*/
  • hooknoi
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : worasakc@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-30
  • จำนวนเรื่อง : 181
  • จำนวนผู้ชม : 568071
  • จำนวนผู้โหวต : 853
  • ส่ง msg :
  • โหวต 853 คน
<< กุมภาพันธ์ 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556
Posted by hooknoi , ผู้อ่าน : 3585 , 17:06:18 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 12 คน ย่าดา , PAI-NAI-PAI-GAN และอีก 10 คนโหวตเรื่องนี้

 

อ่างทองได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำสายสำคัญสองสายไหลผ่าน คือแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยา อ่างทองเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของผู้คนในแถบภาคกลางมาเป็นเวลายาวนาน  ในอดีตเมืองแห่งนี้มีชื่อว่า “เมืองวิเศษไชยชาญ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อยบริเวณที่ตั้งอำเภอวิเศษชัยชาญในปัจจุบัน แต่สันนิษฐานว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา แม่น้ำน้อยได้เกิดตื้นเขินจนการสัญจรทางน้ำไม่สะดวก จึงมีการย้ายเมืองมายังริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับขนานนามเมืองใหม่แห่งนี้ว่า “เมืองอ่างทอง”

อ่างทองเป็นจังหวัดเล็กๆที่ในอดีตเทียบได้กับชานเมืองหลวงที่มีกรุงศรีอยุธยาเป็นพระนคร ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจึงเลือกมาเที่ยวอยุธยา มากกว่าจะมาเยือนจังหวัดเล็กๆอย่างอ่างทอง แต่ในความเป็นจริงอ่างทองก็มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง ซึ่งผมจะพาไปแนะนำกันครับ การเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่านบางปะอินก่อนมุ่งหน้าอำเภอป่าโมก ผมเลี้ยวซ้ายก่อนถึงตัวอำเภอเล็กน้อยเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดท่าสุทธาวาส วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น

 

 

เนื่องจากวัดท่าสุทธาวาสตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยก่อนจึงได้รับผลกระทบจากอุทกภัยบ่อยครั้ง ดังนั้นที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทรงงานช่วยเหลือประชาชนอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้สมเด็จพระเทพฯได้โปรดเกล้าให้บูรณะวัดท่าสุทธาวาสให้งดงามดังที่เห็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ที่ประกอบด้วยภาพไตรภูมิ ภาพพระมหาชนก เป็นต้น

และบริเวณศาลาการเปรียญของวัดท่าสุทธาวาสยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ตุ๊กตาชาววังในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยที่นี่จะมีชาวบ้านมารวมกลุ่มกันสร้างสรรค์งานตุ๊กตาชาววังหลากหลายรูปแบบ โดยเราสามารถเข้าชมวิธีการผลิตอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย

สถานที่ถัดไปคือวัดป่าโมกที่ตั้งอยู่ห่างออกไปพอสมควร วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระพุทธไสยาสน์ที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย  โดยไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างองค์พระ มีเพียงหลักฐานการบูรณะในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา ในปีพ.ศ.2271 นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องพุทธลักษณะอันงดงามขององค์พระพุทธไสยาสน์แห่งวัดป่าโมกแล้ว วัดป่าโมกยังมีตำนานเรื่องพระพุทธไสยาสน์พูดได้ที่เล่าขานกันว่า ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาด จนพระโต พระในวัดป่าโมกป่วยหนัก อุบาสิกาที่เป็นหลานของพระโตจึงได้อธิษฐานต่อพระพุทธไสยาสน์ คราวนั้นเกิดเสียงออกมาจากพระอุระของพระพุทธไสยาสน์ บอกถึงตำรายาแก้โรค และเมื่อพระโตได้รับยาต้มตามคำบอกเล่า ก็กลับหายเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์

 

 

