• ไกด์พงษ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hs1dgb@gmail.com Tel. 081-8429142 ID Line : hs1dgb
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 491
  • จำนวนผู้ชม : 1142734
  • ส่ง msg :
  • โหวต 301 คน
ไกด์อิสระภายในประเทศ (Domestic)..................หัวหน้าทัวร์ เวียดนาม, มาเลเซีย, จีน, กัมพูชา, ลาว กรุณาติดต่อ 081-842-9142
เที่ยวเมืองไทยไปได้ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ อยากรู้จักเมืองไทย ข้อมูลเมืองไทย อยากได้ไกด์พาเที่ยว เวียดนาม, มาเลย์เซีย, พม่า, ลาว, เขมร บอกผม จะจัดให้ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guidepong
วันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน 2553
Posted by ไกด์พงษ์ , ผู้อ่าน : 11520 , 11:41:49 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จังหวัดกำแพงเพชร (Kamphaengphet)

จังหวัดตาก (Tak)

อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

(Klong Wang Chao National Park)

 

 

ประวัติความเป็นมา :

       ด้วย ฯพณฯ พันโทสนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ไปตรวจราชการในท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร เกี่ยวกับการบุกรุกทำลายป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองวังเจ้า และป่าคลองสวนหมาก ท้องที่อำเภอคลองลาน และอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2531 ได้บันทึกสั่งการให้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ จังหวัดกำแพงเพชร ได้ประชุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2531 มีมติเห็นสมควรกำหนดบริเวณป่าดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ  เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และ สภาพธรรมชาติให้อยู่คงเดิม

        กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กษ 0713/1499 ลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2531 เสนอกรมป่าไม้ มีคำสั่งที่ 1914/2531 ลงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2531 ให้นายวิฑูรย์  อุรัชโนประกร นักวิชาการป่าไม้ 4 สำรวจจัดตั้งป่าบริเวณดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียงในท้องที่จังหวัดตากเป็นอุทยานแห่งชาติ ผลการสำรวจตามหนังสืออุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าที่ กษ 0713(วจ)/11 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 รายงานว่าพื้นที่ป่าคลองวังเจ้า ป่าคลองสวนหมาก จังหวัดกำแพงเพชร ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 488 (พ.ศ. 2515) ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอนที่ 175 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 และป่าประดาง-วังเจ้า อำเภอเมืองตาก ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2507) ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 81 ตอนที่ 116 ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2507 มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามเหมาะสมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

      ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าประดาง และป่าวังก์เจ้า ในท้องที่ตำบลเชียงทอง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก และป่าคลองวังเจ้า และป่าคลองสวนหมาก ในท้องที่ตำบลโกสัมพี อำเภอเมืองกำแพงเพชร และตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ  โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 107 ตอนที่ 158 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2533 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 63 ของประเทศ

ข้อมูลทั่วไป :

 

อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอคลองลาน อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ประกอบด้วยป่าที่สมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำลำธารของแม่น้ำปิง มีสัตว์ป่า นานาชนิด ตลอดจนจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก ถ้ำ หน้าผา โป่งแก๊สธรรมชาติ เป็นต้น มีเนื้อที่ประมาณ 466,875 ไร่ หรือ 747 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศ :

พื้นที่อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า อยู่ในเขตรอยต่อระหว่างบริเวณเขตเทือกเขาภาคตะวันตกกับบริเวณขอบที่ราบภาคกลาง สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน แนวเขาวางตัวในทิศเหนือ-ใต้ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัย ที่ราบอยู่ทางตอนกลางพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะเป็นอ่างกะทะขนาดเล็ก จำนวน 2 แอ่ง พื้นที่ 2,000-5,000 ไร่ แนวเทือกเขาที่สำคัญได้แก่ เขาเย็น เขาสน เขาเต่าดำ เขาขนุน เขาขาแล้ง เขาอีโละโคะ เขาวังเจ้า เขาปั๋งใหญ่ ดอยลวก และเขาวุ๊งกะสัง เป็นต้น ความสูงของพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,898 เมตรโดยมียอดเขาเย็นที่อยู่ทางทิศตะวันตกของพื้นที่สูงที่สุด พื้นที่อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ประกอบด้วย 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำคลองวังเจ้า ประกอบด้วย คลองแม่ยะมา คลองวังเจ้า คลองขุนหมาก คลองแขยง และลุ่มน้ำคลองสวนหมาก ประกอบด้วย คลองไพร คลองวุ๊งกะสัง คลองพลู คลองอีหมี คลองส้มโอคลองปั๋งใหญ่ คลองสวนหมาก คลองเต่าดำ คลองผู้ใหญ่เลา คลองนายปู คลองขาแข้ง คลองจำปาคลองตะเนาะ และคลองปางขบ เป็นต้น

