• ไกด์พงษ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hs1dgb@gmail.com Tel. 081-8429142 ID Line : hs1dgb
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 491
  • จำนวนผู้ชม : 1238101
  • ส่ง msg :
  • โหวต 301 คน
ไกด์อิสระภายในประเทศ (Domestic)..................หัวหน้าทัวร์ เวียดนาม, มาเลเซีย, จีน, กัมพูชา, ลาว กรุณาติดต่อ 081-842-9142
เที่ยวเมืองไทยไปได้ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ อยากรู้จักเมืองไทย ข้อมูลเมืองไทย อยากได้ไกด์พาเที่ยว เวียดนาม, มาเลย์เซีย, พม่า, ลาว, เขมร บอกผม จะจัดให้ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guidepong
วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน 2559
Posted by ไกด์พงษ์ , ผู้อ่าน : 3722 , 15:09:42 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภูเก็ต (Phuket)

วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)

(Wat Chalong)

 

 

 

สถานที่ตั้ง : เลขที่ 70 หมู่ที่ 6 บ้านฉลอง ถนนเจ้าฟ้า ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 8 กม. ออกจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 4021 ผ่านสามแยกบริเวณสนามกีฬาสุรกุล เลี้ยวซ้ายไปทางห้าแยกฉลอง วัดฉลองจะอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงห้าแยกฉลองประมาณ 4 กม.

  

  

ประวัติหลวงพ่อแช่ม :

       "วัดฉลอง" เป็นวัดที่มีมานาน จึงไม่มีท่านผู้ใดทราบประวัติความเป็นมาได้ละเอียดนัก วัดฉลองนี้ตั้งอยู่บริเวณทุ่งนาและป่าละเมาะทางด้านเหนือของเกาะภูเก็ต ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7-8 กิโลเมตร ตามหลักฐานที่ปรากฏ มีศาลาเก่าแก่อยู่หลังหนึ่งทางด้านทิศตะวันออก (ของวัดในปัจจุบันนี้) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระปฏิมา จากสภาพขององค์ท่าน นับว่า...เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาช้านานแล้ว จนไม่อาจคำนวณอายุที่แน่นอนได้ชาวบ้านฉลองและคนทั่วไปเรียกท่านว่า "พ่อท่านเจ้าวัด" ด้านซ้ายขององค์ท่านมีรูปหล่อของชายชรานั่งถือตะบันหมาก ชาวบ้านเรียกว่า "ตาขี้เหล็ก" ส่วนด้านขวาของ "พ่อท่านเจ้าวัด" นั้น มีรูปหล่อเป็นยักษ์ถือกระบองแลดูน่ากลัว ชาวบ้านเรียกว่า "นนทรีย์"

 

 

       เจ้าอาวาสวัดฉลององค์แรกท่านเป็นพระเถระองค์ใดนั้น ในประวัติไม่ได้บันทึกเอาไว้ ก็เลยไม่ทราบนามท่านเท่าที่ทราบมี "พ่อท่านเฒ่า" ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดฉลององค์ก่อน "หลวงพ่อแช่ม" ท่านเป็นพระที่มีความเชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐานเป็นที่เลื่องลือ เมื่อ "ท่านพ่อเฒ่า" ท่านได้มรณภาพด้วยโรคชราอาพาธ "หลวงพ่อแช่ม" ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อจากท่านพ่อเฒ่า ด้วยอายุเพียง 21 ปี ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี" ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนชื่อ"วัดฉลอง" เป็น "วัดไชยธาราราม" แต่ประชาชนโดยทั่วไปมักเรียกว่า "วัดฉลอง"

 

