• ไกด์พงษ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hs1dgb@gmail.com Tel. 081-8429142 ID Line : hs1dgb
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 491
  • จำนวนผู้ชม : 1170388
  • ส่ง msg :
  • โหวต 301 คน
ไกด์อิสระภายในประเทศ (Domestic)..................หัวหน้าทัวร์ เวียดนาม, มาเลเซีย, จีน, กัมพูชา, ลาว กรุณาติดต่อ 081-842-9142
เที่ยวเมืองไทยไปได้ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ อยากรู้จักเมืองไทย ข้อมูลเมืองไทย อยากได้ไกด์พาเที่ยว เวียดนาม, มาเลย์เซีย, พม่า, ลาว, เขมร บอกผม จะจัดให้ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guidepong
วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน 2553
Posted by ไกด์พงษ์ , ผู้อ่าน : 1497 , 01:07:51 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จังหวัดภูเก็ต (Phuket)

อำเภอเมืองภูเก็ต (Amphoe Mueang Phuket)

 

เมืองแห่งบารมีหลวงพ่อแช่ม เจิดแจ่มไข่มุกภูเก็ต สวยเด็ดหาดทรายสีทอง

เนืองนองวัฒนธรรม เด่นล้ำอาหารทะเลและพื้นเมือง ลือเลื่องแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก

 

ประวัติความเป็นมาของอำเภอเมืองภูเก็ต :

อำเภอเมืองภูเก็ต เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต สืบความเป็นมาของเมืองได้ว่า อำเภอเมืองภูเก็ตเดิมใช้ชื่อว่า เมืองภูเก็จ เป็นเมือง 1 ใน 8 หัวเมืองภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันตก ปรากฏชื่อเมืองภูเก็จในปลายกรุงศรีอยุธยา และเมื่อพบจดหมายเหตุเมืองถลางที่เก็บรักษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จึงปรากฏชื่อเจ้าเมืองภูเก็จเรียกว่าเมืองภูเก็จ คือบุตรชายของท่านผู้หญิงจัน(ท้าวเทพกระษัตรี) ชื่อพญาเทียน (ต้นนามสกุลประทีป ณ ถลาง) มีบริเวณเมืองอยู่ที่บ้านเกาะแก้ว บ้านบางคู บ้านสะปำ

        เมื่อเมืองถลางถูกศัตรูเข้าโจมตีแตกในปี พ.ศ. 2352 บุตรชายพญาถลางเจ๊ะมะเจิมคือ พญาวิชิตสงคราม(แก้ว) เป็นเจ้าเมืองภูเก็จอยู่ที่บ้านเก็ตโฮ่ (ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้) พระยาวิชิตสงคราม(ทัด) ย้ายเมืองภูเก็จมาที่บ้านทุ่งคาปากคลองบางใหญ่ เมืองภูเก็จเจริญพัฒนาอย่างรวดเร็วเพราะโลกต้องการแร่ดีบุก เมืองภูเก็จต้องการกุลีในเหมืองแร่ กุลีส่วนใหญ่มาจากมณฑลฮกเกี้ยน(ฟูเจี้ยน) ที่ผ่านมาจากสิงคโปร์ มะละกา ปีนัง และมาจากมณฑลฮกเกี้ยนโดยตรงในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี(คอซิมบี้ ณ ระนอง)เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็จ ชื่อภูเก็จเริ่มหายไปมีภูเก็ตเข้ามาแทนกลายชื่อเป็นเมืองภูเก็ตในเวลาต่อมา แต่เดิมอำเภอเมืองภูเก็ตนั้นมีชื่อว่า อำเภอทุ่งคา มีชื่อมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีชาวจีนมาตั้งหลัก แหล่งที่บ้านทุ่งคา ต่อมาในปลาย ร.4 ได้มีการตั้งพระยาภูเก็ต (ทัด) เป็น เจ้าเมือง จึงได้เปลี่ยนเป็นอำเภอทุ่งคาตามชื่อบ้านที่ตั้งอำเภอ หลังจากมีการ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ประมาณ 6 ปี (พ.ศ.2481) ทางราชการ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น อำเภอเมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481

ที่ตั้งและอาณาเขต :

อำเภอเมืองภูเก็ต มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ                   ติดต่อกับ อำเภอถลาง และ อำเภอกะทู้

ทิศตะวันออก             ติดต่อกับ อ่าวพังงา

ทิศใต้                      ติดต่อกับ ทะเลอันดามัน

ทิศตะวันตก               ติดต่อกับ ทะเลอันดามัน

พื้นที่ :  224.0 ตารางกิโลเมตร

ประชากร :  1231,196 คน (พ.ศ.2557)

ความหนาแน่น :  11,032.12 คน / ตารางกิโลเมตร

การปกครองส่วนภูมิภาค : อำเภอเมืองภูเก็ต แบ่งพื้นที่การปกครองตามพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองท้องที่ออกเป็น 8 ตำบล 44 หมู่บ้าน

ที่ตั้ง : ที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต เลขที่ 267 ถนนแม่หลวน ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ : 076-217597 โทรสาร : 076-211171

ลักษณะอากาศ :

อบอุ่นตลอดปี อยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุม

ลักษณะภูมิประเทศ :

พื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ตมีพื้นที่เป็นภูเขา มีลักษณะซับซ้อนตลอดแนวจากทิศเหนือถึงทิศใต้เทือกเขานี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาตะนาวศรี มียอดเขาไม้เท้าสิบสอง ยอดเขานาคเกิด มีที่ราบอยู่ทางตอนกลางและตะวันออกของเกาะ ลักษณะพื้นที่ทางตอนเหนือเป็นที่ราบสูง พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเป็นป่าชายเลน พื้นที่ฝั่งตะวันตกเป็นภูเขา และหาดทรายที่สวยงาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด

อื่นๆ :

สภาพเศรษฐกิจ

1.อาชีพหลัก ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว การบริการ การประมงและการเกษตรกรรม

2.อาชีพเสริม ได้แก่ การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม

3.จำนวนธนาคาร มี 4 แห่ง ได้แก่
    1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์                 โทร. 076-218191-3

    2. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ฯ  โทร. 076-232211

    3. ธนาคารออมสิน                             โทร. 076-223032

    4. ธนาคารกรุงไทย                            โทร. 076-211431

การเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม

1.ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา มะพร้าว สับปะรด

2.ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญ (แม่น้ำ/บึง/คลอง) ได้แก่ ขุมเหมือง คลองบางใหญ่

3.โรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมห้องเย็นภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต โทร.076-212458-9

  

สถานที่ที่น่าสนใจในเขตอำเภอเมืองภูเก็ต

พุทธอุทยานภูเก็ต (พระพุทธมิ่งมลคลเอกนาคคีรี)

(Phraputmingmongkoleknakkiri (Big Buddha))

ตั้งอยู่ที่ 42/14 หมู่ 2 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000

โทรศัพท์ : 081-8913827, 076-239190, 076-238470, 081-9254754

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น.

 

       พุทธอุทยานภูเก็ต เป็นสถานที่ประดิษฐาน " พระพุทธมิ่งมลคลเอกนาคคีรี " หรือ " วัดพระใหญ่ " พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะภูเก็ต พระพุทธรูปทำจากหินหยกขาวจากประเทศพม่า โดยหินอ่อนขาวมีน้ำหนักราว ๆ 135 ตัน ประมาณ 2,500 ตารางเมตร ขนาดหน้าตักกว้าง 25.45 เมตร ความสูง 45 เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว “สุริยกันต”(สุริยกันตะ) เป็นหินอ่อนชิ้นเล็กๆ นำมาต่อกันจนเต็มพระพุทธรูปด้วยความปราณีต ใช้งบประมาณในการสร้างพระพุทธรูป 80 ล้านบาท องค์พระงดงามไปด้วยศิลปะร่วมสมัย การสร้างพระพุทธรูปนั้นได้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ด้วยเงินบริจาคของประชาชน และวัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) ให้ นายสุพร วนิชกุล เป็นประธาน ผู้รับนมัสการสนองพระเดชพระคุณเป็นผู้ดำเนินการสร้าง และขออนุญาตจากกรมป่าไม้ โดยตั้งใจให้เป็นพุทธอุทยาน มีความร่มรื่น สวยงาม เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม พักผ่อนหย่อนใจเหมาะแก่การนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน

  

        ส่วนที่มาของชื่อ ?พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี? นั้นได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่า “พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี” พร้อมตราตั้งให้เป็นพระพุทธรูปประจำเมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2551

        พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี หรือ พระใหญ่ ชาวต่างชาติรู้จักกันในนามว่า Big Buddha เป็นพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ที่ประดิษฐาน ณ บนยอดเขานาคเกิด ภูเขาสูงในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขานาคเกิด ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแห่งใหม่ของภูเก็ต ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา บริเวณด้านบนนักท่องเที่ยวชาวไทย และ ชาวต่างชาติยังสามารถสัมผัสกับทัศนียภาพที่สวยงาม ของเวิ้งหาดกะตะ แหลมพรหมเทพ เกาะแก้วพิสดารได้

 

         ระหว่างทางเดินไปจุดชมวิว จะพบรอยพระพุทธบาท ที่ตามตำนานเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่ภูเก็ต แล้วไปประทับรอยพระบาทตามคำขอของชาวบ้านที่เกาะแก้ว แล้วข้ามมาที่บนฝั่งริมหาด พระองค์ได้ประทับรอยพระหัตถ์ไว้อีก 1 รอย ชาวบ้านจึงเรียกกันว่าเราไหว้ ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็นราไวย์ ส่วนรอยนี้ท่านขึ้นมาโปรดเทวดาและนาค ทำให้นาคและเทวดาได้ไปจุติในสรวงสวรรค์ จึงเป็นที่มาของชื่อเขานาคเกิด ส่วนนาคที่ยังไม่บรรลุก็ขอให้พระองค์ทิ้งรอยพระบาทไว้เพื่อสักการะบูชา

ศาลเจ้าแสงธรรม (Sang Tham Shrine)

ตั้งอยู่ที่ถนนพังงา อ.เมือง จ.ภูเก็ต อยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนพังงา เปิดทุกวัน 08.30-17.00 น.

ศาลเจ้าแสงธรรม หรือในภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่าศาลเจ้าเต่งก้องต๋อง หรือศาลเจ้าชิงเจียกอง มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี ตามประวัตินั้น ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2434 โดยหลวงอำนาจนรารักษ์ (ตันค้วด) เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าจีนที่ตระกูลได้นับถือมาแต่เดิม เพื่อใช้เคารพสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และใช้เป็นศูนย์รวมพบปะระหว่างญาติมิตร

 

       หลังจากมีการบูรณะ ด้วยจิตศรัทธราที่มีต่อศาลเจ้าก็ได้ขยับขยายทางเข้า หรือแม้แต่กระทั่งบริเวณภายในศาลเจ้าก็กว้างขึ้นตามลำดับ ส่วนหลังคา ซุ้มประตู จะเป็นขอใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นปี 2011 ส่วนของเก่าโบราณนั้นทางศาลเจ้าได้เก็บใส่ตู้โชว์เพื่อให้ลูกหลานได้ชมต่อไป ส่วนตัวศาลเจ้าด้านใน จิตกรรมฝาผนังยังคงเป็นของเดิมที่ได้รับการซ่อมแซ่มมา องค์เทพที่เป็นพระประธานศาลเจ้าคือ องค์เทพอ๋องซุ้นไต่ซ่าย และรองลงมาคือ องค์เทพตันเซ่งอ๋อง ศาลเจ้าแสงธรรมนี้ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในตัวเมืองภูเก็ต

      นอกจาสถานที่ตั้งอันสันโดษและเงียบสงบอยู่ในใจกลางเมือง รวมถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมในรูปแบบจีนประเพณี โดยตัวอาคารเป็นรูปแบบเก๋งจีนขนาดเล็ก กะทัดรัด บนหลังคามีปูนปั้นรูปมังกรและตุ๊กตาจีน เป็นที่นิยมในมณฑลฮกเกี้ยนประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ภายในศาลเจ้ายังมีภาพเขียนลายเส้นสีดำในตารางสี่เหลี่ยมเต็มฝาด้านข้างทั้งสองด้าน เป็นเรื่องซิยิ่นกุ้ยแห่งราชวงศ์กุ้ง อันเป็นตำนานแห่งอดีตขององค์เทพอ๋องซุ้นไต่ซ่าย เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นมนุษย์มาก่อน

       ในปีพ.ศ.2540 ศาลเจ้าแสงธรรม โดยผ่านการคัดเลือกของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี จากนั้นมีการบูรณะศาลเจ้าครั้งใหญ่ไปเมื่อ พ.ศ.2542 เพื่อฉลองศาลเจ้าครบรอบ 109 ปี ในปีพ.ศ.2543

ศาลเจ้าปุดจ้อ (Put Jaw Shrine)

ตั้งอยู่ที่ ซ.ภูธร ถ.ระนอง ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เวลาเปิดปิดศาลเจ้า 06.30 – 20.00 น.

คำว่า "อ๊าม" เป็นคำที่ชาวภูเก็ตนิยมเรียกกัน มีหมายความว่า “ศาลเจ้า” ส่วนคำว่า “ปุดจ้อ” หมายถึง “เจ้าแม่กวนอิม” ดังนั้น อ๊ามปุดจ้อ ก็คือ ศาลเจ้าแม่กวนอิม ที่ภูเก็ตมีศาลเจ้าแม่กวนอิมอยู่หลายแห่ง ชาวภูเก็ตนิยมนับถือเจ้าแม่กวนอิม เพราะเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความเมตตากรุณา และความกตัญญู ผู้ที่เคารพสักการะจะพบกับความสุขความเจริญ

 

         ศาลเจ้าปุดจ้อ หรือ อ๊ามปุดจ้อ เป็นศาลเจ้าเก่าแก่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองภูเก็ต ที่สร้างมาเกินกว่า 100 ปี ตั้งอยู่บนถนนระนอง ติดกับศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ศาลเจ้าปุดจ้อแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือ องค์กวนอิมปุดจ้อ อันเป็นองค์สำคัญในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน และเทพเจ้าองค์สำคัญๆ ที่เป็นที่นับถือของชาวจีนฮกเกี้ยน รวมถึงผู้คนนิยมมากราบไหว้บูชามากที่สุดแห่งหนึ่ง และยังเป็นที่ประกอบพีธีถือศีลกินเจอันโด่งดังของชาวภูเก็ต

ตำนานศาลเจ้า

 

      มีการเล่าสืบต่อกันมาว่า บริเวณที่ตั้งของศาลเจ้าปัจจุบันนั้น แต่เดิมเป็นคลองขนาดใหญ่มีเรือใหญ่สามารถแล่นเข้ามาได้ มีท่าเทียบเรือสำเภาและมีศาลเจ้าเต้จุ้น หรือ ศาลเจ้ากวนอู ตั้งอยู่ก่อนแล้ว ต่อมามีพ่อค้านั่งเรือใบมาจากปีนัง เข้ามาทำการค้าในเมืองภูเก็ต ได้นำรูปแกะสลักไม้ขององค์พระโพธิสัตว์กวนอิมปุดจ้อติดตัวมาด้วย พอได้มาเห็นสถานที่ในบริเวณศาลเจ้าดังกล่าว มีความชอบและเห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสมจึงได้อัญเชิญพระโพธิสัตว์กวนอิมปุดจ้อมาประดิษฐานไว้ที่ศาลเจ้าเต้จุ้น ต่อมามีชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาเข้ามากราบไหว้สักการะบูชาอย่างมากมาย จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจากศาลเจ้าเต้จุ้น มาเป็นศาลเจ้าปุดจ้อจนถึงทุกวันนี้

         ศาลเจ้าแห่งนี้มีความผูกพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนภูเก็ตเป็นอย่างมากมาย เช่น การมากราบไหว้ขอพรให้กับชีวิตคู่มีความสุขในวันแต่งงาน คู่บ่าวสาวจะมาไหว้ในช่วงเช้าก่อนจะทำพิธีทางศาสนาพุทธ การนำลูกอายุ 1 เดือนมาขอพรจากปุดจ้อให้เด็กเติบโตเป็นเด็กฉลาด เลี้ยงง่าย แข็งแรง หรือการขอลูกสำหรับคนที่มีลูกยาก การนำเด็กไปขอพรจากเจ้าแม่กวนอิม เพื่อความเป็นศิริมงคล การขอตั้งชื่อจีนสำหรับเด็กคนภูเก็ตสมัยก่อน การเสี่ยงเซียมซีในเรื่องทั่วไป และเรื่องยาสมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ

อนุสาวรีย์หลัก 60 ปีและสะพานหิน (The 60-year-old monument and Stone Bridge)

สะพานหิน เป็นสวนสาธารณะสถานที่พักผ่อนหย่อนใจภายในตัวเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 207 ไร่ มีลักษณะเป็นชายหาดอยู่สุดถนนภูเก็ตซึ่งยื่นลงไปในทะเลเล็กน้อย เป็นที่ตั้ง ของอนุสาวรีย์หลัก 60 ปี ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2512 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่กัปตันเอ็ดเวิร์ด โธมัสไมล์ ชาวออสเตรเลียผู้นำเรือขุดแร่ลำแรกมาใช้ขุดแร่ดีบุกในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2452 รวมทั้งเป็นที่ตั้งของศูนย์กีฬา สระว่ายน้ำ ศูนย์บริการคอมพิวเตอร์แก่ประชาชน ศูนย์เยาวชน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครภูเก็ต และศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง สถานที่สักการะพระนางกิ้วเที้ยนเลี่ยนลื้อ และใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีในเทศกาลกินผัก ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว คือช่วงเช้า และช่วงเย็น

 

ประวัติความเป็นมา 

เดิมทีบริเวณสะพานหินเป็นท่าเรือสำคัญที่เรือขนส่งสินค้า และเรือโดยสารใช้เป็นจุดเทียบท่า ถือเป็นท่าเรือใหญ่ของการเดินทางในเขตทะเลอันดามัน เชื่อกันว่าท่าเรือสะพานหินยังเป็นท่าเทียบเรือที่ตัวแทนชาวภูเก็ตซึ่งเดินทางกลับจากประเทศจีนนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) มาเพื่อประกอบพิธีกินผัก จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวภูเก็ตในปัจจุบัน

 

       ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสะพานหิน ยังเป็นบริเวณที่เรือขุดแร่ลำแรกของโลกทำการขุดแร่ดีบุกจากอ่าวทุ่งคาซึ่งเป็นทะเลบริเวณสะพานหินขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกด้วย โดยผู้นำเรือขุดแร่ดังกล่าวเข้ามาขุดแร่ คือ กัปตันเอ็ดเวิร์ด โธมัส ไมลส์ ชาวออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. 2452 สมัยรัชกาลที่5 ซึ่งภายหลังก็ส่งผลให้มีการสร้างเรือขุดแร่ขึ้นใช้งานอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

     จนกระทั่ง พ.ศ. 2511 อธิบดีกรมมีความคิดที่จะให้มีสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงการขุดแร่ด้วยเรือขุดแร่ลำแรกของโลก จึงได้เปิดให้มีการประกวดออกแบบจนสิ้นปี พ.ศ. 2511 มีผู้ประกวดออกแบบทั้งสิ้น 6 ราย ทางคณะกรรมการพิจารณาเลือกแบบของนายชวลิต หัสพงษ์ มาดำเนินการก่อสร้างอนุสาวรีย์ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก บริษัททุ่งคาฮาเบอร์ทินเดร็ดยิ่งเบอร์ฮัด (อังกฤษ: Tongkah Harbour Tin Dredging Co. Ltd) ที่ตั้งของอนุสาวรีย์ดังกล่าวอยู่บริเวณริมหาดปลายแหลมของสะพานหิน ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ได้นำรูปกระเชอเรือขุดแร่ดีบุกซึ่งเป็นส่วนที่ตักดินปนแร่ และรูปเปลือกหอย มาประยุกต์เข้าด้วยกัน ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2512 เนื่องจากลักษณะของอนุสาวรีย์คล้ายเปลือกหอย ชาวภูเก็ตจึงเรียกว่า "อนุสาวรีย์หอย"

 

     ภายหลังมีการถมทะเลบริเวณสะพานหินเพิ่มพื้นที่สาธารณประโยชน์ โดยใช้วัสดุส่วนหนึ่งเป็นดินโคลนที่ลอกจากคลองก่อจ๊าน ซึ่งเป็นคลองที่ขุดลอกเพื่อใช้ประโยชน์เป็นที่จอดเรือประมงขนาดเล็ก ดำเนินการขุดโดยกัปตันเอ็ดเวิร์ด โธมัส ไมลส์ วัสดุอีกส่วนเป็นขยะและซากจากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้รับการปรับปรุงใช้เป็นสนามกีฬากลางและศูนย์อำนวยความสะดวกต่างๆ ของเทศบาลนครภูเก็ตส่วนหนึ่ง ใช้เป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชนใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจอีกส่วนหนึ่ง

 

        สิ่งปลูกสร้างอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่บริเวณสะพานหิน คือ ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง ซึ่งใช้เป็นที่สักการบูชาพระนางกิ้วเที้ยนเลี่ยนลื้อ ผู้เป็นเทพเจ้าชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายศาสนาเต๋า โดยสร้างตามคำบอกเล่าของร่างทรง ว่าพระนางต้องการให้สร้างศาลเจ้าสำหรับพระนางขึ้นที่ปลายแหลมสะพานหิน เพื่อที่พระนางจะได้ช่วยปกป้องลูกหลานชาวภูเก็ตจากภัยพิบัติต่างๆ โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2539 จนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2540 มีลักษณะสถาปัตยกรรมจีน ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลกินผัก ศาลเจ้าแห่งนี้ยังใช้เป็นที่ประกอบพิธีรับพระและส่งพระในตอนเริ่มและตอนท้ายของพิธีกินผัก

พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย (Phuket Seashell Museum & Shop)

ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ถนนวิเศษ ตำบลราไวย์ ภูเก็ต โทร. 076-381888, 076-381274

เปิดบริการให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00-18.00 น.

ค่าเข้าชมสำหรับชาวไทย ผู้ใหญ่ 100บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

 

           พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย เป็นสถานที่เก็บสะสมและรวบรวมเปลือกหอยหลากสีสัน หลากลวดลายจากทั่วทุกมุมโลก จากความมุ่งมั่นและตั้งใจของคุณสมนึก ปัทมคันธิน นักสะสมเปลือกหอยที่ต้องการให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ จึงตัดสินใจสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมาและเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาศึกษาหาความรู้เป็นเวลา 10 กว่าปี ได้รับความชื่นชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของเอกชนที่ดีที่สุดในเมืองไทย โดย ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลของไทย โดยมีการจัดเรียงหอยเป็นหมวดหมู่ จัดแสดงอย่างเป็นระบบพร้อมข้อมูลที่น่าสนใจ นิทรรศการทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงในห้องใหญ่ห้องเดียวในชั้นใต้ดิน จำแนกเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย ฟอสซิล แอมโมไนท์ขนาดใหญ่เกือบเท่าล้อรถ เปลือกหอยอายุหลายร้อยล้านปี เปลือกหอยยักษ์น้ำหนักกว่า 250 กิโลกรัม ไข่มุกสีทองหนัก 140 กะรัต หอยมีค่านานาชนิด จัดแสดงเปลือกหอยในท้องทะเลอันดามันและทะเลทั่วโลก เช่น จากทะเลไทย อ่าวเม็กซิโก แอฟริการใต้ เป็นต้น

 

 

       สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนนายเจียง เจ๋อ หมิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน พระราชอาคันตุกะในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เคยมาเยี่ยมชม กระทั่งเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

 

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (Provincial Hall)

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2520 ให้เป็นโบราณสถาน สร้างขึ้นในสมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต คือ ระหว่าง พ.ศ.2450-2456 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ได้กำหนดให้บริษัททุ่งคาคอมเปาต์เป็นผู้สร้างให้ เพื่อแลกเปลี่ยน กับการอนุญาตให้ประทานบัตรในการขุดแร่ ณ ที่ทำการรัฐบาลเก่าบริเวณถนนหลวงพ่อวัดฉลอง ถนนพังงา ถนนสุรินทร์ และถนนสุทัศน์ (หรือที่ดินบริเวณด้านหน้าไปรษณีย์โทรเลขจังหวัดภูเก็ตในปัจจุบัน) ซึ่งทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินในการก่อสร้าง และบริษัททุ่งคาคอมเปาต์ได้ ให้ช่างชาวอิตาเลี่ยนเป็นผู้ออกแบบ และควบคุมการก่อสร้าง

 

            ดังนั้นศาลากลางจังหวัดภูเก็ตจึงเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมแบบยุโรป และเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังแรกของประเทศไทยที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น (หนังสืออนุสรณ์ 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง,2528) นอกจากนี้ยังเป็นศาลากลาง ที่สร้างได้แปลก และแตกต่างไปจากศาลากลางจังหวัดอื่น ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ตั้งอยู่บนเนินเขาโต๊ะแซะบริเวณด้านหน้าติดกับถนนนริศร ด้านขวาติดกับถนนสุรินทร์ และด้านหลังติดกับถนนดำรง เป็นอาคารไม้สักสองชั้น มีลักษณะเป็นคอร์ต(court) คือ อาคารที่ล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยม ตรงกลางเป็นลานกว้างเปิดโล่งไม่มีหลังคา ทำเป็นสวนหย่อม มีระเบียงรอบอาคารทั้งด้านนอก และด้านใน เดินรอบอาคารได้ทั้งสองชั้น พื้นอาคารชั้นล่างสูงกว่าพื้นดิน 5 ขั้นบันได เสาอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 15 x 20 ซม. ในขณะที่อาคารอื่น ๆ ที่สร้างในสมัยเดียวกัน จะมีเสาขนาดใหญ่ตั้งแต่ 60 x 60 ซม.ขึ้นไป การตกแต่งมุมเสาด้านบนตกแต่งด้วยไม้สักฉลุลวดลาย และที่เด่นสำหรับ อาคารหลังนี้ คือ เป็นอาคารที่ประกอบด้วยประตูทั้งหมด จำนวน 99 ประตู แต่จะไม่มีหน้าต่าง ต่อมาในภายหลังได้มีการต่อเติมหน้าต่าง จำนวน 2 บาน ทางมุขด้านหลังของอาคาร การตกแต่งประตูของอาคารนั้น ด้านบนของแต่ละประตูตกแต่งด้วยไม้สักฉลุเป็นลวดลายคล้ายดอกทิวลิป และสำหรับอาคารชั้นล่างนอกจากจะมีการตกแต่งประตูแบบดังกล่าวแล้ว เหนือขึ้นไปจากประตูได้ทำเป็นช่องลมเพิ่มขึ้น และตกแต่งด้วยไม้สัก ขนาดใหญ่กว่าฉลุเป็นลวดลายรูปดอกไม้อยู่ในแจกัน

เมืองเก่า,ตึกแถวโบราณ (ชิโน-โปรตุกีส) (Chino-Potuguese Phuket Old Town)

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกเข้าเมืองภูเก็ตมาร่วมลงทุนในเหมืองแร่ และมีชาวจีนมาเป็นแรงงาน เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนายเหมือง พ่อค้าเมืองภูเก็ตในตอนนั้น จึงมีวัฒนธรรมแบบตะวันตก และจีนผสมอยู่ การสร้างบ้านในตอนนั้นจึงผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2446 บ้านเรือนแบบชิโนโปรตุกีส มีอยู่ด้วยกันหลายจังหวัดในภาคใต้ ตึกเก่าแบบชิโนโปรตุกีสมากที่สุดคือภูเก็ต คำว่าชิโน (Sino) แปลว่าจีน ส่วนโปรตุกีส ก็คือประเทศโปรตุเกสในทวีปยุโรป เมื่อรวมเป็น ชิโนโปรตุกีส ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างจีนกับยุโรปได้อย่างลงตัว

รูปแบบอาคาร  สถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสแบ่งเป็น 2 แบบ

 

1. ตึกแถว หรือ "เตี้ยมฉู่" ตึกแถวเป็นอาคารสองชั้นกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัย ลักษณะลึกและแคบ ชั้นล่างแบ่งพื้นที่ใช้สอยไปตามความลึกได้ถึงห้าส่วนด้านหน้าเป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ถัดไปเป็นห้องรับแขก ห้องพักผ่อน ห้องอาหาร ห้องครัว ภายในอาคารมักมีฉิ่มแจ้ หรือบ่อน้ำบาดาลหนึ่งบ่อและเจาะช่อง ให้อากาศถ่ายเทและแสงส่องเข้าอาคาร ตึกแถวในภูเก็ตจึงเย็นสบาย ส่วนที่ชั้นสองเป็นห้องนอน หน้าตึกแถวมีทางเดินเท้า ทำเป็นช่องซุ้มโค้งเชื่อมกันไปตลอด ทั้งแนวตึกแถว เรียกว่า อาเขต (arcade) โดยมีชั้นบนยื่นล้ำออกมา เป็นหลังคากันแดดกันฝนซึ่งตกเกือบตลอดปี นับเป็นสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศอีกทั้งยังแสดง ให้เห็นถึงความเอื้ออาทรของเจ้าของบ้านกับผู้สัญจร ที่ชั้นสองด้านหน้าอาคารเน้นการเจาะช่องหน้าต่างเป็น ซุ้มโค้งคูหาละสามช่อง ขนาบข้างด้วยเสาแบบกรีกและโรมัน บนพื้นผนังตกแต่งด้วยลายปูนปั้นทั้งแบบจีน และตะวันตก ผสมกันอย่างลงตัว

 

2. คฤหาสน์ หรือ "อั่งม้อหลาว” อั่งม้อหลาวเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน "อั่งม้อ" แปลว่า ฝรั่ง หรือชาวต่างชาติ ส่วนคำว่า "หลาว" แปลว่า ตึกคอนกรีต อั่งม้อหลาว ก็คือคฤหาสน์แบบฝรั่งที่นายหัวเหมืองแร่ของ ภูเก็ตสร้างเป็นที่อยู่อาศัยในสมัยนั้น โดยบ้านหลังแรกที่สร้างขึ้นตามแบบชิโน-โปรตุกีส โดยช่างชาวจีนจากปีนัง ก็คือ บ้านชินประชาของพระพิทักษ์ ชินประชา นายเหมืองต้นตระกูลตัณฑวนิชตั้งอยู่ถนนกระบี่ ถือว่าเป็นต้นแบบของบ้านคหบดีจีนที่กระจายอยู่ทั่วทั้งเมืองภูเก็ต

             ในเขตเทศบาลเมืองภูเก็ต พบตึกเก่าที่ตั้งอยู่ในย่านการค้าเก่าเเก่ของเมือง เป็นอาคารสไตล์ ชิโน-โปรตุกีสที่ผสมผสานเอาความเป็นศิลปะตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองภูเก็ต ตึกเก่าเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วตัวเมืองภูเก็ต วิธีที่ง่ายที่สุดในการเดินชมคือการจอดรถเป็นจุดๆ แล้วเดินชม ถ่ายรูป ช่วงเวลาที่ดีที่สุดจะเป็นช่วงเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อน มีร้านอาหารอร่อยหลายเจ้าให้เที่ยวไปกินไปอย่างเพลิดเพลินและทางเทศบาลเมืองภูเก็ตได้เห็นถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ได้ทำการอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสนี้ไว้ จัดให้มีเส้นทางเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ สัมผัสกับความสวยงามของบ้านเรือนเก่าแก่ของภูเก็ตและสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส ที่สวยงาม พร้อมๆกับได้ สัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนภูเก็ตและที่สำคัญอาหารอร่อยเลื่องชื่อการเดิน ชมเมืองเก่า

             เส้นทางประวัติศาสตร์ในการชมบ้านเมืองเก่าชิโนโปรตุกีส ตึกเก่าเหล่านี้จะกระจายอยู่ทั่วเมืองภูเก็ต แต่ย่านที่มีอาคารเก่าหนาแน่น คือ นิยมไปชมที่ ถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนพังงา ถนนเยาวราช ถนนกระบี่ และ ซ.รมณีย์ เส้นทางการเดินชมตึกเก่าชิโนโปรตุกีส