จากอำเภอป่าโมก ผมมุ่งหน้าไปตามถนนสายเล็กที่สองข้างทางร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ มองเห็นทุ่งข้าวเขียวขจีแผ่ขยายไปไกลสุดลูกหูลูกตา จนมาถึงอำเภอวิเศษชัยชาญ ที่นี่ในอดีตคือชุมทางการค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำน้อย ที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่เป็นแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเจริญรุ่งเรืองมากจนเป็นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5

และแม้นว่าตลาดศาลเจ้าโรงทอง ตลาดเก่าแก่ของเมืองวิเศษชัยชาญ จะเกิดเพลิงไหม้ในปี พ.ศ.2548 จนทำให้เรือนแถวไม้อายุเก่าแก่ถูกเพลิงเผาพลาญไปจนเกือบหมด แต่ด้วยความเข็มแข็งของชุมชน รวมถึงความร่วมมือจากภาครัฐ ทำให้การสร้างบ้านเรือนที่เสียหายขึ้นมาใหม่ ยังคงรูปแบบและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวตลาดศาลเจ้าโรงทองเอาไว้ ดังนั้นในวันนี้เราจึงได้เห็นเรือนแถวที่แม้นจะสร้างขึ้นด้วยวัสดุสมัยใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายของเรือนแถวโบราณด้วยประตูไม้บานเฟี้ยม บางหลังมีการสลักเสลาลวดลายงดงาม และด้วยความที่ตลาดศาลเจ้าโรงทองแห่งนี้เป็นแหล่งขนมไทยโบราณ ดังนั้นเพียงเดินผ่านป้าย “ตลาด 100 ปีศาลเจ้าโรงทอง” เราก็จะได้เห็นร้านขายขนมไทยมากมายให้เลือกชิม ทั้งขนม จ่ามงกุฏ ทองหยิบ ทองหยอด และที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือขนมเกสรลำเจียก ขนมไทยโบราณที่หาทานกันไม่ง่ายนัก

เนื่องจากตลาดศาลเจ้าโรงทอง เป็นตลาดเก่าแก่ที่มีความเป็นมายาวนาน และปัจจุบันก็ยังคงสภาพของการเป็นตลาดซื้อขายสินค้าของผู้คนในอำเภอวิเศษชัยชาญ ดังนั้นที่นี่จึงเป็นตลาดที่ไม่เน้นขายนักท่องเที่ยวจนหลงลืมรากเหง้าของตนเองไป การเดินเที่ยวตลาดศาลเจ้าโรงทองจึงได้อารมณ์ของการเดินตลาดโบราณที่เต็มไปด้วยขนมไทยอร่อยๆ ขณะเดียวกันก็ยังมีบรรยากาศการซื้อขายของกินของใช้ อันเป็นเสน่ห์ของการเดินเที่ยวตลาดอย่างแท้จริง

หลังจากเดินชิมขนมไทยพร้อมทั้งหอบหิ้วขึ้นรถกลับมาเป็นของฝากแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ คราวนี้เราไปยังวัดม่วงที่อยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอวิเศษชัยชาญนัก สิ่งที่สังเกตเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่เลี้ยวเข้าเขตวัดคือพระพุทธรูปองค์มหึมาสูงตระหง่าน ตัดกับเส้นขอบฟ้าบนผืนนาข้าวสีเขียวขจี นี่คือ พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 จนมาเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2550 ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้นถึง 16 ปี

นอกจากเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อใหญ่แล้ว ที่วัดม่วงแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกสององค์ คือหลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารแก้วอีกด้วย อันที่จริงแล้ววัดม่วง เคยเป็นวัดร้างมาก่อน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาในปี พ.ศ.2525 หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ได้เข้ามาธุดงค์ในบริเวณวัด และได้บูรณะวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ จนได้รับการประกาศยกขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ ในปี พ.ศ.2527

ภายในเขตวัดพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาเที่ยวชมและสักการะหลวงพ่อใหญ่ ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว บ้างก็มากันเป็นรถบัสคันโต นอกจากนี้บริเวณโดยรอบวัดยังมีปูนปั้นแสดงพระพุทธประวัติ รวมถึงแดนนรก สวรรค์ ให้ผู้มาเยือนได้ชมอีกด้วย ผมใช้เวลาพอสมควรอยู่ภายในวัดเพราะด้วยพื้นที่อันกว้างขวาง กว่าจะเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งจึงใช้เวลาพอสมควรรวมถึงต้องเผื่อเวลานั่งพักเหนื่อยด้วยเพราะแดดยามบ่ายนั้นร้อนระอุเหลือหลาย

 

 

ผมขับรถออกมาจากวัดเพื่อไปยังสถานที่ถัดไป ที่แห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองวิเศษชัยชาญพอสมควร เส้นทางลัดเลาะไปตามถนนหลวงสายรอง ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเล็กที่สองข้างคือนาข้าวสีเขียวสด หลังจากผ่านไปหลายโค้ง เลี้ยวไปหลายแยก ผมก็มาจอดยังอาคารโบราณเล็กๆหลังหนึ่งที่หลงเหลือเพียงผนังทั้ง 4 ด้าน อาคารนี้คือ พระตำหนักคำหยาด พระตำหนักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ผู้ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 10 วันก่อนจะทรงสละราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาธิราช สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา

หลังสละราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ได้ทรงออกผนวชและสร้างพระตำหนักคำหยาดขึ้นเพื่อปลีกพระองค์มาอยู่ไกลพระนคร พระตำหนักแห่งนี้ก่อด้วยอิฐยกพื้นสูง บริเวณใต้ถุนเจาะเป็นช่องรูปประตูโค้งแหลม ตามคติการสร้างที่นิยมมาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เครื่องบนของอาคารพังทลายลงมาหมดสิ้น เหลือเพียงผนังสี่ด้าน

 ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระตำหนักคำหยาดได้ถูกทิ้งร้างเช่นเดียวกับวัดวาอารามจำนวนมาก จนพระตำหนักคำหยาดได้ทรุดโทรมลงกลายเป็นอาคารร้างที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่ง แต่ด้วยความสำคัญทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และงานสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ทางกรมศิลปากรจึงได้ทำการอนุรักษ์และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อย และแม้ปัจจุบันความเจริญได้คืบคลานเข้ามาประชิดพื้นที่ของพระตำหนักคำหยาด แต่อย่างน้อยบริเวณโดยรอบพระตำหนักก็ยังได้รับการปกป้อง วันนี้ผมจึงสามารถเดินชื่นชมพระตำหนักคำหยาดท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบ ชวนให้จินตนาการถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของอาคารแห่งนี้

 

 

หลังจากเดินชื่นชมพระตำหนักคำหยาดจนทะลุปรุโปร่งแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายถัดไปที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก นั่นคือวัดขุนอินทประมูล วัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์อันงดงามอีกแห่งหนึ่ง แต่เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้องค์พระพุทธไสยาสน์แห่งนี้ได้รับความเสียหายจนต้องมีการบูรณะครั้งใหญ่ ดังนั้นองค์พระในขณะนี้จึงถูกบดบังไปด้วยโครงเหล็กของช่างฝีมือที่กำลังบูรณะพระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูลให้กลับมางดงามดังเดิม

สำหรับชื่อวัดขุนอินทประมูล มีที่มาจากตำนานที่ว่า ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา มีนายอาการ ตำแหน่งขุนอินทประมูล ผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และตั้งปณิธานที่จะซ่อมสร้างวัดร้างแห่งหนึ่ง แต่ด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวที่ไม่เพียงพอ ขุนอินทประมูลจึงได้ยักยอกพระราชทรัพย์หลวง จนสามารถซ่อมสร้างพระพุทธไสยาสน์และสิ่งก่อสร้างต่างๆในวัดได้สำเร็จ แต่ต่อมาถูกจับได้ ขุนอินทประมูลก็ยังไม่ยอมรับผิดเพราะเกรงว่าถ้าสารภาพแล้ว ผลบุญจะไปตกอยู่กับพระเจ้าแผ่นดินแทน จึงถูกลงโทษจนสิ้นใจ    

 เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงทราบความ และทรงตระหนักถึงแรงศรัทธาของขุนอินทประมูล จึงโปรดให้ฝังร่างของขุนอินทประมูลไว้ในเขตวิหารด้านหลังพระพุทธไสยาสน์ และพระราชทานนามว่า วัดขุนอินทประมูล พร้อมทั้งถวายนามพระพุทธไสยาสน์ว่า พระพุทธไสยาสน์ขุนอินทประมูล

 

 

บรรยากาศยามเย็นบริเวณวัดขุนอินทประมูลดูสบายๆ ไม่ร้อนระอุเหมือนในช่วงเที่ยง ผู้คนยังคงแวะเวียนมาสักการะพระพุทธไสยาสน์แม้จะยังอยู่ในช่วงบูรณะ พระพักตร์ขององค์พระดูงดงามโดยเฉพาะเมื่อต้องแสงแดดอ่อนๆยามบ่าย ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะลาลับ เราขับรถต่อไปยังจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ นั่นคือวัดไชโย วัดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกแห่งหนึ่ง วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระมหาพุทธพิมพ์ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่ปรากฎหลังคาวิหารสูงใหญ่มาแต่ไกล

เนื่องจากเป็นเวลาเย็นแล้ว ผู้คนที่มาสักการะพระมหาพุทธพิมพ์จึงดูบางตา ผมเดินเข้าไปยังวิหารที่สร้างคร่อมองค์พระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ มีหน้าตักกว้างถึง 16.1 เมตร พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิม สมเด็จพระพุทธจารย์โต (โต พรหมรังสี) ได้สร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ ไม่ปิดทองเอาไว้กลางแจ้ง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้โปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ แต่ขณะลงรากฐานของวิหาร ส่งผลทำให้องค์พระพุทธรูปพังทลายลงมา จึงมีการสร้างองค์พระขึ้นมาใหม่ โดยใช้รูปแบบเดียวกับหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร ที่กรุงเทพฯ   

หลังจากสักการะพระมหาพุทธพิมพ์แล้ว ผมเดินมาที่ท่าน้ำหน้าพระอุโบสถเพื่อพักเหนื่อยจากการตระเวนเดินทางไปทั่วจังหวัดอ่างทองในวันนี้ สายน้ำเจ้าพระยาไหลเอื่อย แสงแดดยามเย็นเริ่มอ่อนแรง ตลิ่งริมน้ำเหมาะแก่การนั่งชมวิถีชีวิตที่ดำเนินไป อ่างทองแม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็เต็มไปด้วยสถานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะศาสนสถานที่ก่อกำเนิดขึ้นจากแรงศรัทธาของผู้คนในลุ่มภาคกลาง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ย่าดา วันที่ : 08/09/2016 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

วัดม่วง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง 19.9.53 ตอนที่ 1
http://www.oknation.net/blog/dada/2010/09/24/entry-1
วัดม่วง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง 19.9.53 ตอนที่ 2
http://www.oknation.net/blog/dada/2010/09/25/entry-1
แปะไว้เป็นที่ระลึก

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ย่าดา วันที่ : 08/09/2016 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

ย่าไปเที่ยวที่นี่ ตั้งแต่ปี 2010 ก่อนคุณนกฮูก3 ปี ดูที่บล๊อกตัวเองแล้วลิงค์มาถึงที่นี่ ได้ระลึกความหลังอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
มารูโกะ วันที่ : 21/02/2013 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maruko

ไปวัดไชโยฯ วัดขุนอินทร บ่อยมากค่ะ ก็คิดว่าสองวัดนี้สวยงามมากอยู่แล้วนะคะ แต่อยากจะบอกว่าฮูกน้อยถ่ายภาพมาสวยกว่าที่เห็นอีกพะเรอเกวียน


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
นรพัลลภ_ประณุทนรพาล วันที่ : 12/02/2013 เวลา : 11.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/norapallop

ภาพแรกก็พาลงไปทัวร์จนถึงสุดท้าย
ยังไม่เคยไปอ่างทองเลยครับ
และก็จริงอย่างว่า คือถ้าไปทางนั้นก็จะติดอยู่แค่อยุธยา

อยากไปเห็นพระใหญ่กับข้าวเขียวๆ ที่วัดม่วง

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 12/02/2013 เวลา : 11.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

น่าเที่ยวดีครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เกสรมาเฟีย วันที่ : 12/02/2013 เวลา : 10.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipammo

ภาพเคลียร์ ชัดแจ๋ว สวยงามมาก

เคยไปวัดม่วงเมื่อ 2 ปีก่อน ที่นั่นยังสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เอ๊ะ สวยมากขึ้นอีกสิ เพราะฝีมือการถ่ายภาพไม่ธรรมดา

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 11/02/2013 เวลา : 23.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

พระพุทธรูปวัดม่วง อ่างทองใหญ่มากจริงๆ ยิ่งกว่าวัดศรีชุมสุโขทัย ทุกภาพชัดจริงๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Icy วันที่ : 11/02/2013 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hutandoh
I'm not a photographer ติดตาม trip ฝึกถ่ายรูปทางนี้เลยครับ http://www.oknation.net/blog/mrapirak

รูปสวยมากกกกกกกกกกกกกครับ
อ่านแล้วมีความสุข ขอบคุณที่นำอ่างทองมาฝากกันครับ

ความคิดเห็นที่ 8 Icy ถูกใจสิ่งนี้ (1)
hooknoi วันที่ : 11/02/2013 เวลา : 18.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hooknoi
บ้านนายนกฮูก

ยังเที่ยวทั้งนอกประเทศและในประเทศอ่ะครับ เพราะเมืองไทยสวยขนาดนี้จะไม่เที่ยวเมืองไทยได้ยังไงครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
พูนทรัพย์ วันที่ : 11/02/2013 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gowithauntie
รักโลกใบนี้จัง

เลืกไปเที่ยวเมืองนอกแล้วหรือจ๊ะ

เมืองไทยก็สวยไม่แพ้ใครแต่ร้อนจัง เที่ยวไม่ค่อยหนุกหนาน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
BlueHill วันที่ : 11/02/2013 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

หนึ่งในจังหวัดอู่ข่าวอู่น้ำของไทยเราครับ

ความคิดเห็นที่ 5 Icy ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นักเดินทางตัวเขื่อง วันที่ : 11/02/2013 เวลา : 10.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/navigaty

คิดไว้แล้ว..อย่าเห็นว่าเป็นแค่เพียงจังหวัดใกล้กรุงนะเนี่ย..หากให้ฝีมือคุณฮูกน้อย..กะเรื่องเล่าขาน..ตำนานเมืองอ่างทอง..แล้วล่ะก้อ..ไว้ใจได้เสมอ..เลิศหรู..ด้วยสวยงามมากๆ ค่ะ..
คุณฮูกน้อย..ห่างหายไปนิดนึง..กลับมาก้อมีทีเด็ดเสมอค่ะ..ชอบ สวย..เด่นตลอดกาล..

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
suksabuy วันที่ : 10/02/2013 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suksabuy

วัดขุนอินทประมูลทประมูล ช่วงนี้กำลังมีงานเกษตร 8-17 ก.พ.56

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
suksabuy วันที่ : 10/02/2013 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suksabuy

วัดขุนอินทประมูลทประมูล ช่วงนี้กำลังมีงานเกษตร 8-17 ก.พ.56

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
RiverSky วันที่ : 10/02/2013 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/storyriversky

ถ่ายภาพได้สวยมากค่ะ อยากไปกราบพระที่วัดม่วงจัง

ความคิดเห็นที่ 1 กำหนัน , Icy ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 10/02/2013 เวลา : 17.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

คุณฮูกน้อยหายไปนานนะคะ
มุมมองภาพไม่ทำให้แฟนบล็อกผิดหวังเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน