• ครส.
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hrdth@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-30
  • จำนวนเรื่อง : 132
  • จำนวนผู้ชม : 168382
  • ส่ง msg :
  • โหวต 30 คน
Human Rights in Thailand
สิทธิมนุษยชน คือจุดเริ่มต้นแห่งสันติภาพ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/humanrights
วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม 2551
Posted by ครส. , ผู้อ่าน : 938 , 15:51:21 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. เวลา 13.00 น. ที่มูลนิธิ 14 ตุลา มีการแถลงข่าว “ภาพรวมและข้อเสนอต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย” เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี และโอกาสเฉลิมฉลอง 60 ปีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดย นายสุณัย ผาสุข ผู้แทนประเทศไทยองค์กร Human Right Watch นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ

นายเมธา แถลงข้อเสนอ ครส. ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยประจำปี 2551 และในโอกาสเฉลิมฉลอง 60 ปีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 5 ข้อ คือ

             1.รัฐบาลตั้ง "คณะกรรมการอิสระ" ที่ได้รับการยอมรับจากสาธารณะเพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการกระทำผิดกฏหมายอาญาเป็นเหตุให้มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา จะต้องมีผู้รับผิดชอบ และหรือจับคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม รัฐไทยจะปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

            2.ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งครั้งใหม่ ไม่ว่ารัฐบาลจากขั้วพรรคใดก็นำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมืองไม่จบสิ้น ไม่ว่าพรรคไหนตั้งรัฐบาลได้ตามเสียงที่มีก็อาจเกินแรงต้านจากกองกำลังมวลชนฝ่ายตรงข้าม หากรัฐไม่สามารถควบคุมความรุนแรงได้ อาจจะต้องยุบสภาเป็นทางออกสุดท้ายเพื่อเริ่มต้นกระบวนการประชาธิปไตยใหม่ หากไม่สามารถเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่สมานฉันท์ความขัดแย้งทางการเมืองและดำเนินการปฏิรูปการเมืองได้ โดยระหว่างนี้ซึ่งกำลังจะมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ขอให้กลุ่มพลังการเมืองทุกกลุ่มอย่าสร้างสถานการณ์ความรุนแรงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และขอให้ทุกฝ่ายเคารพกติกาประชาธิปไตย รวมถึงรัฐธรรมนูญที่รอการปฏิรูปซึ่งเป็นเครื่องมือชั่วคราวที่เหลืออยู่ในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ

                3.การคุ้มครองความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพลเมือง เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่สามารถเลือกข้างที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ตำรวจจะต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายเพื่อระงับเหตุความรุนแรงและการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ภายใต้หลักกติกาสากลและวิธีการ เช่น กรณีการบุกยึดสถานที่ราชการ สนามบิน หรือที่อื่นๆ ของมวลชนกลุ่มการเมืองสีใดก็ตาม จะต้องเตรียมการป้องกันตามกฎหมายที่มีและกติกาสากลที่กำกับไว้ และฝ่ายรัฐบาลจะต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งและข้อเรียกร้องของกลุ่มมวลชนจะต้องได้รับการเจรจา

            4.หากสถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายจนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจัดการหรือคลี่คลายสถานการณ์ได้  จนถึงขั้นที่ "รัฐบาล" ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ ก็ต้องถือว่าเป็น "รัฐที่ล้มเหลว" หรือ Failed State  และหากเกิดจราจลถึงขั้นสงครามกลางเมืองที่รัฐกำกับควบคุมไม่ได้ ก็อาจทำให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์หากวิกฤติถึงขั้นเป็นภัยพิบัติต่อมนุษยธรรม และบทบาทของทหารจะต้องไม่ก้าวก่ายกิจการของพลเรือนนอกจากในกรณีออกมากำกับดูแลสถานการณ์ความรุนแรงตามคำสั่งของรัฐบาลและตามกฎหมาย โดยจะต้องไม่นำไปสู่แก้ไขสถานการณ์โดยการรัฐประหารหรือการแย่งชิงอำนาจรัฐ โดยไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยที่ได้รับการรับรองตามหลักกติกาสากลหรือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้น พลเมืองไทยจะต้อง "ตั้งสติทางการเมือง" เนื่องในครบรอบ 60 ปีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพื่อไม่นำเข้า "สงครามการเมือง" และการแทรกแซงจากนานาชาติในอนาคต ซึ่งรัฐไทยยังสามารถที่จะสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองดังกล่าวได้ โดยการเรียนรู้อย่างอดทนและพัฒนาประชาธิปไตยแบบรัฐสภาไทยให้มีความเป็น "สังคม-ประชาธิปไตย" (Social-Democracy) มากขึ้น

            5.ขอให้มวลชนทุกฝ่ายปลดอาวุธและประกาศสัญญาประชาชน "เคารพสิทธิมนุษยชน งดใช้ความรุนแรง" นอกจากการแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยเท่านั้น และหากมี ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย

ด้านนายสุณัย กล่าวว่า ในเวลา 6 ปีที่ผ่านมาองค์กร Human Right Watch มีบทบาทอย่างมากในการติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เริ่มจากการที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น นโยบายการปราบปรามยาเสพติด ที่ทำให้เกิดกรณีการฆ่าตัดตอน หรือสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ และล่าสุดสถานการณ์ในประเทศไทยมีการรัฐประหาร ถึงแม้จะไม่ใช่การรัฐประหารที่นองเลือด แต่ก็มีความรุนแรงโดยตัวของมันเอง เพราะได้ใช้กำลังประหารรัฐ

นายสุณัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นกลุ่มประชาชนที่สวมเสื้อเหลืองและประชาชนที่สวมเสื้อแดง ประหัประหารกัน แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะอ้างอหิงสา แต่หลักฐานจากภาพถ่ายและวดีโอก็ยืนยันว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีอาวุธและตั้งใจใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก

นายสุณัยกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทย บิดเบือนหลักการเรื่องอารยะขัดขืนอย่างกู่ไม่กลับ ตั้งแต่ภาพเหตุการณ์บุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาซึ่งพันธมิตรฯ กลายเป็นตัวแสดงหลักทางการเมืองไทยในสายตาต่างประเทศ นอกจากนั้นก็มีการใช้กำลังจากทั้ง 2 ฝ่าย เช่นกรณีฝ่ายเสื้อเหลืองทำร้ายฝ่ายเสื้อแดงที่หน้ากองบัญชาการ กองทัพบก (บก.ทบ.) และวิภาวดีซอย 3 ส่วนฝ่ายเสื้อแดง ก็ทำร้ายฝ่ายเสื้อเหลืองที่ จ.อุดรธานีและจ.เชียงใหม่ โดยการกระทำทั้ง 2 ฝ่ายได้ใช้กำลัง ใช้อาวุธและมีเจตนาฆ่าชีวิตผู้อื่น

นายสุณัย กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ย่อมต้องมีการตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเลือกใช้สลายการชุมนุมนั้นทำไปเกินกว่าเหตุหรือไม่ แต่การตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยังสร้างความสงสัยโดยบางฝ่ายเชื่อว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ มีอคติ เพราะโจทย์ใหญ่ที่ยังไม่ได้ตอบคือพันธมิตรฯ ใช้ความรุนแรงระดับใด เนื่องจากการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน

“ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน เราเลือกไม่ได้ที่จะไม่คุ้มครองตำรวจ มิเช่นนั้น เราจะกลายเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่มี 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีดังกล่าว และหวังว่าปีนี้ นักสิทธิมนุษยชนไทยจะใช้กระจกส่องแวดวงนักสิทธิมนุษยชนด้วยกันเองว่าได้ทำตามหน้าที่มากน้อยเพียงใด” นายสุณัยกล่าว

นายสุณัย กล่าวด้วยว่า เมื่อนักสิทธิมนุษยชนสามารถวิพากษ์ตัวเองแล้ว ก็ควรผลักดันให้มีการรับผิดชอบด้วย เพราะที่ผ่านมามีบรรยากาศการของการให้ท้ายพันธมิตรฯ โดยการนิ่งเงียบไม่บอกว่า พันธมิตรฯ ละเมิดสิทธิมนุษยชนข้อใดบ้าง ตั้งแต่การบุกสถานีโทรทัศน์ NBT การล้อมรัฐสภา การบุกทำเนียบรัฐบาล การยึดสนามบิน ส่วนการกระทำความรุนแรงโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. ก็มีการให้ท้ายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะไม่ทำหน้าที่ห้ามปรามหรือป้องกันความรุนแรง เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีคนให้ท้ายก็ส่งผลให้ คิดว่าตัวเองไม่ต้องรับผิด และคิดว่าอยู่เหนือกฎหมายจะทำอะไรก็ได้

“เมื่อทางฝ่าย นปช. ทำความรุนแรงที่ จ.อุดรธานีและ จ.เชียงใหม่ ก็ไม่มีตำรวจเข้าไปทำหน้าที่ระงับเหตุ จึงเป็นการให้ท้าย นปช. จากความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง อย่างไรก็ตาม การให้ท้ายกันทั้งสีเหลืองและสีแดง ส่งผลต่อบรรยากาศในประเทศไทย แม้พันธมิตรฯ ได้สลายการชุมนุมแล้ว แต่บรรยากาศยังเป็นไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ว่าจะมีการชุมนุมของทั้ง 2 ฝ่ายกลับมาอีกเมื่อไหร่ เพราะต่างฝ่ายก็คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมายทั้งคู่” นายสุณัยกล่าว

ส่วนนางอังคณา กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้หลักนิติธรรม และกระบวนการสันติวิธี  แต่ในทางปฏิบัติพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนยังไม่เข้าใจบริบทใหม่ของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความคิด ทำให้มีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย  อีกทั้งประชาชนเองก็ไม่สามารถเข้าถึงกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐ และไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้จริงตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกติกาสากลระหว่างประเทศฉบับต่างๆที่ประเทศไทยเป็นภาคี จึงทำให้เกิดปัญหามากมายในการบังคับใช้กฎหมาย  และส่งผลให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน  ก่อให้เกิดความหวาดระแวง และการไม่ให้ความร่วมมือ  โดยปัญหาต่างๆที่ยังคงพบอยู่ เช่น

  • การขึ้นบัญชีดำประชาชน โดยให้ผู้นำท้องถิ่น เช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นำตัวผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำให้ต้องมารายงานตัว  เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกจับกุม  ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ขาดความน่าเชื่อถือและหลักฐานอ่อน  จากการรับฟังจากภาคประชาชนพบในพื้นที่ สีแดง มีการใส่ร้ายป้ายสีสูงมาก  หากใครมีปัญหากับผู้นำท้องถิ่นก็มักถูกกล่าวหาว่า " เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ"   

  • การควบคุมตัวประชาชนโดยขาดพยานหลักฐาน  ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ จำนวนมากต้องเสียอิสรภาพระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่  มักมีคำถามจากประชาชนว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ต้องสงสัย พบมีหลายกรณีที่แหล่งข่าวของฝ่ายความมั่นคงมีความขัดแย้งกับผู้เสียหาย จึงมีการกลั่นแกล้งกัน เป็นการควบคุมตัวแบบเหวี่ยงแห ในลักษณะที่ควบคุมตัวก่อนแล้วค่อยคัดกรองออก โดยที่ไม่ได้มีหลักฐานที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่พอใจของประชาชน  โดยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

  • การทรมาน  ในการควบคุมตัวประชาชนยังพบมีรายงานการทรมานระหว่างการควบคุมตัวที่ค่ายทหารต่างๆ โดยส่วนมากเจ้าที่ระดับปฏิบัติขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้กฎหมาย  และหลักการสิทธิมนุษยชน  

โดยคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพมีข้อเสนอแนะดังนี้

    1. รัฐบาลควรตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน จชต โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง  และควรมีหน่วยงานพลเรือนอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วน

    2. พิจารณายกเลิกการใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึกที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่หน่วยงานความมั่นคง โดยปราศจากการมีส่วนร่วม และการตรวจสอบจากภาคประชาชน

    3. อนุญาตให้หน่วยงานตรวจสอบอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross หรือ ICRC) เข้าตรวจสอบสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ควบคุมตัวประชาชนภายใต้กฎหมายพิเศษต่างๆที่ใช้ใน จชต

    4. อนุญาตให้ผู้แทนพิเศษด้านการทรมานและวิสามัญฆาตกรรมแห่งองค์การสหประชาชาติมาเยือนประเทศไทย เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การทรมาน และการฆ่านอกกฎหมาย

    5. ให้ความคุ้มครองและส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมและผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders)

    6. ควรมีการให้ความรู้และความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน ตามกติกาสากลระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทุกฉบับที่ประเทศไทยเป็นภาคี  แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ และกองกำลังต่างๆของรัฐ  

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันญ่า วันที่ : 10/12/2008 เวลา : 15.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

(Human Rights Defenders)
"สังคม-ประชาธิปไตย" (Social-Democracy)

ขอบคุณมากค่ะ เอนทรีนี้ ต้องอ่าน อย่างละเอียด

แล้วคนอ่านจะไดกำไร ทางความคิด เรื่องสิทธิ ฯ

.
.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]