*/
  • Hiriotappa
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 342
  • จำนวนผู้ชม : 474088
  • จำนวนผู้โหวต : 56
  • ส่ง msg :
  • โหวต 56 คน
EndlessMemorySymbol

ทุกๆปีจะมีงานรดน้ำดำหัวที่โรงเรียนที่เคยศึกษามาพอดีวาดรูปโรงเรียนไว้หลายๆแง่มุมก็เลยจับมาทำวีดีโอซะเลย แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่า หน่วยงานอื่น หรือ ที่อื่นๆจะไม่มีนะครับเป็นไปตามกาละเทศะ เพราะหากมีงานเก

View All
วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม 2556
Posted by Hiriotappa , ผู้อ่าน : 2048 , 12:04:09 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เร็วๆนี้มีคนมาถามเหมือนกันว่า การขาย กับ การตลาดมันแตกต่างกันยังไงเหรอ ทำไมหลายคนมักชอบจะเอาไปรวมกัน ตัวผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรอกครับ แต่มีปัญหาบางอย่างรุมเร้าหลายเรื่องจากคนที่ค่อนข้างสับสนกับเรื่องพวกนี้ ถึงวันนี้ก็เลยอยากจะอธิบายพอเข้าใจซะเลยว่ามันแตกต่างกันยังไง

ตามคำศัพท์แล้ว การตลาด กับ การขาย มาจากคนละคำกัน แต่จริงๆแล้วมีส่วนสัมพันธ์กันทั้งนี้แล้วแต่ว่าที่ใดจะให้ขอบเขตของสิ่งเหล่านี้ขนาดไหนครับ

เพราะการขายก็หมายถึงการไปขายของ หรือ จำหน่ายผลิตภัณท์ หรือ ผลผลิต ของบริษัท ส่วนการตลาดนั้นหมายถึงวิชาที่ศึกษาปรากฎการณ์เกี่ยวกับตลาด ผู้ผลิต ผู้บริโภค ซึ่งโดยหลักๆแล้วส่วนใหญ่งานด้านตลาดจะนำไปสู่การส่งเสริมยอดขาย หรือ สนับสนุนให้ยอดขายมีมากขึ้น หรือ ก่อให้เกิดกำไรที่เป็นรายได้ของบริษัทต่อๆมา บางบริษัท แยกฝ่ายขาย กับ การตลาดออกจากกันเนื่องจากเหตุที่ว่า งานขายของบริษัทนั้นคืองานพบปะกับลูกค้า การออกไปจำหน่ายผลิตภัณท์ของบริษัท หรือ การวางแผนงานเพื่อให้การขายบรรลุเป้าประสงค์ เช่น เซทอัพ งานขาย การทำให้งานขายเข้าระบบของบริษัทตัวเอง ตลอดจนปิดการขาย หมดการส่งสินค้า หรือ ชำระเงินแต่ละระยะเวลาที่มีใบสั่งซื้อ หรือ ออร์เดอร์เข้ามา ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทแต่ละที่ด้วยเช่นกันว่าต้องการความสะดวกจากพนักงานในแง่ไหน เช่น ไม่มีภาระเรื่องรถรา หรือ ปัญหาอื่นๆ ซึ่งบางบริษัทก็ไม่มีปัญหาในแง่นั้นและไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขืนมีแต่การไปพบลูกค้าบ่อยๆ ลูกค้าที่มีงานยุ่งมากมายอยู่แล้ว หรือ เห็นเราบ่อยจนหน้าช้ำก็จะเบื่อพนักงานขายไปในทันที บางบริษัทก็เห็นว่าหากเกิดอะไรขึ้นการมีพาหนะส่วนตัวสะดวกดี ซึ่งบางที่ก็เห็นว่ามันเกินเลยเวลาที่พนักงานจะปฎิบัติงาน หากมีสเปเชียลรีเควสบ่อยๆ คราวหน้าก็มีอีกก็เลยไม่สนับสนุนเรื่องนี้และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำว่าพาหนะส่วนตัวนัก เพราะหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผมเองเคยมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ครับและเห็นชอบด้วยเลยว่าการมีพาหนะส่วนตัวไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ เพราะหากเราเป็นพนักงานขาย ที่ต้องวิ่งไปดูลูกค้าด่วนๆบ่อยๆ แต่แล้วเราก็ต้องเอางานนั้นส่งต่อไปให้แผนกอื่นซึ่งก็ต้องรอเวลาในการตรวจสอบและตัดสินใจเช่นกัน มันก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการมีพาหนะไปเช็คเรื่องด่วนจากลูกค้าครับ เพราะเขาก็ต้องรอส่วนอื่นจากบริษัทของเราอยู่ดี  ถึงใครไปดูสถานการณ์ได้เร็ว การตัดสินใจ หรือความร่วมมือจากพนักงานฝ่ายอื่นๆ จะเร็วตามทันที่ลูกค้าต้องการไปด้วยไหม? ซึ่งจากประสบการณ์ที่มีมาไม่ใช่เลยครับ แต่ถ้าหากคิดว่ามีพาหนะส่วนตัวเพื่อไปรับแขกไปทานโน่นท่านนี่ หรือ เอาใจผู้บังคับบัญชา แน่นอนว่าจำเป็นอย่างยิ่งกับสถานประกอบการณ์เหล่านั้นครับ ทีนี้ในส่วนของการตลาดนั้นเล่า ทำอะไร ส่วนใหญ่งานของฝ่ายการตลาดนั้นไม่ใช่งานขายก็จริงครับ แต่มีส่วนสำคัญกับงานขายมากที่สุด ซึ่งงานด้านการตลาดนั้นจะเกี่ยวข้องกับ การสร้างราคาสินค้า โปรโมชั่น หรือ วิธีสร้างส่วนแบ่งตลาด หรือ การสร้างตลาดใหม่ ให้กับสินค้าตัวเองเพื่อขายเป็นสำคัญ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงแก้ไขระบบต่างๆของบริษัทให้สนับสนุนงานขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบางบริษัทหากไม่อยากจ้างคนมากเขาก็จะรวมแผนกนี้ไว้ด้วยกัน แต่จริงๆแล้วก็มักจะมีคนสับสนกันนั่นแหละครับว่า อะไรคือ งานขาย และ อะไรคือการตลาด ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เพราะทั้งสองส่วนนั้นมีจุดมุ่งหมายใกล้เคียงกันที่สุดมากกว่าแผนกอื่น เพราะเป้าหมายหลักของงานขาย คือ ยอดขาย เป้าหมายหลักของการตลาด คือ ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายหลักของ ทุกบริษัท คือ กำไรสูงสุด หรือ ทำให้งานขายและการประกอบการมีกำไรมากที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ หวังว่าคนที่สงสัยและอะไรกับผมจังกับเรื่องนี้คงหายสงสัยแล้วนะครับว่า ทำไมบางองค์กรมันถึงรวมทั้งสองอย่างแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เหตุผลก็แบบที่กล่าวมานั่นแหละครับว่า เป็นเพราะจริงๆแล้วมันคนละตัวกันนั่นเอง งานบางที่มีการเคลื่อนไหวในส่วนของงานขายน้อย ส่วนใหญ่การตลาดก็จะสำคัญกว่า แต่ในบางองค์กรก็ไม่เหมือนกันงานขายสำคัญกว่าการตลาด เฟอร์นิเจอร์ของพนักงานขาย การแต่งตัว พาหนะ หรือ อื่นๆ ต้องสื่อภาพลักษณ์มีระดับกับลูกค้า ซึ่งนั่นเป็นวัฒนธรรมของแต่ละที่ เรื่องพวกนี้ที่ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องพาหนะกับงานขายเพราะอะไรรู้ไหมครับ

เพราะระดับการพัฒนาประเทศ ใน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือ จีนในเมืองใหญ่ๆ ตลอดจนอเมริกาหรือยุโรป นั้นเขามีขนส่งมวลชนที่ดีมาก ดังนั้นการไปติดต่องานหรืออะไรต่อมิอะไรมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะไม่มีรถส่วนตัว อะไรที่ไม่จำเป็นก็ถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ แล้วใช้ระบบจดหมายอิเลคโทรนิค หรือ อินเตอร์เนทให้เป็นประโยชน์ วิธีเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุน เรื่องของพาหนะไปลงที่การขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียวครับ กลับดีกับงานด้านบัญชีและต้นทุนของบริษัทเสียอีก ผมยกตัวอย่างง่ายๆว่าพาลูกค้าจากต่างประเทศไปหาอะไรทาน หรือ ไปพบลูกค้าต่างบริษัท หากใช้รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน มันแป๊บเดียวครับโดยเฉพาะการจราจรในกรุงเทพนั้น นอกจากค่าน้ำมัน ค่ารับรองลูกค้า แล้วยังจะมีค่าที่จอดรถ เพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งถามว่าพนักงานขายจะออกเองไหม ตรงกันข้ามกับแค่นั่งแท็กซี่ คนในรถก็จะมีเวลาคุยกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะขับรถไม่ได้  แถมยังสะดวกสบาย ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องไปวนหาที่จอดรถตามตึกหรือห้างใหญ่ๆ อีกต่างหาก ซึ่ง

