*/
  • Hiriotappa
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 342
  • จำนวนผู้ชม : 526907
  • จำนวนผู้โหวต : 57
  • ส่ง msg :
  • โหวต 57 คน
EndlessMemorySymbol

ทุกๆปีจะมีงานรดน้ำดำหัวที่โรงเรียนที่เคยศึกษามาพอดีวาดรูปโรงเรียนไว้หลายๆแง่มุมก็เลยจับมาทำวีดีโอซะเลย แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่า หน่วยงานอื่น หรือ ที่อื่นๆจะไม่มีนะครับเป็นไปตามกาละเทศะ เพราะหากมีงานเก

View All
วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม 2556
Posted by Hiriotappa , ผู้อ่าน : 662 , 23:35:57 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมื่อเร็วๆนี้ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานท่านหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศท่าทางเขาเปลี่ยนไปพอสมควรแต่ก็เรียกได้ว่านิสัยใจคอนั้นยังเหมือนเดิมเขาเป็นคนรู้ทันคนแต่ความสามารรถทางด้านนี้ของเขานั้นบางทีออกจะใช้พร่ำเพรื่อเกินไปหน่อยเนื่องจากคนเราปกตินั้นหากมีใครมารู้ทันเราบ่อยๆนั่นหมายความว่าเขาต้องรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นธรรมดา แต่เรื่องนี้ก็สบายใจครับเพราะว่าเป็นมิตรสหายที่ต้องนึกกันสักพักถึงจะทราบว่าจริงๆแล้วเขาก็คือเพื่อนๆที่มีความเป็นมิตรที่ดีต่อเราคนหนึ่งนั่นเอง คอนเซฺปต์การทำงานของบริษัทเขานั้นค่อนข้างตายตัวและมีแม่บทค่อนข้างแรง ดังนั้นด้วยความที่เป็นบริษัทค่อนข้างใหญ่เรื่องของระบบงานจึงค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป จนกระทั่งแม้กระทั่งพนักงานคนไทยเองหากรับคนจากบริษัทอื่นเข้ามาทำงานแล้วเกิดทำให้งานค่อนข้างช้า เขาจะไม่โทษตัวเอง หรือ บริษัทตัวเองเลย แต่จะโทษว่านั่นมาจากความเคยชินที่คนเหล่านั้นเคยอยู่ที่อื่นมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้ ได้รับคำแนะนำจากผู้ชำนาญการในบริษัทเดียวกันกับเขามานานแล้วเช่นกันในสถานที่ที่ผู้ชายเขาคุยกันแมนๆครับว่ามันเป็นความคิดที่ผิด ที่คิดว่าที่อื่นไป เบรนวอช์ จนทำให้ตัวเองสอนงานคนใหม่ได้ล่าช้า หรือ เกิดความผิดพลาด และเมื่อมีคนทราบก็ต้อง 69 กันมากันไปโยนความผิดให้ที่นั่นที่นี่หรือพนักงานที่อยู่ในระดับรองๆหาจุดยืนไม่ได้ เพราะตัวเองตำแหน่งใหญ่กว่า เขาบอกว่าสิ่งที่บ่งบอกว่ามันเป็นความคิดที่ผิดมีอยู่สองข้อสองมิติครับ

ข้อแรก หมายความว่าก่อนจะสอนงานไม่ได้ดูเลยล่ะสิ ว่าคนใหม่ผ่านงานอะไรมาบ้าง มันเป็นมิติภายในองค์กร การที่ผุ้บังคับบัญชาไม่ทราบความสารถของพนักงานมาก่อนจะทำให้เขามองมิติการทำงานว่างานทุกอย่างเหมาะกับแบบของเขาเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดถึงเลยว่ามันเหมาะกับพนักงานแต่ละคนหรือไม่ เพราะพนักงานแต่ละคนอาจจะมีวิธีคิดและวิธีการทำงานไม่เหมือนกัน และ ทำงานร่วมกับนายแต่ละคนแล้วประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ไม่เท่ากัน แต่การเอาตัวเองเป็นจุดยืนเช่นนี้หมายความว่า ทั้งตัวเอง ทั้งพนักงานเข้าใหม่ก็ตาม จะเห็นมิติขององค์กรเป็นแบบเดียวเท่านั้น นั่นคือแบบที่ตัวเองทำอยู่ และ จะทำแบบนั้น

ข้อสอง นอกจากจะไม่เลือกที่จะตำหนิตัวเอง หรือ ตำหนิลูกน้องให้เปลี่ยนตามแผนงานที่ตัวเองทำแล้วกลับไปตำหนิที่ทำงานเก่าๆที่คนเข้าใหม่เคยทำงานกับคนก่อนๆมามากหน้าหลายตาแล้วก็ว่าของเขาไม่ดีหมด ซึ่งไม่สร้างสรรค์เอาเลยแต่อย่างใด  นั่นหมายความว่าจุดยืนขององค์กรจะรับแต่ที่ตัวเองต้องการทั้งหมดทั้งๆที่อาจจะไม่ใช่ สายตาคนภายนอกจะมีความรู้สึกว่าองค์กรนั้นๆเป็นเช่นนี้ มีระบบยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งๆที่นั่นเป็นเพียงแค่ความคิดของพนักงานในระดับสำคัญๆเพียงไม่กี่คน และไม่ได้อยู่ในระดับการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ หกเก้า ย้อนไปก็ย้อนมาโอนถ่ายความคิดก็จบ ทั้งๆที่หากเราเห็นภาพสองภาพเราจะเห็นว่ามันเหมือนกัน แต่จริงๆแล้วความน่าสนใจหรือเคล็ดลับมันอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ลวดลาย สีสัน และ การลงรายละเอียด

หลังจากนั้นผมถามเขาต่อไปครับว่า แล้วสาเหตุมันน่าจะเกิดมาจากอะไร

เขาประเมินสถานการณ์ให้ทราบนั่นแหละครับว่า มันอาจจะมาจากเหตุผลสองข้อต่างมิติเช่นเดียวกัน

ข้อแรก พนักงานท่านดังกล่าวอาจจะมีมุมมองของการทำงานแบบมิติเดียว เน้นความแม่นยำ สะดวก รวดเร็ว รู้เรื่อง แต่ข้อเสียของสิ่งเหล่านี้จะทำให้  ลูกค้า หรือ พนักงานที่ได้รับการเทรนด์จากเขาหรือเธอได้รับมุมมองการทำงานแค่มิติเดียว เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้รายละเอียด และไม่ค่อยจะบ่งบอกความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆว่าทำอย่างไรจึงจะมีวิธีใหม่ๆในการดึงดูดลูกค้าให้มีความสนใจมาถึงบริษัทของตัวเองมากขึ้น ดังนั้นทุกอย่างมันจึงมาแบบเดิมๆ เป็นไปแบบเดิมๆ และมีแนวโน้มว่ามันจะเป็นไปแบบเดิมๆ พูดง่ายๆว่าปิดกั้นจินตนาการ ชำนาญกับของเดิมๆ

ข้อสอง เป็นเรื่องของมิติในการมีปฎิสัมพัทธ์กับลูกค้าหรือคนรอบข้าง ซึ่งเรื่องของความไว้วางใจนั้นมีผลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเรื่องของมิติการรับสิ่งดีๆจากคนภายนอกหรือสิ่งที่บริษัทอื่นนิยมทำกันจึงดูเหมือนเป็นเรื่องที่ผิดปกติทันทีหากเกิดขึ้นที่นี่ เช่นเงื่อนไขการให้เครดิต กับ เงื่อนไขที่ไม่ให้เครดิต แต่ลูกค้ามีค่าใช้จ่ายเท่ากันหากไม่ให้เครดิต ความเคยชินจะทำให้คิดว่าทั้งสองเงื่อนไขแตกต่างกัน ทั้งๆที่มันไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด ดังนั้นการเข้าใจว่าคนอื่นเคยชินกับระบบเก่าๆของเขามากเกินไปจนเกิดการฝังหัว จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเอามากๆ

แน่นอนว่าพอคุยกับเขาถูกคอแล้วก็คุยกันต่อครับว่ายังไง เขาก็เลยให้ผมลองออกความเห็นมาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนตัวแล้วก็มองตามมุมของตัวเองได้คร่าวๆนั่นแหละครับว่า

ข้อแรก การฝังหัวกับการทำงานแบบเก่าๆในที่ทำงานเก่าไม่ใช่อุปสรรคของการทำงาน แต่กลับดีเสียอีกว่าคนมีประสบการณ์นั้นหมายความว่าเขามีของมาก่อนแล้ว ดังนั้นเราจะดัดแปลงยังไงให้ส่วนที่เขามีมาก่อนสามารถใช้ทำงานร่วมกับระบบของที่ทำงานปัจจุบันให้มันลื่นไหลได้ ซึ่งนี่คงจะไม่ใช่หน้าที่ของคนใหม่ๆในสถานที่นั้นๆ

ข้อสอง ความสะดวกรวดเร็ว รู้เรื่อง ได้เงินเร็ว นั่นอาจจะดีจริง แต่ในมุมมองของค่าใช้จ่ายแล้วมันอาจจะไม่ใช่เสมอไป เพราะหากเราสามารถได้เงินจากลูกค้าเร็วเท่าไหร่ แต่ค่าใช้จ่ายในการทำให้ได้เงินเร็วนั้นเป็นไปได้เช่นกันครับว่ามันอาจจะมากขึ้นกว่า ไม่ต้องให้ได้เร็วขนาดนั้นก็ได้ เหมือนหากจะลงทุนติดอินเตอร์เนท ไฮสปีด แน่นอนว่าในรายที่ไม่รีบมาก มันมีความสำคัญขนาดไหนเมื่อ 5 – 6 ปีก่อนที่จะต้องใช้ ไฮ-สปีด อินเตอร์เนท หรือ การเร่งอีเมล์ รีพอร์ท หรือ อะไรต่อมิอะไรก็ตาม กับการที่ข้อมูลเป็นพลวัตร เคลื่อนไหวตลอดเวลา หมายความว่าจะต้องมีการแก้ไขรายงานซ้ำซากด้วยเรื่องเดิมๆ จนกว่าทางลูกค้าจะยอมบอกข้อมูลมาทั้งหมดก่อนหรือเปล่า แล้วมันจะดีไหม หากเป็นแบบนั้นแล้วค่อยทำรายงานมาซะทีเดียว ตรงกันข้ามกับเมื่อเวลาผ่านไป การให้บริการอินเตอร์เนทแบบ ไฮ-สปีด อาจจะถูกมากขึ้นกว่าเดิมและใช้ได้คุ้มค้าขึ้นหรือเปล่า ซึ่งมิติแบบนี้เรียกว่าไม่ได้มองในมิติของเรื่องต้นทุน มองแบบเดียวว่าจะขายให้ได้มากๆ เร็วๆ รู้เรื่องได้ยังไง

 

ข้อสามนี่ค่อนข้างสำคัญครับคือเรื่องของสีสัน รายละเอียดที่ต้องเติมเต็มเข้าไปในการติดต่อสื่อสารหรือพรีเซนต์งานของบริษัท จุดสำคัญก็คือทักษะส่วนตัวของพนักงานแต่ละท่านนั้นควรมองให้ออก หรือ ทำยังไงก็ได้ให้เข้าใจวิธีคิดและวิธีการทำงานของเขา แล้วหากเราเป็นผู้บังตับบัญชาที่ใส่ใจพนักงานแต่ละคนแบบเท่าเทียมกันและด้วยความจริงใจเราก็จะเห็นความแตกต่างของเรา ช่องว่างระหว่างความคิดของพนักงานกับผู้บังคับบัญชา หรือ แม้แต่ช่องว่างระหว่างพนักงานแต่ละคนกับความเป็นตัวตนของบริษัทที่กำลังทำงานอยู่ แน่นอนว่ายิ่งมีของมาเยอะเท่าไหร่ การเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี ควรจะสามารถแนะนำได้เช่นกันว่า สิ่งใดควรนำมาใช้ต่อยอด หรือ นำมาทำให้เกิดอะไรที่สร้างสรรค์ต่อไปได้

ผมตอบเขาไปสามข้อสามเหตุผลง่ายๆว่าตัวเองมีความคิดแบบนี้ ซึ่งจริงๆแล้วความใจกว้างของผู้ที่เป็นผุ้บังคับบัญชาหรือนายจ้างนั้นแน่นอนว่าเรื่องพวกนี้น่าจะมีกันทุกคน แต่บางคนอาจจะใช้มันไม่เป็น หรือ มีความคิดยึดติดเช่นเดียวกันกับแง่ร้ายของคำว่าฝังหัวจากเรื่องเก่าๆจากที่อื่น แต่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดอีกนั่นแหละครับว่า ความใจกว้างคือ เรื่องของคนใจสปอร์ต ไม่ขี้เหนียว ซึ่งนั่นมันเกี่ยวกับเรื่องเงินเท่านั้น เพราะในเบื้องลึกแล้ว ความใจกว้างคือการเปิดรับฟังความเห็นของคนอื่น เปิดรับในส่วนที่จะอธิบายให้เกิดความเข้าใจซึ่งต้องใช้ความอดทน หากอยากจะอธิบาย หรือ ฟังใครอธิบาย รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ใช่ให้เราทำตามความต้องการของเขาให้ได้ทันทีเดี๋ยวนี้เดี๋ยวนั้น หรือไม่ก็ต้องเข้าใจครับว่าแต่ละคนแตกต่างกัน หากเกิดอะไรขึ้นตัวเองรับผิดชอบไหม ถ้าเขาทำอะไรให้เราไม่ได้ขึ้นมา

ภาพชวนสงสัยในความคิดของเราที่มองเพื่อนร่วมงานในขณะนั้นแบบงงๆ 

ท้ายสุดท่านนั้นเขาชอบอกขอบใจครับที่กล้าพูดแบบนี้ เพราะเขาเองบอกผมเองว่าในบางสถานที่ทำงานนั้นเรื่องของเงินและเพอร์ฟอร์แมนซ์อาจจะค่อนข้างตายตัว บริษัทอาจจะติดอยู่กับพนักงานคนใดคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าทำเงินให้กับบริษัทได้มากมาย แต่ค่าใช้จ่ายเยอะแยะ แต่นั่นก็ไม่ใช่กิจการในรูปแบบครอบครัว ดังนั้นคำว่าบริษัทจึงไม่อาจจะอยู่ได้ด้วยเงิน หรือ ปัจจัยสองอย่าง ซึ่งนอกจากเงินแล้วอีกอย่างหนึ่งคือ พรรคพวก เพื่อนฝูง สิ่งที่ขาดหายคือศิลปะในการทำงาน หรือ การดำเนินกิจการ ทีนี้คนที่มองอะไรแบบมิติเดียวก็จะเข้าใจอีกว่า มันคือการไปวาดรูป หรือ ไปสร้างงานศิลปะในการส่งอีเมล์ หรือ หาสติ๊กเกอร์ เด็ดๆ ส่งไปคุยกับลูกค้า หรือเปล่า แน่นอนว่าหากอ่านกันมาถึงตรงนี้แล้วมันคงไม่ใช่ แต่น่าจะหมายถึง การทำอะไรไม่ให้จำเจ เช่น พนักงานคนหนึ่งบอกว่า การเขียนอีเมล์ เอาแต่หัวข้อ อะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ ส่งเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่ก็พอ แต่บางคนบอกว่า กลัวลูกค้าอ่านไม่ครบ อ่านไม่หมดให้เข้าใจ ดังนั้นเขียนสองบรรทัดพอแล้วแต่ใช้รูปประโยค บังคับให้ลูกค้าอ่านให้หมด เพราะมันสั้นเข้าใจง่าย สองความคิดนี้ที่จริงแล้วดีไหม คงต้องบอกว่าดีทั้งคู่ครับ เพราะเราสามารถปรับนำไปใช้กับลูกค้าได้หลายประเภท ดังนั้นเขาเห็นด้วยที่ว่าไอ้ประเภทของใครดีกว่าแล้วนั่นอาจจะเป็นผลงานกับใครให้ได้หน้า เรื่องแบบนี้คนเป็นนายใหญ่น่าจะเลิกปลูกฝังความคิดแบบนี้ไว้ซะตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นแทนที่มันจะเป็นเบรนสตอร์ม มันจะกลับกลายเป็น เบรนวอชช์คนอื่น แต่เอาของเราใส่ไปแทนให้คนอื่นยอมรับ และเกิดมีเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ที่ต้องใช้ความคิดที่ไม่ถูกยอมรับเพราะสาเหตุนี้ก็จะใช้ไม่ได้ ทั้งๆที่มันไม่ได้มีอะไรผิดพลาด จริงๆแล้วก็นึกสมน้ำหน้าในใจนั่นแหละครับว่า จ้างมาแล้วให้เขาคิดเขาทำ แต่พนักงานของตัวเองทำให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ไปซะ พอคนนั้นคนนี้ไปอยู่ที่อื่นมันเกิดฮิตถล่มทลายขึ้นมา ผมเองมีเพื่อนอยู่บริษัทเทรดดิ้งญี่ปุ่นแห่งหนึ่งเช่นกัน เคยเห็นเธอเขียนรายงาน แล้วเธอบอกผมว่ารายงานที่เธอเขียนนั้นส่วนใหญ่เธอพยายามเขียนรวมๆ เพราะพฤติกรรมของลูกค้านั้นบางทีเหมือนเด็กที่ไม่ยอมกินผัก เขาจะเลือกอ่านแต่จำนวน เงื่อนไข ราคา วันส่งมอบ เท่านั้น แต่เขาจะไม่อ่านอย่างอื่น แต่สำหรับบางคนเขาก็จะมีวิธีเขียนเป็นการอธิบายจาก กราฟ หรือ ตาราง  ในบางแง่ใครบางคนเกิดมีความคิดแบบผู้นำบริษัทที่ตรงกันขึ้นมา การสู้รบภายในก็จะตามมาเรื่อยๆอีกเพราะกลัวว่าคนนั้นจะได้หน้า คนนี้จะได้เลื่อนตำแหน่งไปคุย หรือ ไปอะไรกับคนตำแหน่งสูงๆ มันกลายเป็นแบบนั้นไป ที่ไอเดียต้องกลายเป็นค่าผ่านทาง หรือ ต้องกลายเป็นสิ่งที่ต้องเสียไปให้คนอื่นก้าวขึ้นไปแทนสิ่งที่ตัวเองคิดและวางแผนงานไว้ แล้วใครเล่าอยากจะคิดอะไรใหม่ๆ สร้างอะไรใหม่ๆ ต่อยอดให้กับสถานที่ที่เขาทำงาน จะให้เกิดสิ่งเหล่านี้ทั้งผมและคนที่คุยด้วยเห็นพร้อมต้องกันนั่นแหละครับว่า วัฒนธรรมองค์กรเท่านั้นจึงจะสามารถกวาดล้างมาเฟียประเภทนี้ออกไปได้ ไม่เช่นนั้น 69 กันไปกันมา ขู่โน่นขู่นี้ก็หมดเรื่องแล้วก็ทำแบบนั้นกันต่อ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ใช่เจ้าของ บางคนนายตัวเองเอาเหล้าไปให้ลูกค้า ยังมาด่าลับหลังว่าให้เหล้าเท่ากับแช่ง จริงๆเรื่องพวกนี้มีเหตุมีผล แต่หากมาลองนึกดูว่าถ้าเป็นเรามีคนเอากระเช้าขนมผลไม้มาให้ แต่ไม่มีเหล้า ราคาของตัวเราอาจจะดูด้อยค่าในสายตาคนให้หรือเปล่า เพราะตราบใดที่เรายังใช้เงินวัดค่าของสิ่งของต่างๆ หมายความว่านั่นก็ยังอยู่ในรูปแบบความคิดเดิมๆเช่นกันว่าการให้ของมีราคาถือเป็นการให้เกียรติกันนั่นเอง เพราะน้ำผลไม้ นม หรือ เครื่องดื่มประเภทอื่นๆที่มีราคาไม่สูงมากกับบางรายอาจจะเป็นเหมือนเราเปรียบเทียบคุณค่าของเขาไว้แบบนั้นด้วยหรือเปล่าในที นั่นก็แล้วแต่จิตวิทยาของแต่ละรายครับ รถปลอดเหล้า เราปลอดภัย แต่อันตรายร้ายๆลึกๆอาจจะไม่ได้มาจากเหล้านั่นแหละครับ ยิ่งเล่ายิ่งเป็นภัย เรื่องนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่เจอบางสถานการณ์ในการเผชิญหน้ากับพวกไม่ยอมรับความจริง หรือ หน้าด้าน นั่นแหละครับ (จำมากจากผู้ประกาศรายการช่องทหารตอนเกือบห้าทุ่มคืนนี้ที่อ้วนๆปากใหญ่ๆหน้าเหมือนเกรมลินส์ นั่นแหละครับ)


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน