• ไกด์พงษ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hs1dgb@gmail.com Tel. 081-8429142 ID Line : hs1dgb
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 491
  • จำนวนผู้ชม : 1164955
  • ส่ง msg :
  • โหวต 301 คน
ไกด์อิสระภายในประเทศ (Domestic)..................หัวหน้าทัวร์ เวียดนาม, มาเลเซีย, จีน, กัมพูชา, ลาว กรุณาติดต่อ 081-842-9142
เที่ยวเมืองไทยไปได้ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ อยากรู้จักเมืองไทย ข้อมูลเมืองไทย อยากได้ไกด์พาเที่ยว เวียดนาม, มาเลย์เซีย, พม่า, ลาว, เขมร บอกผม จะจัดให้ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guidepong
วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม 2553
Posted by ไกด์พงษ์ , ผู้อ่าน : 16928 , 00:43:53 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน opads โหวตเรื่องนี้

จังหวัดกำแพงเพชร (Kamphaengphet)

อำเภอขาณุวรลักษบุรี (Amphoe Khanu Woralaksaburi)

 

เมืองตอเป็นแสน ดินแดนประพาสต้น ถิ่นคนผมแดง แหล่งอารยธรรมโบราณ

 

 

ประวัติความเป็นมาของอำเภอขาณุวรลักษบุรี :

พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งเสด็จประพาสต้นและพักแรมที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี ตอนหนึ่งว่า “ เวลาบ่ายสี่โมง แวะจอดถ่ายรูปหาดแล้วลงเรือชลาประพาสเที่ยวต่อไปแวะบ้านข้างฝั่งตะวันออกถึงบ้านตาแสนปม เป็นปมไปทั้งตัวแม้ไม่มีอะไรแดดเผา จึงได้ลงเรือต่อมาจนเวลาย่ำค่ำขึ้นที่บ้านหาดแสนตอ เดินข้ามไปวัดสว่างอารมณ์ ตำบลที่เรียกว่า แสนตอ เป็นชื่อเมืองขาณุนี้ มีตอมากจริงๆ เรือได้โค่นครั้งหนึ่ง เพราะเหตุที่ตลิ่งพังมาก เดินตามถนนฝั่งตะวันตก แวะเก็บอะไรต่ออะไรบ้าง มาจนถึงวัดที่เป็นวัดสร้างใหม่ เรียกว่า วัดหัวเมือง ตั้งแต่วัดนั้นจนถึงที่ว่าการเมือง ซึ่งเป็นเรือนหลังคามุงแฝกทั้งนั้น ที่จอดเรืออยู่เหนือที่ว่าการนิดหนึ่ง”

        อำเภอขาณุวรลักษบุรี ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลแสนตอ บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงทางทิศตะวันตก ห่างจากลำน้ำปิงประมาณ 300 เมตร มีถนนจาก ที่ว่าการอำเภอ ไปจรดถนนพหลโยธิน ที่ตลาดสลกบาตร ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี  ระยะทางประมาณ   9   กิโลเมตร  เป็นชุมชนโบราณเรียกว่า เมืองแสนตอ สันนิษฐานว่าเป็นเมืองโบราณรุ่นเดียวกับเมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมืองพาน เมืองคณฑี เมืองนครชุม เมืองชากังราว

      ชุมชนเก่าแก่ของอำเภอขาณุวรลักษบุรี คือชุมชนเขากะล่อน เป็นชุมชนในยุคหินใหม่มีอายุประมาณ 5,000 - 1,000 ปี จากการสำรวจของคณะนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อพุทธศักราช 2530 พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก อาทิ ขวานหินขัด หัวธนู กำไล ลูกปัด เศษภาชนะดินเผา จากหลักฐานดังกล่าวยืนยันได้ว่า ชุมชนเมืองแสนตอเป็นเมืองเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดกำแพงเพชร แต่เดิมอำเภอขาณุวรลักษบุรี มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ แยกจากอำเภอคลองขลุง มีชื่อว่า "กิ่งอำเภอแสนตอ" เดิมทีที่ว่าการกิ่งอำเภอแสนตอตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิง (หน้าโรงเรียนวัดน้อยวรลักษณ์ในปัจจุบัน สาเหตุที่ย้ายที่ว่าการอำเภอขาณุมาอยู่ที่ ณ ที่ตั้งปัจจุบันนี้ เนื่องจากที่ว่าการอำเภอได้พังลงน้ำปิงไปหมดแล้ว) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล 29 หมู่บ้าน คือ ตำบลแสนตอ ตำบลยางสูง ตำบลระหาน ตำบลสลกบาตร และตำบลบ่อถ้ำ