      "หลวงพ่อแช่ม" เกิดที่ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เมื่อปีกุน พ.ศ.2370 ใน รัชกาลที่ 3 บิดา-มารดาไม่ปรากฏในประวัติแม้แต่ "หลวงพ่อช่วง" วัดท่าฉลอง ศิษย์เอกของท่านก็ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ หลวงพ่อแช่มมรณภาพ พ.ศ.2451 พ่อแม่ส่งให้อยู่ที่วัดฉลอง เป็นศิษย์ของพ่อท่านเฒ่าตั้งแต่เล็ก เมื่อมีอายุพอจะบวชได้ก็บวชเป็นสามเณร และต่อมาเมื่ออายุถึงที่จะบวชเป็นพระภิกษุก็บวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่ ณ วัดฉลองนี้หลวงพ่อแช่มได้ศึกษาวิปัสนาธุระจากพ่อท่านเฒ่า จนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางวิปัสนาธุระเป็นอย่างสูง ความมีชื่อเสียงของหลวงพ่อแช่มปรากฏชัด ในคราวที่หลวงพ่อแช่มเป็นหัวหน้าปราบอั้งยี่

  

     ในปี พ.ศ.2419 กรรมกรเหมืองแร่ในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียง กว่าหมื่นคน รวมตัวกันตั้งเป็นคณะขึ้นเรียกว่า อั้งยี่ ก่อเหตุวุ่นวายเข้ายึดการปกครองของจังหวัด หน่วยราชการไม่สามารถปราบปรามได้ ชาวบ้านล้มตายลงเป็นจำนวนมาก บางส่วนหนีเข้าป่า เข้าวัดทิ้งบ้านเรือน ปล่อยให้พวกอั้งยี่เผาบ้านเรือน หมู่บ้านซึ่งพวกอั้งยี่เผา ได้ชื่อว่า บ้านไฟไหม้ จนกระทั่งบัดนี้

        บางส่วนหลบหนีเข้ามาในวัดฉลอง เมื่อแจ้งให้หลวงพ่อแช่มหลบหนีออกจากวัดฉลอง แต่หลวงพ่อแช่มไม่ยอมหนี ท่านได้ทำผ้าประเจียดแจกโพกศีรษะคนละผืน เพื่อเตรียมต่อสู้กับพวกอั้งยี่ ชักชวนคนอื่นๆ ที่หลบหนีไปอยู่ตามป่า กลับมารวมพวกกันอยู่ในวัดต่อสู้กับพวกอั้งยี่ จนได้รับชัยชนะ

       พวกอั้งยี่ให้ฉายาคนไทยที่เอาผ้าประเจียดหลวงพ่อแช่มทำให้โพกศีรษะว่า พวกหัวขาว การต่อสู้ระหว่างชาวบ้านกับพวกอั้งยี่ดำเนินมาหลายครั้ง ชาวบ้านซึ่งได้เครื่องคุ้มกันตัวจากหลวงพ่อแช่มต่างก็แคล้วคลาดไม่ถูกอาวุธของพวกอั้งยี่เลย จนต้องเจรจาขอหย่าศึก ยอมแพ้แก่ชาวบ้านศิษย์หลวงพ่อแช่มโดยไม่มีเงื่อนไข คณะกรรมการเมืองภูเก็ต ได้ทำรายงานกราบทูลไปยังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานสมณศักดิ์หลวงพ่อแช่ม เป็น “ พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี ” ให้มีตำแหน่งเป็นสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต และในปี พ.ศ. 2420 ได้รับพระราชนามวัดฉลอง เป็น “ วัดไชยาธาราราม ”

