• ไกด์พงษ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hs1dgb@gmail.com Tel. 081-8429142 ID Line : hs1dgb
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 491
  • จำนวนผู้ชม : 1171701
  • ส่ง msg :
  • โหวต 301 คน
ไกด์อิสระภายในประเทศ (Domestic)..................หัวหน้าทัวร์ เวียดนาม, มาเลเซีย, จีน, กัมพูชา, ลาว กรุณาติดต่อ 081-842-9142
เที่ยวเมืองไทยไปได้ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ อยากรู้จักเมืองไทย ข้อมูลเมืองไทย อยากได้ไกด์พาเที่ยว เวียดนาม, มาเลย์เซีย, พม่า, ลาว, เขมร บอกผม จะจัดให้ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guidepong
วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน 2553
Posted by ไกด์พงษ์ , ผู้อ่าน : 8065 , 01:06:28 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จังหวัดภูเก็ต (Phuket)

อำเภอกระทู้ (Amphoe Kathu)

 

ขุนเขาโอบล้อม เพียบพร้อมวัฒนธรรม

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ ขบวนแห่กินผัก อนุรักษ์ประเพณี

 

ประวัติความเป็นมาของอำเภอกะทู้ :

เมื่อศัตรูเข้าโจมตีเมืองถลางแตกในปี พ.ศ.2352 พญาถลางเจ๊ะมะเจิมได้ย้ายเมืองถลางจากบ้านเคียน(ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง)มาตั้งที่ทำการอยู่ที่บ้านท่าเรือ(ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง)แล้ว บุตรชายคือพญาวิชิตสงคราม(แก้ว)ไปเป็นเจ้าเมืองภูเก็จอยู่ที่บ้านเก็ตโฮ่ (ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้) พระยาวิชิตสงคราม(ทัด)ย้ายเมืองภูเก็จไปตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งคาปากคลองบางใหญ่ เพื่อเป็นคลังแร่ดีบุกที่ขนย้ายมาจากเมืองภูเก็จที่เก็ตโฮ่และส่งไปต่างประเทศจากท่าเรือที่สะพานหิน เมืองภูเก็จที่เก็ตโฮ่เป็นลานแร่ดีบุกที่ต้องใช้กุลีจำนวนมากเพราะเหมืองแร่พัฒนาจากเหมืองบ่อไปเป็นเหมืองหาบ กุลีชาวจีนฮกเกี้ยนจึงเข้ามามากในสมัยรัชกาลที่ 4 - 5 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงปรับปรุงระบบราชการ ได้แบ่งเมืองภูเก็จไปเป็นอำเภอทุ่งคาและเมืองภูเก็จบ้านเก็ตโฮ่เป็นอำเภอกะทู้

 

        อำเภอกะทู้สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า "กราบาตู" แปลว่า อ่าวหิน แล้วหดลงเป็น "กราตู" แล้วเป็น "กราทู" "กระทู" และ "กะทู" ตามลำดับ ในใบบอกเรื่องการปราบอั้งยี่ ของหมื่นเสมอใจราช (พระยามนตรีสุริยวงศ์ ชื่น บุนนาค) พ.ศ. 2419 ก็เขียนว่า "กะทู" แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น กะทู้ เพื่อให้มีความหมายในภาษาไทย และคำนี้ก็อาจจะมาจากคำว่า "กราซาตู" แปลว่า อ่าวที่หนึ่ง ก็ได้ ในภาษาจีนเรียกว่า "หลายทู่"

ที่ตั้งและอาณาเขต :

อำเภอกะทู้ อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ          ติดต่อกับ อำเภอถลาง

ทิศตะวันออก    ติดต่อกับ อำเภอเมืองภูเก็ต

ทิศใต้             ติดต่อกับ อำเภอเมืองภูเก็ต

ทิศตะวันตก      ติดต่อกับ ทะเลอันดามัน

พื้นที่ : 67.09 ตารางกิโลเมตร

ประชากร : 53,156 คน (พ.ศ.2557)

ความหนาแน่น : 792.30 คน / ตารางกิโลเมตร

การปกครองส่วนภูมิภาค : อำเภอกะทู้ แบ่งพื้นที่การปกครองตามพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ออกเป็น 3 ตำบล 14 หมู่บ้านและ 7 ชุมชน

ที่ตั้ง :ที่ทำการอำเภอกะทู้ 51/16 ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต 83120

โทรศัพท์ : 076-321133 โทรสาร : 076-321133

 

ลักษณะอากาศ :

ภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบอบอุ่นชื้น มี 2 ฤดู คือ ร้อน และ ฝน

อื่นๆ :

สภาพเศรษฐกิจ

1.อาชีพหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม รับจ้าง ค้าขาย

2.อาชีพเสริม ได้แก่ -

3.จำนวนธนาคาร มี 2 แห่ง ได้แก่
1. ธนาคารกรุงไทย 2. ธนาคารกรุงเทพ

การเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม

1.ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา สะตอ ทุเรียน มะพร้าว จำปาดะ

2.ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญ (แม่น้ำ/บึง/คลอง) ได้แก่ คลองบางใหญ่ 

สถานที่ที่น่าสนใจในเขตอำเภอกะทู้

วัดอนุภาษกฤษฎาราม (วัดเก็ตโฮ่)

(Anuphas Krisada Ram Temple (Wat Ket Ho)

 

           ตั้งอยู่ที่ 25 บ้านเก็ตโฮ่ หมู่ที่ 1 ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต 83120 ตามโฉนดเลขที่301 มีเนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่เนินเขา สภาพแวดล้อมมีป่าไม้ธรรมชาติสงบเงียบ อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถหลังใหม่ขนาดกว้าง 9.50 เมตร ยาว 24.50 เมตร สำหรับหลังเดิมเป็นอุโบสถไม่ถาวรสร้าง พ.ศ.2479 ศาลาการเปรียญกว้าง 8 เมตร ยาว 16 เมตร สร้าง พ.ศ.2489 กุฎีสงฆ์ จำนวน 16 หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมีพระประธานในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปโบราณสร้างมาพร้อมกับวัด ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อด้วน”

  

           วัดอนุภาษกฤษฎาราม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2444 ไม่ทราบนามผู้สร้าง เดิมมีนามว่า “วัดเก็ตโฮ่” ตามชื่อหมู่บ้าน ต่อมาหลวงอนุภาษ ขอใช้พื้นที่วัดเพื่อทำเหมืองแร่ จึงยกที่แห่งใหม่ให้สร้างวัดซึ่งเป็นที่เนินเขา ของหลวงอนุภาษเอง เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป วัดเกิดชำรุดทรุดโทรมประกอบกับที่ตั้งวัดเดิมเป็นที่ลุ่มถูกน้ำท่วมบ่อย จึงย้ายวัดมาสร้างขึ้นใหม่ในที่ตั้งปัจจุบัน มีชื่อว่า “วัดอนุภาษกฤษฎาราม” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2481 ในด้านการศึกษาทางวัดเปิดสอนพระปริยัติธรรมเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2490 นอกจากนี้ยังจัดให้มีห้องสมุดไว้บริการประชาชนทั่วไป เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและได้รับรางวัลดีเด่นมากมาย ปัจจุบันพระครูวิชิตสังฆไพโรจน์ ( มหาแผ้ว อภินนฺโท ) เจ้าคณะอำเภอเขตกะทู้ เป็นเจ้าอาวาสวัดเก็ตโฮ่ (วัดอนุภาษกฤษฎาราม) มีอายุ 78 พรรษา

วัดกะทู้ (Kathu Temple)

 

ตั้งอยู่ที่ 76 หมู่ที่ 4 บ้านกะทู้ ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ เดิมวัดอยู่หลังตลาด สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดกระทู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2426 ไม่ปรากฏหลักฐานผู้ใดสร้างขึ้น มีหลักฐานปรากฏชัดเจนคือ ต้นโพธิ์ เดิมที่ตั้งวัดเดิมเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วม และประกอบกับมีแร่ดีบุกเป็นจำนวนมากพอสมควร ลำบากในการประกอบศาสนกิจและบำเพ็ญกุศลของพุทธบริษัท

 

         ต่อมาหลวงอำนาจนรารักษ์ ซึ่งเป็นกำนันในสมัยนั้น จึงได้ทำการย้ายวัดมาสร้างขึ้นใหม่ในที่ตั้งปัจจุบัน มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 26 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา โฉนดเลขที่ 285 อาณาเขต ทิศเหนือยาว 245 เมตร ติดต่อกับภูเขา ทิศใต้ยาว 250 เมตร ติดต่อกับถนนวิชิตสงคราม ทิศตะวันออกยาว 170 เมตร ติดต่อกับที่เอกชน ทิศตะวันตกยาว 209 เมตร ติดต่อกับสถานที่ราชการ สถานีตำรวจภูธรอำเภอกะทู้ และที่ว่าการอำเภอกะทู้ มีที่ธรณีสงฆ์ 3 แปลง เนื้อที่ 45 ไร่ โฉนดเลขที่ 230 ทำให้ทางวัดและชาวบ้านได้รับความสะดวกสบายขึ้น จึงดำริที่จะขอเปลี่ยนนามวัดเพื่อสนองศรัทธาไว้เป็นอนุสรณ์แก่หลวงอำนาจนรารักษ์ต่อไป ได้รับพระราชทนวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 อาณาเขตกว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร เปิดสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ.2499 และได้จัดตั้งหน่วยอบรมให้ประชาชนประจำตำบลขึ้นในวัด

 

        พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบสูง เป็นควนเขา (ลาดตามไหล่เขา) ภายหลังเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงพื้นที่เป็นการใหญ่ โดยขอความร่วมมือจากคุณ จิ้นหวุน (เจริญ ตันติวิท) เจ้าของและผู้จัดการ บริษัท ตินติโกวิท และคุณบันลือ ตันติวิท เจ้าของและผู้จัดการบริษัท บ่านหงวนตินไมนิ่งจำกัด ทำการปรับพื้นที่โดยใช้รถแทรกเตอร์ของบริษัทฯ ใช้เวลาบริษัทละ 17 วัน รวม 34 วัน จึงได้พื้นที่ดังที่ปรากฏให้เห็นเป็นชั้นๆ ได้ 3 ชั้น ดังนี้

ชั้นสูง เป็นเขตพุทธาวาส อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถกว้าง 10.50 เมตร ยาว 24 เมตร สร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2524 โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคา 3 ชั้น เป็นอุโบสถหลังใหม่ หลังเก่านั้นเป็นอาคารไม้ สร้าง พ.ศ.2492 ชำรุดหมดแล้ว ศาลาการเปรียญกว้าง 22 เมตร ยาว 36 เมตร สร้าง พ.ศ.2519 โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาชั้นเดียว กุฎีสงฆ์จำนวน 5 หลัง เป็นอาคารไม้และคอนกรีต สำหรับปูชนียวัตถุมีพระประธานประจำวัด ชาวบ้านเรียก “หลวงพ่อไม้เรียบ” นับว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง

ชั้นกลาง เป็นเขตสังฆาวาส ที่อยู่ของพระสงฆ์ มีศาลาการเปรียญ กุฏิที่พักสงฆ์ เมรุเผาศพ อนุสาวรีย์หลวงพ่อเจ้าวัด สถานที่พักผ่อน

ชั้นต่ำสุด เป็นเขตจัดประโยชน์ทำสวน ปลูกมะพร้าวเป็นหลัก มีพืชผลบ้างเล็กน้อย มีการสร้างศาลาบำเพ็ญกุศลและโรงครัว เป็นศาลาบาตรและที่พักคนเดินทาง กับเป็นที่อยู่ของคนวัด แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2533 สิ้นเงินในการก่อสร้าง 6,232,909 บาท จึงสำเร็จบริบูรณ์

ศาลเจ้าปุนเถ่ากง หรือ ศาลเจ้าฮกแซ่เก้ง (ศาลเจ้าพ่อเสือ)

(Pun Tuao Kong Shrine or Hock Shan Guan Shrine)

ตั้งอยู่ที่ 48/20 ถนนพระบารมี หมู่ที่ 1 ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

ผู้ที่ขี่รถหรือขับรถผ่านศาลเจ้า จะกดแตรให้สัญญาณทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ นัยว่าเพื่อบูชาองค์ปุนเถ่ากงพระภูมิเจ้าที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเท่าที่สังเกตจะเห็นผู้คนจอดรถทั้งซ้ายขวาเพื่อขึ้นไปสักการะเซ่นไหว้องค์พระภูมิเจ้าที่ตลอดเวลา บริเวณข้างทางด้านศาลเจ้ามีรูปเขียนหยินหยางและป้ายบอกเวลาเปิดปิดศาลเจ้า ป้ายบอกชื่อศาลเจ้าว่า พระปุ้นเถาก๋ง มีภาษาอังกฤษกำกับว่า Pun Tuao Kong ถึงแม้สถานที่บริเวณภายในศาลเจ้าจะแคบ แต่ผู้ศรัทธาก็จะรอคิวเข้าไปไหว้ มีต้นไม้ร่มครึ้มและเต็มไปด้วยควันธูป

 

          ภายในบริเวณมีศาลพระภูมิอยู่ด้านหน้า มีโต๊ะบูชาทีกง ภายในองค์ประธานรูปแกะสลัก มีรูปฝาผนัง มีเซียมซีให้เสี่ยงทายด้วย มีป้ายเขียนข้อความเตือนสติคนติดไว้ข้างฝาผนัง ศาลเจ้าแห่งนี่น่าจะเป็นศาลเจ้าเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง เพราะการเดินทางเข้าเมืองกะทู้สมัยก่อน นอกจากจะเดินทางผ่านตัวเมืองภูเก็ตแล้ว อีกทางหนึ่งคือ ขึ้นเรือที่ชายหาดป่าตอง แล้วเดินลัดเลาะสันเขาลงมายังตัวเมืองกะทู้ได้ ทางเดินโบราณแห่งนี้ได้กล่าวไว้ในช่วงที่เกิดกรณีอั้งยี่ที่ภูเก็ตว่า ถนนที่จะเข้าไปกะทู้ถูกปิดโดยพวกอั้งยี่กลุ่มตัวเมืองภูเก็ต พระยาวิชิตสงคราม ( ทัด รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ) จางวางเมืองภูเก็ต ทำให้ชาวจีนกุลีเหมืองจำนวนมากตลอดจนชาวบ้านที่เป็นคนไทย ไม่มีข้าวสารที่จะซื้อขาย พระยาวิชิตสงครามและกรมการเมืองภูเก็ต จึงให้ขนข้าวสารบรรทุกเรือไปขึ้นฝั่งชายหาดป่าตองแล้วลำเลียงด้วยช้าง ข้ามสันเขาแห่งนี้เข้าเมืองกะทู้ ศาลเจ้าปุนเถ่ากง พระภูมิเจ้าที่ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงเป็นที่พึ่งของคนที่มีความทุกข์ใจ กังวลใจ ฯลฯ ในอันที่จะบำบัดให้ทุเลาเบาบางลงได้ ด้วยความศรัทธาของแต่ละคน

ประวัติพระปุนเถ่ากง

“ปุนเถ่ากง” เป็นชื่อที่เรียกตามภาษาจีนแต้จิ๋ว ส่วนจีนกลางเรียกว่า “เปิ่นโถวกง” สำหรับปุนเถ่ากง หรือถ่อตี่กง หรือแป๊ะกงนั้น เป็นเทพเจ้าที่หรือเทพเจ้าที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆ บางครั้งก็จะเป็นเทพเจ้าสำหรับดูแลชุมชนหรือหมู่บ้านนั้นๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในเมืองจีนตามชุมชนต่างๆ จะพบศาลปุนเถ่ากงให้เห็นเสมอ ตามความเชื่อของคนจีน ปุนเถ่ากงมีบทบาทสำคัญมากในสังคมสมัยก่อน งิ้วหลายเรื่องถ่ายถอดให้เห็นว่ากษัตริย์ ขุนนาง และคนเดินทาง หากใครตกระกำลำบากก็ไปอาศัยศาลปุนเถ่ากงหรือแป๊ะกง เป็นที่พักแรม ที่หลบภัย หรือร้องทุกข์กับเทพเจ้า

  

       บางความเชื่อกล่าวว่า เปิ่นโถวกง และ ต้าเป๋อกง เป็นเทพองค์เดียวกัน ที่นักเดินเรือในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ซ้อง) กราบไหว้กันโดยมีชื่อเดิมว่า “โตวกง” แต่ที่ปีนังชาวพื้นเมืองเรียกเทพองค์นี้ว่า “เปิ่นโถวกง” ฟิลิปปินส์เรียกเทพองค์นี้ว่า เปิ่นโถวกัง ชื่อดังกล่าวเป็นเพียงตำแหน่งเทพผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จะแตกต่างกันไปตามบุคคล เวลา และสถานที่ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จะเป็นใครไม่อาจจะทราบได้ อาจจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษของชาวจีนโพ้นทะเลเท่านั้นก็ได้ คำว่า เปิ่นโถว ซึ่งหมายถึง เปิ่นตี้ หรือที่ดั้งเดิม หรือ โถวมู่ ซึ่งแปลว่าหัวหน้าในสถานที่นั้นๆ บางคนเรียกย่อๆ ว่า ตี้โถว ในสมัยก่อนเมื่อผู้เป็นใหญ่ในเขตนั้น ๆ หรือผู้นำในเขตอื่นๆ ได้ทำคุณประโยชน์ ให้แก่เขตปกครองมากมาย เมื่อตายไปแล้วจะถูกยกย่องให้เป็นเทพ จึงเรียกว่าเปิ่นโถวกง ซึ่งหมายความว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งเขตนั้นๆ

             มีการกล่าวว่า ปึงเถ่ากงเป็นเทพเจ้าที่มีตัวตนจริงโดยเป็นลูกเรือคนหนึ่งของเจิ้งเหอที่ออกมาสำรวจทะเล ต่อมาลูกเรือดังกล่าวได้ตั้งรกรากที่เกาะแห่งหนึ่งในหมู่เกาะสุมาตรา ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่เขาได้ทำประโยชน์ให้กับพื้นที่ เมื่อเขาเสียชีวิตลงจึงมีพัฒนาการเป็นเทพเจ้าประจำท้องถิ่น

             คนจีนฮกเกี้ยนมักจะอัญเชิญองค์ท่านไว้ที่หิ้งเพื่อกราบไหว้ ส่วนคนจีนแต้จิ๋วจะนิยมอัญเชิญองค์ท่านไว้ที่หิ้งบนพื้น เพราะถือว่า องค์ท่านเป็นเทพเจ้าที่ ในการบูชาเจ้าที่ของแต่ละบ้านอาจมีรายละเอียดต่างกัน เช่นบางบ้านนิยมบูชาดอกไม้สด มาลัย บางบ้านต้องมีต้นกวนอิม ปักแจกันไว้ประจำ ที่กระถางธูปนิยมมีกิมฮวย (จินฮวา ) ประดับ แต่ในกระถางธูปบางบ้านนิยมใส่ทรายหรือข้าวสารที่กระถางธูป บางบ้านใส่เป็นโหงวเจ้งจี้ (อู่จ่งจือ )หรือ เมล็ดทั้งห้า คือข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียวแดง เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วแดง ของบูชาที่มีความหมายเป็นมงคล เช่น ฟักทอง ฟักเงิน สับปะรด เงิน ทอง ฯลฯ พร้อมของสดบูชา เช่น น้ำชา 5 ที่ เหล้าขาว 5 ที่ มะพร้าวอ่อน ส้ม บางบ้านไหว้ธูป 5 ดอก ลึกๆ แล้วการบูชาเจ้าที่คือการไหว้ธาตุทั้งห้า คือ ธาตุทอง ดิน ไม้ น้ำ ไฟ

ศาลเจ้ากะทู้ (ไลทูเต๊าบูเก๊ง)(Kathu Shrine)

 

ตั้งอยู่ที่ 37/1 หมู่ที่ 4 ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

ศาลเจ้ากะทู้ หรือเรียกว่า ศาลเจ้าในทู เดิมชื่อ ศาลเจ้ากิ๊วหองหยา คนภูเก็ตเรียกกันว่า "อ้ามกะทู้" หรือคนภูเก็ตโบราณ เขาจะเรียกกันว่า "ฉายตึ้ง" หมายถึงสถานที่ประกอบการกินผักอันศักดิ์สิทธิ์ของกิ๊วห๋องต่ายเต่ “ฉ้ายตึ๋ง” จึงเปรียบเสมือนพระราชวังของกิ๊วอ๋องต่ายเต่โดยเฉพาะ ไม่เหมือนกับศาลเจ้าอื่นๆ ที่มีอยู่ เป็นศาลเจ้าแห่งแรกที่เริ่มประเพณีถือศีลกินผักของภูเก็ต ซึ่งเป็นศาลเจ้ามีองค์พระอยู่ดั้งเดิมก่อน แล้วมาสร้างเป็นศาลเจ้ากินผักภายหลัง เมื่อเสร็จพิธีกินผักแล้ว ก็เป็นศาลเจ้าของเจ้าองค์เดิมต่อไป เป็นที่เคารพนับถือของพี่น้องชาวภูเก็ต ศาลเจ้ากะทู้มีหล่าวเอี๋ย (เตี่ยนฮู้หง่วนโส่ย) ส่ำหม่งฮู่ (ส่ำฮู่ห๋องเอี๋ย) หลี้โหล่เฉี๊ยะ (ส่ามท่ายจื้อ) เป็นผู้กำกับดูแล เมื่อมีปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นหรือจะทำอะไรเกี่ยวกับศาลเจ้า ก็ให้เชิญพระองค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้ชี้แจงปัญหาและคำสั่งใดๆที่ปรึกษาหารือออกมาแล้วต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด

 

             ส่วนประเพณีกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) ศาลเจ้ากะทู้เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด แต่น่าจะเริ่มขึ้นราวปีพ.ศ. 2368 ประมาณ 180 ปีที่ผ่านมา ในสมัยที่พระยาถลาง (เจิม) มาเป็นเจ้าเมืองภูเก็ตที่บ้านเก็ตโฮ่ ซึ่งอดีตบ้านเก็ตโฮ่ เคยเป็นที่ตั้งเมืองภูเก็ตมาก่อน เนื่องจากบ้านตำบลกะทู้อุดมไปด้วยแร่ดีบุกมากมาย ในช่วงนั้นประเทศไทยได้ทำการค้าขายแร่ดีบุกกับประเทศโปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ จึงมีการทำแร่ดีบุกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ที่ตำบลกะทู้ จึงมีคนจีนมากมายเดินทางมาประกอบอาชีพทำเหมืองแร่ดีบุก ที่ตำบลบ้านกะทู้ ทุ่งทอง เก็ตโฮ่ และตำบลใกล้เคียง คนจีนเหล่านั้นได้นำเอาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้า บรรพบุรุษ เทพเจ้าประจำตระกูลเข้ามานับถือด้วยความศรัทธา และตั้งรกรากถิ่นฐานที่หมู่บ้านกะทู้ ในช่วงที่คนจีนมาตั้งถิ่นฐานทำเหมืองแร่ที่ตำบลกะทู้ ได้มีคณะงิ้วเดินทางมาจากประเทศจีน มาแสดงงิ้วอยู่ที่บ้านกะทู้เป็นระยะเวลานานเพราะมีคนจีนมากมายสนับสนุนเข้าชมงิ้วคณะนี้ ต่อมาพวกที่เล่นงิ้วพากันเจ็บไข้ได้ป่วย และคนจีนที่ทำเหมืองก็พากันไม่สบาย หัวหน้าคณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่ามาอยู่บ้านกะทู้เสียนาน จนลืมทำพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ซึ่งเคยปฏิบัติติดต่อกันมานานทุกปีที่ มณฑลกังไส ประเทศจีน ครั้นจะกลับไปก็ไม่ทันเนื่องจากระยะเดินทางไกลมาก จึงตัดสินใจทำพิธีกินผักอย่างง่ายๆ บนโรงงิ้ว ต่อมาโรคภัยไข้เจ็บ ก็ค่อยทุเลาหายไป ทำให้ชาวกะทู้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา คณะงิ้วยังบอกว่าการเชิญเทพเจ้ามาคุ้มครองเป็นสิ่งที่ดีและควรจะประกอบพิธีถือศีลกินผักด้วยจึงจะดี ชาวกะทู้จึงได้ทำพิธีกินผักตั้งแต่นั้นมา ก่อนที่พวกงิ้วจะจากไปก็ได้มอบรูปพระ กิ่มซิ้น หล่าวเอี๋ยส่ามฮู่ห่องเอี๋ย ส่ามไท่จื้อ ไว้ใช้ประกอบกินผัก และแนะนำพิธีกรรมในการกินผักอย่างย่อๆให้ และบอกว่าพิธีกินผักที่กังไส ประเทศจีนจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน 9 ของทุกปี โดยจะเริ่มจากวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึง วันขึ้น 9 ค่ำ รวม 9 วัน 9 คืน ซึ่งชาวกะทู้ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมาจนถึงปัจจุบัน การกินผักจึงเริ่มขึ้นครั้งแรกที่บ้านกะทู้นั่นเอง

 

            ต่อมามีท่านผู้รู้ชาวจีนที่ไม่ปรากฏนามเห็นการประกอบพิธีกินผักของชาวกะทู้ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก และบอกแก่ชาวจีนตำบลกะทู้ว่า ถ้าจะทำให้ถูกต้องจะต้องทำตามแบบฉบับของฉายตึ๋ง มณฑลกังไสประเทศจีน และรับอาสาจะไปอัญเชิญเหี้ยวโห้ย (ธูปศักดิ์สิทธิ์) องค์ประกอบของพิธี และตำราพิธีกรรมต่างๆมาให้ แต่การเดินทางต้องใช้เงินมาก ตนมีเงินไม่พอ ชาวจีนที่กะทู้นำโดยหลวงอำนาจ นรารักษ์ ได้รวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาให้แก่ชาวจีนผู้นั้นไว้ใช้ในการเดินทางไปประเทศจีนเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว

             2-3 ปีที่ผ่านมาขณะที่ชาวจีนประกอบพิธีกินผักอยู่นั้นในคืน 7 ค่ำ (เก้าโง๊ยโฉ่ยฉีด) ตามปฏิทินจีน ตกเวลาตอนกลางคืน คนจีนที่รับอาสาไปเชิญธูปศักดิ์สิทธิ์ และเฉี้ยเหี่ยวเอี๊ยนมานั้น ได้เดินทางมาทางเรือ ถึงที่ท่าเรือบางเหลียว (บางเหนียว ในปัจจุบัน) ได้แจ้งข่าวให้ชาวจีนที่กะทู้ไปรับผงธูปศักดิ์สิทธิ์ สร้างความปลื้มปิติให้แก่คนบ้านกะทู้และชาวจีนเป็นอย่างมากจึงได้จัดเตรียมขบวนแห่ไปรับอย่างโกลาหลอลหม่านในวันรุ่งขึ้น (เก้าโง๊ยะโฉ่ยโป๊ยะ(ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9)) เพื่อเดินทางมาอัญเชิญธูปศักดิ์สิทธิ์ ไปประกอบพิธีกินผักอย่างถูกต้องตามแบบฉบับของกังไส นอกจากนี้ ท่านผู้รู้ได้นำบทสวดมนต์ จากตำราและคัมภีร์ต่างๆกับเต้าบูเก็งมาไว้ที่ศาลเจ้าฉ้ายตึ่งเช่นกัน ซึ่งศาลเจ้ากะทู้ได้ปฏิบัติตามแบบฉบับที่ถูกต้องเรื่อยมาจนตราบปัจจุบัน และจัดให้มีขบวนแห่พระอย่างสวยงามมาทำพิธีที่สะพานหินในวันที่ 8 ของพิธีกินผักทุกๆปีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

           นอกจากนี้ศาลเจ้าในต่างจังหวัด และต่างประเทศ ก็ได้มาอัญเชิญเหี่ยวโห้ย หรือเหี่ยวเอี้ยน จากศาลเจ้ากะทู้ไปเช่นเดียวกัน คือศาลเจ้าไท้เป๋ง (ประเทศมาเลเซีย) ศาลเจ้าตะกั่วป่า ศาลเจ้ากระบี่ เป็นต้น ท่านผู้รู้ได้อธิบายไว้เกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมของศาลเจ้าว่า ตำราและคัมภีร์ต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีกินผัก ห้ามนำออกมาเปิดเผย ผู้ใดนำมาเปิดเผยจะมีอันเป็นไป ตำราและคัมภีร์ดังกล่าวนี้นำออกมาเปิดเผยได้เฉพาะในระหว่างพิธีกินผักเท่านั้น เมื่อเสร็จจากพิธีกินผักแล้ว ให้นำไปเก็บไว้ที่เดิมในศาลเจ้าทันที

             สถานที่ประกอบพิธีกินผักครั้งแรกอยู่ที่ข้างบ้านนายไฮ้ไซ้ ต่อมาศาลเจ้ากินผักคับแคบและทรุดโทรมลงมาก คณะกรรมการศาลเจ้าได้เรี่ยรายเงินสร้างใหม่ มีผู้บริจาคที่ปรากฏนามประมาณ 90 ท่านตามบันทึกที่สลักบนแผ่นไม้ที่ศาลเจ้าจนถึงปัจจุบัน ต่อมาศาลเจ้ากะทู้ทรุดโทรมลงอีก คหบดีชาวกะทู้ผู้มั่งคั่ง เช่น นายจิ้นหลาย ตันติวิท นายลิ้มหยอง นายอิ้วก้อง ยงสกุล เป็นต้น ได้สละทรัพย์และเรี่ยไรร่วมสมทบทุนสร้างขึ้นใหม่ในที่ปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2490 ต่อมาศาลเจ้าได้ทรุดโทรมลงอีก คณะกรรมการศาลเจ้าจึงได้จัดสร้างขึ้นใหม่บนที่เดิม มีผู้ใจบุญได้บริจาคที่ดินเพิ่มเติมให้แก่ศาลเจ้า ทำให้บริเวณศาลเจ้ากว้างขึ้นกว่าเดิม ผู้ใจบุญเหล่านั้นคือ นายแดง – นางส่วนตี่ รักเหย้า นายเบ่งฮก, เบ่งอ้าน, เบ่งปู้น, ยิ่นเต้ง, นางลุ้ย เจริญผล และได้มีผู้ใจบุญบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุน สร้างศาลเจ้าหลังใหม่ ทางศาลเจ้ากะทู้ได้บันทึกรายชื่อไว้บนป้ายหน้าศาลเพื่อเป็นเกียรติสืบไป

ศาลเจ้าฮกเซี้ยงเก้ง หรือ ฝู่ซังกง (Hok Siang Guan (Tu Di Gong) Shrine)

 

ศาลเจ้าฮกเซี้ยงเก้ง หรือ ฝู่ซังกง เป็นศาลเจ้าปุนเถ่ากง ตั้งอยู่ตลาดบ้านกะทู้ ต.กะทู้ อำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต เลยสำนักงานเทศบาลกะทู้ ก่อนถึงโค้งแรก เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งที่มีอายุกว่า 100 ปี จากเดิมตัวอาคารเป็นสีขาวตัดแดง ต่อมาได้มีการทาสีใหม่เป็นสีเหลืองตัดแดง ปัจจุบันอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของศาลเจ้ากะทู้ ตัวอาคารแบ่งเป็นสองตอนคือตอนหน้าอาคารโล่ง ส่วนหลังเป็นที่ประดิษฐานองค์ประธานของศาลเจ้า มีพระประจำศาลเจ้าคือองค์ ฮกเตกเจี่ยสิน หรือองค์ผู่เทาก้งเป็นประทาน และมีเลขาซ้ายขวา บู๊ฮกเต็ก และบุ๋นฮกเต็ก ผนังหลังองค์ประธานเป็นรูปวาดระบายสี คือรูปปุนเถ่ากงถือยู่อี่และก้อนทองคำ พร้อมด้วยองครักษ์ซ้ายขวา คือ บุ่นเตกและเต๊กบุ๋น รูปแกะสลักไม้องค์พระปุนเถ่ากงพร้อมองครักษ์ เป็นฝีมือพื้นบ้านองค์ค่อนข้างใหญ่สูงประมาณสองฟุต มีประตูบานเดียว ช่องหน้าต่างสองบาน ลูกกรงเป็นปูนลายกระบอกไม้ไผ่ ส่วนที่น่าสนใจคือโครงหลังคาอาคารด้านหน้าที่มีการเข้าไม้โดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งไม่ค่อยพบเห็นในภูเก็ต ด้านซ้ายมือมีที่เผากระดาษทองสร้างเป็นทรงสถูปห้าชั้น ภายในและภายนอกอาคารสะอาด สงบมาก

ศาลเจ้าหงวนฮกเก้ง (Nguan Hok Guan Shrine)

 

ศาลเจ้าหงวนฮกเก้ง หรือ เอวียนฝู่กง เป็นศาลเจ้าปุนเถ่ากงอีกแห่งหนึ่งของอำเภอกะทู้ ตั้งอยู่ที่ 31 / 7 บ้านบางเจี้ยม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต อยู่ตรงกันข้ามกับตลาดสดกะทู้ ใกล้สี่แยกไฟแดงทางที่จะขึ้นไปป่าตอง

            ตัวอาคารรูปทรงคล้ายกับศาลเจ้าฮกเซี้ยงเก้งในตลาดกะทู้ แต่ความสวยงามด้อยกว่า อาจจะก่อสร้างร่วมสมัยกัน ตัวอาคารด้านหน้าเป็นที่บูชาทีกง มีที่เผากระดาษทอง ส่วนอาคารด้านหลังประดิษฐานองค์ประธานแกะสลักไม้พร้อมองครักษ์ ฝีมือพื้นบ้าน ลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับศาลเจ้าฮกเซี้ยงเก้งและมีองค์พระฮกเต็กเจี่ยสิน หรือ ปุนเถาก้ง เป็นพระประธานของศาลเจ้าเช่นกัน ภายในมีองค์กิมซิ้นแกะสลักงดงามหน้าเหมือนคนจริง และมีรูปแกะสลัก บู๊ฮกเต็ก บุ๋นฮกเต็ก เต้กุ้น เตียวฮู้เทียนซือ ปุดจ้อ ลี้โลเฉี้ย มีตั๋วฮอเอี๋ยอยู่ด้านใต้ เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ของกะทู้ ที่อยู่ในการดูแลของศาลเจ้ากะทู้

ศาลเจ้าต่องย่องสู (Thong Yong Su Shrine)

 

ศาลเจ้าต่องย่องสู ตั้งอยู่ที่ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ ริมถนนและติดเขตวัดกะทู้ เป็นศาลเจ้าบูชาวีรชนผู้เสียชีวิตในการสู้รบกันเองของคนจีนในภูเก็ต ระหว่างอั้งยี่ก๊กงี่หินหรือหยี่หิ้นตำบลกะทู้ กับก๊กปุนเถ่ากงในเมืองภูเก็ต ภายในศาลเจ้าจึงมีแต่ป้ายวิญญาณ หรือซินจู้ของตระกูลต่างๆที่เสียชีวิตในครั้งนั้น ปัจจุบันมีเหลืออยู่ 416 คน ประกอบด้วยหลายแซ่สกุล ได้แก่ แซ่อ๋อง 38 คน แซ่หลิม 56 คน แซ่ตัน 47 คน แซ่อึ๋ง 34 คน แซ่เตียว 13 คน แซ่หลี่ 23 คน แซ่เอี๋ยว 12 คน แซ่จั่น 11 คน แซ่แต่ 11 คน รวมทั้งคน แซ่ฉั่ว แซ่หงอ แซ่อ๋อ แซ่หนา แซ่ส้อ แซ่สิ แซ่เต่ แซ่สือ แซ่เหนียว แซ่เอียบ แซ่โห แซ่เสีย แซ่โก้ย แซ่ง่อ แซ่จื้อ แซ่เหลา แซ่ขอ แซ่เต่ง แซ่เติ้ง แซ่เหลียง แซ่ต่อ ฯลฯ

           คนจีนที่เข้ามาเป็นกรรมกรเหมืองแร่ดีบุก ในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และต้นรัชกาลที่ 5 มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงจำนวนหลายหมื่นคน คนเหล่านี้บางส่วนก่อนจะถึงตรุษจีน ต่างเบิกเงินกลับไปเมืองจีนแถบฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน บางส่วนย้อนกลับมาอีก บางส่วนจะทำมาหากินมีครอบครัวอยู่ภูเก็ต อาจกลับไปเยี่ยมญาติบ้าง หลายคนเคยทำมาหากินแถบเมืองปีนังมลายูของอังกฤษ แล้วขยายสาขาห้างสินค้าหรือย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ตเต็มตัว คนเหล่านี้จึงมีหลายกลุ่มหลายก๊กหลายพวก แต่ละกลุ่มจะมีกงก้วนช่วยเหลือกัน ต่างก็มีหัวหน้าควบคุม คือ พี่ใหญ่หรือ ตัวโก พี่รองหรือ หยี่โก พี่สามหรือส่าโก ก๊กที่ใหญ่มีสองก๊ก คือ ก๊กหงี่หิ้นหรือ หยี่หิ้นเกียนเต็ก อยู่กะทู้ มีพี่ใหญ่สกุลแซ่หลิมสามคนควมคุม ใช้สัญลักษณ์สีแดงหรือธงแดง อีกก๊กหนึ่งคือ ก๊กปุนเถ่ากงมีสกุลแซ่ตันเป็นพี่ใหญ่ อยู่แถบบางเหนียวและในตลาดตัวเมืองภูเก็ต ใช้สัญลักษณ์สีขาวหรือธงขาว สมาชิกทั้งสองก๊กต่างมีเรื่องระหองระแหงกันเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ.2390 แล้ว เมื่อลูกน้องไปมีเรื่องกัน พวกหัวหน้าทั้งสองกลุ่มต่างประนีประนอมแก้ไขกัน ทั้งสองก๊กต่างก็เป็นสมาชิกของอั้งยี่เมืองปีนัง

 

           ในปี พ.ศ.2410 อั้งยี่ทั้งสองก๊กในเมืองปีนังต่างทะเลาะกันยกพวกจัดเป็นกองทัพเข้ารบราฆ่าฟันกัน จนอังกฤษต้องปราบปราม ส่วนเมืองภูเก็ตเกิดเหตุขั้นรุนแรงในช่วงพ.ศ. 2418 – 2419 ต่างไม่พอใจนายจ้าง การไม่จ่ายให้พวกตนที่จะกลับไปเมืองจีนช่วงตรุษจีน แย่งน้ำกันทำเหมืองแร่ ทะเลาะกันในตลาด กรมการเมืองดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้ถูกมองว่าไปเข้าข้างอีกพวก ฯลฯ ในระยะหลังทั้งสองก๊กฆ่ากันตายบ่อยมาก

           เพื่อให้เหตุการณ์สงบ หัวหน้าทั้งสองก๊กจึงนัดกันยุติศึก ด้วยการเชิญสมาชิกทั้งสองฝ่ายมาร่วมกินอาหาร โดยฝ่ายก๊กปุนเถ่ากงในเมืองภูเก็ตเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงเพื่อสมานฉันท์ ที่นัดเลี้ยงคือเขตแดนของทั้งสองฝ่าย บริเวณใกล้สนามกีฬาจังหวัดสี่แยกถนนบายพาส ตกลงเลี้ยงกันในวันที่ 17 ค่ำ เดือน 6 หรือหลักโง้ยจับฉีด ฝ่ายก๊กหยี่หิ้นเกียนเต็กจึงพากันไปตามวันเวลาที่นัด เมื่อกินข้าวต้มกับข้าวและคงมีสุราพร้อมสรรพได้ที่แล้ว หัวหน้าฝ่ายจัดเลี้ยงให้สัญญาณ พวกฝ่ายปุนเถ่ากง จึงชักเอามีดอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมาฆ่าฟันอีกพวกที่ไม่มีอาวุธอะไรเลย พร้อมกับจุดไฟเผาโรงเลี้ยง พวกเกียนเต็กถูกฆ่าและถูกไฟครอกตายไปไม่ต่ำกว่า หกร้อยคน บางส่วนหนีทันรอดจากการถูกฆ่าและถูกไฟเผาทั้งเป็นกลับไปตำบลกะทู้

 

           ต่อมาเพื่อนๆ และบรรดาญาติผู้ตายหมู่ ต่างคิดกันสร้างศาลเจ้าและจัดทำป้ายวิญญาณ เพื่อบวงสรวงสักการะพวกเขาเหล่านั้น และเรียกศาลเจ้าแห่งนี้ว่า “ต่องย่องสู” ซึ่งหมายถึงศาลเจ้าที่สิงสถิตของผู้หาญกล้ามีความซื่อสัตย์ เมื่อถึงเทศกาลวันสำคัญคือ วันที่ 17 ค่ำ เดือน 6 วันสารท จัดให้มีเทศกาลเซ่นไหว้ทุกปีจนถึงปัจจุบัน

           ในสมัยก่อน ชาวภูเก็ตใช้ศาลเจ้าแห่งนี้แสดงถึงความบริสุทธิ์ของตน เมื่อถูกอีกฝ่ายกล่าวหาว่า ขโมยของ นินทาว่าร้าย คู่กรณีต่างพากันไปสาบาน ถ้าหากไม่เป็นความจริงขอให้อีกฝ่ายมีอันเป็นไป เช่น ถูกฆ่าตาย ฟ้าผ่าตาย คอหักตาย ฯลฯ แล้วแต่จะตกลงกัน บางคู่ใช้วิธีสับคอไก่ ถ้าขาดแสดงว่าตนบริสุทธิ์

           ตัวอาคารศาลเจ้าในปัจจุบัน จัดคล้ายกับศาลเจ้าทั่วไป คือ ด้านหน้ามีที่เผากระดาษเงินกระดาษทอง มีโต๊ะบูชาที่กง ภายในมีกระถางธูปขนาดใหญ่ปิดทองคำเปลวจากผู้มาแก้บนหรือบูชา ด้านในมีแท่นวางป้ายวิญญาณเรียงรายกัน มีทั้งป้ายชื่อรวมและป้ายชื่อแต่ละคน แกะสลักลวดลายสวยงาม ด้วยเหตุที่อยู่ข้างถนนจึงมีฝุ่นจับหนา แต่ก็ยังเห็นรูปรอยแกะสลักที่ชัดเจน

ราชปาทานุสรณ์ (Ratcha Phata Nusorn)

 

     ราชปาทานุสรณ์ หรือในความหมายที่แปลว่า อนุสาวรีย์แห่งรอยพระบาทนี้ ประดิษฐานอยู่ ณ หมู่ที่ 2 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ ซึ่งก่อสร้างโดยพระครูพิสิฎฐ์กรณีย์ ( เขี้ยว ) และชาวบ้านตำบลป่าตอง โดยจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้เสด็จมาเยือนอำเภอป่าตอง โดยรถยนต์พระที่นั่ง เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2502 เวลา 12.05 นาฬิกา โดยมิได้ทูลเชิญเสด็จ และในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2510 เวลา 14.40 นาฬิกา สมเด็จพระราชชนีศรีสังวาลย์ ได้เสด็จมายังอนุสรณ์แห่งนี้พร้อมได้ลงพระปรมาภิไทธยไว้เป็นที่ระลึก หลังจากนั้นในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2511 เวลา 17.30 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมายังตำบลป่าตองอีกครั้ง พร้อมลงพระปรมาภิไธยไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ทั้งสองพระองค์ และต่อมาได้มีการจำลองพระปรมาภิไธยทั้งหมดไว้บนแผ่นหินอ่อนประดับไว้กึ่งกลาง อนุสาวรีย์ และจากนั้นมาชาวบ้านตำบลป่าตอง ได้ร่วมกันทำนุบำรุงรักษา และได้จัดงานเฉลิมฉลองสมโภชในทุกวันที่ 11 มีนาคม เป็นประจำของทุกปี

ศูนย์อนุรักษ์มรดกท้องถิ่นกะทู้

(Local Heritage Conservation Center of Kathu)

 

ตั้งอยู่ในโรงเรียนบ้านกะทู้ ม.2 อ.กะทู้ ห่างจากตัวเมือง 7 กิโลเมตร ไปตามถนนวิชิตสงครามถึงสามแยกวัดเก็ตโฮ่ เลี้ยวขวาตรงไปยังชุมขนกะทู้ เป็นสถานที่ตั้งแหล่งเรียนรู้มรดกท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เก็บรวบรวมเรื่องราวในอดีตของภูเก็ตไว้มากมาย ประวัติศาสตร์ภูเก็ต และความเป็นมาของชุมชนกะทู้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยสินแร่ต่างๆ ในอดีต เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนผ่านเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ อาทิเช่น ตัวอย่างแร่ธาตุ หินกากเพชร หุ่นจำลอง การทำเหมืองแร่ในสมัยโบราณ อุปกรณ์ การทำเหมืองแร่ อุปกรณ์ทำขนมทองม้วน อุปกรณ์ทำสวน การจำลองเหมืองแร่ดีบุกของชาวท้องถิ่น รวมถึงการจัดแสดงรูปภาพประเพณีกินผักของศาลเจ้ากะทู้ เปิดให้ชมฟรี ตามเวลาราชการ สอบถามรายละเอียด โทร. 076-321035

ความเป็นมาและการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์

ศูนย์อนุรักษ์มรดกท้องถิ่นกะทู้เริ่มจากเพียงห้องพิพิธภัณฑ์แร่ดีบุกของโรงเรียนบ้านกะทู้ก่อน แต่ด้วยความสนใจเรื่องเหมืองแร่และประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ตเป็นการส่วนตัวของคุณไชยยุทธ ปิ่นประดับ อดีตสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต เห็นว่าในประเทศไทยยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่จัดแสดงเกี่ยวกับเหมืองแร่จึงได้เสนอแนวคิดและสนับสนุนให้โรงเรียนทำเป็นพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2537 โรงเรียน อำเภอ และสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ สุขาภิบาลกะทู้ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่านรวมถึงคุณไชยยุทธ ร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมจนสามารถจัดพิพิธภัณฑ์แร่ได้ ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อเป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกท้องถิ่นกะทู้ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2540 ปลายปี พ.ศ. 2546 สภาการศึกษาจังหวัดให้เสนอชื่อพิพิธภัณฑ์นี้ให้เป็นภูมิปัญญาไทย

 

           คุณไชยยุทธ ปิ่นประดับ มีเชื้อสายจีน เป็นลูกนายเหมืองเก่า เป็นผู้หนึ่งที่สนใจประวัติศาสตร์บรรพบุรุษชาวจีนในเมืองกะทู้ ในฐานะที่อำเภอกะทู้เป็นถิ่นแร่และชุมชนชาวจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เริ่มแรกคุณไชยยุทธสะสมเศษกระเบื้องและถ้วยชามก่อน เมื่อคิดจะจัดทำพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ขึ้น จึงพยายามเสาะหาเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ โดยใช้วิธีการไปขอรับบริจาคบริษัทที่เคยขุดแร่หรือคหบดีในภูเก็ต เช่น บริษัทอนุภาษและบุตร จำกัด บริษัทวานิชและพี่น้อง บริษัทเรือขุดชิโนทัย จำกัด บริษัทเรือขุดแร่ดีบุกจุติบุญสูง ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหมือนแร่ผลทวี และบริษัทไทยซาร์โก้ จำกัด เป็นต้น นอกจากนี้คุณไชยยุทธมีเพื่อนฝูงที่ทำงานอยู่กรมทรัพยากรธรณี จึงมีช่องทางในการเก็บสะสมตัวอย่างแร่เพื่อนำมาจัดแสดงให้ชมได้

           ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงแร่ดีบุกและแร่ธาตุอื่น ๆ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับเหมืองแร่ วิธีการทำเหมืองแร่ เครื่องจักรทำเหมืองแร่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมมีคำบรรยายและวิทยากรนำชม รวมถึงมีแผ่นพับให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อให้ความรู้และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นของกะทู้

ภูเก็ตแฟนตาซี (Phuket FantaSea)

ตั้งอยู่ที่ 99 หมู่ 3 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต 83150

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองบัตรได้ที่ โทร. 076-385000, 076-271300, 076-271222

เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสบดี (หากวันพฤหัสบดีตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์อาจเปิดให้บริการตามปกติ) ตั้งแต่เวลา 17.30-23.30 น.

 

เป็นอาณาจักรแห่งความมหัศจรรย์บันเทิงยามราตรีที่ยิ่งใหญ่ บนเนื้อที่กว่า 300 ไร่ แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมไทยที่งดงามผสมผสานเทคโนโลยีระดับโลก โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงด้านการบันเทิงที่ทันสมัย แสง สี เสียง สเปเชี่ยลเอฟเฟคส์ครบครัน ภายในภูเก็ตแฟนตาซีประกอบด้วย "มหัศจรรย์กมลา" ณ โรงละครวังไอยรา โรงละครขนาด 3,000 ที่นั่ง "ภัตตาคารมโนห์ราทอง" ที่พร้อมให้บริการอาหารบุฟเฟ่ต์ทั้งไทยและนานาชาติ โดยสามารถจุจำนวนนักท่องเที่ยวได้ถึง 4,000 ที่นั่ง ชมหมู่บ้านหรรษา แบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ให้เลือกซื้อสินค้าศิลปหัตถกรรมไทย และกิจกรรมบันเทิงการละเล่นต่างๆ ในสไตล์คาร์นิวัล และขบวนพาเหรดแสดง ศิลปวัฒนธรรม

 

แนวคิดหลักในการแสดง

การแสดงมหัศจรรย์กมลาสร้างสรรค์ขึ้นจากสุดยอดเทคโนโลยีบันเทิงสไตล์ลาสเวกัสรวมกับแนว ความคิดการออกแบบของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและในเมืองไทยโดยผสานศิลปะการแสดง 9 มโนทัศน์ ถ่ายทอด วัฒนธรรมความเป็นไทย ที่เต็มไปด้วยความรักอิสระเสรี สนุกสนาน มีความกล้าหาญ และ ความเมตตากรุณา โดยนำเสนอผ่านการแสดงในแต่ละฉาก โดยให้เจ้าชายกมลาตัวละครเอกเป็นผู้นำไปสู่การค้นพบการผจญภัยอันน่า ตื่นเต้นเพื่อเรียนรู้ความเป็นไทยที่แท้จริง

การแสดงประกอบด้วย

การแสดงประกอบไปด้วยมโนทัศน์การแสดงระดับโลก 9 มโนทัศน์ ได้แก่

1. การแสดงประเพณีและวัฒนธรรมไทยประยุกต์

2 . เทคนิคเมจิกอิลลูชั่นส์

3. การแสดงกายกรรม

4. การแสดงคาราวานช้าง

5. เทคนิคการแสดงระเบิดเพลิง

6. การแสดงสตั้นท์ ผาดโผน

7. การแสดงเหินเวหา

8. ระบบ 4 มิติพิศวง

9. เทคนิคสเปเชี่ยลเอฟเฟคส์

 

ตัวละครหลัก

เจ้าชายกมลา ~ เจ้าชายหนุ่มน้อยผู้รักความสนุกสนาน

เจ้าหญิงกมลา ~ สาวชาวบ้าน คนรักผู้เลอโฉมของเจ้าชายกมลา

ไอยรา ~ ช้างวิเศษคู่ใจของเจ้าชายกมลา

กินรี ~ สัตว์ป่าหิมพานต์ ลักษณะครึ่งนก ครึ่งคน

นางอัปสรา ~ นางฟ้า นางสวรรค์ชำนาญในเรื่องการขับร้อง เต้นรำ

หนุมาน ~ ราชาลิง ทหารเอกของพระรามผู้ฉลาดปราดเปรื่อง

ทศกันฐ์ ~ ราชายักษ์มี 10 หน้า คู่ปรับของพระราม - พระลักษมณ์

อิน&จัน ~ แฝดสยามที่โด่งดังที่สุดในโลก

ผีตาโขน ~ ส่วนหนึ่งของประเพณีเมืองเลย อันสนุกสนาน

ปีศาจควาย ~ ปีศาจอันชั่วร้ายจากใต้พิภพ ที่เป็นปรปักษ์กับเจ้าชายกมลา

ภูเก็ตไซมอนคาบาเร่ต์ (Phukat Simon Cabaret)

ตั้งอยู่ที่ 8 ถ.ศิริราชย์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต 83150

โทรศัพท์ : 076-342011-5, 076-342114-6, 087-8886888

เปิดการแสดงทุกวัน การแสดงมีวันละ 3 เวลา : 18.00 น., 19.45 น. และ 21.30 น.

จำหน่ายบัตร ที่นั่งวีไอพี : ผู้ใหญ่ 800 บาท / เด็ก 600 บาท*

ที่นั่งธรรมดา : ผู้ใหญ่ 700 บาท / เด็ก 500 บาท*

*ราคาเด็กสำหรับเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 130 เซนติเมตร

 

จากประสบการณ์เมื่อปี 2543 ภูเก็ตไซม่อนคาบาเร่ต์ ได้รับการขนานนามว่า เป็นสถานที่แสดงความบันเทิงแห่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมที่สุดในเกาะภูเก็ต ด้วยการแสดงคาบาเร่ต์โชว์ที่มีความหลากหลายและเป็นนานาชาติ จากการแสดงที่สวยงาม อ้อนช้อยน่าตื่นตา ตื่นใจที่จะมอบความสุข และประสบการณ์ผู้เข้าชมให้ได้จดจำค่ำคืนที่ยากจะลืมโรงละครที่ สามารถรองรับได้กว่า 600 ที่นั่ง มีระบบแสงสี เสียงที่ทันสมัย ความตระการตาของเครื่องแต่งกายและความอลังการของฉาก ทำให้ภูเก็ตไซม่อนคาบาเร่ต์ได้รับการสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยดีเสมอมา รวมถึงเหล่านักแสดงที่ให้ความบันเทิง ความสุขสนุกสนาน เพลิดเพลิน จากการเปิดการแสดงมากว่า 10 ปี เป็นบทพิสูจน์ได้ว่าภูเก็ตไซม่อนคาบาเร่ต์ คือ ผู้นำในด้านการแสดงคาบาเรต์อย่างแท้จริง โชว์การแสดง " คาบาเล่โชว์ " เป็นโชว์ที่สวยงามแสง สี เสียง ตื่นตา ตื่นใจ เป็นการแสดงที่อลังการมาก ๆ (นักแสดงโชว์สวนใหญ่จะเป็นสวยประเภทสอง) ใช้เวลาในการแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง การแสดงที่อลังการโชว์มากกว่า 10 รายการ ทั้งโชว์แบบฝรั่ง แบบจีน แบบญี่ปุ่น แบบเกาหลี

ป่าตองโกคาร์ทสปีดเวย์ (Patong Go Karts Speedway)

 

ตั้งอยู่ที่ 118/5 หมู่ที่ 7 ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต, 83120 โทรศัพท์ 076-321949 เปิดบริการทุกวันเวลา 10.00-22.00 น.

ทางขึ้นเขาไปหาดป่าตอง เป็นสนามแข่งรถ ป่าตองโกคาร์ทสปีดเวย์ สนามแห่งเดียวในเมืองไทยที่ติด Top Five ระดับโลก ได้รับการโหวตจากทั้งนักแข่งสมัครเล่นและมืออาชีพ อีกหนึ่งความสุดยอดของเกาะภูเก็ต

 

            นางมะลิวัลย์ ละลมชัย เจ้าของป่าตองโก-คาร์ท สปีดเวย์ กล่าวว่า “รูปแบบการให้บริการโก-คาร์ท ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ผู้ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เนื่องจากทราบว่าทางจังหวัดมีนโยบายเน้นการให้บริการที่ปลอดภัยและไม่เอารัดเอาเปรียบ การบริการจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยผู้ใช้บริการเป็นลำดับแรก ตามมาตรฐานของสหพันธ์โกคาร์ทประเทศอังกฤษ ก่อนนักท่องเที่ยวจะลงสนามเพื่อขับขี่รถโก-คาร์ทจะต้องเซ็นต์ชื่อรับทราบกฎกติกาที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการขับขี่ มีการตรวจสอบอุปกรณ์ และอบรมพนักงานทุกครั้งก่อนให้บริการ” สำหรับสนามของป่าตองโก-คาร์ท สปีดเวย์ มีระยะความยาวประมาณ 750 เมตร มีรถโค-คาร์ทให้บริการจำนวน 30 คัน ซึ่งในการขับขี่นั้นก็ จะกำหนดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกรณีที่เป็นผู้ใหญ่ และ 25-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับเด็ก โดยกลุ่มผู้ใช้บริการประมาณ 90 % เป็นชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะมากันเป็นครอบครัวหลากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ออสเตเลีย เยอรมัน นอร์เวย์ สิงคโปร์ เป็นต้น

เขื่อนบางวาด (Bang Wad Dams)

 

เป็นเขื่อนดิน สูง 24 เมตร ยาว 887 เมตร ความจุเก็บกัก 8.5 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องด้วยทางเทศบาลภูเก็ต ขาดแคลนแหล่งน้ำจืดเพื่อการประปา ต้องของใช้น้ำจากอ่างบางวาดของบริษัทอนุภาษและบุตร ซึ่งสร้างไว้สำหรับฉีดเหมือง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และไม่มีแหล่งน้ำใต้ดินในบริเวณเกาะภูเก็ตเลย ทางเทศบาลเห็นว่า อาจจะปรับปรุงอ่างเก็บน้ำดังกล่าวให้เก็บน้ำมากขึ้นได้ กรมชลประทานได้ดำเนินการสำรวจรายละเอียดภูมิประเทศบริเวณอ่างและหัวงาน ในปี 2514 พบว่า มีลู่ทางจะสร้างอ่างเก็บน้ำได้ แต่ได้เลื่อนที่ตั้งทำนบ จากจุดที่กำหนดไว้เดิม ลงไปทางตอนใต้เล็กน้อย

          กรมชลประทานได้ให้ความเห็นด้วยว่า เนื่องจากการพัฒนาจังหวัดภูเก็ตมีแนวโน้มไปในทางพัฒนาการอุตสาหกรรมเบา ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการท่าเรือ ฉะนั้น การจัดหาแหล่งน้ำจืดจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาการด้านต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การจัดหาแหล่งน้ำจืดสำหรับเกาะภูเก็ต จึงควรแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ขั้น ขั้นแรก คือ แหล่งน้ำจืดบนตัวเกาะ ถ้ายังไม่เพียงพอ จึงหาทางสร้างแหล่งน้ำบนแผ่นดินใหญ่ แล้วส่งไปยังเกาะภูเก็ตต่อไป การสร้างอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านสาธารณูปโภคแก่ท้องถิ่น และลดปัญหาน้ำท่วมตัวเมืองภูเก็ต

ประโยชน์ที่ได้รับ

- เพื่อการอุปโภค-บริโภค ในเขตเทศบาลเมืองภูเก็ต

- บรรเทาอุทกภัย

- เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ท่องเที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจ

 

ลักษณะโครงการ

- เป็นเขื่อนดินเก็บกักน้ำ ปิดกั้นต้นน้ำคลองบางวาด

- สูง 24.0 ม. ยาว 887.0 ม.

- ระดับสันเขื่อน + 204.00 ร.ท.ก.

- ระดับเก็บกัก + 200.00 ร.ท.ก.

- ปริมาณน้ำที่ระดับเก็บกัก 8.5 ล้าน ลบ.ม.

- ระดับเก็บกักสูงสุด 201.00 ร.ท.ก.

- อาณาเขตรับน้ำ 6.75 ตร.กม.

- พื้นที่อ่างฯ ที่ระดับเก็บบกักสงสุด 0.8 ตร.กม.

- Service Spillway ขนาด 1 - 2.0 ม. ยาว 150 ม. ระบายน้ำได้ 30 ลบ.ม./วินาที

- ท่อประปา ขนาด 3 - 0.50 ม. ยาว 8.5 กม. ส่งน้ำให้การประปาจังหวัดภูเก็ต วันละ 11,700 ลบ.ม.

ระยะเวลาก่อสร้าง 7 ปี (ปี พ.ศ.2520 - 2526) ใช้ค่าก่อสร้างทั้งโครงการ 339 ล้านบาท

 

การเดินทาง จากที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต ถนนแม่หลวน มุ่งไปทางทิศตะวันตก ไปตามถนนแม่หลวน เข้าสู่ถนนสตูล 1.4 กม. เบี่ยงขวาจะเข้าสู่ เส้นทาง 4020 ไปอีก 4.2 กม. เลี้ยวซ้าย ที่ ชลประทาน 110 ม. ถึงทางแยกเล็กๆ เข้าชลประทานใช้เส้นทางทางขวา เพื่ออยู่ในชลประทาน ตรงไป 1.1 กม. เข้าภายในเขตเขื่อนบางวาด จะใช้เส้นทางตรงไปด้านขวาของเขื่อนหรือเลี้ยวซ้ายลงหลังเขื่อนเพื่อไปสวนสาธารณะบนสันเขื่อนด้านซ้ายก็ได้ เขื่อนบางวาดมีถนนสายเล็กๆ รอบอ่างเก็บน้ำสามารถใช้รถ หรือ การเดิน การวิ่ง การปั่นจักรยาน ออกกำลังกายได้ ระยะทางประมาณ 5.5 กม. จากด้านหนึ่งของสันเขื่อนไปยังอีกด้านหนึ่ง จากที่ว่าการอำเภอกระทู้ ใช้เส้นทาง 4020 ระยะทางประมาณ 3.7 กิโลเมตร

น้ำตกกะทู้ (Kathu Waterfall)

 

 

ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.กะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต 83120 อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอกะทู้ประมาณ 4 กิโลเมตร ทางเข้าน้ำตกอยู่ใกล้กับสนามกอล์ฟล็อคปาล์ม เป็นน้ำตกที่มีขนาดเล็กร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพรรณ ฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคมถึงเดือนธันวาคม จะเป็นช่วงที่มีน้ำอุดมสมบรูณ์ น้ำตกในชั้นที่หนึ่ง มีธรรมชาติร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ชมวิวทิวทัศน์ของน้ำตกกะทู้ได้ น้ำตกชั้นที่สองมีบันไดขึ้นไป ชั้นนี้นักท่องเที่ยวสามารถ จัดโต๊ะและม้านั่งเพื่อรับประทานอาหาร ในบรรยากาศที่ได้สัมผัสธรรมชาติ หากเทียบกับน้ำตกบางแปและน้ำตกโตนไทร และเป็นที่นิยมของชาวภูเก็ตมากกว่า น้ำตกกะทู้ในฤดูฝนจะมีน้ำมาก บริเวณน้ำตกมีร้านอาหารอร่อยบริการ

หาดกะหลิม (Kalim Beach)

 

 

ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของหาดป่าตอง จากวงเวียนปลาโลมามีทางแยกให้เลี้ยวขวาก็จะถึงหาดกะหลิม เป็นหาดเล็กๆ มีโขดหินเยอะและแนวปะการัง ซึ่งแนวหาดจะไม่ได้เป็นหาดทรายยาวต่อเนื่อง แต่จะเป็นหาดทรายสลับโขดหินเป็นระยะ กระแสคลื่นลมทะเลค่อนข้างรุนแรง จึงไม่เหมาะกับการเล่นน้ำหรือการทำกิจกรรมทางน้ำแต่ในช่วงน้ำลดชาวบ้านจะนิยมไปเก็บหอยกันตามโขดหิน ทำให้บริเวณนี้จึงไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก นอกจากนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบความสงบจริงๆ หากไปหาดกะหลิมช่วงบ่ายๆจะเริ่มมีร้านแผงลอยมาวางขายของกินมากมายหลากหลายเรียงรายไปตามถนนริมหาดคนในพื้นที่หรือนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมมาหาซื้อของกินแล้วก็นั่งชมวิวยามเย็น ดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

หาดกมลา (Kamala Beach)

 

เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงมุสลิม อยู่อำเภอกะทู้ ริมทางหลวง 4233 จากหาดสุรินทร์ไปทางทิศใต้ 2 กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 26 กิโลเมตร เข้าทางโรงเรียนบ้านกมลา หรือ สภ.ต.กมลา เป็นชายหาดที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ให้ความรู้สึกเหมือนหมู่บ้านชาวประมงที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนสบายๆ กับครอบครัว หาดทรายที่มีเม็ดทรายไม่ละเอียดมากนัก ชายหาดของหาดกมลาเป็นแนวโค้งยาว สามารถลงเล่นน้ำได้ตลอดทั้งปี น้ำทะเลจะสงบที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน มีอนุสรณ์สถานสึนามิ เป็นประติมากรรมชื่อว่า "จิตจักรวาล" ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถึงพิบัติภัยคลื่นยักษ์ที่เคยเกิดขึ้นที่ชาดหาดแห่งนี้ และสื่อถึงแรงหมุนของโลกและการปรับเปลี่ยนของธรรมชาติเพื่อความสมดุล ส่วนในบริเวณทางเหนือของหาด มีที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว ในตัวเมืองอยู่ไม่ไกลจากหาด จะมีร้านค้ามากมาย และมีตลาดนัดทุกคืนวันศุกร์ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะชอบไปเลือกซื้อของสดและของกินที่ตลาดบนถนนเลียบหาด

 

             หาดกมลาจะเริ่มคึกคักในช่วงกลางคืน เพราะนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทยอยกันมาชมการแสดงที่ภูเก็ตแฟนตาซี ปัจจุบันได้มีการพัฒนากลายเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาพักผ่อนระยะยาว และในวัยเกษียณ แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นสุสานของชาวมุสลิม และด่านตำรวจ มีที่พักให้บริการหลายระดับตั้งแต่ เกสต์เฮ้าส์ อพาร์ทเมนต์ให้เช่า จนถึงโรงแรมระดับนานาชาติ ทั้งยังมีอาหารค่ำและร้านค้าที่รวมสินค้าหลากหลายให้ช้อปปิ้ง

หาดป่าตอง (Patong Beach)

 

 

อำเภอกะทู้ ริมถนนทวีวงศ์ (ทางหลวง 4233) ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนวิชิตสงคราม หรือ ทางหลวงหมายเลข 4020 ไป 9 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4029 ไปอีก 6 กิโลเมตร เป็นชายหาดยอดนิยมที่มีความโค้งกว้างมากและมีชื่อเสียงของเกาะภูเก็ต ความยาวหาดประมาณ 9 กิโลเมตร มีหาดทรายสีขาวละเอียด เหมาะสำหรับทำกิจกรรมทางทะเล และพักผ่อนเล่นน้ำ เป็นหาดที่เป็นจุดศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีสถานบันเทิงต่างๆมากมายทุกประเภท รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุด เช่น สถานที่พัก บริษัทนำเที่ยว ศูนย์การค้า แหล่งบันเทิงต่างๆ เป็นต้น รวมถึงสินค้าและของที่ระลึกทุกชนิดสามารถซื้อหาได้ที่หาดป่าตอง แต่ราคาสินค้าในหาดป่าตองนั้นจะมีราคาสูง เนื่องจากลูกค้าส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในการเลือกซื้อสินค้าต้องอาศัยทักษะในการต่อรองราคาจึงจะซื้อได้ราคาถูก

 

สนามยิงปืนกะทู้ (Kathu Shooting Range)

ตั้งอยู่ในซอยน้ำตกกะทู้ติดกับภูเก็ตวอเตอร์สกี อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต อยู่บริเวณก่อนถึงน้ำตกกะทู้ โดยเลี้ยวเข้าซอยน้ำตกกะทู้ มาประมาณ 800 เมตร มีนายปกรณ์ ไพศาลสินธุวงศ์ เป็นผู้บริหารสนามยิงปืนกะทู้ เปิดให้บริการทุกวันเวลาตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. สอบถามรายละเอียด โทร. 076-323996

 

          เป็นสนามยิงปืนเก่าแต่เป็นที่รวบรวมของเซียนทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ซึ่งจะได้เห็นเป้าบินสวยๆ บรรดาปืนดีๆ ที่หาดูได้จากสมาชิกที่นี้ โดยเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นคนไทย ดังนั้น มือใหม่ไม่ค่อยเหมาะกับการเข้าสนามนี้ เนื่อง จากมีแต่คนที่ระดับมืออาชีพ อาจจะไม่มีคนคอยให้ความรู้ หรือมีผู้รู้เยอะ อาจจะทำให้สับสน สำหรับมือใหม่หัดยิงปืน สนามยิงปืนกะทู้ มีบรรยากาศดี สบายๆ ไม่เครียด แต่ถ้ายิงปืนเป็นแล้วก็แนะนำสนามยิงปืนกะทู้ เพราะราคาลูกกระสุน และเป้า ถูกกว่าสนามอื่น ที่นี่บริการเป็นกันเอง และมีช่องยิงหลากหลาย ไม่ว่าเป้านิ่ง เป้าบิน ลูกซอง ธนู BBGun และอื่นๆอีกมากมาย

จังเกิ้ล บันจี้จัมป์ (Jungle Bungy Jump)

ตั้งอยู่ที่ 61/3 ซอยต้นโพธิ์ ถ.วิชิตสงคราม อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต 83120 ตั้งอยู่ใกล้ทางแยกไปหาดป่าตอง

โทร. 076-321351 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.

 

แหล่งทำกิจกรรมสุดท้าทายจากเดิมพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเหมืองเก่ามาก่อน เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ท้าทายนักท่องเที่ยวที่ชอบความตื่นเต้นแปลกใหม่ โดยมีเชือกที่มีความยืนหยุ่นแบบพิเศษผูกกับขา สัมผัสกับความหวาดเสียวด้วยการพุ่งทะยานตัวดิ่งพสุธาจากเครนที่ยกขึ้นไปสูงถึง 53 เมตร ลงมาสัมผัสกับผิวน้ำในทะเลสาบเบื้องล่าง โดยวิวมุมมองพื้นล่างจะเป็นทะเลสาบ สามารถเลือกกระโดดในรูปแบบเดี่ยวหรือคู่ก็ได้ ที่นี่เขารับประกันความปลอดภัยและมีการดูแลอย่างใกล้ชิด มอบรับใบประกาศพร้อมเสื้อยืดสามารถ

สนามมวยเวทีหาดป่าตองไสน้ำเย็น (Patong Boxing Stadium Sainamyen)

 

 

ตั้งอยู่ที่ 2/59 ถ.ไสน้ำเย็น ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต 83150 โทร. 076-345578

เวทีมวยไทยแบบมาตรฐาน 1,000 ที่นั่งแห่งนี้ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หาดป่าตอง ทุกคืนวันจันทร์และพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 21.00 น. จะมีการแข่งขันชกมวยไทยให้ได้ชมความมันส์ของกีฬาชนิดนี้ สัมผัสทั้งความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ กับการชกมวยอย่างใกล้ชิด เวทีแห่งนี้ถือว่าเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต หรือบางทีอาจจะใหญ่ที่สุดในภาคใต้ก็ว่าได้ มี่ที่นั่งให้ผู้ชมได้นั่งทั้งบนอัฒจรรย์ เก้าอี้ใกล้เวที และเก้าอี้ติดขอบเวที ส่วนใหญ่ชาวต่างชาตินิยมเลือกเก้าอี้ใกล้เวทีที่สุดเพราะจะเห็นนักมวยได้อย่างใกล้ชิด เวลานักมวยออกอาวุธหมัด เท้า เข่า ศอก คู่มวยที่ประกบนั้นส่วนใหญ่จะเป็นนักมวยชาวต่างชาติปะทะกับนักมวยไทย ซึ่งนักมวยต่างชาติแต่ละคนจะเป็นนักมวยที่ต้องฝึกฝนมาอย่างดี ทุกคืนวันจันทร์และพฤหัสบดี จะมีคู่มวยคืนละไม่ต่ำกว่า 6-7 คู่ในแต่ละคืน รวมถึงยังมีคู่มวยพิเศษที่เป็นนักมวยหญิงและมวยโชว์

สนามมวยบางลา ป่าตอง (Bangla Boxing Stadium Patong)

 

 

ตั้งอยู่ที่ 198/4 ถ.ราชอุทิศ ป่าตอง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต 83150 โทร. 089-7261112, 086-9542999

เวทีมวยบางลา ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 โดยมีนายปิยะ อิสรมาลัย เป็นนายสนาม ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบกีฬามวยไทยเป็นทุนเดิม ได้ร่วมกับ “บังซา ป่าตอง” นายกมล บุญมาเลิศ, นายพล เมืองศรีปราชญ์ หัวหน้าคณะเมืองศรีปราชญ์ ตั้งเวทีมวยแห่งนี้ขึ้นมา จุดประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ชม เปิดดำเนินการได้ประมาณ 1 ปีเศษ ก็เกิดสึนามิขึ้น ทำให้ได้รับความเสียหาย ต้องยุบตัวลง จากสภาวะการขาดทุนเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆในหาดป่าตอง ด้วยความไม่ท้อของนายปิยะ เวทีมวยบางลาก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาใหม่ โดยคนที่ตัวหลักคือ “หมอเบส กมลา” นายสมบัติ สิงฆาฬะ อดีตแพทย์สนามของเวทีมวย เจ้าของศึกเพชรสมบัติพร้อมด้วยนายสมศักดิ์ จุลกะ หัวหน้าค่ายสิงห์ป่าตอง, เสื่ยหมู ภูเก็ต, หนุ่มน้อย เมืองหาดใหญ่ รวมตัวกันจัด ซึ่งเวทีมวยบางลาในปัจจุบันย้ายมาตั้งที่หน้าตลาดบันซ้าน ใกล้กับห้างจังซีลอน ใช้เวลาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่รู้จักของชาวไทยและต่างชาติ ยกระดับอัฒจรรย์ ขึ้นเป็น 3 ชั้น ข้างล่างเป็นผับให้โคโยตี้เต้นเรียกนักท่องเที่ยว

ภูเก็ตวอเตอร์สกี เคเบิลเวย์ (Phuket Waterski Cableway)

ตั้งอยู่ที่ 86/3 หมู่6 ถนนวิชิตสงคราม อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต 83120 ทางหลวงชนบทหมายเลข 7022

โทร 084-3214525, 076-202525-7 เปิดเวลา 09.30 น. - 18.30 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด

 

            เป็นกีฬาทางน้ำที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมและชื่นชอบกันมาก ใช้เคเบิลสกีในทะเลสาปขนาดใหญ่แห่งเดียวของภูเก็ต สะอาดจากน้ำที่ไหลมาจากภูเขาลำธารของน้ำตกกะทู้ รายล้อมด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มเหมาะกับการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งออกแบบเฉพาะมาเพื่อกีฬาประเภทนี้ ทะเลสาปมีขนาดความกว้าง 110 เมตร ความยาวถึง 410 เมตร และความลึก 2 เมตร สถานที่สามารถรองรับลูกค้าที่มาเป็นครอบครัว ด้านสต้าฟทีมงานชาวไทย มีความเป็นมิตร อัธยาศัยดี และเชี่ยวชาญในงานบริการ ที่นี่มีการฝึกสอนทักษะให้เล่นสกีน้ำให้ฟรี พร้อมอุปกรณ์ให้เช่า ไม่ว่าจะเป็น บอร์ด หมวกนิรภัย เสื้อชูชีพ มีมุมจำหน่ายอาหารว่าง ห้องอาบน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในวันพิเศษ สำหรับผู้สนใจเวคบอร์ด, เวคสเก็ต, วอเตอร์สกี, นีบอร์ด และสำหรับนักสกีที่มีมากประสบการณ์ เรามีลานสกี ที่เป็นทางลาด, ฟันบ็อกซ์, คิกเกอร์ และรางสไลด์ ไว้ให้บริการอีกด้วย

 

            ผู้เล่นสกี จะถูกลากจูงด้วยอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นสำหรับการเล่นสกี นำเข้าจากประเทศเยอรมัน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ขับเคลื่อนสายเคเบิ้ล ด้วยความเร็วของสายอยู่ที่ 28 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะทั้งผู้เล่นสกีที่เป็นมือใหม่ และนักสกีที่มีประสบการณ์

ฟลายอิ้งหนุมาน (Flying Hanuman)

 

 

ตั้งอยู่ที่ 89/16 หมู่ 6 ซอยน้ำตกกะทู้ ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต 83120

โทร 076-323264-5, 081-9792332 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

สถานที่ทำกิจกรรมผจญภัยเชิงอนุรักษ์แนว Eco-adventure สุดเร้าใจ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่กลัวความสูง รักความท้าทาย โดยนักท่องเที่ยวจะได้โหนสลิงหรือที่เรียกว่า "Zipline" บนยอดเขาน้ำตกกระทู้ พร้อมชมป่าอันอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเมืองภูเก็ต สัมผัสเรียนรู้พันธุ์ไม้พื้นเมืองนานาชนิด พบกับกิจกรรมทั้งหมด 28 ฐาน ที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ทั้งโหนสลิงจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง เดินบนสะพานกลางอากาศ เดินบันไดวนรอบต้นไม้ใหญ่ สเก็ตบอร์ดกลางอากาศ โรยตัวจากต้นไม้สูง 40 เมตร ฯลฯ ตื่นเต้นไปพร้อม ๆ กัน สำหรับผู้มีหัวใจแอดเวนเจอร์ทุกคน

พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต (Phuket Mining Museum)

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]