       จากการที่สถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอคับแคบ และตลิ่งที่ว่าการอำเภอพังลงทุกปี นายอำเภอคลองขลุง และนายดำ ระตะจารุ ปลัดอำเภอตรี ซึ่งดำรงตำแหน่ง หัวหน้ากิ่งอำเภอเสนตอ ในสมัยนั้น จึงได้คิดขยับขยายกิ่งอำเภอเสียใหม่ โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจาก นายสมพงษ์ พงศ์ไพบูลย์ พ่อค้าตลาดแสนตอ ได้อุทิศที่ดินให้ปลูกสร้างสถานที่ราชการอย่างกว้างขว้าง โดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด จึงได้ย้ายสถานที่ราชการมาปลูกสร้างใหม่ ณ หมู่ที่ 2 ตำบลแสนตอ ซึ่งเป็นที่ว่าการอำเภอหลังเก่าใน ปัจจุบันนี้

         การที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี แต่เดิมชื่อว่าอำเภอแสนตอ นั้น ได้ทราบมาว่าสมัยก่อนการค้าขายได้ใช้ทางเรือเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากถนนหนทางยังไม่สะดวกรวดเร็วเหมือนในปัจจุบัน พวกชาวเรือที่มาค้าขายในลำน้ำปิง พอเข้ามาในเขตตำบลแสนตอ ก็จะเห็นตอโพล่อยู่ตามลำน้ำบ้าง ตามหาดทรายบ้างมากมายสุดคณานับได้ ถ้าใครเดินเรือไม่ระวังเรือก็จะชนตอ ได้รับความเสียหาย พวกชาวเรือจึงเรียก หมู่บ้านนี้ว่า “ บ้านแสนตอ ” และเมื่อเป็นที่ตั้งตำบล ทางราชการก็นำชื่อมาตั้งเป็นตำบลแสนตอ ต่อมามีการตั้งกิ่งอำเภอ ทางราชการก็นำชื่อมาตั้งเป็น “ กิ่งอำเภอแสนตอ ” ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้เสนอ ให้ตั้งชื่อใหม่ว่า “กิ่งอำเภอขาณุบุรี ” ซึงแปลได้ความว่า เมืองแสนตอ เช่นเดิม เพียงแต่ใช้ศัพท์ให้ฟังดูไพเราะและสละสลวย แต่ปรากฏว่า เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศตั้งเป็นกิ่งอำเภอ ในปี พ.ศ. 2483 ได้เพิ่มคำว่า “ วรลักษณ์ ” ให้ด้วย จึงมีชื่อว่า “ กิ่งอำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี ” คำว่า ” ขาณุวรลักษณ์บุรี ” นั้นประกอบด้วยคำว่า ขาณุ แปลว่า ตอ คำว่า วร เป็นชื่อขุนวร ผู้ริเริ่มก่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอคนแรก คำว่า ลักษณ แปลว่า หมื่นแสน คำว่า บุรี แปลว่าเมือง เมื่อมารวมกันก็ยังมีความหมายเช่นเดิม และในปี พ.ศ. 2490 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศยกฐานะเป็นอำเภอ และได้พิจารณาตัดพยัญชนะตัว “ ณ ” ออกไป จึงมีชื่อว่า “ อำเภอขาณุวรลักษบุรี ” เมื่อได้มีการย้ายที่ว่าการอำเภอเดิมมาก่อสร้างใหม่ ณ หมู่ที่ 2 ตำบลแสนตอ นั้น  การก่อสร้างในระยะแรก  สร้างในลักษณะอาคารไม้ชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้อง มีมุขข้าง 2 มุข ขนาดกว้าง 7.28 เมตร ยาว 30.25 เมตร ต่อมาได้มีประชาการเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ทำให้สถานที่ราชการที่สร้างไว้คับแคบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้ไม่สะดวก ที่ว่าการอำเภอที่ก่อสร้างไว้ เป็นอาคารชั้นเดียวแบบใต้ทุนสูง นายธรรมศักดิ์ จันเพ็ญ นายอำเภอขาณุวรลักษบุรี ในสมัยนั้น จึงได้ขอความร่วมมือจากข้าราชการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้าประชาชน ช่วยกันบริจาคเงินเทคอนกรีตชั้นล่างพร้อมทำฝา ประตู หน้าต่าง ชั้นล่าง จนครบเท่ากับชั้นบน โดยดำเนินการเสร็จในปี พ.ศ.2502 คิดเป็นเงินค่าก่อสร้างประมาณ 20,000 บาทโดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากทางราชการเลย ทำให้สถานที่ราชการกว้างขวาง เพียงพอที่จะให้แผนกต่างๆ ปฏิบัติงานได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี อาคารที่ทำการได้ก่อสร้างมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วทำให้หลังคาชำรุดทรุดโทรม ตัวอาคารเป็นไม้ก็ชำรุด ไปตามกาลเวลา ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2519 ทางราชการจึงได้จัดสรรงบประมาณให้ก่อสร้างที่ว่าการอำเภอขึ้นใหม่ ในบริเวณที่ดินเดียวกับที่ว่าการอำเภอเดิม แต่ถัดออกไปด้านหลังเป็นอาคารตึกสองชั้น ต่อมาในปี 2547 ทางราชการก็ด้าจัสรรงบประมาณให้ดำเนินการสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอขาณุวรลักษบุรี หลังใหม่ในปัจจุบัน

