• ป้อมกีตาร์เมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chanchai.b@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-20
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 121663
  • ส่ง msg :
  • โหวต 26 คน
ป้อม กีตาร์เมา
คนเพลงเพื่อชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/guitarpom
วันอังคาร ที่ 26 เมษายน 2554
Posted by ป้อมกีตาร์เมา , ผู้อ่าน : 1929 , 11:15:35 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                                                    10 ลาก่อน...บางกอก

 

                            หลังจากจบมัธยมฯ ต้น ในแบบฉบับภาคค่ำ ผมได้ร่ำลาอาเขยกลับมาใช้ชีวิตลูกทุ่งที่บ้านนาอีกครั้ง ผมใช้ชีวิตอยู่

ในตัวเมืองนานถึง 2 ปีเต็ม  จนเพื่อนเก่า ๆ หลายคนต่างแยกย้ายกันไป บ้างก็เข้าไปเรียนในตัวเมือง บ้างก็ไปทำงานต่างจังหวัด ส่วน

เพื่อนที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าน ก็กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง เพื่อรำลึกกิจกรรมเก่า ๆ ที่เคยทำร่วมกันมา เมื่อครั้งวัยแตกพาน

          กลับบ้านครั้งนี้ผมชักจะเริ่มดื่มเป็น คงเป็นเพราะตรุษจีนในเมืองครั้งนั้นกระมัง ที่ทำให้ผมติดใจในรสชาดของน้ำเมา  ในวง

เหล้าที่เหล่าสหายได้หวนกลับมาเจอกันในครั้งนี้ จึงคลอเคล้าไปด้วยเสียงโฟล์คซอง ที่ดังก้องไปทั่วท้องทุ่งนา 

          วันหนึ่ง ผมปรึกษากันกับเขียน เพื่อนรักที่เพิ่งจบชั้น ม. ปลาย มาหมาด ๆ ว่า  เราควรต้องหางานหาการทำกันซะที มัวแต่เที่ยว

เตร่อย่างนี้คงไม่ดีแน่  เขียนมีพี่ชายเป็นกุ๊กในร้านอาหารย่านฝั่งธนฯ  เราจึงตกลงกันว่า จะลงไปสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านดัง

กล่าว

          ผมออกเดินทางไกลพร้อมกับเพื่อนทั้งที่มีเงินติดตัวอยู่แค่สี่ร้อยกว่าบาท โดยไม่รู้ว่า อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

          "ยังไงเราก็มีที่พึ่งอยู่ข้างหน้าคนหนึ่งล่ะวะ"

          ผมนึกไปถึงพี่ชายของเพื่อน ที่น่าจะเป็นที่พึ่งของเราได้ในยามนี้

          มันเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้สัมผัสเมืองนครอมรฟ้า  ความกลัวและความตื่นเต้นมันสุมรุมอยู่ในหัวของผม เมื่อการเดินทางได้เริ่ม

ต้นขึ้น  รถปรับอากาศที่บรรทุกผู้โดยสารอัดแน่นเต็มคัน นำพาเรามาถึงหมอชิตตอนตี 5 กว่า ๆ  เขียนพาผมไปยืนรอต่อรถเมล์ เพื่อจะ

ข้ามไปยังฝั่งธนฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา แต่ระยะทางจากหมอชิตไปฝั่งธนฯ นี่สิ  เล่นเอาผมถึงกับเบื่อการนั่งรถไปเลย

ชาตินี้ ให้ตายเถอะ

           เราก้าวลงจากรถเมล์ที่หน้าวงเวียนใหญ่ พร้อมกับเป้สะพายคนละใบด้วยท่าทางเด๋อด๋า ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุง

อย่างไม่ต้องสงสัย  ทันใดก็มีชายคนหนึ่งเดินมาถามเราว่า

          "น้องอยากทำงานไหม มีตำแหน่งงานดี ๆ รออยู่ สนใจรึเปล่า"  

          ผมบอกกับเขียนไปว่า

          "ไม่น่าไว้ใจว่ะ  เราไปกันเถอะ"  

          เราสองคนรีบเดินออกมาจากจุดนั้นไป โดยไม่สนใจในคำเชิญชวนที่ไล่ตามหลังมาแบบไม่ยอมลดละ เดินผละออกมาได้ใน

ระยะห่างจากการรบกวนแล้ว เราจึงโบกรถเมล์อีกสายเพื่อจะมุ่งไปยังที่พักของพี่ชายไอ้เขียน ซึ่งอยู่ในเขตคลองสานใกล้ ๆ นี่เอง  

