• ครส.
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hrdth@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-30
  • จำนวนเรื่อง : 132
  • จำนวนผู้ชม : 169048
  • ส่ง msg :
  • โหวต 30 คน
Human Rights in Thailand
สิทธิมนุษยชน คือจุดเริ่มต้นแห่งสันติภาพ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/humanrights
วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม 2551
Posted by ครส. , ผู้อ่าน : 1168 , 20:28:30 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แถลงการณ์

4 ปี อุ้มหาย สมชาย นีละไพจิตร

ความรับผิดชอบของรัฐไทย  

12 มีนาคม 2547 เวลา 20.30 . นายสมชาย นีละไพจิตร รองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ  ได้ถูกอุ้มหายไปกลางเมืองหลวงของประเทศไทย โดยชายฉกรรจ์ไม่น้อยกว่า 3 ถึง 5 คน ปฏิบัติการอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร หน้า สน.หัวหมาก หายเข้าไปในกลีบเมฆ จนนับบัดนี้ 4 ปีแล้วยังไม่ทราบข้อเท็จจริง หลายฝ่ายคาดว่าเสียชีวิตแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าศพของเขาอยู่ที่ไหน

“นายสมชาย นีละไพจิตร  ทนายความผู้ต้องหาในคดีเจไอไม่ได้หายตัวไปไหน  เพียงแต่มีปัญหาทะเลาะกับภรรยาจึงหลบมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และตัดขาดการติดต่อจากคนอื่น” 

                                                     พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, มีนาคม 2547

เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของทนายสมชาย ได้แก่ พันตำรวจตรีเงิน ทองสุข, พันตำรวจโทสินชัย นิ่มปุญญกำพง, จ่าสิบตำรวจตรีชัยแว้ง พาด้วง, สิบตำรวจเอกรันดอน สิทธิเขต และพันตำรวจโทชัดชัย เลี่ยมสงวน ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนเมษายน 2547 และถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ และข่มขืนใจผู้อื่น แต่ไม่มีการตั้งข้อหาเกี่ยวกับการลักพาตัว หรือการฆาตกรรม เนื่องจากการสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีการสืบหาพยานหลักฐานที่เพียงพอต่อการพิสูจน์ว่า ทนายสมชายเสียชีวิตไปแล้ว

ต่อมา “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” รับคดีอุ้มทนายสมชายมาไว้ในดูแลในวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 เป็นคดีพิเศษที่ 52/2548 และ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน มอบหมายหน้าที่รับผิดชอบให้กับพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ โดยแต่งตั้งพนักงานสืบสวนและสอบสวนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเข้ามาดูแลคดี มีหน้าที่ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดี
ขณะที่ผู้ต้องหาในคดีนี้ ก็ล้วนเป็นตำรวจในสังกัดกองปราบปราม

12 มกราคม 2549 ศาลอาญากลางมีคำพิพากษาว่า พันตำรวจตรีเงินมีความผิด และถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 3 ปี ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ และข่มขืนใจผู้อื่น เพราะไม่สามารถจับคนอุ้มฆ่าและเอาผิดคดีฆาตกรรมได้ เนื่องจากคดีอาญาประเทศไทยไปไม่ถึงคดีที่ "สูญหาย" โดยไม่พบศพ เพราะไม่มีกฎหมายอาญารับรองไว้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เหลืออีก 4 คนถูกยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้ให้ข้อสรุปที่สำคัญว่า เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นได้นำไปสู่การหายตัวไปของทนายสมชาย

คำพิพากษานั้น แสดงให้เห็นว่า มีการอุ้มตัวนายสมชาย เกิดขึ้นจริง ดังนั้น เพื่อคลี่คลายคดีการหายตัวไปของนายสมชาย พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ควรนำคำพิพากษาของศาลมาประกอบต่อยอดแนวทางการสืบสวนสอบสวน และแกะรอยต่อไปว่าหลังจากที่ พ.ต.ต.เงิน กับพวกอีก 3-5 คน ได้บังคับนายสมชาย ขึ้นรถไปแล้ว พานายสมชายไปไหน พาไปทำอะไร และนายสมชาย ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ รวมทั้งที่ศาลระบุว่า “ร่วมกับพวก 3-5 คน” นั้นเป็นบุคคลใด ใช่จำเลยที่ 2-5 ที่ศาลยกฟ้องหรือไม่ หรือเป็นกลุ่มบุคคลอื่นใด นอกจากนี้ ควรนำประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์อุ้มตัวนายสมชาย มาสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความกระจ่าง จะต้องมีการสืบสวนสอบสวน บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกพาดพิงอยู่ในคำพิพากษา ทั้งประจักษ์พยาน และพยานบุคคลอื่นๆ ทั้งหมด

แต่การสืบสวนสอบสวนก็ต้องมีอันมาชะงักลง ก็เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกพาดพิงอยู่ในคำพิพากษานั้น ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษเอง ซึ่งส่วนใหญ่โอนย้ายมาจากข้าราชการตำรวจ! จึงเป็นไปได้ยากที่จะมีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเอ

หลักฐานชิ้นหนึ่ง จากการตรวจเช็กข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของอดีต 5 ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว ซึ่งพ.อ.ปิยวัฒก์ กิ่งเกตุ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า "จากการตรวจเช็กข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มผู้ต้องสงสัย จากจุดที่นายสมชายถูกอุ้มขึ้นรถบริเวณถนนรามคำแหง ก่อนออกจากกรุงเทพฯ ทางถนนพระราม 2 เข้าพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี พบการใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อกันของกลุ่มผู้ต้องสงสัยหยุดลงไปในเวลา 01.00 น.ของคืนเกิดเหตุ ก่อนจะพบว่ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันอีกครั้งในช่วงเวลาตี 4 ของเช้าวันใหม่ในบริเวณที่เกิดเหตุ” นำไปสู่การค้นหาศพทนายสมชายที่ จ.ราชบุรี นั่นเอง...

“ทราบว่าเสียชีวิตแล้ว  มีพยานแวดล้อมยืนยันได้ว่ามีการตาย ... ต้องยอมรับเลยว่ามันไม่ง่าย คดีที่เกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่รัฐ  การหาพยานหลักฐานไม่ง่าย  ขอให้ดีเอสไอสรุปสำนวนการสอบสวนก่อน ตอนนี้เราจะสรุปตรงจุดที่ว่า ทนายสมชาย เสียชีวิตแล้ว  และจะนำไปสู่การดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตาย  แต่ต้องรู้ให้ชัดเจนก่อนว่าเสียชีวิตแล้ว จึงจะดำเนินการได้ ดีเอสไอ จะสรุปการสอบสวนได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ( 2549)”

                                                  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, 13 มกราคม 2549 

“พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” กล่าวในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย เป็นผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, พล.ต.ท.ถาวร จันทร์ยิ้ม เพื่อนร่วมรุ่น เป็นผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล มี พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ เป็น รมต.ยุติธรรม และรองนายกด้านความมั่นคง ดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น คำพูดที่ว่า...สมชาย ตายแล้ว...จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง

9 พฤษภาคม 2549 นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย ได้ยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ พนักงานสอบสวนในคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วยนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่ามีลักษณะการทำงานที่ปกปิดและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหาและจำเลยคดีปล้นทรัพย์นายสมชาย ทำให้ไม่สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นธรรม  และยังไม่ได้รับทราบความคืบหน้าของหนังสือร้องเรียน การสืบสวนสอบสวนการหายตัวไปของนายสมชายก็ล่าช้าและไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะชน  ซึ่งต่อมาในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ได้เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษใหม่เป็น นายสุนัย  มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาที่มาจากศาลแทน

นายกรัฐมนตรี 2 คนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ต่างก็ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัว และการฆาตกรรมทนายสมชาย แต่กลับไม่การดำเนินการใดๆ เพื่อที่จะกดดันให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษของกระทรวงยุติธรรมให้คำตอบว่า ใครเป็นคนบงการให้ลักพาตัว และสังหารทนายสมชาย? และใครที่ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้?

2 พฤศจิกายน 2549  กรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า จะมีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องอีก 10 คน แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

22 มีนาคม 2550 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับพวก ในฐานะเป็นพนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาในคดีปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งมี นายมะกะตา ฮารง นายสุกรี มะเม็ง นายอับดุลเลาะ อาบู คารี นายมะนาเซ มามะ และนายซูดือรือมัน มาและ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมซ้อมทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งเรื่องมา ทั้งนี้ สำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ให้การสอดคล้องกันว่าภายหลังถูกตำรวจจับกุม เมื่อต้นเดือน ก.พ.2547 ได้ถูกซ้อมทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพอาทิ ถูกผ้าผูกตาก่อนจะถูกเตะที่ปากและใบหน้า ผลักให้ล้มลงแล้วใช้เท้าเหยียบหน้า และยังปัสสาวะใส่หน้าและปาก ใช้ไฟฟ้าช็อตลำตัวและอวัยวะเพศถึง 3 ครั้ง, ถูกผ้าปิดตาก่อนจะถูกเตะลำตัว ใช้รองเท้าตบหน้า ใช้ไฟฟ้าช็อตตามลำตัวและใช้ไม้ตีจนศีรษะแตก โดยผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ยืนยันว่า มีนายตำรวจที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายและยืนดูด้วยทั้งหมด 10 คน ตั้งแต่ยศระดับนายพล ถึง พ.ต.ต.

ซึ่ง 5 ผู้ต้องหาดังกล่าวได้ร้องเรียนนายสมชาย นีละไพจิตร รองประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ และนี่เป็นชนวนเหตุให้มีการอุ้มทนายสมชายหายไปในคืนวันที่ 12 มีนาคม ภายหลังที่นายสมชายทำเรื่องร้องเรียนเพียงวันเดียว

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 รัฐบาลนายสมัคร  สุนทรเวช  สั่งย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุนัย  มโนมัยอุดม ไปช่วยราชการที่หน่วยงานอื่น  และให้ พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง ทำหน้าที่รักษาการณ์อธิบดีฯ แทน  โดยมี พล.ต.อ.สมบัติ  อมรวิวัฒน์  ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

จากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  ที่กล่าวถึงคำให้การของพยานโจทก์ปากหนึ่งว่า “  ....โดยพลตำรวจตรีกฤษฎา  พันธ์คงชื่น  ได้รับทราบข้อมูลจากพันตำรวจโทวรรณพงษ์  คชรัตน์  ว่าพันตำรวจโทชาญชัย  ลิขิตคัณธศร  พบกับกลุ่มบุคคลที่รู้จักบริเวณหน้ากองบังคับการปราบปรามและได้สอบถามบุคคลเหล่านั้นได้ความว่าจะไปอุ้มทนายโจร  จึงได้เล่าให้พันตำรวจเอกทวี  สอดส่อง  ฟัง ..”  ดังนั้น พ.ต.อ.ทวี   สอดส่อง  ในฐานะรักษาการณ์อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  จึงควรทำความจริงให้ปรากฏว่ามีส่วนรับรู้ถึงการอุ้มทนายสมชาย  นีละไพจิตร อย่างไร?

ในวาระ 4 ปี อุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ โดยคุณอังคณา นีละไพจิตรได้นำรายงานการร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติการทารุณในค่ายทหารเข้าสู่ที่ประชุมสหประชาชาติ ในการประชุมของสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 3 – 28 มีนาคมนี้  โดยได้รวบรวมเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในค่ายทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นปรากฎการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้การทรมานอย่างเป็นระบบและกว้างขวางเพื่อเป็นวิธีการในการสอบสวนผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง  ในโอกาสที่สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้จัดประชุมขึ้นเป็นครั้งที่ 7 โดยมีกำหนดการเข้าพบนายกวางหว่า กัง รองข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน นายแมนเฟรด โนวัค ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านการทรมาน และ ดร.มาติน เชียนอิน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในการต่อต้านการก่อการร้าย การเข้าพบครั้งนี้มีขึ้นเพื่อนำเสนอข้อร้องเรียนที่คณะทำงานฯ ได้รับต่อเวทีระหว่างประเทศ

ขณะที่ องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวในวาระครบรอบ 4 ปีว่า รัฐบาลใหม่ของประเทศไทยควรที่จะรับรองว่า ต่อไปนี้จะมีการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชญกรรมนี้ให้ถึงที่สุดตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมเสียที เพราะความไม่พอใจต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของทางการไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรง และโหดร้ายมากขึ้นโดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กองกำลังติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนได้ก่อเหตุลอบยิง, วางระเบิด, ฆ่าตัดศรีษะ และวางเพลิง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 2,900 คน ซึ่งเหยื่อของความรุนแรงนั้นมากกว่าร้อยละ 95 เป็นพลเรือน องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมัคร และทางการไทยดำเนินมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อยุติปัญหาการ “อุ้มหาย” รวมทั้งการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาของสหประชาติเกี่ยวกับการต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหาย และจะต้องกำหนดให้การ “อุ้มหาย” เป็นฐานความผิดหนึ่งในประมวลกฏหมายอาญา นอกจากนี้ จะต้องมีการรับประกันว่า ผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวของทหาร และตำรวจถูกควบคุมตัวในสถานที่ที่เปิดเผย ซึ่งใช้เป็นที่คุมขังอย่างถูกต้องตามกฏหมาย รวมทั้งจะต้องไม่มีการทรมาน หรือปฏิบัติต้อผู้ที่ถูกควบคุมต่ออย่างโหดร้าย, ผิดมนุษยธรรม หรือดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญจะต้องมีการแจ้งให้ญาติ หรือทนายของผู้ที่ถูกคุมขังทราบในทันทีว่า พวกเขาถูกเอาตัวไปไว้ที่ใด

ในวาระ 4 ปี อุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ขอเรียกร้องให้รัฐบาล นอกจากรับรองอนุสัญญาต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายแล้ว ต้องเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ โดยแก้ไขกฎหมายอาญาให้ครอบคลุมถึง “การอุ้มหาย” ทั้งนี้ นอกจากคดีการอุ้มทนายสมชายแล้ว กรณี “แก๊ง ตชด.เถื่อน” ที่อุ้มเรียกค่าไถ่, ยัดยาบ้า ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดอันหนึ่งผลที่เกิดจากการให้นโยบายอำนาจนิยมในการปราบปรามยาเสพติดย์ในสมัยรัฐบาลทักษิณ จึงทำให้การใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นอย่างขยายตัว และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฎิรูประบบสืบสวน-สอบสวน โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกันเอง


ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เร่งไต่สวนและชี้มูลความผิดจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง
 กรณี พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับพวก ในฐานะเป็นพนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาในคดี 5 ผู้ต้องหาปล้นปืน เพื่อให้รับสารภาพจริงหรือไม่ 

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการแทรกแซงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เพื่อรื้อฟื้นนโยบายรัฐตำรวจขึ้นใหม่ และการสั่งย้ายข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ด้วยเหตุผลอันไม่สมควร เพื่อการสถาปนา “อำนาจรัฐ” แบบเบ็ดเสร็จ เพื่อไปใช้อำนาจในลักษณะ “อำนาจนิยม” “รัฐตำรวจ” หรือในทางที่ไม่ถูกต้อง เหนือกระบวนการยุติธรรม หรือจนก่อให้เกิดความรุนแรงทางสังคมจากนโยบายดังกล่าว

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการแทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงยุติธรรม เพื่อบ่อนทำลายคดีการอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร หรือสับเปลี่ยนข้าราชการเพื่อผลของคดี อันเกี่ยวพันถึงความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและนโยบาย “รัฐตำรวจ” ของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของรัฐบาลปัจจุบัน

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลสรุปทบทวนบทเรียนการใช้อำนาจพิเศษตามกฏหมายด้านความมั่นคง เช่น พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก และขอให้รัฐบาลยกเลิก พรบ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ โดยเร็ว

ขอเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือพาดพิงถึงมาสอบปากคำ กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทุกแขนงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ว่า ““ทราบว่าเสียชีวิตแล้ว เพราะพบร่องรอยหลักฐาน...” ซึ่งการที่พ.ต.ท.ทักษิณ  ได้ให้ข่าวในฐานะนายกรัฐมนตรีจึงมีความน่าเชื่อถือ และจะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะกล่าวเช่นนั้น  

หากรัฐบาลใหม่ของนายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้เป็นนอมีนีของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตรจริง ก็สมควรจะต้องแสดงสปิริตทางการเมืองและความบริสุทธิ์ใจ ในการสะสางคดีการอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร และคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมาในรัฐบาลก่อนให้คลี่คลายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ข้อครหาเรื่องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องตนเอง ก็จะกลายเป็น “ความจริง”


และเราหวังว่าเรื่องนี้ จะไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่ต้องคอยนับวันเวลาที่ไม่มีคำตอบอีกต่อไป..

12 มีนาคม 2551
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เมธา วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 12.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

สู้ต่อไป

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]