ช่วงที่ 1 ถนนภูเก็ต ถนนรัษฎา และถนนระนอง

 

 

เริ่มจากศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ เริ่มจากศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ซึ่งตั้งอยู่หัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต เมื่อเดินลง มาตามทิศใต้ เลี้ยวขวาเข้าถนนรัษฎาไปจนถึงวงเวียนสุริยเดช และตรงไปตามถนนระนอง ผ่านตลาด จนถึงบริษัท การบินไทยซึ่งช่วงนี้จะได้พบกับตึกสวยงามมากมาย ผ่านโรงแรมถาวร โรงแรมเก่าแก่ ที่เมื่อเข้าไปภายในโถง โรงแรมและส่วนคอฟฟี่ชอป จะได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองภูเก็ตผ่านนิทรรศการ ภาพถ่าย และมีเครื่องเรือน ตู้โทรศัพท์ เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ของคนงานในเหมืองให้ได้ชม

ช่วงที่ 2 ถนนพังงา ถนนภูเก็ต และถนนมนตรี

 

เริ่มต้นที่มุมถนนระนองตัดกับถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนสุริยเดช เดินไปตามถนนเยาวราช 70 ม.เลี้ยวขวาเข้าถนนพังงา จนถึ สี่แยกตัดกับถนนภูเก็ต ซึ่งช่วงนี้อาจเลี้ยวซ้ายตามถนนภูเก็ต ข้ามไปสี่แยกถนนมนตรีแล้วเลี้ยวซ้ายเข้า ถนนมนตรี

จุดแวะชม+ถ่ายรูป   .....ถนนพังงา

        ศาลเจ้าแสงธรรม อายุกว่า 100 ปี

  

        โรงแรมออนออน เป็นโรงแรมแห่งแรกในภูเก็ต ปัจจุบันก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ ภายในตกแต่งทำใหม่เกือบทั้งหมด เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง The Beach

       ธนาคารกสิกรไทย เยื้องกับโรงแรมออนออน มีอาคารสีขาวขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล อาคารนี้คือ ธนาคารกสิกรไทย มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปย้อนยุคที่ชั้นล่าง

 

        อาคารธนาคารชาร์เตอร์ เป็นธนาคารแรกในภูเก็ต สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตึกแถวชิโนโปรตุกีสสีสดใส ปัจจุบันใช้พื้นที่เป็นพิพิธภัณฑ์บาบ๋าภูเก็ต

     ศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ อดีตศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ เป็นอาคารสีขาว 2 ชั้น มีหอนาฬิกาสูง 4 ชั้นอยู่ด้านบน มีหลังคาคล้ายรูปหมวกตำรวจสมัยก่อน ช่องประตูหน้าต่างแบ่งเป็นช่องโค้งมีเสาอิงแบ่ง เป็นช่วง ประดับลายปูนปั้นบนยอดซุ้มโค้งสวยงาม ปัจจุบันบูรณะใหม่ทาสีเหลือง เหมือนกับธนาคารชาร์เตอร์ เนื่องจากทั้งสองอาคารได้ถูกใช้พื้นที่เป็น พิพิธภัณฑ์บาบ๋าภูเก็ต

จุดแวะชม+ถ่ายรูป   .....ถนนมนตรี เป็นพื้นที่รอบนอกของย่านตัวเมืองเก่า ไม่ค่อยมีตึกชิโนโปรตุกีสให้เห็น

        พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรภูเก็ต ที่ตั้งอยู่ในไปรษณีย์ภูเก็ต เดิมเป็นที่ทำการไปรษณีย์ภูเก็ตหลังเก่า สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2473 ภายในรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในกิจการไปรษณีย์ – โทรเลข เปิดให้ผู้สนใจได้เข้าชม

จุดแวะชม+ถ่ายรูป   .....ถนนถลาง ใกล้สี่แยก ถนนมนตรี ตัด ถนนถลาง มีอาคารการท่องเที่ยวภูเก็ต ตัวอาคารสร้าง กลมกลืนกับบ้านเก่าในภูเก็ต

 

ช่วงที่ 3 ถนนถลางและซอยรมณีย์

 

 

ถ้ามีเวลาจำกัดแนะนำให้มาที่ ถนนถลาง ระยะทางตั้งแต่ถนนถลางตัดถนนเยาวราช ไปจนถึงถนนเทพกระษัตรี ระยะทางประมาณ 400 เมตร มีบ้านชิโนโปรตุกีสติดๆ กัน ทั้ง 2 ฝั่งถนน และสามารถเดินต่อเข้าไปที่ซอยรมณีย์ด้วย

  

          เป็นถนนสายประวิติศาสตร์อันเก่าแก่ ตรงช่วงนี้จะมีอาคารตึกแถวเก่าที่มีรูปแบบเดิมๆเกาะกลุ่มกันอยู่เป็นจำนวนมาก บ้านชิโนโปรตุกีส ที่ถนนถลาง เป็นบ้านเรือนที่ยังมีชีวิตอยู่ มีคนอยู่จริง มีร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงาน เกสเฮาส์ บ้านแต่ละหลังอยู่ในสถาพที่สวยงาม และ สมบูรณ์ มีตึกแถวกว่า 151 คูหาโดยมีตึกแถวที่น่าสนใจตรงช่วงตึกแถวบ้านเลขที่ 107 ถึง 129 ที่ตัวตึกมี รูปแบบการตกแต่งช่องหน้าต่างโค้งตามแบบสถาปัตยกรรมยุคนีโอคลาสสิค มีลวดลายที่ดงามเน้นธรรมชาติเถาไม้ ใบไม้ และรูปสัตว์ และก็มีตึกแถวตรงฝั่งเลขคู่ช่วงปลายถนน ซึ่งตึกแถวบริเวณนี้มีลักษณะเด่นอยู่ที่ประตูด้านหน้า เป็นแบบบานเฟี้ยมไม้เก่าแก่ ช่วงเสาจะกว้างเท่ากับตึก 2 คูหารวมกัน มีการนำศิลปะการเจาะช่องหน้าต่างและ ลวดลายปูนปั้นแบบอาร์ตเดโคมาใช้ได้อย่างกลมกลืนและสวยงาม ถนนถลางเป็นถนนเล็กๆ จอดรถได้ 2 ฝั่ง ซ้าย – ขวา รถวิ่งแบบวันเวย์ ได้ 1 เลน ช่องโค้งที่อยู่หน้าบ้านทุกบ้าน เป็นทางเดินเท้ากว้าง 5 ฟุต ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขต” (arcade) หรือที่ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “หง่อคาขี่”

  

                  ซอยรมณีย์ (ซอยหั่งอาหล่าย) เป็นซอยเก่าแก่ บ้านชิโนโปรตุกีสของตัวเมืองภูเก็ต ทั้งซอยมีระยะทางประมาณ 150 เมตร นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปในซอยนี้ ในอดีตซอยรมณีย์เป็นแหล่งโสเภณีของภูเก็ตให้บริการโดยหญิงสาวจากมาเก๊า ญี่ปุ่น และมลายู และต่อมาเปลี่ยนเป็นหญิงสาวจากภาคเหนือของประเทศไทย แต่ปัจจุบันไม่ได้กลายเป็นแหล่งโสเภณีแล้ว แต่เป็นบ้านเรือน เกสเฮ้าส์ ร้านค้า บริษัท ตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่ยังคงสภาพสวยงามอยู่ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในซอย ที่ช่วยดูแล และซ่อมแซมบ้านเรือนของตัวเองให้คงสภาพเดิมไว้ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าของภูเก็ต ในเวลากลางคืน ซ.รมณีย์จะเปิดโคมไฟจีนประดับสวยงาม เป็นจุดถ่ายรูปในตอนกลางคืน

ช่วงที่ 4 ถนนกระบี่ และถนนสตูล

 

เริ่มจาก ถนนกระบี่บริเวณแยกถนนเยาวราช เดินไปทางตะวันตกจนถึงสามแยกตัดกับถนนสตูล เดินตรงไปถึงบ้าน คุณประชา ตัณฑวณิช ย้อนกลับมาจนถึงสามแยกตัดกับถนนดีบุก และช่วงถนนนี้ยังมีร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนมาก สามารถเดินเข้าไปแวะชิมได้

จุดแวะชม+ถ่ายรูป   .....ถนนกระบี่

         พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เดิมทีนั้นเป็นโรงเรียนจีน สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2477 เป็นแหล่งเรียนรู้ภาษาจีนที่เก่าแก่ที่สุดในภูเก็ต สร้างเป็นตึก 2 ชั้น ชั้นล่างมีซุ้มโค้งเตี้ยขนาดใหญ่ 3 ซุ้ม มีเสากลมรับโค้ง หัวเสาประดับ ด้วยลายบัวแบบกึ่งไอโอนิคและคอรินเธียน ผนังอาคารเซาะร่องขนาดใหญ่ เรียกว่า Rustication ชั้นบนมีซุ้มหน้าต่าง 3 ซุ้ม มีช่องหน้าต่าง 2 ช่องกรอบหน้าต่างด้านบนเป็นจั่วโรมัน บานหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยม มีลวดลายเรขาคณิต เหนือซุ้มช่วงกลางมีหน้าจั่วปูนปั้นรูปค้างคาว พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ มีข้อมูล บันทึก ฯลฯ เกี่ยวกับชาวจีนในภูเก็ต ค่าเข้าชมคนไทย คนละ 50 บาท

 

          บ้านชินประชา เป็นบ้านเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส หรือที่เรียกกันว่า “อังม่อเหลา” ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านได้ถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดี ปัจจุบันเป็นบ้านที่มีคนอาศัยอยู่จริง การเข้าชมด้านใน มีค่าเข้าชม (คนไทย) คนละ 100 บาท

          ร้านสุนทรโอชา ขายข้าวต้มและอาหารพื้นเมือง

          ร้านขนมจีนป้ามัย , ร้านหมี่แป๊ะแถว

 

ช่วงที่ 5 ถนนเยาวราช ตรอกสุ่นอุทิศ ถนนดีบุก

 

  

เริ่มจากแยกถนนดีบุกตัดกับถนนสตูล เดินตามถนนดีบุกจนถึงสี่แยกตัดกับถนนเยาวราช พอเลี้ยวขวาเข้า ถนนเยาวราช จะได้สัมผัสกับบรรยากาศตึกเก่า และแวะลิ้มรสอาหารอร่อยในตรอกสุ่นอุทิศ แล้วย้อนกลับมา สี่แยกเลี้ยวเข้า ถนนดีบุก อีกช่วงหนึ่งจะเข้าสู่ซอยรมณีย์ การเดินชมเมืองในช่วงนี้จะได้สัมผัสกับความหลากหลาย ของตึกชิโนโปรตุกีสที่หาดูได้ยาก ถึงแม้ว่าถนนดีบุกจะไม่มีสถานที่สำคัญมากเท่ากับถนนเส้นอื่น แต่ก็มีอาคารสวยๆ และภาพ street art ริมถนน

จุดแวะชม+ถ่ายรูป   .....ถนนดีบุก

       บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ หลวงอำนาจนรารักษ์เป็นผู้ริเริ่มการกินเจในภูเก็ต บ้านหลังนี้ให้ความรู้สึกเก่าแบบเดิมๆ เป็นบ้านที่มีความงดงามโดดเด่นอยู่ที่ลายปูนปั้นตั้งแต่ หัวเสาแบบคอมโพสิต และช่วงคานเหนือเสา เป็นศิลปะแบบกรีกยุคคลาสสิคผสานกับปูนปั้นลายค้างคาว ลายหงส์ ลายเมฆ รวมทั้งลายใบไม้ และผลไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลของคนจีน ปัจจุบันมีผู้อาศัยในบ้านนี้อยู่ สามารถดูบ้านได้จากริมถนนเท่านั้น ไม่ได้เปิดให้เข้าชม

จุดแวะชม+ถ่ายรูป   .....ถนนเทพกระษัตรี

        บ้านหลวงอนุภาษ หรือ บ้านหงษ์หยก เป็นบ้านที่หลวงอนุภาษภูเก็ตการ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2473 ตัวบ้านเป็นอาคารยุโรปผสมจีน ปัจจุบันอยู่ในสภาพดี แต่ไม่เปิดให้คนภายนอกเข้าชม

      บริษัทอนุภาษและบุตร บริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด อาคารสีกะปิ – ขาว ในรูปด้านบน เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ในปี พ.ศ.2482 ดำเนินกิจการเหมืองแร่ดีบุกในภูเก็ต แต่ปัจจุบันได้เลิกทำกิจการเหมืองแร่แล้ว

ช่วงที่ 6 ถนนกระษัตรี

  

ช่วงนี้เป็นช่วงต่อจากเส้นทางเดินที่ซ.รมณีย์ เลี้ยวซ้ายทะลุออกถนนถลาง เมี่อถึงสี่แยกเลี้ยวซ้ายเดินตาม ถนนเทพกระษัตรี พอถึงแยกตัดกับถนนดีบุก อาจแวะชมบ้านเก่าแล้วย้อนออกมาตามถนนเทพกระษัตรีอีกครั้งจนไปสิ้น สุดเส้นทางที่คฤหาสน์ตระกูลหงส์หยก หรือบ้านหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างในสมัยร. 7 ด้านหน้า อาคารเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมกลมขนาดใหญ่ที่รถยนต์เข้าไปจอดเทียบได้ ชั้นล่างเป็นซุ้มโค้งเตี้ย 3 โค้ง หัวเสา จะเป็นแบบดอริก ผนังเซาะเป็นร่องลึก คล้ายแนวหินก่อ ชั้นบนเป็นระเบียง มีลูกกรงปูนปั้นประดับ หลังคาทรง ปั้นหยา ด้านปีกซ้ายมีช่องแสงเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมประดับด้วยบานเกล็ดไม้ ด้านปีกขวาตกแต่งช่องแสงด้วย กระจกสีต่างๆ กรุในกรอบสี่เหลี่ยมมีรูปวงกลมอยู่ข้างใน นับว่าเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ งดงามทางด้าน สถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก

 

  

 

        ในย่านเมืองเก่านี้มีร้านอาหารมที่น่าสนใจ อาหารพื้นเมืองภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็น อาหารจีนฮกเกี้ยนและปีนัง อาหารเผ็ดร้อนแบบไทยภาคใต้และอาหารมุสลิม

อาหารเช้า คนภูเก็ตไม่นิยมกินข้าวเป็นอาหารเช้า ส่วนมากจะนิยมเป็นติ่มซำ หรือโรตี มะตบะกับชาร้อน สำหรับร้านติ่มซำ แนะนำร้านสมชายกิตติ ที่ขายทั้งติ่มซำกลั้วกับกาแฟร้อนสูตรโบราณที่นี่เขาเสิร์ฟทีเดียวนับสิบชนิด ไม่ว่าจะ เป็นขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า สาหร่าย ปูทอด ลูกชิ้นปลา ฯลฯ จะเลือกกินอะไรก็ได้ คิดเงินตามจำนวนถ้วยเปล่าเท่านั้น ส่วนโรตีแกงข้ามสู่ถนนถลาง เดินไปเพียงไม่กี่เมตร ด้านซ้ายมือ ก็จะพบกับร้านอรุณโภชนา ร้านชื่อดังย่านถนนถลาง เปิดขายตั้งแต่ 6.30 - 17.00 น. ซึ่งเป็นร้านขายอาหารของมุสลิม ทั้งโรตีแกง มีให้เลือก ทั้งแกงเนื้อ แกงไก่ รวมถึงเมนูเด็ดอื่นๆ ทั้ง ซุปเนื้อ ข้าวหมกไก่ และเมนููสุขภาพ ข้าวยำปัตตานี และมะตะบะไก่ ที่ได้รับรางวัลโดยกรมสุขภาพ

 

 

อาหารกลางวัน-บ่าย ส่วนอาหารกลางวันนิยมกินหมี่ อย่างหมี่ฮกเกี้ยน เส้นหมี่เหลืองกลมใหญ่ผัดซีอิ๊ว หรือนำมาปรุงเป็นหมี่น้ำ ใส่ซุป และเครื่องซีฟู้ด หมี่หุ้นปาฉ่างก็รสชาติดี เป็นเส้นหมี่ขาวผัดแห้งโรยหอมเจียว กินกับซุปกระดูกหมูช่วยให้คล่องคอ สำหรับคนที่ชอบเครื่องในต้องโลบะ สารพัดเครื่องในหมูปรุงกับเครื่องพะโล้แล้วทอดกินกับเต้าหู้ทอดและน้ำจิ้มรส หวาน หรืออาหารชื่อแปลกโอต๊าว หน้าตาคล้ายหอยทอด ใช้หอยนางรมผัดกับแป้ง เผือก และไข่ ที่อร่อยและ แนะนำให้ชิมก็คือกะหรี่ไหมฝัน เส้นหมี่กับแกงกะหรี่ ราดด้วยแกงกะหรี่ไก่ ใส่เลือดหมู เต้าหู้ ผักบุ้ง ถั่วงอก ก่อนกินต้องบีบมะนาวเพิ่มรสชาติ แนะนำร้านสมจิตต์ หมี่ฮกเกี้ยน แถวๆ หอนาฬิกาน้ำที่เรียกว่าหมี่เช็ค เจ้าของร้านบอกว่า เป็นสูตรมาจากรุ่นอากงคือแป๊ะหัง ที่มาเปิดขายเป็นเจ้าแรกในภูเก็ต กว่าจะตกมาถึงรุ่นที่สามก็ 60 กว่าปีน้ำซุปที่นี่หวานหอมจนเป็นเอกลักษณ์ ต้มด้วยกุ้งทั้งเปลือก

         ที่แยกถนนเยาวราชตัดกับถนนดีบุกก็เป็นแหล่งรวมของกินพื้นเมืองชั้นดี ทั้งโลบะที่เป็นส่วนของหัวหมู และเครื่องใน ต้มพะโล้ จากนั้นนำไปทอดจนเหลืองกรอบ ถ้าอยากลองแห่จี่ที่เป็นแป้งผสมถั่วงอก โรยหน้าด้วยกุ้งสดทอด หรือ เกี้ยน ที่ทำจากหมู ปู กุ้ง สับรวมกับมันแกวและเผือก ห่อด้วยแผ่นฟองเต้าหู้แล้วทอดจนน่ากินก็สั่งรวมกันได้ จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ถามอย่างไรก็ไม่ยอมบอกสูตร

      ใกล้ๆกันบนถนนเยาวราชที่ซอยสุ่นอุทิศ ที่นี่เป็นแหล่งรวมของอร่อยของชาวภูเก็ตที่เรียงรายกันไปด้วยรถเข็น เริ่มต้นที่ อาโป๊งแม่สุณี ขนมฮกเกี้ยนโบราณ ทำจากแป้งน้ำตาล กะทิ ไข่ นำมาผสมให้เข้ากัน แล้วทอด พอสุกก็ม้วนเป็นกระบอกคล้ายทองม้วน ต่างกันตรงไม่มีไส้

        ร้านขายขนมหวานโอ้เอ๋วที่มีอยู่ถึง 2 ร้าน และเป็นร้านเก่าแก่ทั้งคู่คือร้านโกโรจน์และร้านแป๊ะเอ้ง โอ้เอ๋วเป็นขนมกินเล่นดับร้อนของคนภูเก็ต ลักษณะเป็นวุ้นทำจากกล้วยน้ำว้าขยำกับเม็ดโอ้เอ๋ว โปะด้วยน้ำแข็งไสราดน้ำเชื่อม

       หมี่หุ้นป้าฉ่างหรือบางคนเรียกป้าช้าง หมี่หุ้นคือหมี่ขาวที่ผัดกับซีอิ๊ว โรยด้วยหอมเจียวและต้นหอม หมี่หุ้นกับน้ำซุปกระดูกหมูของป้านั้นชามเล็ก ๆ น่ารัก แต่รสชาติไม่เล็กเหมือนชาม

สยามนิรมิตภูเก็ต (Siam Niramit Phuket)

ตั้งอยู่ที่ 55/81 หมู่ 5 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร 9 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัด ภูเก็ต 83000

โทรศัพท์ 076-335000 083-5236561

      เป็นอีกหนึ่งการแสดงนาฏศิลป์ไทยประยุกต์ที่มีความงดงาม นำเสนอมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศไทย จากการเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ที่กรุงเทพ ทำให้ บริษัทรัชดานิรมิต (บริษัทผู้สร้างสรรค์การแสดงชุดสยามนิรมิต) ตัดสินใจขยายฐานธุรกิจลงไปยังเมืองไข่มุกแห่งอันดามันและเริ่มเปิดเวทีการแสดง สยามนิรมิต ภูเก็ต ขึ้นอีกแห่งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2554 การใช้นักแสดงกว่า100คน เครื่องแต่งกายและฉากที่วิจิตรงดงาม ความมหัศจรรย์ของเทคนิคพิเศษที่ทันสมัย ทำให้เหตุการณ์ที่ปรากฏบนเวทีสมจริงที่สุด เนื้อหาในการแสดงสยามนิรมิตทั้งหมด (ทั้ง สยามนิรมิต กรุงเทพฯ และ สยามนิรมิต ภูเก็ต) ถูกแบ่งออกเป็น 3 องค์ใหญ่ ได้แก่

 

องค์ที่ 1 ย้อนร้อยประวัติศาสตร์ นำย้อนเวลากลับไปในอดีตราว 700 ปีก่อน เมื่อครั้งที่สยามยังคงกอปรไปด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ.....หลากศาสนา และมีประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ประกอบไปด้วยฉากหลัก 4 ฉาก ได้แก่

ฉากที่ 1 ศรัทธาล้านนานคร

ฉากที่ 2 การค้าขายโพ้นทะเล

ฉากที่ 3 อีสานตำนานปราสาทหิน

ฉากที่ 4 กรุงศรีอยุธยาราชธานีที่รุ่งโรจน์

 

องค์ที่ 2 ท่องสู่ดินแดนแห่งจินตนาการ เรื่องราวของกฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด การแสดงที่จะสื่อให้เห็นถึงเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับ “ไตรภพ” ประกอบไปด้วยฉากหลัก 3 ฉาก ได้แก่

ฉากที่ 1 นรกภูมิ

ฉากที่ 2 ป่าหิมพานต์

ฉากที่ 3 สวรรค์

 

องค์ที่ 3 รื่นเริง สนุกสนาน สืบสานประเพณีไทย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ชาวสยามส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีประเพณีซึ่งเกี่ยวข้องกับเทศกาลงานบุญต่างๆ ให้เฉลิมฉลองกันอยู่ตลอดปี รวมทั้งยังมีการละเล่นและงานรื่นเริงอีกมากมายหลายอย่าง

         การแสดงสยามนิรมิต ได้รับการบันทึกว่า “มีกรอบเวทีสูงที่สุดในโลก” (Guinness World Records เคยบันทึกไว้ว่า Ratchada Theatre ซึ่งเป็นสถานที่แสดง สยามนิรมิต กรุงเทพฯ เป็นโรงละครที่มีกรอบเวทีสูงที่สุดในโลก เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549) โดยใช้นักแสดงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีกว่า 100 คน แต่งกายด้วยชุดซึ่งถูกออกแบบขึ้นอย่างประณีตกว่า 500 ชุด ทำการแสดงภายในฉากที่พรั่งพร้อมไปด้วยระบบแสงสีเสียงรวมถึงเทคนิคพิเศษอันงดงาม จนทำให้ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ.2553 และรางวัลชนะเลิศความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม สาขาศิลปะ จากนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2554 และได้รับรางวัลสถานประกอบการที่เป็นมิตรกับผู้พิการจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อีกด้วย

        สยามนิรมิต มีพื้นที่ท่องเที่ยวส่วนอื่นๆ ภายใน Park และมีกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ เช่น หมู่บ้านชนบทไทย 4 ภาค การเลี้ยงไหม การสาวไหม และการทอผ้า การตำและการฝัดข้าว การทำขนมครก เป็นต้น ส่วนตลาดน้ำภูเก็ต จะได้เพลิดเพลินไปกับการล่องเรือชมบรรยากาศแบบไทยๆ ริมสายน้ำยามเย็น , ดนตรีไทยและการแสดงกลางแจ้ง เป็นการสร้างความบันเทิงก่อนที่การแสดงสยามนิรมิตภายในโรงละครจะเริ่มต้นขึ้น , ให้อาหารและขี่ช้าง

บ้านตีลังกา (Baan Teelanka & A-Maze-in-Phuket & Chamber of Secrets)

ตั้งอยู่ที่ 20/20 ถนนเทพกระษัตรี หมู่ 5 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

โทรศัพท์ : 076-376245, 086-2675262, 084-4565279 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.

บัตรเข้าชมบ้าน คนละ 200 บาท และสวนพิศวง คนละ 150 บาท

 

          บ้านตีลังกา หรือที่ต่างประเทศใช้คำว่า “Upside Down House” เป็นบ้านกลับหัวแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย พบความแปลกใหม่กับความสามารถของสถาปนิกและวิศกรก่อสร้าง โดยภายในบ้านมีการออกแบบให้มีห้องต่าง ๆ เหมือนกับบ้านทั่วไป เช่น ห้องรับแขก, ห้องนอน, ห้องน้ำ,ห้องครัว และที่จอดรถ โดยมีเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านครบ แต่ออกแบบกลับหัวให้ตั้งอยู่บนฝ้าเพดาน ภายในมีมุมถ่ายรูปมากมายให้ได้โชว์แอ็คชั่นกันอย่างเต็มที่

 

         นอกจากนี้ยังมีสวนพิศวงขนาด 1,000 ตารางเมตร แห่งแรกในภูเก็ต ซึ่งเป็นเขาวงกตเล็กๆ ด้านหลังบ้าน ได้รับการออกแบบโดยผู้ที่ได้รับรางวัล เอเดรีย ฟิชเชอร์ ซึ่งเป็นนักออกแบบชาวอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบเขาวงกต ซึ่งเหมาะสำหรับจัดเกมท้าทายเพื่อหาทางออกจากสวน ซึ่งประตูทางออกจะเปลี่ยนเสมอ ๆ ท้าทายความสามารถในการหาทางออกได้

หลาดปล่อยของ (ตลาดปล่อยของ) (Phuket Indy Market)

ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง ริมถนนดีบุกตัดใหม่ ภายในลานเพลิน Lime Light Avenue ติดกับร้านเลมอนกราสและโซฟาผับ

เปิดวันพฤหัสบดี, วันศุกร์, เสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00-22.30 น. โทรศัพท์ : 089-475253

 

     คำว่า “หลาด” มาจากคำว่า “ตลาด” หลาดปล่อยของ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2553 โดยเป็นตลาดสำหรับปลดปล่อยสินค้าจากงานที่ทำออกมาจากไอเดีย งานแฮนด์เมด งานศิลปะ แฟชั่น เก่า-ใหม่ รวมไปถึงอาหาร และการแสดง การแต่งกาย ไลฟ์สไตล์ต่างๆ เป็นแหล่งรวมสินค้าที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนตลาดแห่งใดในจังหวัดภูเก็ต ตลาดนัดท่ามกลางบรรยากาศกลางแจ้งแบบสบายๆ มีพื้นที่สำหรับสินค้าไอเดียโดดเด่นไม่ซ้ำใครให้เลือกมากมาย มีอาหารหลากหลายประเภท อาหารพื้นเมืองของท้องถิ่น ร้านกาแฟ และมีการแสดงดนตรีของเยาวชนทั้งจากนักดนตรีมืออาชีพและมือสมัครเล่น เปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้แสดงออกหมุนเวียนกันสร้างสีสันตลอดทั้งคืน เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

 

       แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซน 1 เป็นสินค้างานศิลปะ ไอเดีย แฮนด์เมด โซน 2 แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าเทรนด์ต่างๆ โซน 3 สินค้ามือสอง ของตกแต่งบ้าน จิปาถะ ฯลฯ สำหรับโซนการแสดงความสามารถ จะมีขึ้นตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.30 น. เป็นต้นไป

ตลาดนัดนาคา (ตลาดท้ายรถ) (Naka Weekend Market Phuket)

ในอดีตการค้าขายสินค้าในตลาดท้ายรถภูเก็ตแห่งนี้ จะอยู่ในรูปแบบของการเปิดท้ายรถยนต์ นำสินค้ามือสองใส่ท้ายรถ แล้วนำมาขายกันในราคาประหยัด มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงและทำการจัดระเบียบปรับปรุงขึ้นมาใหม่ให้มีความเจริญมากขึ้นตามลำดับ ทำให้คนภูเก็ตและนักท่องเที่ยวต่างรู้จักกันดีในชื่อว่า ตลาดนัดท้ายรถ หรือ Naka Weekend Market Phuket

 

 

         ตลาดท้ายรถนาคา เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีขนาดใหญ่พอสมควร เดิมอยู่ตรงข้ามกับวัดนาคา ปัจจุบันย้ายมาที่ถนนวิรัชหงส์หยกอุทิศ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เปิดขายทุกๆวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 15.00น.-22.00น. แบ่งโซนสินค้าชัดเจน มีสินค้ามากมายไม่ต่างจากตลาดนัดทั่วๆไป เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของฝาก กระเป๋า รองเท้า อาหาร และอื่นๆ อีกมาก สามารถเลือกซื้อสินค้าราคาถูก สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น พัฒนาให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้รู้จัก

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ (Phuket Aquarium)

ตั้งอยู่ที่ 51 หมู่ 8 ถนนศักดิเดช อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย 83000 โทรศัพท์ 076-391126

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำตั้งอยู่ปลายสุดของแหลมพันวาใกล้ๆ กับอ่าวมะขามหากจากตัวเมืองเพียง 13 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางจากตัวเมืองเพียง 20 นาที เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 8.30 – 16.30 น. (ปิดขายบัตร เวลา 16.00 น.) ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 180 บาท เด็ก 100 บาท

 

          สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต สังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการสร้างในปี พ.ศ. 2521 สร้างเสร็จในปี 2526 สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำแบ่งการจัดแสดงเป็นโซนซึ่งได้แก่ โซนน้ำจืดและโซนน้ำเค็ม และยังมีนิทรรศการความรู้ต่างๆ สัตว์น้ำที่นำมาจัดแสดงได้มาจากการเพาะเลี้ยงและอีกส่วนหนึ่งได้มาจากแหล่งธรรมชาติ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตทางทะล เหมาะสำหรับการทัศนศึกษาและเข้ามาศึกษาดูงานในการเพาะเลี้ยงหรือศึกษาวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่จะเกิดการกระตุ้นให้เยาวชนได้มีจิตใจรักสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลของไทย

 

         สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้นำถึงการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งปัจจุบันได้มีจำนวนที่ลดลงจากท้องทะเลไทยเป็นอย่างมาก ชมนิทรรศการแสดงการเจริญเติบโตของสัตว์ชนิดต่างๆ มีการจัดแสดงทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งสามารถจัดแบ่งการเดินได้ 2 รูปแบบ

 

แบบที่ 1 เป็นแบบ 5 โซนอควาเรียมภูเก็ต เริ่มต้นที่

1 โซน AQUARIUM สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งมีสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดน้ำเค็ม และอื่นๆมากกว่า 130 สายพันธุ์ รวมมากกว่า 1500 ชีวิต

2 เส้นทางศึกษาธรรมชาติริมชายหาดแหลมพันวา มีแนวหาดทรายและระบบนิเวศพอเหมาะในการจัดให้มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ พบกับสภาพแวดล้อมของพรรณไม้ที่ขึ้นตามริมหาดทราย ป่าโกงกางและสัตว์ทะเลตามแนวริมชายฝั่ง ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

3 โรงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สถานที่ดูแลวิจัยและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ รวมไปถึงสถานพยาบาลและที่พักของสัตว์น้ำต่างๆ โรงเพาะเลี้ยงยังใช้ในการศึกษาวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ การดำรงชีวิตและการผสมพันธุ์ของสัตว์น้ำ ก่อนที่จะนำไปแสดงในสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ

4 บ่อเลี้ยงเต่าทะเลฝั่งอันดามัน บ่อเต่าใช้ในการทดลองวิจัยเต่าทะเล เพาะขยายพันธุ์และเป็นที่รักษาสัตว์ทะเลหายาก พบกับเต่าทะเลพ่อแม่พันธุ์รวมไปถึงเต่าทะเลแรกเกิดมากมาย ที่มาพักฟื้น รอให้แข็งแรงก่อนที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติอีกครั้ง จากนั้น ก็เดินทางไปที่สะพานที่ทอดยาวลงไปในทะเล ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินไปจนสุดสะพานได้ พบเรือจักรทอง

5 เรือจักรทอง ทองใหญ่ เป็นเรือสำรวจขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้มากถึง 100 คน นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปสำรวจและท่องเที่ยวภายในตัวเรือได้ เรือสำรวจทะเลลึกอันไกลโพ้น พบความลับต่างๆ รออยู่อีกมากมาย

 

แบบที่ 2 เป็นแบบ 13 โซนอควาเรียมภูเก็ต เริ่มต้นที่

1 โมเดลปลาจำลอง ชมปลาขนาดใหญ่ และปลาหายากสายพันธุ์ต่างๆ

2 แอ่งน้ำจำลอง / สัตว์พื้นทะเล สัมผัสกับสัตว์ทะเลตัวเป็นๆ อย่างใกล้ชิด

3 โซนน้ำจืดและป่าดิบชื้น พบปลาน้ำจืดหายากหลากหลายสายพันธุ์ ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์โอบอุ้มน้ำฝนและน้ำใต้ดินอันมีคุณค่า ไหลรวมหล่อหลอมกันเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ จุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำมากมาย เพลิดเพลินเรียนรู้กับสิ่งมีชีวิตน้ำจืดหลากหลายสายพันธุ์ ทำความรู้จักกับปลาน้ำจืดแปลกๆจากทั่วทุกมุมโลก

4 โซนนางเงือก / เมืองบาดาล เยี่ยมชมถ้ำนางเงือก ยลโฉมสาวงามใต้ท้องทะเลลึกจากวรรณคดี

5 โซนน้ำกร่อย และป่าชายเลน เรียนรู้ชีวิตสัตว์น้ำกร่อยและรู้จักป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์

6 โซนปลาสวยงาม ชื่มชมความสวยงามสีสรรตระการตา ของปลาทะเลหลากหลายสายพันธุ์

7 โซนปะการังและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง สังเกตชีวิตอันน่าพิศวงของปะการังและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

8 โซนปลาเศรษฐกิจ รู้จักปลาเศรษฐกิจ ที่มีคุณค่าต่อประเทศไทย

9 โซนสัตว์ใต้ทะเลลึก/สัตว์น้ำลึก ตื่นเต้นกับสิ่งมีชีวิตลึกลับน่าพิศวง จากดินแดนที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง

10 โซนอุโมงค์ใต้ทะเล ลอดใต้ท้องทะเล เรียนรู้ชีวิตปลาใหญ่ อุโมงค์ยาว 8 เมตร

11 โซนตู้ปลาขนาดยักษ์ 12 เหลี่ยม ตื่นตาตี่นใจกับปลาหมอยักษ์ทั้งฝูงใหญ่

12 ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พักผ่อน เลือกชมของที่ระลึก เก็บความทรงจำดีๆกลับบ้าน

13 เส้นทางศึกษาธรรมชาติ อิ่มเอมกับเส้นทางธรรมชาติ ชมวิวทะเลแหลมพันวา Nature Trail เส้นทางศึกษาธรรมชาติริมชายหาดแหลมพันวา พบกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติรวมถึงสัตว์และพืชต่างๆตามแนวชายฝั่ง

 

เวลาเปิดในการเข้าชม

รอบเช้า

รอบที่ 1 เวลา 09.30-09.40 น. รอบที่ 2 เวลา 10.00-10.10 น.

รอบที่ 3 เวลา 10.30-10.40 น. รอบที่ 4 เวลา 11.00-11.10 น.

รอบเที่ยง

รอบที่ 6 เวลา 12.00 – 12.10 น. รอบที่ 7 เวลา 12.30 – 12.40 น.

รอบที่ 8 เวลา 13.00 – 13.10 น.

รอบบ่าย

รอบที่ 9 เวลา 13.30 – 13.40 น. รอบที่ 10 เวลา 14.00 – 14.10 น.

รอบที่ 11 เวลา 14.30 -14.40 น.

ดำน้ำให้อาหารปลา มีให้ชมทุกวัน เวลา 11.00 – 11.30 น.

สวนสัตว์ภูเก็ต (Phuket Zoo)

ตั้งอยู่ที่ 23/2 หมู่ 3 ซอยป่าหล่าย ถนนเจ้าฟ้า อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000 โทร 076-374424, 076-282043

เปิดการแสดงทุกวัน เวลา 08.30-18.00 น. ค่าเข้าชม ไทย ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 30 บาท ต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 300 บาท

เป็นสวนสัตว์เอกชน เปิดในปี พ.ศ.2540 บนเนื้อที่ขนาด 62 ไร่ เหมาะกับการไปท่องเที่ยวเป็นครอบครัว มีการแสดงของช้างแสนรู้ ลิง และจระเข้

 

 

แสดงลิง : 09.00, 12.00, 14.30 และ 16.45 น

โชว์จระเข้ : 09.45, 12.45, 15.15 และ 17.30 น

การแสดงช้าง : 10.30, 13.30 และ 16.00 น.

สวนผีเสื้อ (Phuket Butterfly Garden & Insect World)

ตั้งอยู่ที่ 71/6 หมู่ 5 ซอยพะเนียง ถนนเยาวราช ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000

โทรศัพท์ : 076-210861, 215616, 086-6825477 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น.

ค่าเข้าชม เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 40 บาท ชาวต่างประเทศเด็ก 50 ชาวต่างประเทศผู้ใหญ่ 120 บาท

 

 

 

       อยู่ห่างจากตัวเมือง 3 กม. เดินทางไปตามถนนเยาวราชแล้วเลี้ยวซ้ายที่สามแยกหมู่บ้านสามกองไปเล็กน้อย เป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในเขตร้อนจำพวกผีเสื้อหลากหลายชนิด แมลงหลากหลายพันธุ์ ปลา และปะการัง โดยจัดสภาพแวดล้อมให้เหมือนกับธรรมชาติ ภายในแบ่งออกเป็นหลายโซน ซึ่งโซนแรกจะเป็นโซนของโลกแมลง พบกับความมหัศจรรย์ของสัตว์ตัวเล็ก พบจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของไดโนเสาร์และมนุษย์ เรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของแมงและแมลง รู้เรื่องราวของผีเสื้อเบื้องต้น ทั้งชนิดของผีเสื้อ การแบ่งวงศ์ และถิ่นที่อยู่ พบโซนสวนผีเสื้อ ผีเสื้อนับร้อยที่บินวนเวียนอยู่รอบตัวแบบใกล้ชิด บนพื้นที่กว่า 1,350 ตารางเมตร ชมเหล่าแมลงที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่น กิ้งกือยักษ์ แมลงสาบยักษ์มาดากัสการ์ ตั๊กแตนกิ่งไม้ ตั๊กแตนใบไม้ จิ้งหรีด แมงป่อง และตะขาบ พบกับโซนบ้านเพาะพันธุ์และบ้านดักแด้ ที่จะได้เห็นวงจรชีวิตของผีเสื้อ รวมถึงโซนของผึ้ง พิพิธภัณฑ์หม่อนไหม

สวนนกภูเก็ต (Phuket Bird Park)

ตั้งอยู่ที่ 6/2 หมู่ 3, ถนนเจ้าฟ้า(ตะวันตก) ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ / แฟ็กซ์ : 076-367576

 

 

     เป็นสวนนกเฉพาะของเอกชนบนเกาะอุทยาน เปิดบริการตั้งแต่ วันที่ 17 มิถุนายน 2556 บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ จุดประสงค์ในการเปิดบริการ นอกเหนือจากความสนุกสนานเพลิดเพลิน ในการชมนกหลากหลายสายพันธุ์แล้ว เหนือสิ่งอื่นใด ทางสวนนกภูเก็ต ยังเป็นศูนย์อนุรักษ์นกหายาก มากกว่าหนึ่งพันตัว และมากกว่า 100 ชนิด ที่ใกล้สูญพันธุ์ สวนนกภูเก็ต เป็นสวนนกแห่งเดียวที่อยู่บนเกาะภูเก็ต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และทัศนศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจ มีนกที่น่าตื่นตาตื่นใจจากเอเชีย, ออสเตรเลีย, อเมริกาใต้และแอฟริกา โดยอยู่ท่ามกลางสวนที่สวยงามมีน้ำตกธรรมชาติที่เราได้วางไว้ใกล้ ๆ กับแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกเขา ผู้เข้าชมสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงของนกที่น่าสนใจบนเวทีขนาดใหญ่

เขารัง (Rang Hill)

เขารังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ เป็นเนินเขาอยู่ในตัวเมืองภูเก็ตทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ รถยนต์และยานพาหนะอื่นๆสามารถขึ้นไปถึงยอดเขาตามถนน "คอซิมบี้" สามารถเห็นทัศนียภาพของเกาะภูเก็ตได้อย่างดเจน ยิ่งเป็นช่วงเวลากลางคืนจะเห็นแสงไฟจากตามบ้านเรือนงามระยิบระยับจึงเป็นจุดชมทิวทัศที่ได้รับความนิยมมากของประชากร ภายในจังหวัดและเขารังยังเป็นสวนสุขภาพและสวนสาธารณะไว้พักผ่อนหย่อนใจ จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่ต้องการมาชมทัศนียภาพของเมืองภูเก็ตยามราตรี สามารถชื่นชมความงดงามของเมืองภูเก็ตได้ถึง 360 องศา

 

 

          เขารังเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี คอซิมบี้ ณ ระนอง เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 8 ปีมะเส็ง พ.ศ.2400 อนิจกรรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ.2456 ในพ.ศ.2433 ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการกรมมณฑลภูเก็ต ปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ 7 เมือง ได้แก่ ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ตะกั่วป่า ระนอง สตูล ได้ประกอบคุณประโยชน์แก่ราชการ เป็นมรรคผลดีเลิศ ทำนุบำรุงความเจริญนานัปการ เป็นรากฐานความก้าวหน้าสืบมาถึงปัจจุบัน สามารถเดินทางจากที่ว่าการอำเภอ มาทางถนนแม่หลวน จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าถนนคอซิมบี้ไปจนสุดทาง หรือจะเข้าจากถนนวชิระข้างโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

แหลมพรหมเทพ (Laem Phromthep)

ตั้งอยู่ที่ ต.ราไวย์ เมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 19 กิโลเมตร ห่างจากหาดราไวย์เลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตร

 

 

เป็นแหลมที่อยู่ตอนใต้สุดของเกาะภูเก็ต สุดปลายของแหลมพรหมเทพชาวบ้านเรียกว่า "แหลมเจ้า" คือบริเวณตัวแหลมซึ่งยื่นออกไปในทะเล แหลมพรหมเทพเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดส่วนหนึ่งของเกาะภูเก็ต เหนือแหลมพรหมเทพเป็นที่ราบสำหรับจอดรถซึ่งอยู่บนหน้าผาสูงริมทะเล จะเห็นเกาะหลายเกาะรวมทั้งเกาะแก้ว ทางด้านขวามือจะเห็นแนวหาดทรายของหาดในหานชัดเจน จากบนหน้าผามีทางเดินลงเขาไปจนถึงสุดแหลมพรหมเทพได้ เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกได้งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

สถานีพลังงานทดแทน พรหมเทพ (Promthep Alternative Energy Station)

ในปี พ.ศ. 2526 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เลือกบริเวณแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดที่มีข้อมูลบ่งชี้ว่า มีความเร็วลมเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 5 เมตรต่อวินาที เป็นสถานที่ตั้งของสถานีทดลองการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ใช้ชื่อว่า สถานีพลังงานทดแทนพรหมเทพ โดยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแหลมพรหมเทพ ประมาณ 1 กิโลเมตร

 

          เหตุผลในการเลือกสถานที่แห่งนี้คือ อยู่ติดกับทะเลได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ นับว่าเป็นตำแหน่งที่รับลมได้เกือบทั้งปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526-2535 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เริ่มติดตั้งกังหันลมขนาดเล็กเพื่อทดสอบการใช้งานที่สถานีแห่งนี้ จำนวน 6 ชุด พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูลคือ Digital Data Logger และ Strip Chart Recorder ไว้อย่างครบถ้วน สำหรับไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็นำมาใช้ให้แสงสว่างในบริเวณสถานีทดลองฯ โดยใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นสรุปได้ว่า การใช้กังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าที่บริเวณสถานีพลังงานทดแทนพรหมเทพนี้ มีผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องชิ้นส่วนบางชนิด เช่น ใบกังหัน และตลับลูกปืนชำรุด นอกจากนี้ในบางกรณียังมีปัญหาเรื่องการจัดซื้ออะไหล่จากต่างประเทศอีกด้วย

 

           ในปี พ.ศ. 2531 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้กำหนดแผนงานเชื่อมโยงระบบกังหันลมมาผลิตไฟฟ้า เข้าสู่ระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในลักษณะของการใช้งานจริง และเพื่อศึกษาหาประสบการณ์ในการเชื่อมต่อเข้าระบบไปพร้อม ๆ กัน โครงการดังกล่าว ดำเนินไปด้วยดีตามแผนงาน โดยได้รับความร่วมมือจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสามารถจ่ายไฟเข้าสู่ระบบได้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ.2533 นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่สามารถนำไฟฟ้าจากพลังงานลมมาใช้งานได้โดยเชื่อมโยงเข้ากับระบบจำหน่ายไฟฟ้า จากความสำเร็จในการจ่ายกระแสไฟฟ้าที่กังหันลมผลิตได้ดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2535 กฟผ. ได้ติดตั้งกังหันลมขนาดกำลังผลิต 10 กิโลวัตต์ เพิ่มอีก 2 ชุด และเชื่อมโยงเข้ากับระบบจำหน่ายไฟฟ้าเช่นกัน จากประสบการณ์ที่ได้รับจากการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากว่า 13 ปี ตลอดจนผลจากการติดตามเทคโนโลยีด้านกังหันลมมาโดยตลอดทำให้ กฟผ. มีความพร้อมที่จะติดตั้งกังหันลมในขนาดที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นในปี พ.ศ. 2539 กฟผ. จึงติดตั้งกังหันลม ขนาดกำลังผลิต 150 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นกังหันลมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยติดตั้งมาในประเทศไทย รวมทั้งกังหันลมชนิดนี้มีเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้สำหรับการผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็ยกเลิกการใช้งานกังหันลมขนาดเล็กที่ต้องซ่อมบำรุงบ่อยและชำรุดเสียหาย ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมรวม 170 กิโลวัตต์

 

           จุดชมวิวนี้เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อยู่บนเขาลูกเดียวกับแหลมพรหมเทพ ถัดมาจากแหลมพรหมเทพเล็กน้อยในมุมที่แตกต่างกัน เป็นจุดชมวิวด้านทิศใต้ของเกาะภูเก็ต มีความสวยงามไม่แพ้แหลมพรหมเทพ มีกังหังลมสร้างกระแสไฟฟ้าอยู่บนยอดเขา จากจุดชมวิวแห่งนี้จะมองเห็นแหลมพรหมเทพและหาดยะนุ้ย สามารถหลบผู้คนจากแหลมพรหมเทพมาชม พระอาทิตย์ตกดินได้ที่นี่ นักกีฬา “Paragliding” ซึ่งชอบความท้าทาย จะพาร่มคู่ชีพมาบินร่อน ณ บริเวณแห่งนี้

         ทางขึ้นสู่จุดชมทิวทัศน์สถานีไฟฟ้าพลังงานทดแทน มี 2 ทางคือทางหาดราไวย์และทางหาดในหาน ถ้านักท่องเที่ยวเดินทางมาจากทาง หาดราไวย์จะต้องผ่าน “แหลมพรหมเทพ” ก่อนจะมาถึงจุดชมทิวทัศน์สถานีไฟฟ้าพลังงานทดแทนแห่งนี้ ควรจะเดินทางไปตั้งแต่เวลา ประมาณ 17.00 – 17.30 น.จะดีที่สุด เนื่องจากสถานที่จอดรถมีน้อยมาก

หอชมวิวเขาขาด (Khaokhad View Point)

 

ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สร้างขึ้นตามโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลวิชิต โดยมีลักษณะเป็นหอชมวิวที่สูงประมาณตึก สี่ชั้น ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับปรุงทางขึ้นให้มีความสะดวก ขยายถนนเพื่อให้รถยนต์เดินทางเข้าถึงได้ รวมทั้งมีที่จอดรถกว้างขวาง ห้องน้ำสะอาด และร้านขายของที่ระลึก เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองภูเก็ต ที่สามารถชมวิวได้ 360 องศา เห็นความงามของอ่าวต่าง ๆ ทั้งอ่าวฉลอง แหลมพันวา รวมทั้งเกาะน้อยใหญ่ เช่น เกาะสิเหร่ เกาะบอน วิวโดยรอบแบบสุดสายตา

นั่งเรือกอจ๊าน ชมป่าชายเลน (Take a Korjan Boat)

ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง ถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี (ท่าเรืออยู่ใกล้ๆ กับด้านหน้าโรงเผาขยะมูลฝอย)

โทรศัพท์ : 089-476413 (คุณสมคิด แซ่ฉั่ว (โกเจี้ยว) ประธานชมรมกลุ่มกอจ้าน (ประมงพื้นบ้าน)) เปิดทุกวัน (กรุณาติดต่อล่วงหน้า)

  

        "เรือกอจ๊าน" หรือ "เรือท้ายเป็ด" เป็นเรือคลาสสิกที่สันนิษฐานว่า นำเข้ามาใช้ในภูเก็ตพร้อมกับชาวจีนที่เดินทางเข้ามาทำมาหากิน ตั้งแต่เมื่อครั้งในอดีต ซึ่ง "กอจ๊าน" หมายถึง อวนจับปลา มีต้นกำเนิดมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยจะใช้อวนกอจ๊านกับเรือที่สร้างมาโดยเฉพาะ ว่า "เรือกอจ๊าน" ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรือประมงชั้นยอดของจีนในสมัยก่อนนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนับว่าหาดูได้ยาก มีในจังหวัดภูเก็ตเพียงแห่งเดียวเท่านั้น สำหรับลักษณะเด่นของเรือกอจ๊าน ประกอบไปด้วยไม้ทั้งลำและใช้ชัน (ยางไม้ชนิดหนึ่ง) ในการเชื่อมรอยต่อระหว่างพื้นไม้ ลำเรือจะมีขนาดเล็กสามารถบรรทุกน้ำหนักผู้โดยสารได้ 8 คน เคลื่อนที่โดยใช้ผ้าใบและไม้พายยาว ด้วยลักษณะดังกล่าวเรือกอจ๊านจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นภูเก็ตที่หาชมยาก ชมรมกลุ่มกอจ้าน (ประมงพื้นบ้าน) จึงจัดกิจกรรมนำนักท่องเที่ยวนั่งเรือกอจ้าน เพื่อสัมผัสธรรมชาติทางทะเล ชมป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งถือว่าจะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ และส่งเสริมการ ท่องเที่ยวภูเก็ต

  

         จากคำว่าเล่าของโกเจี้ยว(นายสมคิด แซ่ฉั่ว) ประธานชมรมกลุ่มกอจ้าน ว่า คนภูเก็ตในสมัยก่อนนั้น โดยมากจะใช้เรือกอจ๊านในการออกวางอวนจับปลา ในน่านน้ำทะเลต่าง ๆ ทุก ๆ วัน ในคลองบางใหญ่นั้น จะเต็มไปด้วยเรือกอจ๊านของชาวบ้านที่นำมาจอดรอเวลาทำมาหากิน ซึ่งจำนวนของเรือกอจ๊านนั้น นับได้ว่ามากกว่าเรือชนิดอื่น ๆ แต่เนื่องจากเรือชนิดนี้ใช้งานยาก หากไม่ชำนาญจริง ๆ จะไม่สามารถควบคุมทิศทางเรือได้ ชาวภูเก็ตรุ่นหลัง ๆ จึงได้หันมาใช้เรือชนิดอื่นที่บังคับได้ง่ายกว่า “เรือนี้ มันทำยาก ถ้าคนไม่ชอบจริง ไม่รักจริง ก็พายไม่ได้ มันจะวนอยู่อย่างนั้น ไม่เหมือนเรือหาง ที่บังคับง่ายกว่า เวลาวางอวนลงไปข้างท้าย มันจะพายไปยาก เมื่อก่อนใช้ไม้พายต้องใช้คนพาย 2 คนสลับกัน แต่เดี๋ยวนี้ติดเครื่องยนต์ไปคนเดียวได้

        เรือชนิดนี้ได้ถือกำเนิดมาประมาณ 100 กว่าปีแล้ว ซึ่งจะมีมากที่คลองกอจ๊าน ส่วนที่บ้านสะปำก็มีเช่นกัน แต่น้อยกว่าที่คลองบางใหญ่ ชาวประมงภูเก็ตในสมัยก่อน จะใช้เรือกอจ๊านในการทำประมงเป็นส่วนมาก แต่เนื่องจากที่ภูเก็ตไม่มีช่างทำเรือกอจ๊าน จึงต้องสั่งซื้อเรือมาจากปีนัง ทางปีนังก็จะบรรทุกมาส่งให้ที่หน้าเกาะตะเภา ซึ่งค่อนข้างลำบากในการขนส่ง ดังนั้น ประมาณ พ.ศ. 2480 จึงได้ว่าจ้างช่างต่อเรือชาวปีนัง 2 คน ให้มาต่อเรือกอจ๊านที่ภูเก็ต หลังจากนั้นราว ๆ 10 กว่าปี ช่างต่อเรือคนหนึ่งก็เสียชีวิต อีกคนหนึ่งก็ยังคงรับต่อเรือ มาจนถึง พ.ศ. 2504 จึงได้หยุดทำ เพราะอายุมากแล้ว ช่างคนนั้นจึงได้สอนให้นายเทียนหลาย แซ่ตัน ซึ่งเป็นช่างต่อเรือชาวภูเก็ตในสมัยนั้น ได้เรียนรู้วิธีการต่อเรือกอจ๊าน เพื่อเป็นการสืบสานวิชาความรู้เอาไว้ เพราะช่างต่อเรือเกรงว่า หากไม่สอนไว้ ต่อไปชาวภูเก็ต จะไม่มีเรือไว้ใช้ นายเทียนหลาย แซ่ตัน ก็เริ่มต่อเรือกอจ๊านมาตั้งแต่ตอนนั้น และได้หยุดไป เนื่องจากเงื่อนไขของวัย เรือกอจ๊านในคลองบางใหญ่ จึงค่อย ๆ ลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตอนนี้ เหลือเพียง 4 ลำ ที่ยังคงสัญจรไปมา

 

          ‘เรือนี้ นอกจากใช้ยากแล้ว หาคนมาต่อก็ยาก ในคลองบางใหญ่ เหลือแค่ 4 ลำ ซึ่ง 2 ใน 4 ก็เป็นของผม ส่วนเรือกอจ๊านที่ฉลอง จะเป็นของคนรุ่นใหม่ที่นำแบบจากที่นี่ เมื่อก่อนภูเก็ตไม่ได้เจริญขนาดนี้ ชาวประมงก็หาปลากันไปเรื่อย ๆ คนก็ยังใช้เรือกอจ๊านวางอวน ถึงจะบรรทุกได้ไม่มากก็ตาม แต่พอเทคโนโลยีเข้ามามาก คนเลยหันไปใช้เรืออื่นกันหมด ส่วนคนที่ยังรักในการแล่นเรือกอจ๊าน ก็อายุมากกันหมดแล้ว ออกทะเลกันไม่ไหวแล้ว เลยต้องหยุดไป’ โกเจี้ยวอธิบาย

        สำหรับเรือทั้ง 4 ลำที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในคลองบางใหญ่นั้น โกเจี้ยวบอกว่ามีอายุค่อนข้างมาก แต่เพราะได้รับการดูแลค่อนข้างดี เรือทั้ง 4 ลำจึงยังมีสภาพที่แข็งแรง โดยจะต้องทำการทาน้ำมันยาง เพื่อซ่อมแซม ปะ อุด รอยต่อ รอยรั่ว ทุก ๆ 2 เดือน

          ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ ทางจังหวัดภูเก็ตจะยังไม่มีแนวทางในการอนุรักษ์เรือกอจ๊านอย่างเป็นรูปธรรม แต่ทางเทศบาลนครภูเก็ตก็ได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้ให้โอกาสชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มกอจ๊าน นำเรือกอจ๊านโบราณไปแสดงที่งานย้อนอดีตเมืองภูเก็ต เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงประวัติความเป็นมาของเรือชนิดนี้ และรู้ถึงเรื่องราวในอดีต

จอยไดฟ์ อันเดอร์วอเตอร์ สกูตเตอร์ (Joy Drive Underwater Scooters)

 

ตั้งอยู่ที่ 23 / 105 โบ๊ทลากู หมู่ 2 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์ 076-238653

สัมผัสประสบการณ์ดำน้ำลึก รูปแบบใหม่ที่ปลอดภัยและน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยของสกู๊ตเตอร์ดำน้ำที่ออกแบบมาให้สามารถวิ่งใต้น้ำได้ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 4 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยนักท่องเที่ยวจะสามารถดำลึกลงไปใต้ผิวน้ำได้ถึง 4 เมตร เพื่อการสำรวจชีวิตใต้ทะเลที่สะดวก ง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ท่อหายใจ ไม่ต้องสวมหน้ากากดำน้ำ ไม่ต้องรัดเข็มขัดถ่วงน้ำหนัก ไม่จำเป็นต้องแบกถังออกซิเจน และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การดำน้ำลึกมาก่อน

ภูเก็ต ทริกอาย มิวเซียม (Phuket Trickeye Museum)

ตั้งอยู่ที่ 130/1 ถนนพังงา ตำบลตลาดใหญ่ (โรงหนังเพิร์ลเก่า) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 83000

โทรศัพท์: 076-212806 , 090-0658822 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น.

อัตราบัตร ผู้ใหญ่ 250 เด็ก 150 บาท เด็กที่ส่วนสูงต่ำกว่า 130 ชม.เข้าชมฟรี

 

 

            เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงศิลปะจิตรกรรมภาพวาด 3 มิติ ผลงานของศิลปินเกาหลีกว่า 20 ชีวิต ซึ่งเข้ามาทำธุรกิจในภูเก็ตเป็นเวลา 15 ปี มาแล้ว โดยอาคารเดิมที่ก่อนจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์นั้นเคยเปิดเป็นโรงหนังเพิร์ลและสถานบันเทิงมาก่อน ซึ่งต่อมาได้ถูกปรับปรุงให้พิพิธภัณฑ์ดังในปัจจุบันนี้มาสร้างผลงานศิลปะภาพ 3 มิติ กว่า 100 ภาพ ในระยะเวลากว่า 3 เดือน ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนเป็นการโชว์ภาพที่เป็นโซนๆ ภาพวาดแผ่นดินยุบตัวโดยอาคารย่านเมืองเก่าบนถนนถลางเป็นฉาก ภาพนี้เวลาถ่ายภาพออกมาเสหมือนหนึ่งคุณได้อยู่ในเหตุการณ์แผ่นดินยุบ ถัดไปก็เป็นภาพที่มีชื่อเสียงของยุโรป ภาพบุคคล ภาพติดตลกๆ ชั้นล่าง จะเน้นภาพของการผจญภัยต่างๆ โดยมีไฮไลน์อยู่ที่สะพานข้ามลำธารน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกราด การปีนบันไดขึ้นไปบนน้ำตก การเล่นสกีหิมะ กระโดดร่ม วิ่งหนีสึนามิ เป็นต้น

 

          สัมผัสกับภาพจิตรกรรมเสมือนจริง เพื่อร่วมกันเนรมิตพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้เป็นจิตรกรรมบนฝาผนังเสมือนจริง ที่ต้องใช้เทคนิคการวาดภาพให้สามารถลวงตาผู้ชมได้ ทำให้ผู้ชมสัมผัสและมีส่วนร่วมกับผลงานศิลปะได้อย่างใกล้ชิด ให้ความรู้สึกเสมือนจริง ประหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาพจิตรกรรม

ท่าเรือรัษฏา (Rassada Pier)

ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000

เป็นท่าเรือน้ำลึก และท่าเรือหลักของเฟอร์รี่ที่รับขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ออกจากภูเก็ตไปยังเกาะต่างๆ เรือเฟอร์รี่ส่วนใหญ่ที่บรรจุผู้โดยสาร 200-400 คนจะมาจอดเทียบท่าเพื่อรับผู้โดยสารที่นี่ เส้นทางยอดนิยมคือเกาะพีพี เรือไปเกาะพีพี จะออกตอนช่วงเช้า วันละ 2 เวลา นักท่องเที่ยวที่จะไปอ่าวนาง เกาะลันตา เกาะมุก เกาะไหง เกาะหลีเป๊ะ มักจะนิยมมาใช้บริการที่นี่ เพื่อต่อเรือกันที่ ท่าเรือต้นไทรบนเกาะพีพี อีกต่อหนึ่ง

 

 

          ท่าเรือรัษฎา อยู่ห่างจากใจกลางเมืองภูเก็ตเพียง 10 นาที สามารถนำรถส่วนตัวมารับบริการรับฝากรถได้ในราคาที่ย่อมเยา ที่ท่าเรือนี้ใช้ตั๋วเรืออิเล็คทรอนิกส์ สามารถเช็คอินกับเจ้าหน้าที่ได้ ก่อนเวลาเรือออก 30 นาที มีที่พักสำหรับที่นั่งรอไว้บริการ กาแฟ หรือ ขนมขบเคี้ยว มีจำหน่าย

อ่าวฉลอง (Chalong ฺBay)

 

อยู่ห่างตัวเมือง 11 กม. ทางทิศใต้ของเกาะภูเก็ตไปตามทางที่ไปหาดราไว เมื่อถึงห้าแยกฉลองเลี้ยวซ้ายประมาณ 1 กม.ถึงอ่าวฉลอง มีสะพานไม้ทอดยาวไปในทะเล ชายหาดเป็นรูปโค้งยาวเหยียดมองเห็นทิวมะพร้าวริมหาดเอนลู่ออกทะเล ทะเลบริเวณนี้ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ เพราะหาดเป็นโคลน ที่อ่าวฉลองนั้นนอกจากจะเป็นบริเวณที่มีความสวยงามของธรรมชาติแล้วยังเป็นจุดจอดเรือเพื่อให้นักท่องเที่ยวจะเช่าเรือไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ เพื่อไปตกปลา หรือเพื่อรับส่งผู้โดยสารเพื่อเดินทางข้ามไปเกาะต่างๆหลายเกาะ อาทิเช่น เกาะเฮ เกาะราชาใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างพลุกพล่านที่มีการเดินทางเข้าออก ไปกลับของนักท่องเที่ยวตลอดเวลา อ่าวฉลองนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีที่พัก โรงแรม ร้านอาหารนานาชนิด ร้านสะดวกซื้อ รถรับส่งโดยสารและรถนานาประเภทที่มีการเข้าออกอยู่เป็นตลอด

อ่าวเสน (Sane Bay)

 

เป็นอ่าวเล็กๆ มีความยาว ประมาณ 60 เมตร ติดกับหาดในหานไปทางขวา ผ่านโรงแรมภูเก็ตยอช์ทคลับ อ่าวเสนนับเป็นจุดสิ้นสุดของสายถนนบริเวณหาด เป็นชายหาดที่สงบ มีโขดหินน้อยใหญ่ หาดทรายไม่ขาว เม็ดทรายบริเวณหาดค่อนข้างหยาบ เหมาะ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบเรียบง่าย และต้องการความเป็นส่วนตัว สามารถเดินทางข้ามไปยังหาดในหานได้เพียงไม่กี่นาที เนื่องจากเป็นหาดที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

หาดกะรน (Karon Beach)

 

อยู่ในเขตอำเภอเมือง จาดหาดป่าตองลงมาทางทิศใต้ ตามทางหลวง 4233 (ทางขึ้นเขาประมาณ 3 กิโลเมตร) และอยู่ถัดจากอ่าวกะตะขึ้นไปทางเหนือมีเพียงเนินเขาเตี้ยๆ คั่นอยู่เท่านั้น แต่ถ้าจะไปที่กลางอ่าวกะรนและหมู่บ้านกะรน มีถนนแยกจากอ่าวกะตะไปอีกประมาณ 3 กม. อ่าวกะรนมีขนาดใหญ่กว่าอ่าวกะตะ มีชายหาดที่ยาวที่สุดในเกาะภูเก็ต มีเม็ดทรายสีขาวและละเอียดมาก ชายหาดยาวเหยียดเหนือชายหาดเป็นเนินทรายสูงๆ ต่ำๆ มีสนทะเลต้นใหญ่ๆ และต้นตาลขึ้นเรียงรายอยู่โดยทั่วไป เหมาะแก่การทำกิจกรรมต่าง ๆ บริเวณหาดมีคลื่นลมแรง จึงไม่เป็นที่นิยมในการเล่นน้ำมากนัก โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่จะนิยมมาพักผ่อน นอนอาบแดด หรือเดินผ่อนคลายบริเวณริมหาดเป็นส่วนใหญ่

หาดกะตะน้อย, หาดกะตะใหญ่ (Kata Noi Beach, Kata Yai Beach)

 

ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 17 กม. จากตัวเมืองภูเก็ตเมื่อถึงห้าแยกฉลองเลี้ยวขวาไปตามทางตามถนนหมายเลข 4028 อ่าวกะตะแบ่งออกเป็น 2 อ่าวคือ อ่าวกะตะใหญ่ กับอ่าวกะตะน้อย ทั้ง 2 หาดยอดนิยมที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเงียบสงบและสวยงาม หาดกะตะน้อยเป็นชายหาดเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงมากของภูเก็ต และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก หาดกะตะน้อยเป็นชายหาดที่มีทรายสีขาวละเอียดนุ่มเท้า อยู่ถัดจากหาดกะตะใหญ่ ใช้เวลาเดินทางจากหาดกะตะใหญ่เพียง 5 นาทีเท่านั้น ส่วนหาดกะตะใหญ่ก็มีความสวยงามไม่แพ้หาดกะตะน้อย บริเวณชายหาดมีต้นปาล์มขึ้นเป็นแนวตามชายหาด โดยเป็นแหล่งทำกิจกรรมทางน้ำยอดนิยม เหมาะแก่การเล่นน้ำและใช้เป็นที่ฝึกดำน้ำ เนื่องจากมีแนวปะการังติดต่อกันไปจนถึงเกาะปูซึ่งอยู่ด้านหน้าหาดกะตะใหญ่ ทั้งกระดานโต้คลื่น พาราเซล เจ็ทสกี ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สถานที่พักรองรับนักท่องเที่ยวทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง บริษัทนำเที่ยว ร้านค้า แหล่งบันเทิงยามราตรีต่างๆ ไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยว

หาดในหาน (Naiharn Beach)

เป็นหาดที่อยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต ห่างจากแหลมพรหมเทพขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 18 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปได้หลายทาง จากหาดราไวย์ โดยผ่านหรือไม่ผ่านแหลมพรหมเทพก็ได้ ถ้ามาจากห้าแยกฉลองไปทางหาดราไวย์ ประมาณ 3 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวาไปบ้านใสยวน หนองหาน ประมาณ 4 กิโลเมตร

 

           หาดในหานเป็นชายหาดทีมีความยาวพอสมควร ประมาณ 700 เมตร หาดทรายขาวสะอาดพอประมาณแต่มีเม็ดทรายเล็กละเอียด ด้านหลังของชายหาดมีบึงขนาดใหญ่อยู่ ชาวบ้านเรียกว่าหนองหาน ระหว่างทะเลและบึงมีเพียงหาดทรายของหาดในหานขวางกั้นอยู่เท่านั้น เป็นที่นิยมสำหรับนอนอาบแดดของชาวต่างชาติ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวไม่เยอะเนื่องจากไม่มีถนนเลียบชายหาด และไม่ค่อยมีโรงแรมอยู่ติดหาด มีแหล่งขายของที่ระลึกในบริเวณรอบและมีร้านอาหารขนาดเล็ก เป็นจำนวนมาก มีจุดรับส่งนักท่องเที่ยวหรือแท็กซี่ ใกล้ๆกับหาดในหานนี้ยังมีอ่าวเล็กๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง คืออ่าวเสน สามารถเดินทางข้ามไปยังอ่าวเสน ได้เพียงไม่กี่นาที มีเรือยอร์ชจำนวนหลายสิบลำมาจอดลอยลำหลบคลื่นอยู่ที่หาดนี้ เนื่องจากหาดในหานมีแนวแหลมกันคลื่นทั้งสองด้าน ในช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม คลื่นแรงมาก ไม่เหมาะสำหรับการลงเล่นน้ำ ถึงแม้หาดในหานจะเป็นหาดขนาดเล็ก แต่ก็ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติมาก จากการสำรวจ 25 ชาดหาดยอดนิยมของเอเชีย โดยเวบไซต์ TripAdvisor ในปี 2014 หาดในหานได้อันดับที่ 5 สามารถยืนยันถึงความนิยมหาดในหานได้เป็นอย่างดี ในวันที่คลื่นแรงจะมีนักท่องเที่ยวมาเล่น surfboard และเรือใบที่หาดนี้

หาดยะนุ้ย (Yanui Beach)

 

หาดยะนุ้ย เป็นอ่าวเล็กๆ มีชายหาดยาวมากนัก อยู่ระหว่างทางจากหาดในหานไปแหลมพรหมเทพ อยู่ทางทิศเหนือของแหลมพรมเทพ เพียงประมาณ 10 นาที นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่นิยมแวะ ไม่ใช่หาดที่เป็นที่นิยมในการทำกิจกรรมทางทะเลต่างๆ แต่เป็นหาดที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศที่ต้องการความเงียบสงบ เพราะไม่มีรีสอร์ท หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แต่ยังคงเป็นธรรมชาติแบบโดดเดี่ยวอยู่ ชายหาดสวย น้ำทะเลใส มีเม็ดทรายค่อนข้างละเอียดแต่ไม่ขาวมาก สามารถเล่นน้ำได้ ช่วงยามเย็นได้วิวแสงอาทิตย์ลัดขอบฟ้า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมนอนอาบแดด และเล่นน้ำตามแนวหาดเป็นส่วนใหญ่

หาดแหลมกา (Laem Ka Beach)

ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตราว 16 กิโลเมตร ก่อนถึงแยกอ่าวฉลอง และหาดราไวย์ อยู่ใกล้หาดราไวย์ เพียงประมาณ 500 เมตร ใช้ทางหลวง 4024 ทางเข้าอยู่ตรงข้ามวัดสว่างอารมณ์

 

        ตรงบริเวณทางเข้าชายหาด เป็นทางเข้าเล็กๆที่แถบจะมองไม่ออกเลยว่ามีชายหาดเล็กๆ ไม่สวยมากนัก อยู่ในบริเวณนี้ แหลมกานับได้ว่าเป็นชายหาดยุคแรกๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของเกาะภูเก็ต แหลมกาน้อยเป็นแหลมเล็กๆ มีหาดทรายแคบๆ และโขดหินน้อยใหญ่เรียงรายตลอดแนวชายหาด จึงไม่มีพื้นที่ให้ตั้งร่มหรือเก้าอี้ผ้าใบ แต่มีร่มไม้ให้ปูเสือนั่งกันได้ ผู้ที่มาเที่ยวมักเป็นคนไทยที่มากันเป็นครอบครัว

       แหลมกาเป็นหาดที่สงบเงียบ และไม่ยาวมากนัก หาดมีโขดหินน้อยใหญ่เรียงราย อยู่เต็มบริเวณ น้ำทะเลใส สงบ เป็นที่นิยมในการผักผ่อนย่อนใจของชาวภูเก็ต แต่ไม่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่าไรนัก หาดแหลมกามีเวลาเข้า-ออกของชายหาด เนื่องจากทางเข้าชายหาด เป็นที่ดินส่วนบุคคล

หาดราไวย์ (Rawai Beach)

อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 17 กม. เส้นทางจากห้าแยกฉลองไปสู่หาดราไวย์ เป็นระยะทาง 5 กม. (ทางหลวง 4024) หาดราไวย์เป็นหาดที่มีชื่อเสียงมาช้านาน ถือว่าเป็นหาดแรกที่มีการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว บริเวณหาดราไวย์มีหมู่บ้านชาวเลอาศัยอยู่ หาดทรายไม่สวยตามที่หลายคนเข้าใจ ที่นี่ไม่เหมาะกับกิจกรรมทางน้ำต่าง ๆ แต่เป็นจุดที่ใกล้เกาะหลายเกาะซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น เกาะเฮ เกาะบอน เกาะโหลน เกาะราชา เกาะแก้ว บริเวณริมหาดมีเรือประมงและเรือให้บริการนักท่องเที่ยวเช่าไปเกาะต่างๆ ในราคาไม่แพงเนื่องจากไม่ต้องผ่านนายหน้า บริเวณใกล้หาดมีร้านอาหารนั่งริมทะเลไว้บริการเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

เกาะราชาน้อย (Racha Noi Island)

เกาะเล็กที่อยู่ห่างจากเกาะราชาใหญ่ประมาณ 6 กม. ยังมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ มีหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีฟ้าใส ลักษณะเกาะ เป็นเนินเขาและโขดหิน ในช่วงที่น้ำลดจะเกิดเป็นทะเลแหวกที่สามารถเดินเชื่อมไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้ โดยปกตินักท่องเที่ยว จะรู้จักและท่องเที่ยวกันที่เกาะราชาใหญ่ เกาะราชาน้อยยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากอยู่ไกลออกจากฝั่งไปเยอะ ทำให้่เกาะสวรรค์ แห่งนี้อุดมไป ด้วยทรัพยากรใต้ทะเลที่อุดมสมบูรณ์

 

เป็นจุดดำน้ำลึก มีปะการังหลากหลายชนิดทั้งปะการังโขด ปะการังจาน ปะการังอ่อนรวมทั้งฟองน้ำ และกัลปังหาเคยมีการสำรวจพบปลาไหลทะเล และปลาฉลามขนาดเล็กที่นี่ด้วย รอบเกาะมีโขดหินมากและ ปลาชุกชุม จึงเป็นจุดที่พรานเบ็ด นิยมมาตกปลากันมาก เกาะราชาน้อยถือว่าเป็นเกาะที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี บนเกาะราชาน้อยไม่มีที่พัก ไม่มีแหล่งน้ำจืดและสิ่งอำนวยความสะดวก การเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะราชาน้อยจะเป็นแบบไปเช้า เย็นกลับ โดยในเวลานี้มีบริษัททัวร์เดียวที่ให้บริการไปเที่ยวเพียงแห่งเดียวคือ Discover catamaran ซึ่งเป็นทริปล่องเรือคาตามารัน ชมปลาโลมาหน้าเกาะไม้ท่อนหลังจากนั้น ไปต่อที่เกาะราชาน้อย โดยมีเรือคายัคให้พายเล่น จากนั้นไปดำน้ำที่เกาะราชาใหญ่และจบท้าย ดินเนอร์ชมพระอาทิตย์ตกเหนื ผืนน้ำ หน้าแหลมพรหมเทพ

เกาะราชาใหญ่ (Racha Yai Island)

ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต ห่างจากเกาะภูเก็ตประมาณ 15 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งเกาะกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร มีพื้นราบ และเนินเขาที่มีความสูงไม่มากนัก เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาวสะอาด มีหาดทางด้านตะวันตกอยู่ระหว่างหุบเขาเป็นรูปคล้ายเกือกม้าเรียกว่า อ่าวปะตก หรือหาดตะวันตก เป็นหาดโค้งยาว น้ำตื้น เล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมานอนอาบแดดกันมาก ปลายสุดของหาดมีจุดชมวิว สามารถเดินไปชมทิวทัศน์มุมสูงของเกาะได้ น้ำทะเลใสสะอาดลักษณะคล้ายทะเลแถบหมู่เกาะสิมิลันทางใต้ มีแนวปะการังน้ำตื้นและบรรยากาศที่เงียบสงบเป็นธรรมชาติ เกาะราชาใหญ่มีอ่าวใหญ่ 5 อ่าว ด้วยกันคือ

1.อ่าวตะวันตกหรืออ่าวปะตก ซึ่งเป็นอ่าวที่สวยงามที่สุดบนเกาะราชา หาดทรายขาวสะอาดนุ่มเท้า เป็นอ่าวที่ เหมาะ กับการนอนชมวิว นั่งอาบแดด และเป็นที่ตั้งของรีสอร์หรู เดอะราชา และรายารีสอร์ท

2.อ่าวสยาม เป็นอ่าวที่ยาวที่สุดของเกาะใช้เวลาเดินทางจากอ่าวปะตกเพียง 5 นาที อยู่ทางเหนือของเกาะบรรยากาศค่อนข้าง จะเงียบสงบ ไม่ค่อยมีคน พลุกพล่านหาดด้านนี้มีลมพัดเข้ามาตลอด เลยทำให้มีคลื่นค่อนข้างสูงน้ำทะเลเลยดูขุ่น กว่าแต่ก็จะมีเรือนำนักท่องเที่ยวมาจอดแวะดำน้ำกันอยู่ตลอด เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่สวยงามที่สามารถ ยืนดูปะการังบนหาดหรือก้อนหินได้โดยไม่ต้องสวมหน้ากากในช่วงน้ำลง เพราะเมื่อน้ำลดสุดๆปะการังครึ่งอ่าว จะโผล่มาชมท้องฟ้าพร้อมๆกัน

3.อ่าวทือ เป็นอ่าวเล็กๆ ที่มีชายหาดไม่กว้างมากนัก ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะราชา

4. อ่าวขอนแค อยู่ทางทิศเป็นจุดดำน้ำที่สวยงามและสมบูรณ์อีกของเกาะราชาจะมีปะการังเขากวาง ประการังอ่อน ที่หาดูได้ยาก

5. อ่าวหลา หาดเล็กๆยาวประมาณ10-15เมตร ซึ่งเป็นจุดดำน้ำที่สวยที่สุดของเกาะราชาใหญ่

     จุดดำน้ำของเกาะราชามีทั้งหมด 3 จุด คือ อ่าวคอนแค,อ่าวหลา(จุดดำน้ำที่สวยที่สุด),และอ่าวสยาม ปัจจุบันเกาะราชาใหญ่ได้กลายเป็น แหล่งดำน้ำ ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในทะเลอันดามัน เพราะน้ำทะเลรอบเกาะใสตลอดทั้งปี และมีปะการัง ที่มีความ สวยงามและสัตว์น้ำต่างๆ ที่หายากต่างจากจุดดำน้ำอื่นๆ เช่น ปะการังเขากวาง และปะการังสกุลแข็งชนิดต่างๆ ปลาไหลทะเล ปลากระเบน ปลาปักเป้า ปลาหมึกยักษ์

 

   ท่องเที่ยวรอบเกาะราชาใหญ่ การเดินทางท่องเที่ยวรอบอ่าวต่างๆ บนเกาะราชาใหญ่เที่ยวสะดวกมาก เพราะมีเส้นทางเดินเท้าเที่ยวชมธรรมชาติได้รอบเกาะใช้เวลา ประมาณครึ่งวัน ก็สามารถเที่ยวได้รอบเกาะ โดยหากมาเทีี่ยวในช่วงไฮซีซั่น(พ.ย.-เม.ย.) เริ่มจากอ่าวปะตก เดินๆไปเรื่อยๆผ่านอ่าวสยาม จากอ่าวสยามไปอ่าวทือ ที่อ่าวทือในตอนเช้ามีจุดชมวิว พระอาทิตย์ขึ้น ที่สวยงาม สามารถมองเห็นเกาะพีพี ได้จาก อ่าวทือก็ต่อไป ยังอ่าวขอนแค และจากอ่าวขอนแคก็ มาบรรจบที่อ่าวปะตก

      กิจกรรมที่น่าสนใจบนเกาะราชาใหญ่ - ดำน้ำลึก สะคูบ้า มี Dive site ประมาณ 15 แห่ง รามไปถึงเกาะราชานุ้ย(น้อย) ที่อยู่ติดกัน

- ดำน้ำตื้น สนอคเกอร์ สวยมาก พอๆกับ เกาะเต่า หรือสุรินทร์ หรือสิมิลัน

- ตกปลา หรือตกหมึก ตกแถวชายฝั่ง หรือนั่งเรือตกในคืนเดือนสว่าง

- เดินป่าพักแรม เกาะราชามีภูเขาอยู่กลางเกาะสูงประมาณ 300 กว่า สภาพเป็นป่าดิบ มีจุดชมวิวสวย

การเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะราชาใหญ่หรือเกาะรายา

 

แบบไปเช้าเย็นกลับ

- เรือสปีดโบท์โดยซื้อทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับจากท่าเรืออ่าวฉลอง ซึ่งมีให้เลือกมากมาย หรือหากต้องการ เหมาลำก็คิด อัตราตามจำนวนคนต่อเครื่องยนต์ เช่น 10 -15 คน/1 เครื่องยนต์ ราคาประมาณ 6000-7000 16 - 30 คน/2 เครื่องยนต์ ราคาประมาณ 10000 - 12000 บาทใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 -40 นาที

- เรือหางยาว คิดอัตราตาม จำนวนคน/เที่ยว ราคาประมาณ 2000-3000 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 - 1.30 ชม.การเดินทางในช่วงฤดูที่ไม่มีมรสุม ประมาณเดือนธันวาคม - เมษายน หรืออาจใช้บริการนำเที่ยวของบริษัททัวร์ทั่วไปในตัวเมืองภูเก็ต สถานที่ติดต่อเรือ บริเวณอ่าวฉลองหรือหาดราไวย์

กรณีค้างคืน กรณีต้องการมาพักค้างคืนเกาะราชา จะไม่มีเรือโดยสารข้ามฟาก มีแต่เรือวิ่งประจำเฉพาะเรือทัวร์(1 day tour) และ เรือส่งของ , เรือของรีสอร์ทต่างๆ การเดินทางต้องไปกับเรือทัวร์ หรือเรือจากรีสอร์ทต่างๆ เท่านั้น

เกาะแก้วใหญ่ (เกาะแก้วพิสดาร) (Kaew Yai Island)

 

 

ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นเกาะตรงข้ามกับแหลมพรหมเทพ ทางตอนใต้เพียงแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร นั่งเรือจากหาดราไวย์ประมาณ 30 นาที มีหาดทรายและธรรมชาติใต้น้ำสวยงามมาก บนเกาะเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์เกาะแก้วพิสดาร มีรอยพระพุทธบาทรอยที่ 5 ซึ่งประดิษฐานอยู่บนก้อนหินริมทะเลเกาะแก้วพิสดารจำนวน 2 รอย ช่วงที่น้ำลงนั้นจะมองเห็นชัดเจน สำนักสงฆ์แห่งนี้มีการจัดงานทอดกฐินอยู่เป็นประจำทุกปี ด้วยเหตุนี้ริมทะเลจึงถูกกำหนดให้เป็นเขตอภัยทานโดยมีสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างสมบูรณ์

เกาะบอน (Bon Island)

 

 

“เกาะบอน” เป็นเกาะบริวารของ “เกาะภูเก็ต” เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต มีหาดทรายขาว น้ำทะเลที่ใส สามารถลงดำน้ำชมปะการังใต้ท้องทะเลเกาะบอน สัมผัสปลาสวยงามมากมายตามแนวปะการัง ชมทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ เหมาะแก่การพักผ่อน จึงทำให้มีคู่รักหลายคู่ชอบมาท่องเที่ยวที่เกาะแห่งนี้ ฮันนีมูนเพิ่มความหวานให้กันและกัน หรือมาขอแต่งงานกัน ในบรรยากาศที่ดีสุด “เกาะบอน” เป็นพื้นที่ส่วนตัวของ Evason Phuket & Six Senses Spa บนเกาะไม่มีที่พักค้างคืน ยกเว้นห้อง Honeymoon Suite ซึ่งมีแค่ห้องเดียวของโรงแรม การมาเที่ยวที่นี้จะเป็นแบบไปเช้า-เย็นกลับ โดยสามารถเช่าเรือจาก หาดราไวย์ หรือ แหลมกาใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการนั่งเรือ

เกาะเฮ (Ha Island)

อยู่ด้านใต้ของเกาะภูเก็ต ระยะทางประมาณ 10 กม. เกาะเฮเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีหาดทรายอันขาวละเอียดสวยงาม มีชายหาดทั้งหน้าเกาะและหลังเกาะ หาดด้านหน้าเกาะเป็นหาดสวยงามและโลกใต้น้ำที่อยู่ทางด้านตะวันตก จะมีปะการังน้ำตื้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นแนวยาว มีปะการังสมอง ปะการังผักกาด ปะการังเขากวาง ปะการังจาน น้ำทะเลใส มองเห็นฝูงปลาจำนวนมาก ปลาน้อยใหญ่ หลายหลากพันธุ์สีสันสวยงาม หรือจะพายเรือคายัคแบบเรือใสสามารถพายไปดูเห็นปลาไปด้วย ส่วนด้านหลังของเกาะมีชายหาดสวย หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใส เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ สามารถพบเห็นนกเหงือกได้เพราะนกเหงือกเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเกาะนี้ เป็นอีกหนึ่งเกาะยอดนิยมของจังหวัดภูเก็ต ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้โดยง่าย โดยเรือสปีดโบ๊ทเพียง 10-15 นาที และโดยเรือหางยาวประมาณ 45 นาที ซึ่งเป็นเกาะที่เดินทางค่อนข้างสะดวกและเสียค่าใช้จ่ายไม่สูง สามารถเดินทางไปเช้าเย็นกลับได้เกือบตลอดปี

 

การเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับ

- ใช้เรือสปีดโบ๊ทโดยซื้อทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับจากท่าเรืออ่าวฉลอง เลือกโปรแกรมท่องเที่ยวแบบเที่ยวเกาะเฮทั้งวันเพียงเกาะเดียว หรือ เที่ยวเกาะเฮ+เกาะราชา

-  ใช้เรือหางยาว คิดอัตราตามจำนวนคน ต่อเที่ยว ราคาประมาณ 2000-3000 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ติดต่อเรือได้บริเวณอ่าวฉลองหรือหาดราไวย์ บนเกาะมีร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม

กรณีค้างคืน ถ้าต้องการมาพักค้างคืนบนเกาะเฮมีที่พักเพียงแห่งเดียว คือ คอรัลไอแลนด์รีสอร์ท

เกาะไม้ท่อน (Mai Thon Island)

เกาะไม้ท่อน หรือ Honeymoon Island ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภูเก็ต เป็นเกาะส่วนตัว มีลักษณะยาวเหมือนท่อนไม้ อยู่ห่างจากภูเก็ตประมาณ 9 กม.เป็นที่ตั้งของรีสอร์ทหรู ชื่อว่า Honeymoon Island Hotel ปัจจุบันเกาะไม้ท่อนได้ถูกเปลี่ยนเจ้าของเป็นเจ้าของเดียวกันกับดับเบิลเอ ด้วยความที่เป็นเกาะส่วนตัวจึงทำให้มีนักท่องเที่ยวไปเยือนเกาะนี้ได้น้อย ทำให้ธรรมชาติของเกาะไม้ท่อนยังสวยงามอุดมสมบูรณ์มาก จนได้สมญานามว่า มัลดีฟเมืองไทย เพราะมีน้ำทะเลที่ใสราวกับกระจกสีฟ้า มีเเนวปะการังใกล้หน้าหาดที่เต็มไปด้วยดอกไม้ทะเลอุดมสมบูรณ์ยาวตลอดเเนว จึงทำให้มีฝูงปลามากมายหลายชนิด และยังเป็นจุดที่ศูนย์อนุรักษณ์พันธุ์สัตว์น้ำได้นำหอยมือเสือมาเพาะพันธุ์บริเวณหน้าเกาะและยังเป็นจุดที่มีโครงการอนุรักษ์ปะการังมานานนับหลายปีอีกด้วย

 

 

        การเดินทางไปเกาะไม้ท่อน ต้องซื้อแพ็กเกจทัวร์เกาะไม้ท่อนเท่านั้น ซึ่งรวมอาหารและค่าเดินทาง สามารถเดินทางได้จากท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต หรือท่าเรือน้ำลึกพันวา ซึ่งท่าเรือนี้เป็นท่าเรือจอดเรือสำราญ สุดหรูต่างๆ ที่แวะผ่านมาจอดที่ภูเก็ต

เกาะมะพร้าว (Coconut Island)

อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ต ประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางเพียงเเค่ 15 นาที มีพื้นที่อยู่ประมาณ 2,620 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวนมะพร้าว จึงเป็นชื่อที่มาของชื่อเกาะมะพร้าว มีหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งเป็นชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพประมงชายฝั่งด้วยเรือหางยาว ทำสวนและเลี้ยงหอยมุก บนเกาะมีท่าเรือ 2 แห่ง ท่าเรือแรกคือท่าเรือหน้าหาด ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเกาะเป็นท่าเรือคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากภูเก็ต ส่วนอีกแห่งคือท่าเรือหน้าบ้าน ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ เป็นท่าเรือขนส่งสินค้าของชาวประมง สำหรับชายหาดบนเกาะมี 3 แห่ง ได้แก่ ชายหาดบริเวณท่าเรือหน้าหาด ชายหาดบริเวณท่าเรือหน้าบ้าน และชายหาดทางด้านทิศตะวันออกของเกาะ โดยชายหาดทั้งสองแห่งที่อยู่บริเวณท่าเรือ ส่วนใหญ่เป็นหาดเลนจึงไม่นิยมมากนัก นักท่องเที่ยวจะนิยมไปเล่นน้ำที่ชายหาดด้านทิศตะวันออก นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเที่ยวชมการเลี้ยงหอยมุก นอกจากเที่ยวชมการเลี้ยงหอยมุกแล้วยังได้ชมวิถีชีวิตชุมชนชาวประมง

 

 

          เกาะมะพร้าว เป็นเกาะซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมของ จ.ภูเก็ต (Agro Tourism) บริเวณผืนทะเลด้านหน้าเกาะมะพร้าวแห่งนี้เต็มไปด้วยกระชังเลี้ยงปลาและกุ้งมังกรของชาวบ้านซึ่งบางส่วนถูกดัดแปลงเป็น “แพอาหารลอยน้ำ” ด้วยธรรมชาติที่สวยงามเเละยังสมบูรณ์อยู่อย่างมาก มีชายหาดที่สวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ใช้พักผ่อน ชมความสวยงาม หรือนอนอาบเเดด มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติสามารถเดินเที่ยวชมได้ด้วยตนเอง หรือเช่าจักรยานขับเที่ยวไปรอบๆ เกาะเเห่งนี้ เป็นเเหล่งรวมพันธุ์ปลาไว้อย่างมากมายเหมาะแก่การตกปลา สามารถเช่าเรือจากชาวประมงออกไปตกปลาได้หรือจะหาจุดตกปลาบน เกาะซึ่งมีอยู่หลายจุด สำหรับการเดินทางมายัง เกาะมะพร้าว สามารถใช้บริการของเรือโดยสาร โดยให้ไปขึ้นที่ท่าเรือแหลมหิน โดยที่เสียค่าโดยสารคนละ 20 บาท ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเดือนพฤศจิกายน - เมษายน

เกาะรังใหญ่ (Rang Yai Island)

เกาะรังใหญ่” เป็นเกาะที่อยู่ห่างจากฝั่งทะเลตะวันออกของภูเก็ตเพียงประมาณ 15 นาที เกาะแห่งนี้มีหาดทรายที่ขาวสะอาด และเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวชอุ่ม ไว้รอให้ทุกท่านมาเยี่ยมชม

 

         นอกจาก “เกาะรังใหญ่” จะมีหาดทรายที่สวย และป่าที่เขียวชอุ่มแล้ว เกาะรังใหญ่ยังเป็นที่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการเพาะเลี้ยงหอยมุก ซึ่งจะรู้จักกันในชื่อ “ภูเก็ต ซีเพิร์ล ฟาร์ม” และรังใหญ่ไอส์แลนด์รีสอร์ท (Rangyai Island Resort)” รีสอร์ทเพียงแห่งเดียวบนเกาะนี้ ในอดีตรีสอร์ทเกาะรังใหญ่เคยเป็นฟาร์มหอยมุกที่มีชื่อเสียง แต่ในปัจจุบันทางรีสอร์ทได้เปลี่ยนนโยบายนำเข้าไข่มุกจากต่างประเทศมาจำหน่ายเป็นหลักแทนที่จะเพาะเลี้ยงหอยมุกในฟาร์มเองเหมือนเช่นเคย เหลือเพียงแค่ “กระชังเพาะเลี้ยงหอยมุกสาธิต” เล็ก ๆ 1 ใบลอยอยู่เท่านั้น นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือคายักจากชายฝั่งไปยังกระชังสาธิตดังกล่าวได้โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าเรือใดๆเพิ่มเติม

     ทางรีสอร์ทมีการสาธิตและอธิบายกระบวนการเพาะเลี้ยงหอยมุก ตั้งแต่การอนุบาลหอย จนเป็นหอยมุกที่มีมุกสวยงาม และนำไปสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อออกสู่ท้องตลาด เกาะรังใหญเหมาะกับการเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับ โดยสามารถเดินทางได้โดยเรือเร็ว จากแหลมหินหรืออ่าวสะปำก็ได้

 

       บนเกาะมีหาดทรายที่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ 2 ด้าน คือ ชายหาดด้านทิศตะวันตกและชายหาดด้านทิศตะวันออก หาดด้านตะวันตก เป็นชายหาดที่มีความสวยงามมากที่สุดบนเกาะรังใหญ่ มีแนวทรายเนื้อละเอียดปนเศษเปลือกหอยและกรวดหยาบสีขาวอมน้ำตาลอ่อน ทอดตัวจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือถึงทิศตะวันตกเฉียงใต้ แนวหาดทรายโค้งคล้ายกับเลนส์นูนยาวกว่า 1 กม. ริมชายหาดมีเตียงผ้าใบกางไว้ใต้ร่มไม้ให้นักท่องเที่ยวได้นอนเอนหลังผ่อนคลาย ส่วนหาดทรายทางด้านทิศตะวันออก นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ มีชายหาดโค้งลักษณะคล้ายกับเลนส์เว้าโอบล้อมขนาบด้วยแหลม 2 ข้าง มีไม้ชายเลนจำพวกโกงกาง แสม ขึ้นอยู่ตามแนวชายหาดเป็นหย่อม ๆ หาดทรายเป็นสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีเปลือกไข่ มีกรวดหยาบและเศษเปลือกหอยปะปนอยู่เช่นเดียวกันกับหาดตะวันตก แต่ด้วยเหตุที่หาดตะวันออกถูกโอบขนาบด้วยแหลม 2 ข้างทำให้คลื่นลมที่ซัดเข้ามาในบริเวณนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าคลื่นลมบริเวณหาดตะวันตกจึงทำให้น้ำทะเลบริเวณหน้าหาดตะวันออกมีความใสมากกว่า บรรยากาศบริเวณหาดนี้มีความสงบและมีความเป็นส่วนตัวสูง

ฟาร์มชนะเจริญ (Chana Charoen Farm)

ตั้งอยู่ที่ถนนชนะเจริญ หลังโรงภาพยนตร์พาราไดซ์ในตัวเมืองภูเก็ต เป็นฟาร์มเลี้ยงจระเข้น้ำจืดและจระเข้น้ำเค็ม เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-17.30 น. มีการแสดงของช้างวันละ 2 รอบ เวลา 12.30 น. และ 15.30 น. รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร. 076-211087

 

แหล่งที่เที่ยวอื่นๆ ในอำเภอเมือง :

 พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว (Phuket Thai Hua Museum)

 วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) (Wat Chalong))

 อูรังลาโว้ย (Orang Laut)

 ย้อนรอย เส้นทางเจ้าสัว ในภาคใต้

 อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (Sirinat National Park)

 อุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว (Khao Phra Thaeo Wildlife Park)

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]