 

ภูมิอากาศ :

ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ทำให้มีความชื้นในอากาศสูง มีเมฆมาก ฝนตกหนัก มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,318 มิลลิเมตรต่อปี และได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีอากาศหนาวเย็น ท้องฟ้าโปร่ง  มีอุณหภูมิต่ำสุดในเดือนมกราคม  14 องศาเซลเซียส และ ช่วงฤดูร้อนจะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างลมมรสุมทั้งสอง อุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน  36 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 26 องศาเซลเซียส

พืชพรรณไม้และสัตว์ป่า :

 

อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ปกคลุมด้วยพื้นที่ป่า 5 ชนิด ประกอบด้วย ป่าเบญจพรรณ เป็นสังคมพืชที่ปกคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติมากที่สุดประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่  พบกระจายตั้งแต่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 200-1,000 เมตร  ชนิดไม้ที่พบได้แก่ สัก รกฟ้า แดง ประดู่ และมะกอกเกลื้อน รักใหญ่ เสลา โมกมัน สะทิบ กางขี้มอด ปอตูบหูช้าง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไผ่ขึ้นปะปนอยู่ด้วย เช่น ไผ่ซางนวล ไผ่ไร่ เป็นต้น เป็นแหล่งอาศัยและหลบภัยของ กระทิง เก้ง กวางป่า เสือปลา หมูป่า สัตว์ฟันแทะต่างๆ ไก่ป่า เป็นต้น ป่าดิบเขา พบกระจายบนเขาสูงชันทางด้านทิศตะวันตก ตลอดแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล  1,000 เมตรขึ้นไป   ชนิดไม้ที่พบ ได้แก่ ก่อเดือย ก่อใบเลื่อม ฝาละมี ค่าหด สารภีดอย พะวา โพบาย ก่อหม่น ทะโล้ ฯลฯ พืชพื้นล่างค่อนข้างแน่นทึบ เช่น เฟิน ปอ กระวาน อ้อ แขม หวาย เป็นต้น มีสัตว์ขนาดใหญ่เข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ในบางฤดู เช่น กระทิง และยังมีสัตว์ขนาดเล็กอาศัยอยู่ เช่น กระรอกบินเล็กแก้มขาว กระรอกบินจิ๋วท้องขาว นกพญาไฟใหญ่ นกพญาไฟเล็ก นกไต่ไม้ท้องสีเม็ดมะขาม เป็นต้น ป่าดิบแล้ง พบกระจายอยู่บริเวณแนวหุบเขาตอนกลางของพื้นที่ ในระดับความสูงประมาณ 400-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล  ชนิดไม้ที่พบได้แก่ ชุมแสงแดง เสลา ยมหิน กระโดงแดง เติม สะบันงา กระทุ่มน้ำ ลำพูป่า มะเดื่อ ตาว เต่าร้าง ค้อ ฯลฯ เป็นแหล่งอาศัย แหล่งอาหาร และหลบภัยของ กระทิง กวางป่า กระจงหนู เสือไฟ แมวดาว พญากระรอกท้องดำ นกกก นกเงือกกรามช้าง และนกตั้งล้อ เป็นต้น ป่าเต็งรัง พบกระจายเป็นหย่อมๆ ตามบริเวณยอดเขาหรือเนินเขาเตี้ยๆ ทางด้านตะวันออกและตอนเหนือของอุทยานแห่งชาติ ในระดับความสูงประมาณ 200-800 เมตร  ชนิดไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กระท่อมหมู ก่อนก ก่อแพะ ส้านใหญ่ มะม่วงหัวแมงวัน ฯลฯ พืชพื้นล่างที่พบเป็นจำพวกหญ้า เช่น หญ้าเพ็ก โจด หญ้าคา หญ้าหนวดฤาษีเล็ก เป็นต้น สัตว์ป่าที่พบได้แก่ หมูป่า เก้ง ตะกวด เต่าเหลือง เป็นต้น ป่าสนเขา พบกระจายเป็นหย่อมๆ ตามแนวสันเขาและบนยอดเขาบริเวณตอนกลางตามแนวเหนือ-ใต้ ที่ระดับความสูงประมาณ 900-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล ชนิดไม้ที่พบได้แก่ สนสามใบ มะก่อ ทะโล้ สารภีดอย ตำเสาหนู เป็นต้น มีสัตว์ป่าเข้าไปใช้ประโยชน์บางฤดู เช่น เลียงผา หมูป่า ลิงกัง ชะมดแผงหางปล้อง เม่นเล็กหางพวง หนูฟานเหลือง เป็นต้น บริเวณแหล่งน้ำและลำคลองต่างๆ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของ นกเงือกกรามช้าง นกหัวขวานเขียวป่าไผ่ นกกะเต็นหัวดำ นกเป็ดผีเล็ก เขียดว้าก กบหนอง กบห้วยขาปุ่ม อึ่งกรายห้วยเล็ก กบทูด อึ่งขาคำ จงโคร่ง อึ่งน้ำเต้า อึ่งอ่างก้นขีด คางคกแคระ เขียดจะนา ปลาจาด ปลาซิวควายแถบดำ ปลาตะเพียนน้ำตก ปลาพลวงหิน ปลาแขยงหิน ปลาช่อน ปลาสลาด ปลากด เป็นต้น

 

รายละเอียด และ อัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

การเดินทางเข้าอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

ค่าธรรมเนียมบุคคล ผ่านด่านอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

คนไทย

ผู้ใหญ่   ท่านละ  40  บาท

เด็ก นักเรียน นักศึกษา   ท่านละ  20  บาท

ชาวต่างชาติ

ผู้ใหญ่        ท่านละ  200  บาท

เด็ก           ท่านละ  100  บาท

( ยกเว้นเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ )

ค่าธรรมเนียมรถยนต์ ( เปิดให้ขึ้นตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น.)

รถเล็ก รถเก๋ง รถตู้ ฯลฯ                  คันละ   30 บาท

รถยนต์โดยสารขนาดไม่เกิน 24 ที่นั่งและไม่เกิน 4 ตัน (6 ล้อ) คันละ 100 บาท

รถยนต์โดยสารขนาดตั้งแต่ 24 ที่นั่งและไม่เกิน 10 ล้อ           คันละ 200 บาท

สิ่งอำนวยความสะดวก :

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

 

 

มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00-16.30 น.

ค่ายเยาวชน

มีเวทีกลางแจ้ง โรงประกอบเลี้ยง ห้องน้ำและห้องอาบน้ำ สามารถรองรับได้ไม่น้อยกว่า 400 คน

ที่พักแรม/บ้านพัก

มีบ้านพักให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

 

 

เต็นท์

มีเต็นท์ให้บริการ การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

ลานกางเต็นท์

อุทยานแห่งชาติจัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์และเต็นท์ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว

 

 

บริการอาหาร

มีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว สามารถติดต่อเรื่องอาหารได้ที่หมายเลข 055-766005

ร้านขายของที่ระลึก  ร้านขายของที่ระลึก

ที่จอดรถ   มีลานจอดรถให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

ห้องน้ำ-ห้องสุขาชาย    มีห้องสุขาชายไว้บริการ

 

ห้องน้ำ-ห้องสุขาหญิง   มีห้องสุขาหญิงไว้บริการ

 

การเดินทาง :

 

ทางรถยนต์ การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า มีความสะดวก สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง ดังนี้ จากจังหวัดกำแพงเพชร ไปจังหวัดตากตามถนนสายเอเซีย (A1) ถึงสี่แยกตลาดวังเจ้า แยกซ้ายไปทางบ้านนาโบสถ์ ตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1110 ประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงสามแยกบ้านเด่นคา แยกซ้ายไปทางบ้านหนองแดนและแยกขวาตรงบ้านหนองแดนอีก 7 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์เข้าอุทยานแห่งชาติ ได้สะดวกตลอดทั้งปี ถนนลาดยางตลอดเส้นทาง จากจังหวัดกำแพงเพชร ไปจังหวัดตาก ตามถนนสายเอเซีย (A1) ก่อนถึงสี่แยกบ้านวังเจ้า ประมาณ 500 เมตร แยกซ้ายมือไปบ้านโละโคะ ผ่านบ้านหนองแดนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทางรวม ประมาณ 30 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์เข้าอุทยานแห่งชาติได้สะดวกตลอดทั้งปี ถนนลาดยางตลอดเส้นทาง

ข้อควรปฏิบัติในการเที่ยวอุทยานฯ :

1. ไม่ทำการยึดถือ ครอบครอง แผ้วถางป่า นำออกไปซึ่งแร่, ดิน, หิน, พรรณไม้ และสัตว์ป่า ตลอด

    จนของป่าทุกชนิด

2. ไม่ล่าสัตว์และไม่นำสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

3. ไม่ทำเสียงดังจนเป็นที่รบกวนแก่นักท่องเที่ยวและสัตว์

4. ต้องช่วยระมัดระวังมิให้เกิดไฟไหม้ป่า หากมีความจำเป็นต้องก่อไฟ เมื่อเสร็จแล้วกรุณาช่วยดับให้

    เรียบร้อย หากมีข้อสงสัย โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบจองที่พักและบริการอุทยานแห่งชาติผ่านระบบออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จองที่พักและบริการอุทยานแห่งชาติ คลิกที่นี่

(จองบ้านพัก-บริการ) (Online-Reservation)

-

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ :

อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า
170 ตู้ ปณ.69 ปณจ.กำแพงเพชร อ.โกสัมพีนคร จ. กำแพงเพชร 62000

โทรศัพท์ : 055766006 (ศูนย์บริการฯ), 055-766007 (สนง.)  โทรสาร : 055-701059

 

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ : 02-5610777
, 02-5796666

 

แผนที่อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

 

   

 

สถานที่ที่น่าสนใจ ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

น้ำตกคลองวังเจ้า (Klong Wang Chao Waterfall)

 

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ของอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า แนวเขตจังหวัดตาก-กำแพงเพชร ห่างจากที่ทําการ 1.5 กิโลเมตร อยู่ห่างจากถนนพหลโยธิน 29 กิโลเมตร บนถนนวังเจ้า-โละโคะ หลักกิโลเมตรที่ 29 เป็นน้ำตกชั้นเดียวไหลทิ้งตัวในแนวตั้งฉาก สูงประมาณ 60 เมตร ความกว้างประมาณ 100 เมตร ถือเป็นน้ำตกขนาดกลาง และเป็นจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของผืนป่าธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

 

น้ำตกคลองสมอกล้วย (Klong Samor Klual Waterfall)

   อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 800 เมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง แต่มีลักษณะเด่นสวยงาม มี 5 ชั้น ชั้นที่ 1 มีความสูง ประมาณ 40 เมตร ทิ้งตัวลงมาในแนวดิ่ง ส่วนชั้นอื่นๆ มีความสูงแตกต่างกันไป เป็นน้ำตกที่มีสีบุษราคัม มีลักษณะสวยงามแฝงด้วยความน่ากลัวมีน้ำไหลตลอดปี

 

น้ำตกกระแตไต่ไม้ (Kratae Tai Mai Waterfall)

 

ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.7 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงาม มีแอ่งให้เล่นน้ำ และลานหินกว้างสำหรับนั่งพักผ่อน ในบริเวณนั้นจะมีเฟินกระแตไต่ไม้ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของชื่อน้ำตก เส้นทางการเข้าถึงเป็นเส้นทางเดียวกับน้ำตกคลองสมอกล้วย

 

น้ำตกนาฬิกาทราย (Hourglass Waterfall) 

 

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ  1.9 กิโลเมตร  เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 20 เมตร แต่มีรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์สวยงาม คล้ายนาฬิกาทราย มีแอ่งให้เล่นน้ำ บริเวณน้ำตกมีความร่มรื่นของต้นไม้ เส้นทางการเข้าถึงเป็นเส้นทางเดียวกับน้ำตกคลองสมอกล้วยและน้ำตกกระแตไต่ไม้ขนาดเล็ก

 

ถ้ำเขาพนัง (Khao Phanang Cave)

เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ริมคลองสวนหมากเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยสวยงามมากมีความลึกประมาณ100 เมตร

 

ถ้ำเทพพนม (Thep Phanom Cave)

   อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 17 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ วจ.5 (โละโคะ) ประมาณ 1.5 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีสภาพคล้ายถ้ำเขาพนัง 

 

น้ำเข้ารู (Water into the hole)

เป็นชื่อที่ชาวเขาใช้เรียกชื่อบริเวณหนึ่ง ที่มีลักษณะตรงตัว คือ ลำห้วยโละโคะไหลลงมา ถึงบริเวณนี้จะมุดหายเข้าไปในภูเขา  เป็นระยะทางประมาณ  1 กิโลเมตร  ไปโผล่อีกด้านหนึ่งของภูเขา จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “น้ำเข้ารู”

 

ผากลม (Pha Klom)

เป็นหน้าผาสูงชันทุกด้าน  360 องศา  มีลักษณะคล้ายเอาแท่งดินสอขนาดใหญ่มาปักไว้บนดินมีลักษณะเด่นงดงามมาก การเดินทางต้องใช้วิธีเดินเท้าห่างจากน้ำเข้ารู ประมาณ 3 กิโลเมตร

 

หมู่บ้านโละโคะ (Lo Ko Village)

 

หมู่บ้านโละโคะ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ตำบลโกสัมพี อ.เมือง ชาวปกากะญอ หรือจะคุ้นกันมากในชื่อเรียกว่ากะเหรี่ยง ได้อาศัยอยู่กันมานาน  จนถึงปัจจุบันมีผู้ใหญ่บ้านรุ่นที่ 5 คอยดูแล เวลาล่วงเลยมากว่า  270 ปี  แต่สภาพป่าไม้รอบหมู่บ้านยังสามารถพบต้นไม้ใหญ่โตทั่วไป จากอุทยานคลองวังเจ้า เส้นทางเป็นลูกรังระยะทาง 16 กิโลเมตร ผ่านสะพานที่ใช้ปีกไม้มาวางพาดผ่านลำห้วยระหว่างทางวิวทิวทัศน์สวยงาม ผ่านความลาดชัน เนินต่างๆที่มีความสูงต่ำหลายระดับ

          ปกากะญอคือเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับป่าเขาลำเนาไพร วิถีชีวิตของปกากะญอ เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติที่ไม่อาจแยกจากกันได้ จากประสบการณ์ของบรรพบุรุษที่สั่งสมกันมา ทำให้พวกเขาเป็นผู้ที่รู้จักในผืนป่าที่ต้องอาศัยอยู่ได้ดี รู้จักใช้สมุนไพรในป่ารักษาตัวยามเจ็บไข้ รู้จักการใช้ประโยชน์จากผืนป่านานัปการ ชีวิตพวกเขามีความเกื้อกูลกันตลอดไม่ว่ากับคนหรือกับป่า วิถีชีวิตโดยทั่วไปของชาวปกากะญอจะเป็นผู้ที่รู้จักความพอดีของชีวิตครอบครัว ทำทุกอย่างเพียงแค่มีชีวิตอยู่ได้ ปลูกข้าวเพียงปีละหนึ่งครั้ง ในหมู่บ้านมีน้ำให้ใช้อย่างพอเพียงสำหรับทำนาปรัง สิ่งที่มีอิทธิพลในการดำรงชีวิตปัจจุบันก็คือความเชื่อและคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ รุ่นพ่อได้สอนไว้ว่า หากทำนาครั้งที่สองในรอบปีจะไม่ได้ผลผลิต เจ้าป่าเจ้าเขาจะส่งนกมากินข้าวในนาเสียหมด อีกเหตุผลที่สำคัญมากและได้รับการบอกเล่ามาก็คือ ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาทำนาครั้งเดียวก็มีข้าวเพียงพอสำหรับให้ทั้งครอบครัวได้กินตลอดปีแล้ว แม้ปีใดจะได้น้อยไปบ้างสำหรับบางครอบครัว ก็จะได้รับการแบ่งปันช่วยเหลือกัน หลังจากฤดูเก็บเกี่ยว ชาวปกากะญอจึงมีชีวิตว่างเว้นจากการงาน ไม่ได้ทำอะไรมากนัก ในสายตาของผู้อื่นอาจมองว่าพวกเขามีแต่ความขี้เกียจ ไม่ยอมทำงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตพวกเขาไม่ต้องการอะไรเพิ่ม นอกจากชีวิตที่เป็นอยู่ เขารู้จักความพอ สมถะ ไร้ซึ่งความโลภ เป็นชีวิตที่ไม่อาจเห็นได้ง่ายนัก

 

         ความเชื่อของชาวปกากะญอมีผลทำให้ผืนป่ายังคงอยู่ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ดูแล้วสอดคล้องกับการอนุรักษ์อย่างแท้จริง ชีวิตตั้งแต่แรกเกิดจะผูกพันเกี่ยวข้องกับป่า ยามมีเด็กแรกเกิด ผู้เป็นพ่อจะนำสายสะดือของเด็กแรกเกิดไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ พวกเขาเชื่อว่าต้นไม้ต้นนั้นจะเป็นต้นไม้ประจำตัว เป็นผู้พิทักษ์ดูแลชีวิตเด็กให้เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจะรู้และไม่มีผู้ใดไปตัดต้นไม้ต้นนั้น หากตัดไม้ลงจะเป็นการทำลายชีวิตคนนั้นไปด้วย บ้านโละโคะ ตั้งอยู่ในที่ราบ ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา มีลำห้วยไหลผ่านหมู่บ้าน น้ำใสไหลให้ใช้ได้ตลอดปีแม้ยามหน้าแล้ง สภาพทั่วไปในหมู่บ้านมีร่มเงาของไม้ผลและไม้ใหญ่มีค่าทางเศรษฐกิจ นกร้องดังหลายชนิดทั้งโพระดกหูเขียว โพระดกคอสีฟ้า ปรอดเหลืองหัวจุก ปรอดหัวโขน เหล่านกกินปลี นกกาผาก นกหัวขวาน นกเขาเขียว คัดคูกระเต็นใหญ่ แซงแซว เดินดง ฮิวาบตั๊กแตก อีกมากมายหลายชนิด คนในหมู่บ้านก็ไม่ล่าสัตว์หรือยิงนก บางชนิดชาวบ้านยังถือเอามาก ห้ามทำร้ายเด็ดขาด ด้วยความเชื่อที่บรรพบุรุษรุ่นพวกปู่ย่าตายายได้สืบต่อกันมา

 

          หมู่บ้านได้ตั้งอยู่ในเขตอุทยาน ชาวบ้านที่นี่ได้เรียนรู้และทราบถึงการอนุรักษ์ จึงได้มีการตั้งกฎระเบียบ มีการปรับผู้ที่ล่าสัตว์หรือทำลายป่า เป็นการช่วยทางเจ้าหน้าที่ดูแลสอดส่องพื้นที่ป่าผืนนี้ ลำพังจำนวนกำลังของเจ้าหน้าที่อุทยานคงมีไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่มีอยู่ ทุกหมู่บ้านในเขตนี้มีการแบ่งพื้นที่รอบหมู่บ้านอย่างแน่นอนในการดูแลรักษาป่า มีการจัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นมาเพื่อคอยดูแลหมู่บ้านและส่งคนออกตรวจป่าในพื้นที่ที่ต้องดูแล พวกเขาทำโดยไม่ต้องมีใครบังคับ ไม่มีเงินเดือน แต่ทำเพียงเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง หมู่บ้าน และผืนป่า เนื่องจากหมู่บ้านประสบปัญหาเรื่อง พ.ร.บ.ประกาศอุทยานทับที่ทำกิน ซึ่งจะต้องมีการอพยพคนออกจากพื้นที่ป่าตามนโยบาย พวกเขาต้องการเพียงที่อยู่อาศัยในผืนแผ่นดินที่บรรพบุรุษได้ตั้งรกรากมานานจนรักและหวงแหนที่ที่ตัวเองเกิดมา แต่ชาวบ้านเหล่านั้นก็ยังไม่อาจทำนายหรือกำหนดอนาคตของตัวเองได้

          ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้านโละโคะ  มีลักษณะเป็นศิลปะการดำรงชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ ความน่ารักและงดงามในตนเองยังมีหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบันบ้าง แม้จะมีอิทธิพลจากความเจริญสมัยใหม่เข้าไป อย่างการแต่งกาย จะพบเห็นชุดประจำเผ่าที่เรียกว่า 'เซวา' เป็นเสื้อผ้าที่ทอจากด้าย เป็นชุดที่สวมคลุมทั้งตัวประดับด้วยด้ายสีชมพูทำเป็นพู่ห้อยรอบชุด สำหรับหญิงสาว เซวาชุดขาวจะแสดงถึงความบริสุทธิ์ ความเป็นสาว ผู้ที่สวมใส่จะเป็นหญิงที่ยังไม่แต่งงาน หากคนใดที่มีครอบครัวแล้วจะเปลี่ยนใส่ชุดสีแดงแทน ในบ้านโละโคะจะมีการสวมใส่เสื้อผ้าที่มีการถักทอเซวาการในบ้าน โดยผู้เป็นแม่จะทอเซวาไว้ให้ลูกหลานและคนในบ้านใช้สวมใส่

           การหาอาหารกินก็ยังคงเกี่ยวข้องกับป่าอยู่มาก สิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาคือ น้ำผึ้ง ชาวบ้านโละโคะจะมีต้นผึ้งเป็นของตัวเอง ต้นผึ้งในที่นี่คือต้นไม้ที่มีผึ้งทำรังอยู่บนต้น เขาจะเก็บน้ำผึ้งจากต้นผึ้งของตัวเองเท่านั้น เพื่อนำมาทำยาสมุนไพร หรือใช้ทำขนม การตีผึ้งดูเป็นเรื่องน่าหวาดเสียว เพราะต้องตอกทอยที่ทำมาจากไม้ไผ่ขึ้นไปตามต้นไม้เพื่อไต่สู่รังผึ้ง พวกเขาจะสูบยาฉุนพ่นควันใส่ผึ้งให้มันรำคาญแล้วบินออกจากหลัง ตัดเอาส่วนหัวที่อยู่ข้างล่างรังซึ่งเป็นส่วนที่มีน้ำผึ้งอยู่ ชาวบ้านบอกว่าจะไม่แกะออกมาทั้งรัง เพราะมีตัวอ่อนอาศัยอยู่เต็มรัง เป็นการทำลายชีวิตและผึ้งก็ยังคงทำรังอยู่ที่เดิม ทำให้สามารถหาน้ำผึ้งที่ต้นเดิมได้อีก โดยไม่ต้องออกหาต้นไม้ที่มีรังผึ้งต้นใหม่

 

          ไม้ไผ่ เป็นสิ่งจำเป็นของชาวบ้าน สามารถนำไม้ไผ่มาใช้ได้สารพัดประโยชน์ ตั้งแต่การสร้างบ้านเรือน ทำภาชนะเครื่องใช้ ปัจจุบันชาวบ้านได้มีบ้านสร้างจากไม้แผ่นเป็นการถาวรแล้ว จึงไม่อาจพบเห็นบ้านที่ทำจากไม้ไผ่ มีเพียงโรงเรียนซึ่งเป็นอาคารชั่วคราวที่นำไม้ไผ่มาทำฟาก แต่ในบ้านของทุกคนจะมีเสาหลักของบ้านที่นำไม้ไผ่มาเป็นส่วนประกอบด้วยหนึ่งต้น

          การทำนาอาศัยความเชื่อตั้งแต่ต้นที่เลือกพื้นที่ พื้นที่ใดที่พวกเขาไปดูเพื่อเลือกทำนา เกิดพบหรือได้ยินเสียงเก้ง พวกเขาจะไม่เลือกที่ตรงนั้น เชื่อว่าหากเลือกแล้วจะไม่ดีเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะเก้งเป็นสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในป่า แสดงว่าพื้นที่นั้นอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะแก่การโค่นถาง และมีเจ้าป่าเจ้าเขาพิทักษ์อยู่ด้วย เมื่อได้ที่ที่เหมาะสมแล้วจะทำการถางที่โดยตัดต้นไม้ใหญ่ให้เหลือตอสูงไว้ ไม่มีการถอนรากถอนโคน ต้นไม้จะได้มีโอกาสโตขึ้นอีกเมื่อถึงคราวหมุนเวียนพื้นที่ พวกเขาจะใช้พื้นที่ประมาณครอบครัวละสามแปลง ในการหมุนเวียนซึ่งเรียกกันว่า  “ไร่ซาก” โดยจะปลูกข้าวในพื้นที่ในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อครบกำหนดจะเปลี่ยนไปอีกพื้นที่เพื่อให้ดินและต้นไม้มีการฟื้นตัวกลับสู่สมดุลของธรรมชาติอีกครั้ง และวนมาพื้นที่เดิมก็กินเวลาร่วมสิบปี สภาพพื้นที่ดิน ต้นไม้ก็คงความอุดมสมบูรณ์ได้ดังเดิมโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเข้าช่วย แต่ในปัจจุบันพวกเขามิได้ทำไร่ซากแล้ว เพราะอยู่ในเขตอุทยานฯ

          ชาวบ้านโละโคะจะทำบุญเดือนห้า ตรงกับวันสงกรานต์ตามปฏิทินซึ่งทำกันเป็นประจำทุกปี ในหมู่บ้านจะทำบุญกัน 3 วัน 3 คืน ตามแบบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ทำบุญใส่บาตรตอนเช้ากับมื้อเพล มีการสรงน้ำพระที่วัดประจำหมู่บ้านร่วมกันของชาวบ้าน ยามตกดึงก็ยังมีพิธีกรรมการทำบุญสร้างเจดีย์ โดยมีพระในหมู่บ้านเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมให้ ผู้เฒ่าผู้แก่นำชาวบ้านร่วมพิธี เสร็จจากพิธีกรรมทางพุทธศาสนา พวกเขาจะมีพิธีตามประเพณีเก่าของชาวบ้าน มีการร้องเพลงในภาษาปกากะญอ เจดีย์ที่สร้างเป็นแบบอย่างดั้งเดิมจากอดีต มีเจดีย์สององค์คู่กันสำหรับของผู้ชายและผู้หญิง ในเมืองก็สามารถพบได้ ซึ่งหมายความว่า บรรพบุรุษของเขาได้ตั้งถิ่นฐานรกรากที่นั่นในครั้งอดีต

          ในตอนบ่าย ชาวบ้านมีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เหมือนประเพณีวันสงกรานต์ทั่วไป แต่การรดน้ำดำหัวที่บ้านโละโคะเป็นการอาบน้ำให้ผู้ใหญ่จริง ๆ ในน้ำใส พวกเขาใส่ส้มป่อยกับขมิ้นลงไปโดยถือว่าเป็นของดีมีสิริมงคลสำหรับการรดน้ำผู้ใหญ่ เมื่อเสร็จจากการรดน้ำผู้ใหญ่ ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะสาดน้ำเล่นสงกรานต์กันทั้งหมู่บ้าน

 

จุดชมทิวทัศน์ผาตั้ง (Pha Tang Sightseeing spots)

 

อยู่ริมเส้นทางบ้านโละโคะ ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ  3 กิโลเมตร  ตั้งอยู่บนเส้นทางที่จะไปบ้านโละโคะ เป็นจุดที่สามารถมองลงไปเห็นดอยผาตั้ง เหมาะแก่การชมสภาพป่าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความงามของดวงอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมเขาในยามเย็น

 

น้ำตกเขาเย็น (Khao Yen Waterfall)

  เป็นน้ำตกชั้นเดียวขนาดใหญ่ มีความสูงเกือบ 1,000 เมตร ตั้งอยู่บนยอดเขาเย็น ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ การเข้าถึงต้องเดินทางจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปหมู่บ้านโละโคะประมาณ 29 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางไปน้ำตกเขาเย็นประมาณ 6 กิโลเมตร จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร จึงจะถึงตัวน้ำตก ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง

 

น้ำตกคลองโป่ง (น้ำตกคลองน้ำแดง)

Klong Pong Waterfall (Klong Nam Daeng Waterfall)

 

 

มีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า น้ำตกคลองน้ำแดง เป็นน้ำตกหินชนวนหนึ่งเดียวของไทย มี 4 ชั้น ชั้นบนสูง 100 เมตร ไหลลงมาผ่านบนหินมีร่องเป็นชั้นๆ สายน้ำจึงเกิดการแตกกระจาย เป็นละอองฝอยขาวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณโขดหินแต่ละโขดเรียงราย ท่ามกลางผืนป่าอันสมบูรณ์ เป็นน้ำตกหินชนวนซึ่งพบที่นี่เพียงแห่งเดียว จากบ้านโละโคะต้องเดินเท้าอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ผ่านป่าดิบแล้ง โดยพักแรมในป่าประมาณ 2 คืน ระหว่างทางมีน้ำพุร้อนธรรมชาติให้แวะชม และในฤดูที่มีความชื้นสูงจะพบกล้วยไม้ประเภทลิ้นมังกรขึ้นบริเวณตัวน้ำตกอย่างหนาแน่นสวยงาม สำหรับเส้นทางสู่น้ำตก ต้องติดต่อให้เจ้าหน้าที่นำทาง

 

น้ำตกเต่าดำ (Tao Dam Waterfall)
 

  

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 34 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง(ในฤดูแล้ง) โดยไปทางบ้านโละโคะ-ป่าคาซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง จนสุดทางที่ป่าไผ่ แล้วเดินลงเขาชันไปอีก 500 เมตร จะถึงน้ำตก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มี 3 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงมากกว่า 200 เมตร โดยเฉพาะชั้นที่ 3 มีความสูงประมาณ 270 เมตร มีความสูงรวมกันประมาณ 600 เมตร ชั้นที่ 3 ทิ้งตัวในแนวตั้งฉากสวยงามและยิ่งใหญ่มาก การไปท่องเที่ยวน้ำตกเต่าดำหากไปในช่วงฤดูฝน ควรใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ เท่านั้น

 

เขากระดาน (Khao Kradan)
เป็นหน้าผาของเขาเต่าดำ อยู่ใกล้น้ำตกเต่าดำ มีลักษณะเหมือนมีคนเอากระดานมาเรียงต่อกันเป็นหน้าผาสูงขึ้นประมาณ 300 เมตร

 

โป่งแก๊สธรรมชาติ (Natural Gas)
 

เป็นบ่อน้ำร้อน อยู่ห่างจากน้ำตกเต่าดำประมาณ 1.5 กิโลเมตร  มีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ เป็นโป่งน้ำที่สัตว์ป่าชอบมาอาศัยอยู่ เช่น หมูป่า เก้ง กวางป่า เป็นต้น  อุณหภูมิประมาณ  50-70 องศาเซลเซียส โป่งแก๊สธรรมชาติ มี 2 แห่ง คือทางไปน้ำตกคลองโป่ง และน้ำตกเต่าดํา ประมาณ 1,500 เมตร

 

ปากคลองนาคีรี (Pak Klong Na Kiri)
เป็นแก่งน้ำตามธรรมชาติที่สวยงามไหลผ่านโขดหินแกรนิตสีขาวสะอาด สะท้อนแสง เป็นจุดบริเวณที่คลองนาคีรีไหลมารวมกับคลองวังเจ้า

 

เส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ (Nature Trail)
มีเส้นทางเดินป่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาธรรมชาติ ดูนก ศึกษาพันธุ์ไม้ นักท่องเที่ยวสามารถแวะพักชมวิถีชีวิตและซื้อของที่ระลึก เช่น ผ้าทอมือ ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่หมู่บ้านวุ๊งกะสัง หมู่บ้านโละโคะ หมู่บ้านป่าหมาก และหมู่บ้านป่าคา และท่องเที่ยวตามแหล่งท่องทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น เส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ “สวนไผ่” ระยะทาง 2 กิโลเมตร มีพันธุ์ไผ่กว่า 20 ชนิดให้ ศึกษาค้นคว้า

 

อุทยานแห่งชาติในจังหวัดกำแพงเพชร :

อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า กำแพงเพชร ตาก

อุทยานแห่งชาติคลองลาน กำแพงเพชร

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กำแพงเพชร นครสวรรค์

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง กำแพงเพชร

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]