*/
  • mahdee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mahdee_021@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 178
  • จำนวนผู้ชม : 341086
  • จำนวนผู้โหวต : 94
  • ส่ง msg :
  • โหวต 94 คน
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับความรุนแรง ไฟใต้ในปัจจุบัน
ดีขึ้นมาก
28 คน
ดีขึ้น
23 คน
ปานกลาง
17 คน
แย่ลง
91 คน

  โหวต 159 คน
วันจันทร์ ที่ 14 มกราคม 2551
Posted by mahdee , ผู้อ่าน : 3451 , 15:53:59 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การสร้างเครือข่ายในบ้าน

 

สำหรับบ้านที่มีสมาชิกอยู่หลายคน และใช้งานคอมพิวเตอร์เกือบทั้งหมด เราสามารถจะสร้างระบบเครือข่ายภายในบ้านขึ้นมา แล้วเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันและเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตเพียงแอคเคาน์เดียว

เทคโนโลยีเครือข่ายในบ้าน
เนื่องจากภายในบ้านจะมีการเดินสายไฟ สายโทรศัพท์เอาไว้อยู่แล้ว จึงสามารถนำสิ่งที่มีอยู่มาทำเป็นระบบเครือข่ายได้ ทำให้ไม่ต้องมาเดินสายเคเบิลกันใหม่ เทคโนโลยีเครือข่ายในบ้านสามารถจะแบ่งออกเป็น 5 แบบด้วยกันดังนี้
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Bus
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Star
เทคโนโลยีเครือข่ายสายโทรศัพท์
เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า
เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย

เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Bus
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Bus เป็นไปตามมาตรฐาน 10Base2 โดยใช้สาย Coaxial (โคแอกเชี่ยล) เรียกว่า Thin Coaxial หรือ สาย RG-58 (มีความต้านทาน 50 โอห์ม) ความยาวโดยรวมของสายทั้งหมดจากเครื่องต้นทางถึงเครื่องปลายทางต้องไม่เกิน 180 เมตร การเชื่อมต่แบบนี้มีต้นทุนต่ำเพราะไม่ต้องใช้ฮับเป็นตัวกลางในการรับ-ส่งสัญาณ

เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Star
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Star เป็นไปตามมาตรฐาน 10BaseT เป็นรูปแบบการใช้สายUTP (Unshield Twisted Pair) ซึ่งจะมีสายเส้นเล็ก ๆ ภายใน 8 เส้นตีเกลียวกัน 4 คู่ ในการรับ-ส่งมีความเร็ว 10/100 Mbps ด้วยสัญญาณแบบ Base band ความยาวของสายแต่ละเส้นจากเครื่องถึงฮับจะต้องไม่เกิน 100 เมตร (ทางที่ดีไม่ควรเกิน 80 เมตร เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน)

การเชื่อมต่อแบบนี้จะเหมาะสมสำหรับใช้ภายในบ้านเพราะสามารถเคลื่อนย้ายเครื่องและสะดวกในการถอดสายแลนด์ สำหรับค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงมากเนื่องจากฮับขนาด 8 พอร์ต มีราคา 1,000 บาทเศษ ๆ

เทคโนโลยีเครือข่ายสายโทรศัพท์
เทคโนโลยีเครือข่ายสายโทรศัพท์ หรือ Phoneline Network เป็นการนำสายโทรศัพท์ที่เดินไว้ภายในบ้าน มาเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ปกติแล้วจะมีการเดินสายโทรศัพท์เอาไว้ทุกห้องในบ้าน เราเพียงแต่นำการ์ดเน็ตเวิร์ก ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์มาเสียบลง ในเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

รู้จักกับ
HomePNA
องค์กรที่ควบคุมดุแลมาตรฐานการใช้เครือข่ายสายโทรศัพท์มีชื่อว่า HomePNA โดยจะมีเว็บไซต์ชื่อ www.homepna.org เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เชื่อมต่อบนเครือข่ายสายโทรศัพท์ดังรูปที่ 5.5 ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลประมาณ 10 เมกกะบิตต่อวินสที (10 Mbps) เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจนำมาใช้งานเพราะมีคุณสมบัติการทำ Inernet Gateway เหมือนกับระบบอื่น

เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า
เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า (Powerline Network) หรือ Power Line Communication เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าที่เดินอยู่ภายในบ่านมาใช้รับ-ส่งข้อมูล (การใช้งานจะต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณข้อมูลออกจากสัญญาณไฟฟ้า) เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้าสามารถจะรับ-ส่งทั้งภาพ เสียง ไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ รวมทั้งการท่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงขนาด 4.5 เมกกะบิตต่อวินาที (ความเร็วบนโมเด็มประมาณ 56 กิโลไบต์ต่อวินาที) การทำงานพื้นฐานของเทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า เมื่อมีสัญญาณข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตซึ่งจะมีความถี่สูงเข้าก็จะส่งสัญญาณนี้ไปยังสถานีไฟฟ้าท้องถิ่น เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับทุกบ้าน ผู้ใช้จะต้องมีหม้อแปลงพิเศษสำหรับเสียบเข้ากับปลั๊กไฟตามบ้าน แล้วทำการแปลง-แยกสัญญาณข้อมุลต่าง ๆ ทั้งภาพและเสียงออกจากสัญญาณไฟฟ้า จากนั้นจึงส่งข้อมูลเหล่านั้นไปให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ต่อไป

องค์กรที่ควบคุมดูแลมาตรฐานการใช้เครือข่ายสายไฟฟ้าคือ HomePlug Powerline A lliance โดยการรวมตัวของบริษัทผู้ผลิตอุปรณ์เครือข่ายชั้นนำต่างๆ เช่น AMD, CISCO, Compaq, Intel, Motorola, 3COM ฯลฯ มีเว็บไซต์ชื่อ www.homeplug.org

เทคโนโลยีของบริษัท Intellon จะเป็นการออกแบบชิพ (Chip) เพื่อใช้ฝังเข้าไปในคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ จากรูปที่ 5.8 จะเห็นว่าเทคโนโลยี Intellon Homeplug 1.0 Compliant มีความเร็วสูงถึง 14 เมกกะบิตต่อวินาที

เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย
เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless) มีการพัฒนาใช้งานในช่วงมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เหมาะสำหรับสถานที่ๆ ไม่ต้องการเดินสายแลนด์ให้เกะกะ เช่น ห้องประชุม ห้องรับรองลูกค้าระดับ VIP สวนสาธารณะหรือพื้นที่ๆ ไม่สามารถจะเดินสายแลนด์ได้ เพียงแต่เรานำเครื่องคอมพิวเตอร์มาตั้งใช้งานให้อยู่ในรัศมีการกระจายคลื่น โดยจะมีรัศมีทำการตั้งแต่ 80 ถึง 400 ฟุต เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สายมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ
1. HomeRF (Home Radio Frequency)
2. IEEE 802.11

HomeRF (Home Radio Frequency) เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัท Cayman System, Compaq Ciemens, Intel, Motorola และ Proxim ที่ออกแบบมาให้ใช้งานภายในบ้าน ช่วยให้เราสามารถจะหิ้วโน๊ตบุ๊คไปนั่งทำงานในห้องใดในบ้านก็ได้ หรือจะมานั่งเปิด E-mail และค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตตรงสนามหญ้าหน้าบ้านก็ได้ ไม่ต้องสนใจเรื่องสายแลนด์จะยาวผอไหม ? เพราะระบบ HomeRF จะใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz (จิกะเฮิร์ต) สำหรับทะลุทะลวงผนังห้อง กำแพง สิ่งกีดขวางต่างๆ ในการรับ-ส่งข้อมูล ระบบนี้จะมีรัศมีการประมาณ 150 ฟุต มีความเร็วในการรับ-ส่งไฟล์ 10 เมกกะบิตต่อวินาทีตามมาตรฐาน HomeRF 2.0

IEEE 802.11b เป็นผลงานการออกแบบและพัฒนาโดยหน่วยงาน Institute of Electrical and Electronic Engineers (IEEE หรือเรียกว่า I triple E) เครือข่ายแบบ IEEE 802.11b จะรู้จักกันในชื่อ Wireless LAN(WLAN) ใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz (จิกะเฮิร์ต) ในการรับ-ส่งข้อมูล ระบบนี้จะมีรัศมีทำการประมาณ 80-300 ฟุต จากจุดเข้าใช้งาน หรืออาจจะมากถึง 100 เมตร มีความเร็วในการรับ-ส่งไฟล์ 11 เมกกะบิตต่อวินาที ระบบเครือข่ายไร้สาย หรือ Wireless LAN นี้จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Access Point (จุดเข้าใช้) และการ์ด PC โดยทั้ง 2 ส่วนนี้จะทำหน้าที่รับ-ส่งสัญญาณคลื่นความถี่ 2.4 GHz มีหน่วยงานที่ทำการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือ WECA (Wireless Ethernet Compatibility Alliance) มีเว็บไซต์ www.wi-fi.com สำหรับอินฟอร์มเมชั่น ต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีอยู่ 2 บริษัทที่ออกแบบชิพจากทั้ง 2 บริษัทนี้

ระบบความปลอดภัย การรับ-ส่งข้อมูลไร้สายแบบ IEEE 802.11b ออกไปนั้น ย่อมจะมีโอกาสถูกดัก จับข้อมูลเช่นกัน ดังนั้นก่อนที่จะรับผลิตภัณฑ์ทาง WiFi จะตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะไปตามมาตรฐานของ WEP (Wired Equivalent Privacy) เป็นการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) ขนาด 40-64 บิต และ 128 บิต เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล

Wireless LAN ความเร็ว 5 GHz
ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ IEEE 802.11b จะมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 5-11 เมกกะบิตต่อวินาทีพร้อมด้วยการเข้ารหัสข้อมูล ขณะนี้มีผู้ผลิตหลายรายทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรปเริ่มออกแบบพัฒนาตรฐาน IEEE 802.11a ซึ่งใช้คลื่นความถี่ 5 GHz (จิกะเฮิร์ต) ทำให้สารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 22-72 เมกกะบิตต่อวินาที และสนับสนุน Quality of Service งานที่เกี่ยวกับระบบมัลติมีเดีย เช่น ภาพเสียงที่คมชัดอีกด้วย เนื่องจากผู้ผลิตทางสหรัฐฯ จะใช้มาตรฐาน 802.11b ซึ่งมีการทำงานคล้ายกับระบบ Ethernet คือ Listen before Transmitting หรือ ฟังก่อนส่ง แต่ทางยุโรปจะใช้มาตรฐานของ HIPERLAN/2 ในการทำงานโดยจะกำหนด time slot คล้ายกับระบบ ATM ความแตกต่างของ 2 มาตรฐานนี้จะทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ใช้งานคือไม่สามารถนำอุปกรณ์ของฝั่งยุโรปมาใช้ในสหรัฐฯ ได้ และผู้ใช้ในสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถจะนำ อุปกรณ์ในประเทศไปใช้ในยุโรปได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โปรโตคอลมาตรฐานของของระบบเครือข่าย

 

รู้จักกับโปรโตคอล
การที่จะให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจนั้น จำเป็นต้องมีภาษาในการสื่อสารโดยเฉพาะ สำหรับภาษาของการสื่อสารในคอมพิวเตอร์เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol) เป็นระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับการสื่อสาร ให้สามารถติดต่อสื่อสารกันหรือรับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางกับปลายทางได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด โปรโตคอลที่ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์มีอยู่มากมายหลายแบบเช่น NetBEUI ซึ่งเป็นโปรโตคอลอีกตัวหนึ่งที่ใช้ได้ดีในระบบเครือข่ายขนาดเล็กที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows เป็นหลัก แต่ไม่สามารถทำงานได้เร็วมากนัก นิยมใช้ในระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าอย่าง Windows for Workgroup 3.11 เป็นต้น และก็ยังมีโปรโตคอลอื่นๆ อีกมาก แต่ส่วนมากที่ใช้กันเป็นหลักก็คือโปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol)

TCP/IP เป็นโปรโตคอลที่ใช้กันในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งแน่นอนว่าใช้ใน Home Network ได้ด้วย TCP/IP จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับส่งข้อมูลในเครือข่าย การทำงาน TCP/IP จะมีการจัดแบ่งข้อมูลออกเป็นขนาดย่อยๆ เรียกว่า "แพ็กเกจ" จากนั้นจึงทยอยส่งกันไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เสร็จแล้วจึงจะรวมแพ็กเกจย่อยๆ นั้นเป็นข้อมูลต้นฉบับอีกครั้ง และมีการรับประกันความถูกต้องโดยตัวมันเอง

IP Address
การติดต่อสื่อสารในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรโตคอล TCP/IP นอกจากการทำงานของ TCP/IP แล้ว ยังจำเป็นต้องมีการกำหนดเลขหมายของอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่าย เพื่อเกิดการอ้างอิงโดยไม่ซ้ำกันจะได้ส่งข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เลขหมายดังกล่าวเรียกว่า ไอพีแอดเดรส เป็นตัวเลขหลัก 4 ชุดที่คั่นด้วยจุด เช่น 192.168.0.1 ไอพีแอดเดรสก็เปรียบเหมือนกับเลขที่บ้าน โดยบ้านแต่ละหลังจะต้องมีเลขที่บ้านโดยต้องไม่ซ้ำกัน เพราะถ้าซ้ำกันแล้ว บุรุษไปรษณีย์คงจะส่งจดหมายไม่ถูก สำหรับใน Home Network ของเรานี้ จะเริ่มกำหนดไอพีแอดเดรส 192.168.0.1 เป็นต้นไป เช่น คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 กำหนดไอพีแอดเดรสเป็น 192.168.0.2 คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 มีไอพีแอดเดรสเป็น 192.168.0.2 แบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ต้องไม่เกิน 192.168.0.254 ครับ (คิดว่าคงไม่มีบ้านไหนมีคอมพิวเตอร์ถึง 254 เครื่อง)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเร็วในการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูล ในปัจจุบันมีมาตรฐานที่เรียกว่า Fast Ethernet หัวใจหลักของ Fast Ethernet ก็คือความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps (หนึ่งล้านบิตต่อวินาที) และความเร็วขนาด 1000 Mbps หรือ 1 Gbps (พันล้านบิตต่อวินาที) และอาจถึง 10 Gbps ในอนาคตอันใกล้นี้

สำหรับ Home Network ที่แนะนำให้คุณผู้อ่านรู้จัก และจะเริ่มลงมือปฏิบัติต่อไปนี้ จะเป็นระบบ LAN แบบ Peer to Peer ใช้รูปแบบการเชื่อมต่อแบบสตาร์ โดยใช้สาย UTP และมีอุปกรณ์เพิ่มเติมคือ ฮับ หรือ สวิตซ์ และกำหนดไอพีแอดเดรส เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.1 เป็นต้นไป


IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) และ EIA (Electronics Association) เป็นหน่วยงานสากลที่มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานของการออกแบบผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ กำหนดรูปแบบ

การส่งสัญญาณ จะมีโปรโตคอลอยู่ 3 แบบ ด้วยกันคือ
• ARCnet
• Ethernet
• Token Ring
• ARCnet
หรือ Attached ARCnet Resource Computing Network เป็นโปรโตคอลที่ออบแบบโดยบริษัท Data Point

ในช่วงปีคศ.1977 ใช้หลักการแบบ "Transmission Permission" ในการส่งข้อมูล จะมีการกำหนดตำแหน่งแอดเดรสของเครื่องเวิร์กสเตชั่นลงไปด้วย สามารถจะเชื่อมต่อได้ทั้งแบบ Bus และ Star มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลค่อนข้างน้อยเพียง 2.5 Kbps (2.5 เมกกะบิตต่อวินาที) ทำให้ไม่เป็นที่นิยมใช้งาน

