• ไกด์พงษ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hs1dgb@gmail.com Tel. 081-8429142 ID Line : hs1dgb
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 491
  • จำนวนผู้ชม : 1237248
  • ส่ง msg :
  • โหวต 301 คน
ไกด์อิสระภายในประเทศ (Domestic)..................หัวหน้าทัวร์ เวียดนาม, มาเลเซีย, จีน, กัมพูชา, ลาว กรุณาติดต่อ 081-842-9142
เที่ยวเมืองไทยไปได้ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ อยากรู้จักเมืองไทย ข้อมูลเมืองไทย อยากได้ไกด์พาเที่ยว เวียดนาม, มาเลย์เซีย, พม่า, ลาว, เขมร บอกผม จะจัดให้ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guidepong
วันเสาร์ ที่ 22 กันยายน 2550
Posted by ไกด์พงษ์ , ผู้อ่าน : 14516 , 23:40:09 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประเพณีไหว้พระธาตุปีเกิด 12 ปีนักษัตร

 

พระธาตุประจำปีเกิด

เพราะเหตุใด พระธาตุประจำปีเกิดจึงต้องอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ?
    ในสมัยก่อน อาณาจักรล้านนา ล้านช้าง และพม่า ต่างเป็นแว่นแคว้นข้างเคียง ที่มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกันมาก่อน การกำหนดให้มีการไหว้พระธาตุประจำปีเกิด จึงเป็นกลไกอย่างหนึ่ง ของการเดินทางติดต่อกัน ทำให้คนแต่ละเมืองที่อยู่ในเขตวัฒนธรรมเดียวกัน มีความสัมพันธ์ไปมาหาสู่กันได้อย่างใกล้ชิดขึ้น หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน แล้วพุทธศาสนิกชนต่างก็ให้ความสำคัญต่อพระบรมสารีริกธาตุ หรือ กระดูกของพระพุทธเจ้า ซึ่งมักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า พระบรมธาตุ หรือ พระธาตุ เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก เป็นเศษส่วนจากพระวรกายที่เหลืออยู่ไม่มากนัก จึงทำให้ต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ในสมัยโบราณ มีการประดิษฐานพระบรมธาตุไว้ใต้เนินดินรูปครึ่งวงกลม แล้วปักฉัตรไว้ด้านบน เพื่อยกย่อง และแสดงเกียรติยศของผู้ตาย ตามธรรมเนียมอินเดียโบราณ ต่อมาในสมัยพระเจ้าอโศก ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดและแจกจ่ายพระบรมสารีริกธาตุออกไปบูชายังเมืองต่างๆ ทำให้มีการสร้างสถูปบรรจุพระบรมธาตุขึ้นทั่วไป โดยมีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น สถูปเจดีย์สำคัญของบ้านเมืองต่างๆ ล้วนได้รับการอธิบายว่าเป็นสถานที่บรรจุพระบรมธาตุ
      ฉะนั้นบางครั้งจึงนิยมเรียกสถูปเจดีย์เหล่านั้นว่า พระธาตุ ซึ่งหมายถึง พระบรมธาตุซึ่งบรรจุอยู่ภายในสถูปเจดีย์นั่นเอง ดังนั้น การไหว้สถูปเจดีย์ ไม่ว่าจะมีรูปทรงงดงามแปลกพิสดารเพียงใดก็ตาม แต่หัวใจของการไหว้ที่แท้จริงแล้ว ก็คือ การกราบ พระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้าที่บรรจุอยู่ภายในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ดังนั้น การสักการะจึงควรกระทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลศตัณหา และที่สำคัญ ต้องระลึกเสมอว่า พระบรมธาตุไม่ใช่ผู้บันดาลสิ่งต่างๆ จึงไม่ควรขอสิ่งใดนอกจากสวัสดิมงคล

 

 

คติการไหว้พระธาตุประจำปีเกิด
ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องปีนักษัตร ที่สัมพันธ์กับปีเกิด และการนับอายุของแต่ละคน เป็นที่รับรู้กันแพร่หลาย ในแต่ละปีนักษัตร จึงกำหนดด้วยสัญลักษณ์เป็นสัตว์ประจำปีเกิด หรือที่เรียกว่า 12 นักษัตร การไหว้พระธาตุประจำปีเกิด เป็นความเชื่อของชาวล้านนามาแต่โบราณ ซึ่งยึดถือเอาพระธาตุเป็นที่พึ่ง และคุ้มครองตน ดังนั้นการไหว้บูชาพระธาตุทุกคืน จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ อีกทั้งยังถือกันว่า ในชีวิตหนึ่งควรได้มีโอกาสไปสักการบูชาสักครั้ง ให้เกิดความเป็นสิริมงคลมีอายุมั่นขวัญยืน ทั้งยังได้บุญอานิสงส์มาก
            คำว่า พระธาตุ มีหมายความถึงพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และยังรวมถึงสถานที่หรือพระเจดีย์ ที่บรรจุพระบรมธาตุด้วย ซึ่งในแต่ละแห่ง จะมีตำนานหรือประวัติที่เล่าถึงมูลเหตุ การสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งสัมพันธ์กับการเสด็จโปรดสัตว์ ของพระพุทธเจ้าในดินแดนต่างๆ เหล่านี้ และสถานที่ที่พระองค์เสด็จไปถึง รวมถึงการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ขึ้น ณ ที่นั้นมักจะกลายเป็นเมืองสำคัญในเวลาต่อมา อีกทั้งประวัติพระธาตุ หรือตำนานพระธาตุนั้น ยังอาจหมายถึงตำนาน หรือประวัติความเป็นมาของบ้านเมืองแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย
ลักษณะของพระบรมธาตุ
ลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุ ที่บรรยายไว้ในตำนานมีลักษณะเหมือนถั่วแตก หรือข้าวสารหัก หรือเมล็ดพันธุ์ผักกาด กลมเกลี้ยขนาดเท่าเม็ดพุทรา มีสีทอง สีแก้วผลึก หรือแก้วมุกดา สีดอกพิกุล และพระธาตุบางองค์มีรูทะลุได้ ตามปรกติการบรรจุพระธาตุ มักถูกบรรจุไว้ใต้ฐานเจดีย์ หรือบริเวณส่วนกลางขององค์เจดีย์ที่เรียกว่าเรือนธาตุ ดังนั้นจึงไม่สามารถนำออกมาให้ประชาชนได้เห็น และสักการบูชาองค์พระธาตุได้ แต่บางสถานที่ อย่างพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ออกมาให้พุทธศาสนิกชนได้สรงน้ำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7ได้ และนอกจาการบูชา พระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้า แล้วยังมีการบูชาพระธาตุของ พระอรหันต์หรือพระสาวกด้วย
การบูชาพระบรมธาตุ
สมัยโบราณมักจะบูชาพระบรมธาตุด้วยเครื่องหอม และข้าวตอกดอกไม้ ตามปกติแล้วจะสรงพระธาตุด้วยน้ำสะอาด อาจเจือด้วยน้ำหอม เนื่องจากองค์พระบรมธาตุ ส่วนใหญ่บรรจุอยู่ใต้ฐานพระเจดีย์ การสรงน้ำจึงกระทำโดยการราดน้ำไปบนองค์พระเจดีย์ พระธาตุบางองค์จะต้องใช้น้ำจากแหล่งพิเศษ อย่างเช่น การสรงน้ำพระธาตุศรีจอมทอง ใช้น้ำจากน้ำแม่กลางเจือ ด้วยน้ำหอมหรือแก่นจันทน์
            กล่าวได้ว่าคติการบูชาพระธาตุปีเกิด และ ตำนานที่เกี่ยวข้องสะท้อนถึง การเผยแผ่ของพุทธศาสนาในดินแดนไทยมาแต่โบราณ นอกจากนี้ การสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ยังสัมพันธ์กับการเกิดชุมชนเมืองต่างๆ อันก่อให้เกิดคติความเชื่อ และวัฒนธรรมร่วมกันของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในภาคเหนือของไทย ที่มีกลุ่มชนมากมายอาศัยอยู่ โดยมีพระบรมธาตุเจดีย์ และสิ่งสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางแห่งจิตใจ
            การเดินทางท่องเที่ยวไหว้พระธาตุปีเกิด มีความสะดวกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพระธาตุส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ จึงสามารถจัดเส้นทางสำหรับไหว้พระธาตุ ในจังหวัดใกล้เคียงได้ เช่น เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง หรือ เชียงราย-น่าน-แพร่ เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้อิ่มใจในบุญกุศล ทว่ายังได้ชมศิลปะ และสถาปัตยกรรมอันงดงาม ของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย
 

 คนเกิดปีใจ้ ( ปีชวด หรือ ปีหนู ) ธาตุน้ำ

พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุศรีจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
บรรจุ ส่วนพระเศียรเบื้องขวา ( พระทักขิณโมลีธาตุ )

พระบรมธาตุเจดีย์นี้ตั้งอยู่บนยอดจอมทอง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ ส่วนพระเศียรเบื้องขวา มีความพิเศษแตกต่างจากที่อื่นคือ เป็นพระบรมธาตุที่มิได้ฝังใต้ดิน แต่ประดิษฐานอยู่ในกู่ภายในวิหาร สามารถอัญเชิญมาสรงน้ำได้ ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังดอยนี้ และทรงพยากรณ์ว่า ที่นี่จะเป็นที่ประดิษฐานพระทักขิณโมลีธาตุ ของพระองค์ในภายหน้า ต่อมาราวปี พ.ศ.1995 นางเม็งและนายสอยได้พบพระบรมธาตุ จึงได้ก่อพระเจดีย์ และสร้างเสนาสนะ ที่ดอยต้นทอง คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดจอมทอง ในสมัยพระแก้วเมือง (พ.ศ.2038 - พ.ศ.2068) กษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์มังราย ได้สร้างวิหารจัตุรมุข ภายในมีมณฑปปราสาท เพื่อประดิษฐานพระบรมธาตุ เจ้าเมืองเชียงใหม่หลายพระองค์ ได้อัญเชิญพระบรมธาตุศรีจอมทอง ไปยังเมืองเชียงใหม่ เพื่อทำการสักการะ โดยมีวัดต้นเกว๋นที่ อ.หางดง เป็นวัดที่หยุดพักขบวนแห่พระบรมธาตุ เข้าเมือง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 มีพิธีแห่พระบรมธาตุ ไปบูชาข้าวที่อุโบสถ และให้พุทธศาสนิกชนได้สรงน้ำ โดยจะมีการกล่าวบทอัญเชิญ และใช้ช้อนทองคำเชิญ พระธาตุจากผอบมาประดิษฐาน ในโกศแก้วที่ตั้งบนพานเงิน ตามธรรมเนียมเดิมควรนำน้ำจากแม่น้ำกลาง เจือน้ำหอมหรือแก่นจันทร์มาใช้สรง หรือจะเป็นน้ำสะอาดเจือของหอมก็ได้

  

คำบูชาพระธาตุศรีจอมทอง นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
นะโมพุทธายะ นะมามิ ติโลกะโมลี โลหะกูเฏ ปะติฏฐิตัง ปูชิตัง สัพพะโลเกหิ กิตฺติมันตัง
มะโนหะลัง อะหังวันทามิ สัพพะทาฯ
อังคะวะหะเย ปุเรระมะเน โกวิลา ลัคฺคะปพพะตา สะหิเหมะคูหา คัพฺเภ
ทักขิณะโมลี ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะทาฯ

 คนเกิดปีเป้า ( ปีฉลู หรือ ปีวัว ) ธาตุดิน
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง
บรรจุ พระธาตุหน้าผากและพระธาตุลำคอ

วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองลำปาง เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า และพระสาวกเสด็จถึงหมู่บ้านสัมภา   การีวัน ลัวะชื่ออ้ายคอน ได้นำน้ำผึ้งใส่กระบอกไม้พาง และมะพร้าวมาถวาย พระองค์ได้ทรงพยากรณ์ว่า ที่นี่จะมีนครชื่อ ลัมพาง และได้มอบพระเกศาธาต ุให้ลัวะอ้ายคอน นำไปประดิษฐาน ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพาน พระอรหันต์ได้นำพระธาตุหน้าผาก และพระธาตุลำคอ มาประดิษฐานที่นี่ พระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่กลางเวียงโบราณ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเวียงทางศาสนา โดยเฉพาะ ภายในวัดมีสิ่งน่าชมมากมาย ได้แก่ วิหารพระพุทธ เป็นวิหารไม้แบบล้านนา ที่ตกแต่งด้วยลายคำ คือลายทองบนพื้นแดง และภายในสามารถเห็นภาพเงาพระธาตุ ที่ลอดผ่านรูผนังปรากฏบนผืนผ้า วิหารน้ำแต้ม เป็นวิหารโถง มีภาพจิตรกรรมเก่าแก่ของล้านนา วิหารหลวง เป็นที่ประดิษฐานซุ้มพระเจ้าล้านทอง พระพุทธรูปองค์สำคัญของวัด และมีภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ และชาดก ที่เขียนในราวสมัยรัชกาลที่ 5 หอพระพุทธบาท เป็นอีกแห่งที่ปรากฏภาพเงาพระธาตุ แต่ห้ามมิให้ผู้หญิงขึ้น และที่หอพระแก้ว ประดิษฐานพระแก้วจากวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม พระพุทธรูปคู่เมืองลำปาง

      

คำบูชาพระธาตุลำปางหลวง นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวาจีรัง ปะติฏฐาลัมภะ กัปปะปุเร เทเวนะคุตตา อุตตะราภิทัย
ยานะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง

 คนเกิดปียี ( ปีขาล หรือ ปีเสือ ) ธาตุไม้

พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่

บรรจุ พระธาตุข้อศอกข้างซ้าย
พระธาตุช่อแฮตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเตี้ยๆ จากรูปแบบสถาปัตยกรรมในวัด บ่งบอกว่ามีอายุราว พ.ศ.1900 แต่ตำนาน พระธาตุได้เล่าประวัติอันเก่าแก่ว่า พระพุทธเจ้า ได้เสด็จมาถึงดอยโกสิยธชัคคะบรรพต และพบกับเจ้าลาวนามลัวะอ้ายค้อม เมื่อขุนลัวะทราบว่าเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นำภัตตาหารมาถวาย พระพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์ว่าที่นี่ต่อไป จะมีเมืองชื่อเมืองแพร่ ในครั้งนั้นพระอรหันต์ และพระยาอโศก ที่เสด็จมาด้วยได้ทูลขอพระเกศาธาตุ มอบให้ขุนลัวะไปบรรจุโกศแก้ว แล้วนำไปไว้ในถ้ำด้านตะวันออก ของดอยที่ประทับ และพระพุทธเจ้าทรงมีรับสั่งว่า หลังจากที่พระองค์ปรินิพาน แล้วให้นำพระธาตุข้อศอกข้างซ้าย มาประดิษฐานที่นี่ นามของพระบรมธาตุเจดีย์นี้ มีเรื่องเล่าว่า มาจากที่ขุนลัวะ นำผ้าแพรมารองรับพระเกศาธาตุ จึงมีชื่อว่า ช่อแพรและเพี้ยนเป็นช่อแฮในภายหลัง แต่บ้างก็ว่า มีชาวบ้านนำผ้าแพรอย่างดีมาผูกบูชาองค์พระธาตุ งานมนัสการพระธาตุจัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เป็นงานประจำปีที่สำคัญของชาวเมืองแพร่ ในงานมีการแห่ตุงหลวง ถวายแด่องค์พระธาตุและการแสดงมหรสพ

  

คำบูชาพระธาตุช่อแฮ นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
โกเสยัง ธะชัคคะ ปัพพะเต พุทธะธาตุ ปะติฏฐิตัง ปะสันเนนะ อะหังวันทามิ
สัพพะทา อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส

 คนเกิดปีเหม้า ( ปีเถาะ หรือ ปีกระต่าย ) ธาตุน้ำ

พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุแช่แห้ง อ.เมือง จ.น่าน
บรรจุ พระเกศาธาตุและพระธาตุข้อมือข้างซ้ายของพระพุทธเจ้า

พระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนยอดดอยขนาดเล็ก นอกเมืองน่าน มีเรื่องราวเล่าว่า เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์ มาถึงภูเพียงแช่แห้ง และพบกับพระอมละราช และพระมเหสี ที่มาสรงน้ำ ที่เดียวกับที่พระองค์สรงน้ำอยู่ พระอมละราชได้ถวายผ้าขาวให้พระพุทธเจ้าใช้สรงน้ำ แต่ผ้านั้นกลายเป็นทองคำ พระอานนท์จึงของพระเกศาธาตุ บรรจุในกระบอกไม้ซาง มอบให้พระอินทร์ นำไปเก็บในอุโมงค์พร้อมผ้าทอง โดยพระอินทร์ได้ก่อพระเจดีย์สูง 7 ศอกไว้ด้านบน ต่อมาราว พ.ศ.1896 สมัยพระยากานเมือง ได้ส่งช่างไปร่วมสร้างวัดหลวง ที่สุโขทัย พระยาลือไทจึงมอบพระบรมธาตุ 7 พระองค์ และพระพิมพ์คำ พระพิมพ์เงินอย่างละ 20 องค์ ให้พระยากานเมือง ซึ่งได้นำไปบรรจุไว้ที่ภูเพียง และพบพระเจดีย์ ที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุข้อมือข้างซ้ายของพระพุทธเจ้า พระองค์จึงให้ทำอุโมงค์ ประดิษฐานพระบรมธาตุใหม่ และก่อพระเจดีย์เป็นพระธาตุแช่แห้ง คู่เมืองน่านมาจนทุกวันนี้ ในวันขึ้น 14-15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ทางวันมีการจัดงานมนัสการพระธาตุแช่แห้ง ในงานมีมหรสพ การแห่ตุงถวายพระบรมธาตุ และการจุดบอกไฟถวายเป็นพุทธบูชา ตามธรรมเนียมดั้งเดิม

  

คำบูชาพระธาตุแช่แห้ง นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
ปายาตุภูตา อะตุรานุภาวะจีรัง ปะติฏฐิตา นันทะกัปปัฏฐานะปุระ
เทเวนะคุตตา วะระพุทธาตุจิรัง อะหังวันทามิ
ตังชินะธาตุง เสตะฐานะ อะหังวันทามิ ทูระโตฯ

 คนเกิดปีสี (ปีมะโรงหรือปีงูใหญ่เมืองเหนือเรียกพญานาค) ธาตุดิน
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
บรรจุ พระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ในตำนานสิหิงคนิทาน และพงศาวดารโยนก เล่าประวัติว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานไป 700 ปี พระเจ้าสีหล และกษัตริย์องค์อื่น ใคร่ทอดพระเนตรรูปของพระพุทธเจ้า มีแต่พระยานาคที่เคยเห็นพระองค์ จึงแปลงรูปเนรมิตตนเป็นพระพุทธเจ้า พระเจ้าสีหลได้กระทำการบูชา 7 วัน 7 คืน และให้ช่างถ่ายแบบพระพุทธรูปไว้ ต่อมาพระร่วงแห่งสุโขทัย ได้ยินกิตติศัพท์ของพระพุทธสิหิงค์ ใครจะได้บูชา จึงบอกกับพระเจ้าสิริธรรมแห่งเมืองนครศรีธรรมราช พระเจ้าสิริธรรมได้ส่งทูตไปขอจากลังกา อัญเชิญไปให้พระเจ้าสุโขทัย ต่อมาพระพุทธสิหิงค์ถูกอัญเชิญ ไปยังเมืองสำคัญจนกระทั่งราวปี พ.ศ.1983 เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์จากกำแพงเพชร มาถวายพญาแสนเมืองมา แห่งเชียงใหม่ เดิมพญาแสนเมือง จะให้อัญเชิญไปประดิษฐาน ที่วัดบุปผาราม แต่เมื่อรถที่อัญเชิญมาถึงหน้าวัดลีเชียงพระ (ชื่อเดิมวัดพระสิงห์) รถเกิดติดขัดไม่สามารถชักลากไปได้ จึงให้ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ไว้ที่วัดนี้ ในปี พ.ศ.2063 พระเมืองแก้วได้สร้าง วิหารลายคำ เพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ภายในวิหารมีภาพวิจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องสังข์ทอง ฝีมือช่างล้านนา และเรื่องสุวรรณชาดก ฝีมือช่างภาคกลาง ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานบนบุษบก แห่แหนรอบเมืองให้ประชาชนได้สรงน้ำสักการะ

  

คำบูชาพระพุทธสิหิงค์ นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
อิติปวะวะระสิหิงโต อุตตะมะยะโสปิ เตโช
ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะ
สาสะธัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนยะ พุทโธติ

 คนเกิดปีใส้ ( ปีมะเส็ง หรือ ปีงูเล็ก ) ธาตุน้ำ
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ ที่พุทธคยา หรือไหว้ต้นโพธิ์ วัดโพธารามมหาวิหาร
บรรจุ ต้นโพธิ์เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์

พระศรีมหาโพธิ เป็นต้นไม้สำคัญในพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นที่ประทับ และตรัสรู้สัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า ณ พุทธคยา สำหรับชาวล้านนา ยังมีความเชื่อว่าต้นโพธิ์เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยขจัดความทุกข์ได้ จึงมีประเพณีถวายไม้ค้ำโพธิ์ และเครื่องประกอบพิธีกรรมใต้ต้นโพธิ์ สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเส็ง ที่มีพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำปีเกิด สามารถบูชาต้นโพธิ์ตามวัดแทนได้ โดยที่วัดโพธารามมหาวิหาร เชียงใหม่นี้ เป็นวัดสำคัญที่มีการสังคยานาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก และพระเจ้าติโลกราชผู้สร้างวัด ทรงให้นำต้นโพธิ์จากลังกามาปลูก พร้อมทั้งจำลองสัตตมหาสถาน คือสถานที่ 7 แห่งที่พระพุทธเจ้า ได้เสวยวิมุตติสุขก่อนเผยแผ่ศาสนา ได้แก่

  

- ปฐมโพธิบัลลังก์ คือ ต้นโพธิ์ที่ประทับตรัสรู้

- อนิมิตเจดีย์ คือ ที่ที่พระพุทธเจ้า ประทับทอดพระเนตรต้นโพธิ์หลังตรัสรู้ รัตนจงกลมเจดีย์ คือที่ที่

   พระพุทธเจ้าเสด็จดินจงกลม 7 วัน

- รัตนฆรเจดีย์ คือ ที่ที่พระพุทธเจ้าพิจารณาพระอภิธรรม

- อชปาลนิโครธเจดีย์ คือ ต้นไทรที่พระพุทธเจ้าประทับ

- มุจลินทเจดีย์ คือ ที่ที่พระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นจิก ใกล้สระมุจลินท์

- ราชายตนเจดีย์ คือ ต้นเกตุที่พระพุทธเจ้าประทับ

ที่สำคัญคือเจดีย์ประธานของวัดที่จำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยา มีลายปูนปั้นรูปเทวดาซึ่งงดงามมาก ที่ผนังด้านนอกของห้องคูหาส่วนฐานพระเจดีย์

 

คำบูชาต้นโพธิ์ นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
โพธิรุกเขปูเชนิ

 คนเกิดปีสะง้า ( ปีมะเมีย หรือ ปีม้า ) ธาตุไฟ
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุย่างกุ้ง (พระธาตุตะโก้ง) หรือพระธาตุเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า หรือวัดพระบรมธาตุ อ.บ้านตาก จ.ตาก (แทน)
บรรจุ พระเกศาธาตุ

สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเมีย สามารถเดินทางไปมนัสการพระบรมธาตุเมืองตาก แทนพระธาตุชเวดากองที่ประเทศพม่าได้ เนื่องจากเป็นเจดีย์ที่พระครูพิทักษ์ (ทองอยู่) ได้จำลองแบบมา จากพระธาตุชเวดากอง โดยครอบพระธาตุเจดีย์องค์เดิมไว้ ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก ได้กล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมธาตุเจดีย์ที่วัดนี้ว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาเมืองตาก จนมาถึงดอยมหิยังคะที่ร่มรื่น และทรงมอบพระเกศาธาตุ ให้พระอรหันต์ พร้อมทั้งรับสั่งว่า หลังจากที่เสด็จปรินิพาน แล้วให้นำพระเกศาธาตุมาบรรจุไว้ที่นี่ พระบรมธาตุเจดีย์เมืองตาก จึงเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ ในวันขึ้น 14 และ 15 ค่ำ เดือน 7 (ปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) ของทุกปี จะมีงานพิธีสมโภชและสักการะพระบรมธาตุ เรียกว่า งานประเพณีขึ้นพระธาตุเดือนเก้า

      

คำบูชาพระธาตุเจดีย์ ชเวดากอง นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
พุทโธพุทธะ หัตถะฏะฐิ พุทธะเจติยะ
คันธะวะรัง สะวาตะถิยัง อะหังวันทามิ สัพพะทา

 คนเกิดปีเม็ด ( ปีมะแม หรือ ปีแพะ ) ธาตุดิน
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
บรรจุ พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า

พระธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ การประดิษฐานพระบรมธาตุ เจดีย์บนเขาศักดิ์สิทธิ์ ของเมืองมีขึ้นราวปี พ.ศ.1916 สมัยพญากือนา (พ.ศ.1898-1928) ในยุคทองของล้านนา พระองค์ได้อาราธนาพระสุมนเถระ จากสุโขทัย มาเชียงใหม่ พระสุมนเถระ จึงอัญเชิญพระบรมธาตุที่พบเมืองปางจามาด้วย พระบรมธาตุนี้ได้ทำปาฏิหาริย์แยกเป็นสององค์ องค์หนึ่งประดิษฐานที่วัดบุปผาราม อีกองค์หนึ่งพญากือนา ได้อาราธนาสถิตเหนือช้างมงคล เพื่อเสี่ยงทายที่ประดิษฐาน ช้างมงคลเดินขึ้นมาถึงยอดดอยสุเทพ แล้วร้องสามครั้งทำทักษิณา วรรตสามรอบ และส้ม (ตาย) ลง ภายหลังอัญเชิญพระบรมธาตุลงมา พญากือนาให้ขุดหลุมประดิษฐานพระบรมธาตุ และก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ต่อมาปี พ.ศ.2081 สมัยพระเจ้าเกษเกล้า ได้ก่อเป็นพระเจดีย์สูงใหญ่สีทอง เช่นทุกวันนี้ มีความเชื่อว่าหากบูชาพระธาตุ ในทิศทั้งสี่แล้วจะทำให้มีสติปัญญาดี สมัยก่อนในวันวิสาขบูชามีประเพณีการขึ้นพระธาตุ โดยชาวบ้าน จะเดินลัดเลาะป่าขึ้นสู่องค์พระธาตุ

  

คำบูชาพระธาตุดอยสุเทพ นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
สุวัณณะเจติยัง เก สะวะระมัตถะลุงคัง วิรัญญะธาตุง สุเทวะนามะกัง นะระเท เวหิสัพพะปู ชิตัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา

 คนเกิดปีสัน ( ปีวอก หรือ ปีลิง ) ธาตุดิน
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
บรรจุ พระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า

พระธาตุพนม พระบรมธาตุเจดีย์องค์สำคัญ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนสองฝั่งโขง บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระมหากัสสปะเถระ ได้นำมาประดิษฐานไว้บนภูกำพร้า ตามตำนานว่าก่อสร้างโดยกษัตริย์ห้าองค์คือ พระยาจุฬณีพรหมทัต พระยานันทเสน พระยาอินทปัด พระยาคำแดง และพระยาสุวรรณภิงคาร พร้อมไพร่พล ในส่วนลวดลายที่เรือนธาตุนั้น ตำนานเล่าว่า ตกแต่งโดยพระอินทร์และเหล่าเทวดา มีแผ่นอิฐที่จำหลักลวดลายเป็นภาพกษัตริย์โบราณ ฝีมือช่างพื้นบ้าน ศิลปะทวารวดี หรือพุทธศตวรรษที่ 13-15 นับว่าเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่เก่าแก่ ของภาคอีสาน พระธาตุพนมได้รับการบูรณะ และอุปถัมภ์โดยกษัตริย์แห่งล้านช้าง ในสมัย พ.ศ.2223-2225 พระครูโพนเสม็ด (ญาคูขี้หอม) นำราษฎรจากเวียงจันทน์ 3,000 คนมาปฏิสังขรณ์พระธาตุให้สูงขึ้น และเป็นรูปแบบที่นิยมในอีสาน ต่อมารัฐบาลได้บูรณะให้สูงขึ้นอีกเมื่อ พ.ศ.2483 แต่ในวันที่ 11 สิงหาคม 2518 เกิดฝนตกหนัก และพระธาตุพนมได้ทรุดพังทลายลง แต่ก็ได้รับการบูรณะโดยภาครัฐ และเอกชนเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2522 ในเขตวัดมีบ่อน้ำพระอินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ด ของบ่อน้ำที่ใช้น้ำมาเสกน้ำพระพุทธมนต์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลปัจจุบันงานมนัสการพระธาตุพนม จัดขึ้นทุกปีในวันขึ้น 10 ค่ำ ถึงวันแรก 1 ค่ำ เดือน 3

  

คำบูชาพระธาตุพนม นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
ปันนะศิริสะมิง ปัพพะเต อุตะมังธาตุ
เหทะยัง วะละจิตตัง เสฐะวะรัง อะหังวันทามิ สัพพะทา

 คนเกิดปีเร้า ( ปีระกา หรือ ปีไก่ ) ธาตุเหล็ก
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุหริภุญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน
บรรจุ พระธาตุกระหม่อม พระธาตุกระดูก พระธาตุกระดูกนิ้วมือ และพระธาตุย่อยอีก เต็มบาตร

พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นพระธาตุคู่เมืองลำพูนมาแต่โบราณ มีตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้า เสด็จมายังชัยภูมิของชาวเม็ง ทรงหยุดประทับนั่ง ณ สถานที่หนึ่ง พระยาชมพูนาคราช และพระยากาเผือกได้มาอุปัฏฐาก และมีชาวลัวะผู้หนึ่ง นำลูสมอมาถวายพระองค์ ทรงมีพุทธพยากรณ์ว่าที่นี่ในอนาคตจะเป็นนครหริภุญชัยบุรี เป็นที่ประดิษฐาน พระสุวรรณเจดีย์ ซึ่งบรรจุกระหม่อม ธาตุกระดูก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง ในครั้งนั้นพระยาทั้งสองได้ทูล ขอพระเกศาธาตุนำไปบรรจุในกระบอกไม้รวก และโกศแก้วใหญ่ ไว้ในถ้ำใต้ที่ประทับ ต่อมาในสมัยพระยาอาทิตยราช ผู้ครองเมืองหริภุญชัย (ราว พ.ศ.1420) ได้เสด็จลงห้องพระบรรทม แต่มีการขัดขวาง มิให้เข้าภายหลัง ทรงทราบว่าที่แห่งนั้นเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ จึงทรงให้รื้อวัง และขุดพระบรมธาตุมาบรรจุโกศทองคำ และสร้างมณฑปปราสาท เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน พระธาตุหริภุญชัย ได้รับการบูรณะเรื่อยมา โดยพระเจดีย์องค์ปัจจุบันบูรณะ ในสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ เมื่อ 500 กว่าปีมาแล้ว ภายในวัดยังมีพระสุวรรณเจดีย์ เจดีย์ยุคแรกในศิลปะหริภุญชัย เจดีย์เชียงยัน เจดีย์เก่าแก่ทรงปราสาทห้ายอด และหอระฆัง ที่แขวนกังสดาลใหญ่เป็นต้น ในวันขึ้น 13 ค่ำเดือน 6 ของทุกปีจะมีงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย น้ำที่นำมาสรงองค์พระธาตุนี้ จะต้องนำมาจากบ่อน้ำทิพย์ บนยอดดอยขะม้อที่อยู่นอกเมือง ตามธรรมเนียมปฏิบัติแต่โบราณ

   

คำบูหชาพระธาตุหริภุญชัย นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
สุวัณณะเจติยัง หะริภุญชะยัฐฐังวะระ โมลีธาตุรัง อุฬเสฏฐัง สะหะอังคุละผัฏฐัง
กัจจายะโน นามิตปัตตะ ปุรังสิเนนะ เมยหัง ปะยะนามิธาตุง
สิระสา นะมามิ อะหังวันทามิ ทูระโตฯ

 คนเกิดปีเส็ด ( ปีจอ หรือ ปีหมา ) ธาตุดิน
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สามารถบูชารูป หรือไปไหว้พระเจดีย์ที่วัดเกตการาม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (แทน)
บรรจุ พระทันตธาตุ(ฟัน) ของพระพุทธเจ้า

สำหรับผู้ที่เกิดปีจอ พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า ประดิษฐานพระทันตธาตุ ที่พระอินทร์นำมาจากพระบรมธาตุที่ โทณพราหมณ์ได้แอบซ่อนไว้ เมื่อครั้งมีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ให้แก่เจ้าเมืองต่างๆ ด้วยเหตุที่พระธาตุเจดีย์องค์นี้ มนุษย์ไม่สามารถเดินทางไปถึงได้ ดังนั้น นอกจากนมัสการด้วยการบูชารูปแล้ว ยังสามารถบูชาพระเจดีย์ที่วัดเกตการาม เชียงใหม่ ซึ่งมีชื่อพ้องกับพระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์ วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ในเขตย่านการค้าของชาวต่างชาติ ตามประวัติว่า สร้างโดยพญาสามฝั่งแกน เมื่อ พ.ศ.1971 แต่พระเจดีย์ได้พังทลายลงในปี พ.ศ.2121 พระสุโธรับสั่งให้สร้างขึ้งใหม่ เป็นเจดีย์ทรงลังกาแบบล้านนา นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีพระวิหารใหญ่ ที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ และพิพิธภัณฑ์เก็บของใช้พื้นบ้านให้ชม (เปิด 08.00-16.00 น.)

      

หมายเหตุ คนเกิดปีจอไม่มีคำบูชา พระเกศแก้วจุฬามณี

 คนเกิดปีใค้ ( ปีกุน หรือ ปีหมู บางตำราเป็นช้าง ) ธาตุน้ำ
พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุดอยตุง อ.แม่สาย จ.เชียงราย
บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า)

พระบรมธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บนดอยสูง ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขา ตามตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอชุตราช ผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธุ์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ดังที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ ก่อนที่จะสร้างพระอชุตราชให้ทำทุง (ตุง) มีความยาว 1,000 วาปักบนยอดเขา หากทุงปลิวไปถึงที่ใด ก็กำหนดให้เป็นฐานของพระเจดีย์ ทั้งนี้พระองค์ได้พระราชทานทองคำ ให้พวกลาวจกเป็นค่าที่ดิน และให้พวกมิลักขุ 500 ครอบครัวดูแลรักษาพระธาตุ ต่อมาในสมัยพญามังราย พระมหาวชิรโพธิเถระ ได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย 50 องค์ พญามังรายจึงให้สร้างพระเจดีย์อีกองค์ ใกล้กับเจดีย์องค์เดิม บางตำนานว่าที่มาชื่อดอยตุง เนื่องมาจาก พระมหากัสสปะได้อธิษฐานตุงยาว 7,000 วา ไว้ที่ยอดดอยแห่งนี้ พระบรมธาตุดอยตุง ได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2513 ได้บูรณะเป็นเจดีย์ทรงปราสาท องค์ปัจจุบัน พระบรมธาตุดอยตุง เป็นที่เคารพสักการะของชาวล้านนา ไทใหญ่ หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ ทุกปีจะมีงานนมัสการพระบรมธาตุในวันพ็ญเดือน 3

  

คำบูชาพระธาตุดอยตุง นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
อิมัสสะมิง ภัทกะกัปเป จะตุพุทธา พุชูฌะติตะวา กะกุสะนูระ
โกนาคะมะนะ กัสสะปะ โคตะมะราชะคะเห จะระติปิณะฑายะ มิถิลายะนะคะเรสิ
จะรัตติ ปิณะฑายะ อะตะตีตา พุทธาเน อิมัสะมิง ปัพพะตาคิริ ปะทะกังนะสิทิตะวา
เมตเตยยะ อะนาคะเต จะริติปิณะฑายะ ราชะคะเห อิมัสะมิง ฐาเนนะสิทิสิริ
สุภะปะวะรังมะคะโล ตะโมลากะถามุนิราชะ
สาตะระนะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง อะหังวันทามิ
สัพพะทานะตัง วะชิระธาตุโย อะระหังวันทามิ สัพพะทา

หมายเหตุ พระธาตุดอยตุงอยู่ระหว่างบูรณะ ในระยะเวลา 2 ปี (ระหว่าง 01 ม.ค.2550-31 ธ.ค.2552)

              อัญเชิญฉัตรบนยอดพระธาตุดอยตุงลงเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2549 เวลา 09.00 น.

-

 

 

ภาพเขียนพระธาตุประจำปีเกิด
ภาพเขียนที่นำมาแสดง เป็นของช่างเขียนชาวล้านนา ใช้เทคนิคเขียนสีน้ำมันบนพื้นกระจกใส โดยจะเขียนกลับด้าน แต่ให้มองจากด้านหน้าได้ ภาพเขียนประเภทนี้ นิยมทำกันทั่วไปในเขตภาคเหนือในช่วง 80-100 ปีที่ผ่านมา ช่างเขียนจะยึดโครงสี เรื่องราว และองค์ประกอบคล้ายกัน คือจะมีรูปสัตว์ประจำปีเกิด พระธาตุ และวัด รวมอยู่ในภาพ จะแตกต่างกันที่เทคนิค และฝีมือของแต่ละท้องที่เท่านั้น ช่างเขียนจะนำภาพกระจก ใส่กรอบไม้และขายทั่วไป ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณภาพละ 3 บาท ชาวบ้านจะซื้อไวเพื่อประดับหิ้งพระ และกราบไว้บูชาตามปีเกิดของตน

 

ทำไมต้องห้ามผู้หญิงขึ้นบริเวณรอบพระธาตุเจดีย์
เนื่องจากในสมัยโบราณ นิยมบรรจุพระบรมธาตุไว้ในกรุ ที่อยู่ใต้เจดีย์ เมื่อมีความเชื่อว่าผู้หญิงเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ จากการมีรอบเดือน ทำให้มีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิง อยู่เหนือพระบรมธาตุ แม้ในระยะผิวดินด้านบนก็ตาม ไม่เช่นนั้น จะทำให้พระบรมธาตุเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ และไม่แสดงปาฏิหาริย์อีกต่อไป การห้ามไม่ให้ผู้หญิง ขึ้นไปบริเวณรอบพระธาตุเจดีย์นั้น เป็นข้อปฏิบัต ิที่เข้าใจกันดีในหมู่ชาวล้านนา ป้ายที่ติดไว้ตามศาสนสถานสำคัญ ๆ ของชาวล้านนา จึงมีไว้เตือนคนต่างถิ่นให้ทราบและปฏิบัติตาม

 

ไกด์พงษ์ แก้ไข 10/05/2561

http://www.oknation.net/blog/guidepong

 

ต้องการปรึกษา, มีคำถามหรือปัญหา, ตั้งกระทู้ต่างๆ, รับสมัครงาน

ต้องการมัคคุเทศก์ หรือหัวหน้าทัวร์ และผู้ช่วยมัคคุเทศก์




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 ไกด์พงษ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Supawan วันที่ : 23/09/2007 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

กำลังจะไปไหว้ที่วักพระสิงห์ค่ะ ขอบคุณ

ความคิดเห็นที่ 3 ไกด์พงษ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูเจี๊ยบ วันที่ : 23/09/2007 เวลา : 00.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/baan-koo-kai
หัวใจ...ของฉัน..เป็นนักเดินทาง..อักษรของฉัน...เป็นนักเดินทาง หัวใจของฉัน...ไร้ซึ่งพันธนาการอักษรของฉันถูกพันธนาการด้วยหัวใจฉันเอง

แวะมาทักทายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ไกด์พงษ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทรายรุ้ง วันที่ : 22/09/2007 เวลา : 23.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kartai
เกาะกูด science : กลุ่มเขียนข้าว http://www.oknation.net/blog/scienceteachวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6

โชคดีที่เกิดปีวอกไม่ต้องเดินทางไปไหว้ถึงภาคเหนือ
หุหุ..มาทักทายยามดึกๆ..ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ไกด์พงษ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กัญจ์ วันที่ : 22/09/2007 เวลา : 23.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mint


แวะมาเยี่ยมและได้ความรู้ดีจังค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]