• เชลยเนชั่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : v_sat2002@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-07
  • จำนวนเรื่อง : 167
  • จำนวนผู้ชม : 394378
  • ส่ง msg :
  • โหวต 156 คน
คนสามัญประจำเมือง
ในฐานะเชลยหรือตัวประกัน แค่เสรีภาพที่จะคิดเพียงในใจก็ยังเป็นเรื่องไกลเกินฝัน...วันนี้ยินดี ยินดีที่เราพบกัน...
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/hostage
วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม 2556
Posted by เชลยเนชั่น , ผู้อ่าน : 2727 , 14:02:38 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

       ในที่สุด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ก็ประกาศออกมาว่าบันไดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองตามแนวทางของมวลมหาประชาชนคือการใช้มาตรา 3 และ มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ

         “เมื่อระบอบทักษิณหมดอำนาจ อำนาจก็จะกลับคืนสู่ประชาชน ตามบทบัญญัติ มาตรา 3 จากนั้น ประชาชนจะได้รวมกันเลือกตัวแทนจากสาขาอาชีพ เป็นสภาประชาชน ที่กำหนดนโยบาย ทำหน้าที่สภานิติบัญญัติ เพื่อการเปลี่ยนแปลง ตรากฎหมายเลือกตั้ง ตรากฎหมายต้านทุจริต สภาประชาชนเป็นผู้เลือกคนดี ที่ไม่ใช่คนพรรคการเมืองเป็นนายกฯ และ ครม.ชั่วคราว ตามบทบัญญัติ มาตรา 7

          จากนั้นรัฐบาลภาคประชาชนจะทำตามแนวนโยบายสภาประชาชนให้เสร็จโดยเร็ว เช่น การกระจายอำนาจการปกครองทุกจังหวัด การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย จะดำเนินการให้มีการเลือกตั้งตามประชาธิปไตย ทั้งรัฐบาลประชาชน สภาประชาชนจะกลับบ้าน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป”

         คำประกาศนี้ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ลอยออกมา แต่มันถูกกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีจาก “วอร์รูมพิเศษ” ที่ประกอบขึ้นด้วยนักกฏหมายชั้นหัวกะทิหลายต่อหลายคนมีทั้งที่ปรากฎตัวบนเวทีราชดำเนินและซ่อนตัวอยู่บนหอคอย บางคนมีตำแหน่งเป็นถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันการศึกษาชื่อดัง

        เนติบริการมวลมหาประชาชน ที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ประดุจตะเกียงส่องทางของกำนันสุเทพ ทำให้เขามั่นใจเหลือเกินว่าภารกิจการเปลี่ยนบ้านแปลงเมืองครั้งนี้มีฐานทางวิชาการรองรับ

        “วอร์รูมพิเศษ” ก๊วนนี้ออกแบบไว้ตั้งแต่ออกสตาร์ทว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้ต้องดันสุดซอย จนเกิดภาวะ “สูญญากาศทางการเมือง” เพื่อเปิดประตูให้ใช้มาตรา 7 ที่บัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

      เมื่อมีการวางเป้าถึงห้วง “สูญญากาศทางการเมือง” จึงเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวอย่างบ้าระห่ำ บุกยึดสถานที่ราชการ หลายต่อหลายแห่ง บีบให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ต้องลาออก กดดันองค์กรอิสระให้ฟันส.ส.ของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้รัฐสภาเกิดภาวะง่อยเปลี้ยเสียขา ตามมาด้วยคำประกาศสุดซอยไม่เอาทั้ง “ลาออก” และ “ยุบสภา” คือทำทุกอย่างให้เกิดบ้านเมืองเดินเข้าสู่ความตีบตันหาทางออกไม่เจอ

         และเมื่อนั้นจะเป็นหนทางให้มาตรา 7 มีลมหายใจขึ้นมา

       ตามแผนที่กุนซือราชดำเนินอยากให้เกิดคือให้มวลมหาประชาชนเคลื่อนไหวกดดันจนนายกฯ หาทางออกไม่เจอ บริหารประเทศไม่ได้กลไกราชการล่มสลาย จนต้องยุบสภา และลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะส่งผลให้ครม.ต้องหลุดตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ บีบให้นายกรัฐมนตรีถวายคืนอำนาจอธิปไตยกลับไปยังพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 3 ก่อนจะถ่ายโอนกลับมายังประชาชนอีกที

        จากนั้นมาตรา 7 จะมารับไม้ต่อ เมื่ออำนาจอธิปไตยที่จะถูกถ่ายโอนกลับมาจากพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่เหลืออยู่ในตำแหน่งเช่นประธานศาล องค์กรอิสระ หรือประธานวุฒิสภา จะเป็นผู้เสนอทูลเกล้าทูลกระหม่อมขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานเพื่อสถาปนา “สภาประชาชน” ขึ้นมาเพื่อปฏิรูปประเทศไทยก่อนที่จะกลับเข้าสู่การเลือกตั้งอาจจะใช้เวลาทำงานอย่างน้อย 3 ปี

      

        แหล่งข่าววงในจากราชดำเนิน แจ้งว่าแกนนำมีความมั่นใจว่าจะขับเคลื่อนไปสู่การจัดตั้งสภาประชาชน ได้โดยหวังว่าจะให้เป็นเหมือนโมเดล “สภาสนามม้า” ในปี 2517 เกิดขึ้นหลังจากที่นักศึกษาประชาชนหลายแสนคนออกมาเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลในที่สุดนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นจอมพลถนอม กิตติขจร ต้องหนีออกจากประเทศไทย

        ในครั้งนั้นนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินกระบวนการจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ถูกเรียกว่า “สภาสนามม้า” เพราะใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่จัดการประชุม โดยเชิญประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวน 2,347 คน ต่อมาคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเพียง 299 คน

        อย่างไรก็ตาม “โรดแมพ” ที่กำนันสุเทพ และวอร์รูมได้ออกแบบไว้นั้น แม้จะมีความเป็นไปได้ในทางกฎหมายแต่ในสภาพความจริงมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

        ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร 2549 “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ก็เคยคิดจะใช้ไม้นี้เล่นงานรัฐบาลทักษิณ มารอบหนึ่งแล้วแต่ไม่สำเร็จ

   

       กล่าวคือขับเคลื่อนมวลชนไปบุกยึดสถานที่ราชการ หลายแห่ง หวังจะพังกลไกการบริหารบ้านเมืองให้พังพินาศ เพื่อเปิดทางใช้มาตรา 7 ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน แต่ความฝันต้องดับสูญไปเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่านายกรัฐมนตรีพระราชนั้นนั้นไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

         การจะนำโมเดลมาตรา 7 ขึ้นมาปัดฝุ่นเพื่อล้มระบอบทักษิณ เปิดทางสู่การจัดตั้ง “สภาประชาชน” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม

        เพราะจะเจอแรงต้านมหาศาล จากข้อกล่าวหาดึงในหลวงให้ลงมาพัวพันความขัดแย้งทางการเมือง แถมยังเสี่ยงที่จะนำบ้านเมืองไปสู่สงครามระหว่างประชาชนด้วยกันเองอีกด้วย

        อย่าลืมว่าสภาพสังคมไทยวันนี้มันไม่เหมือนเมื่อปี 2516 ที่มีประชาชนอยู่ฝ่ายเดียว ยังไม่แตกออกเป็นขั้วเป็นสีเหมือนวันนี้ ในเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อรัฐถอยออกจากอำนาจ เกิดสูญญาศ ประชาชนสามารถสมานพลังกันฟื้นฟูประชาธิปไตยในบ้านเมืองได้ไม่ยากเย็น เพราะทุกฝ่ายร่วมมือกันเป็นอย่างดี

   

        แต่สังคมไทยวันนี้ประชาชนแตกแยกออกเป็นอย่างน้อย 2 กลุ่ม การลุกขึ้นมาปฏิวัติประชาชนของฝ่ายหนึ่งก็จะถูกต่อต้านจากอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้อย่างแน่นอน

       กว่าจะปฏิวัติประชาชนได้สำเร็จ ก็ต้องผ่านการนองเลือดครั้งใหญ่ในแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถามว่าสังคมไทยพร้อมจะเดินเข้าไปสู่จุดนั้นหรือไม่?

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
หนุ่มทับเที่ยง วันที่ : 13/12/2013 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/25peera

คนไทยไม่ได้โง่จะปิดประเทศ3ปี..นานชาติเขาไม่ยอมรับแค่ม๊อบยืดเยื่อ2เดือนทัวส์ต่างประเทศยกเลิกหมดธุรกิจเจ้งเกือบแสนล้านบริษัทที่เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยวทางภาคใต้เจ้งเลิกกิจการไปเกือบหมดนี้ยังไม่รวมธุรกิจอื่นๆจะเข้าสู่ AEC.ในปี2558 ถ้ายังอยู่กันอย่างนี้ไปเป็นเมืองลาวเมืองเขมรกันได้เลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
วรรณสุข วันที่ : 12/12/2013 เวลา : 14.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

แล้วควรจะเป็นยังไงต่อดีคะ คิดไม่ออกเลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เปิดใจพล.อ.ปฐมพงษ์

เปิดอกชายชาติทหาร พล.อ.ปฐมพงษ์ วันที่กองทัพถูกม็อบสั่งซ้ายหันขวาหัน

View All