Ethernet เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบโดยบริษัท Xerox ในช่วงปี คศ.1970 ใช้หลักการทำงานแบบ CSMA/CD(Carrier Sense Multiple Access With Collision Detection) ในการส่งแมสเซจไปบนสายสัญญาณของระบบเครือข่าย ถ้าหากมีการส่งออกมาพร้อมกันย่อมจะเกิดการชนกัน (Collision) ของสัญญาณ ทำให้การส่งผ่านข้อมูลต้องหยุดลงทันที CSMA/CD จะใช้วิธีของ Listen before-Transmiting คือ ก่อนจะส่งสัญญาณออกไปจะต้องตรวจสอบว่าขณะนั้นมีเวิร์กสเตชั่นเครื่องใดทำการรับ-ส่งแมสเซจบนสายเคเบิ้ลอยู่หรือไม่? ถ้ามีก็ต้องรอจนกว่าสายเคเบิ้ลจะว่าง แล้วจึงส่งข้อมูลออกไปบนสายเคเบิ้ล

โปรโตคอล Ethernet เป็นมาตรฐานของ IEEE 802.3 สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Bus และ Star โดยใช้สาย Coaxial หรือสายทองแดงคู่ตีเกลียว (UTP = Unsheild Twisted Pair) ที่มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 10 Mpbs (10 เมกกะบิตต่อวินาที) ในปัจจุบันได้พัฒนาความเร็วเป็น 100 Mbps มีความยาวสูงสุดระหว่างเครื่องเวิร์กสเตชั่น 2.8 กิโลเมตรในการส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ไปบนสายเคเบิ้ล จะใช้แบบ Machestes Encodeb Digital Base band และกล่าวถึงสัญญาณดิจิตอล 0-1 ในการส่งผ่านไปบนสายเคเบิ้ล Ethernet มีรูปแบบการต่อสายเคเบิ้ล 3 แบบด้วยกันคือ
• 10 Base T
• 10 Base 2
• 10 Base 5

10 Base T เป็นรูปแบบในการต่อสายที่นิยมมาก "10" หมายถึงความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล (10 เมกกะบิตต่อวินาที) "Base" หมายถึง ลักษณะการส่งข้อมูลแบบ Base band ซึ่งเป็นดิจิตอล และ "T" หมายถึง Twisted Pair (สายทองแดงคู่ตีเกลียว) สรุปแล้ว 10 Base T คือ การใช้สาย Twisted Pair ในการรับ-ส่งมีความเร็ว 10 Mbps ด้วยสัญญาณแบบ Base band ปัจจุบันจะใช้สาย UTP (Unshield Twisted Pair) ซึ่งจะมีสายเส้นเล็กๆ ภายใน 8 เส้นตีเกลียวกับ 4 คู่

10 Base 2 เป็นรูปแบบต่อสายโดยใช้สาย Coaxial มีเส้นศูนย์กลาง 1/4 นิ้ว เรียกว่า Thin Coaxial สายจะมีความยาวไม่เกิน 180 เมตร

10 Base 5 เป็นรูปแบบในการต่อสายโดยใช้สาย Coaxial ขนาดใหญ่ จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/2 นิ้ว เรียกว่าสาย Thick Coaxial การเชื่อมต่อละจุดจะมี Transcever เป็นตัวเชื่อมและใช้สายเคเบิ้ล AUI เชื่อมระหว่างเครื่องเวิร์กสเตชั่น สายจะมีความยาวไม่เกิน 500 เมตร

Token Ring เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบโดยบริษัท IBM ใช้มาตรฐานของ IEEE 802.5 มีระบบการติดต่อแบบ Token-Passing สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งแบบ Ring และ Star มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 4/16 Mbps และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ของเครื่องเมนเฟรมได้โดยตรง จากปัญหาที่เกิดการชนกันของสัญญาณ (Collision) เป็นเหตุให้ IBM หันมาใช้สัญญาณ Token เพื่อติดต่อระหว่างโหมด ขั้นตอนการรับ-ส่งข้อมูลแบบ Token-Passing Ring มีดังนี้

ชุดข้อมูล Token จะถูกส่งให้วิ่งไปรอบๆ วงแหวนของเน็ตเวิร์ก ถ้ามีเวิร์กสเตชั่นเครื่องใดต้องการจะส่งผ่านข้อมูล ก็จะต้องรอจนกว่า Token นั้นว่างก่อน
เมื่อรับ Token ว่างมาแล้ว ก็จะทำการเคลื่อนย้ายเฟรมข้อมูลต่อท้ายกับ Token นั้นแล้วส่งข้อมูลไปยังปลายทาง
เวิร์กสเตชั่นอื่นที่ต้องการจะส่งข้อมูลก็ต้องรอจนกว่า Token จะว่าจึงจะส่งข้อมูลได้

เน็ตเวิร์กโปโตคอลที่ต้องใช้งาน
ในการรับส่งข้อมูลระหว่างเซิร์ฟเวอร์และไคลเอ็นต์ จะใช้โปรแกรมโตคอลในการสื่อสารข้อมูล การค้นหาเส้นทางสนับสนุนการใช้บริการต่างๆ ของเซิร์ฟเวอร์ซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกันคือ

TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
เป็นโปรโตคอลที่ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ.1969 โดยเครือข่ายทางทหารของสหรัฐอเมริกาชื่อ ARPANET (Advanced Research Project Agency Network) เพื่อใช้กับระบบเครือข่าย WAN ต่อมาได้นำมาใช้งานเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายสาธารณะขนาดใหญ่หรืออินเตอร์เน็ต TCP/IP เป็นโปรโตคอลที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูงสามารถจะค้นหาเส้นทางได้ เหมาะสำหรับใช้ในองค์กรขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ สามารถจะส่งผ่านข้อมูลข้ามระบบที่ต่างกันได้ เช่น Windows กับ UNIX หรือ Netware หรือ Linux

NetBEUI (NetBIOS Extended Use Interface)
เป็นโปตคอลที่พัฒนามาจาก NetBIOS เริ่มใช้งานประมาณปี ค.ศ.1985 ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับเครือข่ายขนาดเล็ก เช่น ระบบ LAN ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 10-200 เครื่อง NetBEUI ไม่สามารถจะค้นหาเส้นทางได้ และทำการ Route ข้อมูลข้ามเครือข่ายไม่ได้ เหมาะสำหรับเครือข่าย LAN แต่ไม่เหมาะกับระบบ WAN ระบบปฏิบัติการ Windows NT และ Windows 2000 ยังสนับสนุนไคลเอ็นต์รุ่นเก่าที่ใช้โปรโตคอลตัวนี้อยู่

IPX/SPX (Intenetwork Packet Exchange/Sequanced Packet Exchange)
เป็นโปรโตคอลที่พัฒนามาจาก XNS Protocol (ของบริษัท Xerox Corporation และทางบริษัท Novell ได้นำพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น) จะมีความสามารถในการค้นหาเส้นทางสำหรับเครือข่ายระบบ LAN และ WAN ทางไมโครซอฟท์ก็สนับสนุนโปรโตคอลตัวนี้แต่เรียกว่า NWLink IPX/SPX Compatible Transport Protocol ซึ่งใช้ในการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ Netware สามารถใช้งานฐานข้อมูล SQL Server บน Windows NT ได้ หรือการเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ SNA ที่เชื่อมต่อกับเครื่อง Mainframe ของ IBM

DLC (Data Link Control)
เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบพัฒนาโดยบริษัท IBM เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อสื่อสารกับเครื่องเมนเฟรมของ IBM,AS/400 ที่ใช้สถาปัตยกรรมเครือข่าย SNA (System Network Architecture)

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ตาเรน วันที่ : 31/01/2008 เวลา : 11.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sammaapii
เรียนฟรีจริง ๆ  ขอเชิญแวะเยี่ยมตาเรนที่  >>> http://www.webudon.net

ขอบคุณกับข้อมูล และความรู้ดี ๆ
ขอเชิญแวะเยี่ยมสมาคม ฯ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไทย
เพื่อเป็นวิทยาทานความรู้ครับ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
วัชรากร วันที่ : 14/01/2008 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/watcharakorn

โอ้โห ยังงี้ต้องอ่านหลายๆรอบถึงจะเข้าใจ
ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้...ขอเวลาปูพื้นฐานหน่อยนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน