• GreenpeaceThailand
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : greenpeacethailand@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-21
  • จำนวนเรื่อง : 400
  • จำนวนผู้ชม : 184914
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
กรีนพีซ ประเทศไทย
ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมด้วยสันติวิธี
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/greenpeacethailand
วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน 2559
Posted by GreenpeaceThailand , ผู้อ่าน : 847 , 16:57:09 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เขียน โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์

ปัญหาเขาหัวโล้นของน่านไม่ใช่ปัญหาของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นปัญหาของประเทศ

ภาพภูเขาของน่านที่กลายเป็นผืนดินสีน้ำตาลอันว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตาเป็นภาพที่ทำให้เราทุกคนสะเทือนใจ ไม่เพียงแค่ป่าจำนวนมหาศาลที่หายไปเท่านั้น แต่นี่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการจัดการดูแลป่าไม้จากการทำเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว ที่มุ่งเน้นผลผลิตจำนวนมากเพื่อป้อนอุตสาหกรรม โดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากร ผลกระทบที่ตามมานั้น คือ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ที่พังทลายไป เร่งให้เกิดผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง และสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ซึ่งกำลังคุกคามประเทศไทยและทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี … แล้วอะไรคือทางออกของปัญหานี้?

ภูเขาหัวโล้นของน่าน ภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการจัดการดูแลป่าไม้และการทำเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว ที่มุ่งเน้นผลผลิตจำนวนมากเพื่อป้อนกับอุตสาหกรรม

แม่น้ำน่าน คือ ต้นน้ำสายสำคัญที่เป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่การคุกคามป่าไม้จากอการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมทำให้พื้นที่ป่าหายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปัญหาภัยแล้งทวีความรุนแรงมากขึ้น และเมื่อฤดูฝนมาถึงพื้นที่ต้นน้ำก็จะไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ปัญหาป่าไม้ของน่านจึงเป็นปัญหาของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงปัญหาของจังหวัด

แต่ไม่ใช่ทุกระบบการเกษตรส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์ ยังมีการเกษตรอีกแนวทางหนึ่งที่ตั้งอยู่บนการสร้างสมดุลย์ระหว่างการสร้างผลผลิตและการรักษาระบบนิเวศ แนวทางนี้มีตัวอย่างจริงอยู่ที่ชุมชนต้นน้ำน่าน  ชุมชนต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล บนพื้นที่ 60 ไร่ ที่หมู่ 6 บ้านคั๊ว ตำบลศรีภูมิ อำเภอวังท่าผา จังหวัดน่าน เป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตร การจัดการน้ำ และการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นทางออกของวิกฤตภัยแล้งและปัญหาเขาหัวโล้นที่เกษตรกรทุกคนสามารถร่วมกันทำได้

ชุมชนต้นน้ำน่าน “ภัยแล้ง เราไม่เคยแล้ง”

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุของฤดูร้อนและภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงกว่าทุกปี ชุมชนต้นน้ำน่านแห่งนี้ยังคงความชุ่มชื้น เขียวชะอุ่ม เต็มไปด้วยพืชผักผลไม้นานาชนิด คุณกุล ปัญญาวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการชุมชนต้นน้ำน่าน เล่าถึงความเป็นมาของการทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่นี่ว่าต้องการให้เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน และการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง ดังที่ชุมชนต้นน้ำน่านทำสำเร็จมาแล้ว

สถานที่ในอดีตเป็นสวนยางพารา อายุ 4 ปี ปลูกบนพื้นที่ที่ปรับจากสวนผลไม้ แต่เดิมดินมีความเป็นด่างเยอะมาก เนื่องจากมีสารเคมีตกค้างทั้งในดินและในแหล่งน้ำ พืชน้ำไม่มีความหลากหลาย ผืนดินเต็มไปด้วยวัชพืชเพียงชนิดเดียว ไม่มีความหลากหลายทั้งพืชและสัตว์ คุณกุลจึงเริ่มด้วยการปลูกต้นไม้ในต้นฤดูฝน ฟื้นฟูป่า ปล่อยให้ต้นไม้ที่มีรากมีเมล็ดอยู่ในดินเติบโต ซึ่งมีประมาณ 25 ชนิด บางชนิดเป็นสมุนไพร จากนั้นจึงหาไม้มาปลูกเพิ่ม ตามแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกป่า 5 ระดับ เพื่อกิน เพื่อใช้ สร้างที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ต่อมาจึงปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมกับการเก็บน้ำ ด้วยการขุดหนอง คลอง และปรับนาให้เป็นคันนากว้างและลึก มีคลองไส้ไก่ขนาดเล็กเพื่อกระจายความชุ่มชื้นในดิน บริเวณหัวคันนาจะปลูกพืชผักสำหรับกินใช้ ในนาจะมีปลาและกุ้งฝอย มีการปลูกถั่วเพื่อเก็บกิน และไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ผลที่ได้คือมีสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น ทั้งนก กระรอก แมลงในเวลาไม่ถึง 3 ปี รวมถึงคืนความอุดมสมบูรณ์ของป่าเพื่อกักเก็บและจัดการน้ำได้ สามารถทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศได้อย่างสมบูรณ์

ช่วงแล้งที่ผ่านมาที่ชุมชนต้นน้ำน่านไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเลย โดยคุณกุลกล่าวว่า น้ำในหนองทั้ง 5 หนองยังคงมีอยู่ แห้งไปเพียงครึ่งเดียว พืชผักก็ยังมีน้ำหล่อเลี้ยง “สิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่ คือสิ่งที่บรรพบุรุษเราทำไว้หมดแล้ว แต่เราหลงลืมหันไปทำเกษตรรูปแบบใหม่ ถ้าเราหันมาทำวิธีเดิม นั่นคือทางรอดเพื่อสุขภาพของตนเองและสิ่งแวดล้อม หวังว่าชุมชนต้นน้ำน่านจะเป็นตัวอย่างให้คนเห็น และเกิดแรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป” คุณกุล ปัญญาวงศ์ กล่าว

กักเก็บน้ำอย่างยั่งยืนด้วยป่าและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ

การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนดังที่ชุมชนต้นน้ำน่านทำจนประสบความสำเร็จนั้น ทำได้ด้วยการออกแบบให้มีพื้นที่กักเก็บน้ำ โดยคำนวนปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาให้เหมาะสม พร้อมการคำนวนการสูญเสียน้ำจากการระเหย เพียงพอสำหรับทั้งการเกษตรและอุปโภคบริโภค โดยโมเดลที่ชุมชนต้นน้ำทำนั้น นอกจากกักเก็บไว้ในหนองน้ำแล้ว ยังมีการกักเก็บน้ำด้วยการปลูกต้นไม้ ทำนาด้วยการยกหัวคันนาสูงเพื่อเก็บไว้ในรูปแบบของนาข้าว ทำคลองไส้ไก่กระจายน้ำไปตามพื้นที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลูกป่า เนื่องจากคุณสมบัติและความหลากหลายของพืชจะช่วยอุ้มน้ำได้มากกว่า หัวใจของการทำเกษตรของชุมชนต้นน้ำน่าน คือ เกษตรกรรมเชิงนิเวศ  ที่เน้นถึงความสำคัญของวิถีธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้า เนื่องจากยาฆ่าหญ้าจะฆ่าสิ่งมีชีวิตในดินด้วย

“การให้อาหารดินคือการให้อาหารคน การทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อเน้นเพียงผลผลิตจำนวนมากของบริษัทและอุตสาหกรรมควรหันมาเคารพธรรมชาติและวิถีเกษตรกรรมเชิงนิเวศอันเป็นวิถีดั้งเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างผลเพื่อตอบแทนทางเศรษฐกิจ จะเป็นการทำลายแผ่นดิน ประเทศไทยมีชื่อเสียงเรื่องการทำเกษตรกรรมมาก มีทุกอย่างแล้วที่บรรพบุรุษสร้างไว้ แต่เรากลับมาที่ลบศูนย์เมื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำลายความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อป้อนต่ออุตสาหกรรม แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายที่จะกลับมาดูแล” คุณกุลกล่าวเสริม

ทุ่งข้าวโพดใกล้กับชุมชนต้นน้ำน่าน หนึ่งในการทำเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาภัยแล้ง การลุกล้ำทำลายป่า และหมอกควันพิษจากการเผาในที่โล่งและการขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ความร่วมมือของเกษตรกรและอาสาสมัคร

ชุมชนต้นน้ำน่าน คือ ศูนย์การเรียนรู้ที่เปิดให้อาสาสมัครทั้งคนไทยและคนต่างชาติ จากทุกพื้นที่ทั่วโลกมาร่วมกันศึกษาวิถีเกษตรกรรมเชิงนิเวศ และการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในอาสาสมัครของชุมชนต้นน้ำน่าน คือ คุณชัยวัฒน์ ดำรงค์กุล ได้ร่วมเป็นอาสาสมัครมาเป็นเวลา 5 เดือน ผันตัวเองจากการทำธุรกิจส่วนตัวหลายกิจกรรม ใช้เวลา 10 วัน ตัดสินใจลาออกเพื่อศึกษาวิถีชีวิตเกษตรของชุมชนต้นน้ำแห่งนี้ นอกจากความรู้ด้านการพึ่งพาตนเองแล้ว ยังได้ข้อคิดดี ๆ ถึงเกษตรกรรมเชิงนิเวศและความสำคัญของป่าต้นน้ำ

“ในประเด็นเรื่องเขาหัวโล้นต้องถามย้อนกลับไปว่า ทำไมคนถึงทำลายป่า การมีป่าทุกคนรู้หมดว่าดียังไง แต่คนเห็นอะไรสำคัญมากกว่าป่า เงินหรือคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การเป็นอาสาสมัครทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ มากกว่าเงิน” คุณชัยวัฒน์ ดำรงค์กุล กล่าว 

Victor Bonfiglioli Pinedo อาสาสมัครจากประเทศบราซิล กล่าวเสริมว่า “ผมสนับสนุนการทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่ช่วยดูแลดิน ระบบการจัดการน้ำ ทำให้ไม่ประสบปัญหายามแล้ง ชุมชนต้นน้ำน่านทำให้ผมได้เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง ปลูกพืชพรรณอาหารเพื่อเลี้ยงตนเองได้” 

ชุมชนต้นน้ำน่าน ชุมชนต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล บนพื้นที่ 60 ไร่ ที่หมู่ 6 บ้านคั๊ว ตำบลศรีภูมิ อำเภอวังท่าผา จังหวัดน่าน เป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตร การจัดการน้ำ และการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ

“ทุกวันนี้มีสัญญาณเตือนภัยหลายอย่างด้านภัยพิบัติ เรามีสัญญาณเตือนอยู่ว่าเราไม่มีน้ำ ไม่มีป่า เรากำลังจะเจอหายนะ แต่เราไม่ตื่น อยากให้ตื่นขึ้นมาเจอกับความจริงได้แล้วว่าจะเจอกับอะไร ถ้าไม่นึกถึงตนเองก็นึกถึงลูกหลาน ทางรอดได้คือการทำให้ตัวเองรอด และให้เพื่อนรอด คือช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ทำให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้ และให้คนอื่นพึ่งพาได้ด้วย เราจะได้ดูแลสิ่งแวดล้อมและโลก มีที่อยู่ให้ลูกหลานเราต่อไป” คุณกุล ปัญญาวงศ์ กล่าว

ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้โลกต้องเผชิญกับภัยแล้งที่รุนแรง ทางออกของเขาหัวโล้นและการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนคือการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่รักษาผืนดินและผืนน้ำ ซึ่งเกษตรกรทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนใช้ได้จริง ดังที่ชุมชนต้นน้ำทำจนสำเร็จจริง 

อ่านเพิ่มเติม: ความหวังในความแล้ง: แม่ปิงแล้งสุดใน 40 ปี กับทางรอดของเกษตรกร


ที่มา: Greenpeace Thailand





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2016 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]