• พ่อข้าวปั้น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chai_global@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-16
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 26242
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
พ่อข้าวปั้น
ไม่มีจุดกึ่งกลางระหว่างความดีกับความชั่ว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/himalai
วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2551
Posted by พ่อข้าวปั้น , ผู้อ่าน : 429 , 18:11:02 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ดอยหัวเสือ 22-25 ตุลาคม 2551

 

เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งถามขึ้นระหว่างการนั่งเสวนาพร้อมอาหารค่ำก่อนวันเดินทางว่า “ไม่รู้สึกแปลกเหรอที่จะไปกับคนอื่นที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน” เป็นคำถามธรรมดาสำหรับผมซึ่งแทบไม่ต้องคิดหาคำตอบ ตัวคนถามเองซะอีกที่ยังแสดงอาการอยากไปร่วมด้วยยิกๆ  ยังกะมันเคยรู้จักใครสักคนในกลุ่มมาก่อนงั้นแหล่ะ นี่หากไม่ติดว่ามันมีสอนเด็กๆ วันพฤหัสนี้ล่ะก็ผมเชื่อว่าทริปของเราจะมีสมาชิกมากถึง 18 คน อย่างแน่นอน

 

เช้าวันที่ 23 ตุลาคม ผมงัวเงียตื่นเช้ากว่าปกติ จากเสียงโทรศัพท์ของหัวหน้าแก๊งค์แจ้งข่าวว่ามาถึงสถานีรถไฟแล้วและกำลังจะหาอะไรกิน ดีที่ผมรู้ตัวว่าไม่มีทางตื่นแต่เช้ามามามีเวลานั่งจัดกระเป๋าแน่ๆ ทุกอย่างเลยถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้

 

ผมรีบออกรถมอเตอร์ไซคันเดิมของผม ไปหารถสำหรับเหมาพาไปส่งที่ อ.จอมทอง แน่นอน คงไม่มีใครชำนาญเส้นทางและราคาถูกเท่ากับรถประจำทางที่ขับเส้นทางที่ว่าอยู่แล้ว คุณแอน (หัวหน้าแก๊งค์) ลองสอบถามราคากับรถแดงที่สถานีรถไฟได้ราคาอยู่ที่ 800 บาท อันนี้หลังจากลดแล้วเพราะคนขับแกบอกผ่าน และหัวหน้าแก๊งค์ค่อนข้างมีความสามารถด้านการต่อราคา แต่คุณป้าที่ผมไปเจอที่ท่ารถจอมทองบอกราคา 500 บาท ด้วยราคาที่น่าพอใจขนาดนี้ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องต่อรองอีก ป้าพอใจ เราพอใจเป็นอันตกลง นัดให้คุณป้าขับไปเจอกันที่สถานีรถไฟทันที

 

ระหว่างขับเกิดอาการอ่อนแอทางใจนิดหน่อยเพราะสิ่งที่จะเจอข้างหน้าคือ คนอีกกว่าสิบคนที่รู้จักกันมาแล้วจะมองมายังคนมาใหม่เพียงคนเดียวที่กำลังจะรู้จัก คำถามคือ แล้วกูจะทำตัวยังไง ก่อนเจอคำตอบ ผมก็จอดรถหน้าร้านสีเขียวส้มเรียบร้อยแล้ว แม้ไม่เคยเจอแต่เคยเห็นรูปหัวหน้าแก๊งค์มาก่อน จึงไม่ยากนักที่จะมองหาผู้หญิงผมยาวท่าทางกระฉับกระเฉง และ.... นั่นทำให้ผมทักไม่ผิดคน

 

ใกล้ๆ กัน เป็นกอง (กองจริง) สัมภาระอันประกอบด้วยเป้สีส้ม สีส้ม และสีส้ม เป็นอันมาก เมื่อคุณป้ามาถึงก็จัดแจงเตรียมเอาเป้ขึ้นหลังคารถ และไม่ลืมเก็บภาพกันตามระเบียบ (สำนักไหนไม่รู้บัญญัติไว้) เรารอบุคคลนิรนามที่หัวหน้าแก๊งค์เรียกว่าสาวๆ พยาบาลซึ่งจะร่วมทีมกันแต่ขับรถมาเองตั้งแต่เมื่อวานอีกครู่ใหญ่ ภาพแรกในใจผมคงไม่ต่างจากที่ทุกคนเคยคิดหรอก ณ ที่นี้อาจไม่ต้องประจานกันอีก ฮ่าๆๆ

 

รถออกมุ่งสู่จอมทอง จุดนัดพบของเราคือพระธาตุศรีจอมทอง เพื่อสักการะเป็นศิริมงคลแก่ตัวก่อนการเดินทางที่ยังไม่รู้อนาคต ผมขับรถตามไปเรื่อยๆ จะกระทั่ง กมที่ 37….. (ขอข้ามเรื่องราวส่วนนี้ไปก่อน ติดตามอ่านได้เรื่องสั้นชุดต่อไป) ถึงที่หมายล่าช้าไปเพราะเรื่องราวระหว่างที่ว่า หากแต่ล่าช้ามากกว่าคือ การมาของพี่สมศักดิ์ พี่ชาวปกากอญอที่หัวหน้าแก๊งค์นัดไว้ให้มารับ ตอนหลังเราเข้าใจได้ว่าทำไมถึงช้า (พี่แกธุระเยอะจริงๆ)

 

เมื่อทุกอย่างล่าช้า กำหนดการณ์ที่เราจะวอร์มอัพการเดินของตัวเองด้วยระยะทางสั้นๆ คือเส้นการเดินน้ำตกผาดอกเสี้ยวจึงถูกขยับขยายไปเป็นเช้าพรุ่งนี้ ส่วนตอนนี้ หัวหน้าบอกว่า “ไป เราไปเดินเล่นกลางนากัน แล้วจะพาไปดูปลาเทราต์” ฮี่ๆๆ ปลาเทราต์

 

หมู่บ้านแม่กลางหลวงแห่งนี้ ตั้งอยู่ กม ที่ 26 เส้นทางจอมทอง-อินทนนท์ ก่อนถึงที่ทำการอุทยานไม่มากนัก เป็นหมู่บ้านพี่น้องชาวปกากอญอ ที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตเดิมๆ แต่เพิ่มส่วนผสมของธุรกิจการท่องเที่ยวเล็กๆ เข้าไปด้วย มองในแง่ดีคือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ใกล้ๆ ตัวอย่างเกิดคุณค่า มองในแง่ร้ายหากผู้นำมุ่งเน้นต่างธุรกิจ วิถีชีวิตเก่าจะค่อยๆ ถูกกลืนไป ส่วนตัวผม เห็นชัดแล้วจากเพื่อนปกากอญอหลายคนที่รู้จักมักคุ้น พวกเขาที่กลุ่มชนที่รักษา นับถือและคงเอกลักษณ์ของตัวเองดีที่สุดกลุ่มหนึ่ง มุมมอง แง่คิดและขนบของเขาสอดรับผสานเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีทางแห่งป่า มิได้หลงลืมคำสั่งสอนของบรรพบุรุษผู้เฒ่าให้หายเลือนไปกับการเวลา จำได้ว่าระหว่างการนั่งคุยกับพวกเขาหลายๆ ครั้ง สิ่งที่ได้ติดตัวมาเสมอคือปรัชญาและสุภาษิตดีๆ ของปกากอญอ

 

อีกครั้ง ที่รู้สึกเหมือนว่าเราได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อีกครั้งที่ไร่ข้าวสีทองลดหลั่นเป็นชั้นเชิงนั้น ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้าน แน่ล่ะบ้านผมไม่ได้มีนาเป็นขั้นบันได ที่บ้านบันไดก็คือบันได นาก็คือนา หากแต่กลิ่นหอมของรวงข้าวนั่นต่างหากที่ไม่แตกต่างกัน กลิ่นหอมที่ทำให้เราย้อนกลับไปสู่อดีตได้ทุกครั้ง และยิ่งแจ่มชัดหากว่ามันจะเคล้าด้วยหยดเหงื่อจากการตรากตรำทำนาของพ่อและแม่ ทุกครั้งที่ได้ไปช่วยลงนาไม่ว่ากระบวนการใด ผมเป็นสุขทุกครั้ง การวิ่งบนโคลนลึกถึงเข่าช่วงหว่านกล้าหรือปักดำ ทำให้ขาผมแข็งแรง แรงเหวี่ยงดินที่ติดปลายกล้าให้กล้ามเนื้อไหล่บึกบึน

 

“กำให้แน่นๆ ใกล้ๆ โคนแล้วดึงถอนออกมาต้นกล้าจะไม่ขาด” พ่อสอนผมไม่ขาดปากเมื่อเห็นกล้าเล็กลอยขึ้นเป็นแพ ตามหลังผม เพราะทำกล้าขาดเสียหายเสียหายต้น เมื่อถึงข้าวตั้งท้องเตรียมออกรวง ทั้งท้องนาจะเขียวชอุ่ม ช่วงนั้นจะมีน้ำขังในนาเราจะวางเบ็ดหาปลากัน ความสุขตอนได้ปักเบ็ดลงกับขอบดินตรงคันนาคือ ความหวัง ความหวังว่าพรุ่งนี้เบ็ดคันนี้จะให้ประโยชน์โภชย์ผลอะไรกับเรา ความสุขและตื่นเต้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งตอนเรามาเก็บเบ็ด ถึงตอนนั้นเราจะลุ้นทุกคันเบ็ดว่ามีปลามากินเบ็ดหรือไม่ วันนี้เราจะได้ปลาสักกี่ตัว พอแกงหนึ่ง หรือได้ปันจ่ายให้ญาติๆ ข้างบ้านด้วย

 

ข้อคิดเกี่ยวกับข้าวที่ผมจดจำแม่นที่สุด เกิดขึ้นตอนเขียนบทสารคดีเฉลิมพระเกียรติ “ขวัญข้าว ขวัญแผ่นดิน” เราลองสังเกตข้าวที่มีรวงสมบูรณ์กับข้าวเม็ดลีบเป็นแกลบจะเห็นความแตกต่าง รวงที่สมบูรณ์จะน้อมคอรวงลงสู่ดินขณะซึ่งรวงที่ไม่มีอะไรภายในกลับชูคอโดดเด่น นั่นคือความสวยงามของความอ่อนน้อม (จำได้ว่าน่าเป็นสุภาษิตของปกากอญอด้วยเช่นกัน) ตอนนั้นผมลงท้ายบทสารคดีตอน “พระมหากษัตริย์ที่ทรงโน้มพระองค์ลงสู่ดิน” ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงตรากตรำพระวรกายมิเหน็ดเหนื่อยเสด็จพระราชดำเนินไปทุกหนแห่งเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรชาวนาของพระองค์ ดุจดั่งข้าวโน้มรวงลงสู่ดิน”

 

