• ไกด์พงษ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hs1dgb@gmail.com Tel. 081-8429142 ID Line : hs1dgb
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 491
  • จำนวนผู้ชม : 1237474
  • ส่ง msg :
  • โหวต 301 คน
ไกด์อิสระภายในประเทศ (Domestic)..................หัวหน้าทัวร์ เวียดนาม, มาเลเซีย, จีน, กัมพูชา, ลาว กรุณาติดต่อ 081-842-9142
เที่ยวเมืองไทยไปได้ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ อยากรู้จักเมืองไทย ข้อมูลเมืองไทย อยากได้ไกด์พาเที่ยว เวียดนาม, มาเลย์เซีย, พม่า, ลาว, เขมร บอกผม จะจัดให้ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guidepong
วันเสาร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2559
Posted by ไกด์พงษ์ , ผู้อ่าน : 1414 , 20:31:16 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภูเก็ต (Phuket)

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

(Phuket Thai Hua Museum)

 

 

 

สถานที่ตั้ง :

28 ถนนกระบี่ ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 83000  โทรศัพท์ : 076-211224

เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น.  

ระเบียบการเข้าชม :

1. ลงทะเบียนและชำระค่าเข้าชม

2. ฝากกระเป๋าและสัมภาระ(กรุณานำสิ่งของมีค่าติดตัว)

3. ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าในเขตพื้นที่พิพิธภัณฑ์

4. งดสูบบุหรี่และบันทึกภาพทุกชนิดภายในอาคารพิพิธภัณฑ์

5. งดนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าภายในพิพิธภัณฑ์

6. งดกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พิพิธภัณฑ์

7. เวลาทำการ 09.00-17.00 น.ทุกวัน

8. กรุณานำรถออกจากลานจอดก่อนเวลา 17.30 น.  

อัตราค่าเข้าชม :

- นักท่องเที่ยวชาวไทย 50 บาท

- นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ 200 บาท

เว้นค่าเข้าชม

- นักบวช พระภิกษุ สามเณร

- ผู้ทุพพลภาพ - เยาวชนไทยและต่างชาติ ส่วนสูงต่ำกว่า 100 เซนติเมตร

- มัคคุเทศก์แสดงบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ที่ออกโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  

ประวัติ :

 

 

       เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ต สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2477 ออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโน-ยูโรเปียน เป็นอาคารตึก 2 ชั้น ชั้นล่างมีซุ้มโค้งเตี้ยขนาดใหญ่ 3 ซุ้ม มีเสากลมรับโค้ง หัวเสาประดับด้วยลายบัวแบบกึ่งไอโอนิคและคอรินเธียน ผนังอาคารเซาะร่องขนาดใหญ่ เรียกว่า Rustication ชั้นบนมีซุ้มหน้าต่าง 3 ซุ้ม ช่องหน้าต่าง 2 ช่อง กรอบหน้าต่างด้านบนเป็นจั่วโรมัน บานหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยม มีลวดลายเรขาคณิต เหนือซุ้มช่วงกลางมีหน้าจั่วปูนปั้นรูปค้างคาว

 

       พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ มีข้อมูล บันทึก ฯลฯ เกี่ยวกับชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาพักพิงอยู่ในเขตตลาด มีการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจทั้งสิ้น 14 ห้อง โดยแนะนำให้เดินดูตั้งแต่ห้องที่ 1 ซึ่งเป็นห้องที่มีวีดีทัศน์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของชาวจีน ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไหหลำ จากถิ่นกำเนิดสู่ภูเก็ตสายสัมพันธ์กับแผ่นดินแม่ สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัวสัมมาอาชีพและภูมิปัญญา อาทิ การทำเหมืองแร่ สวนยางพารา วัฒนธรรมการกินอยู่ การสร้างบ้าน เครื่องแต่งกาย ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนศึกษาแบบอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ รวมไปถึงประวัติโรงเรียนและครูใหญ่คนสำคัญ

การกำเนิดโรงเรียนจีน

 

ด้วยอดีตเมืองที่มีพี่น้องชาวจีนเข้ามาอยู่เป็นชนส่วนใหญ่ ร่วมสร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่นและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ โรงเรียนจีนในต่างจังหวัดจึงถือกำเนิดขึ้นที่นี่และนับเป็นแห่งแรกๆ ในส่วนภูมิภาค แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงน้อยใหญ่มาหลายครั้ง จากสำนักเรียนที่ไร้ชื่อ(ก่อนปี 2454) กลายมาเป็นโรงเรียนฮัวบุ๋น(ปี 2460) เปลี่ยนเป็นโรงเรียนราษฎร์จุงหัว(ปี 2489) กระทั่งเป็นโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว(ปี 2491)และสืบต่อมาเป็นภูเก็ตไทยหัว(โรงเรียนประศาสน์วิทยา) แต่โรงเรียนแห่งนี้ก็ยังดำรงตนเป็นสถานที่ผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพ และเติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่าต่อท้องถิ่นและประเทศชาติตราบจนปัจจุบัน

การก่อร่างโรงเรียนจีนในไทย

 

โรงเรียนจีนแห่งแรกของไทยตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2325 ชื่อ“โรงเรียนเกาะเรียน” อยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะมิชชันนารีอเมริกันได้เปิดโรงเรียนประจำที่สอนด้วยภาษาจีนขึ้นที่ข้างวัดอรุณราชวราราม ธนบุรี เมื่อปี 2395 มีครูในคณะมิชชันนารีชื่อ เกียงวาซิบ(Mr.Kieng Kwa Sib) เป็นผู้จัดการสอน ตั้งอยู่ไม่นานก็ล้มเลิกไป หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีการจัดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นอีกเป็นเวลานาน

         ในปี 2451 สมาคมแต้จิ๋ว(Chaozhou) ไหหลำ(Hainan) กวางตุ้ง(Guangdong) แคะ(Hakka) และฮกเกี้ยน (Fujian) ได้ร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นชื่อว่า“โรงเรียนซินหมิน”(Xin Min) ผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นคนแต้จิ๋ว จึงใช้ภาษาแต้จิ๋วในการสอน ต่อมากลุ่มอื่นๆ จึงทยอยแยกตัวออกไปตั้งโรงเรียนเองและสอนด้วยภาษาของตน โดยสมาคมฮกเกี้ยนจัดตั้งโรงเรียน ป้วยง้วน(Pei Yuan)ในปี 2459

 

          รากที่หยั่งลึกมายาวนานหลายพันปีของวัฒนธรรมจีน การขยายตัวของชุมชนชาวจีน การที่พ่อค้าชาวจีนต้องแข่งขันกับชาวยุโรปที่เข้ามาในประเทศไทย (ในช่วงนั้นโรงเรียนของพวกมิชชันนารีชาวตะวันตกได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น) และการที่ชาวจีนต้องอพยพออกนอกประเทศเนื่องจากสภาพจลาจลและสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายมากขึ้นหลังปี 2460 เหล่านี้เป็นสาเหตุให้โรงเรียนจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากที่มีโรงเรียนประถมจีนประมาณ 30 โรงในปี 2463 ก็ได้เพิ่มขึ้นทั้งระดับประถมและมัธยมรวมกว่า 200 โรงก่อนปี 2475 อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในเดือนมิถุนายน 2475 กฎหมายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาเพื่อการจัดระเบียบและมาตรฐานทางการศึกษาของประเทศ ทำให้โรงเรียนจีนต้องปิดตัวไป 79 โรง ในช่วงปี 2476-2478 และจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งความอ่อนไหวทางการเมืองอันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองในประเทศจีนที่ต่อเนื่องกันมา ในปี 2487 เหลือโรงเรียนจีนในประเทศไทยเพียงไม่กี่โรงเท่านั้น

การสร้างตัวในภูเก็ต

ด้วยมีชาวจีนเป็นจำนวนมากและการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปีนังซึ่งในสมัยนั้นเป็นของอังกฤษ ภูเก็ตหัวเมืองทางใต้แม้จะไกลปืนเที่ยงก็ได้ให้กำเนิดโรงเรียนจีนขึ้นเป็นเมืองแรกๆ ของประเทศ เริ่มจาก

 

ปี 2453  ยุคที่การทำเหมืองแร่ขยายตัวมาก ชาวจีนในปีนังได้มาจัดตั้งการเรียนการสอนภาษาจีนขึ้นในภูเก็ต เป็นแบบ“ซือซก” คือเรียนรวมและเรียนด้วยการท่องจำเป็นหลักแบบเก่า ในที่ตั้งของศาลเจ้าแถวถนนกระบี่ (ต่อมาคือโรงเรียนฮัวบุ๋น) โดยที่การศึกษาในหมู่คนจีนก่อนหน้านั้นอาศัยร่ำเรียนจากนักบวช ผู้รู้ตามศาลเจ้า หรือการถ่ายทอดกันภายในครอบครัว คนที่มีฐานะจะส่งบุตรหลานไปศึกษาที่ปีนังหรือประเทศจีน

ปี 2455  พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตได้กราบทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเรื่องโรงเรียนจีนในภูเก็ต

ปี 2456  กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) อนุญาตให้โรงเรียนจีนที่ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาดใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาล โดยให้มีการสอนภาษาจีน ไทย และอังกฤษ เป็นแห่งแรกของมณฑลภูเก็ต

 

ปี 2460  ชาวภูเก็ตร่วมกันตั้งโรงเรียนฮัวบุ๋นขึ้นที่ศาลเจ้าเดิม ในเวลาไล่ๆ กันก็เกิดโรงเรียนจิ้นเต็กขึ้นที่ถนนเยาวราช ซึ่งได้รับเงินบริจาคจากร้านค้าผู้นำเข้าข้าวและน้ำตาล (โดยหักจากราคากระสอบละ 10 สตางค์)

ปี 2461  รัฐบาลประกาศพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับแรก จิ้นเต็กจึงยุบมารวมกับฮัวบุ๋น ในปีเดียวกันนี้ ขุนชนานิเทศ(ตันเซี่ยวเซอะ) กำนันตำบลทุ่งคา ยกที่ดินให้สร้างโรงเรียนส่องเต็กขึ้นที่ถนนดีบุก และได้เกิดโรงเรียนหยกเอ้งขึ้นที่บ้านบางเหนียว โดยครูบางส่วนจากโรงเรียนฮัวบุ๋นร่วมกันสร้างขึ้น นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนโป่ยเอ้งที่บ้านเชิงทะเล และโรงเรียนโป่ยหัวที่บ้านกะทู้

ปี 2469  โรงเรียนฮัวบุ๋นได้ก่อสร้างอาคารเรียนชั้นเดียว 6 ห้องเรียนขึ้นบนที่ดินเดิม

ปี 2477  เนื่องจากลูกหลานจีนในภูเก็ตมีจำนวนเพิ่มขึ้น สถานที่เรียนเริ่มแออัด คหบดีในยุคนั้น นายตันเคกิ๋ว(ตระกูลตันติวิท) นายตันจินหงวน(ตระกูลหงส์หยก) นายตันตัวโถ่(ตระกูลเอกวาณิช) นายหงอฮั่นก๋วน(ตระกูลอุปัติศฤงค์) นายตันเอ่งกี้(ตระกูลอุดมทรัพย์) ร่วมกับชาวไทยจีน 45 คนจัดงานหารายได้ขึ้นในจังหวัด สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ของโรงเรียนภูเก็ตฮัวบุ๋นขึ้น คืออาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวในปัจจุบัน (ออกแบบในสไตล์ชิโนโปรตุกีสโดยนายเอี๋ยวหงาเอียน ก่อสร้างโดยนายเจียร วานิช) ทำพิธีฉลองเปิดอาคารเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2477

 

 

ปี 2482  อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครูหนุ่มจากอยุธยาผู้หนึ่งชื่อว่า สุ่นปิ่น แซ่ซึง ถูกเชิญให้มาเป็นครูใหญ่อยู่ที่โรงเรียนส่องเต็ก

ปี 2484  โรงเรียนส่องเต็กปิดตัวลง ครูสุ่นปิ่นได้เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯอยู่ระยะหนึ่ง

ปี 2489  หลังสิ้นสุดสงคราม โรงเรียนส่องเต็กและภูเก็ตฮัวบุ๋นได้รวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน ณ ที่ตั้งเดิมของภูเก็ตฮัวบุ๋นใช้ชื่อว่าโรงเรียนราษฎร์จุงหัว ท่านก็ได้รับเชิญกลับไปเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนแห่งนี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองของโลกมีผลกระทบต่อไทย โรงเรียนจุงหัวจำเป็นต้องพักการสอนลงอีกครั้ง ครูสอนภาษาจีนถูกเพ่งเล็งจากทางการ บ้างต้องอพยพหลบหนี แต่ความเป็นครูที่แท้ สุ่นปิ่นในวัยฉกรรจ์ได้ออกจากภูเก็ตไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเต้าหมิง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาราว 3 ปี

ปี 2491   เมื่อเหตุการณ์กลับเข้าสู่ปกติ คหบดีชาวจีนภูเก็ตได้ร่วมกันฟื้นฟูโรงเรียนที่มีอายุ 38 ปีนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนชื่อเป็น“โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว” เทียนประทีปแห่งความรู้ของเยาวชนชาวไทยจีนภูเก็ตดวงนี้ก็ค่อยๆ สว่างไสวขึ้นอีกครั้ง ด้วยเชื้อไฟครูใหญ่สุ่นปิ่นผู้หวนคืนมา

จิตวิญญาณครูสุ่นปิ่น รากฐานภูเก็ตไทยหัว

 

ด้วยธาตุแห่งการแสวงหาความรู้ สุ่นปิ่นชาวจีนฮกเกี้ยน ตัดสินใจเดินทางจากจังหวัดอยุธยากลับไปเรียนหนังสือต่อที่บ้านเกิดในเมืองจีนหลังจากพ่อผู้นำพาการอพยพมาได้เสียชีวิตลง เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เริ่มสอนหนังสือภาษาจีนที่ถิ่นเดิมจังหวัดอยุธยา ต่อมาได้ไปทำงานเป็นนักข่าวที่กรุงเทพฯ ก่อนจะลงไปเริ่มต้นชีวิตครูใหญ่ในวัยหนุ่มและปักหลักทางภาคใต้ของไทย ตลอดระยะเวลา 47 ปีของการทำงาน ท่านได้อุทิศตัวให้แก่ความเป็นครูตามหน้าที่และอุดมคติ ให้การศึกษาวิทยาการครอบคลุมจริยธรรม นาฏกรรมดนตรีและกีฬาอย่างดีเยี่ยม สร้างรากฐานอันพอเพียงที่โรงเรียนแห่งนี้จะงอกงามต่อไป

         การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว นอกเหนือจากให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของสาธารณชน และผลักดันให้ลูกหลานไทยจีนในภูเก็ตได้ซึมทราบจิตใจและสิ่งอันควรเรียนรู้จดจำจากอดีตแล้ว การพัฒนาโรงเรียนภูเก็ตไทยหัวในยุคของครูสุ่นปิ่น แซ่ซึง ยังจะเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่ความเป็นครูและโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว(ประศาสน์วิทยา)ในปัจจุบันอีกโสตหนึ่งด้วย

ปี 2538  หกสิบปีแห่งความอึกทึกก็หมดไป เมื่อโรงเรียนย้ายไปยังถนนวิชิตสงครามเป็นที่เรียบร้อย กลายเป็นสถานที่พบปะของครูและศิษย์เก่าในบรรยากาศอันสงบ หัวข้อหนึ่งของการสนทนาคืออะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดในอนาคตของสถานที่อันมีความหมายยิ่งแห่งนี้ พร้อมกันนั้นมูลนิธิกุศลสงเคราะห์จังหวัดภูเก็ต(ล้อกเซี่ยนก๊ก)ผู้อุปถัมภ์โรงเรียนได้พิจารณาการทำประโยชน์ในอาคารภายใต้อุดมคติและหลักการของคณะผู้ก่อตั้งโรงเรียน ได้แก่การดำเนินการจะต้องมีคุณค่าในทางการศึกษาและสามารถสร้างประโยชน์แก่ท้องถิ่นได้

 

 

ปี 2544  มีดำริที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาวจีนโพ้นทะเลในภูเก็ต มีการศึกษา ขุดค้นทางโบราณคดี และออกแบบเค้าโครงขึ้นในปี 2545 (โดยบริษัทแปลนโมทีฟ) ด้วยการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต

ปี 2545  เมื่อภูเก็ตต้องการนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในตัวเมืองมากขึ้น การเสริมสร้างกิจกรรมและปรับปรุงสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีส่วนร่วมและมองเห็นคุณค่าของความรู้จากอดีตจึงช่วยกันหาข้อสรุปความเป็นไปได้ในการทำพิพิธภัณฑ์ ณ สถานที่อดีตโรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง

ปี 2549  เริ่มต้นงานสร้างพิพิธภัณฑ์ระยะที่ 1 โดยนำเสนอไปยังประธานมูลนิธิฯ สมบัติ อติเศรษฐ์ จนได้รับการอนุมัติให้ปรับปรุงอาคารและพื้นที่โดยรอบ มีอนันต์ เสมอมิตรเป็นผู้จัดการโครงการ วีระศักดิ์ นาวีการดูแลงานออกแบบและข้อมูล

 

 

 

ปี 2551  หลังจากเปิดตัวไม่นาน พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วย “นิทรรศการภาพถ่ายชิโนโปรตุกีส” แสดงภาพถ่ายเก่าของท้องถิ่นและภาพถ่ายวิถีแห่งภูเก็ตอันตระการตาโดยกลุ่มช่างภาพฝีมือเยี่ยมแห่งชมรมถ่ายภาพภูเก็ต พร้อมกับการบรรยายทางวิชาการ “การอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า” โดยนักวิชาการระดับชาติจากส่วนกลาง ภายใต้การสนับสนุนของเทศบาลนครภูเก็ต คณะกรรมการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ตัดสินให้พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2551 ประเภทอาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ ปลายปี 2551 หรินทร์ สุขวัจน์เข้ามารับตำแหน่งการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ระยะที่ 2 ต่อจากวีระศักดิ์ เชื้อเชิญนักวิชาการและผู้รู้ของท้องถิ่นนำโดยสมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ ประธานกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ พัฒน์ จันทร์แก้ว ฤดี ภูมิภูถาวร ฯลฯ ร่วมจัดทำข้อมูล มีคณาจารย์และศิษย์เก่าของโรงเรียน อาทิเช่น สัญชัย ตั้งธีระสุนันท์ สุทัศน์ รักแต่ตระกูล สายแก้ว ตันวัฒนานิกุล วิภาดา อร่ามเมธาพงศา มงคล สุแสงรัตน์ คอยให้คำปรึกษา สถาปนิกผู้ออกแบบคือคัทลียา วิศาลวิทย์ กราฟิคดีไซน์โดยการณิก ยิ้มพัฒน์ และมัณฑนา หลีสกุล ส่วนงานศิลปกรรมล้วนเป็นฝีมือของช่างชาวภูเก็ตและชาวใต้ ได้แก่ วินัย วิวัฒนวรวงศ์ ขุนสว่าง อนุศิลป์-ประติมากร อาทิตย์ ณ พัทลุง ยงยุทธ รุยันต์-จิตรกร มีเชี่ยวชาญ กรสวัสดิ์ดูแลงานวัสดุและการผลิต สถาบันภาษาจีนศึกษามา-เอ็ดและฐิติกร สุจิรชนานนท์ แปลคำบรรยายภาษาจีน โรงเรียนศิริปัญญา(Earth Language Training Centre)แปลภาษาอังกฤษ แล้วเสร็จกลางปี 2553 คนงาน แม่บ้าน ช่างไม้ ช่างปูน ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างสี ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างกระจก ช่างพิมพ์ ช่างคอมพ์ ช่างแกะสลัก คณะผู้ทำวีดิทัศน์ นักประวัติศาสตร์ นักเขียน อาจารย์ ภัณฑารักษ์ นักศึกษา เพื่อนต่างพิพิธภัณฑ์ และเพื่อนละแวกบ้านของเรา ไม่น้อยกว่า 50 คน เกือบทั้งหมดคือชาวภูเก็ตและคนในพื้นที่ จำนวนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าไทยหัว ใช้เวลา 20 เดือน กับงบประมาณกว่าสิบล้านบาท ได้ร่วมงานการเปลี่ยนแปลงอาคารเก่าอายุเกือบแปดสิบปีให้จุติใหม่กับสิ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือ ดำรงการเป็นแหล่งให้ความรู้ของท้องถิ่นนี้ต่อไป

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2016 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]