*/
  • mahdee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mahdee_021@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 178
  • จำนวนผู้ชม : 341091
  • จำนวนผู้โหวต : 94
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับความรุนแรง ไฟใต้ในปัจจุบัน
ดีขึ้นมาก
28 คน
ดีขึ้น
23 คน
ปานกลาง
17 คน
แย่ลง
91 คน

  โหวต 159 คน
วันพุธ ที่ 9 มกราคม 2551
Posted by mahdee , ผู้อ่าน : 1600 , 09:19:27 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

   จับตาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ลุ้น สองขั้ว พรรคการเมือง “พลังประชาชน – ประชาธิปัตย์”  กับการเข้ามาบริหารประเทศ อภิสิทธิ์ เล็ง รื้อ กระทรวงไอซีที ขนานใหญ่ หากไม่เหมาะมีสิทธิ์ยุบได้  ถ้าไปรอดใช้กระทรวงแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน วางกลไกใช้ไอซีทีพัฒนาประเทศ  ทุกฝ่ายฝากความหวังผู้นำรัฐบาลใหม่ ผลักดันอุตสาหกรรมไอที โทรคมนาคม ประเทศไทย ไปรอด ก้าวหน้าสมกับการรอคอยหรือไม่
       
       หลังจากนี้ต้องจับตาสรุปผลว่า ขั้วไหนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีอยู่ 2 ขั้ว นั่นก็คือ พลังประชาชน กับ ประชาธิปัตย์ เพราะหากพรรคใดพรรคหนึ่ง ในขึ้นเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกหนึ่งกระทรวงที่จะต้องถูกจับตามองอีกครั้ง ก็คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)
       
       ด้วยบทบาทหน้าที่ กระทรวงไอซีที เปรียบเสมือน แม่บ้านของประเทศ ในการวางเข็มรากฐานด้านการพัฒนาไอซีทีประเทศไทย ให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งส่วนตัวบุคคล ด้านพื้นฐานองค์ความรู้กับการใช้งาน ระบบโครงข่ายสื่อสารกระจายครอบคลุมเข้าถึงครัวเรือน  และสุดท้ายประชาชน กลุ่มธุรกิจ นำไอซีที ไปใช้เป็นเครื่องมือการดำรงชีวิต การแข่งขัน เพราะเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่เป็นเครื่องมือช่วยตัวผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม  ได้อีกลไกหนึ่ง และ เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา
       
       เหตุที่ต้องจับมองและ ต้องหมุนเข็มนาฬิกาตามจับเวลา  ด้วยผู้นำรัฐบาลชุดใหม่นี้ จะเข้ามาสางปัญหา  หรือ จะยุบกระทรวงไอซีที แห่งนี้ลงไป  ถ้าเป็นพลังประชาชน กระทรวงแห่งนี้ก็ยังคงอาจเดินหน้าต่อไปได้  แต่ถ้าเป็นประชาธิปัตย์  กระทรวงไอซีที  อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งส่วนตัวโครงสร้าง ภารกิจหน้าที่ การกำกับดูแล หรือ สุดท้ายการถูกส่งต่อ ด้วยการลดบทบาทจากกระทรวงให้เทียบเท่ากรม กอง  สำนักงาน  ส่วนหน่วยงานที่อยู่ภายให้การกำกับดูแล ก็ส่งต่อกลับไปยังกระทรวงที่มีบทบาทใกล้เคียงกับหน่วยงาน อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา ไปอยู่ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
       
       เสียงสัญญาณแห่งลางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ มาจากที่ ชมรมนักข่าวสารเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอทีพีซี) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา จิบน้ำชาครั้งที่ 1 ประจำปี 2550 ในหัวข้อ “นโยบายไอซีที ของว่าที่รัฐบาลใหม่” โดยมีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ออกมาเปิดโผนโยบายหากได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลใหม่
       
       น้ำเสียงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงนโยบายด้านไอซีทีของพรรคฯ และไปคาบเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงไอซีที  นับจากที่ได้เริ่มก่อตั้งมามีผลงานเป็นอย่างไร  หากประชาธิปัตย์ ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลนั้นว่า อนาคตของกระทรวงไอซีที คงยังบอกไม่ได้ว่าจะยังมีต่อไป หรือไม่มีต้องไปดูโครงสร้างก่อนว่าเป็นอย่างไร ก่อนที่พรรคฯ จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวาระประชาชน ซึ่งจริงๆ แล้วตั้งแต่ต้น จึงไม่คิดว่าจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับกระทรวงมาดูแลเรื่องนี้ ประเทศไทยเพียงแค่ต้องการหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ที่ชัดเจน เพราะทราบกันดีว่ากระทรวงนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร
       
       ส่วนฟากพลังประชาชน ซึ่งมีส่วน นายคณวัฒน์ วศินสังวร ตัวแทนจากพรรค ได้กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีถือเป็นผลงานจากการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี 2545 ที่ดึงเอางานด้านไอซีทีจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ ออกมาเน้นให้ชัดเจนถือเป็น การแยกหน้าที่ดูแลงานด้านไอซีทีไทย แต่เมื่อยื่นเรื่องเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎร กลับถูกมองว่าเป็นกระทรวงที่ไม่มีเนื้องาน จนต้องเอากรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานสถิติแห่งชาติมาอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามก็ยังมีแผนงานที่ต้องการพัฒนาประเทศใน 5e ออกมาเป็นแผนแม่บทฉบับแรกที่หมดวาระไปแล้ว และต้องเร่งทำฉบับที่ 2 ต่อ
       
       “น่าเสียดายหาก คิดยุบกระทรวงไอซีที เพราะถ้าคิดแบบนี้ กระทรวงไหน จะเข้ามาทำหน้าที่แม่บ้าน เข้ามาดูแลงาน ไอซีที ประเทศได้ ถ้าไม่มีกระทรวงเฉพาะด้านการดูแล และ เรื่องไอซีที กลุ่มประเทศผู้นำ ต่างให้ความสำคัญ และวางนโนยบายเป็นวารของชาติ เพราะเขาใช้ไอซีทีมาขับเคลื่อนประเทศ เพราะคนทุกระดับ กลุ่มธุรกิจ ไม่สามารถหลีกหนีการใช้งานไอที  ระบบสื่อสารอินเทอร์เนต โทรคมนาคมไปได้ ในชีวิตประจำวันของทุกๆคน ”นายคณวัฒน์กล่าว
       
       จากที่กล่าวมาของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ ย่อมบอกถึง การยกเครื่องและรื้อระบบนโยบายการบริหารไอซีทีประเทศใหม่ อีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ในขณะนี้ได้เตรียมประกาศใช้แผนแม่บทการพัฒนาไอซีทีประเทศไทยฉบับ ที่ 2 แล้วก็ตาม แต่ฟากของ พลังประชาชนเอง กลับให้น้ำหนักด้านไอซีที เป็นอย่างยิ่งพร้อมให้การส่งเสริม พร้อมผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ กับการนำไอซีทีมาใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศในครั้งใหญ่ ที่จะนำไปไอซีไป ปฏิรูปสังคม การศึกษา และ เศรษฐกิจ  ให้เป็นวงจรการใช้งานอย่างเกื้อหนุนระหว่างทุกฝ่าย เพื่อที่จะผลักดันให้ประเทศสามารถเดินหน้าไปได้อย่างเข้มแข็ง
       
       นอกจากเสียงของระหว่าง 2 ขั้วแกนทางการเมืองแล้ว อีกเสียงหนึ่ง ของ ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ รั้งตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ของรัฐบาลรักษาการขิงแก่ นายสิทธิชัย โภไคยอุดม ที่ฝากข้อคิดทิ้งท้ายในวันโบกมืออำลาตำแหน่งว่า  กระทรวงไอซีที ถ้าประเมินหรือให้เกรด อาจจัดได้ว่าเป็นกระทรวงที่ดี และ เป็นกระทรวงสำคัญของประเทศ เพียงแต่กระทรวงแห่งนี้ ถูกระบบการเมืองเข้ามาครอบงำ และ เข้ามาแทรกแซงการทำงานข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ จนทำให้กระทรวงแห่งนี้ไม่สามารถแสดงผลงาน หรือ มีบทบทออกมาอย่างเห็นได้ชัด  หากรัฐมนตรี คนใหม่ เข้ามาทำหน้าที่ เป็นบุคคลที่เข้าใจ และ ใช้อำนาจหน้าที่กระทรวงแห่งนี้ เป็นจะช่วยให้ประเทศไทยเกิดความเข้มแข็ง และเติบโตได้
       
       “ในปัจจุบันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ไอซีทีจะต้องเป็นเรื่องหลัก เพราะเป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศ เช่น จำนวนบรอดแบนด์ คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ดังนั้น ถ้าจะให้จัดเกรดก็เป็นเอบวก โดยสำคัญน้อยกว่ากระทรวงการคลังเล็กน้อย แต่อยู่ในระดับเดียวกันกับกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์”
       
       ในปี 2550 The Economist Intelligence Unit (EIU) ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรฐานเชิงเปรียบเทียบด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที (The means to compete: Benchmarking IT industry competitiveness) ซึ่งทำการสำรวจจาก 64 ประเทศทั่วโลก พบไทยติดอันดับที่ 41 และนับเป็นอันดับที่ 9 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยคิดเป็นร้อยละ 31.9 รองจากญี่ปุ่น (72.7) เกาหลีใต้ (67.2) ออสเตรเลีย (66.5) ไต้หวัน (65.8) สิงคโปร์ (63.1) นิวซีแลนด์ (57.5) ฮ่องกง (53.4) และมาเลเซีย (34.9) โดยสหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำด้านการแข่งขันทางด้านไอที
       
       จากข้อมูลดังกล่าว ย่อมบอกถึง ประเทศไทยเอง นั้นมีจุดที่สามารถแข่งขัน และ มีโอกาสได้ หาก รัฐบาลได้เข้ามาส่งเสริม และ ให้น้ำหนักกับภาคอุตสาหกรรมไอทีประเทศ  เพราะจากระดับและขีดความสามารถ ประเทศไทยเองไม่ได้ด้อยกว่าประเทศผู้นำบางประเทศ อีกทั้งจากผลสำรวจดังกล่าวยังให้ข้อมูลอีกว่า  อัตราการเติบโตของประเทศไทยนั้น อยู่ในระดับที่ดี และ อยู่ในเกณฑ์ด้านการลงทุนที่สูง หากได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลดีพอ และ ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้ลงทุนโดยคนไทยเอง สามารถปรับตัว นำไอที เข้ามาช่วยเสริมการแข่งขัน นอกจากการสนับสนุนแล้ว อีกปัญหา คือเรื่องระบบสื่อสาร ที่ยังกระจายไม่ทั่วถึง ครอบคลุมทั่วประเทศ  หากได้รับการแก้ไข อาจจะช่วยให้การใช้งานเกิดการแพร่หลาย
       
       นับจากนี้ไปอีกไม่กี่สัปดาห์ สนามข่าวไอที และ โทรคมนาคม อาจจะเริ่มมีความเข้มข้นอีกครั้ง หลังจากที่ช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา ทุกอย่างมีการเคลื่อนตัวอย่างไม่หวือหวา ฮือฮาอะไรมากนัก แต่หลังจากนี้ไปเมื่อหากรัฐบาลดำเนินการจัดตั้งแล้วเสร็จ  “กระทรวงไอซีที”  ได้มีรัฐมนตรีว่าการเข้ามาทำหน้าที่บริหาร ทุกฝ่ายคงจะเริ่มตื่นตัวกันครั้งใหญ่ ส่วนกระทรวงจะอยู่หรือไป ก็ต้องลุ้นเอาสักนิดกับหัวเรือประเทศจะเอาอย่างไร แต่สุดท้าย การที่จะยุบได้ ต้องฟังเสียงจากทุกฝ่าย ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็น ลงประชามติ หากขืนทำอะไรซี้ซั้วลงไป ไม่สนเสียงบุคคลทุกฝ่าย อาจจะนำพาไปสู่ความเสียหายและ ภาพลักษณ์อันติดลบของตัวรัฐบาลเอง ที่มาจากเหตุผลความไม่ชอบด้วยความคิดเห็นส่วนตัว และ ขาดทักษะการปกครองประเทศ
       
       หากคิดเดินหน้าสานต่อ รัฐบาลจะต้องเน้นย้ำ และ แสดงเจตนารมณ์มุ่งมั่นต่อการนำไอซีที เข้ามาช่วยขับเคลื่อน เพราะในขณะนี้ กลุ่มประชาชน กลุ่มภาคเอกชน กลุ่มนักลงทุน ต่างจับจ้องกับแนวคิด การวางรากฐาน ฟื้นฟูประเทศ ในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีนี้ จะเป็นอย่างไร ที่ทุกฝ่ายพร้อมปรับตัวเองและเตรียมขานรับเพื่อตอบสนองกับนโยบายการพัฒนาไอซีทีประเทศ ของรัฐบาลชุดใหม่นี้ว่าจะส่งเสริมกระตุ้นในรูปแบบใดบ้าง ที่จะเข้าไปสอดรับกับแผนพัฒนาประเทศ นอกเหนือจากโครงการใหญ่ๆอื่นของประเทศที่เตรียมจ่อลงทุน เพราะว่า ไม่ว่าประชาชน หน่วยงานไหน ก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ อินเทอร์เน็ต กันทั้งนั้น ถ้านโยบายดี อะไรดีๆ ของใหม่ คนไทยก็ได้เห็นได้ใช้กันแน่นอน
       
       นอกจากนี้แล้ว อีกสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป คือ ตัวเลขมูลค่าทางธุรกิจ ที่จะมีการเติบโตในระดับเท่าใด และ มีสัดส่วนการลงทุน ขยายตัวมากน้อยเพียงใด  อีกทั้งตัวเลข จีดีพี ของประเทศ ต่อปี ที่มีการชี้วัดแล้ว ส่วนของอุตสาหกรรมไอที จะมีการนำจีดีพี เข่ามาช่วยชี้วัดอย่างไร และ ประเทศไทย จะมีแรงกิ้ง  การเติบโตอยู่ในสถานะใด

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 09.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ปลงค่ะ .. เรื่องการเมือง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน