายเป็นปัญหาข้ามพรมแดน เมื่อปัญหาจากการทำโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงในประเทศไทย แต่ยังเชื่อมโยงกับจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย จากโครงการเหมืองถ่านหินขนาดยักษ์ใหญ่ที่มีเจ้าของเป็นบริษัทสัญชาติไทย ที่มีชื่อว่า บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

นี่คือที่มาของการร่วมกันหารือเสวนาเมื่อวานนี้ (31 .. 2559) ในหัวข้อ"บนเส้นทางสู่ความยั่งยืน : การลงทุนพลังงานและธรรมาภิบาลเพื่อการเปลี่ยนผ่าน" ที่อาคารเฉลิมราชกุมารี ๖๐ พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตัวแทนจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านพลังงานและการลงทุนเพื่อพูดคุยกันในประเด็นต่าง ๆ ในด้านการลงทุน ความเสี่ยง อนาคตพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ความรับผิดชอบข้ามพรมแดนของประชาชน นักลงทุน และรัฐบาลโดยทุกฝ่ายต่างลงความเห็นว่า หลักธรรมาภิบาลคือสิ่งที่สำคัญในประเด็นการลุงทุนทางพลังงาน เพื่อดำเนินการต่อกรกับภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง

พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ แต่จะทำอย่างไรถึงจะใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาด้านสุขภาวะ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นหลักสำคัญคือหลักธรรมภิบาล การมีส่วนร่วม โปร่งใส และความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนยอมรับทุกภาคส่วนรองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าว

แก้วิกฤตโลกร้อนด้วยพลังงานหมุนเวียน หรือถ่านหิน?

การลงทุนพลังงานกับธรรมาภิบาลบนการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมต้องร่วมมือกันเพื่อแก้วิกฤตโลกร้อนที่กำลังคุกคามทั่วโลก กระแสการลงทุนพลังงานถ่านหินและฟอสซิลในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง ไม่ว่าจะเป็นการปิดตัวลงของเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก การที่ G7 จะยกเลิกเงินอุดหนุนพลังงานฟอสซิลภายในปี 2568 หรือการที่ธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกมาเตือนว่าแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของเอเชียถือเป็นหายนะของโลก ในขณะเดียวกันที่อัตราการใช้งานพลังงานหมุนเวียนในประเทศต่าง ๆ ก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีหยุด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผศ.ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศชี้ว่า การเปลี่ยนสู่พลังงานหมุนเวียน 100% เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

"ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในแต่ละเดือนทำลายสถิติทุกปี
ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งมีผลบังคับใช้กับทุกประเทศในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีเป้าหมายหลักคือ เพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม หากจะลดให้ได้ตามเป้า จะต้องมีการเปลี่ยนโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม และรูปแบบการใช้พลังงาน สิ่งที่เราจะต้องทำคือการปฏิวัติครั้งใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมเปลี่ยน หรือเราจะยอมรับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้น" ผศ.ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถ้าเรายังอยากรักษาโลกที่มีสภาพสมดุลของสภาพภูมิอากาศ ทางเลือกที่ถูกต้องที่ควรจะไป คือ การมองต้นทุนของโครงการพลังงานแต่ละโครงการ โดยที่มองไปถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อมระยะยาว บทบาทของภาครัฐควรจะสร้างแรงจูงในบรรยากาศการลงทุน การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะกระตุ้น และสนับสุนการลงทุนคาร์บอนต่ำ รวมถึงชี้ให้เห็นความเสี่ยงของการลงทุนคาร์บอนสูง”

นอกจากนี้ คุณชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิชาการอิสระนโยบายและการวางแผนพลังงาน ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจไว้ว่าเหตุใดแผนพลังงานจึงไม่นำไปสู่ความยั่งยืน แต่เป็นการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากขึ้นไปเรื่อยๆ หากสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีก 9โรง ประเทศไทยจะไม่สามารถลดอุณหภูมิได้ตามเป้าหมาย COP21 ที่รัฐบาลได้ให้ไว้อย่างแน่นอน

"พลังงานหมุนเวียนถูกมองว่าเป็นสิ่งที่กัดเซาะผลประโยชน์ของการไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนไม่แพงและมีประสิทธิภาพ แต่เพราะอะไรการลงทุนภาคพลังงานของไทยจึงเน้นถ่านหินและก๊าซ คำตอบคือเรื่องธรรมาภิบาล และการเอื้อประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจพลังงานในขณะนี้ ที่ผ่านมาการไฟฟ้าเลือกที่จะเปรียบเทียบเฉพาะต้นทุนการผลิตเท่านั้น ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบอย่างไม่เท่าเทียม ไม่ใช่บนฐานเดียวกัน การลงทุนถ่านหินต้องใช้สายส่ง มีการสูญเสียระหว่างทาง แต่พลังงานแสงอาทิตย์ไม่ต้องลงทุนมาก ใช้อยู่ตรงนั้น ผลิตอยู่ตรงนั้น ประหยัดทั้งการสูญเสียและภาระการลงทุนเพื่อการผลิตไฟฟ้า

การวางแผนภาคพลังงานตอนนี้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริงอีกต่อไป แต่วางแผนเกินการใช้งานจริง อยู่บนผลประโยชน์แบบผูกขาดของธุรกิจพลังงานภาคไฟฟ้า" คุณชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน กล่าวถึงปัญหาธรรมภิบาลที่เกิดขึ้นในภาพการผูกขาด หากเราสามารถปลดล็อคการผูกขาดนี้ เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสู่ยุคพลังงานที่ยั่งยืนได้

ลงทุนเพื่อคุ้มทุนและกำไร หรือเพื่อความยั่งยืน?

โลกจะต้องขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน ทั้งการผลิตและการบริโภค นี่คือสิ่งที่บริษัทอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันจะต้องคำนึงถึงในการลงทุน แต่ขณะนี้กลับเป็นไปอย่างกอบโกยเพื่อหวังผลกำไรโดยไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมาต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

คุณสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ จำกัด ได้เผยข้อค้นพบจากงานวิจัย (เบื้องต้น) การประเมินระดับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับในประเทศไทย  จากศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าและมูลค่าตลาดของหุ้นผู้ประกอบการ โดยวัดจากเกณฑ์ความถูกต้อง ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และกระบวนการการตรวจสอบรับรอง ซึ่งใจความหนึ่งของบทวิเคราะห์สรุปไว้ว่า  “กิจการที่รัฐเป็นเจ้าของ ได้แก่ กฟผ.และปตท.ควรแสดงความรับผิดชอบ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในระดับที่สูงกว่าบริษัทเอกชน เนื่องจากมีการใช้อำนาจผูกขาด ใช้ทรัพยากรสาธารณะ เป็นกิจการของรัฐซึ่งใช้เงินภาษีของประชาชน มีบทบาทต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ และนโยบายด้านการพลังงานของประเทศ และควรทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับบริษัทเอกชน” คุณสฤณี อาชวานันทกุล เผย

ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรหมแดน จากบริษัทไทยสู่หายนะที่อินโดนีเซีย

“อยากเรียกร้องสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่ดีของชุมชนคืนกลับมา เพราะยังจำได้ดีอยู่่ว่าธรรมชาติดีๆ ในสมัยเด็กเป็นอย่างไร”

หนึ่งในผู้มาแลกเปลี่ยนประเด็นในวันนี้ คือ อี เคอร์ตุส บาเกียร์ ยาสะตัวแทนชุมชนหมู่บ้านเคอทาบัวนาเหมืองถ่านหินกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซียผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองถ่านหินกาลิมันตัน โดยเจ้าของเหมืองบริษัทสัญชาติไทยนามว่า บ้านปู จากพื้นที่ที่เคยเป็นทุ่งนา ภูมิทัศน์ก็เปลี่ยนไป น้ำโดยรอบมีมลพิษ ยากที่จะหาแหล่งน้ำสะอาดใช้อุปโภคบริโภค จำเป็นต้องซื้อน้ำเพื่อดื่มกิน จากการที่เหมืองใช้น้ำเยอะ ช่วงหน้าแล้งชุมชนจึงไม่มีน้ำใช้ทำเกษตรกรรม และน้ำที่ปล่อยออกมาจากเหมืองก็ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางเกษตร มีปัญหาเด็กตกเหมืองเสียชีวิต บ้างก็มีมากถึงปีละ 3 คน การเปลี่ยนภูมิทัศน์จึงไม่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนพื้นที่ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ทำกิน ทำลายวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านอย่างถาวร

ปัญหาหนื่งที่เหมืองถ่านหินของบริษัทไอทีเอ็ม “ITM” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบ้านปูฯ นี้ได้สร้างบาดแผลไว้คือ มลพิษและความเสียหายทางภูมิทัศน์ทางธรรมชาติหลังจากการทำเหมือง โดยที่ชุมชนต้องรับผลกระทบเนื่องจาก ลำห้วยของหมู่บ้านซึ่งชุมชนใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรเป็นลำคลองเดียวกันกับที่เหมืองถ่านหินใช้ชะล้างถ่านหิน และปล่อยน้ำเสียทิ้งลงคลอง การไม่ฟื้นฟูภูมิทัศน์ทางธรรมชาติจึงถือเป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่งของการทำเหมืองถ่านหิน เราไม่ได้กินถ่านหิน เรากินข้าว เราอยากขอให้บริษัทถ่านหินออกไปจากพื้นที่ชุมชนอี เคอร์ตุส บาเกียร์ ยาสะ กล่าว

การสำรวจของกรีนพีซพบว่า เหมืองถ่านหินในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกและตะวันตกส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายภูมิทัศน์และทำความเสียหายต่อคุณภาพน้ำใต้ดิน ทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ และหนึ่งในบริษัทเหมืองถ่านหินรายใหญ่ที่สุดที่เข้ารับสัมปทานในบริเวณนี้ คือบริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชนปัจจุบันหมู่บ้านเคอทาบัวนาในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกได้สูญเสียพื้นที่ทางการเกษตรกว่าครึ่งหนึ่ง หรือราว 80 แฮกตาร์ให้แก่สัมปทานเหมืองถ่านหินไปแล้ว และสิ่งที่บริษัทเหลือทิ้งไว้หลังจากสร็จสิ้นการทำเหมืองก็คือ หลุมเหมืองร้างที่น้ำเต็มไปด้วยการปนเปื้อนสารพิษ เหมืองถ่านหินเหล่านี้ดำเนินการโดยบริษัท PT Indo Tambangraya Megah Tbk (ITM), ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย บริษัท ITM ควบคุมโดยบ้านปูซึ่งมีหุ้นส่วนร้อยละ 65 บริษัทลูกของ ITM ในกาลิมันตันได้แก่ PT Kitadin, PT Indominco Mandiri และ PT Jorong Barutama Greston.

อ่านเพิ่มเติม: รายงาน ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม จากการลงทุนถ่านหินของบริษัทไทยในอินโดนีเซีย

การลงทุนใดๆก็ตามที่นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม และทำให้ชีวิตของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ถือว่าเป็นการลงทุนที่ก้าวหน้าและประสบผล บ้านปูต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบและทำการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชุมชนในกาลิมันตัน บริษัทบ้านปูต้องมุ่งมั่นและเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเต็มร้อย กลุ่มนักลงทุนและประชาชนสามารถร่วมกันผลักดันบริษัทอุตสาหกรรมสู่การลงทุนในแนวทางที่ถูกต้องจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ดังที่ศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้วผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ กล่าวไว้ว่า “เรื่องการลงทุนพลังงาน ประเทศเราคิดแค่เพียงการคุ้มทุน แต่เราต้องมองความหมายของการคุ้มทุนให้กว้างกว่าเดิม เพราะความเสี่ยงอันตรายคือสิ่งที่ทุกคนต้องรับ ความรับผิดชอบในการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีธรรมาภิบาลด้วยเช่นกันการลงทุนพลังงานถ่านหินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในช่วง “การช่วงชิง” ระหว่างการลงทุนธุรกิจพลังงานถ่านหินและธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยมีบริษัทบ้านปูเป็นหนึ่งในห้าบริษัทยักษ์ใหญ่ในภูมิภาค แม้ภาครัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงผลักดันพลังงานถ่านหินอย่างดึงดัน แต่ขณะนี้มี 20 ประเทศทั่วโลกที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง และยังเพิ่มจีดีพีของประเทศได้ นี่คือโจทย์ที่ประเทศไทย ทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมอย่างบริษัทบ้านปู จะต้องก้าวเดินไปพร้อมกันเพื่อความยั่งยืนของประเทศ ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไม่คำนึงถึงความยั่งยืน

ผลักดันบ้านปูยุติยุคถ่านหิน ลงทุนพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย ร่วมลงชื่อคลิกที่นี่


ที่มา: Greenpeace Thailand





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2016 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]