        หลวงพ่อแช่ม ยังเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวจังหวัดใกล้เคียงและชาวจังหวัดต่างๆ รวมทั้งในมาเลเซีย โดยเฉพาะชาวพุทธในปีนัง ยกย่องหลวงพ่อแช่มเป็นเสมือนสังฆปาโมกข์เมืองปีนัง พวกอั้งยี่เมื่อแพ้ศึกแล้วก็หันมาเลื่อมใสให้ความเคารพนับถือต่อหลวงพ่อแช่มเป็นอย่างมาก รวมถึงชาวเรือที่พายเรือออกไปหาปลาในทะเลถูกคลื่นและพายุกระหน่ำ ก็บนหลวงพ่อแช่มว่า “ขอให้หลวงพ่อแช่มบันดาลให้คลื่นลมสงบเถิด รอดตายกลับถึงบ้านจะติดทองที่ตัวหลวงพ่อแช่ม” คลื่นลมก็สงบ มาถึงบ้านก็นำทองคำเปลวไปหาหลวงพ่อแช่ม เพื่อแก้บนแต่หลวงพ่อแช่มให้ปิดที่แขนและเท้าแทน ชาวบ้านอื่นๆ ก็บนตามอย่างด้วยเป็นอันมาก พอหลวงพ่อแช่มออกจากวัดไปทำธุระในเมือง ชาวบ้านต่างก็นำทองคำเปลวรอคอยปิดที่หน้าแขนของหลวงพ่อแทบทุกบ้านเรือน จนถือเป็นธรรมเนียม

 

        เมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จลงไปตรวจราชการที่มณฑลภูเก็ต ครั้งแรก พ.ศ.2441 นิมนต์ให้หลวงพ่อแช่มไปหา ก็ยังทรงเห็นทองคำเปลวปิดอยู่ที่หน้าแข้งของหลวงพ่อแช่ม นับเป็นพระภิกษุองค์แรกของเมืองไทยที่ได้รับการปิดทองแก้บนทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่ไม้เท้าของหลวงพ่อแช่ม ซึ่งท่านถือประจำกายก็มีความขลัง ใช้เป็นไม้สำหรับจี้เด็กๆ ที่เป็นไส้เลื่อน เป็นฝีเป็นปาน อาการเหล่านั้นก็หายไปหรือชงักการลุกลามต่อไป หลวงพ่อแช่มมรณภาพในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2451

       หลวงพ่อแช่มเป็นเจ้าอาวาส ที่มีชื่อเสียงการปรุงสมุนไพร และรักษาโรค เข้าเฝือกผู้ป่วยกระดูกหัก

ประวัติหลวงพ่อช่วง :

       หลวงพ่อช่วงมีพ่อแม่เป็นชาวตำบลฉลองบ้านอยู่บ้านตีนวัด (อยู่ทางทิศเหนือของวัดฉลองในปัจจุบัน) พ่อแม่นำมาฝากให้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อแช่มตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ต่อมาพ่อแม่ได้เสียชีวิตจึงต้องเป็นเด็กกำพร้าในความดูแลของพี่สาวคือนางหลิม กิสลัย (แต่งงานกับ นายกลิ่น อารามรักษ์) ความที่เป็นเด็กที่มีอุปนิสัยที่ดีมาก จึงเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อแช่ม และได้รับการถ่ายทอดวิทยาการต่างๆ จากหลวงพ่อแช่มจนหมดสิ้น เชี่ยวชาญในเรื่องของการเชื่อมและต่อกระดูกเป็นพิเศษ แม้คนที่กระดูกสันหลังหักขนาดโรงพยาบาลไม่สามารถเชื่อมต่อให้ได้ แต่หลวงพ่อช่วงสามารถเชื่อมต่อให้กลับมาเป็นปกติได้ ในสมัยของท่านได้มีการจัดสร้างกุฏิใหม่ขึ้นสองหลัง เป็นกุฏิทรงไทยคือกุฏิใหญ่และกุฏินาง (ที่เรียกว่า กุฏินาง เพราะที่หน้าจั่วของกุฏิมีภาพเขียนเป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม) ที่ใต้กุฏิใหญ่เป็นที่เก็บเรือยาวของวัด ใช้สำหรับแข่งเรือพายเวลามีงานประจำปีของวัด ซึ่งต้องไปจัดกันที่หน้าหาดอ่าวฉลอง เพราะที่ดินของวัดมีน้อยเพียงไม่กี่ไร่ ไม่เพียงพอต่อการรับคนจำนวนมากได้

 

        หลังจากหลวงพ่อช่วงได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดฉลองสืบต่อจากหลวงพ่อแช่มแล้ว ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างสูง ใบหน้าของท่านอิ่มเอิบมีรอยยิ้มตลอดเวลา แม้แต่ชาวปีนังก็ยังให้ความนับถือและยกย่องเสมอเหมือนหลวงพ่อแช่มเช่นกัน เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยหลวงพ่อช่วงเป็นเจ้าอาวาส คือ การเสด็จประพาสของ ร.7 ในปีพ.ศ.2472 , การก่อสร้างกำแพงวัดฉลอง , การสร้างโบสถ์หลังใหม่ , การย้ายโรงเรียนวัดฉลอง ซึ่งเดิมอยู่ในบริเวณวัด (ซึ่งมีเนื้อที่น้อย) แยกออกไปต่างหากและใช้ชื่อว่า “โรงเรียนบ้านฉลอง (เยื้องทางเข้าวัดฉลองในปัจจุบัน)

       ในปี พ.ศ.2486 บรรดาศิษย์ได้จัดทำรูปหลวงพ่อแช่มและหลวงพ่อช่วง ทั้งได้ทำเหรียญรูปไข่รุ่นแรกขึ้น ณ วัดมงคลนิมิต ซึ่งเป็นพระอารามหลวงในจังหวัดภูเก็ต การปลุกเสก การลงอาคม หลวงพ่อช่วงเป็นผู้กำหนดทั้งหมด วัตถุมงคลของวัดฉลอง เริ่มจัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2497 และได้ทำติดต่อมาทุกปีจนกระทั่งปัจจุบัน หลวงพ่อช่วงนั้นชาวบ้านให้ฉายาท่านว่า เป็นหลวงพ่อซึ่งเปี่ยมด้วยพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ท่านมรณภาพ เมื่ออายุ 70 ปี

ประวัติหลวงพ่อเกลื้อม :

       เดิมชื่อนายเกลื้อม เผือกเพ็ชร์ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2444 ที่บ้านนาใหญ่ ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เป็นบุตรชายของนายกล้าม เผือกเพ็ชร์ และนางแวว เผือกเพ็ชร์ ซึ่งมีพื้นที่เดิมเป็นชาวฉลองโดยกำเนิด บ้านของนายกล้ามอยู่ใกล้กับวัดฉลอง ดังนั้นจึงมีความผูกพันกับวัดอยู่มาก ตั้งแต่เยาว์วัยได้ไปเป็นเด็กวัด คอยรับใช้พระช่วยการงานในวัดอยู่เป็นประจำ เมื่ออายุครบบวชพ่อกับแม่ก็ให้อุปสมบทที่วัดฉลองในปี พ.ศ. 2465 เมื่ออายุได้ 21 ปี

 

       หลวงพ่อเกลื้อมได้บวชถึง 3 ครั้ง จากการที่ป่วยหนักและพ่อแม่ได้บนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าถ้าหายป่วยจะบวชแก้บน จนครั้งสุดท้ายป่วยหนักสลบไป 7 วัน 7 คืน การป่วยครั้งนี้มีทีท่าว่าจะไม่รอดแน่ บิดามารดาและญาติพี่น้องจึงได้จัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ จับมือให้พนม ทำกรวยใบตองปักดอกไม้ใส่ในมือ เหมือนกับคนที่ตายแล้ว ข่าวคราวอาการป่วยหนักของนายเกลื้อมได้แพร่ขจายไปถึงพระครูครุกิจจานุการ (หลวงพ่อช่วง) เจ้าอาวาสวัดฉลองในขณะนั้น หลวงพ่อช่วงได้เดินทางไปยังบ้านนายเกลื้อมทันที เมื่อมาเห็นสภาพนายเกลื้อม หลวงพ่อช่วงได้เอามือลูบศีรษะคนป่วยพร้อมกล่าวมนต์ ช่วงระยะเวลาอันสั้น นายเกลื้อมก็ฟื้นจากอาการสลบ การคืนสติขึ้นมาในครั้งนี้ ทำให้นายเกลื้อมบอกกับญาติมิตรว่า จะขอบวชรับใช้พระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้จะขอบวชตลอดชีวิต จะไม่ขอลาสิกขาบทจนกว่าชีวิตจะหาไม่

     พระภิกษุเกลื้อม สิริปุญโญ จากพระภิกษุเกลื้อมรูปเดิมที่มิได้สนใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย แต่การอุปสมบทครั้งนี้พระภิกษุเกลื้อม ได้ใช้ความอุตสาหะเล่าเรียนอย่างจริงจัง จนกระทั่งมีความรู้ความสามารถสอบได้ถึงนักธรรมโท และมีความสามารถอ่านภาษบาลีได้อย่างแตกฉาน รวมถึงการเรียนรู้หลักธรรมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งที่จบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมปีที่ 3 นอกจากนี้หลวงพ่อเกลื้อมยังได้สืบทอดวิชาการต่อกระดูก และวิปัสสนาธุระจากหลวงพ่อช่วง จวบจนหลวงพ่อช่วงถึงแก่อนิจกรรม เมื่อปี พ.ศ.2488 หลวงพ่อเกลื้อม ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทนต่อไป ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส หลวงพ่อเกลื้อมได้กระทำภารกิจต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการสงฆ์และประชาชนต่างๆมากมาย เช่น การบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถ มณฑปอนุสาวรีย์หลวงพ่อช่วง การก่อสร้างกุฏิศาลาการเปรียญ มณฑปหลวงพ่อเจ้าวัด เมรุ และเสนาสนะสงฆ์อีกหลายหลัง รวมถึงการใช้วิชาต่อกระดูกช่วยเหลือประชาชนทั่วไปทีมีอาการเจ็บป่วยทางด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

       หลวงพ่อเกลื้อมได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูครุกิจจานุการ สมณศักดิ์เดียวกับหลวงพ่อช่วง และได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นพระครูชั้นเอกตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2519 และมรณภาพวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2521 เวลา 18.10 น. ด้วยโรคหัวใจวายอย่างสงบ

  

      ในปี พ.ศ.2517 พระครูครุกิจจานุการ (พ่อท่านเกลื้อม) เจ้าอาวาสวัดฉลองในสมัยนั้นได้ปรารภกับพุทธบริษัทชาวบ้านฉลองและชาวภูเก็ตทั่วไปว่า ในฝั่งทะเลด้านตะวันตกของประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า แถบฝั่งอันดามัน ยังไม่มีพระธาตุที่จะให้พุทธศาสนิกชนได้รำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย บรรดาลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนต่างก็มีความเห็นด้วยตามคำปรารภของหลวงพ่อเกลื้อม

       การสร้างพระธาตุต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล แม้จะมีผู้ถวายปัจจัย ในการสมทบค่าก่อสร้างจำนวนมากถึง 1 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ในการก่อสร้างพระธาตุให้สำเร็จได้ จนกระทั้งพระครูครุกิจจานุการ (พ่อท่านเกลื้อม) เกิดอาพาธต้องเข้ารักษาพยาบาลที่กรุงเทพฯ และท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2521 ต่อมาพระหนุ่มนักปริยัติที่ชาวภูเก็ตเรียกกันว่ามหาเฟื่อง (เฟื่อง สจฺจานนโท ป.ธ.9) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดฉลอง สืบต่อจากพระครูครุกิจจานุการ (พ่อท่านเกลื้อม) การก่อสร้างพระธาตุที่วัดฉลอง ยังไม่ได้ดำเนินการในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านก็มรณภาพในปีพ.ศ. 2529

      ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2532 พระครูอุดมเวชกิจ (หลิม อุตตมฺญาโณ) ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดฉลองต่อจากพระศรีปริยัติ สุธี(เฟื่อง สจฺจานนโท) ในฐานะที่ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระครูครุกิจจานุการ (พ่อท่านเกลื้อม) ท่านจึงมีความตั้งใจอันแน่วแน่ทีจะต้องดำเนินการตามคำปรารภของอาจารย์ ท่านได้ประชุมคณะกรรมการวัด พ่อค้า ประชาชน ผู้มีจิตศรัทธา ในเดือนธันวาคม 2540 และได้แจ้งแนวทางให้ที่ประชุมรับทราบถึงความคิดที่จะสร้างพระธาตุวัดฉลองให้สำเร็จ สมดังความตั้งใจของพ่อท่านเกลื้อม ที่ประชุมมีความเห็นชอบ และได้มีการอนุมัติให้มีการก่อสร้างพระธาตุวัดฉลอง

พระจอมไทยบารมีประกาศ (พระธาตุวัดฉลอง) :

 

       พระจอมไทยบารมีประกาศ(พระธาตุวัดฉลอง) พระธาตุเพียงแห่งเดียวของไทย ณ ริมฝั่งอันดามัน วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2541 เวลา 09.39 น. มีพิธีวางศิลาฤกษ์ขึ้นในบริเวณลานวัดทางทิศตะวันออก ตรงตำแหน่งที่กำหนดให้เป็นสถานที่สำหรับก่อสร้างพระธาตุวัดฉลอง พระธาตุวัดฉลองที่ก่อสร้างนี้มีขนาดความกว้าง 19 เมตร ความสูง 61 เมตร 39 เซนติเมตร มีฐานเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีซุ้มรอบ ยอดสุดมีฉัตรทองคำ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 66 ล้านบาท

  

       ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา พระเถระชั้นผู้ใหญ่ของศรีลังกาคือ พระปิยะทัสสะ นายะกะเถโร และพระกุศลาธรรมา แห่งวัดสัมโพธิหาร ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เสด็จเยือนประเทศศรีลังกา เพื่อระลึกถึงความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาของประเทศไทยกับประเทศศรีลังกา ที่มีลักษณะเกื้อกูลกันมานานกว่าหกร้อยปี ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาในแนวเถรวาทแบบลังกาวงศ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมายาวนานนี้ ทั้งสองประเทศได้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างกันมาตลอด เพื่อรับการถวายพระบรมสารีริกธาตุ

        ในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2542 สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ พลเอกมงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปรับพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดสัมโพธิวิหาร ประเทศศรีลังกา และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกลับมาถึงประเทศไทย

 

        เจ้าอาวาสวัดสัมโพธิหาร (วัดสัมโพธิหาร เดิมชื่อ วัดป่าอรัญนิรมล ประเทศศรีลังกา) ได้กล่าวว่า พระบรมสารีริกธาตุทั้ง 4 องค์ที่อันเชิญมาจากประเทศศรีลังกานี้ เดิมถูกบรรจุรวมกับพระบรมสารีริกธาตุองค์อื่นๆ ในเจดีย์ของเมืองอนุราชปุระ เมืองหลวงเดิมของศรีลังกา มีอายุกว่า 2,200 ปี มาแล้ว บริเวณเจดีย์นี้เป็นวัดป่าอรัญนิรมล ซึ่งเชื่อว่าภิกษุจำนวน 500 รูป ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่วัดนี้

  

         สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานพระธาตุสามองค์แรกให้พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี ส่วนอีกหนึ่งองค์ได้ประทานให้ตามคำกราบทูลขอของคุณอัญชลี วานิชเทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดไชยธาราราม(วัดฉลอง) เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2542 เพื่อรอการบรรจุในพระธาตุวัดฉลอง ซึ่งด้วยการร่วมแรงร่วมใจของพุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประทศ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่พุทธบริษัทในจังหวัดภูเก็ตและบริเวณฝั่งอันดามัน และสมเด็จพระสังฆราชได้ประทานนามพระธาตุวัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) ว่า "พระมหาธาตุเจดีย์ พระจอมไทยบารมีประกาศ"

 

 

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2016 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]