เย็นมากแล้ว เรากลับมาที่พัก กินข้าว อากาศเริ่มชื้นมัว น้ำค้างลงแรงตั้งแต่หัวค่ำ ลำธารข้างๆ ยังไหลแรง เราพยายามจุดไฟด้วยวัสดุซึ่งเปียกชื้น แม้ฟืนกองสุมท่วมหัวหากแต่ไฟไม่สามารถลามเลียได้เลย สิ่งที่ทำให้ไฟติดสวยงามคือเศษไม้เล็กๆ ที่หัวหน้าแก๊งค์เตรียมมา เกี๊ยะ ใช่เราลืมมันไปได้ยังไง  เมื่อกองไฟติดแล้วบรรดาเราค่อยๆ ทยอยกันออกมานั่งล้อมวงพูดคุย เฮฮา ร้องเพลง  แต่ละเพลงแสดงให้เห็นชัดถึงยุคสมัยที่คนร้องเติบโต ท่าเต้นที่เคยโด่งดังเมื่อนานมาแล้วก็ได้รับการระลึกถึงอีกครั้ง เรื่องนี้ถามแชมป์ดูก็ได้

 

เอาล่ะก่อนออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น เรามาทำความรู้จักสมาชิกกันก่อน

 

แชมป์ เป็นคนอารมณ์ดี มีแว่นสายตาเป็นอาวุธ หากไม่มีแว่น แชมป์อาจหลงป่า พี่โป้งมือกีตาร์ซึ่งยืมมาจาก “พี่ครับ” เล่นได้พลิ้วไหว และเล่นได้ทุกเพลง หากร้องจบ พี่โป้งจะเล่นได้จนจบเช่นกัน พี่แกบอกว่าอยากได้หนังสือเพลง ตั้งแต่เพลงแรกที่เราเริ่มร้อง จนเพลงสุดท้ายแกก็เล่นได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือเพลง คงต้องเรียกว่า คอร์ดกีตาร์อยู่ที่ใจ นับถือจริงๆ ท่านจอมยุทธ์ เมื่อพูดถึงพี่โป้ง เราไม่พูดถึงพี่แอร์ไม่ได้ ไอ้หนุ่มผมยาวหนึ่งเดียวของแก๊งค์ พี่แอร์น่าจะเป็นหนึ่งในขบวนการเผาโรงเรียนทางภาคใต้ เพราะเผาเพื่อนได้ฮามากๆ พี่แอร์พี่คนอารมณ์ดี เย็น นิ่ง แต่ฮาทุกเม็ดที่พี่แกมีส่วนร่วม พี่แมต หนุ่มผู้เหมาะที่จะเป็นพรีเซนเตอร์สินค้ายี่ห้อหนึ่งมาก ถึงมากที่สุด ใบ้ให้ว่าเป็นซีอิ้วขาว ส่วนยี่ห้อไหนคิดกันเอาเอง

 

ปุ๊ หนุ่มน้อยผู้เงียบขรึม  นิสัยดี ผมคาดเอาเองจากการสังเกตว่าน้องปุ๊น่าจะเป็นคนที่มีความฝันที่สวยงามอีกคน ตาล นึกไม่ออกจริงๆ ว่าก่อนหน้านี้ตาลผมยาว เพิ่งมารู้ตอนหลัง เดาอีกว่าตัดผมเพราะอกหัก (ฮ่าๆๆ) ตาลเป็นน้องที่ดีมาก ใช้อะไรก็ทำ ขออะไรก็ได้ (ใช้ใหญ่เลยตรู)  ตาลต้องการแรงบันดาลใจที่ดี น้องเอ๋ย ก้าวต่อไปตามเส้นทางที่ตัวเองฝันไว้เถอะ สักวันมันมาถึงแน่ ต่อด้วยโต้ง ผู้ผอมบางร่างน้อย (ตรงข้ามกับผมอย่างสิ้นเชิง) โต้งซึ่งเกือบเสียโทรศัพท์ไปในภารกิจ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ใช้ได้เป็นปกติหรือดับขันธ์ไปแล้วยังเสียส่งข่าวมาบอกด้วยว่าที่โทรมาเครื่องใหม่หรือเครื่องเดิม สุดท้ายผู้เข้าประกวดฝ่ายชาย คือ พี่วิตร พี่ชายผู้มากประสบการณ์ ความคิด และความรู้ พี่วิตรจะไม่ได้รับตำแหน่งขวัญใจช่างภาพหรอก แต่ผมขอถือโอกาสนี้มอบตำแหน่ง “ช่างภาพผู้เป็นขวัญใจ” ให้พี่ไปเลย (ผมโคตรชอบภาพกลางนานั่นเลยพี่)

 