ถามหน่อยเหอะว่าแม้แต่เวลาว่างของนักธุรกิจนั้นเขาว่างมากขนาดต้องไปนั่งรอรถติดเป็นชั่วโมงๆกันหรือ ซึ่งผมคงไม่บอกหรอกครับว่าค่าน้ำมันที่จ่ายๆกันให้พนักงานขายนั้นจริงๆแล้วกี่เปอร์เซนต์หมดไปกับการเดินทางไปต่างจังหวัด หรือ หมดไปกับตอนรถติดในเมืองมากกว่ากัน ?อันนี้ฝากบอกคนที่โจมตีว่าพนักงานขายนั้นจะต้องมีรถกันทุกคนไปเลยนะครับว่าจากประสบการณ์ที่มีมาตัวเองไม่เห็นว่า การขับรถ หรือ การมีรถยนต์ส่วนตัวจะเป็นเรื่องสำคัญกับงานประเภทนี้ ส่วนใหญ่หัวใจของการตลาดและงานขายของบริษัทที่มีระบบดีๆนั้นหมายความว่า เราจะต้องจัดการดูแล ระบบของบริษัทให้สอดคล้องกับลูกค้าให้ได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด รองลงมาก็คือการจัดลำดับความสำคัญครับว่าอย่างไหนควรมาก่อนมาหลัง คำนึงถึงรายได้ และ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเป็นหลัก หากดูแลระบบดีๆ ถามว่าไอ้เรื่องเหตุฉุกเฉินทั้งลูกค้าทั้งพนักงานขายมันอยากจะมีกันบ่อยๆเพื่อแสดงศักยภาพว่าเรามีหน่วยเคลื่อนที่ที่บริการคุณได้ดีไหม คงไม่ใช่ใช่ไหมละครับ ถามว่าหากมีพนักงานขายไม่ยอมออกไปข้างนอกทำงานอย่างอื่นในบริษัท มันจะเสียค่าไฟ ค่าอินเตอร์เนท ค่าอะไรต่อมิอะไร เพิ่มหรือเปล่าครับ เพราะในรูปแบบบริษัทมันเหมาจ่ายกันอยู่แล้ว ?(ตรงนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการเมืองนะครับ แต่มันจะไปโดนใจการเมืองในบริษัทใครบ้างหรือเปล่า อันนี้ก็คงต้องขอบอกนะครับว่าเราพูดจากันแบบผู้เจริญแล้วมีความคิดดีแล้วถึงได้ชี้แจงออกมาแบบนี้)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Hiriotappa วันที่ : 14/12/2013 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

พอดีมีแรงสะท้อนกลับมา ตอนแรกว่าจะอัพบล็อกภายในวันสองวันก็เลยคิดว่าคงจะเลื่อนไปก่อน อาวุธครบมือครับ หากเจอหาเรื่องกันแบบนี้ไม่ไว้หน้าใครเหมือนกัน ขอเตือนก่อนนะครับว่าพูดดีๆแล้ว อย่างน้อยผมก็ยังดีกว่าพวกท่านเยอะที่ไม่ใช้วิธีแบบที่พวกท่านทำกัน สิ่งที่พวกท่านพยายามจะอ้างมันจะมีคำถามของคนอื่นที่พบเห็นถามตามกันไปด้วยนะครับว่า สิ่งที่ท่านเป็นอยู่ คนอื่น ที่ที่ท่านทำงานแวดล้อมเป้นอย่างไร พูดแค่นี้จะเข้าใจไหม อันนี้ไม่ทราบแต่ถือว่าเตือนสติแล้ว คนเราเอาพระมาใส่ก็ตาม หารูปที่ตัวเเองดูเหมือนหน้าเลื่อมใสไปปะปนก็ตาม มันไม่ได้ช่วยอะไรหากมันไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Hiriotappa วันที่ : 14/12/2013 เวลา : 14.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

พอดีไม่ได้คลิกลบนะครับ แต่เวปเขาลบให้เอง สงสัยเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Hiriotappa วันที่ : 14/12/2013 เวลา : 14.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

ตรงนี้ขอประกาศเลยครับว่าหากที่ใดพบเห็นสิ่งใดผิดปกติ กับบุคคลที่ใช้สำนวนคำว่า คับ ผมขอบอกตรงนี้ว่ารอบๆตัวนั้นไม่เคยมีใครใช้สำนวนนี้ เพระาไม่ว่าจะโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือ ที่อื่นๆที่ตัวเองพบปะมาทุกๆคนสอนกันมาแบบปกติทั้งสิ้น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Hiriotappa วันที่ : 14/12/2013 เวลา : 14.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

อันนี้ของใครเป็นคนเขียนก็รับทราบกันเอาเองนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Hiriotappa วันที่ : 14/12/2013 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

แวะมาเยี่ยมคับ
บทความยาวมากอ่านไม่ไหว
ส่วนตัวเป็นผู้บริโภค มองว่า
จะทำงานตรงนี้ให้นาน อย่า
เอาแต่โปรโมตอย่างเดียว
อย่าลืมว่าทุกคนไม่ได้โง่
เวลาจะพิสูจน์ทุกสิ่ง

เห็นสำนวนแล้วแปลกๆนะครับ เพราะว่าเวลาเขียนเรื่องอื่นๆส่วนมากจะเขียนแบบปกติ ดังนั้นสำนวน คับ นี่ผมดูแล้วรู้สึกว่าออกจะห้วนๆไปหน่อย แล้วก็รู้สึกแปลกๆอีกเช่นกันหากจะไม่อ่านเพราะมันยาวก็ตาม แต่ความรู้สึกของตัวเองแล้ว หัวข้อนั้นถ้าอ่านแล้วก็ไม่น่าจะสามารถออกความเห็นอะไรได้สักเท่าไหร่ การโปรโมทเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้คนอื่นรู้ว่ามีเรา หรือ เรามีอะไรที่แตกต่าง เพราะความแตกต่างของสินค้า และ บริการ นั้นมีความสำคัญมากกับสิ่งเหล่านี้ เรื่องบางเรื่องก็ควรจะอ่าน ก่อนจะบอกว่าใครโง่ไม่โง่นะครับ อย่างที่บอกครับว่าการจะบอกว่าใครเป็นยังไงตัวผมเองก็มีความคิดเช่นนั้นอยู่แล้วเช่นกันว่าต้องดูกันนานๆ และ ดูกันอย่างรอบคอบ
การขาย มีแบบทั้งได้กำไร ขาดทุน เอาเปรียบ และไม่เอาเปรียบ และ มีทั้งผู้ซื้อผุ้ขายทราบและไม่ทราบ หรือ ถูกหลอกหรือเอาเปรียบก็มี เรียกว่าเป็นการขายแบบผิดกฎหมาย การขายให้ได้เงินหมายถึงการขายที่ต้องการกำไร ส่วนการขายแบบไม่เอากำไรแต่ไม่ขาดทุน หมายถึง ความต้องการเป็นที่รู้จัก หรือ ต้องการส่วนแบ่งตลาดจากราคาขายที่ไม่สูงมากนัก
ส่วนการตลาด วงไม่ได้กว้างแบบที่เข้าใจครับเพราะตลาดบางอย่างแคบกวา้งต่างกันตามความหมายที่ใช้ ตลาดเงิน ตลาดทุน บริษัทบางแห่งรับจ้า่งทำการตลาด โดยเฉพาะให้กับลูกค้าแต่ก็ต้องมีเซลส์ไปวิ่งเพื่อทำยอดให้บริษัท บางบริษัททำงานขายเป็นหลัก แต่ก็ต้องมีการตลาดไปชี้เป้าว่าจะขายอย่างไร จึงจะได้อะไรตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เงินเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจะบอกว่าอะไรกว้างแคบกว่ากันบอกไม่ได้ครับ แต่หากมองผิวเผินในความรู้สึกแล้วเราจะมีความรู้สึกว่าตลาดมันกว้่างกว่าทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่จำเป็นครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
4BANK วันที่ : 03/12/2013 เวลา : 12.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

การขาย แบบไทยๆ คือ ขายให้ได้ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ขายไม่ได้ ไม่ได้เงิน
การตลาด จะกว้างการขายมาก ทำตลาด ออกสื่อ ไม่รับเป้ารับยอด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน