• ฮอยล้อ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : muangson_kot@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 118
  • จำนวนผู้ชม : 126516
  • ส่ง msg :
  • โหวต 84 คน
ทุ่งแล้งและดินแตกเขิบ
เล่าเรื่องราวกลางทุ่ง เม็ดดิน เม็ดทราย และดอกหญ้า
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/hoylaws
วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม 2551
Posted by ฮอยล้อ , ผู้อ่าน : 4365 , 21:25:15 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          ข้าพเจ้าได้ยินคำว่าสังข์สินไซครั้งแรกจาก หนังตะลุง หนังปะโมทัย หนังบักตื้อเหล่านี้คือบริบทเดียวกันแต่เรียกแผกแตกต่างกันไปในความหมายอันเป็นหนึ่งเดียว ย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งที่ในหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ พอดวงตะวันคล้อยเคลื่อนลับทิวไม้ เสียงกระดิ่งที่แขวนคอวัวควายแผ่วแว่วมาตามทางดินทรายโปงเล้ง ๆ ๆ หนักบ้างเบาบ้างตามจังหวะก้าวย่างมุ่งหน้าสู่เฮือนพักเซา ทันทีที่แสงตะเกียงสว่างม่อง ๆ ๆ แม่ค้าวางของขายรายเรียงสองฟากถนน เหล่าเด็กหญิงชายวิ่งไล่จับกันจนฝุ่นฟุ้งขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นแพรหมอก และนั้นแสงนวลของแสงตะเกียงเจ้าพายุขับให้เวทีหนังตะลุงตระการตายิ่งนัก เสียงกลองอันเร้าเร่งปะทุ้งปะ ปะทุ้งปะ บักหลอดปอดป่อง ไถนาวันพระ ฝนตกซะบักหลอดปอดป่อง เด็กชายผู้ซุ่มเสียงพอใช้ได้ตะโกนออกมาอย่างจะอวด

          เหนือสิ่งอื่นใด จากแหล่งพูดคุยและวงสนทนาใต้ร่มมะขามใต้ร่มฉำฉาหรือบนคันคูนาในยามพักเหนื่อยผู้เฒ่าผู้แก่สานข้องสานไซ หรือคำผญาอบร่ำอยู่ในสายลมของทุกฤดูกาล เพราะสังข์สินไซกุมาร โลกลือฤทธีกล้าฯ ก็เก่งในระดับปราบยักษ์ได้ อย่างราบคาบทีเดียวแหละ ไม่เก่งได้อย่างไรในเมื่อพระอินทร์ส่งลงมาจุติบนโลกมนุษย์ อินจิ่ง ใส่ชื่อน้อย ในเลขลานคำฯ...

เมื่อนั้น  ปางคำคุ้ม  คะนิงธรรมทงมาก

เห็นฮุ่ง  ญาณยอดแก้ว  เทียวไซ้ชาติพระองค์ฯ

          คัดจากคำนิยมของจารุบุตร เรืองสุวรรณ ในหนังสือเรื่องสังข์ศิลป์ชัยฉบับ ดร.ปรีชา พิณทอง(น.5เล่มเดียวกัน) สำนวนของนายมั่น จงเรียน อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนกุมภวาปี อ้างอย่างเดียวกัน ว่าท้าวปางคำกวียุคโบราณเป็นผู้แต่ง ท้าวปางคำซ้ำเป็นเจ้าเมืองหนองบัวลำภู

          ข้าพเจ้าใช้อ่านเทียบทั้งสองสำนวน(สังข์ศิลป์ชัย กลอนสวด 2 เล่มจบ องค์การค้าของคุรุสภาพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2513 แต่งเป็นกาพยานีและสุรางคนางค์ ส่วนฉบับภาษาลาวของมหาสิลา วีระวงส์พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2492-2494-2497-2512 และล่าสุด พ.ศ.2552 ในปีเดียวกันนี้ สินไซ ครูประมวล พิมพ์เสน ไทเมืองขอนแก่นก็ปริวรรติออกมาพิมพ์เผยแผ่เช่นกัน โดยถอดออกมาจากหนังสือผูกมรดกของนางสมจิตร ขัติยวงศ์)เทียบเคียงและเปิดสารานุกรมคำอีสานของดร.ปรีชา พิณทองไปด้วย เพราะภาษาเก่าโบราณบางทีก็ไม่คุ้นและไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันแล้วก็หลายแห่ง  คำหลายคำมันเลือนรางอยู่ในความทรงจำ อย่างคำว่าเคี่ยน แม่ใหญ่สีร้องบอกบักเขียดว่า"มึงอย่าลืมไปเคี่ยนควายลงจากดอนนาเด้อ ผูกไว้ที่เดียวควายตายแท้ๆนะ"ก่อนจะกระโจนลงแปลงนาเพื่อปักดำข้าวกล้าร่วมกับมวลสมาชิกที่ยืนรอคอยท่าดนนานแล้ว เด็กสมัยนี้ไม่ได้เลี้ยงวัวเลี้ยงควายเขาเลี้ยงเกมส์ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ จึงไม่อาจรู้คำว่าเคี่ยน มันหมายความว่าย้ายจากที่แห่งหนึ่งไปอีกแห่งนั้นเอง

เทื่อนี้...มันต่าวตั้ง.....เข้าข่วงหิมพานต์

เฮาก็....มาเอาอา.......เคี่ยนคาวไปหน้า

(บทที่ 9 อนุยุทธกัมบั้น คำกลอนที่1129 น.174 สังข์สินไซ ฉบับมหาสิลา วีระวงศ์)

*อา  น. น้องสาวของพ่อเรียกว่าอา เช่น อาติ๊ อาอ่ำ อาสีมา  อาสี อาสวย  ถ้าขึ้นชื่อว่าอาต้องเป็นคำเรียกแทนตัวฝ่ายหญิงเท่านั้น

*อาว  น.น้องชายของพ่อเรียกอาว เช่น อาวบวย อาวซาย อาววิทย์

*น้า น. ญาติทางฝ่ายแม่ถ้ามีศักดิ์เป็นน้องของแม่ไม่ว่าหญิงหรือชายเรียกว่าน้า เช่นน้าใย น้าพุทโธ น้าลี

**ต่าว- ก. กลับ ขั่นเจ้าไปเที่ยวอย่างจุใจแล้วขอให้เจ้าต่าวคืนบ้านหาลูกหาเมีย คนละความหมายกับคำว่าตาว ซึ่งแปลว่ามีดดาบ

***เคี่ยน- ก. ย้าย เปลี่ยนจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่ง แม่ใหญ่สีบอกบักเซียงไปเคี่ยนเชือกวัวหรือควาย  ไปเคี่ยนเชือกวัวออกจากแดดแนเด้อ หมายความว่าให้ย้ายที่ผูกวัวใหม่ ด้วยการเอาเชือกไปผูกที่หลักใหม่อาจจะเป็นที่ใต้ร่มตะคร้อเปรี้ยวหรือร่มมะม่วง ไม่ใช่ผูกไว้กลางแดดจุดเดียวจนตลอดทั้งวัน คำว่าเคี่ยน เป็นคำในตระกูลภาษาไท-ลาวโบราณ

เรามาร่วมกันวิเคราะห์วิจารย์และค้นหาแง่มุมอันมีคุณค่า รวมทั้งตั้งคำถามเพื่อก่อประโยชน์ต่อลูกหลานรุ่นหลัง และค้นหาความหมายในประวัติศาสตร์ทางภาษาที่บรรพบุรุษของเราเคยใช้

ขอเชิญบทนมัสการดังนี้

ศรีสุพะ...มังคละเลิศล้ำ.....สิทธิเดชลือชา

           นาโถสุด..............ยอดญาณไตรแก้ว

           สวัสดีน้อม............ในธรรมพุทธบาท

คุณพระ.ยกใส่เกล้า............ชุลีล้ำยอดญาณฯ

(สังข์ศิลป์ชัย ปรีชา พิณทอง สำนักพิมพ์ศิริธรรม พ.ศ.2532 น.1)

          ดร.ปรีชา พิณทองถอดความ,สังข์ศิลป์ชัย ฉบับพิมพ์คราวฉลองเนื่องในวาระเมืองอุบลครบรอบ 200 ปี  เมื่อพ.ศ.2523  และสำหรับสังข์ศิลป์ชัยฉบับของนายมั่น จงเรียน ซึ่งไม่ระบุปีที่พิมพ์ ) และจิตร ภูมิศักดิ์อ้างถึงว่าท้าวปางคำกวีเอกของลาวเป็นผู้แต่งเรื่องสินไชย หรือ สังข์ศิลป์ชัย อ้างเอาไว้ในหนังสือชื่อว่า ความเป็นมาของคำสยามไทยลาวและขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง สำนักพิมพ์.ดวงกมล มกราคม พ.ศ.2524 น.594) 

          นี้คือวรรณคดีพื้นถิ่นชั้นเยี่ยมของอุษาคเนย์ ซึ่งผู้คนในแถบลุ่มแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำของต้องภาคภูมิใจ เป็นปรากฎการณ์มหัศจรรย์ของมนุษยชาติที่สามารถผลิตผลงานอันยิ่งใหญถึงเพียงนี้ขึ้นมาประดับบรรณพิภพ ให้มนุษยชนคนเดินดินได้ร่วมซร้องเสพ กวีนามว่าท้าวปางคำเป็นถึงเจ้าเมืองหนองบัวลำภูได้รจจนาเอาไว้ โดยประมาณว่าร่วมยุคสมัยของพระสุริยวงศาธรรมมิกราชแห่งกรุงล้านช้าง (ระหว่าง พ.ศ.๒๑๗๗-พ.ศ.๒๒๓๘ น.126 ประวัติศาสตร์ลาว มหาสิลา วีระวงส์และคัดจากสังสินไซส่วนของประว้ติท้าวปางคำ ฉบับพิมพ์ภาคภาษาลาวร่วมกับสโมสรนักเขียนอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น พ.ศ.๒๕๕๒)

มหากวีอย่างท้าวปางคำท่านรจนาสังข์สินไชยขึ้นในยามใด

ยามนั้น...มหาเมฆเค้า...คะน่งเน่งบังบด

.............สูระพาเอียง...อวยแลงลงไม้

อาทิตย์...จรจันทร์แจ้ง...เดือนสามสัดตะพีส

.............สลูฮูปเนื้อ...เนาวะซ้อยชอบยามฯ

         นั้นคือห้วงเวลาที่มหากวีท่านรจนาวรรณคดีสำคัญและยิ่งใหญ่นี้เอาไว้ เป็นมรดกให้ลูกหลานได้ร่ำเรียนศึกษา จะเรียกคำประพันธ์นี้ว่าโคลงลาว ตามยุคสมัยที่มันเกิดขึ้นในภูมิภาคอุษาคเนย์ของคนในลุ่มแม่น้ำโขงที่ใช้ภษาในตระกูลไทย-ลาวสื่อสารระหว่างกัน มหาสิลา วีระวงส์ประมาณว่าอยู่ระหว่างปีฉลู พ.ศ.๒๑๙๓ ภายหลังจากท่านกลับจากการพาไพร่พลไปเที่ยวคล้องช้างที่เมืองจำปาศักดิ์และกำลังหวนคิดถึงหญิงสาวที่เป็นถึงเจ้าเมืองจำปาศักดิ์

          เราจงมาตามฮอยสินไซร่วมกัน อย่าปล่อยให้ผู้หนึ่งผู้ใดดุ่มเดินอยู่เพียงลำพังนะเออ

          บทเริ่มต้นของสินไซว่าไว้อย่างนี้  เชิญทัศนาดูเถิดเพื่อนมิตร  เผื่อว่าจะกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ และค้นหาความหมายในนั้นว่ามีอะไรบ้าง มันคงได้อรรครสมากกว่าผู้อื่นถ่ายทอดกระมัง  หรือจะรอให้ฝรั่งต่างบ้านเมืองมาจับมือสอน เพราะต้องให้ผู้มาจากเมืองเจริญมาชี้จึงจะรู้คุณค่าวรรณคดีท้องถิ่น  ต่อไปใครอยากหาอ่านต้นฉบับใบลานต้องบินไปอเมริกา เยอรมันหรือญี่ปุ่น เพราะเขากว้านซื้อเอาไปศึกษาหาความรู้  เพื่อจะได้กลับมาสอนให้ลูกหลานเราอ่านในภายหลัง ถ้าเราไม่ยอมตื่นตัวหันมาให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง

 

<ตัวอักษรไทน้อยที่ใช้จารลงบนใบลานถ่ายทอดเรื่องสังข์สินไชย>

          หนังสือผูกนี้เป็นมรดกสุดรักหวงของยายพิมพ์คนคุ้มหนองคูเมืองขอนแก่น ตัวยายพิมพ์ไม่ได้เข้าโรงเรียนจึงไม่ได้หนังสือสักตัว ในยามตำฮูกทอผ้าน้องสาวก็จะอ่านสังข์สินไซขับกล่อม กระทำเช่นนี้เป็นประจำ และในวันแบ่งปันมรดกยายพิมพ์ก็ขอหนังสือผูกนี้มาเป็นเจ้าของแทนที่จะรับเอาทรัพย์สินอื่น

บัดนี้......ข้าจักปุนแต่งตั้ง...ไขซาดแปลธรรม...ก่อนแล้ว

เป็นที่.....ยูงแยงฝูง...พ่ำเพ็งพายซ้อย

ความที่...อัศจรรย์ล้ำ...โลกากงทีป...เฮานี้

มีใน.......ห้าสิบซาดแท้...เทียวใช้ส่งเวร...แท้แล้วฯ

<ซาด ในที่นี้หมายถึงชาดก>

 

 

<หนังสือผูกสังข์สินไซฉบับใบลานจารด้วยภาษาไทน้อย>

          ตัวไทน้อยคืออะไร ก็คืออักขรตัวเขียนของภาษาพูดที่ผู้คนลุ่มแม่น้ำโขงใช้สนทนากันเป็นประจำวัน อธิบายแบบชาวบ้านก็ว่าอักษรที่ใช้เขียนและใช้พูดเป็นแบบเดียวกันหรือสอดคล้องต้องกัน อักขรตัวไทน้อยใช้จารลงในใบลาน  และสลักลงบนแผ่นศิลาแลง ดูจากร่องรอยเก่าสุดคือจารึกพระธาตุร้างบ้านแร่ ศักราช จ.ศ.๗๑๒ ตรงกับพ.ศ.๑๘๙๓ ปีเดียวกับพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีหรืออโยธยาตามเอกสารโบราณ (น.225 ศิลาจารึกอีสาน ธวัช ปุณโนทก สนพ.มหาวิทยาลัยราคำแหง) ผลงานจากการลงสำรวจและทำวิจัย ครั้งแรกศึกษาอ่านคำโบราณในเอกสารใบลาน พ.ศ.๒๕๑๑-๒๕๑๒ และลงพื้นที่ทั่วภาคอีสานระหว่าง พ.ศ.๒๕๒๑-๒๕๒๓(ความนำในศิลาจารึกอีสาน เล่มเดียวกัน)

          และหนังสือผูกสังสินไซก็จะถูกนำมาอ่านกล่อมผู้คนในงาน งันเฮือนดี งัน ถ้าเป็นคำกริยาความหมายก็คือเอิกเกริก ฉลอง สมโภช (สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย ดร. ปรีชา พิณทอง)เฮือนนี้หมายถึงบ้านถึงเรือน ส่วนคำว่าดีก็หมายความว่าเมื่อผู้คนชาวบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมแซ้ซ้องปลอบขวัญด้วยการละเล่นต่าง ๆ รวมทั้งการอ่านเรื่องสังข์สินไซนั้นด้วยก็จะช่วยให้เฮือนหลังนั้นที่กำลังโศกสลดดีขึ้นเป็นลำดับ 

บัดนี้...... ยังมีนัคเลศล้ำ...ชั้นชื่อเป็งจาล

.............นิคมคน...........คั่งเพ็งพอตื้อ

.............เซียงหลวงล้น...รุงลังล้านย่าน

.............น้ำแผ่ล้อม.......ระวังต้ายชั่วตาฯ

 

.............ภูเบสสร้าง.......นครใหญ่อยู่กระเสิม

.............เมียงเมียงพายงาคำ........อยูโฮงพันช้าง

.............อัศดรม้า..........มโนมัยฮ้อยคู่

.............นายแอบฟ้อน.....พะลานกว้างแกว่งแพนฯ

          สังข์สินไชย กวีนิพนธ์ที่ท้าวปางคำแต่งนี้มีทั้งหมดสิบห้าบท วรรณคดีเรื่องสังข์สินไชยนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ท้าวปางคำแต่งไป ๑๕ บท นับแต่สินไซนำเอาอากลับคืนเมือง ส่วนที่สองตอนลูกท้าวสินไซสู้กันกับลูกท้าวทั้งหก ส่วนที่สามยักษ์กุมภันฑ์คืนชีพมาลักเอานางสุมณทากลับเมืองอโนราท

 บทที่๑ ชื่อว่าสมมติบั้น เริ่มบทไหว้ครู และเปิดตัวละครสำคัญอย่างพระญากุสราช นางสุมณฑาน้องสาว พระมเหสีเหง้านางจันทาเทวี

บทที่๒ ยักษ์กระสันบั้น ยักษ์อยากได้เมีย ผู้หญิงคนใดไม่สนปรารถนาแต่นางที่เคยเป็นผัวเมียกันมาตั้งแต่อดีตชาติ

บทที่๓ สุบินบั้น พระญากุสราชฝัน ฝันว่ามีคนเอาดาบฟันแขนขวาขาด

บทที่๔ วิปะวาสะ บั้น นางสุมณฑาพลัดพรากถูกยักษ์กุมภัณฑ์ลักพาตัว

บทที่๕ บัพพะชาบั้น  เสียใจนำน้องสาวอย่างแรง ไม่เป็นตาอยู่ตาเซา จึงจะผ่อนทุกข์ใจด้วยการหนีออกบวช เพื่อสืบถามข่าวน้องสาวด้วย

บทที่๖ วิวาหะบั้น เดินลัดป่าดงไปจนถึงเมืองจำปา ได้ข่าวว่ายักษ์จับเอาน้องสาว ในคราวเดียวกันนั้นออกบิณบาตก็ได้พบลูกสาวงามทั้งเจ็ดของพระยากามะทา คิดอยากได้มาเป็นเมีย

บทที่๗ ปฏิสนธิ บั้น เมียทั้งแปดนางออกลูกพรอ้มกันพาบเดียว พิเศษหน่อยตรงที่นางลุนน้องสาวผู้หล้าออกลูกพาบเดียวสองคน คนหนึ่งเป็นคนก็คือสินไซน่าอัศจรรย์มากคือคาบอาบและถือธนูศิลป์ออกมาจากท้องแม่ คนที่สองนั้นเป็นหอยสังข์ มเหสีเหง้าคือนางจันทาออกลูกเป็นราชสีห์

บทที่๘ โคจร บั้น สินไซนำเอาอาพร้อมกับพี่ๆทั้งหก แต่พี่ชายที่เกิดจากมเหสีทั้งหกนางนั้น เดินป่าฝ่าดงไปถึงเขตด่านงูซวงก็ไม่กล้าเดินต่อเพราะกลัวเภทภัยที่ขวางหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าจะพบเจอกับสัตว์ร้ายอะไรบ้าง

เมื่อนั้น...ตนประเสริฐท้าว ทรงเดชลือฤทธิ์

............ทวนทีตา...ไต่ทางนำน้อง

............คอยเห็น...ซวงหลวงพ่น..ฮังฮามลายหลาก

............ยาวฮอดฮ้อย...ประมาณเส้นเชือกงัวฯ

บทที่๙ อนุยุทธกรรม บั้น  สินไซนำอาอออกมาจากเมืองอโนราท ยักษ์กุมภัณฑ์ต่อสู้กันหลายยกยังไม่รู้แพ้รู้ชนะพระยายักษ์จึงไปตามเอาลูกน้องมาช่วยรบ สงครามขนาดย่อมๆก็เริ่มขึ้น

บทที่๑๐ มหายุทธกรรม บั้น สงครามเต็มรูปแบบเริ่มต้นระหว่างท้าวสินไซ สังข์ทอง สีโห สามพี่น้องช่วยกันรบกับยักษ์กุมภัณฑ์

บทที่๑๑ นาคะยุทธกรรม บั้น สินไซลงไปนำเอาลูกสาวของอาสุมณฑาชื่อนางสีดาจันทร์ที่ลงไปเป็นเมียนาคในเมืองบาดาล

บทที่๑๒ มุตตนัง บั้น สินไซพร้อมพี่ทั้งหก อาสุมณฑาและลูกสาวเดินทางกลับเมืองเป็งจาล

บทที่๑๓ กาละ บั้น ในระหว่างการเดินทางกลับสู่เมืองเป็งจาล สินไซถูกพี่ชายทั้งหกหลอกพาไปผลักตกเหว

บทที่๑๔ ฐาปนา บั้น สินไซเข้าเมืองเป็งจาล เสวยราชเป็นเจ้าเมืองอย่างสมพระเกียรติ์ 

บทที่๑๕ นาคสะดุ้ง พระญานาคมานำขอเอาเมียคืน ก็คือนางสีดาจันทร์นั้นเอง

          มหากวีปางคำท่านเปิดเรื่องด้วยสถานที่ชื่อว่าเมืองเป็งจาล ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนลาว-ไทย มอญ จีน แขก นำเรือสำเภาเข้ามาจอดค้าขายสินค้าชนิดมืดฟ้ามัวดิน ต่อมาเติมตัวละครเข้าไปทันทีว่าพูเบส สร้างท่อนท้าว กุสราชนามกษัตริย์ ถ้าจะออกเสียงด้วยภาษาถิ่นจะตรงตามความหมายมากที่สุดคือพระญากุสสะหลาด คือคงความไพเราะเพราะพริ้งแม้แต่นามของท่านก็เสนาะหู มีมเหสีชื่อว่าจันทา บริวานเหน้า ในปางนับหมื่น และ เมียงเมียงงาคำ อยู่โฮงพันช้าง อัศดรม้า มโนมัยฮ้อยคู่ นายแอบฟ้อน พะลานกว้างแกว่งแพน

ดูซิกวีท่านบรรยายภาพเวียงวังประทับได้วิลิศมาหราปานใด  จากนั้นบรรยายต่อไปว่าเมืองเป็งจาลนั้นมีอะไรจะอวดอีกบ้าง

.........ลาดใหญ่ตั้ง...เดียรดาดของขาย

.........อาฮามเฮือง...ฮุ่งสีแสงแก้ว

มีทัง...สังฆะฮู้..........แปลธรรมไขศาสตร์

.........ฮุ่งค่ำเช้า.......ตามไต้เฮื่อเฮืองฯ

<สังฆะ-สังฆราช พระสงฆ์ผู้ประกอบรอบรู้ธรรมะครองตนในศีลธรรมจรรยาวรรตร คอยอบรมสั่งสอนประชาชนชาวเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข>

          พระยากุสราชมีน้องสาวชื่อสุมณฑา งามยิ่งล้ำลือท้าวหมื่นเมือง พระองค์ฮักแพงปานหน่วยตาของตนเองทีเดียวสมกับที่ว่าพระองค์แพงเพียง พระเนตรเนาในหน้านั้นเอง ที่สำคัญพระญากุราชยกให้น้องสาวปกครองบ้านเมืองด้วยครึ่งหนึ่ง นี้คือบทบาทของสตรีที่สามารถบริหารจัดการทุกสิ่งได้เท่าเทียมชาย

          เผยตัวละครสำคัญออกมาแล้วเริ่มจากพระญากุสราช(อ่านว่ากุดสะหลาด) ปกครองเมืองเป็งจาล ตามด้วยจันทาเทวีพระมเหสี  และน้องสาวพระยากุสราชนามว่าสุมณฑา ผู้รับใช้ใกล้ชิดคือคำออน เอื้อยมุ่งดังคำกลอนว่า ปุนสาวใช้...คำออนเอื้อยมุ่ง สองพี่น้อง...ประสงค์ใช้ปิ่นปัว

<ปัว ความหมาย ดูแลรักษา เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด>

          บทที่ ๒ ยักษ์กะสันบั้น

..........ลือนาถท้าว.....ทวยเทพเขาขวาง

ไผจัก...เพียงพอสอง...บ่ฮ่างมีมาได้

เซงว่า...กุมภัณฑ์แท้...ธรงค์ลือฤทธีเดช

...........ฮู้ฮ่ำถ้วน........ครองชั้นศาสตร์ศิลป์ฯ

 

...........จบเพทด้วย......มนต์มากยายำ

...........เทิงธรณี...........ไป่ปุนไผเพี้ยง

...........เป็นพงศ์เชื้อ......เวสสุวันเทวราช

พระให้...ถือด่านด้าว.......เป็นเจ้าแห่งผีฯ

          เล่าเรื่องราวของพระยายักษ์อยากได้เมียอย่างความที่ว่า เป็นพระยาโทน  อยู่เนานอนแล้ง  สมบัติล้น  กองมณีนับโกฏิ (โกฏิ : น. ชื่อมาตรานับเท่ากับ ๑๐ ล้าน เป็นการนับเลขแบบโบราณ เมื่อยังเด็กข้าพเจ้าคุ้นเคยกับการนับอย่างเด็กเล่นขายของ เด็ก ๆ รู้จักทุกคน เวลาร้องท้าทายมึงแม่มึงมีเงินสู้พ่อกูบ้อ หลายปานใด๋ เด็กอีกคนตอบว่ากือหนึ่ง อีกคนก็สวนกลับทันควันแม่กูมีเงินโกฏิหนึ่ง เงินอะไรหละก็ใบหมากต้องแล่งที่พวกเรากำลังเล่นขายของนะแหละ) ว่าอย่างนี้ หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน โกฏิ กือ ( กือ : น. วิธีนับเลขแบบโบราณ ๑๐ ล้านเป็นโกฏิ ๑๐ โกฏิเป็นกือ) พระยายักษ์มีความเก่งกล้าสามารถฤทธิืเดชเลิศล้ำ เขาก็ใคร่ปรารถนาในความรักคืออยากมีเมียเทียมข้างนะแหละ หญิงใดในโลกหล้าข้าไม่สน เฝ้าคร่ำครวญหาแต่นางผู้เคยนอนเคียงหมอนกันเมื่อชาติปางก่อน อดรนทนไม่ได้ก็เหาะเหิรเดินอากาศบินลัดฟ้าขึ้นไปเฝ้าท้าวสุวัณราชเทโว

          มันก็...เข้าขาบท้าว.........สุวัณราชเทโว

          ..........พงศ์พันธ์ยัง.........ค่อยคงครบหน้า

          บัดนี้...โสภาก้ำ...............แดนใดหายห่วง

          แค้นแต่...ข้าพบาทเจ้า.....ใจข้องขอด*ขลัง

(บทที่ ๒ ยักษ์กระสันบั้น)

*ขลัง ๑ : ว. ศักดิ์สิทธิ์ 

**ขลัง ๒ : ก. แค้นใจ อัดอั้นตันใจ 

 

 

 

 

อันหนึ่งหนังสือผูก หนึ่งนั้นสังข์ศิลป์ชัยภาคภาษาไทยเรียบเรียงโดย ดร.ปรีชา พิณทอง(เกิด 17 พฤศจิกายน 2457-ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)เป็นฉบับพิมพ์คราวฉลองเมืองอุบลครบ200ปี เมื่อปี2523 แต่หนังสือวางขายได้จริงๆปี2524

 <สังข์ศิลป์ชัย ฉบับ ปรีชา พิณทอง สำนักพิมพ์ศิริธรรม พ.ศ.2532>

 

<พระพุทธรูปวัดศรีคูณเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู>

อันนี้เสมาหินวัดศรีคูนเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู  สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอยู่ในยุคพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์แห่งกรุงศรีสตนาคนหุต หรือกรุงล้านช้าง (ร่วมยุคสมัยพรเะมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา) เริ่มจากพระธาตุศรีสองรัก(มีจารึกตัวไทน้อยบนแผ่นศิลา)  จารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหา(มีจารึกอักษรตัวไทน้อยบนแผ่นศิลา) และมาสู่วัดศรีคูณเมือง เสมาหิน





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ชะเอง วันที่ : 23/06/2009 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chawala
chawala

ผู้เดียวกับที่เขียนกาฬะเกษแม่นบ่ บทขึ้นต้นคือกันเลย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เพลงฝน วันที่ : 07/03/2008 เวลา : 21.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hyacinth
   เรามีตาคนละดวง มีโลกคนละใบ และเราไม่ใช่คนเดียวกัน จึงมีชุดความจริงต่างกันก็เท่านั้นแหล่ะ 

มาแล้วๆๆๆๆๆๆอ้าย

น้องมาตีตั๋วรอเบิ่งนำอ้ายละเด้อ

โห...เห็นภาษาไทน้อยแล้วคิดถึงตา
ถ้าตายังอยู่ ตาต้องอ่านได้แน่ๆ เลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 07/03/2008 เวลา : 21.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

ขอบคุณสำหรับความรู้คับ
ภาพชัด สวย คม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ฮอยล้อ วันที่ : 07/03/2008 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hoylaws

ชุลีล้ำยอดญาณ เด้อบ่แมนลำ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]