          ผมกับเขียนถึงที่พักของพี่ลัย (พี่ชายของเขียน) ในช่วงตะวันโด่งสาย  ห้องที่แกพักถูกแบ่งครึ่งด้วยไม้อัด เพื่อให้พักอยู่ได้สอง

ครอบครัว  มีเตียงไม้เก่า ๆ ขนาดเท่ากับความกว้างของห้องพอดี

          พี่ลัยพักอยู่กับแฟน เมื่อเราสองคนเข้าไปอาศัย ห้องก็ไม่สามารถรองรับพวกเราทั้ง 4 คนได้ ดังนั้นเมื่อทักทายกันพอสมควร

แกก็ส่งเงินไว้ให้เราซื้อข้าวกิน แล้วก็หายไปกับแฟนตลอดทั้งวัน คงจะไปหาที่หลับนอนใหม่ที่ใดสักแห่ง

          รุ่งเช้า ผมกับเขียนถูกเรียกตัวให้เข้าพบกับผู้จัดการร้าน เขาถามเราสองคนว่า จบอะไรมา เคยทำงานเสิร์ฟไหม อะไรประมาณ

นั้น  แต่ด้วยความซื่อ เราต่างตอบไปตามตรงว่า ไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน และเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ผู้จัดการจึงเอ่ยกับเราว่า

          "ทางร้าน ไม่รับคนที่ไม่เป็นงานครับ"

          "อ้าว  เอาล่ะสิ งานไม่ยอมเข้าเราซะแล้วเพื่อนเอ๋ย"

          เมื่อเป็นดังนั้น ผมกับเขียนต่างปรึกษากันว่า จะออกเดินลุยสมัครงานไปเรื่อย ๆ  โดยเริ่มจากร้านอาหารใกล้ ๆ ที่พัก  แต่..โชค

ไม่ยักจะเข้าข้างเรา  คำตอบเก่า ๆ คือ "ไม่รับ" ยังคงดังออกมาจากปากผู้จัดการ และเจ้าของร้าน ในแต่ละครั้งที่เราย่างกรายเข้าไป

ของานยังที่แห่งนั้น  เราเริ่มเดินห่างจากที่พักออกไปเรื่อย ๆ เป็นสิบกิโลฯ เห็นจะได้ จนสุดท้ายต้องเดินย้อนกลับมาเส้นทางเดิม

          เขียนเอ่ยกับผมว่า

          "เราน่าจะไปแถววงเวียนใหญ่จุดที่เราลงรถเมื่อวานดูนะ เพราะบริษัทจัดหางานที่นั่นเยอะดี"

          ผมเตือนเขียนว่า บริษัทเหล่านั้นดูท่าทางไม่น่าไว้ใจ

          แต่จะทำไงได้ ..ในเมื่อตอนนี้เราต้องการงานด่วนเสียด้วยสิ

          "ลองเสี่ยงดูก็แล้วกัน"

          พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งตระหง่านตระการตาอยู่เบื้องหน้าของเรา รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็น

ของจริงเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยดูแต่ในทีวี  ตึกแถวมากมายที่รายล้อมอนุสาวรีย์ มีสำนักงานหรือบริษัทจัดหางาน (น่าจะเถื่อน..ใน

ความรู้สึกของผม) เปิดรับสมัครจัดหาแรงงานอยู่เต็มไปหมด มันรายรอบไปทั่วทั้งวงเวียน

          ผมกับเขียนเดินเข้าไปอ่านป้ายบอกตำแหน่งงานว่างในสำนักงานแห่งหนึ่ง  แล้วตกลงกันว่า จะทำงานในโรงงานฟอกยีนส์ ซึ่ง

มันน่าจะเป็นงานเบาสุดเท่าที่เราเลือกได้  เรานั่งคุยกับคนที่อยู่ในนั้นสักพัก ก็มีนายหน้าซึ่งเป็นหญิงท้องแก่อายุประมาณเกือบ 30 ปี  

เดินรี่เข้ามาคุยกับคนในสำนักงาน พร้อมบอกตกลงจะรับตัวเราไปกับเธอ แล้วเจ้าหล่อนก็ขอยึดบัตรประชาชนของเราไว้ โดยไม่บอก

เหตุผลใด ๆ

          เราถูกพาขึ้นรถเมล์ข้ามไปยังฝั่งพระนคร ผมรู้สึกสังหรณ์และอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก ผู้หญิงคนนั้นพาเราลงรถใกล้ ๆ สถานี

รถไฟหัวลำโพง (จากการอ่านป้าย)  เธอเดินนำหน้าพาเราเข้าไปในซอยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชายหน้าตาน่ากลัวนับสิบคน นั่งอยู่เรียงราย

คนเหล่านั้นส่งสายตาจ้องมาที่เรา อย่างกับเสือที่กำลังเจอเหยื่อ พวกเขาทักทายหล่อนด้วยความสนิทสนม

          หญิงท้องแก่นำพาเรามาหยุดลงตรงหน้าตึกแถวที่ตั้งอยู่ในใจกลางซอย ภายในนั้นมีบรรดาหนุ่ม ๆ วัยใกล้เคียงกับเรา นั่งบ้าง

ยืนบ้างอยู่เกือบเต็มโถงล่างของตึก

          หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เรานั่งรอการเรียกตัวอย่างกระวนกระวาย

          "มันชักจะยังไง ๆ แล้วว่ะ...เขียน" 

          ผมคุยกับเพื่อนเบา ๆ 

          เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนผมชักทนไม่ไหว

          "พี่ครับ เมื่อไหร่ผมจะได้ไปทำงานเสียที"

          หญิงท้องแก่ถามย้อนกลับมาว่า

          "สมัครงานอะไรไว้ล่ะ"

         "โรงงานฟอกยีนส์ครับ"  

          "ตำแหน่งงานนี้ไม่ว่างแล้วน้อง ตอนนี้มีแต่งานขุดมันสำปะหลังที่เมืองกาญจน์ฯ กับงานลงเรือที่ประจวบฯ "

          " อ้าวเฮ้ย..กูถูกหลอกแล้วนี่หว่า.. ก็สำนักงานที่อนุสาวรีย์บอกว่า ตำแหน่งนี้ยังว่างอยู่ไม่ใช่เหรอวะ.."  

           ผมพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง

           ผมพยายามใจเย็นตั้งสติ ค่อย ๆ ตะล่อมคุยกับหญิงท้องแก่ และชายวัยกลางคนที่น่าจะเป็นสามีของเธอ จนพอจะรู้ว่าทั้งสอง

เป็นคนขอนแก่นบ้านเดียวกันกับเราเอง

          "แม่มึงเอ้ย..ลาวต้มลาวตั้วหนิ"

          ผมแอบด่าอยู่ในใจ

          "เอาน่า...คนขอนแก่นบ้านเดียวกันมันน่าจะคุยกันได้อยู่หรอก"

          ผมจึงลองพูดเปรย ๆ ออกมาว่า

          "อ้าย..ผมว่าสิบ่เฮ็ดแล้วล่ะงาน ผมสิกลับบ้าน"

          "สิกลับได้จั๋งได๋ เฮาจ่ายค่านายหน้าหมู่โตมาจากสำนักงานแล้ว"

          นั่นไหมล่ะ...ลางสังหรณ์ผมไม่ผิดจริง ๆ

          ผมพยายามข่มสติให้นิ่ง พยายามพูดต่าง ๆ นา ๆ เพื่อขอออกจากที่นั่นให้ได้ จนสองผัวเมียเริ่มใจอ่อน

          "เอาจั่งซี้  หมู่โตมีเงินเท่าได๋ที่จะจ่ายค่าชดเชยให้เฮา"  

          แฟนของหญิงท้องแก่เอ่ยถามถึงเงินที่เราจะต้องชดเชยคืนให้เขา

          "ผมมีสองร้อยกว่า เพื่อนผมมีร้อยกว่าบาท พอบ่อ้าย"

          เขาหยุดคิดชั่วขณะ จึงพูดออกมา

          "เอ้า ถือว่าคนบ้านเดียวกัน..เอามา ๆ บ่แมนคนบ้านเดียวกันบ่ได้เด้นิ่" 

          "บักปอบเอ้ย...บ้านเดียวกันแม่มึงติ่..เขาบ่ต้มกันดอกบ้านเดียวกันน่ะ"

          ผมแอบด่าในใจอีกครั้ง..พร้อมกับส่งเงินให้ โดยขอเก็บเป็นค่ารถเมล์ไว้ส่วนหนึ่ง

          "ออกไปทางซอยน้อย ๆ ข้างตึกนี่เด้อ อย่าออกไปทางเข้ามาเป็นอันขาด ซุมอยู่ปากซอยมันสิเห็น เดี๋ยวอ้ายสิซวย"  

          โดยไม่รอช้า เราสองคนรีบยกเป้ขึ้นพาดบ่า มุ่งหน้าออกจากตึกแถวแห่งนั้นในทันใด เราเดินไปตามเส้นทางที่นายหน้าค้า

แรงงานเถื่อนคนนั้นได้บอกไว้ โดยทิ้งเพื่อนราว ๆ ยี่สิบคนไว้ข้างหลังด้วยความเป็นห่วง

          อันที่จริงแล้วผมก็ไม่รู้จักมักจี่พวกเขามาก่อนหรอกนะ  แต่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เราต่างก็ตกอยู่ในสถานะการณ์เดียวกัน เมื่อ

ผมกับเขียนชิ่งออกมาได้อย่างนี้ จึงอดเป็นห่วงพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้จริง ๆ

          เราเดินลัดเลาะผ่านซอยแคบ ๆ เล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ  ทั้งซ้ายและขวามือเต็มไปด้วยบ้านของชาวสลัมทั้งนั้น  ใช้เวลาหาทางออก

อยู่ไม่นาน เราก็เดินทะลุมาเจอถนนใหญ่จนได้  รู้สึกทั้งโล่งอกและทั้งดีใจ ที่หลุดพ้นออกมาจากสำนักงานเถื่อนแห่งนั้นได้

          เราสองคนในยามนี้...คงไม่ต่างกับลูกนก ที่ถูกปลดปล่อยให้ได้กลับคืนสู่อิสระภาพ อย่างไรอย่างนั้น

          เด็กสาวในชุดนักศึกษาแสดงอาการตกใจ เมื่อเห็นหนุ่มหน้าตามอมแมม แบกเป้พะรุงพะรังเดินปรี่เข้าไปหา

          "รถเมล์ที่จะข้ามไปฝั่งธนฯ  ต้องนั่งสายไหนครับ"

          หล่อนหยุดเพียงชั่วขณะ และไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ  พลันรีบเดินก้มหน้างุด ๆ ผละจากเราไปอย่างร้อนรน

          "อีหยังว๊ะ.."

          ผมงงงันเซ่อหมาไปชั่วขณะ กับน้ำใจของคนเมืองในยามนี้เสียเหลือเกิน

          สักประเดี๋ยว อาแปะท่านหนึ่งก็เดินผ่านมาทางเรา ผมมุ่งตรงเข้าไปหา แล้วบอกจุดประสงค์ของเราให้แกฟัง คราวนี้เอง เราจึง

ได้รับคำตอบเป็นอย่างดี และก่อนที่แกจะเดินจากไป เราต่างยกมือไหว้ขอบคุณในน้ำใจ ที่เราหามันแทบไม่เจอเลยในวันเวลานี้

          เรากลับมาถึงที่พักในเวลาเกือบจะพลบค่ำ เขียนบอกกับพี่ชายถึงเรื่องราวที่เราโดนอะไรมาเมื่อช่วงกลางวัน พี่ลัยรับฟังและพูด

คุยกับเราสักพักก็ขอตัวเข้าทำงาน

          ผมล้มตัวลงนอนในห้องแคบ ๆ ด้วยความอ่อนเพลีย นึกทบทวนถึงเรื่องราวเมื่อกลางวันที่ได้เจอะเจอมา ป่านนี้เด็กหนุ่มเหล่า

นั้นจะเป็นอย่างไร ถูกส่งไปทำไร่ที่เมืองกาญจน์ ได้งานในเรือที่ประจวบฯ หรือถูกส่งไปที่แห่งใดหนอ..คำถามอันมากมายเหล่านี้ผุดขึ้น

ในใจของผมอยู่เงียบ ๆ

          เสียงพิณเสียงแคนพร้อมกับกลอนลำแบบพื้นบ้าน  ดังก้องออกมาจากโทรทัศน์เครื่องเล็ก ๆ ที่เขียนเปิดนอนดูอยู่ข้าง ๆ  มัน

ดังแทรกเข้าไปในจิตที่หดหู่ท้อแท้ของผม ช่างเป็นกลอนลำที่แสนไพเราะที่สุดที่ผมเคยได้ยินมา

          ปกติผมไม่ค่อยจะใส่ใจฟังหมอลำสักเท่าใด แต่วันนี้..ทำไมหนอ..หมอลำถึงได้ไพเราะกินใจขนาดนี้  ผมปล่อยให้น้ำตาพร่าง

พรูออกมา โดยไม่คิดจะปิดกั้นให้มันหยุดไหลเลย แม้สักหยดเดียว

          ผมหมดกะจิตกะใจที่จะเดินหางานอีกต่อไป  พยายามสืบหาข้อมูลของพี่ชาย ที่ทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์จากญาติ ๆ  จนได้

ความว่า แกเป็นกระเป๋ารถเมล์อยู่ฝั่งธนฯ  เขตที่ผมพักอยู่นี่เอง และที่น่ายินดีกว่านั้น ป้ายสุดท้ายของรถเมล์สายนั้น ห่างจากที่พักของ

ผมเพียงแค่ 200 เมตร เท่านั้นเอง

          ผมย้ายไปอยู่กับพี่ชายในวันต่อมา นั่ง ๆ นอนอยู่ในห้องเช่าทั้งวันทั้งคืน โดยไม่รู้จะออกไปไหน เพราะไม่คุ้นเคยกับสถานที่

ประมาณสักสองอาทิตย์พี่ชายจึงส่งผมกลับบ้าน เพราะหางานให้ผมไม่ได้สักที

          การเดินทางจากฝั่งธนฯ ไปยังหมอชิต ทำเอาผมหมดแรงล้า เพราะสาเหตุจากรถที่ติดกันยาวเหยียด มันเป็นช่วงเวลาที่ทรมาน

ซะเหลือเกิน  ไม่รู้คนเมืองกรุงฯ เขาทนกับสภาพแบบนี้ได้อย่างไรหนอ

          หลังจากจัดการซื้อตั๋วรถปรับอากาศเป็นที่เรียบร้อย ผมจึงหย่อนก้นลงที่ม้านั่งภายในสถานี รอคอยเวลาที่จะได้กลับบ้านอย่าง

ใจจดใจจ่อ ให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อหลายวันก่อน

          "กูรอดมาได้ไงวะเนี่ยะ "

          "ถ้าวันนั้น กูไม่พูดอะไรสักอย่าง"

          "ป่านนี้ กูคงต้องไปขุดหัวมันที่เมืองกาญจน์ หรือไม่ก็ไปเป็นตังเกในทะเล แล้วกระมัง" 

          ผมนั่งทบทวนเรื่องราว อยู่ในใจเงียบ ๆ คนเดียว

          รถปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-ขอนแก่น  ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากชานชาลาหมอชิตเมื่อตอน 5 ทุ่ม ขณะที่มันค่อย ๆ เคลื่อนตัว

ห่างออกจากเมืองอันสับสนวุ่นวายที่แล้งร้างน้ำใจอยู่นั้น  ผมนั่งรำพึงรำพันกับตัวเองเบา ๆ ออกมาว่า

          "ลาก่อนบางกอก...เป็นตายร้ายดียังไง กูจะไม่กลับมาของานที่นี่ทำอีกเด็ดขาด...เข็ดจริง ๆ "

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ป้อมกีตาร์เมา วันที่ : 01/07/2011 เวลา : 15.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guitarpom
สหายพันจอก...ป้อมกีต้าร์เม..า.เพลงชีวิตของคนจร  บ้านไกล

ผมขีดเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อเมษาที่ผ่านมาโดยทิ้งค้างคาไว้ซะเป็นเดือนๆ......สุดท้ายก็ต้องปั่นมันจบให้จงได้...เป็นเรื่องเล่าชีวิตที่ผ่านมา..เผื่อบางทีอาจจะพอมีสาระบ้าง ดำเนินมา10ตอนแล้วครับ น่าจะเหลืออีกสัก2-3ตอน ก็คงได้ข้อสรุป แต่ชีวิตก็ยังคงสู้ต่อไป....เหนื่อยนะแต่ยังไหว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เดโม เพลง หนูยังรอ (เพลงใหม่) - ป้อม กีต้าร์เมา

เพลงใหม่

View All
<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]


งานพลงเพื่อชีวิต...คุณเคยฟังหรือไม่ ?
เคยฟังอยู่เหมือนกันจ๊ะ
44 คน
ไม่เคยฟัง..อะไรเหรองานเพลงเพื่อชีวิตใต้ดินเนี๊ยะ..
3 คน

  โหวต 47 คน