 

ที่ตั้งและอาณาเขต :

อำเภอขาณุวรลักษบุรี ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ            ติดต่อกับ อำเภอคลองขลุง และ อำเภอบึงสามัคคี

ทิศตะวันออก      ติดต่อกับ อำเภอบรรพตพิสัย

ทิศใต้                ติดต่อกับ อำเภอลาดยาว และ อำเภอแม่วงก์ (จังหวัดนครสวรรค์)

ทิศตะวันตก        ติดต่อกับ อำเภอปางศิลาทอง

พื้นที่ :  1,158.780 ตารางกิโลเมตร

ประชากร :  106,564 คน (พ.ศ.2557)

ความหนาแน่น :  91.96 คน / ตารางกิโลเมตร

การปกครองส่วนภูมิภาค :  อำเภอขาณุวรลักษบุรี แบ่งพื้นที่การปกครองตามพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ออกเป็น 11 ตำบล 141 หมู่บ้าน

ที่ตั้ง : ที่ว่าการอำเภอขาณุวรลักษบุรี หมู่ที่ 2 ถนนสลกบาตร-แสนตอ ตำบลแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร 62180

โทรศัพท์ : 055-779223   โทรสาร : 055-779223

 

ลักษณะอากาศ :

ภูมิอากาศโดยทั่วไป มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว

อื่นๆ :

สภาพเศรษฐกิจ

1.อาชีพหลัก ได้แก่ อาชีพเกษตรกรรม (การเพาะปลูก) ข้าวเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ถั่วเขียว ถั่วเหลือง กล้วยไข่ มะปรางหวาน ส้ม การเลี้ยงสัตว์ วัว แพะ การเลี้ยงนกกระจอกเทศ การประมง การค้าของป่า เช่น น้ำมันยาง ไต้ สีเสียด เปลือกขยัน ยาตั้ง และหนังสัตว์

2.อาชีพเสริม ได้แก่ -

3.จำนวนธนาคาร มี 6 แห่ง ได้แก่

     ธนาคารกรุงไทย สาขาสลกบาตร

     ธนาคารกรุงไทย สาขาขาณุวรลักษบุรี

     ธนาคารกรุงเทพ สาขาสลกบาตร

     ธนาคารกรุงเทพ สาขาขาณุวรลักษบุรี

     ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

     สาขาสลกบาตร ธนาคารออมสิน สาขาสลกบาตร

 

การเกษตรกรรม

1.ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว กล้วยไข่ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน

2.ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญได้แก่ แม่น้ำปิง ลุ่มน้ำคลองวังวัด ลุ่มน้ำแม่วงก์ ลุ่มน้ำคลองชลประทาน

  โครงการหนองขวัญ

3.โรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่

     หจก.นิธินันท์ศุภกิจ 751 ม.1 ต.สลกบาตร

     บจ.ขาณุพืชผล 425 ม.3 ต.ป่าพุทรา

     โรงสีโชคอำนวย 120 ม.3 ต.บ่อถ้ำ

     ลานมันวิมลสมบัติ 299 ม.18 ต.วังชะพูล

     หจก.เกียรติสงวน(2003) 929 ม.1 ต.สลกบาตร 

     บจ.ที.ซี.เอส.แป้งมันอุตสาหกรรม 99 ม.10 ต.วังชะพูล

     หจก.เกียรติบุญครอง 333 ม.5 ต.สลกบาตร

 

สถานที่ที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอขาณุวรลักษบุรี

วัดสว่างอารมณ์ (Sawang Arom Temple)

 

 

 

ตั้งอยู่ที 217/1 หมู่ที่ 2 ตำบลแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษบุรี นมัสการหลวงพ่อโตวัดสว่างอารมณ์ เป็นพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร มีเกศเป็นเปลวเพลิง หน้าตักกว้าง 4 ศอก ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอขาณุวรลักษบุรี โทร. 055-725169, 055-779020

 

วัดอุดมศรัทธาราม (Udom Sattharam Temple)

 

ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลป่าพุทรา ขาณุวรลักษบุรี นมัสการหลวงพ่อเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปทองคำ ปางสะดุ้งมาร มีฐานเป็นบัวเม็ด มีเกศเป็นก้นหอย หน้าตักกว้างประมาณ 29 นิ้ว สูงประมาณ 39 นิ้ว จะจัดในช่วงเดือนธันวาคม หรือ มกราคมของทุกปี<

 

วัดสลกบาตร (Salok Bat Temple)

หมู่ที่ 3 ทางแยกติดถนนพหลโยธิน ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี อยู่ใกล้ๆด่านตำรวจ (4แยกสลกบาตร)

 

 

 

วัดสิงคาราม (Sing Karam Temple)

   อยู่ที่ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี สนามกลางติดถนนสายสี่แยกไปอำเภอขาณุวรลักษบุรี และสายไปตำบลบ่อถ้ำ นครสวรรค์และกำแพงเพชร เป็นจุดศูนย์รวมหลายตำบล ถูกจัดตั้งขึ้นโดยพระครูวชิรณิติโสพณ ได้มีการสร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ ศาลาธรรมสังเวช และเมรุ และเป็นที่นับถือของชาวสลกบาตร

 

วัดหงษ์ทอง พระวชิรสารโสภณ (หลวงพ่อจุล)(Luang Phor Jul)

  

เป็นพระที่ชาวสลกบาตรนับถือกราบไหว้มาช้านาน เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางศาสนาของชาวสลกบาตร ท่านได้สร้างโรงเรียนวชิรสารโสพณและได้สนับสนุนโรงเรียนสลกบาตรมาเป็นเวลานาน

          หลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระวชิรสารโสภณ (จุล อิสสร ญาโณ) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อจุล เจ้าอาวาสวัดหงษ์ทองและอดีตเจ้าคณะอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

          ประวัติหลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระวชิรสารโสภณนามสกุล พุทธชาติ ฉายา อิสสรญาโณ ท่านได้อุปสมบท ณ วัดหงษ์ทอง เมื่อปี พ.ศ. 2460 โดยจำพรรษาแรกที่วัดสิงคาราม แต่ท่านไปมากับวัดหงษ์ทองเป็นประจำ ต่อมาญาติโยมชาวบ้านสลกบาตรพร้อมใจกันอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัด หงษ์ทอง ท่านเป็นผู้ทำนุบำรุงศาสนาและเป็นผู้ที่เอาใจใส่ในกิจการของพระศาสนาด้วยดีตลอดมา ท่านเป็นพระเถระที่มีกิตติศัพท์ที่เลื่องลือและสำคัญองค์หนึ่งเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ท่านได้ปฏิบัติในพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ท่านมีคุณาประการแก่พระศาสนาอเนกประการนับว่าท่านเป็นอัฉริยะตั้งอยู่ในฐานะอภิปูชนียบุคคลสมเป็นที่เคารพนับถือและรักใคร่แก่ศิษยานุศิษย์ ญาติมิตรและสาธุชนทั่วไป ท่านได้อบรมสั่งสอนให้ประพฤติ ปฏิบัติตามธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างดีตลอดมา จนกระทั่งท่านมรณภาพ ท่านเจ้าคุณพระวชิรสารโสภณ นามเดิม จุล พุทธชาติ เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2437 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 10 ค่ำ ปีมะเมีย ที่บ้านสลกบาตร ตำบลสลกบาตร ท่าเป็นบุตรคนโตของครอบครัว บิดาชื่อ เนตร มารดา (ไม่ทราบชื่อ) น้องๆ ของท่านเจ้าคุณเป็นชายทั้งหมดรวม 4 คนคือ นายแก้ว นายกัน นายเริ่ม และนายสงบ เมื่อเยาว์วัยการศึกษาของท่าน เหมือนกับบุคคลทั่วไปคือ เรียนหนังสือที่วัดพออ่านออกเขียนได้ ครั้นจบชั้นประถม ก็ออกจากวัดมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ปี พ.ศ. 2458 อายุ 21 ปี ได้ไปเป็นศิษย์วัด ที่จังหวัดตาก นานถึง 2 ปี

       ปี พ.ศ. 2460 อายุ 23 ปี ได้เข้ารับการอุปสมบทเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ณ พระอุโบสถ วัดหงษ์ทอง โดยมีท่าน พระครูติธรรมสมาทาน (เลื่อน) วัดอุดมศรัทธาราม  เป็นพระอุปัชฌาย์  ภายหลังอุปสมบท ได้อยู่จำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดสิงคาราม แต่ก็ยังไปมาระหว่างวัดหงษ์ทองกับวัดสิงคาราม เมื่อบวชได้ 3 พรรษา ได้กราบลาพระอุปัชฌาย์ท่านพระครูติธรรมสมาทานเพื่อไปศึกษาวิชาต่อ ณ วัดบ้านแก่ง เป็นศิษย์ท่าน พระครูนิวุตถ์พรหมจรรย์ (ทองอยู่) อ.เมือง จ.นครสวรรค์

      หลวงพ่อทองอยู่ วัดบ้านแก่ง มีกิตติคุณและชื่อเสียงว่า ท่านเป็นพระที่มีคาถาอาคมขลัง ด้านพระปริยัติธรรมท่านก็มีความรู้ดี ในแต่ละปีจะมีพระภิกษุสงฆ์จากเมืองนครสวรรค์กำแพงเพชร ไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อขอให้ท่านถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ให้ ศิษย์ของหลวงพ่อทองอยู่บางท่านกล่าวว่า “หลวงพ่อทองอยู่ วัดบ้านแก่ง” เป็นศิษย์ท่านพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) วัดหนองโพธิ์ แต่บางท่านกล่าวว่า หลวงพ่อทองอยู่ เป็นสหายทางธรรมกับหลวงพ่อเดิม

     พระภิกษุ จุล อิสฺสรญาโณ ได้มาศึกษาในสำนักพระอาจารย์ทองอยู่หลายพรรษา ฉะนั้นวิชาความรู้ต่างๆ จึงได้ไปครบทุกอย่างคือด้านคันถธุระและวิปสสนาธุระก็แตกฉานในด้านไสยศาสตร์มนต์คาถาก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาไปด้วย

      กาลต่อมา เมื่อวัดหงษ์ทองว่างสมภารและจะหาพระภิกษุสงฆืที่เหมาะสมเพื่อเป็นเจ้าอาวาสก็ไม่มี มรรคทายกพร้อมด้วยชาวบ้านสลกบาตร ได้ประชุมปรึกษาหารือเพื่อจะสรรหาเจ้าอาวาสที่มีวคามสามารถมากจะได้พัฒนาวัดให้เจริญก้าวหน้าในที่สุดเห็นพ้องต้องกันว่า พระภิกษุจุล อิสฺสรยาโณ เป็นพระภิกษุสงฆ์ในท้องถิ่นและเคยอยู่วัดหงษ์ทองมาก่อน และมีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ฉะนั้นชาวบ้านสลกบาตรจึงพร้อมใจกันเดินทางไปนิมนต์พระภิกษุจุล อิสฺสรญาโณ จึงเดินทางมาจำพรรษา และรับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์ทองสืบต่อมา

สมณศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่การงาน

ปี พ.ศ. 2478 พระฐานานุกรมของพระวิบูลย์วชิรธรรม ตำแหน่งพระใบฏีกา

ปี พ.ศ. 2480 ได้รับเลื่อนขึ้นเป็นพระสมุห์

ปี พ.ศ. 2481 ได้รับสมณศักดิ์ ที่พระครูวิกรมวชิรสาร

ปี พ.ศ. 2502 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระวชิรสารโสภณ

หน้าที่การบริหาร ที่สำคัญ มีดังนี้

ปี พ.ศ. 2470 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดหงษ์ทอง จังหวัดกำแพงเพชร

ปี พ.ศ. 2471 เจ้าคณะตำบลสลกบาตร

ปี พ.ศ. 2478 ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

ปี พ.ศ. 2487 ได้รับการแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการจังหวัด และเป็นกรรมการตรวจสอบนักธรรม ชีวิตบั้นปลายและการมรณภาพ

        ท่านเจ้าคุณฯพระวชิรสารโสภณ จุล อิสฺสรญาโณ เป็นพระที่พัฒนาและสร้างสรรค์ความเจริญให้กับวัดหงษ์ทองเป็นอย่างมาก เมื่อท่านมีอายุมาก สังขารร่วงโรย หลวงพ่อได้ป่วยเป็นเบาหวานและโรคปอด ญาติและศิษย์ได้ช่วยกันนำท่านไปทำการรักษา ที่โรงพยาบาลค่ายจิระประวัติ อาการป่วยของท่านเจ้าคุณฯไม่บรรเทา ในที่สุดก็ได้ถึงกาลมรณภาพเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2512 ตรงกับวันอาทิตย์สิริอายุ คำนวณ ได้ 74 ปี 51 พรรษา

 

ศาลเจ้าพ่อจอมทอง (San Chao Por Chom Thong)

 

มีเจ้าพ่อและเจ้าแม่จอมทองประทับอยู่ในศาล ทั้งนี้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวไทยเชื้อสายจีนของชาวสลกบาตร และทุกปีจะมีการจัดงานประจำปีเจ้าพ่อเจ้าแม่จอมทองขึ้น เป็นประเพณีที่ สืบทอดต่อกันมาจะมีขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 20 - 24 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อเป็นการเคารพสักการะเจ้าพ่อจอมทองที่ชาวตลาดสลกบาตรเคารพนับถือ ชาวตลาดสลกบาตรได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อจอมทอง เพื่อให้ประชาชนเคารพสักการะ การจัดขบวนแห่เจ้าพ่อจอมทองเป็นขบวนที่สวยงามและมีการแสดงที่ตื่นเต้นเร้าใจในขบวนแห่จะประกอบด้วยขบวนเอ็งกอ ล่อโก้ว ขบวนนางฟ้า สาวงามถือธง เด็กหาบกระเช้า การเชิดสิงโต และขบวนแห่มังกร ขบวนอัญเชิญเจ้าผู้เข้าทรง บางทีก็มีการลุยไฟ เหยีบขวด

 

น้ำพุธรรมชาติสระตาพรม (Sra Ta Phrom Natural Spring)

   อยู่ที่กิโลเมตรที่ 292 ทางแยกด้านซ้ายของถนนกำแพงเพชร-นครสวรรค์ ตำบลดอนแตง อำเภอขาณุวรลักษบุรี มีลักษณะเป็นน้ำพุธรรมชาติพุ่งขึ้นจากผิวน้ำในสระสูงประมาณ 2 เมตร สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากถนนซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาไม่ได้ง่ายนักในประเทศไทย

 

หาดพัทยาขาณุ (หาดทรายริมแม่น้ำปิง)(Pattaya Beach Khanu)

ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง หน้าเทศบาลตำบลขาณุวรลักษบุรี เป็นหาดทรายสะอาด น้ำใส สามารถลงเล่นน้ำได้ โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์ จะมีผู้นิยมมาเที่ยวมาก แหล่งท่องเทียวของตำบลแสนตอนี้เรียกว่า " พัทยาขาณุวรลักษบุรี "

 

 

 

 

แก่งเกาะใหญ่ (Kaeng Koh Yai)

 

ตั้งอยู่ หมู่ 12 บ้านใหม่ธงชัย ต.ปางมะค่า อำเภอขาณุวรลักษบุรี แก่งเกาะใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งของอำเภอแม่วงก์ อยู่หมู่ที่ 24 บ้านใหม่แม่เลวา อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ และ ฝั่งของจังหวัดกำแพงเพชร แต่ขึ้นทะเบียนอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแก่ง มีหินขนาดใหญ่ ต้นน้ำมาจากป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ แก่งเกาะใหญ่เป็นแก่งที่มีสายน้ำที่สวยงาม มีโขดหินมากมาย มีน้ำตลอดทั้งปี จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงวันหยุด เดินทางผ่านถนนสลกบาตร - บ่อถ้ำ ไปประมาณ 28 กิโลเมตร

 

สวนสาธารณะหนองคลองวัว (Nong Klong Wua park)

 

 

 

ตั้งอยู่ ในเขตเทศบาลตำบลสลกบาตร หมู่ที่ 5 ทางแยกไม้ห่างจากถนนพหลโยธิน ถนนเทศบาล 13 ถนนพหลโยธิน สายนครสวรรค์ – กำแพงเพชร เป็นที่พักผ่อนแห่งหนึ่ง ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชนให้มีสุขภาพดี และยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาธรรมชาติ

        สวนสาธารณะหนองคลองวัวมีเนื้อที่ประมาณ 3500 ไร่ มีเครื่องออกกำลังกาย ข้างสวนสาธารณะเป็นทิวทัศน์ทุ่งนา สวนสาธารณะหนองคลองวัว เป็นสถานที่ออกกำลังกาย และพักผ่อนของประชาชนชาวสลกบาตร ซึ่งส่วนใหญ่ประชาชนจะนำลูกหลานมาออกกำลังกาย และพักผ่อนหลังจากการทำงานทั้งวัน โดยในสวนสาธารณะมีถนนลาดยางคอนกรีตเพื่อให้ท่านวิ่งออกกำลังกาย และนอกจากนี้ยังมีเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง และสวนสนุกให้กับเด็กๆ ที่มากับครอบครัวได้เล่นกันอย่างเต็มที่ หากท่านใดต้องการที่ต้องการผ่อนคลายความตรึงเครียดก็สามารถมาพักผ่อนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลังจากการทำงานทั้งวันในช่วงเย็น หรืออาจจะช่วงเป็นวันหยุด และหากจะเล่นกีฬาฟุตบอล และกีฬาบาสเกตบอล ก็มีสนามกลางแจ้งให้ท่านออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ได้ตลอด

 

ฟาร์มนกกระจอกเทศ สวนสนฟาร์ม (Ostrich Farm Suan Son Farm)

  หมู่ 8 บ้านคลองกระธาตุ ตำบลบ่อถ้ำ อำเภอขาณุวรลักษบุรี เป็นนกกระจอกเทศพันธุ์คอดำ จำนวน 1,000 ตัว โดยนำพันธุ์มาจากประเทศนิวซีแลนด์และแอฟริกา ซึ่งทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทยเป็นอย่างดี ผิวหนังเป็นสีเทาดำ เท้าและปากเป็นสีดำ ตัวเล็ก ให้ผลผลิตเนื้อน้อยแต่ผลผลิตไข่มากกว่าพันธุ์อื่น นิสัยเชื่อง สามารถไข่ได้มากถึง  80 ฟอง/ปี น้ำหนักฟองละประมาณ 1.5 กิโลกรัม เนื้อสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
opads วันที่ : 27/03/2017 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/OKopads
บันทึก การสะสมเหรียญพระบล็อคกษาปณ์

ผมไปทำธุรกิจที่สลกบาตร เพิ่งทราบข้อมูลท้องถิ่นอย่างละเอียดจากคุณไกด์พงษ์เนี่ยละครับ

ขอบคุณที่รวบรวมข้อมูลมาให้อ่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2010 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]