มาถึงผู้เข้าประกวดฝ่ายหญิงบ้าง ที่เขียนผู้หญิงหลังเพราะกว่าเธอจะลงมาจากบ้านได้ ไฟก็เผาฟืนไปเกินครึ่งกองแล้ว เอาล่ะใครก่อนดี ผมคิดว่าน่าจะเอาหัวหน้าแก๊งค์ไว้เผาหลังสุด (เผา =  พูดถึง) เรามาเริ่มกันที่ พี่สับปะรด (อิอิ) ถ้าไม่มีพยานยืนยันมากขนาดนี้ ผมคงจะยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าพี่เป็นพยาบาล เพราะเธอมาในคราบสาวเปรี้ยวเฉี่ยวไฉไลด้วยผมทรงที่การันตีว่าต่อให้ทำบุญหนักๆ แล้วเกิดใหม่ก็อาจมิได้ตามอย่างที่พี่แกมี อันนี้เราทุกคนรู้ดี อย่างไรก็ตามไม่ใช่แต่เฉพาะทรงผมเท่านั้น หากแต่ดีกรีความฮา ความบ้า และน่ารักน่าจะเข้มข้นกว่าน้ำเกลือล้างตาหลายเท่า พี่สับปะรดควงคู่ชูชื่นมากับพี่โอเล่ มีดีกรีความน่าเชื่อถือว่าเป็นพยาบาลมากกว่า และยืนยันว่าตัวเองสวยที่สุดในโรงพยาบาลแสวงหา ตอนเด็กๆ มีความฝันอยากเป็นนางงามเท่านั้น (เข้าใจว่ารักเด็กด้วย) โตขึ้นจนป่านนี้ความต้องการของพี่โอเล่เปลี่ยนไป แว่วๆ ว่าตอนนี้กำลังไล่ล่าเพื่อนร่วมทีมเพื่อช่วยกันทำให้จุดมุ่งหมายในการประดับเพชรสำเร็จในเร็ววัน ไหนๆ ก็ไปถึงอ่างทอง จะไม่เลยไปอีกสักร้อยโลแวะลพบุรีหน่อยก็กระไร เพราะงานนี้เรามีอีกพยาบาลมาจากเมืองพระปรางค์สามยอด พี่หมั่ม (มารู้ที่หลังล่าสุด ว่าจริงๆ แล้วชื่อพิม และเรียกตัวเองว่า “หนู” จนติดปาก) พี่หมั่ม หรือพิม หน้าซีดตั้งแต่เนินเขาลูกแรก แบกไม้เท้าก่อนใครเพื่อน ทั้งที่ทราบข่าวว่าผ่านมาแล้วเกือบทุกยอดภูเขาดังๆ ในเมืองไทย เพิ่งมารู้แจ้งแถลงไขทีหลังว่า “ทุกที่ชั้นก็ไปมันอย่างนี้แหล่ะ ผมจึงถึงบางอ้อ” 

 

โบว์ สาวเจ้าสำนักง้อไบ๊ ก็ลงเขามาเพื่อขึ้นดอยกับเราด้วย ก่อนขึ้นดอยโบว์อยากร้องเพลง เทียนหมีหมี่ ซึ่งเป็นเพลงมาร์ชประจำสำนักเป็นปลุกใจตัวเอง งานนี้หัวหน้าแก๊งค์ของเราได้โบว์เป็นมือขวาช่วยโน่นนี่นั่นมากมาย ขอบคุณแทนหัวหน้าแก๊งค์ ณ ที่นี่เลยแล้วกัน อีกน้องนางหนึ่งซึ่งชื่อพ้องเสียงกับสิ่งที่เราพบเจอแทบตลอดทริปคือ ฝน อย่า อย่าเข้าใจผิดว่าสาวชื่อฝนจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฝนตก เปล่า ไม่ใช่เลยสักนิด  “ฝน” มาจากสถานประกอบการใหญ่ยักษ์แห่งสยามประเทศที่เดียวกับแชมป์ โดยที่ทั้งสองไม่เคยเจอหรือรู้จักกันมาก่อน ตลอดเวลาที่เราได้ผิงไฟบนดอยฝนพยายามจะอังรองเท้าให้แห้งเกือบถึงขั้นจุดไฟเผามันเสียดื้อๆ ซึ่งเช้ามาเราถึงรู้ว่าหาประโยชน์อันใดไม่ได้เลย เพราะฝนตกต่อตลอดค่อนคืนหลัง และตลอดชั่วโมงครึ่งของการเดินกลับ

 

เปิ้ล เอ่อ ทริปนี้มีสองเปิ้ล เดิมทีเราตกลงกันว่าจะเรียกเปิ้ลใหญ่ กับเปิ้ลเล็ก แต่แว่วเสียงค้านมาใกล้ๆ ว่า ควรจะเรียกว่า เปิ้ลเล็ก กับเปิ้ลเล็กมากกกกกกกกก จึงจะถูก (ฮ่าๆๆ) เริ่มกันที่เปิ้ลเล็กที่สุดก่อน พี่เปิ้ล หญิงตัวเล็กหัวใจแกร่งของเรา เดินเดินเดินและเดิน ไม่มีปริปากบ่น แม้พี่เปิ้ลจะใส่เสื้อกันฝนขนาดเท่ากับคนอื่น แต่เสื้อของพี่เปิ้ลก็สามารถกันฝนได้ถึงเข่าไม่มีเปียก และด้วยว่าเล็กน่ารัก ทำให้ญี่ปุ่นนายหนึ่งผู้เดินสวนทางกลับลงมายอมสละถุงกันทากให้เป็นที่อิจฉาตาเปียกกันประมาณหนึ่ง  ส่วนเปิ้ลใหญ่กว่า เจ้าของเสียงร้องก้องป่า สำนักข่าวกรองแจ้งมาว่าเธอร้องอย่างนี้ตั้งแต่ทริปแรกๆ กลัวแทบขาดใจ ยังไงก็ไปไม่ได้ แต่เธอก็ผ่านมันมาทุกสนามและไม่ยอมลาออกจากกลุ่ม นับถือ นับถือ

 

เอาล่ะ  มาถึงนางพญาบ้าง เดิมทีก็ตะหงิดๆ อยู่หรอก กับสโลแกน “เที่ยวทำไม ไปกับแอนนี” แต่ไม่ต้องสงสัยไป เพียงแค่คุณสามารถอยู่กับเราจนจบทริป ทุกข้อสงสัยจะกระจ่างกำแพงความฉงนจะมลายหายไป พังพาบลงอย่างกับกำแพงเบอร์ลินในทันใด ก็ไม่รู้ว่าทำไม ใครต่อใครถึงได้ลงความเห็นกันเช่นนั้น แต่ก็จริง แอนอยู่ที่ไหน ฝนพรำถึงขนาดกระหน่ำตลอด งานนี้ หัวหน้าแก๊งค์จึงได้ฉายา เทพธิดาแห่งฝนเป็นแถมติดตัวกลับสุวรรณภูมิ ทราบข่าวว่าหลังจากทริป เธอนำเอาดีเพรสชั่นย่อยๆ ไปกระหน่ำทางฝั่งอีสาน หากเป็นจริงดังนั้น ปีหน้าที่ไหนฝนแล้งวานบอก เราจะทำพิธีแห่แอนกันให้ได้ชุ่มฉ่ำกันเลย ยังมีเรื่องนินทาหัวหน้าแก๊งค์อีกเยอะ แต่โปรดติดตามในเนื้อหาเถิด

 

หลังจากค่ำคืนรอบกองไฟ ที่แสนหนาวๆ ร้อนๆ แล้ว เราต่างแยกย้ายกันไปมุดผ้าห่มของใครของมัน แต่เช้ามาไม่วายยังมีบางคนร้องไห้กระซิกเพราะถูกแย่งผ้าห่ม ที่น่าพูดถึงที่สุดคงเป็นคู่ดูโอ้พี่โป้งและพี่แอร์ทีตอนหัวค่ำนอนกันปกติดีๆ ตื่นเช้ามาทำไมท่านอนดูแปลกและแตกต่างกลับหัวกลับหางกันได้ขนาดนั้น (รายละเอียดถามได้ที่แชมป์ เข้าใจว่าอยู่ในเหตุการณ์เป็นพยานปากเอก)

 

อาหารเช้านี้เป็นที่โปรดปรานของผมมาก เพราะมีกาแฟหอมกรุ่นเป็นเครื่องเคียง คั่วและบดกันเห็นๆ เมื่อทุกอย่างเรียบเกลี้ยงไม่เหลือติดจานแล้ว เราถึงได้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินเส้นทางน้ำตกผาดอกเสี้ยว ซึ่งอตนนี้หลายๆ คนเรียกกันติดปากว่าน้ำตก “รักจัง” เหมือนกับที่เราเรียกร้านโปสการ์ดที่ปายว่าร้านพลอล่า และเรียกร้านกาแฟร้านนั้นว่า ร้านฟิล์ม (แต่ขายกาแฟ) นั่นแหล่ะ

 

น้ำตกผาดอกเสี้ยวเป็นน้ำตก สิบชั้น ที่สวยงาม ชั้นที่สวยงามและสะดวกแก่การชมที่สุดคือ ชั้นที่ เจ็ด แปด เก้า สิบ (เอกสารของอุทยานว่าไว้) เราใช้เส้นทางจากริมถนนสายจอมทอง-อินทนนท์ ซึ่งจะเป็นการเดินลงเสียเป็นหลัก เส้นทางเดินง่ายสะดวกสบาย และเลียบเคียงลำธารลงไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางเราสามารถได้ยินเสียงน้ำตก กระทบหินผาดังเซ็งแซ่อยู่หุบป่าเบื้องล่าง ความสวยงาม อลังการแต่ละจุด แต่ละชั้น แม้จะแตกต่างๆ ด้วยปัจจัยความสูง ลักษณะรอบๆ ด้าน หากแต่ยากเหลือเกินที่จะนำมาเปรียบเทียบว่าจุดไหนงามงด และหมดจดในแง่คุณค่ามากกว่ากัน ก็เราเป็นใคร เป็นเพียงมนุษย์ตัวน้อย ไหนเลยจะไปตัดสินคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเหล่านี้ได้

 

ไม่น่าเชื่อ สายน้ำที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้าที่มองเห็นจะเกิดจากน้ำหยดเล็กๆ

 

ระหว่างทาง หากเราจะสังเกตเห็นพันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นหนาแน่น ทั้งไม้โต ก็ยังโอบอ้อมต่อพืชเถาน้อยใหญ่ มอส เฟิร์น ตะไคร้น้ำแบ่งปันกันเกาะกุมก้อนหินและพื้นดิน แลดูสวยงามเขียวไปทั้งราวป่า เป็นอีกมุมของอินทนนท์ที่น่าจดจำ

 

เพลิดเพลินแทบไม่ทันสังเกต เราก็มาโผล่ตรงศาลาที่เรานั่งทานข้าวกันเมื่อเช้านี้ นั่นหมายถึงเราพร้อมแล้วสำหรับมื้อเที่ยงก่อนที่จะเจอกับการเดินป่าของจริง ผมไม่ลืมที่จะขอแบ่งกาแฟบดเสร็จแล้วบรรจุถุงไปเพื่อบรรยากาศชิลล์เอ้าท์บนยอดดอยสำหรับเช้าวันพรุ่งนี้ ซึ่งแน่ล่ะเราคิดกันไว้สวยงามทีเดียว

 

พี่สมศักดิ์ (พี่จากแม่กลางหลวง) มาส่งเราจนสุดทาง หลังจากเช็คความพร้อมเตรียมตัวและเตรียมใจกันรอบสุดท้าย เราไม่ลืมที่จะไหว้สา ขอขมาและอนุญาตกันอย่างที่นักเที่ยวที่ดีพึงเคารพต่อสถานที่ เราเริ่มต้นเดินเวลาเฉียดกรายบ่ายสามโมง มีลูกหาบสองคนนำหน้าไปหนึ่งอีกหนึ่งคอยรั้งท้าย โดยมีผมอยู่ท้ายๆ ด้วยอีกคน เพียงเนินลูกแรก ผมก็ชิงหอบก่อนเลยไม่รอช้า พาลเกิดไม่มั่นใจกูจะไปไหวมั้ยเนี่ย แต่ก็ฮึดต่อไปไม่ยอมให้พุงเป็นอุปสรรค สักพักก็เริ่มทันคนอื่นๆ หลังจากผ่านลูกแรกจังหวะการเดินและการหายใจเริ่มเข้าที่ ทุกอย่างปรับตัวได้แล้ว ที่เหลือก็แค่เดิน เดิน เดิน เท่านั้น

 

นึกยิ้มในใจเมื่อนึกถึงปรัชญาของเพื่อนชาวปกากอญออีกท่านซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่นี่ เขาบอกว่า “ภูเขาสูงไม่เกินหัวเข่า อยู่ที่เราจะก้าวไปถึงไหน” คำพูดนี้กลายมาเป็นเพลงๆ หนึ่งซึ่งครูป้อ มิตรสหายอีกท่านที่เชียงรายได้แต่งไว้สวยงามทั้งภาษา และท่วงทำนอง (คงต้องกลับไปเยี่ยมยามกันอีกสักครา)

 

ป่าช่วงแรกเป็นป่าค่อนข้างทึบมีไม้ปกคลุมทั่วไป อากาศเย็นด้วยไอน้ำ บางช่วงก็มีหมอกคลุมทำให้เราเห็นเพียงคนหน้าระยะไม่เกินสิบเมตร เราขึ้นและลง ขึ้นและลงกี่ครั้งไม่ได้นับมาแน่นอนป่าค่อยเปลี่ยนไปสองข้างทางตกแต่งด้วยต้นสนเริงระบำด้วยท่วงท่าทำนองที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ  เราเริ่มมองเห็นเขาลูกอื่น เห็นเมฆเคลียคลอหยอกเอินยอดเขาลูกที่ไกลออกไป แดดสว่าง ฟ้าเปิด เป็นนิมิตรหมายที่ดีมากของการเหยียบจมูกเสือ ใช่  เรามาถึงแล้ว มาถึงจุดกางเต้นท์ของคืนนี้ ยอดสูงสุดอยู่ห่างไปทางซ้ายมือไม่น่าเกิน สี่ซ้าห้าร้อยเมตร  พรุ่งนี้เราจะไปถึงตรงนั้น และมันจะไม่สูงเกินหัวเข่าเรา

 

หลังจาก เก็บหลักฐานความสำเร็จกันระดับหนึ่งเราก็ช่วยกันกางเต้นท์ และนาทีนั้นแหล่ะ ที่เค้าลางของความซวยเริ่มมาเยือน

 

ก่อนจะอ่านบรรทัดถัดไป ขอเตือนทุกคนไว้ตรงนี่ว่า อย่าไว้ใจให้คนอื่นจัดอุปกรณ์ให้ เหมือนนักโดดร่มต้องพับร่มเองฉันท์ใด คนเดินป่า ก็ควรต้องเตรียมเต้นท์เองฉันท์นั้น

 

เต้นท์เรามีเพียงพอครับ ห้าหลังใหญ่ และหนึ่งหลังเล็กของผม เพียงพอสำหรับเราสิบเจ็ดคนและลูกหาบอีกสอง แต่เขาเตรียมมีโครงเต้นท์มาแค่สองชุด นั่นแปลว่า หากไม่นับเต้นท์เล็กของผมซึ่งยกให้ลูกหาบไป อีกสามหลังเราไม่มีอะไรจะทำให้มันเป็นโครงเหมือนเต้นท์มาตรฐานได้เลย

 

ข้อพิสูจน์แรกของค่ำคืนในป่า เกาะกุมจิตใจของเรา เราช่วยกันคิด ช่วยกันออกไอเดีย หาทางทำให้มันยืนทรงตัวให้เรามุดเข้าไปซุกหัวนอนในคืนนี้ให้ได้ เมื่อความมืดครอบงำเต้นท์ทุกหลังซึ่งมีรูปร่างอันเป็นปัจเจกก็เพียงพอให้หัวหน้าแก๊งค์ของเรายกตำแหน่งอัจฉริยะข้ามคืนให้กับลูกทีมทุกคนที่ช่วยกันอย่างแข็งขัน

 

เราพอใจกับสิ่งที่ทำได้  แน่นอนผมเชื่อว่ามันจะทำหน้าที่กันลมกันน้ำค้างให้เราได้ตามกำลัง แต่ สาธุ อย่าให้ฝนตกเลย ทันใดนั้น เสียงลมพัดหวีดหวิวเหมือนรับรู้คำวิงวอน อีกทั้งเป็นการทดสอบความแข็งแรงของเต้นท์ไปในตัว ยังดีที่ตอนนี้เราสามารถติดไฟได้แล้วจากฟืนที่ค่อนข้างเปียกชื้น เกี๊ยะช่วยชีวิตเราอีกครั้ง

 

มื้อค่ำของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อความมืดแผ่คลุมทั่วพื้นที่ อาหารใดจะเหมาะกับชาวแค้มป์มากกว่าไปกว่ามาม่า ปลากระป๋องเป็นไม่มี  ผิดแผนไปหน่อยตรงที่ไม่ได้หุงข้าวจากกระบอกไม้ไผ่ดังที่หัวหน้าเคยประกาศไว้ ลุงแกคงคิดว่า “มันจะอยากลำบากไปถึงไหน แค่นี้จะเอากันไม่รอดแล้ว” ฮ่าๆๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะหากหุงกับกระบอกไม้ไผ่จริงไม่แน่ใจว่าเราจะได้กินข้าวสูตรไหนเหมือนกัน

 

ข้าวเย็นธรรมดาๆ มื้อนี้อร่อยมาก อาจจะด้วยบรรยากาศรอบข้าง และมิตรซึ่งร่วมวงกันช่วยให้มาม่ามื้อนี้อร่อยเป็นพิเศษ เป็นอีกครั้งที่รู้สึกอย่างนี้ บรรยากาศมีผลกับรสชาติอาหารจริงๆ

 

เมื่อสงครามความหิวจบลง เราก็เป็นเพื่อนกันอีกครั้ง พื้นที่รอบกองไฟใต้ต้นสน ค่อยๆ ถูกจับจองตั้งวงพูดคุย อากาศหนาวลงรวดเร็วอย่างรู้สึกได้ น้ำค้างทำหมวกไหมพรมใบโปรดเปียกชื้นเรายังคงนั่งคุยกัน เรื่องราวมากมายได้ถูกขุดค้นแลกเปลี่ยน ความยากลำบากระหว่างวันหายไปหมดแล้ว ผมนั่งคุยกับลุงคนนำทางพลางก็รินของเหลวสีอำพันลงคอขับไล่ความหนาวจากภายใน เพราะกองไฟช่วยให้อุ่นข้างนอกเท่านั้น บนนี้ไม่ควรมีสัญญาณโทรศัพท์ (แต่มันก็มี) คงเฉพาะสองระบบที่แข่งขันกันรุนแรงนั่นแหล่ะ ส่วนของผมไม่มีสัญญาณใดๆ แบตเตอรีก็หมด แต่ถึงจะมี ผมเองอยากให้ทุกคนปิดเครื่องมันเสียเลยแค่คืนนี้ บนดอยสูงลิบนี่เป็นการปลดเปลื้องพันธนาการซึ่งจะรัดพันตัวตามมาจากมหานครกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง พรุ่งนี้ลงจากเขาไปค่อยว่ากัน แต่แน่ล่ะความจำเป็นของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน

 

ค่ำนี้ได้มีเวลาแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์กับน้องๆหลายคน และได้รับรู้มุมมองชีวิต ความดีๆ จากน้องๆ และพี่ๆ เหล่านั้นเป็นอันมาก ผมชอบบรรยากาศการแลกเปลี่ยนแบบนี้ชะมัด ประสบการซึ่งถ่ายทอดกันได้โดยไม่อันอะไรลดลงไป มีแต่จะเพิ่มพูนให้เราและอีกฝ่าย บางเรื่องทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปค้นหาด้วยตัวเอง การถ่ายทอดเป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้ก้าวมาถึงทุกวันนี้ ไม่เช่นนั้นเราอาจยังอยู่ถ้ำก็เป็นได้ ใครจะรู้

 

ผมเพิ่งมารู้เอาเดี๋ยวนั้นว่าค่ำคืนนี้เป็นคืนพิเศษของน้องคนหนึ่ง ซึ่งตัดสินใจเลือกที่จะให้รางวัลอายุครบ.....ปี(ให้เจ้าตัวเติมเอง) ด้วยการขึ้นมาฉลองบนที่สูง เราอวยพรกันพอประมาณด้วยไม่ได้เตรียมการอะไรมา จะโทรสั่งเค้กเอสแอนด์พีตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าใกล้เที่ยงคืนเขาจะยังส่งหรือไม่ อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าแม้ไม่มีการฉลองที่ใหญ่โต ไม่มีเค้ก ไม่มีเพลงกระหึ่ม ไม่มีการปิดไฟจุดเทียนให้เป่า อีกทั้งไม่มีกล่องของขวัญ แต่วันเกิดปีนี้น่าจะเป็นปีที่น่าจดจำอีกครั้งของน้อง สุขสันต์วันเกิดครับ

 

เราแยกย้ายกันนอนไม่ดึกนัก เตรียมแรงไว้สำหรับการขึ้นสู่ยอดที่อยู่เพียงแค่เอื้อมซึ่งตอนนี้มองอะไรไม่เห็นแล้ว และแน่นอนเส้นทางขากลับในเช้าวันพรุ่งยังรอเราอยู่ด้วยความระทึก เพราะเราจะกลับอีกทางซึ่งไกลกว่า สวยต่างออกไป และไม่ค่อยได้ใช้

 

ไม่นานนักหลังจากแยกย้าย สิ่งที่เรากังวลก็เกิดขึ้นจนได้ เหตุการณ์คงประจวบเหมาะกับที่เทพธิดาแห่งฝนบริกรรมคาถาก่อนนอนเสร็จแล้วนั่นเอง ไม่การเตือน ไม่มีตัวแสดงแทนและไม่ใช้สลิง เพราะมากระหน่ำพร้อมกันทั้งลมและฝน แน่นอนเต้นท์จากฝีมือการสร้างสรรค์ของอัจฉริยะข้ามคืนย่อมไม่อาจรับภาระหนักขนาดนั้นได้ หลายคนต้องเปลี่ยนที่นอนไปเบียดในเต้นท์อื่น ซึ่งไม่ได้ดีกว่ากันมากนัก ดีหน่อยที่สองเต้นท์ซึ่งมีโครงสร้างแข็งแรงเรียบร้อยนั้นเรายกให้ผู้หญิงไปตั้งแต่ต้น ผู้ชายจึงพอที่จะนอนกันได้อย่างไม่หยี่ระนัก แม้จะต้องขยับขยาย สร้างสรรค์เพิ่มเติมกันกลางดึกก็ตาม คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ในการนอนเต้นท์น้ำก็แล้วกัน นอนบ้างตื่นบ้างจนในที่สุดก็เช้า แต่ฝนยังไม่หยุด เช็คข้าวของเครื่องใช้ไม่มีอะไรน่าตกใจเพราะต่างก็ชื้นแฉะอย่างเท่าเทียมกัน(บรรยากาศช่วงนี้ ในเต้นท์อื่นๆ อ่านเพิ่มเติมได้จากแชมป์) 

 

ฝนหยุดให้เราเหมือนเป็นความกรุณาปรานีประมาณชั่วโมงหนึ่ง พอให้เราได้ต้มน้ำ สำหรับมาม่า (อีกมื้อ) และกาแฟเรารีบจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อย บรรยากาศโดยรอบในเวลากว่าแปดโมงเช้ายังขมุกขมัว มองอะไรได้ไกลไม่เกินยี่สิบเมตร หมอกหนา น้ำค้างแรง ให้นึกถึงหนังเรื่อง The Mist หวังว่าเราคงไม่เจออะไรอย่างนั้น (หึหึ)

 

นกหวีดนาทีทองเป่าหมดเวลาแล้ว ฝนกระหน่ำลงมาอีกครั้ง ตอนนี้เราต้องเร่งเก็บเต้นท์กันท่ามกลางสายฝน แพ็คสัมภาระกันหยาบๆ ก็พร้อมสำหรับการเดินทางกลับ ซึ่งเหตุจำเป็นเหล่านี้ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนใช้เส้นทางเดิมซึ่งเจอมาแล้ว และน่าจะปลอดภัยกว่าในเที่ยวกลับ

 

เที่ยวกลับเปียกแฉะและลื่นกว่าเที่ยวขึ้นมามาก ซึ่งแน่นอนเป็นสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการหากินของทากเป็นที่สุด ทากซึ่งหัวหน้าแก้งค์ยืนยันว่าไม่มี แต่คณะเราก็เสียเลือดให้มันกันเป็นแถว ด้วยสภาพทางลงที่เปียกลื่นนี่เอง ทำให้ตลอดเส้นทางเราจะได้ยินเสียงสาวน้อยนางหนึ่งกรีดร้องเป็นระยะๆ ยืนยันว่ายังไงก็ไม่สามารถลงไปได้ ยังไงก็ต้องตกลงไปแน่ๆ นาทีนี้เราต่างช่วยกันประคับประคอง เกาะกุม เป็นที่ยึดเหนี่ยวให้แก่กัน แล้วเราก็ผ่านเส้นทางทรหดนั้นมาได้ ใช้เวลาไม่แตกต่างจากเที่ยวขึ้นนัก เมื่อถึงจุดที่คิดว่าปลอดจากทากแล้ว เราต่างช่วยกันเช็ค ช่วยกันดูว่ายังมีทากเกาะใครอยู่อีกหรือไม่ แน่นอนโดนดูดกันอย่างทั่วถึงทีเดียว เขียนมาถึงจุดนี้ก็รู้สึกคันรอยแผลยิบๆ

 

หลังจากที่ยืนตากฝนรอพักหนึ่ง รถก็มารับเรากลับ ถึงบ้านต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำ ชำระล้างคราบไคล แน่ล่ะทุกคนพร้อมแล้วสำหรับมื้อเที่ยง

 

มื้อนี้พี่ๆ ทีมพยาบาลโชว์เสน่ห์ปลายจวัก เล่นเอาหนุ่มใหญ่หลายคนติดอกติดใจ แต่หากจะกินอีกคงต้องจ่ายค่าสินสอดโขอยู่ (ไม่เชื่อถามพ่อพี่โอเล่ดูได้ ฮ่าๆๆ)

 

เวลาผ่านไปเร็วมาก นี่ก็วันที่สามแล้วที่เราอยู่ด้วยกัน แน่ล่ะเมื่อถึงเวลาก็คงต้องแยกย้าย ถ่ายรูปร่วมกันอีกครั้ง คำลาสวยหรูคงไม่จำเป็นนัก เพราะเราต่างผ่านการพิสูจน์น้ำใจกันมาแล้ว แน่นอนนี่เป็นการจากกันเพื่อพบกันใหม่ พี่โอเล่ พี่สับปะรด พี่หมั่ม กลับด้วยกัน โดยมีพี่แมต และน้องเปิ้ลติดรถไปด้วยเพื่อไปที่สนามบิน พี่วิตร แอนและโบว์อยู่ต่ออีกวันเพราะยังมีภารกิจที่ต้องสะสาง คนอื่นๆ จะนั่งรถกระบะไปลงที่จอมทองก่อนกลับกรุงเทพเย็นนี้ ผมขับรถกลับคนเดียวเหมือนตอนมา

 

แต่ละคนอาจมีจุดมุ่งหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน และต่างมีเส้นทางเดินของตัวเอง แต่สามวันที่ผ่านมาเราได้ร่วมก้าวย่าง เดินไปในเส้นทางเดียวกัน มิตรภาพ น้ำใจจะยังคงแจ่มชัด และคงได้รับการบอกเล่าต่อไปในการเดินทางครั้งหน้า

แล้วเจอกัน เมื่อเจอกันครับ



/1